07 ธันวาคม 2553

ท่านสวม “แว่นตา”(ความเชื่อ) ผิดอันหรือเปล่า?

พระธรรมฮีบรู 11:1 กล่าวไว้ว่า
1ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง

เมื่ออ่านพระธรรมข้อนี้เกิดคำถามว่า
แล้วคริสเตียนคาดหวังอะไรในความเชื่อของเขา?

ที่ท่านมาร่วมกันในคริสตจักร ที่ท่านมาเป็นสมาชิกคริสตจักร ท่านคาดหวังอะไรบ้าง?
สมาชิกคริสตจักรเกือบทุกคนต่างคาดหวังว่า การเป็นสมาชิกในชุมชนคริสตจักรเพื่อ...
เราจะได้รับพระพรจากพระเจ้า มิใช่ภาระที่หนักอึ้งในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน
บางคนก็คิดว่า พระเจ้าและ คริสตจักรเป็นเหมือน “ศูนย์อาหาร” (ทางจิตวิญญาณ) ที่เราแต่ละคนมาโบสถ์โดยคาดหวังว่า ที่ในโบสถ์จะมี “อาหารหลากหลาย” ที่เราจะเลือกซื้อเลือกกินอาหารที่ตนเองชอบ ถูกปาก ต้องการ ให้หายหิว แต่ที่สำคัญเพื่อจะอิ่มและต้องอร่อยด้วย
เรามาโบสถ์เพื่อเกิดความพึงพอใจที่ได้ “บริโภค” ในสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่ชอบตามรสนิยมและความต้องการของเราในเวลานั้น

หลายคนและหลายครั้งที่เราต้องผิดหวัง ผิดคาด จากสิ่งที่ต้องการคาดว่าจะได้ต้องการจะรับ
เมื่อไม่ได้รับ เมื่อไม่ได้ตามความคาดหวัง เราก็ผิดหวัง เราก็ไม่อยากมาโบสถ์ จนบ่อยครั้งที่เรา “โดด” โบสถ์ (เหมือนกับที่นักเรียน “โดดเรียน” นั่นแหละ) เพราะไม่ได้ประโยชน์ต้องการตามที่เราคาดหวัง การมาโบสถ์จึงมีคุณค่าลดน้อยถอยลง... มีสิ่งอื่นมีคุณค่ามากกว่าการมาโบสถ์ เราจึงให้เวลาและใช้ชีวิตกับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าการมาโบสถ์ และบ่อยครั้งที่การนอนหลับที่บ้าน หรือ การดูโทรทัศน์ดูมันมีคุณค่ากว่าการมาโบสถ์

เมื่อเกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ในชีวิตคริสตจักร
เมื่อเกิดอาการเช่นนี้ในชีวิตของสมาชิกคริสตจักร
จุดแรกที่จะต้องกลับมาเอาใจใส่คือ คริสตจักร คณะธรรมกิจคริสตจักร ผู้ใหญ่ในคริสตจักรต้องกลับมาทบทวน ใคร่ครวญว่า...
ที่ผ่านมาคริสตจักรของเราตั้งอยู่เพื่ออะไรกันแน่?
ที่ผ่านมาเราได้สอน เสริมสร้าง ความเชื่อความเข้าใจแบบไหนแก่สมาชิกที่เข้ามาร่วมกันในโบสถ์?
ที่ผ่านมาพวกเราได้มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างเช่นไรแก่สมาชิกคริสตจักร ลูกหลาน และชนรุ่นใหม่ในคริสตจักร?
ที่ผ่านมาสมาชิกแต่ละคนที่มาร่วมในคริสตจักรคาดหวังอะไรจากการเป็นคริสเตียน และจากการที่เข้ามาร่วมชีวิตในคริสตจักร?
ที่ผ่านมาธรรมกิจคริสตจักร ศิษยาภิบาล ผู้ใหญ่ในคริสตจักรคาดหวังต้องการให้เกิดอะไรขึ้นบ้างในการมีชีวิตร่วมกัน และ การขับเคลื่อนพันธกิจคริสตจักรในรูปแบบต่างๆ
ที่ผ่านมาคริสตจักรของเราได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในเรื่องอะไร? โดยคาดหวังที่จะให้เกิดผลอะไรบ้าง?
ในวันนี้ท่านรู้สึกและคิดเห็นอย่างไรกับชีวิตและพันธกิจในคริสตจักรของท่าน?

ทุกวันนี้ท่านสวมแว่นตาจิตวิญญาณอันไหน?
ท่านมองชีวิตและพันธกิจคริสตจักรผ่านแว่นตาแห่งความต้องการของท่านเอง? หรือ
ท่านมองชีวิตและพันธกิจคริสตจักรผ่านแว่นตาแห่งพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า?
มิใช่ด้วยความไว้วางใจพระเจ้าว่า พระองค์จะประทานสิ่งต่างๆ ตามที่ท่านต้องการ
แต่ด้วยความไว้วางใจในพระองค์ว่า พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมและประทานสิ่งที่สำคัญจำเป็นในชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์

ในความเชื่อของท่าน...ท่านคาดหวังอะไรจากความเชื่อของท่าน?
ท่านคาดหวังในสิ่งที่ท่านเห็นว่า สิ่งที่ท่านต้องการและจำเป็นเกิดเป็นจริง? หรือ
ท่านคาดหวังและไว้วางใจในพระเจ้าว่า
พระเจ้าทรงมีแผนการในชีวิตของเรา และ ในชีวิตคริสตจักรของพระองค์
พระองค์ทรงเปิดเผยและเปิดทางให้เราและคริสตจักรของเราเข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์
เราต่างร่วมกันมุ่งมองเพื่อเรียนรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ และรับการปรับแก้และพัฒนาให้เป็นคนตามที่พระองค์ประสงค์
เพื่อพระเจ้าจะทรงนำและกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านชีวิตของเราแต่ละคน และชีวิตคริสตจักรของเรา
เพื่อเราแต่ละคนจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ เป็นคนที่พระองค์จะทรงใช้ได้
เพื่อความคาดหวังในความเชื่อของเราที่ยังมองไม่เห็นในขณะนี้ จะเกิดเป็นจริงเป็นรูปธรรมและการกระทำในอนาคต
นี่คือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่เห็นนั้นมีจริง

แต่ต้องย้ำว่า
สิ่งที่เราคาดหวังให้เกิดขึ้นในความเชื่อคือ
การที่จะเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน และในชีวิตของคริสตจักร
มิใช่ให้ความคาดหวังให้ความต้องการของเราเป็นจริง

ความเชื่อที่แท้จริงนั้น มิใช่การที่ท่านคาดหวังว่าพระเจ้าจะประทานสิ่งที่ท่านต้องการในชีวิต
แต่ความเชื่อที่แท้จริงคือการที่เรายอมรับทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เราตามพระประสงค์ของพระองค์

05 ธันวาคม 2553

ความรุนแรงแห่งโลกนี้

เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน
เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา
ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก
แต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว
ยอห์น 16:33

ท่านที่รัก
ท่านคงมีคำถามคาใจว่า
ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าชนะโลกแล้ว
ทำไมท่านยังจะต้องได้รับความทุกข์ยากลำบาก

ท่านรู้แล้วว่า
ชัยชนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า มิใช่เพื่อพระองค์เอง
แต่เป็นชัยชนะสำหรับท่านและข้าพเจ้า
สำหรับลูกๆของพระองค์
องค์พระผู้เป็นเจ้าชนะการทดลองในทุกเรื่อง
องค์พระผู้เป็นเจ้าชนะในทุกความทุกข์ยาก ในทุกสถานการณ์

พลังแห่งความชั่วร้ายแผลงสุดฤทธิ์สุดเดชทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำลายองค์พระผู้เป็นเจ้า
แต่มันประสบความล้มเหลว
ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันล้มเหลวอย่างไรนอกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และ พระบิดาเท่านั้นที่รู้
จิตวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยอมท้อถอย

ในสายตาของโลกนี้
แม้แต่สาวกที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้ายังมองว่าพระองค์พ่ายแพ้
พระองค์ถูกด่า
พระองค์ถูกถ่มน้ำลายรด
พระองค์ถูกเฆี่ยนตี

พวกสาวกเห็นว่าพระองค์สู้พวกศัตรูไม่ได้
แต่พวกสาวกไม่รู้ได้หรอกว่า จิตวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นไท
ไม่แตกสลาย และไม่มีใครจะทำอันตรายได้

เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเข้ามาในโลกนี้
เพื่อสำแดงพระเจ้าให้แก่มนุษย์
พระองค์ต้องการสำแดงให้พวกสาวกเห็นถึงพระเจ้า
พระเจ้าที่ความชั่วร้าย และ อำนาจแห่งความเลวร้าย
เอาชนะไม่ได้
ทำอันตรายไม่ได้ และ
ไม่สามารถแตะต้องพระองค์ได้

มนุษย์ไม่สามารถที่จะเห็นถึงพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ไม่มีใครแตะต้องได้
พระวิญญาณของพระองค์ที่อยู่เหนือความรุนแรง และ
พระวิญญาณของพระองค์ที่อยู่เหนือความเกลียดชังแห่งโลกนี้ และ
พระวิญญาณของพระองค์ที่สถิตอยู่ในที่ลับลี้แห่งพระบิดา
แต่มนุษย์สามารถที่จะมองเห็นร่างกายขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นขึ้นจากความตาย และ
มนุษย์สามารถเรียนรู้ว่า
แม้การที่มนุษย์พยายามที่จะล้างผลาญชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าในครั้งหลังสุด
ก็ไม่มีอำนาจและความสามารถที่จะแตะต้องพระองค์ได้

แต่ท่านจงมีจิตใจที่มั่นคงเถิด
เพราะท่านจะต้องมีส่วนร่วมในความยากลำบากขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ถ้าความชั่วร้ายปล่อยปละละเลย และไม่เผชิญหน้าท้าทายท่าน ก็แสดงว่าท่านเป็นพวกของมัน
แต่ถ้าความชั่วร้ายท้ายทายและเผชิญหน้าท่าน ทดลอง และ ทรมานบีบคั้นจนท่านต้องบาดเจ็บ
นั่นก็เพราะท่านอยู่ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า และ เป็นมิตรสหายของพระองค์
จึงเป็นที่จงเกลียดจงชังของอำนาจแห่งความชั่วร้าย

แต่จงชื่นใจเถิด
ท่านเดินเคียงข้างไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
พระองค์มีชัยเหนือความชั่วร้ายในทุกจุด
มนุษย์จะสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้เหนือความสงสัย
เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นขึ้นจากความตายเท่านั้น และ
ในอำนาจแห่งชัยชนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ในวันนี้ท่านจึงเดินไปอย่างปลอดภัย
จึงไม่มีอันตรายใดที่จะมาแตะต้องชีวิตของท่านได้

02 ธันวาคม 2553

พระเจ้าตอบคำอธิษฐานเสมอ

3จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า
(เยเรมีย์ 33:3)

ในชั้นเรียนรวีวารศึกษาในคริสตจักรแห่งหนึ่ง คุณครูให้เด็กในชั้นเรียนนั้นเขียนจดหมายถึงมิชชันนารีของคริสตจักรที่ไปทำงานในประเทศกัมพูชา เพื่อจะเป็นการให้กำลังใจแก่มิชชันนารีของเขา และบอกมิชชันนารีว่าชั้นเรียนของเขาอธิษฐานเผื่อมิชชันนารีเสมอ และในเวลาเดียวกันคุณครูของชั้นเรียนรวีวารศึกษาแห่งนี้ก็บอกกับเด็กที่เขียนจดหมายว่า “นักเรียนคะ มิชชันนารีของเราจะต้องมีงานทำมากมายในประเทศกัมพูชา ดังนั้น ไม่ต้องคาดหวังว่ามิชชันนารีจะตอบจดหมายของเรานะคะ เพราะท่านไม่มีเวลาพอที่จะตอบจดหมาย...”

เด็กหญิงคนหนึ่งได้เขียนในจดหมายที่ส่งถึงมิชชันนารีตอนหนึ่งว่า “...อาจารย์ค่ะ พวกหนูอธิษฐานเผื่ออาจารย์เสมอ หนูไม่คาดหวังว่าอาจารย์จะตอบจดหมายของหนู เพราะอาจารย์มีงานมากมายที่ต้องทำ...”

ถ้าท่านเป็นมิชชันนารีคนนั้นท่านจะรู้สึกอย่างไร?
แต่อย่าแปลกใจครับ เราก็เป็นเหมือนเด็กหญิงคนนี้เมื่อเราอธิษฐานต่อพระเจ้า
ในแต่ละวันเราอธิษฐาน เราอธิษฐานเป็นประจำทุกวัน
แต่เราไม่คาดหวังว่า พระเจ้าจะมีเวลาตอบทุกคำอธิษฐานของเรา!
เราไม่คาดหวังว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานของเรา!
เราอธิษฐานโดยไม่คาดหวังคำตอบจากพระเจ้าของเรา!

พระธรรมสดุดี 91:15 ได้บอกเราว่า
15เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา
เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก
เราจะช่วยเขาให้พ้นและให้เกียรติเขา

  • ในวันนี้ท่านอธิษฐานเรื่องอะไรต่อพระเจ้า?
  • ท่านเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าสามารถตอบคำอธิษฐานของท่าน?
  • ท่านเชื่อหรือไม่ว่าพระองค์จะตอบคำอธิษฐานของท่าน?
  • ท่านจงขอบพระคุณพระเจ้าล่วงหน้าสำหรับคำตอบของพระองค์ต่อคำอธิษฐานของท่าน

30 พฤศจิกายน 2553

ทนทุกข์เพื่อการทรงกอบกู้

27สิเมโอนเข้าไปในบริเวณพระวิหาร โดยพระวิญญาณทรงนำ และเมื่อบิดามารดาได้นำพระ
กุมารเยซูเข้าไป เพื่อจะกระทำแก่พระกุมารตามธรรมเนียมแห่งธรรมบัญญัติ
28สิเมโอนจึงอุ้มพระกุมาร และสรรเสริญพระเจ้าว่า
29“ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้พระองค์ทรงให้ทาสของพระองค์ไปเป็นสุข ตามพระดำรัสของพระองค์
30เพราะว่าตาของข้าพระองค์ได้เห็นความรอดของพระองค์แล้ว
31ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ต่อหน้าบรรดาชนชาติทั้งหลาย
32เป็นสว่างส่องแสงแก่คนต่างชาติ และเป็นศักดิ์ศรีของพวกอิสราเอลชนชาติของพระองค์”
33ฝ่ายบิดามารดาของพระกุมารก็ประหลาดใจ เพราะถ้อยคำซึ่งท่านได้กล่าวถึงพระกุมารนั้น
34แล้วสิเมโอนก็อวยพรแก่เขา แล้วกล่าวแก่นางมารีย์มารดาพระกุมารนั้นว่า
“ดูก่อน ท่านทรงตั้งพระกุมารนี้ไว้ เป็นเหตุให้หลายคนในพวกอิสราเอลล้มลงหรือยกตั้งขึ้น
และจะเป็นหมายสำคัญซึ่งคนปฏิเสธ 35เพื่อความคิดในใจของคนเป็นอันมากจะได้ปรากฏแจ้ง
ถึงหัวใจของท่านเองก็ยังจะถูกดาบแทงทะลุด้วย” (ลูกา 2:27-35)

จงให้ความสุข-ทุกข์ในแต่ละวันเป็นงานที่ท่านทำเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
ด้วยเหตุนี้พระวิญญาณแห่งพระพรก็จะบังเกิดขึ้นในทุกงานที่ท่านทำ
จงมอบถวายทุกวันแห่งการบริการรับใช้ของท่านแด่พระองค์
ท่านก็จะมีส่วนร่วมในชีวิตแห่งพระราชกิจของพระองค์
อันเป็นการมีส่วนร่วมการช่วยพระองค์ในการกอบกู้โลกนี้

มาเรีย และ โยเซฟ ได้ใช้ชีวิตประจำวันในการเลี้ยงดูพระกุมาร
ทั้งสองอาจจะไม่สามารถมองเห็นว่า งานนี้เป็นการร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าอย่างไร
แต่มาเรียได้เอาคำเล่าของผู้เลี้ยงแกะ และ คำกล่าวของสิเมโอน รำพึงภาวนาอยู่ในใจ(2:19, 33-35)

การทำงานในชีวิตประจำวันของท่าน
ท่านอาจจะมองไม่เห็นว่านี่เป็นการช่วยกอบกู้โลกได้เช่นใด
แต่พลังอำนาจของผู้ทำงานด้วยความอุทิศถวายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น
เป็นพลังร่วมในการกอบกู้ที่อยู่เหนือความสามารถที่จะเข้าใจได้ของมนุษย์ในโลกนี้

28 พฤศจิกายน 2553

ขอทานแห่งสวรรค์

นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู… วิวรณ์ 3:20

โอ จงไตร่ตรองข้อความนี้อีกครั้งหนึ่ง และ
เรียนรู้ถึงความถ่อมขององค์พระผู้เป็นเจ้าจากข้อพระคัมภีร์ข้างต้น

28บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข 29จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก 30ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา” (มัทธิว 11:28-30)

นี่คือคำเชิญด้วยพระมหากรุณาธิคุณ
สำหรับผู้ที่ปรารถนาที่จะประสบกับศานติสุข
ต้องการหายเหนื่อย และ ความรู้สึกพึงพอใจที่แท้จริงในชีวิต
ซึ่งไม่สามารถแสวงหาพบจากโลกนี้
คำตอบต่อสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายปรารถนาต้องการ
เป็นคำตอบวิงวอนจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ว่า
“จงมาหาเรา และ เราจะให้เจ้าหายเหนื่อยเป็นสุข”

แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้สึกที่ต้องการองค์พระผู้เป็นเจ้า
ผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ด้วยความดื้อรั้น
ผู้ที่ปิดประตูชีวิตของเขา เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเข้าไปไม่ได้
พระองค์จะรอคอยด้วยใจถ่อมและห่วงใย
จนกว่าคนเหล่านี้จะยอม “เปิดชีวิตของตน” แด่พระองค์
แม้องค์พระผู้เป็นเจ้าจะพบว่าประตูหัวใจทั้งหมดเหล่านั้นจะปิดแน่นและมีสิ่งที่ กีดกัน ขวางกั้น
องค์พระผู้เป็นเจ้ายืนหน้าประตูเฉกเช่นขอทาน
เคาะประตูนั้น ครั้งแล้วครั้งเล่า
ขอทานผู้ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์ที่เปี่ยมล้นด้วยใจถ่อม

สำหรับคนที่ “ปิดประตู” ชีวิตของเขาต่อท่าน หรือ
คนที่ลืมท่าน หรือ คนที่ปฏิเสธท่าน
ท่านจงอย่าคิดว่าคนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นสำหรับท่าน หรือ
ปล่อยให้คนพวกนี้คอยอยู่ที่นั่น อยู่อย่างนั้น
ท่านจะคิดเช่นนั้นไม่ได้
ท่านจงระลึกเสมอถึง “ขอทานแห่งสวรรค์” และ
เรียนรู้จากใจที่ถ่อมขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ท่านจงเรียนรู้ถึงคุณค่าแห่งความสุข ศานติ และ
การผ่อนพักจากพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และ
เรียนรู้ที่จะอธิษฐานอย่างไม่หยุดยั้งอย่างองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าแห่งเบื้องบน
จนกว่าจิตวิญญาณของท่านจะได้ผ่อนพักและพบศานติสุขในพระองค์

23 พฤศจิกายน 2553

ลำแสงแห่งความชื่นชมยินดี

14“ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้ 15เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น 16ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ (มัทธิว 5:14-16)

ท่านมิเพียงแต่จะมีความชื่นชมยินดีเท่านั้น
แต่ท่านจะต้องสำแดงความชื่นชมยินดีนั้นให้คนทั้งหลายได้รู้ได้เห็นด้วย
เทียนไขควรจุดไว้บนเชิงตะเกียง
ไม่ควรเอาถังครอบไว้
เพื่อเทียนนั้นจะส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น

คนทั้งหลายจะต้องเห็นและรู้ถึงความชื่นชมยินดีของท่าน และ
พวกเขาได้เห็นและรู้อย่างไม่มีข้อสงสัยถึงความชื่นชมยินดีของท่าน
ว่าเป็นความชื่นชมยินดีที่เกิดจากการที่ท่านไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า และ
เกิดจากการที่ท่านมีชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์

วิถีที่มิใช่ทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า และ เป็นทางที่ไม่ฉลาดอย่างยิ่ง
คือการละทิ้งหลีกหนีที่จะเดินไปบนเส้นทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า

เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเดินทางเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม
พระองค์รู้แล้วว่าเสียงร้องว่าโฮซันนา และ
ขบวนที่เต็มไปด้วยเสียงแห่งความยินดีมีชัย
บนเส้นทางนั้นพระองค์กลับต้องถูกปฏิเสธ
ถูกหมิ่นประมาท
ถูกถากถางด่าทอ
ถูกกระทำด้วยความหยาบคาย และ
ถูกคนศรัทธา ใกล้ชิด และสนิททอดทิ้ง
ความตายรอองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ข้างหน้า

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าสู่มหานครเยรูซาเล็ม
แต่พวกเขามิได้สังเกตเห็นถึงความเศร้า
ที่องค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าวแก่สาวกของพระองค์ในอาหารมื้อสุดท้าย

แต่เมื่อพระองค์ร้องเพลงสรรเสริญแล้ว
องค์พระผู้เป็นเจ้าเดินทางต่อไปยังภูเขามะกอกเทศ
พระองค์ทุ่มเทแรงทั้งชีวิตในการอธิษฐานต่อพระบิดา
เพื่อพระองค์จะมีกำลังเพียงพอที่จะกล้าหาญมั่นคงเดินไปบนเส้นทางแห่งพระประสงค์
แม้รู้อยู่เต็มอกว่าความตายยืนตระหง่านรอคอยอยู่ข้างหน้าก็ตาม
เพื่อพระองค์จะทอแสงแห่งความชื่นชมยินดีบนเส้นทางชีวิตที่ขรุขระ ทุกข์ยาก และความตาย
เพื่อพระองค์จะไม่หนี ละทิ้งพระราชกิจที่พระบิดาทรงมอบหมาย

บนเส้นทางชีวิตที่ขรุขระ ทุกข์ยาก ลำบาก และความมืดมน ในวันนี้
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเดินเคียงข้างไปกับท่านอย่างสงบ มั่นคง
บนเส้นทางชีวิตสายนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ให้ท่านส่องสว่างแห่งความปีติยินดี
เพื่อคนรอบข้างจะได้รับ “ความสว่างและไออุ่น” จากแสงแห่งความปีติชื่นชม

พระธรรมภาวนา

ยอห์น 16:22
ฉันใดก็ดี ขณะนี้ท่านทั้งหลายมีความทุกข์ แต่เราจะมาหาท่านอีก และใจท่านจะชื่นชมยินดี และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้

โรม 12:12
จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน

ฟิลิปปี 4:4
จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด

1 เปโตร 1:6
ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ

1 เปโตร 4:13
แต่ว่าท่านทั้งหลายจงชื่นชมยินดีในการที่ท่านได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อพระสิริของพระเจ้าปรากฏขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะได้ชื่นชมยินดีเป็นอันมากด้วย

21 พฤศจิกายน 2553

ความล้ำลึกของพระเจ้า

ความหวังของท่านอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า
ท่านจงตั้งความหวังของท่านในพระองค์
มากขึ้นและมากขึ้น

จงรู้เถิดว่า
ไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
อนาคตจะสำแดงถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าชัดเจน
มากขึ้นและมากขึ้น

แม้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้
แต่ท่านจงชื่นชมยินดีอย่างเต็มเปี่ยมเถิด
ดังนั้น
ไม่ว่าในสวรรค์หรือในโลกนี้
ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด
วิถีทางที่ท่านเดินไปนั้นจะเป็นทางที่น่ายินดีพอใจยิ่ง

อย่าพยายามที่จะหาคำตอบต่อความลึกลับแห่งโลกนี้
แต่ท่านจะเรียนรู้ถึงองค์พระผู้เป็นเจ้า
มากขึ้นและมากขึ้น และ
ในการเรียนรู้ดังกล่าว
ท่านจะพบคำตอบต่อทุกคำถามที่ท่านต้องการรู้ และ
เมื่อท่านพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าหน้าต่อหน้าในโลกแห่งจิตวิญญาณ
ท่านจะพบว่าท่านไม่จำเป็นที่จะต้องถามอะไรอีกต่อไป
ขอย้ำว่าคำตอบที่ท่านต้องการทั้งสิ้นนั้นอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า

จงจำไว้ว่า
องค์พระผู้เป็นเจ้าคือคำตอบสำหรับคำถามทั้งหลายของมนุษย์
เกี่ยวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
เกี่ยวกับพระบิดา และ
เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ และ
เกี่ยวกับพระบัญญัติของพระองค์

ไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องรู้เรื่องศาสนศาสตร์
แต่ท่านจงเรียนรู้ถึงองค์พระผู้เป็นเจ้า
องค์พระผู้เป็นเจ้าคือพระวาทะ(พระวจนะ)ของพระเจ้า
ทั้งสิ้นทั้งปวงที่ท่านต้องการรู้เกี่ยวกับพระเจ้า
ท่านเรียนรู้ได้ในองค์พระผู้เป็นเจ้า
ถ้าคนใดที่ไม่รู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า
คำอธิบายทั้งหมดของเขาก็ไม่สามารถตอบคำถามจากหัวใจของมนุษย์ได้เลย

พระธรรมภาวนา

พระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และประทับอยู่ท่ามกลางเรา พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและความจริง เราได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริของพระบุตรองค์เดียวผู้ทรงมาจากพระบิดา
ยอห์นเป็นพยานเกี่ยวกับพระองค์ ท่านร้องประกาศว่า
“นี่คือผู้ซึ่งเราได้บอกไว้ว่า พระองค์ผู้ทรงเสด็จมาภายหลังเราทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนเรา จากความบริบูรณ์แห่งพระคุณของพระองค์ เราทั้งปวงได้รับพระพรครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะบทบัญญัติประทานมาทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ แต่พระบุตรองค์เดียวผู้ทรงอยู่เคียงข้างพระบิดาได้ทรงทำให้พระองค์เป็นที่ประจักษ์แล้ว” (ยอห์น 1:14-18 สำนวนแปลอมตธรรมร่วมสมัย)