แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศักดิ์สิทธิ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศักดิ์สิทธิ์ แสดงบทความทั้งหมด

14 เมษายน 2563

เกิดอะไรขึ้นในวัน “เสาร์เงียบเชียบแต่ศักดิ์สิทธิ์”

การสะท้อนย้อนคิดถึงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ 2020

ข้างนอกยังมืด แต่ข้างในอุโมงค์สว่าง ในอุโมงค์นั้นว่างเปล่า สิ่งที่สาวกวางแผนในใจที่จะทำ แต่กลับไม่ได้ทำและทำไม่ได้ และในความว่างเปล่านั้นเอง ทำให้สาวกต้องงงงวย แต่แล้วมาพบว่า พระเจ้ามีแผนการของพระองค์เพื่อพวกสาวก และ เพื่อพวกเราตอนนี้ด้วย!

พระเจ้าทรงสร้างโลกและในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันที่เจ็ด พระองค์กำหนดให้เป็นวันสะบาโต เป็นวันที่หยุดพักจากพระราชกิจแห่งการทรงสร้างของพระองค์ แต่น่าเสียดายและเสียใจอย่างยิ่งที่มารได้ทำลายพระราชกิจแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า จนพระเยซูคริสต์ต้องเข้ามาในโลกนี้เพื่อกอบกู้ไถ่ถอนโลกที่พระองค์ทรงสร้างจากอำนาจครอบงำของมาร และในเช้าวันอาทิตย์พระองค์ทรงมีชัยเหนือความตาย ที่มารหลอกล่อหยิบยื่นยัดเยียดแก่มนุษย์ และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งการทรงสร้างใหม่ของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์

ดังนั้น สำหรับคริสตชนวันอาทิตย์จึงเป็นวันแรกของสัปดาห์ (วันต้นสัปดาห์) วันเริ่มต้นของการร่วมสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน และคริสตชนเริ่มต้นวันแรกของสัปดาห์ด้วยการนมัสการ รับการทรงนำ และ รับพลังชีวิตจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

วันเสาร์ของสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนมากมักเข้าใจกันว่าวันนี้เป็น “วันเงียบ” บางคริสตจักรก็จัดให้สมาชิกมีโอกาสเงียบเพื่อทบทวน และ ใคร่ครวญถึงชีวิต คำสอน และพระราชกิจที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำบนแผ่นดินโลกนี้

มีคนถามว่าแล้วในวันเสาร์ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลยหรือ? ทำไม ถึงให้วันนี้เป็นวันที่ “เงียบเชียบ”? แล้วสำหรับคริสตชน ในวันเสาร์นี้เราทำอะไรกัน? (แต่ที่แน่ ๆ คือ ไม่มีจุดประสงค์เพื่อให้คริสตชนไปเยี่ยมสุสานที่ฝังญาติสนิทมิตรสหายที่ล่วงหลับไปแล้ว หรือการไปทำการกำจัดความรกแล้วทำสะอาดปีละครั้ง และบ้างก็นำแจกันดอกไม้ไปไว้หน้าอุโมงค์ฝังศพแสดงถึงการคิดถึง... สิ่งเหล่านี้มิใช่จุดประสงค์ของวันเสาร์ในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ตามพระคัมภีร์แน่!)

สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นด้วยวันอาทิตย์ทางปาล์มที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจว่า กษัตริย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะช่วยกู้พวกเขาทางการเมืองให้หลุดรอดออกจากการครอบครองของโรมันได้เริ่มต้นแล้ว จึงมีการโห่ร้องต้อนรับพระเยซูคริสต์ที่ทรงลาเข้ามาในกรุงเยรูซาเล็มด้วยการโบกกิ่งไม้ และปูเสื้อผ้าของตนเองบนถนนที่พระเยซูจะเสด็จผ่าน พร้อมกับร้องว่า โฮซันนา (ยอห์น 12:13)  

แล้วตามมาด้วยวันพฤหัสฯ แห่งการสถาปนาความหมายใหม่แห่งแผ่นดินของพระเจ้า ในอดีตที่ผ่านมาพระเจ้าทรงกอบกู้และไถ่ถอนชนชาติอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ และพวกยิวทำพิธีปัสกาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญนั้น แต่ในค่ำคืนวันพฤหัสฯ นั้นพระเยซูคริสต์ได้สถาปนาพิธีมหาสนิท ซึ่งเป็นความหมายใหม่ของแผ่นดินของพระเจ้าที่พระองค์จะทรงกอบกู้ไถ่ถอนออกจากการตกอยู่ใต้อำนาจของมารและความตายเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งในแผ่นดินใหม่ของพระเจ้าแตกต่างจากเดิม ทุกคนได้รับการทรงเรียกและบัญชาให้เข้าร่วมในพระราชกิจของพระคริสต์ ดังนั้น จำเป็นที่ทุกคนจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างใหม่ และรับพระกำลังจากเบื้องบนโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ 

มากกว่านั้น ลักษณะกษัตริย์ หรือ ผู้นำชุมชนแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่แต่ละคนจะเข้าร่วมนั้น เป็นผู้นำที่ต้องรับใช้คนอื่น “ต้องล้างเท้าสาวกของตน” ผู้ใหญ่ผู้นำต้องลดตัวลงรับใช้ลูกน้อง สาวก สมาชิกของตน ผู้นำต้องล้างเท้าคนที่ต่ำต้อยยากจนกว่าตน ผู้นำไม่ใช่เจ้านาย แต่เป็นคนใช้ของคนอื่น และ การที่ได้เป็นผู้นำมิใช่เพื่อที่จะได้ผลประโยชน์ ได้ตำแหน่ง ได้อำนาจ แต่การเป็นผู้นำในแผ่นดินของพระเจ้าคือการให้ ให้กระทั่งชีวิตของตนเพื่อคนอื่นจะมีชีวิตอยู่ ก่อนที่จะสถาปนาพิธีมหาสนิทพระเยซูคริสต์ทรงล้างเท้าสาวกทีละคน เพื่อให้สาวกได้สัมผัสกับสัจจะความจริงและพระประสงค์ของพระองค์ด้วยการล้างเท้าสาวกของพระองค์ ยิ่งกว่านั้น ยังทรงเรียกร้องให้สาวกทุกคนให้สานต่อพระราชกิจของพระองค์ด้วย “ชีวิตที่ให้ชีวิต” เพื่อให้คนรอบข้างจะได้ชีวิตใหม่ 

แต่สิ่งที่กล่าวในข้างต้นนี้มิได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนเท่านั้น แต่เป็นประสบการณ์ตรงในชีวิตกับพระคริสต์ ที่จะค่อย ๆ หล่อหลอม บ่มเพาะ ฐานเชื่อกรอบคิด (mindset) ของสาวกแต่ละคน ให้เป็นฐานเชื่อกรอบคิดในการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ในชีวิตประจำวันต่อไป  

แล้ววันเสาร์ที่เงียบเชียบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหรือ? 

พระกิตติคุณลูกา ได้เล่าถึงเหตุการณ์คร่าว ๆ โดยสังเขปไว้ดังนี้ “วันนั้นเป็นวันจัดเตรียม และใกล้จะถึงวันสะบาโตแล้ว พวกผู้หญิงที่ตามพระองค์มาจากแคว้นกาลิลีก็ตามไปและเห็นอุโมงค์นั้น ทั้งเห็นว่าเขาวางพระศพของพระองค์ไว้อย่างไรด้วย  แล้วพวกนางก็กลับไปจัดแจงเครื่องหอมกับน้ำมันหอม ในวันสะบาโตนั้นพวกเขาก็หยุดพักตามบัญญัติ” (ลูกา 23:54-56 มตฐ.) 

ดังนั้น วันศุกร์บ่ายใกล้เย็นที่เขาเอาพระศพพระเยซูลงจากกางเขน แล้วโยเซฟแห่งอริมาเธีย (ซึ่งเป็นสมาชิกสภาศาสนาของยิว เป็นคนดีและชอบธรรม และไม่เห็นด้วยกับมติและการกระทำของสภาฯ นั้น เป็นคนที่รอคอยแผ่นดินของพระเจ้า และมีบางข้อมูลบอกว่าเขาเป็นคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์) ได้ขอพระศพจากปิลาต เอาพระศพลงจากกางเขน เอาผ้าป่านพันหุ้มพระศพ แล้วรีบนำไปฝังในอุโมงค์ที่เจาะเข้าในศิลา เป็นอุโมงค์ใหม่ที่เขาทำไว้ยังไม่มีใครใช้มาก่อน ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้กระทำกันอย่างรีบเร่งเพื่อให้เสร็จก่อนจะถึงเวลาเริ่มต้นของวันสะบาโต อย่างไรก็ตามสาวกสตรีที่ติดตามพระเยซูคริสต์เห็นการนำพระศพลง การนำพระศพไปอุโมงค์ และการวางพระศพในอุโมงค์   

แต่พวกเธอไม่มีโอกาสที่จะชโลมพระศพของพระเยซูคริสต์ด้วยเครื่องหอมกับน้ำมันหอมตามประเพณีปฏิบัติ   เพราะไม่มีการเตรียมสิ่งเหล่านี้ล่วงหน้า ประจวบกับความรีบเร่งเพราะกำลังจะเริ่มวันสะบาโต เมื่อเขาเห็นที่ฝังพระศพ และ การฝังพระศพเสร็จแล้ว พวกเธอรีบกลับไปที่พักเพื่อเตรียมเครื่องหอมและน้ำมันหอม เพื่อเมื่อผ่านวันสะบาโตไปแล้วจะได้นำสิ่งเหล่านั้นที่เตรียมไปชโลมพระศพพระเยซูคริสต์  

เมื่อวันสะบาโตสิ้นสุดลง และเริ่มต้นรุ่งอรุณวันใหม่ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ พวกเธอก็ได้นำน้ำมันและเครื่องหอมที่ได้เตรียมไว้เพื่อหวังที่จะชโลมพระศพของพระอาจารย์ของพวกเธอ แต่เช้านั้นเองที่พวกเธอได้พบเจอกับเหตุการณ์การอัศจรรย์พันลึก เป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลง “ฐานเชื่อกรอบคิด” (mindset) ของพวกเธออย่างสิ้นเชิงและตลอดไป (ดูรายละเอียดในลูกา บทที่ 24)  

ในวันสะบาโต หลายคนคงคิดว่าพวกสาวกโดยเฉพาะกลุ่มสาวกสตรีคงร้องไห้โศกเศร้า และ เกิดความสงสัยในสิ่งที่เคยหวัง คือความหวังของการกอบกู้ดูริบหรี่ลง ไม่รู้ว่าพวกตนจะเดินต่อไปอย่างไร และอาจจะมีความกลัวที่พวกผู้นำศาสนาจะมาจับพวกตนที่เคยติดตามพระเยซูคริสต์

ในวันสะบาโตพระองค์ยังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ และเมื่อถึงเวลาที่ทรงกำหนดของพระองค์ ในเช้าวันอาทิตย์นั้นเอง พระราชกิจแห่งความมหัศจรรย์ที่ไม่เคยเชื่อและไม่คิดมาก่อน ได้เกิดขึ้นเป็นจริง เป็นรูปธรรม   ตามที่พระองค์เคยบอกสาวกก่อนหน้านี้แล้ว แต่พวกเขามิได้เชื่อ จึงมิได้เข้าใจ เพราะเกินความสามารถที่เขาจะเข้าใจได้ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้าง “ฐานเชื่อ และ กรอบคิด” ของสาวกใหม่ด้วยการให้พวกเขาได้มีประสบการณ์กับการเป็นขึ้นใหม่ของพระองค์อย่างเป็นรูปธรรม ประสบการณ์ตรงที่เขาได้รับจากพระคริสต์ต่างหากที่ทำให้สาวกเกิดความเชื่อศรัทธาที่แท้จริงที่หยั่งรากลึกในสัจจะความจริง มิใช่เพียงข้อมูล คำสอนเท่านั้น 

ใช่สินะ ความเชื่อศรัทธาที่เกิดจากประสบการณ์ตรงเชิงประจักษ์ต่างหากที่ทำให้ผู้คนเกิดความเชื่ออย่างทุ่มเททั้งชีวิต เช่น สาวกสองคนที่กำลังเดินทางไปที่เอมมาอุส เปาโลบนเส้นทางไปดามัสกัส โธมัสที่รับคำท้าทายจากพระเยซูคริสต์ให้พิสูจน์ความจริงด้วยการเอานิ้วแยงเข้าไปที่บาดแผลที่มือ เท้า และสีข้างของพระองค์ เปโตรที่พระเยซูตามหาเขาเมื่อคืนพระชนม์และได้ยกโทษพร้อมกับให้โอกาสใหม่ และบัญชาเขาให้เลี้ยงแกะของพระองค์ และ ฯลฯ  

ในวิกฤติโควิด 19 ที่ผ่านมา คริสตจักรของเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงอะไรบ้างจากพระคริสต์ในเหตุการณ์นี้   ที่ทำให้ “ฐานเชื่อ กรอบคิด” ของเราในเรื่องการเป็นสาวกของพระคริสต์ และ คริสตจักรที่สานต่อพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกนี้ได้หยั่งรากลงลึกในพระวจนะและพระประสงค์ของพระองค์


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



23 มิถุนายน 2558

สิ่งเล็กน้อยในชีวิตประจำวันที่ศักดิ์สิทธิ์

“ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้น(เริ่มต้น)ในวันนี้  
เพราะพระเนตร...ขององค์พระผู้เป็นเจ้า...ชื่นชมยินดีเมื่อเห็นศิลามุมเอก...”
(เศคาริยาห์ 4:10 อมต.)

พระธรรมเศคาริยาห์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มที่ยิวกลับจากการเป็นเชลยในต่างแดน   ได้ซ่อมสร้างพระมหาวิหารเยรูซาเล็มขึ้นใหม่   แต่การซ่อมสร้างพระวิหารกลับหยุดชะงัก   เพราะประชาชนไม่สนใจที่จะรับใช้พระเจ้า   เพราะต่างคนอ้างว่า ต้องมีภาระการทำมาหากินและความอยู่รอดปลอดภัยของตนเองมากมาย   และยิ่งกว่านั้นประชาชนยังท้อแท้  เหนื่อยหน่าย อ่อนแรง  จนไม่อยากทำอะไรสำหรับส่วนรวม

ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ สิ้นหวังของประชาชน   เศคาริยาห์ให้กำลังใจประชาชน  ให้เชื่อพึ่งในพระกำลังของพระเจ้า   และชี้ให้ประชาชนเห็นว่า  ความอยู่รอดปลอดภัยของพวกเขาและสังคมประเทศชาติมิใช่เพราะเรามีความแข็งแกร่ง  เข้มแข็ง  ยืนหยัดแข็งขืนไม่ยอมใคร  จนพัฒนาไปเป็นความแข็งกร้าว   เพราะนั่นก็มิได้ชี้ชัดและประกันได้ว่า อิสราเอลจะอยู่รอดปลอดภัย  และมีชีวิตอย่างมีคุณค่า และพลัง แต่พระเจ้าตรัสว่า  “ไม่ใช่ด้วยกำลัง  ไม่ใช่ด้วยฤทธิ์อำนาจ  แต่โดยพระวิญญาณของพระเจ้า”   พระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้นที่จะกระทำแต่ละสิ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนที่ดูธรรมดา  เล็กน้อย  บางครั้งมนุษย์ดูว่าด้อยค่า  แต่พระเจ้าทำให้กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเที่ยงแท้  และนำถึงความสำเร็จอย่างแท้จริง

เมื่อเศคาริยาห์วางรากฐานพระวิหาร   ประชาชนและพวกผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยเห็นถึงความโอ่อ่ายิ่งใหญ่สวยงามของพระมหาวิหารที่ซาโลมอนสร้าง   ต่างพูดและรู้สึกว่า  พระวิหารที่เศคาริยาห์วางรากนั้น   บ่งบอกถึงพระวิหารนั้นมีขนาดเล็ก  และไม่น่าจะยิ่งใหญ่อลังการอย่างในอดีต   พวกเขาไม่เห็นคุณค่า!   และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่สนใจ  ไม่ให้ความร่วมมือ  ไม่ยอมเสียสละทุ่มเท เพราะเขาเห็นว่า สิ่งที่ทำนั้น“ด้อยค่า”

แต่พระเจ้าตรัสว่า  “ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้น หรือ เริ่มต้นในวันนี้   เพราะพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงชื่นชมยินดีเมื่อเห็นศิลามุมเอก...”   ในสายพระเนตรของพระเจ้า  สิ่งใหญ่  ความงดงามโอ่อ่าตระการตา  ความแข็งแกร่งบึกบึน  ความทันสมัยใช่ว่าจะเป็นสิ่งดีมีคุณค่าเสมอไป

ทุกสิ่งเล็กสิ่งน้อยที่เราทำเป็นประจำ (รูทีน routine) ที่กระทำบนรากฐานของจิตใจจิตวิญญาณที่ตั้งใจทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า   ด้วยความรักเมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์ต่างหากที่นำมาซึ่งความชื่นชมยินดี   แล้วทำให้เห็นคุณค่าในชีวิตของเรา  จนเป็นเหตุให้เกิดพลังชีวิตในการจาริกไปบนเส้นทางแห่งพระประสงค์ได้

คุณค่าในชีวิตของเรา   ความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ในชีวิตประจำวันของเรา   มิได้ขึ้นอยู่กับการที่เรานุ่งขาวห่มขาว  หรือนุ่งดำห่มดำ   หรือมิใช่เพราะเราได้รับการสถาปนาเป็นศาสนาจารย์  ศิษยาภิบาล หรือ ผู้ปกครองคริสตจักร  หรือ ประกอบศาสนพิธีที่สำคัญเสมอไป   แต่อยู่ที่เราดำเนินชีวิตในเรื่องเล็กเรื่องน้อยของชีวิตประจำวัน   ตั้งแต่การเตรียมอาหารการกินสำหรับคนในครอบครัว   ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว   ความสัมพันธ์กับคนในที่ทำงาน  การห่วงหาอาทรแก่คนรอบข้างที่พบเห็น   การมีเวลาที่จะฟังเพื่อนคนหนึ่งจนได้ยินถึงความรู้สึก ต้องการในชีวิตของเขา   การมีเวลาที่จะอธิษฐาน มีเวลาอยู่กับพระเจ้า   มีเวลาที่จะสนุกสนานกับลูกที่บ้าน คุณค่า ความศักดิ์สิทธิ์ และพลังชีวิตสำหรับเรานั้นได้มาจากการทำงานชีวิตประจำวันเหล่านี้บนรากฐานแห่งความรักเมตตา เสียสละแบบพระคริสต์   เป็นการกระทำที่เราใส่ใจทำสิ่งเหล่านั้นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการให้เราทำเช่นใดในสิ่งเล็กสิ่งน้อยเหล่านั้น   เมื่อเราทำลงไปแล้ว   พระองค์จะเป็นผู้อวยพระพรให้กลับกลายเป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่สำหรับเราและสังคมที่เราอยู่ด้วย

ให้เราทุ่มเทชีวิตสำหรับสิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า   แล้วพระองค์จะอวยพระพรที่ยิ่งใหญ่ในสิ่งเล็กน้อยที่เราทำเหล่านั้น

คุณค่าความสำคัญในชีวิตไม่ได้อยู่ที่ ความเล็กน้อย หรือยิ่งใหญ่ในสิ่งที่เราทำ   แต่อยู่ที่เราทำด้วยสุดใจสุดจิตสุดความคิดชีวิตของเราแค่ไหนตามพระประสงค์ของพระเจ้านั้นต่างหากที่วัดความยิ่งใหญ่   และคุณค่าที่เกิดขึ้นมิได้จากสิ่งที่เราทำ   แต่เป็นการที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเรา และ ผ่านชีวิตของเราแต่ละวัน   จนเกิดเป็นพระพรที่พระเจ้าประทานแก่งานที่เราทำนั้นต่างหาก

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

14 กุมภาพันธ์ 2553

ที่เจ้ายืนอยู่นี้ศักดิ์สิทธิ์

อ่านอพยพ 3:1-6

พระเจ้าตรัสว่า ”อย่าเข้ามาใกล้ที่นี่ ถอดรองเท้าของเจ้าออกเสีย เพราะว่าที่เจ้ายืนอยู่นี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์”

อพยพ 3:5

เมื่อโมเสสตั้งใจที่จะเดินเข้าไปดูความแปลกประหลาดที่ไฟลุกโชนแต่ต้นไม้นั้นไม่ไหม้ พระเจ้าตรัสเตือนโมเสสว่าอย่าเข้าไปใกล้ ให้ถอดรองเท้า เพราะที่ซึ่งโมเสสยืนอยู่นั้นเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ อ่านมาถึงตอนนี้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วอะไรที่ทำให้ที่ที่โมเสสยืนอยู่นั้นบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์?

จากการศึกษาค้นคว้าไม่พบว่า ที่นั่นมีแท่นบูชาที่สำคัญตั้งอยู่ ไม่เคยเป็นที่ตั้งของวัดหรืออารามสำคัญหรือที่ตั้งของเทวะสถาน ที่ทำให้พื้นที่นั้นศักดิ์สิทธิ์

ที่ที่ต้นไม้มีไฟลุกโชนแต่ไม่ไหม้นั้นศักดิ์สิทธิ์ มิใช่เพราะต้นไม้ไม่ไหม้ แต่เพราะเป็นที่ที่พระเจ้าทรงเลือกเป็นที่ทรงสำแดงพระองค์แก่โมเสส ความศักดิ์สิทธิ์มิใช่เพราะแผ่นดินหรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ใดไม่ แต่เพราะพระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นและทรงสำแดงน้ำพระทัยของพระองค์แก่มนุษย์ จึงทำให้แผ่นดินนั้นศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกันสำหรับเราในวันนี้ ที่ที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่พิเศษสำหรับเราเพราะเป็นที่ที่คนได้มีประสบการณ์กับพระเจ้า ได้สัมผัสถึงความรักและฤทธานุภาพของพระองค์ในชีวิต ในค่ายหลายค่ายไม่ว่าจะเป็นที่ค่ายอนุชนดอยสุเทพ(ในอดีต) ค่ายดงพระพร ค่ายที่ชะอำ หรือที่คริสตจักร และอีกหลายๆ ที่ เป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในที่เหล่านี้มีผู้คนจำนวนร้อยจำนวนพันที่ได้สัมผัสกับการทรงสำแดงของพระเจ้า ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นได้รับการทรงเปลี่ยนแปลงด้วยพระคุณของพระคริสต์ แต่เราต้องเข้าใจชัดเจนว่า มิใช่เพราะบรรยากาศ สภาพธรรมชาติแวดล้อมที่เขียวสดสงบ หรือโบสถ์ที่ใหญ่โตสง่างาม ที่ทำให้ที่เหล่านั้นบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ที่ที่เหล่านี้ศักดิ์สิทธิ์เพราะพระเจ้าทรงเลือกที่จะสำแดงให้ประชากรได้รู้จักพระองค์ในที่เหล่านั้น พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน ที่นั่นเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์

นั่นหมายความว่า ทุกๆ ที่ที่ท่านมีชีวิตอยู่สามารถเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ทั้งสิ้น ถ้าพระเจ้าสถิตอยู่ในชีวิตของท่าน ดังนั้น พื้นดินที่ที่ท่านยืนอยู่จึงเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ความหมายนี้มิได้เป็นจริงที่คริสตจักรของท่าน หรือที่บ้านของท่านเท่านั้น แต่รวมถึงในที่ทำงานของท่านด้วย

ที่ทำงานของท่านเป็นแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะพระเจ้าสถิต ณ ที่นั้น ค่อนข้างแน่นอนว่า พระเจ้าจะไม่ทรงสำแดงพระองค์ผ่านทางต้นไม้ที่ไฟไม่ไหม้ แต่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ให้คนในที่ทำงานรู้จักพระองค์ผ่านชีวิตของท่าน... ท่านต้องถอดรองเท้าของท่าน

ท่านเคยตระหนักรู้ว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ในที่ทำงานของท่านหรือไม่? เมื่อใด? ท่านคิดว่าท่านควรจะปรับเปลี่ยนชีวิตเช่นไรบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับการสำแดงของพระเจ้า? และที่ว่า ท่านต้องถอดรองเท้าของท่านนั้นมีความหมายว่าอย่างไร? ในวันนี้ท่านคิดว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะทำอะไรบ้างผ่านชีวิตของท่านในขณะที่ท่านยืนอยู่บนแผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์?

แต่ละวัน ในแต่ละที่ที่เราไป ในแต่ละที่ที่เราอยู่ พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่เราผ่านเหตุการณ์ และบุคคลรอบข้าง และในเวลาเดียวกัน พระเจ้าทรงสำแดงแก่คนรอบข้างผ่านการดำเนินชีวิตของเรา ทุกที่ที่เราอยู่ ทุกที่ที่เราไป และทุกที่ที่เราทำงาน ในชั้นเรียน ในสำนักงาน พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย และทรงสำแดงพระองค์แก่มนุษย์ ดังนั้น ทุกที่จึงเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ สิ่งที่เราท่านพึงตระหนักรู้อยู่ตลอดเวลาว่า พระเจ้ากำลังสำแดง กำลังตรัสอะไรกับเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา และตรัสแก่เราผ่านคนรอบข้างในแต่ละวัน
ขอพระเจ้าทรงใช้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ที่เราประสบ เป็นโอกาสที่จะทรงสำแดงพระองค์เองแก่เรา และแก่คนอื่นรอบข้าง เพื่อว่าทุกที่ที่เราอยู่คือที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระเจ้าและสำหรับเราทุกคน