แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางรากฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางรากฐาน แสดงบทความทั้งหมด

05 ตุลาคม 2555

ผู้สร้างกำแพงเมืองและวางรากฐานชีวิต


อ่านเนหะมีย์ 8:1-12

“...ประชาชนอิสราเอลได้ชุมนุมกันถืออดอาหาร และนุ่งห่มผ้ากระสอบ...
ยืนสารภาพบาปของตน...และอ่านจากหนังสือธรรมบัญญัติของพระยาเวห์พระเจ้าของเขาทั้งหลาย...
สารภาพและนมัสการพระยาเวห์...”
(เนหะมีย์ 9:1-3 ฉบับมาตรฐาน)

ใครคือพระเอก หรือ นางเอกจากพระคัมภีร์ในดวงใจของท่าน?

หลายคนคงคิดถึงกษัตริย์ดาวิด บางคนคิดถึงอับราฮาม บางคนก็จะคิดถึงโนอาห์ แต่บางคนก็คิดถึงพระนางเอสเธอร์   บางคนคิดถึงอิสยาห์   บางคนคิดถึงเอลียาห์  และอีกหลายคนก็คิดถึงเปาโล จะมีใครบ้างไหมที่มีเนหะมีย์เป็นพระเอกในดวงใจของตน แต่ที่แน่ๆ คือ เนหะมีย์มิได้เป็นพระเอกในบทเรียนรวีวารศึกษาสำหรับเยาวชนและผู้ใหญ่

จากการที่เคยกล่าวแล้วในบทใคร่ครวญก่อนหน้านี้เรื่อง “การบริหารจัดการข่าวร้าย” เราทราบแล้วว่าเนหะมีย์เป็นคนเชื้อสายยิวที่เกิดในต่างแดน   รับราชการในราชสำนัก  เป็นคนสนิทชิดเชื้อและเป็นที่ไว้วางใจของราชวงศ์   เมื่อได้ฟังสภาพชีวิตที่เลวร้ายของพี่น้องชาวยิวที่อยู่ในแผ่นดินยูดาห์   สภาพบ้านเมืองไม่มีความปลอดภัยในชีวิต กำแพงเมืองไม่ได้ซ่อมแซม ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่คนที่อยู่ในยูดาห์   ทั้งๆ ที่มีคนยิวสองกลุ่มแล้วที่เดินทางกลับมาบูรณะซ่อมแซมยูดาห์ก็ตาม   ดังนั้น  ท่านจึงตัดสินใจ “อดอาหารและอธิษฐาน” เพื่อแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในข่าวร้ายที่ท่านได้รับ

ด้วยการทรงนำ และ การทรงเปิดเผยของพระเจ้า  เนหะมีย์ได้รับอนุญาตจากกษัตริย์ให้กลับแผ่นดินยูดาห์เพื่อเสริมสร้างสวัสดิภาพแก่คนยิวในแผ่นดินนั้น   ยิ่งกว่านั้นยังได้รับการสนับสนุนทั้งกองกำลัง  การระดมวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง พร้อมกับพระราชอำนาจที่สนับสนุนเนหะมีย์ในการดำเนินการครั้งนี้ในแผ่นดินของยูดาห์  เนหะมีย์เป็นนักบริหารจัดการ เมื่อท่านมาถึงแผ่นดินยูดาห์ สิ่งแรกท่านออกสำรวจเพื่อค้นหาข้อมูลความจริงด้วยตนเอง จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดมาปรึกษากับผู้ใหญ่และแกนนำชุมชนยูดาห์   แล้วนำสู่การวางแผน (เนหะมีย์ บทที่ 2)   ประสานความเข้าใจทุกฝ่ายที่จะดำเนินการตามแผนนั้น (บทที่ 3)   จนการสร้างและซ่อมแซมกำแพงเมืองประสบความสำเร็จ

กำแพงเท่านั้น ไม่สามารถให้สวัสดิภาพแก่ประชาชนที่อยู่ภายในกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม   เพราะคนในกำแพงกลับเอารัดเอาเปรียบ  กดขี่ข่มเหงกัน (เนหะมีย์ 5:1-13)  ซึ่งท่านต้องลงมือจัดการในเรื่องนี้   ด้วยการมีชีวิตที่ถูกต้องยุติธรรมให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน

จากการอดอาหารและอธิษฐานครั้งเมื่อเนหะมีย์ได้ยินข่าวร้ายเรื่องกรุงเยราเล็ม   ท่านได้รับนิมิตจากพระเจ้าให้มายูดาห์เพื่อซ่อมแซมกำแพงเมืองและสร้างสวัสดิภาพแก่คนยูดาห์ที่อยู่ในแผ่นดินนี้   

แต่เมื่อดำเนินการสร้างซ่อมกำแพงสำเร็จแล้ว   พระเจ้าทรงเปิดเผยพระประสงค์ของพระเจ้าขั้นต่อไปคือ   การเสริมสร้างและซ่อมแซมความเชื่อศรัทธาของชนยูดาห์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า    ดังนั้น   สิ่งที่เนหะมีย์ทำคือ  ทำให้เกิดการรื้อฟื้นพันธสัญญาระหว่างประชายูดาห์และพระเจ้า   ให้ประชาชนได้เรียนรู้ถึงพระบัญญัติของพระเจ้าที่ประชาชนได้ละทิ้ง (บทที่ 8)   ประชาชนได้อดอาหาร นุ่งห่มผ้ากระสอบ  สารภาพในความผิดบาป (บทที่ 9)  และทำพันธสัญญากับพระเจ้าใหม่ (บทที่ 10)   นอกจากการสร้างกำแพงเมืองเพื่อสวัสดิภาพสำหรับประชาชนที่อาศัยในกำแพงเมืองแล้ว  เนหะมีย์ยังวาง “รากฐาน” จิตใจของประชาชนเพื่อให้พวกเขาหันกลับมาหาพระเจ้า ดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติของพระองค์  และกลับมามีสัมพันธภาพใหม่กับพระเจ้า   ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสวัสดิภาพในชีวิตจิตวิญญาณ และ การอยู่ร่วมกันของชุมชนยูดาห์

นี่คือกระบวนการฟื้นฟูบูรณปฏิสังขรณ์ชีวิตและชุมชนผู้เชื่อศรัทธาในพระเจ้า   เนหะมีย์มิได้เป็นเพียงผู้สร้างบ้านแปลงเมืองยูดาห์เท่านั้น   แต่ท่านเป็นผู้ปฏิรูปสังคมชุมชนยูดาห์ขึ้นใหม่บนรากฐานแห่งพระวจนะและพระบัญญัติ   ด้วยการรื้อฟื้นพันธสัญญาขึ้นใหม่ระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับประชากรของพระองค์  

เนหะมีย์คือนักต่อสู้ยืนหยัด  นักสร้างเมือง  นักปฏิรูปสังคม  และ เป็นผู้บ่มเพาะ  ฟูมฟัก และเป็นผู้อภิบาลชีวิตจิตวิญญาณของผู้คน

เราต้องการผู้นำคริสตจักรในลักษณะเช่นนี้ในชุมชนคริสตจักรปัจจุบัน

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ทุกวันนี้  เรามีสวัสดิภาพในชีวิตด้านใดบ้าง? และเราไม่มีสวัสดิภาพในชีวิตด้านใดบ้าง? มีสาเหตุจากอะไร?
2. ท่านคิดว่า  คริสตจักรไทยในปัจจุบันนี้เป็น “ชุมชนคริสตจักร” ที่เสริมสร้างสวัสดิภาพทั้งในด้านชีวิตและจิตวิญญาณอย่างเนหะมีย์ได้ทำหรือไม่?   ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น?
3. ถ้าคริสตจักรจะเป็นชุมชนที่เสริมสร้างสวัสดิภาพทั้งในชีวิตและจิตวิญญาณ ท่านเห็นว่า
คริสตจักรจะต้องเป็นอย่างไรบ้าง? จะต้องทำอะไรบ้าง?  
4. ตัวท่านเองจะมีส่วนร่วมกับชุมชนคริสตจักรในการเป็นชุมชนที่เสริมสร้างสวัสดิภาพแก่ชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชนคริสตจักรปัจจุบันในเรื่องอะไร และ อย่างไรบ้าง?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

20 กรกฎาคม 2553

บ้านที่วางรากฐานบนศิลา

46“เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงเรียกเราว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า' แต่ไม่กระทำตามที่เราบอกนั้น 47ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเรา และกระทำตามคำนั้น เราจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า เขาเปรียบเหมือนผู้ใด 48เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก เขาขุดลึกลงไปแล้วตั้งรากบนศิลา และเมื่อน้ำมาท่วม กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง แต่ทำให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะได้สร้างไว้มั่นคง 49ส่วนคนที่ได้ยินและมิได้กระทำตาม เปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึกบนดินไม่ก่อราก เมื่อกระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่งตึกนั้น ตึกนั้นก็พังทลายลงทันที และความพินาศของตึกนั้นก็ใหญ่ยิ่งนัก” (ลูกา 6:46-49)

ท่านจงเฝ้าระวังพร้อมที่จะฟังเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า และ กระทำตามทันที
การเชื่อฟังจนยอมทำตามนั้นเป็นหมายสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของความเชื่อศรัทธา
องค์พระผู้เป็นเจ้าเคยตรัสกับเหล่าสาวกและคนติดตามพระองค์จำนวนมาก
ที่ฟังคำสอนของพระองค์แต่ไม่ได้กระทำตามว่า
“ทำไมพวกท่านเรียกเราว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ไม่ทำตามสิ่งที่เราบอกนั้น?”

องค์พระผู้เป็นเจ้าเปรียบคนที่ได้ยินคำของพระองค์แต่ไม่กระทำตามว่า
เป็นเหมือนคนที่สร้างบ้าน แต่มิได้ก่อราก
เมื่อเกิดกระแสน้ำพัดแรงบ้านนั้นก็พังทลายลง

องค์พระผู้เป็นเจ้ายังเปรียบคนที่ได้ยินคำของพระองค์แล้วกระทำตามทันทีว่า
เป็นผู้ที่ “ขุดลึก” วางรากฐานบ้านของตนลงบนศิลา
เมื่อเกิดพายุและกระแสน้ำพัดอย่างรุนแรง
บ้านนั้นยังตั้งมั่นคงอยู่ไม่โยกคลอน

ท่านโปรดอย่าเข้าใจว่า
สิ่งที่กำลังกล่าวนี้หมายถึงการที่กระทำตามพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น และ
ก็มิใช่เพียงการทำตามคำสอนที่บนภูเขาของพระองค์เท่านั้นด้วย
พระองค์หมายความมากยิ่งกว่านั้นสำหรับคนที่รู้จักพระองค์อย่างใกล้ชิดสนิท
พระองค์หมายถึงการที่ท่านยอมกระทำตามในทุกอย่าง
ยอมทำตามเสียงแห่งการทรงนำของพระองค์ภายในชีวิตของท่าน และ
คำสั่งเล็กๆ น้อยๆ ที่พระองค์มีถึงจิตวิญญาณแต่ละดวง
ความปรารถนาของพระองค์ที่สำแดงออกแก่ท่าน
เพื่อที่ท่านจะได้กระทำให้ความปรารถนาของพระองค์สำเร็จ

ชีวิตสาวกของพระองค์ ที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวสั่นคลอน
เปรียบเหมือนบ้านที่หยั่งรากลงในศิลานั้น
มิใช่สร้างได้ในชั่วพริบตา ทันที
แต่จะต้องให้เวลาในการวางรากฐาน
อิฐแต่ละก้อนที่วางทับซ้อนกันขึ้นมา
จนเป็นราก
เป็นคานที่แข็งแรง
จากนั้นค่อยก่อกำแพง เชื่อมโครงหลังคา...
ด้วยการกระทำที่เชื่อฟัง
เป็นการกระทำตามพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในแต่ละวัน และ
เป็นการกระทำตามความปรารถนาของพระองค์ด้วยความรัก

“ทุกคนที่มาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าและฟังคำของพระองค์แล้วทำตาม
องค์พระผู้เป็นเจ้าจะสำแดงให้พวกท่านรู้ว่าท่านเป็นเหมือนอะไร
ท่านเป็นเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก
ท่านขุดลึกลงไปแล้ววางรากฐานอยู่บนศิลา
เมื่อมีน้ำท่วมและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวมาซัดตึกนั้น
ตึกนั้นก็ไม่หวั่นไหว เพราะถูกสร้างไว้อย่างมั่นคง”

บ้านที่หยั่งรากลึกลงในศิลานี้
เป็นบ้านที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยการดลใจและทรงนำของพระเจ้า
เป็นบ้านแห่งความเชื่อฟังและทำตาม
เป็นการแสดงออกถึงการสรรเสริญและการนมัสการพระเจ้าอย่างจริงแท้ที่สุด และ
ในบ้านนั้นเองที่พระเจ้ามาอยู่ด้วยกับคนที่พระองค์ทรงรัก

องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ให้ความหวังแก่งานที่ท่านทำหรือ?
มิได้ประทานความหวังในวันที่มืดมนหรือ?
เพียงแค่ท่านจะวางอิฐแห่งหน้าที่ธรรมดาๆ ก้อนเล็กๆ ของท่าน
ท่านก็ได้ทำให้ความปรารถนาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เกิดเป็นรูปธรรม
เป็นสิ่งที่เสริมสร้างท่านให้มีบุคลิกคริสเตียนที่มั่นคง ไม่สั่นคลอน หวั่นไหว
ตามที่เปาโลผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้กระตุ้นเตือนให้ผู้ติดตามทุกคนมีบุคลิกเช่นนั้น