แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รูปเคารพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รูปเคารพ แสดงบทความทั้งหมด

20 พฤศจิกายน 2562

รูปเคารพทางเศรษฐกิจ?


เมื่อพูดถึง “รูปเคารพ” เรามักคิดถึงรูปปั้น รูปแกะสลักของพระต่าง ๆ แล้วรูปเคารพทางเศรษฐกิจ มันเป็นรูปเคารพแบบไหนกันแน่? 

เมื่ออิสราเอลมีพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าของตน แล้วทำไมถึงยังไปนมัสการพระบาอัล? ทำไมคริสตชนในยุคปัจจุบัน นมัสการพระเจ้าในคริสตจักร แต่กลับนมัสการรูปเคารพแห่งเศรษฐกิจทุกที่ในชีวิตประจำวันของตน(รวมทั้งในคริสตจักรด้วย)? ทำไม คริสตชนทำพันธกิจในรูปแบบต่าง ๆ แต่พันธกิจที่ทำกลับมี “เศรษฐกิจ” เป็นเรื่องใหญ่โต จนเป็นรูปเคารพหรือไม่?

เมื่อพูดถึงรูปเคารพในพระคัมภีร์เดิม ขอตั้งข้อสังเกตว่า รูปเคารพเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “อำนาจ” และ “เศรษฐกิจ” เมื่อเราอ่านเรื่องราวที่คนอิสราเอลนมัสการพระบาอัลใน 1พงศ์กษัตริย์ บทที่ 18 เรามักจะคิดว่าพวกเขาทำรูปเคารพในลักษณะต่าง ๆ แต่ตัวดึงดูดความสนใจของพระบาอัลมิใช่เป็นรูปเคารพที่สวยงาม แต่เป็นเรื่องคำมั่นสัญญาทางเศรษฐกิจ ในความเชื่อของผู้คนแถบนั้นรวมถึงอิสราเอลด้วย จะเชื่อและเข้าใจว่า พระบาอัลขับเคลื่อนมาบนเมฆ เป็นผู้นำเอาฝนที่เป็นพระพรให้ไหลหลั่งสู่พื้นดิน ทำให้บังเกิดพืชพันธุ์ธัญญาหาร และชีวิตที่เกิดใหม่อุดมสมบูรณ์   และเมื่อกษัตริย์อาหับไปแต่งงานกับหญิงจากแผ่นดินที่เชื่อในพระบาอัล พวกเกษตรกรอิสราเอลได้สร้างวิหาร และ แท่นบูชาให้พระบาอัล (ดู 1พงศ์กษัตริย์ 16:31)

แน่นอนว่า อิสราเอลส่วนมากจะไม่ปฏิเสธ หรือ เลิกเชื่อในพระเยโฮวาห์ว่าเป็นพระเจ้าของตนอย่างสิ้นเชิง พวกเขายังไปประกอบศาสนพิธีที่พระวิหาร ยังถวายสิบลด และร่วมประกอบศาสนพิธีที่สำคัญในพระวิหาร แล้วก็ผนวกเอาการนมัสการพระบาอัลเพิ่มเข้าไปอีกส่วนหนึ่ง เพื่อประกันความมั่นใจว่าจะได้รับพระพรทางเศรษฐกิจจากพระบาอัล เกษตรกรอิสราเอลส่วนใหญ่ทำเช่นนี้ก็เพื่อที่ตนจะเป็นที่โปรดปรานและรับการอวยพรจากพระบาอัล

พระเยโฮวาห์ไม่พอพระทัยในพฤติกรรมแบบนี้ของอิสราเอล พระองค์ส่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์มาบอกให้อิสราเอลเลิกกระทำ “แบบจับปลาสองมือ” ดังกล่าว “พวกท่านจะเหยียบเรือสองแคมไปนานสักเท่าใด?...” (1พงศ์กษัตริย์ 18:21 อมธ.) พระเจ้าประกาศผ่านผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ว่า พระบาอัลไม่สามารถให้สิ่งที่ดีแก่อิสราเอล ประชากรของพระองค์ไม่สามารถที่จะเลือกเชื่อศรัทธาพระบาอัลและพระเยโฮวาห์ไปพร้อม ๆ กัน

พระเจ้าทรงพิสูจน์สัจจะความจริงในเรื่องนี้ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่เหนือกว่าพระบาอัล   บาอัลบอกว่าตนเป็นพระเจ้าที่อำนวยสายฝนและความอุดมสมบูรณ์ แต่พระเจ้ากลับทำให้ไม่มีน้ำค้างหรือฝน เกิดความแห้งเล้ง (1พงศ์กษัตริย์ 17:1) พวกที่นมัสการพระบาอัลต้องประสบกับความอดอยากในช่วงเวลานั้น แต่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูเอลียาห์ด้วยเนื้อและขนมปังที่อีกาคาบมาให้ทุกเช้าเย็น (ข้อ 6)

พระองค์ทำให้ประชากรของพระองค์กลับใจหันมาหาพระองค์ พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ประชากรของพระองค์จงรักภักดี ทั้งในการงาน และในการนมัสการพระเจ้า และนี่มิใช่การต่อสู้ในสนามรบที่มองเห็นด้วยตาเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้หรือสงครามในจิตใจ และ จิตวิญญาณของประชากรอิสราเอลด้วย ที่ต่อสู้ในเรื่องอำนาจ รายได้ เศรษฐกิจ ในชีวิตของพวกเขา

พระเยซูหรือ ทรัพย์ศฤงคาร  

พระเยซูคริสต์ล่วงรู้ลึกลงไปถึงความบอบบางในจิตใจของมนุษย์ที่เผชิญกับการทดลองในรูปแบบใหม่ ๆ และที่รุนแรงกว่า โดยเฉพาะคนในยุคนี้ที่นมัสการเงินทอง อย่างนมัสการพระบาอัล เป็นการนมัสการพระเจ้าหรือเทพทั้งหลายเพื่อจะได้ในสิ่งที่ตนต้องการ แต่มนุษย์เราไม่สามารถที่จะเป็น “ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย” ได้ พระเยซูคริสต์พูดชัดเจนว่า เราจะรับใช้พระเจ้าไปพร้อม ๆ กับการรับใช้เงินทองไม่ได้ (ลูกา 16:13)  

ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ สอนว่า ทรัพย์สินเงินทองและ ความโลภ เป็นรูปเคารพย่อมเสียงดัง และ มีพลังดึงดูดความสนใจของเรามาก เปาโลประกาศว่า ความโลภเป็นการบูชารูปเคารพด้วย (โคโลสี 3:5;  เอเฟซัส 5:3)  

เปาโลได้พูดอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ รูปเคารพจะปล้นขโมยเอาความรัก ความไว้วางใจ  และการรับใช้พระเจ้าที่มีในคนของพระองค์ไป และชี้ชัดว่า “ความโลภ” นั้นเลวร้ายเท่ากับรูปเคารพ และคริสตชนไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปในพระวิหารของความเชื่ออื่นเพื่อนมัสการรูปเคารพ   จิตใจที่โลภของคริสตชนได้สร้างรูปเคารพจากเงินทอง หรือ ทรัพย์สินมีค่าทุกอย่างในตัวเขา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม รวมถึงเมื่ออยู่ในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย

ดังนั้น พระเยซูคริสต์จึงเตือนสาวกของพระองค์  “จงระวังให้ดี! จงระวังตนจากความโลภทุกชนิด ชีวิตคนเราไม่ได้อยู่ที่การมีทรัพย์สิ่งของเหลือเฟือ” (ลูกา 12:15 อมธ.) คำอุปมาเรื่องเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากมายจนคิดสร้างขยายยุ้งฉางเก็บทรัพย์สมบัติมากขึ้น แต่เขากลับประสบกับการสูญเสียชีวิตเพราะเขา “...สะสมสิ่งของไว้สำหรับตนแต่ไม่ได้มั่งมีต่อหน้าพระเจ้า...” (ข้อ 16-21) 

เงินทองทรัพย์ศฤงคารเป็นรูปเคารพที่หลอกล่อให้เรานมัสการมัน แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เรามีแท้จริงทุกสิ่งเราได้จากพระเจ้า เราพึงนมัสการพระองค์ มิใช่นมัสการสิ่งที่พระองค์ประทานแก่เรา

ค่าราคาที่เราต้องจ่ายแก่การนมัสการรูปเคารพทางเศรษฐกิจ

พระคัมภีร์สอนเราเช่นกันว่า ค่าจ้างที่เรานมัสการรูปเคารพทางเศรษฐกิจคือความตาย เปาโล กล่าวว่า “คนที่อยากรวยก็ตกหล่มเย้ายวนให้ทำบาป ติดกับและตกในความปรารถนาต่าง ๆ อันโง่เขลาและอันตราย ซึ่งดึงมนุษย์ดิ่งลงในห้วงแห่งความพินาศย่อยยับ” (1ทิโมธี 6:9 อมธ.)

ตามทัศนะของเปาโล การรักเงินทองทำให้คนที่นมัสการรูปเคารพทางเศรษฐกิจได้รับความเจ็บปวดในชีวิต และถูกหลอกล่อให้หลงไปจากความเชื่อ และจบลงด้วยตกเป็นเหยื่อของความชั่วร้าย ตรอมตรมในความทุกข์ทรมานมากมาย  (ข้อ 10 อมธ.)

เมื่อเรานมัสการเงินทอง ระวังมันจะขย้ำชีวิตเราให้อยู่ในกงเล็บของมัน เงินทองกลายเป็นพลังอำนาจทางจิตวิญญาณที่จะใช้เรา มากกว่าที่เราจะใช้มัน

เมื่อเรานมัสการรูปเคารพแห่งเงินทอง ชีวิตของเราก็จะมุ่งมั่นทุ่มเทในการหารายได้ ทำให้ได้เงินทอง และเก็บกักสะสมเงินทอง ชีวิตของเราผิดรูปผิดแบบไปจากพระฉายาของพระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา เพราะพระเจ้ามีพระฉายาคือ “การให้” เมื่อเราบูชาเงินทอง ชีวิตของเราจึงมิได้สะท้อนพระฉายาแห่งการให้ของพระเจ้าในชีวิตเรา แต่กลับสะท้อนท่าทีรูปแบบชีวิตของเงินทองคือ การเน้นความสำคัญของตนเอง เน้นความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ “ของฉัน” และมุ่งมั่นที่จะ “สะสม” “กักตุน” สมบัติทรัพย์สินสำหรับตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่แตกต่างสิ้นเชิงจากที่พระคริสต์ต้องการให้เราดำเนินชีวิตในเส้นทางของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


24 มีนาคม 2557

พระเจ้าหรือรูปเคารพ?

36“ท่าน​อา​จารย์ ใน​ธรรมบัญญัติ​นั้น พระ​บัญญัติข้อ​ไหน​สำคัญ​ที่สุด?”
37 พระ​เยซู​ทรง​ตอบ​เขา​ว่า “‘จง​รัก​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ท่าน​ด้วย​สุด​ใจ​ของ​ท่าน​
ด้วย​สุด​จิต​ของ​ท่าน’  และ​ด้วย​สุด​ความ​คิด​ของ​ท่าน
38 นั่น​แหละ​เป็น​พระบัญญัติข้อสำคัญอัน​ดับ​แรก
39 ข้อ​ที่​สอง​ก็​เหมือน​กัน คือ ‘จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​เหมือน​รัก​ตน​เอง’ 
40 ธรรม​บัญญัติและ​คำ​ของ​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​ทั้ง​หมด ก็​ขึ้น​อยู่​กับ​พระ​บัญญัติสอง​ข้อ​นี้”
(มัทธิว 22:36-40 มตฐ.)         

พระเยซูคริสต์ตอบคำถามของฟาริสีที่มาทดลองพระองค์ว่า   สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผู้เชื่อศรัทธาในพระเจ้า   คือการที่คนๆ นั้นมีพระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ในชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด หรือ ผู้ใดในทุกมิติของชีวิต   ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินชีวิตประจำวัน   เศรษฐกิจ  สังคม  ตลอดจนการเมืองเรื่องของการใช้อำนาจ   ในที่นี้รวมถึงความสัมพันธ์ติดสนิทกับพระองค์   และรองลงมาคือความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ให้รักคนรอบข้างเฉกเช่นที่ตนรักชีวิตของตนเอง  

แต่ถ้าเราทำให้สิ่งใดเป็นสิ่งที่อันดับแรกสุดสูงสุดและสำคัญที่สุดในชีวิตของเราแทนที่ของพระเจ้า   สิ่งนั้นคือ “รูปเคารพ” ในชีวิตของเรา   เรามักเข้าใจผิดเพี้ยนคลาดเคลื่อนเรื่อง “รูปเคารพ” เป็นเหมือนวัวทองคำอย่างที่พวกอิสราเอลในถิ่นทุรกันดารหล่อขึ้นมา (อพยพ บทที่ 32)   หรือคริสตชนไทยเราก็มักคิดถึงรูปปั้น หรือ รูปแกะสลักต่างๆ ที่ใช้ในการกราบไหว้บูชา  

แต่แก่นความหมายของ “รูปเคารพ” คือ สิ่งของหรือบุคคลที่เราอุทิศยกย่องเชิดชูบูชาว่าเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิตของเรา  ให้คนนั้นสิ่งนั้นแทนที่พระเจ้าที่ควรเป็นเอกเป็นต้นและเป็นใหญ่ในชีวิตของเรา (มาระโก 13:14)   ในยุคของเรานี้   “รูปเคารพ” สำแดงออกมาในหลายรูปแบบด้วยกัน   บางคนมีการงานเป็นรูปเคารพ   บางคนมีอุดมการณ์เป็นรูปเคารพ  มีสถานภาพทางสังคม  ฐานะทางเศรษฐกิจ  ความมั่งคั่งร่ำรวย  ตำแหน่งหน้าที่การงาน  บ้างก็ความสวยงามของตน  บ้างก็บูชาความกล้าบ้าบิ่น  บ้างก็ไล่ล่าอำนาจเหนือคนอื่นด้วยสุดชีวิต   จนกลายเป็น “รูปเคารพ” ในชีวิตของตน   และ ฯลฯ

สิ่งที่คริสตชนต้องหยุดนิ่งแล้วคิดใหม่ว่า   เมื่อเราเห็นแล้วว่าชีวิตที่ว้าวุ่น สับสน อ่อนแรงของเราเพราะเราเอาท่อน้ำเลี้ยงแห่งชีวิตของเราได้ต่อติดรับน้ำจากแหล่งน้ำเลี้ยงที่เป็น “รูปเคารพ”   แทนที่จะเป็นแหล่งน้ำเลี้ยงแห่งชีวิตคือองค์พระผู้เป็นเจ้า  เราจึงมีชีวิตตกลงท่ามกลางความสับสนว้าวุ่น   ความสิ้นหวัง  หมดแรง    จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องตัดสินใจตัดท่อน้ำเลี้ยงที่ต่อกับ “รูปเคารพ”   แล้วให้ท่อน้ำเลี้ยงชีวิตของเรากลับไปเชื่อมต่อกับน้ำพุแห่งชีวิต  คือพระเจ้าองค์สูงสุดในชีวิตของเรา

การต่อท่อน้ำเลี้ยงในชีวิตของเรากับแหล่งน้ำพุแห่งชีวิต   น้ำจากแหล่งน้ำพุแห่งชีวิตจะชโลมเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของเราใหม่   และน้ำแห่งชีวิตจากองค์พระผู้เป็นเจ้าจะบำรุงหล่อเลี้ยงชีวิตเราขึ้นใหม่   

เราเปลี่ยนจากการที่ทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง   เปลี่ยนจากที่ทุ่มทุกอย่างในชีวิตให้กับงานเพื่อจะได้สิ่งที่ตนคาดหวังจากงานที่ทำ  แล้วหันหน้ากลับเข้าหาองค์พระผู้เป็นเจ้า   มีเวลาที่จะใคร่ครวญ  ผ่อนพักในพระองค์    มีเวลาที่จะพิจารณาชีวิตของตนที่ผ่านมาว่าสอดคล้องหรือสวนทางกับพระประสงค์ของพระเจ้าในพระวจนะ    มีเวลาที่จะชุ่มชื่นกับเสียงดนตรี   เสียงนกร้อง  มีเวลาพิจารณาถึงพระราชกิจและพระประสงค์ของพระเจ้าผ่านทางธรรมชาติ   มีเวลาที่จะช่วยเหลือคนที่ต้องการความช่วยเหลือในด้านต่างๆ   มีเวลาที่จะอยู่นิ่งสงบ   ดั่งเช่นผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีบทที่ 46 กล่าวไว้ว่า “จง​นิ่ง​เสีย และ​รู้​เถิด​ว่า เรา​คือ​พระ​เจ้า...” (ข้อ 10 มตฐ.)  

ในแต่ละวันสะบาโต   ให้เรามุ่งมั่นจริงใจใช้เวลานั้นในการสงบอยู่กับพระเจ้า   แทนการทุ่มเทในการทำงานและการบริโภคไม่รู้จักพอเพียง   หยุดงานอาชีพที่ทำ  หยุด “ช๊อปปิ้ง”  หยุดสื่อสารบันเทิง  หยุดที่จะไปกินข้าวนอกบ้าน   เพื่อเราแต่ละคนจะมีเวลาที่ “นิ่งสงบ” กับพระเจ้า และ นิ่งสงบด้วยกันในครอบครัว

แต่หลายคนรับไม่ได้กับการใช้ชีวิตที่ต่อท่อน้ำเลี้ยงกับแหล่งน้ำพุแห่งชีวิตคือองค์พระผู้เป็นเจ้า   บิลเกทเคยตั้งข้อสังเกตว่า ชีวิตแบบศาสนานั้น ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดผลคุ้มค่า  เขามองว่าศาสนาน่าจะใช้เวลาที่มีมากมายในการทำกิจกรรมที่เกิดผลิตผล   นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า บิลเกทมองว่า  สิ่งที่นำเข้ามีค่าเท่ากับผลที่ได้ออกมา   แต่ต้องบอกกันตรงๆ ว่า   กรอบแนวคิดเช่นนี้ใช้ไม่ได้กับพระราชกิจของพระเจ้า   เพราะ การอธิษฐาน 2 หน่วยไม่ได้ทำให้ได้พระคุณ 2 ลิตร   เราไม่สามารถที่จะกะเกณฑ์บังคับการทำงานของพระเจ้า   อย่างที่เจ้านายกะเกณฑ์บังคับคนงานให้ได้ผลงานตามที่ต้องการ   และที่สำคัญคือ เราต้องตระหนักชัดว่า 

“เพราะ​ความ​คิด​ของ​เรา​ไม่​ใช่​ความ​คิด​ของ​เจ้า
และ​ทาง​ของ​พวกเจ้า​ก็ไม่​ใช่​ทาง​ของ​เรา”
พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​ดัง​นี้​แหละ  (อิสยาห์ 55:8 มตฐ.)

ในฐานะคริสตชน   นอกจากที่เราจะต้องตัดสินใจเลือกและยกย่องให้พระเจ้าเป็นใหญ่เป็นเอกในชีวิตแล้ว   จิตสำนึก  ความคิด  มุมมอง  ทัศนคติขอเราจะต้องเป็นไปตามกรอบแนวคิดตามพระวจนะ  ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า   เพื่อเราจะมีวิถีการดำเนินชีวิตสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญ

ในวันนี้หาเวลาที่ท่านจะใคร่ครวญพิจารณาตนเอง   แล้วเขียน 5 สิ่งที่สำคัญสุดในชีวิตของท่านทุกวันนี้   ที่ท่านใช้เงิน  เวลา  พลัง  และการทุ่มเทมากที่สุด   แล้วพิจารณาด้วยใจสัตย์ซื่อว่า
  1. พระเจ้าได้รับการยกย่อง ได้รับเกียรติจากการกระทำของท่านใน  5 สิ่งสำคัญสุดในชีวิตของท่านหรือไม่?  ถ้าไม่?   ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
  2. ท่านจะทำอย่างไรที่จะมีสิ่งที่สำคัญสูงสุดในชีวิตของท่าน   โดยพระเจ้ายังทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่าน?
  3. ท่านจะทำเช่นไรที่ท่านจะ นิ่งสงบและรู้ว่าพระเจ้าเคียงข้างชีวิตของท่าน?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499