แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลังโควิด 19 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลังโควิด 19 แสดงบทความทั้งหมด

18 พฤษภาคม 2563

“นิวนอร์มัล” ของคริสตจักรท้องถิ่น หลังโควิด 19

วิถีชีวิตและการทำพันธกิจปกติใหม่ของคริสตจักรท้องถิ่นจะเป็นอย่างไร?

น่าสังเกตว่า ผู้นำในคริสตจักรแบ่งเป็นสองพวกใหญ่ ๆ คือ ผู้นำคริสตจักรที่นั่งรอให้สถานการณ์ต่าง ๆ กลับคืนสู่สภาพปกติอย่างที่เคยเป็นมาแล้ว เพื่อว่าเขาจะได้กลับไปทำในสิ่งที่คุ้นชิน ผู้นำกลุ่มนี้มักถามว่า “แล้วเราจะเปิดคริสตจักรอีกครั้งหนึ่งได้เมื่อใด?”

ผมไม่มีคำตอบสำหรับคำถามดังกล่าว แต่ที่แน่ ๆ ถ้ามันจะเกิดขึ้นก็คงต้องใช้เวลามากกว่าที่คิดแน่

แล้วเราจะกลับไปนมัสการพระเจ้าร่วมกันที่คริสตจักรได้เมื่อไหร่?

ก่อนหน้านี้หลายคริสตจักรคิดว่า เมื่อคริสตจักรงดการนมัสการพระเจ้าร่วมกันในคริสตจักร (การรักษาระยะห่างทางสังคม) ไปได้สัก 2 อาทิตย์ก็คิดว่า คริสตจักรน่าจะกลับไปนมัสการพระเจ้าร่วมกันที่อาคารคริสตจักร คิดว่าทุกสิ่งจะกลับคืนสู่สภาพปกติเดิม แต่แล้วเมื่อถึงสัปดาห์พระคริสต์คืนพระชนม์ เราก็ต้องจัดการนมัสการเฉลิมฉลองการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์แบบออนไลน์ มีเรื่องเล่าประสบการณ์มากมายของการนมัสการพระเจ้าในวันอีสเตอร์ออนไลน์ครั้งแรก

เราคงต้องรักษาระยะห่างทางสังคมอีกนานกว่าที่คิด?

แต่ตอนนี้ผมชักจะเชื่อว่า คงต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าที่เราจะกลับไปนมัสการพระเจ้าในอาคารโบสถ์ร่วมกันอย่างเดิมอีกครั้งหนึ่ง บางคนเสนอว่าน่าจะเป็นประมาณเดือนพฤษภาคม แต่หลายท่านกลับเห็นว่าเร็วที่สุดน่าจะเป็นเดือนกรกฎาคม หลายคนมองว่าคริสตจักรไม่น่าจะรีบกลับไปนมัสการร่วมกันในตัวอาคารคริสตจักรจนกว่าจะมั่นใจว่าการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด 19 จะสงบลง บางท่านคิดไปโน่นครับว่าน่าจะรอจนกว่าเรามีวัคซีนป้องกัน โควิด 19 ก่อนค่อยพิจารณาการกลับไปรวมตัวกันนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรอีกครั้งหนึ่ง

หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม และอาจจะหยุดอ่านข้อเขียนนี้ แต่ผมคิดอย่างนี้ครับ ผู้นำคริสตจักรควรที่จะวางแผนว่าคริสตจักรของเราจะต้องรักษาระยะห่างทางสังคม และใช้การนมัสการพระเจ้าร่วมกันทางออนไลน์ไปจนถึงปลายปีนี้ครับ เมื่อผู้รู้เรื่องนี้ในประเทศของเราเห็นว่า การพบปะกันทางสังคมแบบหน้าต่อหน้าอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยแล้ว

และนั่น...ทำให้เราจำเป็นพูดถึงผู้นำคริสตจักรกลุ่มที่สอง

ผู้นำกลุ่มที่สองมิได้ให้ความสนใจว่า เมื่อไหร่คริสตจักรจะเปิดให้มีการนมัสการพระเจ้าร่วมกันในอาคารโบสถ์อย่างที่เคยทำมาในอดีต เพราะจากประการณ์ที่เขาได้รับในเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ผู้นำกลุ่มนี้รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนที่จะกลับมานมัสการร่วมกันในโบสถ์ได้... แต่ผู้นำกลุ่มนี้รู้ว่า เหตุการณ์นี้กำลังผลักดันให้คริสตจักรต้องพบกับการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่คริสตจักรเคยปฏิบัติเป็นปกติจะไม่กลับมาเป็นอย่างเดิมอย่างที่เขาคุ้นชินอีกแล้ว คำถามที่เขาถามคือ “คริสตจักรจะเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีชีวิตปกติใหม่อย่างไร?”  

แล้วผู้นำกลุ่มนี้เตรียมพร้อมที่จะเริ่มก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เดี๋ยวนี้ พวกเขาจะไม่รีรอให้ประตูโบสถ์ของเขาเปิดก่อน

วิถีใหม่ของชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักรท้องถิ่น

ถ้าเช่นนั้น “วิถีปกติใหม่ของชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร” คืออะไรกันแน่? แล้วมีลักษณะเช่นไรบ้าง?
ผมขอเน้นการเปลี่ยนแปลง 7 ประการในชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรที่เป็นผลกระทบจากวิกฤติโควิด 19 ที่มีผลให้เกิด “วิถีปกติใหม่ของชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร”

1. เปลี่ยนจากระบบ “อนาล็อก” เป็น “ดิจิทัล”

การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เมื่อ วิกฤติโควิด 19 หมดไปแล้ว แต่การทำพันธกิจแบบดิจิทัลจะไม่หมดไปจากคริสตจักร

คริสตจักรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวทั้งชีวิตและการทำพันธกิจเข้าสู่การใช้ระบบดิจิทัล มิเพียงแต่การไลฟ์สด หรือ การสตรีมออนไลน์คำเทศนา และ การสอนพระคัมภีร์เท่านั้น แต่วิธีการทำพันธกิจ วิถีชีวิตและความสัมพันธ์ในคริสตจักรจะเป็นแบบดิจิทัลมากขึ้น

2. เปลี่ยนจากการสอนไปเป็นการเสริมสร้าง

ที่ผ่านมา คริสตจักรมักเน้นเรื่องการสอน และใช้การสื่อสารแบบทางเดียวเสียส่วนมาก แทนที่จะเสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนให้กระทำ หรือ ดำเนินชีวิตในสิ่งที่สอนให้เป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เน้นการฝึกหัดวินัยชีวิตทางจิตวิญญาณ และการดำเนินชีวิตประจำวันที่สำแดงถึงพันธกิจที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้แต่ละคนกระทำ

คริสตจักรจะต้องเปลี่ยนแปลงจาก “ผู้บริโภคเนื้อหาคำสอน” ไปเป็น การมีชีวิตที่จาริกไปบนเส้นทางชีวิตที่กระทำพันธกิจของพระเจ้าตามพระบัญชา และตามรูปแบบชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์

3. เปลี่ยนจากการมาร่วมชุมนุมกันสู่การเชื่อมสัมพันธ์กันเชิงลึก

ก่อนวิกฤติโควิด 19 ผู้คนในคริสตจักรมีเวลาค่อนข้างจำกัดที่จะทำอะไรร่วมกันในคริสตจักร คริสตจักรพยายามสร้างกิจกรรมมากมายเพื่อคาดหวังดึงสมาชิกให้เข้ามาร่วมในคริสตจักรมากขึ้น แต่เมื่อสมาชิกมีประสบการณ์ในวิกฤติที่เกิดขึ้นเริ่มเรียนรู้ถึงความสำคัญของมิตรภาพในชุมชนคริสตจักร และมีความรู้สึกว่าการที่ถูกโดดเดี่ยวคนเดียวเป็นการถูกแบ่งแยกและเป็นเหมือนถูกลงโทษ พระเจ้าทรงสร้างให้เราต้องการกันและกัน การที่เขาต้องรักษาระยะห่างทางสังคมทำให้เขาตระหนักมากขึ้นว่า ไม่เป็นการดีเลยที่จะต้องอยู่โดดเดี่ยวตัวคนเดียว

4. เปลี่ยนจากความสนใจการทำพันธกิจระดับโลกสู่ระดับท้องถิ่น

ที่ผ่านมาเรามักเน้นการส่งมิชชั่น หรือ ส่งผู้คนไปเรียนรู้เรื่องมิชชั่นในประเทศอื่น เพราะมักคิดว่าอยากเชื่อมต่อคริสตจักรในระดับสากล แต่การทำเช่นนี้เป็นการสิ้นเปลืองเงินถวายหรือไม่? แทนที่จะใช้เงินถวายในการส่งทีมไปดูงานในคริสตจักรประเทศต่าง ๆ เราส่งเงินเหล่านั้นไปหนุนเสริมชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรที่จำเป็นต้องการไม่ดีกว่าหรือ? และพระเจ้าประสงค์ให้คริสตจักรของเราออกไปและเข้าถึงชีวิตของผู้คนในชุมชน เพื่อทำพันธกิจในชีวิตของผู้คนเหล่านั้น

อย่าให้เราเบี่ยงแบนหลีกเลี่ยงความใส่ใจในการทำพันธกิจในพื้นที่ท้องถิ่นชุมชนของเรา ที่ยากลำบากยิ่งกว่าการไปเรียนรู้พันธกิจในระดับสากล เพราะพันธกิจการเข้าถึงชีวิตของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นของเราเป็นความรับผิดชอบของคริสตจักรที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

5. ปรับเปลี่ยนจากการใช้จ่ายอย่างมากเกินไปเป็นการมีจิตใจที่เอื้ออาทร (ให้ด้วยใจกว้างขวาง)

จากวิกฤติครั้งนี้มีผลกระทบทำให้จำนวนเงินที่ถวายลดลง ทำให้คริสตจักรต้องกลับมาพิจารณาลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือมากเกินตัว และคริสตจักรได้เรียนรู้ที่จะใช้งบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อทำพันธกิจที่เข้าถึงชีวิตของคนในชุมชนที่มีความจำเป็นต้องการ

6. ปรับเปลี่ยนการทำพันธกิจที่ซับซ้อนสู่ความเรียบง่าย

อย่างที่เรารู้แล้วว่า ก่อนที่จะเกิดวิกฤติโควิด 19 หลายคริสตจักรได้ทำกิจกรรมมากมาย เราพบว่าสมาชิกส่วนหนึ่งที่มาโบสถ์จะมีงานยุ่งมาก มีงานที่ต้องทำหลายเรื่อง แต่เมื่อต้องรักษาระยะห่าง และ เก็บกักตัวเองที่บ้าน แล้วนมัสการร่วมกันผ่านการนมัสการระบบทางไกล ก็ได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วการที่ต้องทำอะไรมาก ๆ และยุ่งยาก ในคริสตจักรไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของตนเกิดการเปลี่ยนแปลงให้มีการดำเนินชีวิตแบบพระคริสต์อะไรมากนักเลย แต่การที่มีเวลาสงบกับพระเจ้าและคนในครอบครัว ได้มีเวลาพิจารณาถึงชีวิตของตนเอง และสะท้อนคิดร่วมกัน เราก็พบว่า  ชีวิตแบบพระคริสต์กลับเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มิใช่ชีวิตที่ซับซ้อนสับสน

และเพราะการที่ผู้คนมาที่โบสถ์แล้วต้องทำโน่นทำนี่มากมายหลายอย่าง เหน็ดเหนื่อยกลับบ้านนี่เอง ที่ทำให้สมาชิกที่มาร่วมหลายคนหาทางหลบหลีกเลี่ยงออกไปจากคริสตจักรมิใช่หรือ?

7. ปรับเปลี่ยนจากคริสตจักรที่ “สมาชิกเป็นผู้ชม” ไปเป็นคริสตจักรที่ “สมาชิกมีส่วนร่วมขับเคลื่อนพันธกิจ”

สภาพดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวิกฤตินี้มานานแล้ว สิ่งที่ยังสร้างให้เกิดความกังวลคือ คริสตจักรอาจจะเปลี่ยนจากการนับจำนวนผู้มาร่วมในการนมัสการ มาเป็นการนับจำนวนผู้คนที่เข้ามาร่วมในการชมรายการนมัสการทางออนไลน์ หรือนับจำนวนรายการถ่ายทอดออนไลน์ในแต่ละสัปดาห์มีกี่ครั้งกี่รายการ ตัวเลขเหล่านี้มิใช่ตัวบ่งชี้ที่แท้จริงของความสำเร็จในชีวิตและการการทำพันธกิจคริสตจักร

การสร้างสาวกพระคริสต์ควรจะเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จของชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร เราต้องการที่จะให้สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์และทำพันธกิจที่พระคริสต์มอบหมายอย่างเชื่อมประสานเป็นร่างกายเดียวกัน

วิถีใหม่ของชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักรควรปรับเปลี่ยนจากการนับจำนวนผู้เข้าร่วมในการนมัสการพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นการนับรายหัวที่มาโบสถ์ หรือ การนับจำนวนบุคคลที่เข้าชมรายการถ่ายทอดสดการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ ไปเป็นการที่เสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนให้เป็นสาวกพระคริสต์ แล้วทำตามพระบัญชาของพระองค์ที่ให้เราร่วมในพระราชกิจที่พระองค์ทรงเริ่มต้นไว้นั้น

ที่กล่าวมานี้เป็น “วิถีใหม่ในชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรท้องถิ่น” ที่ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ มิใช่รอเมื่อคริสตจักรเปิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเรารอให้ถึงวันที่เปิดโบสถ์อีกครั้งหนึ่งอาจจะสายเกินไป เพราะง่ายเหลือเกินที่สมาชิกคริสตจักรจะกลับไปทำในสิ่งที่ตนคุ้นชินที่ทำในอดีต หรือ “วิถีชีวิตและการทำพันธกิจอย่างเดิม ๆ” ในอดีต   และเราจะเสียโอกาสในสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ที่ผ่านมานั้น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


21 เมษายน 2563

วิกฤติ...ชีวิตและพันธกิจคริสตจักร หลังโควิด 19

คำถามหลังโควิด 19 ที่เราต้องช่วยกันตอบ 

จากประสบการณ์ช่วงการแพร่ระบาดรุนแรงของโควิด 19 บนโลกใบนี้ ได้สร้างผลกระทบต่อทุกมิติของชีวิต รวมถึงชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรท้องถิ่นในประเทศไทยด้วย

ในด้านชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรท้องถิ่น ความรู้สึกของผู้นำและสมาชิกคริสตจักรต่อผลกระทบดังกล่าวมักมุ่งมองเน้นไปทางการไม่สามารถที่จะพบปะชุมชนกันในการนมัสการพระเจ้าร่วมกันทางกายภาพ เพราะการประกาศ พ.ร.ก. ภาวะฉุกเฉิน คริสตจักรท้องถิ่นได้เรียนรู้เข้าใจชีวิตและพันธกิจคริสต์ที่แท้จริงหรือไม่จากวิกฤตินี้?  เรียนรู้ว่าอะไร? แล้วเราจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงพลิกฟื้นใหม่อะไร หรือไม่? เป็นประการแรก  

ประการที่สอง เริ่มเกิดความวิตกกังวลถึงเงินถวายที่ลดน้อยลงในหลายคริสตจักร เกรงว่าจะกระทบต่อรายจ่ายประจำของคริสตจักร ในวิกฤติที่ผ่านมาคริสตจักรของท่านได้เรียนรู้อะไรบ้าง? และท่านเห็นว่า คริสตจักรหลังวิกฤตินี้ควรมีมุมมอง และ ทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการเงิน และ ปัจจัยต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนชีวิตและพันธกิจคริสตจักร?

ประการที่สาม มีประเด็นคำถามที่แสวงหาคำตอบคือ แล้วคริสตจักรของเราจะยังคงใช้เครื่องมือสื่อออนไลน์ในการนมัสการพระเจ้าต่อไปหรือไม่ นานแค่ไหน? เพราะอะไร? มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง? และจะทำอย่างไรต่อไป และถ้าใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของสมาชิกในคริสตจักรหรือไม่? แล้วคริสตจักรจะรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรหลังโควิด 19?

ประการที่สี่ แล้วพันธกิจการเสริมสร้างชีวิตสาวกพระคริสต์จะได้รับผลกระทบหรือไม่? แล้วพันธกิจการสร้างคุณภาพชีวิตสมาชิกด้านอื่น ๆ ล่ะ เช่น รวีฯ อนุชน สตรี บ้านและครอบครัวคริสเตียน การประกาศพระกิตติคุณ การเยี่ยมเยียน การให้การปรึกษาแก่สมาชิก การเข้าถึงชีวิตชุมชนและ ฯลฯ จะทำอย่างไรหลังโควิด 19?

ประการที่ห้า บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของศิษยาภิบาล ผู้ปกครองคริสตจักร  มัคนายก และกรรมการต่าง ๆ ในคริสตจักรท้องถิ่นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่? อย่างไร? และจะเกิดผลกระทบทั้งทางบวกและลบอย่างไรบ้าง?

ประการที่หก แล้วเราจะมีตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตคริสตจักร การทำพันธกิจ อะไรบ้าง? แล้วจะใช้วัดอย่างไร? ทำไมถึงกำหนดตัวชี้วัดเช่นนั้น?

ประการที่เจ็ด อะไรคือสถานการณ์ปกติใหม่ (Church new normal) ของชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรท้องถิ่นในประเทศไทย? แล้วเราจะรับมืออย่างไร? ใครบ้างที่จะต้องการมามีส่วนร่วมในการหนุนเสริมการรับมือ "สถานการณ์ใหม่" นี้ด้วยกัน? และการตอบสนอง "สถานการณ์ใหม่" ดังกล่าวสอดคล้องกับความเชื่อในพระคัมภีร์ของเราหรือไม่ อย่างไร?

ประการที่แปด ผลกระทบดังกล่าวจะเกิดกับคริสตจักรในเมืองใหญ่และชานเมืองแน่ แล้วคริสตจักรในชนบท และคริสตจักรบนพื้นที่สูง จะแตกต่าง และ เหมือนกันอย่างไรบ้างหรือไม่? และคริสตจักรท้องถิ่นจะรับมืออย่างไรในแต่ละสถานการณ์ดังกล่าว?

ประการที่เก้า หลังโควิด 19 ยังจะคาดหวังเงินช่วยเหลือจาก "ส่วนกลาง" หรือจริง ๆ คือผลกำไรจากสถาบัน การศึกษา และ การแพทย์และพยาบาล อย่างที่เคยพึ่งพิงอยู่หรือไม่? อย่างไร? ทำไม?

ที่จะต้องพิจารณาในประเด็นนี้เพราะที่ผ่านมางบประมาณ   "ก้อนโต"   มาจากผลกำไรประจำปีของสถาบันต่าง ๆ (ในกรณีของสภาคริสตจักรในประเทศไทย) และเมื่อสถาบันต่าง ๆ ที่มีผลกำไรที่จำกัดและเริ่มลดน้อยถอยลง  

ประจวบกับการได้รับผลกระทบอย่างแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจ และ การกระหน่ำซ้ำเติมของวิกฤติโควิด 19 คำถามที่ต้องถามคือ มีผลกระทบต่อรายได้ของสถาบันเหล่านี้มากน้อย อย่างไรบ้าง? และในปีงบประมาณใหม่นี้ กำลังเงินที่สถาบันเหล่านี้จะหนุนเสริมคริสตจักรท้องถิ่น และ การบริหารส่วนกลางของสภาฯจะเกิดความจำกัดและกระทบกระเทือนอย่างแรง แล้วคริสตจักรภาค และ คริสตจักรท้องถิ่นจะรับมือกับวิกฤติการเงินนี้อย่างไร? (กรุณาอย่าโยนความรับผิดชอบไปที่ผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ และ ผู้บริหารสถาบัน นี่เป็นความรับผิดชอบเต็ม ๆ ของคริสตจักรท้องถิ่นร่วมกัน)

ประการที่สิบ หลังโควิด 19 สถานการณ์ปกติใหม่ "Church new normal" ที่เราจะพบด้วยกันคือ วิกฤติใหม่ของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประการที่เก้า คำถามคือ สถาบันเหล่านี้และผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ จะมีกระบวนทัศน์การรับมืออย่างไร? อะไรคือเป้าหมายของการรับมือครั้งนี้? และจะมีวิธีการขั้นตอนในการรับมืออย่างไร?

คริสตจักรท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมในการรับมือ วิกฤติใหม่หลังโควิด 19 หรือไม่?  อย่างไร? และในเวลาเดียวกันคงต้องถามว่า ทางผู้บริหารสถาบันเห็นว่าคริสตจักรมีศักยภาพเช่นไรหรือไม่ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการรับมือวิกฤตินี้ของสถาบัน?  

ประการที่สิบเอ็ด วิกฤติหลังโควิด 19 ซึ่งเป็น "สถานการณ์ปกติใหม่" ของเราจะช่วยให้คริสตจักรท้องถิ่นของเราพบกระบวนทัศน์ใหม่ในการมีชีวิตและทำพันธกิจในรูปแบบใหม่ ในกระบวนขับเคลื่อนใหม่หรือไม่ อย่างไร? ทำไมจะต้องมีกระบวนขับเคลื่อนใหม่ดังกล่าว? และใครคือผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนกระบวนการชีวิตและพันธกิจคริสตจักรท้องถิ่นที่ว่านี้?

ประการที่สิบสอง เป็นคำถามแรกที่เราจะต้องถามตนเองคือ เราได้เห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าในวิกฤติโควิด 19  หรือไม่? อย่างไร? และเราเชื่อว่า พระเจ้ากำลังกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราแต่ละคน ในชีวิตคริสตจักร และในชุมชนล้อมรอบเราหรือไม่? พระองค์กำลังทำอะไรอยู่? และเราได้เข้าร่วมในพระราชกิจดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร?

ขอท่านกรุณาช่วยเพิ่มประเด็นคำถามที่สำคัญด้วยครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



19 เมษายน 2563

หลังโควิด 19... เราจะต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานพันธกิจหรือไม่?

ในช่วงวิกฤตโควิด 19 ผมได้ยินมาว่าศิษยาภิบาลหลายท่านที่ได้พึ่งพิงสมาชิกคริสตจักรของตนที่มีความสามารถในการใช้เครื่องมือสื่อสารทางดิจิตัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนมัสการพระเจ้า และ ในการเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ที่ผ่านมา และตัวศิษยาภิบาลเองก็ได้เห็นแล้วว่าเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่เหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในพันธกิจของคริสตจักร และได้เรียนรู้และเห็นถึงคุณค่าในของประทานด้านนี้ของสมาชิกเหล่านั้น ผมเองหวังว่า หลังโควิด 19 ศิษยาภิบาลจะเชิญคนเหล่านี้เข้ามาร่วมในพันธกิจคริสตจักร การเสริมสร้างและมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบแก่สมาชิกที่มีของประทานในทางนั้น ๆ แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่า ศิษยาภิบาลทุกท่านจะทำเช่นว่านี้ ทั้งนี้เพราะศิษยาภิบาลส่วนหนึ่งมีความจำกัด-ติดขัด (ส่วนตัว) ในการสร้างเสริมสมาชิกให้ร่วมในการทำงานพันธกิจ ดังนี้

1. ศิษยาภิบาลให้คุณค่าของตนอยู่ที่ผลของงานที่ทำ  

ในเมื่อเราให้คุณค่าของตนอยู่ที่ความสำเร็จในองค์กรที่ตนเป็นผู้นำ เราจึงมักจะไม่มอบหมายงานความรับผิดชอบให้คนอื่นทำ เพราะมองว่านั่นเป็นวิธีการที่เสี่ยงเกินไปที่จะทำเช่นนั้น เพราะคุณค่าความสำคัญจากความสำเร็จจะตกไปอยู่กับคนอื่น เรื่องนี้ติดขัดที่มุมมองของศิษยาภิบาลครับ

2. เพราะเรามิได้ใส่ใจกับภาพของ (คริสตจักรเปรียบเหมือน) การทำงานในพระกายพระคริสต์ตามใน 1 โครินธ์ บทที่ 12  

ถ้าเราเลือกที่จะทำทุกอย่างในคริสตจักรด้วยตัวของเราเอง เราก็กำลังปฏิเสธภาพการทำงานของพระกายพระคริสต์ จึงไม่แปลกที่ศิษยาภิบาลบางท่านบ่นว่าตนต้องทำหน้าที่เป็นภารโรง ถึง นักเทศน์ เพราะศิษยาภิบาลมีความอ่อนด้อยในการมอบหมายงานพันธกิจด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมแก่สมาชิกแต่ละคน มักจะมีคำถามว่า “แล้วเขาจะทำได้หรือ?”

3. เราไม่เคยเห็นรูปแบบตัวอย่างของการมอบหมายงานที่ดี 

ศิษยาภิบาลหลายท่านได้รับเอารูปแบบการทำงานจากศิษยาภิบาลเดิมของตนที่มีจุดอ่อนในการมอบหมายงานเช่นกัน หรือไม่ก็มักคิดว่าเราต้องทำเองทุกอย่างเพื่อเราจะมีคุณค่าในสายตาของคณะธรรมกิจ ผู้ใหญ่ในคริสตจักร และ สมาชิก ศิษยาภิบาลขาดประสบการณ์ตรงที่สำคัญ และหลายท่านไม่ได้รับสิ่งนี้จากพระคริสต์ธรรม

4. เราต้องปล้ำสู้กับการที่ “ตนเองเป็นรูปเคารพ” ในใจของตน

ศิษยาภิบาลกลุ่มนี้จะมีความคิดความเชื่อว่า ในคริสตจักรนี้ไม่มีใครที่สามารถทำได้ดีกว่าตน ดังนั้นจึงสรุปว่า ไม่มีใครที่สมควรจะทำสิ่งเหล่านี้ หรือไม่มีใครทำสิ่งนี้ได้ นอกจากตนเอง

5. เราไม่มีเวลา หรือ มีกำลังที่จะฝึกสอนให้คนอื่นทำ 

การฝึกฝนคนอื่นให้ทำงานพันธกิจใด ๆ ต้องใช้เวลา ต้องลงทุนลงแรงมาก อีกทั้งเป็นงานที่ยุ่งยากซับซ้อน ถ้าเราทำเองมันง่ายกว่าเยอะ อีกทั้งทำให้คนรอบข้างเห็นว่าตนมีงานที่ต้องทำที่เร่งรีบและล้นมือ ศบ.กลุ่มนี้คิดว่านี่คือวิธีสร้างคุณค่าในตนเอง?

6. เราชอบการควบคุมและเราต้องการควบคุม  

พูดตรงไปตรงมา ลึก ๆ เรามีความรู้สึกว่า ถ้าเราฝึกใครสักคนจนทำเป็นดีและมีความสามารถ เมื่อเราให้เขาออกไปทำงานที่เราฝึกให้นั้น เขาก็เริ่มจะออกห่างจากการควบคุมของเรา เพราะเขาสามารถทำด้วยตนเองได้ เขาจะอยู่ใต้การควบคุมของเราน้อยลง เรารู้สึกสูญเสียอำนาจในการควบคุม?

7. เราเคยมีประสบการที่ไม่ดีกับการมอบหมายงาน  

ประสบการณ์ที่แย่ ๆ ของอดีตมันคอยหลอกหลอนเรา ทำให้เรามัวใส่ใจคอยขจัดความผิดพลาดในอดีตในงานใหม่ที่กำลังมอบหมาย (ซึ่งสถานการณ์ครั้งใหม่ไม่จำเป็นจะต้องมีสถานการณ์เหมือนซ้ำกับอดีตที่ผ่านมา)  

8. เราไม่มีวิธีการและกระบวนการที่จะช่วยให้สมาชิกคริสตจักรในการค้นหาของประทานที่มีอยู่ในตัวของสมาชิกแต่ละคน

เราจะมอบหมายงานและพันธกิจได้อย่างไรถ้าเราไม่รู้ว่าแต่ละคนที่เราจะมอบหมายนั้นมีของประทานอะไรบ้างในตัวเขา แย่กว่านั้นอีก ถ้าเจ้าตัวไม่รู้ว่าตนเองมีของประทานอะไรบ้าง ทั้งนี้เพราะเราไม่ได้ช่วยให้สมาชิกในการค้นพบของประทานจากพระเจ้าในตัวของเขา  

9. คริสตจักรไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนสมาชิกในการทำงานและพันธกิจของคริสตจักร

ทั้งนี้เพราะคริสตจักรมีมุมมองว่า เขาจ้างศิษยาภิบาลมาก็เพื่อที่จะให้ทำงานและพันธกิจเหล่านี้ของคริสตจักรอยู่แล้ว

10. เรากลัวว่าคนอื่นจะทำดีกว่าตัวเราเอง (และอาจจะได้รับเกียรติจากงานที่เขาทำ) 

ไม่มีใครยอมรับอย่างเปิดเผยหรอกว่าเราคิดเช่นนั้น แต่ศิษยาภิบาลกลุ่มหนึ่งที่ต้องปล้ำสู้กับความคิดนี้ในตนเอง

11. เรามองไม่เห็นว่าพันธกิจที่ทำนั้นมีความสำคัญจำเป็นต่อชุมชนสังคมโลก  

เรามักมองว่าพันธกิจที่เราทำนั้นเป็นเพียงสิ่งที่สำคัญจำเป็นในคริสตจักร และ บางเรื่องในชุมชนเท่านั้น ไม่ได้เป็นความสำคัญจำเป็นอะไรมากมายต่อสังคมโลกโดยส่วนรวม ดังนั้นไม่น่าจะต้องทุ่มเทฝึกฝนคนมากมายถึงขนาดนั้น

12. เราไม่ได้อธิษฐานทูลขอเพียงพอสำหรับขอคนทำงานและพันธกิจเพิ่มมากขึ้น  

ถ้าเราอธิษฐานอย่างที่พระคริสต์สอนในลูกา 10:1-2 ทูลขอคนทำงานเพิ่มมากขึ้นแล้ว เราจำเป็นจะต้องเตรียมและฝึกฝนคนอื่น ๆ ในคริสตจักรและเต็มใจแบ่งปันภาระงานกับคนเหล่านี้

การเปลี่ยนแปลง พัฒนาการทำพันธกิจของคริสตจักรหลังโควิด 19 คงไม่ใช่คริสตจักรท้องถิ่นทุกแห่งที่จะทำให้เกิดขึ้นเองได้ แต่มีคำถามว่า แล้วหน่วยงานเสริมพันธกิจคริสตจักร หน่วยงานศิษยาภิบาล สภาคริสตจักรในประเทศไทย ได้มีการเตรียมการหนุนเสริมศิษยาภิบาลในเรื่องข้างต้นนี้ หลังโควิด 19 หรือไม่ อย่างไร? อาจจะเป็นประเด็นหลักที่จะต้องพิจารณาร่วมกันกับคริสตจักรท้องถิ่นทั้งหลาย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499