แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในพระคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในพระคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด

28 พฤศจิกายน 2556

เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ :(2)

ไม่ใช่เรื่องตัวคุณเองเท่านั้น!

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์
13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ  และ
ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า
จนกว่า​เราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่คือ​เต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์

14 เพื่อ​เรา​จะ​ไม่​เป็น​เด็ก​อีก​ต่อ​ไป
ถูก​ซัด​ไป​ซัด​มา​และ​พัด​ไป​พัด​มา​ด้วย​ลม​คำ​สั่ง​สอน​ทุก​อย่าง
ด้วย​เล่ห์​กล​ของ​มนุษย์ ตาม​อุบาย​ที่​ฉลาด​ใน​การ​ล่อ​ลวง   
 15 แต่​ให้​เรา​ยึด​ถือ​ความ​จริง​ด้วย​ความ​รัก
เพื่อ​จะ​เจริญ​ขึ้น​ใน​ทุก​ด้าน​สู่​พระ​องค์​ผู้​เป็น​ศีรษะ​คือ​พระ​คริสต์   

16 เนื่อง​จาก​พระ​องค์​นี้​เอง
ร่าง​กาย​ทั้ง​หมด​จึง​ได้​รับ​การ​เชื่อม​และ​ประ​สาน​เข้า​ด้วย​กัน​โดย​ทุกๆ ข้อ​ต่อ​ที่​ประ​ทาน​มา​นั้น
และ​เมื่อ​แต่​ละ​ส่วน​ทำ​งาน​ตาม​หน้าที่​แล้ว ก็​ทำ​ให้​ร่าง​กาย​เจริญ​และ​เสริม​สร้าง​ตน​เอง​ขึ้น
(เอเฟซัส 4:11-16 มตฐ.)  

เมื่อเราพูดถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์  ส่วนมากเราคิดถึงการเติบโตในชีวิตคริสตียนส่วนตัวของเราที่ควรเติบโตขึ้น   แน่นอนครับ   เป็นสิ่งที่ดีแน่ที่คริสตชนแต่ละคนมีความปรารถนาให้ชีวิตคริสเตียนของตนเองเติบโตขึ้นในพระคริสต์   แต่ถ้าเราอ่านจากพระธรรมเอเฟซัส 4:11-16 อย่างละเอียดรอบคอบเราจะพบสัจจะความจริงว่า   นี่มิใช่การเติบโตขึ้นในพระคริสต์ของเราคนเดียวเท่านั้น   แต่เป็นการเติบโตขึ้นไปด้วยกันของสมาชิกคนอื่นๆ ในชุมชนคริสตจักรด้วย   เป็นการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในพระคริสต์ในตัวของเราเองและในชุมชนพระกายของพระคริสต์(คือคริสตจักร)ด้วย

ให้เราสำรวจพระธรรมตอนนี้ไปด้วยกัน   ในข้อที่ 11 และ 12 พระคริสต์ทรงประทานศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักรให้เสริมสร้างประชากรของพระเจ้าในคริสตจักรเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์  ทั้งนี้

“(เพื่อ)เสริมสร้างพระกายของพระคริสต์” (เป็นการเติบโตร่วมกัน)

“จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ  และ  ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า”  ข้อ 13 (เป็นการเติบโตร่วมกัน)

“จนกว่า​เรา(ชุมชนคริสตจักร)จะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือ​เต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์”  ข้อ 13 (เป็นการเติบโตร่วมกัน)

“เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป...” ข้อ 14 (การเติบโตร่วมกัน และ การเติบโตส่วนตัว)

“เพื่อจะเจริญขึ้นในทุกด้านสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะคือพระคริสต์...” ข้อ 15 (เป็นการเติบโตร่วมกัน)

“(เพราะพระคริสต์) นี้เอง   ร่างกายทั้งหมดจึงได้รับการเชื่อมและประสานเข้าด้วยกัน  (โดยเส้นเอ็นทุกเส้น)  และเมื่อแต่ละส่วนทำงานตามหน้าที่แล้ว ก็ทำให้ร่างกายเจริญและเสริมสร้างตนเองขึ้น(ในความรัก)”  ข้อ 16 ในวงเล็บจากอมตธรรม  (เป็นการเติบโตส่วนตัว และ เติบโตร่วมกันด้วย)

บทเรียนรู้ที่ได้จากพระธรรมตอนนี้คือ   การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์   เป็นงานเสริมสร้าง และ ฝึกฝนสมาชิกแต่ละคนในคริสตจักรจากศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักร   ซึ่งเป็นการเสริมสร้างให้เติบโตทั้งในฐานะคริสตชนแต่ละคน   แล้วการเติบโตแต่ละคนนั้นสร้างผลกระทบต่อการเติบโตของส่วนรวมคือชุมชนคริสตจักรทั้งชุมชนด้วย   และเวลาเดียวกันการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ของชุมชนคริสตจักรก็เป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการเสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนในคริสตจักรให้เติบโตขึ้น   และนี่คือความหมายของการ “สามัคคีธรรม”  และ การรับใช้เสริมสร้างซึ่งกันและกันในคริสตจักรในพระนามของพระคริสต์ด้วย

ดังนั้น   การที่เราแต่ละคนต้องการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในพระเยซูคริสต์มิใช่เพื่อตัวเราเองเท่านั้น   แต่เพื่อพระกายของพระคริสต์คือชุมนุมชนคริสตจักรของพระองค์ด้วย   การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์จึงมิใช่เรื่องของเราเท่านั้น   แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบและการเติบโตขึ้นของชุมชนสามัคคีธรรมและการรับใช้ในคริสตจักรด้วย

แท้จริงแล้วการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของเราแต่ละคนนั้นได้รับการฟูมฟัก เลี้ยงดู เอาใจใส่เพราะการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของคริสตจักรด้วยเช่นกัน

กล่าวได้ว่า  สมาชิกแข็งแรง  คริสตจักรเข้มแข็ง   คริสตจักรแข็งแรง   เสริมสร้างสมาชิกเข้มแข็ง

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. เมื่อท่านคิดถึงเรื่องการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์  เกิดความคิดอะไรบ้างในสมองของท่าน? 
2. แนวโน้มของท่านมักคิดถึงการเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ส่วนตัวของท่านมากกว่าหรือไม่?   หรือท่านมุ่งเน้นสนใจไปยังการเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ของชุมชนคริสตจักร?
3. ท่านเห็นว่า การเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ของส่วนรวมชุมชนคริสตจักร กับ ส่วนตัวของท่านนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ อย่างไร?   ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

27 พฤศจิกายน 2556

เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์!(1)

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์

13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ  และ
ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า
จนกว่า​เราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือ​เต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์

14 เพื่อ​เรา​จะ​ไม่​เป็น​เด็ก​อีก​ต่อ​ไป
ถูก​ซัด​ไป​ซัด​มา​และ​พัด​ไป​พัด​มา​ด้วย​ลม​คำ​สั่ง​สอน​ทุก​อย่าง
ด้วย​เล่ห์​กล​ของ​มนุษย์ ตาม​อุบาย​ที่​ฉลาด​ใน​การ​ล่อ​ลวง   

15 แต่​ให้​เรา​ยึด​ถือ​ความ​จริง​ด้วย​ความ​รัก
เพื่อ​จะ​เจริญ​ขึ้น​ใน​ทุก​ด้าน​สู่​พระ​องค์​ผู้​เป็น​ศีรษะ​คือ​พระ​คริสต์   

16 เนื่อง​จาก​พระ​องค์​นี้​เอง
ร่าง​กาย​ทั้ง​หมด​จึง​ได้​รับ​การ​เชื่อม​และ​ประ​สาน​เข้า​ด้วย​กัน​โดย​ทุกๆ ข้อ​ต่อ​ที่​ประ​ทาน​มา​นั้น
และ​เมื่อ​แต่​ละ​ส่วน​ทำ​งาน​ตาม​หน้าที่​แล้ว ก็​ทำ​ให้​ร่าง​กาย​เจริญ​และ​เสริม​สร้าง​ตน​เอง​ขึ้น
(เอเฟซัส 4:11-16 มตฐ.)

ท่านเคยมีประสบการณ์ตอนที่เป็นเด็ก   ว่าต้องการเติบโตเป็นผู้ใหญ่   เพื่อเราจะทำอย่างโน่นได้  ทำอย่างนี้ได้   จะกินบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะกินได้   หรือจะสามารถตัดสินใจไปไหนมาไหนด้วยตนเองได้   แต่เมื่อโตขึ้นหลายคนกลับไม่ต้องการที่จะเป็น “ผู้ใหญ่”   เพราะต้องมีความรับผิดชอบมากมายเหลือเกิน   รู้สึกว่าขาดผู้คนที่จะมาเอาใจใส่  ดูแล  และคอยช่วยเหลือ อย่างที่ตอนที่ตนเองเป็นเด็ก   แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วกลับต้องรับผิดชอบห่วงใย เอาใจใส่คนอื่นรอบข้าง  

เราไม่อยากเป็นผู้ใหญ่!

เราไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่   เพราะเราไม่ต้องการที่จะรับผิดชอบ   แต่เราต้องการจะทำตามใจชอบมากกว่า

เปาโลกล่าวหนุนเสริมให้กำลังใจแก่ผู้อ่านจดหมายของท่านในตอนนี้ให้ “เติบโตเป็นผู้ใหญ่” ของพระคริสต์   ซึ่งเป็นการเติบโตขึ้นเป็นสาวกที่มีชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน  

เปาโลต้องการให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่
  • เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์(คือชุมชนคริสตจักร)ขึ้น
  • เพื่อเราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
  • เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป
  • เพื่อเราจะจำเริญขึ้นในทุกด้านสู่พระคริสต์ผู้ทรงเป็นศีรษะแห่งพระกาย(คือคริสตจักร)
  • เพื่อทั้งร่างกายจะเชื่อมและประสานเข้าด้วยกัน...เติบโต..และเสริมสร้างขึ้นในความรัก (อมต.)


เปาโลคาดหวังให้คริสตชนต้องเติบโตขึ้นในความเชื่อศรัทธา   โดยการยอมรับพระคุณของพระคริสต์ ที่จะช่วยให้ตนเติบโตขึ้นตลอดชีวิต   ซึ่งเป็นแผนการของพระคริสต์สำหรับชีวิตของเราแต่ละคน   แต่ก็น่าสังเกตว่าคริสตชนหลายต่อหลายคนเลือกที่จะเป็นเด็กต่อไปในความเชื่อ   ไม่ต้องการเติบโต   ไม่ต้องทำตามพระประสงค์   แต่อยากเป็นเด็กในความเชื่อที่สามารถทำตามใจตนเองได้   การเป็นคริสตชนที่เชื่อแบบเด็ก (เบๆ) เช่น คิดและเชื่อแค่ว่าถ้าเป็นคริสตชนเมื่อตายไปแล้วจะได้ไปอยู่สวรรค์   เพราะเขาไม่คิดที่จะมีชีวิตคริสตชนที่เป็นประชากรแห่งแผ่นดินของพระเจ้า  ตั้งแต่วันนี้และตลอดไป

คริสตชนที่ความเชื่อแบบเด็กๆ   เขาต้องการความเชื่อสำเร็จรูป(ความเชื่อแบบ “มาม่า ไวไว”)   คือเชื่อวันนี้เพื่อไปสวรรค์เมื่อตายไปแล้ว  เขาไม่ต้องการความเชื่อที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์    ที่ต้องรับการเปลี่ยนแปลง และ เสริมสร้างจากพระคริสต์ให้เป็นชีวิตใหม่ในพระองค์  และดำเนินชีวิตที่รับผิดชอบต่อพระประสงค์ของพระเจ้าตามที่ทรงสร้างเขาขึ้นใหม่   ตั้งแต่วันนี้  และในแต่ละวันไปตลอดชีวิต

เขาไม่ต้องการให้พระคริสต์มาแทรกแซงความคิด ความต้องการ  จิตใจ และชีวิตของเขา   เพราะเขารู้สึกว่า  ชีวิตทุกวันนี้มันก็ยุ่งยากวุ่นวายมากพออยู่แล้ว    คงไม่มีเวลาที่จะไปคิดเอาใจใส่ชีวิตคริสเตียนที่จะต้องเติบโตขึ้นทุกวัน

ไม่ว่าคริสตชนคนนั้นจะมีความคิด ความเชื่อแบบใด ที่ขวางกั้นไม่ให้เราเรียนรู้ที่จะมีชีวิตคริสตชนที่เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ในแต่ละวัน   แต่เราไม่มีทางเลือก ทางเลี่ยง หรือทางเบี่ยงอื่นใด ที่จะเลือกหรือหลบหลีกได้  

ถ้าเป็นคริสตชนชีวิตต้องเติบโตขึ้นสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ครับ!

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ในชีวิตคริสตชนของท่าน   ท่านเคยคิดอยากจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์หรือไม่?
2. ถ้าท่านจะพิจารณาชีวิตคริสตชนในปัจจุบันของท่านอย่างรอบคอบและใจเป็นกลาง   ชีวิตคริสตชนของท่านเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์หรือไม่? (เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อปีก่อน)
3. ในวันนี้ท่านมีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์มากกว่าห้าปีก่อนหรือไม่?   อย่างไร?  อะไรที่ทำให้เกิดการเติบโตขึ้นในพระคริสต์?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 ตุลาคม 2554

ผู้นำในพระคริสต์ หรือ ผู้(ที่พระเจ้า)นำ?

พระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติ(งานรับใช้) และการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และ ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า บรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่ คือโตถึงขนาดความบริบูรณ์(ความไพบูลย์)ของพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:4:11-13 ฉบับมาตรฐาน, ในวงเล็บ สำนวนแปลอมตธรรม)

ในฐานะที่เราเป็นคริสตชนคนหนึ่ง
เป็นฆราวาส หรือ บรรพชิต เป็นสมาชิกคนหนึ่งในคริสตจักร
ท่านมองผู้คนแต่ละคนที่เข้ามาร่วมชีวิตในชุมชนคริสตจักรอย่างไร?

บ่อยครั้งเรามักมองว่าเขาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์คนหนึ่ง
เป็นสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักร
เป็นลูกหลานคนหนึ่งของคริสตจักร
เป็นแขกที่มาเยี่ยมคริสตจักรของเรา
เป็นคนที่กำลังสนใจเรื่องพระเยซูคริสต์
เป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก
เป็นสมาชิกจรที่เข้ามาร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์กับพวกเราในคริสตจักร
แล้วตัวท่านเองล่ะ มองผู้คนที่มาร่วมในชุมชนคริสตจักรอย่างไร?

สำหรับเปาโลแล้ว...
ท่านมองผู้คนแต่ละคน ทั้งสมาชิกคริสตจักร ทั้งแขกที่มาเยี่ยมว่า
แต่ละคนเป็นคนที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่คริสตจักร
แต่ละคนมี “ของประทานเฉพาะจากพระเจ้า”

บางคนเป็นผู้ใหญ่ที่ช่วยดูแลชีวิตจิตวิญญาณของผู้คน
บางคนที่มีความสามารถในการอธิบายพระวจนะของพระเจ้าที่ตอบสนองต่อการดำเนินชีวิต
บางคนมีความสามารถในการสื่อสารข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์แก่คนที่ยังไม่รู้ไม่เชื่อ
บางคนมีจิตใจเมตตาและความสามารถในการอภิบาลเอาใจใส่ชีวิตเพื่อนสมาชิกในคริสตจักร
บางคนเป็นคนที่มีความรู้และใช้ความรอบรู้นั้นเพื่อเสริมหนุนชีวิตของเพื่อนสมาชิก และ ชุมชนคริสตจักร

น่าสังเกตว่า...
สำหรับเปาโลแล้ว...
ท่านมองว่า อัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ ศิษยาภิบาลหรืออาจารย์ หรือ อื่นๆ
มิใช่ตำแหน่ง หรือ สถานภาพทางสังคมในคริสตจักร
มิใช่เป็นพวกที่ถูกจัดแบ่งออกเป็นบุคคลกลุ่มพิเศษ
มิใช่เป็นกลุ่มคนที่อยู่เหนือคนอื่นๆ ในคริสตจักร

แต่ท่านบอกกับคริสตจักร และ บอกกับเราว่า...
ทุกคนที่เข้ามาร่วมในชีวิตชุมชนคริสตจักร
มิได้เข้ามาหรืออยู่ในคริสตจักรโดยบังเอิญ
แต่เป็นผู้ที่พระคริสต์ทรงเรียก และ ประทานให้แก่คริสตจักร
และพระคริสต์มีพระประสงค์ในชีวิตแต่ละคน
ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงประทานสิ่งพิเศษที่หลากหลายแตกต่างในแต่ละคนที่มาร่วมในชุมชนคริสตจักร
พระองค์มีพระประสงค์ให้แต่ละคนได้มีโอกาสใช้ “ของประทานพิเศษ” ที่อยู่ในแต่ละคนในการสร้างชุมชน

เปาโลอธิบายต่อไปว่า...
สมาชิกคริสตจักร รวมถึงฆราวาสทุกคน ต่างได้รับของประทานพิเศษจากพระเจ้า
พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้แต่ละคนเหล่านี้ใช้ของพิเศษตามพระประสงค์ของพระองค์
พระประสงค์ของพระองค์ในที่นี้คือ
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการ “เตรียม” ชีวิตของกันและกัน (เหมือนเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก)
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการ “อภิบาล” เอาใจใส่ ทุ่มเท ร่วมทุกข์ร่วมสุข และ เสริมหนุนกันและกัน
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการกระตุ้นหนุนเสริมให้เกิด “การเรียนรู้” และ “เกิดความเชื่อศรัทธา”
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการช่วยคนอื่นให้ได้พบสัจจะความจริงข่าวดีในชีวิตจากพระเยซูคริสต์ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งความคิด ทัศนคติ ความเชื่อศรัทธาและการดำเนินชีวิต
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการเสริมหนุนให้ชีวิตของสมาชิกแต่ละคนดำเนินไปด้วยอิทธิพลของคำสอนและการดำเนินชีวิตแบบพระเยซูคริสต์

ทั้งสิ้นนี้...
ให้ทุกคนมีเป้าหมายที่ “การรับใช้” ตามพระประสงค์ของพระคริสต์
ของประทานพิเศษที่แต่ละคนได้รับจากพระเจ้า จะถูกใช้เพื่อการรับใช้
ทั้งในชุมชนคริสตจักร และ ในชุมชนสังคมโลก
ของประทานพิเศษจากพระเจ้ามีไว้เพื่อใช้ในการรับใช้ เสริมหนุนคนอื่น
มิใช่เพื่อ “กอบโกย” หรือ “สร้างเสริม” บารมีความเด่นดังสำคัญของตนเอง

ให้ทุกคนมีเป้าหมายที่ “การเสริมสร้าง” พระกายพระคริสต์คือชุมชนคริสตจักร
ของประทานพิเศษในแต่ละตัวคนมีเป้าประสงค์เพื่อใช้ในการเสริมสร้างชีวิตชุมชนคริสตจักร
ให้เป็นชุมชนที่ “รู้” และ “เชื่อศรัทธา” ในพระคริสต์
ให้เป็นชุมชนที่ “สำแดงพระคริสต์” ที่ชุมชนสังคมโลกรอบข้างสามารถเห็นได้ และมองเห็นชัดเจนยิ่งๆ ขึ้น
ให้เป็นชุมชนที่ “เติบโต” ขึ้น มิใช่เพียงขนาดโบสถ์ หรือ จำนวนสมาชิกเท่านั้น แต่ผู้คนได้ “เห็น” และ “สัมผัส” ความรักของพระคริสต์ผ่านชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักร(พระกายนั้น)

สำหรับเปาโลแล้ว...
ท่านมองว่าทุกคนในชุมชนคริสตจักรเป็นผู้มีคุณค่า
มีคุณค่าในตนเองเพราะพระเจ้าประทานสิ่งพิเศษเฉพาะในแต่ละตัวคน
มีคุณค่าสำหรับชีวิตชุมชนคริสตจักร เพราะพระเจ้าประทานคนๆ นั้นให้แก่คริสตจักร เพื่อร่วมในการรับใช้และเสริมสร้างในชีวิตชุมชนคริสตจักร และ ในชุมชนสังคมโลก
มีคุณค่าเพราะพระเจ้าทรงใช้คนๆ นั้น
มีคุณค่าเพราะชุมชนคริสตจักรเปิดโอกาสและพื้นที่ให้เขาได้รับใช้และร่วมเสริมสร้าง
มีคุณค่าเพราะแต่ละคน และ ทุกคนมีเป้าหมายปลายทางในชีวิตคือ พระประสงค์ของพระเจ้า
มีคุณค่าเพราะเขารับใช้และสร้างเสริมตามพระประสงค์ของพระคริสต์ (มิใช่เพื่อประโยชน์สุขของตนเอง)

ในวันนี้ ใครคือผู้ที่พระเจ้าทรงนำเข้ามาในชีวิตของเรา
แล้วเราจะหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่กันและกันด้วยของประทานพิเศษที่พระเจ้าทรงประทานให้ในแต่ละคนอย่างไร?

ในวันนี้ขอภาวนาอธิษฐานว่า...
ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดดวงตาของเราได้มองเห็นของประทานที่พระเจ้านำเข้ามาในชีวิตของเรา
ให้เราเห็นและรู้เท่าทันถึงคนต่างๆ ที่พระเจ้าทรงนำให้มาสัมผัสพบเจอกับเราในวันนี้
เพื่อเราจะหนุนเสริมเพิ่มพัฒนากันและกันเพื่อการรับใช้และเสริมสร้างชุมชนตามพระประสงค์ของพระองค์

“เครื่องบ่งชี้ถึงความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคือ
ศักยภาพในการเสริมเสริมความยิ่งใหญ่ในคนอื่นๆ” J. C. Macaulay (1889-1977) นักเขียนและนักศาสนศาสตร์


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่