แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนาคต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนาคต แสดงบทความทั้งหมด

10 กรกฎาคม 2557

สะพาน...สู่...อนาคต

สะพานแห่งชีวิตเชื่อมต่อปัจจุบันของเราไปยังอนาคต
ที่นำเราค้นพบกับสิ่งใหม่ๆ
ความสัมพันธภาพใหม่ๆ
โอกาสใหม่ๆ

การตัดสินใจข้ามสะพานใดย่อมนำเราไปสู่การเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น การตัดสินใจข้าม “สะพานชีวิต” จึงเป็นการตัดสินใจเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมทำให้เรารู้สึกไม่สะดวกสบาย  ไม่คุ้นชิน  อาจจะไม่พอใจด้วยซ้ำ
เราจึงถูกดึงระหว่างการที่จะแช่อยู่ในสภาพเดิม กับ การกล้าก้าวข้ามไปสู่สภาพที่เรายังไม่รู้จักมักคุ้น

และบ่อยครั้ง...เราดึงตนเองกลับไปสู่สภาพเดิมที่เราคุ้นชิน รู้สึกสะดวกสบาย  ปลอดภัย!

ทั้งนี้เกิดจากการที่เราขาดการประเมินให้รู้และเข้าใจถ่องแท้ว่า
การก้าวข้ามสะพานชีวิตไปสู่สิ่งใหม่นั้น...
เราไม่ได้เข้าสู่ “สิ่งใหม่” ที่เราอยากได้  อยากเป็น  และอยากอยู่...ทันที
แต่เมื่อข้ามสะพานที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงแล้ว ...
เรายังต้องก้าวเดินอีกยาวไกลกว่าถึงเป้าหมายปลายทาง
อย่างที่ C.S. Lewis กล่าวไว้ว่า
“...เรายังต้องก้าวเดินไปอีกไกลแสนไกล  ไกลกว่าเส้นทางที่เราเคยผ่านพบมา”

การก้าวเดินข้ามสะพานนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ
แต่หลังการข้ามสะพานแล้วต่างหากที่ยาก...
เพราะเราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง  เราต้องอดทน บากบั่น  เราต้องเป็นผู้ให้
เราต้องยอมรับการขัดเกลาชีวิตให้สอดคล้องกับ สิ่งใหม่ สภาพใหม่ และชีวิตใหม่

พระเยซูคริสต์เข้ามายังสังคมโลกนี้ด้วยการเป็นคนรับใช้ และ ให้ชีวิตแก่คนอื่น
แต่คริสตชนกลับประกาศพระกิตติคุณด้อยค่าดั๊มราคาให้ถูกๆ ไว้...
ถ้ายอมรับเชื่อพระเยซูคริสต์  รับบัพติสมา  แล้วท่านจะได้ไปสวรรค์
ชีวิตที่สะดวกสบาย  อู้ฟู้  ถนนปูด้วยทองคำ...
ไม่ได้บอกชี้ความจริงว่าระหว่างเส้นที่รับเชื่อไปถึงแผ่นดินสวรรค์นั้น...
จะต้องผ่านเส้นทางชีวิตแบบไหน   จะต้องรับการขัดเกลาและเปลี่ยนแปลงอะไรจากเบื้องบน
ไม่ได้เน้นย้ำว่า...ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง   แต่เน้นย้ำว่า  ชีวิตจะได้ความสุข สะดวกสบาย
เป็นการประกาศพระกิตติคุณแบบการตลาด   ที่บอกเพียงความจริงด้านผลประโยชน์แก่ผู้บริโภค

พระคริสต์กระทำทุกอย่างเพื่อจะรับใช้ และ ให้ชีวิตแก่คนอื่น
แต่เราที่เรียกตนเองว่าสาวกพระคริสต์กลับแสวงหาที่จะได้  ที่จะมีอำนาจ  และตำแหน่งหรือไม่?        
พระคริสต์เตือนคนที่จะติดตามพระองค์ให้ประเมินตนก่อนการตัดสินใจ
พระองค์เตือนให้คิดคำนวนก่อนที่จะสร้างบ้าน (ลูกา 14:28)
พระองค์เตือนเราให้ประเมินกำลังให้ดีก่อนที่คิดจะยกทัพไปสู้รบกับคนอื่น (ลูกา 14:31)

หรือเราจะเป็นเหมือนชนชาติอิสราเอลที่ออกจากการเป็นทาสในอียิปต์
ที่ก้าวข้าม “ทะเลแดง” ออกจากการเป็นทาสในอียิปต์สู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา
พวกเขาคิดถึง “แผ่นดินที่มีน้ำผึ้งและอุดมด้วยน้ำนม”  (กันดารวิถี 16:14;  โยชูวา 5:6)
แต่ไม่ได้คิดถึงเส้นทางในถิ่นทุรกันดารที่จะเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างชีวิตของตนขึ้นใหม่
ฝัดร่อนพวกเขาให้มีชีวิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับแผ่นดินแห่งพระสัญญา
เมื่อต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก เผชิญหน้ากับวิกฤติ
สิ่งที่พวกเขาคิดถึงคือ   ความคิดที่จะดึงตนเองกลับไปเป็นทาสในอียิปต์อย่างเดิมดีกว่า (อพยพ 16:3)
แม้ที่อียิปต์ต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก   แต่ได้อาหาร  มีหม้อเนื้อร้อนๆ รอให้กิน(บริโภค)

วันนี้ก่อนที่เราจะก้าวข้าม “สะพานแห่งชีวิต”
เราจำเป็นต้องตระหนักชัดว่า   การก้าวสู่สิ่งใหม่  โอกาสใหม่  สัมพันธภาพใหม่  และชีวิตใหม่
ทั้งสิ้นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลง   ที่มิได้นำเราไปสู่สภาพแวดล้อมใหม่นั้นทันที
แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องรับการเปลี่ยนแปลง และต้องมีการเปลี่ยนแปลงในตัวและชีวิตของเราก่อน
ประเมิน และ ถามใจตนเองก่อนจะตัดสินใจข้ามสะพานชีวิตในวันนี้
มิเช่นนั้นเราอาจจะต้องเป็นเหมือนชาวนา “ที่จับคันไถแล้วหันกลับ”
ที่พระเยซูบอกว่า   ไม่เหมาะสมกับการเป็นสาวกของพระองค์ (ลูกา 9:62)
                                                                                                                                         
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

14 กุมภาพันธ์ 2557

วันนี้ชี้อนาคต

ท่านกำลังจมจ่อมอยู่ในอดีตแล้วฝันพิชิตอนาคต   หรือ

ท่านกำลังจัดการกับปัจจุบันเพื่อเกิดปลายทางในอนาคต?

คงเป็นการเปลืองเปล่าเวลาชีวิตที่เราคิดจะกลับไปแก้สิ่งผิดพลาดย่ำแย่ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว   เพราะเราแก้อดีตที่ผ่านพ้นไปแล้วของเราไม่ได้   และในเวลาเดียวกันเราจะมัวแต่ฝันหวานถึงความสำเร็จรุ่งโรจน์ในอนาคตโดยไม่ลงมือทำอะไรเลยในขณะนี้ก็เป็นการหลอกตนเองให้สบายใจ   และความทุกข์ที่อยู่ข้างหน้ากำลังคืบคลานเข้ามาหาเรา

เราต้องพิจารณา ตัดสินใจ และลงมือทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้   เพื่อผลจะเกิดขึ้นตามเป้าหมายปลายทางในอนาคต

เปาโลได้เปรียบเทียบการขับเคลื่อนชีวิตของเรากับการเป็นนักกีฬาที่กำลังขับเคี่ยวบนลู่วิ่งแห่งชีวิตว่า

“... ข้าพ​เจ้า​ทำ​อย่าง​หนึ่ง คือ​ลืม​สิ่ง​ที่​ผ่าน​พ้น​มา แล้ว​โน้ม​ตัว​ไป​ยัง​สิ่ง​ที่​อยู่​เบื้อง​หน้า...”  (ฟิลิปปี 3:13)

ชีวิตที่มุ่งสู่หลักชัย   เพื่อจะฉวยเอาชัยชนะในชีวิตไว้   เปาโลให้หลักการสองประการคือ  ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา   เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยที่จะมัวรู้สึกผิดหรือเจ็บปวด  เสียใจกับอดีต   ประการที่สองเปาโลชี้ว่า  ให้เราโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่ข้างหน้า   การโน้มตัวเป็นภาพของนักวิ่งแข่งขัน   ที่ทุ่มแรงสุดกำลังชีวิตของเขาอย่างมีเป้าหมาย   และเป้าหมายในชีวิตของเปาโลคือพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของตน   กล่าวคือเปาโลกำลังหนุนใจเราว่า  เราต้องมุ่งมั่นทุ่มเทการดำเนินชีวิตของเราทุกหนทางให้ไปสู่เป้าหมายตามพระประสงค์ของพระคริสต์สำหรับชีวิตของเรา

ดังนั้น   วันนี้เป็นตัวชี้อนาคต   ซึ่งมีประเด็นชวนใคร่ครวญพิจารณาดังนี้

1. อนาคตอยู่ที่วันนี้:   วันต่อวันในความสำเร็จ

เวลาที่เราคิดเราพูดถึงอนาคต   เรามักคิดถึงอนาคตที่ยืดยาว   แต่สำหรับคริสตชนเรามองอนาคต “วันต่อวัน”  และเป็นวันต่อวันกับพระเจ้าเสียด้วย   เช่น   บางคนที่ต้องการเป็นนักเขียนที่สร้างพลังเร้าดลใจแก่ผู้อ่าน   แต่การที่จะเป็นนักเขียนระดับเช่นนั้นมิใช่อนาคตครับ   แต่เป็นวันนี้   วันนี้เราต้องเริ่มคิดและหยิบปากกาขึ้นเขียนครับ   จากนั้นเขียนอย่างต่อเนื่อง   พัฒนา แก้ไข  ปรับปรุงทั้งเนื้อหาและวิธีการเขียนของเรา   เป็นการพัฒนาแบบวันต่อวันครับ   และในกระบวนการวันต่อวันที่กล่าวนี้มิใช่ความมุมานะพยายามของเราแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น   แต่ในฐานะคริสตชนเรามีพระเยซูคริสต์ทรงเคียงข้าง  พระองค์จะเป็นโค้ชการเป็นนักเขียนของเรา   ด้วยการประทานพระปัญญาแก่เรา  ประทานการหล่อหลอมผ่านคนอ่าน  เพื่อนนักเขียน   ตัวอย่างการเขียนที่ดี  รวมถึงการดลใจจากพระองค์

สิ่งที่ต้องระวังคือ   เราต้องมุ่งมองที่หลักชัยให้ชัดเจน   เพื่อเราจะไม่พลาดจากเป้าหมายปลายทางแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า    แต่ในเวลาเดียวกันสิ่งที่เราต้องพึงระวังอีกประการหนึ่งก็คือ   เรามักไปมองที่ “ความสำเร็จสมบูรณ์”  ซึ่งถ้าเราเปรียบเทียบจากปัจจุบันที่เราเป็นอยู่ดูมันช่างห่างไกลเหลือเกิน   การมองเช่นนี้อาจจะสร้างความท้อแท้แก่จิตใจของเรา   แต่ให้เรามองที่ “ความสำเร็จวันต่อวัน” ที่พระเจ้าประทาน ถ้าเช่นนี้จะมีกำลังใจที่จะมุ่งไปข้างหน้า

2.   ความสำเร็จในอนาคต:   ทำสิ่งที่ควรจะทำที่ไม่ได้ทำในอดีต

จากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไปว่า  “ถ้าท่านกลับไปมีอายุเป็นหนุ่มสาววัยทำงาน   ท่านจะทำอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่ท่านได้ทำเมื่ออยู่ในวัยนั้น?    เราได้รับคำตอบมากมายหลากหลายความคิดเห็น   แต่มีประเด็นหนึ่งที่สามารถสรุปว่าเป็นประเด็นร่วมและมีการเอ่ยถึงเกือบทุกคนคือ   ผู้สูงอายุกลุ่มนี้บอกว่า   ถ้าเขามีโอกาสเป็นหนุ่มสาววัยทำงานอีกครั้งหนึ่งสิ่งที่เขาต้องการทำแตกต่างจากที่เคยทำคือ  เขาจะกล้าเสี่ยงในชีวิตมากยิ่งขึ้น และมีความอดทนมากขึ้น  หมายความว่า พวกเขาจะไม่กลัวความล้มเหลวในชีวิต   ที่เป็นตัวกีดขวางให้เขาที่จะกล้าทำสิ่งใหม่ๆ  และจะทำด้วยความมั่นคงอดทน   เพราะถ้าไม่กล้าเสี่ยงเมื่อเวลาชีวิตผ่านไปแล้วมักจะเกิดคำที่ว่า   “จริงแล้วผมน่าจะทำสิ่งนั้นได้... หรือ  ฉันควรจะทำสิ่งนั้น...”

3.   เราไม่สามารถแก้ไขอดีต   แต่เราสามารถสร้างอนาคต

เราไม่สามารถย้อนกลับไปเริ่มต้นชีวิตอีกครั้งหนึ่งในอดีต   แต่เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้  และสามารถที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายปลายทางชีวิตใหม่ได้   ใช่ เราจำเป็นต้องพูดและต้องเรียนรู้ถึงความผิดพลาดในอดีต   แต่ในเวลาเดียวกันเราไม่ควรให้โอกาสแก่ความรู้สึกจากความผิดพลาดในอดีตกลับมามีอิทธิพลทิ่มแทงบาดลึกสร้างความเจ็บปวดและบาดแผลในชีวิตของเรา   หรือเปิดทางให้ความรู้สึกผิด  หรือความคับข้องเคืองใจไล่ล่าความรู้สึกนึกคิดของเรา    เราต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยแก่คนอื่น และ ให้ความรักเมตตาด้วยพระคุณของพระเจ้าแก่ตนเอง   ปลดภาระที่หนักอึ้งแห่งอดีตลงจากบ่าของเรา   วางไว้ที่ใต้กางเขนของพระคริสต์   แล้วเงยหน้าขึ้นรับความเป็นไทจากพระองค์

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ
  1. การกระทำใดที่ท่านจะต้องเสริมสร้างให้เป็น “พฤติกรรมชีวิตในปีใหม่นี้”   เพื่อช่วยให้สิ่งที่ท่านคาดฝัน หรือ เป้าหมายที่วางไว้ให้สำเร็จเป็นจริงได้?
  2. เพื่อให้งานอาชีพของท่านประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย   ในปีใหม่นี้ท่านคิดว่าตนเองควร “กล้าเสี่ยง” และ “อดทน” ในการทำเรื่องอะไร ด้านไหน?
  3. มีใครบ้างที่ท่านจะต้องให้อภัย/ยกโทษ  เพื่อความขมขื่นในชีวิตของท่านจะไม่ฉุดกระชากลากถูชีวิตของท่านให้ต้องล่มล้มลง?     และท่านควรให้อภัยกับตนเองในเรื่องอะไรบ้าง?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499