22 ตุลาคม 2562

จัดการความเครียด…จัดการที่ความคิด!

ในยุคนี้ สังคมของเราพูดถึงบ่อยและมากคือเรื่อง “ความเครียด” แต่พระคัมภีร์พูดถึงเรื่องชีวิตที่ “ชื่นชมยินดี”  ในชีวิตประจำวันของผู้ที่เชื่อมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้า

ฟีลิปปี บทที่ 4 ข้อ 4 เปาโล กล่าวถึงชีวิตที่ “ชื่นชมยินดี”  ชีวิตที่ “ไม่กระวนกระวาย” (ข้อที่ 6) ชีวิตที่มี “ความเครียด” ซึ่งเป็นสภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เคล็ดลับสำคัญของชีวิตที่ชื่นชมยินดีที่เปาโล กล่าวถึงนี้ เป็นชีวิตชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า มิใช่ชีวิตที่ชื่นชมยินดีตามใจปรารถนาของเราเอง ตามเป้าหมายชีวิตที่เราต้องการไปให้ถึง

ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา เกิดขึ้นจากพลังที่สู้กัน ในสมอง ในจิตใจ ในความนึกคิดของเรา ในที่สุดสงครามในสมองนั้นก็มีอิทธิพลต่อการ “เลือก และ ตัดสินใจ” ของเราในครั้งนั้น และความเครียดมากเครียดน้อยเครียดระดับไหนเป็นผลจากการ “เลือกและตัดสินใจ” ของเราในตอนนั้น

เปาโล กล่าวว่า  ให้เราคิดใคร่ครวญในสิ่งที่ดี สิ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญ สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ  สิ่งที่ถูกต้อง  สิ่งที่น่ารัก ขอตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการนึกคิดใคร่ครวญในทางบวกสร้างสรรค์   ยิ่งกว่านั้น เป็นการนึกคิดใคร่ครวญที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นฐานราก แก่นหลัก ในการคิดการตัดสินใจ ในการเลือกของเราในชีวิต มิใช่ตามใจปรารถนาของเรา ตามเป้าหมายของเรา (ดู ฟีลิปปี 4:8 อมธ.)

จากพระคัมภีร์ตอนนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า ถ้าเราจะลด หรือ จัดการความเครียดของเรา เราต้องเปลี่ยนกระบวนการนึกคิดของเรา โดยใช้ 7 ประเด็นในการตรวจสอบความนึกคิด เพื่อเราจะตัดสินใจว่า สมองและจิตใจของเราควรที่จะนึกคิดในเรื่องนั้น ๆ หรือไม่ อย่างไร ขอให้เราถามตนเองว่า... 
1.    เรื่องนั้นดีมีคุณค่าไหม?
2.    เป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญไหม?
3.    เรื่องนั้นมีความจริงไหม?
4.    เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องไหม?
5.    เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่น่านับถือไหม?
6.    เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่บริสุทธิ์ไหม?
7.  เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ยุติธรรมหรือไม่?

ซึ่งทั้ง 7 ประเด็นดังกล่าว เป็นเรื่องที่มีพระเจ้าทรงเป็นรากฐานหรือแก่นกลางทั้งสิ้น และเมื่อเรานึกคิดเรื่องใด ๆ ก็ตามที่อยู่บนรากฐาน 7 ประการนี้ เราจะมีความมั่นใจเพราะเราตัดสินใจบนหลักเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวว่า “พระองค์จะทรงพิทักษ์ผู้มีใจแน่วแน่ไว้ในสวัสดิ์ภาพ (สันติภาพ: อมธ.) ที่สมบูรณ์ เพราะเขาวางใจในพระองค์” (อิสยาห์ 26:3 มตฐ.)   

หากเรามีความนึกคิดเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเราด้วยการยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และ ตามหลักเกณฑ์ของพระองค์ พระเจ้าจะปกป้องรักษาให้ชีวิตของเรามีศานติสุขในพระองค์   แทนชีวิตที่เครียดอย่างในยุดปัจจุบัน
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


18 ตุลาคม 2562

ความอ่อนแอของระบบผู้นำ “ตามสายเลือด”

ถอดบทเรียนการสืบราชบัลลังก์ราชวงศ์ดาวิด(ตอนต้น)

ระบบผู้นำแบบอนุรักษ์นิยม ที่ผู้เป็นพ่อแม่จะพยายาม “ดัน” หรือ “รักษา” ตำแหน่งผู้นำไว้ให้ลูกของตนสืบต่อการเป็นผู้นำต่อจากตน เป็นเหมือนมรดกของตระกูลที่ส่งทอดจากพ่อสู่ลูก  บ่อยครั้ง ที่เราพบว่าเป็นระบบการกำหนดผู้นำที่อ่อนแอ เป็นพิษร้าย และ สร้างความแตกแยกฉีกขาดในองค์กร อีกทั้งเป็นการทำลายให้เกิดหายนะแก่ผู้สืบทอดอำนาจเองด้วย

บทเรียนอันล้ำค่าที่แสนเจ็บปวดยิ่งเกี่ยวกับราชบัลลังก์ราชวงศ์ดาวิดที่เราท่านปัจจุบันควรเรียนรู้   เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับการปกครอง บริหารจัดการ ครอบครัว คริสตจักรในระดับต่าง ๆ และ องค์กรคริสตชนของเรา

เมื่อโซโลมอน เป็นผู้ปกครองในราชวงศ์ดาวิดรุ่นที่สอง เขาเริ่มต้นความรับผิดชอบในการปกครองด้วยการ “รับตำแหน่ง” การเป็นกษัตริย์ ที่กษัตริย์ดาวิดใช้เกือบทั้งชีวิตในการต่อสู้  ปลุกปล้ำให้ได้มาด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย ใจ และจิตวิญญาณ เรียกว่าต้องเอาชีวิตเข้าแลกด้วยความยากลำบากและอันตรายยิ่ง น่าสังเกตว่า โซโลมอนไม่มีประสบการณ์เหล่านั้นในการที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ แต่กลับมีสิทธิอำนาจจากตำแหน่งที่เป็นอำนาจอยู่ในมือของเขา

ใช่ครับ โซโลมอนเถลิงอำนาจและราชสมบัติด้วยการมี “อภิสิทธิ์” หรือ “สิทธิพิเศษ” ที่สืบต่อสันตติวงศ์ราชวงศ์ดาวิด และนี่คือสิ่งที่หอมหวานยั่วยวนสำหรับหลายต่อหลายคนที่อยากได้ “สิทธิพิเศษ” นี้ แต่คนอื่นไม่ได้ เพราะดาวิดบ่งชี้คนที่จะสืบราชอำนาจของตนคือโซโลมอน

กษัตริย์ดาวิดทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตเพื่อสร้างชุมชนชาติประชากรของพระเจ้า ในทุกวิกฤติที่ผ่านมา  ดาวิดเกือบเอาชีวิตตนไม่รอด ถ้ามิใช่เพราะพระคุณของพระเจ้าที่ทรงหนุนนำเขาในการปกครอง และ ทำหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมาย ก็จะไม่ประสบความเจริญรุ่งเรืองถึงขนาดนี้

แต่โซโลมอน ขึ้นมาครองราชย์ด้วยอำนาจส่งต่อมาจากพ่อ(ดาวิด) แต่น่าเสียดาย เขาใช้สิทธิพิเศษที่เขาได้รับจากพ่อ เพื่อเสริมสร้างอำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ และความยิ่งใหญ่ของตนเอง   โซโลมอนแสวงหาชื่อเสียงท่ามกลางนานาประเทศ  เขาอวดวัง อวดสมบัติกับผู้นำชาติอื่น เขาไม่ได้มีชีวิตที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยจริงใจ

เพราะการสร้างชื่อเสียง เกียรติยศ และความยิ่งใหญ่ของตนเองต้องใช้ทรัพย์สินและแรงงานจำนวนมหาศาล การรีดภาษีจากประชาชนจึงรุนแรงขึ้น การเกณฑ์แรงงานจากบางเผ่ากระทำอย่างอคติและเห็นแก่ตัว ประชาชนส่วนหนึ่งได้รับความทุกข์อย่างมากจากการกระทำที่เห็นแก่ตัวของโซโลมอน

เมื่อสิ้นโซโลมอน คนในครอบครัว คนในตระกูลที่มาสืบต่ออำนาจคือ เรโหโบอัม (รุ่นที่สามในราชวงศ์ดาวิด) ก็ขึ้นครองอำนาจต่อจากโซโลมอน ประชาชนกลุ่มที่ถูกกดขี่จากการปกครองของโซโลมอน ยกพวกมาร้องเรียน เรโหโบอัม ขอให้ลดการกดขี่ทั้งด้านภาษี และ เกณฑ์แรงงาน (ดู พงศ์กษัตริย์ บทที่ 12 โดยเฉพาะข้อ 8 และ 14)

เรโหโบอัม ที่ขึ้นมาเสวยอำนาจ และใช้สิทธิพิเศษในฐานะลูกกษัตริย์ที่สืบต่ออำนาจที่ไม่รู้รสชาติความทุกข์ยากลำบากในชีวิตของการช่วยกันสร้างชาติ คนที่ไม่รู้รสชาติความเจ็บปวดขมขื่นของการถูกกดขี่ แทนที่จะเรียนรู้จากคำแนะนำของผู้มีปัญญา แต่เขากลับไปฟังคำแนะนำจากพวกที่ “เชลียร์”  “สอพลอ” เอาใจเขา คือพวกคนหนุ่มที่กำลังฮึกเหิมกับการใช้สิทธิอำนาจพิเศษของคนสืบสันตติวงศ์อย่างเรโหโบอัม

ผลที่เกิดขึ้นคือ ประเทศนี้แตกหัก แยกการปกครองออกเป็นสองอาณาจักร อาณาจักรเหนือเป็นอาณาจักรอิสราเอล ซึ่งก็คือกลุ่มที่แยกตัวออกไปจากการปกครองของเรโหโบอัม อาณาจักรใต้ ซึ่งเรียกว่าอาณาจักรยูดาห์  มีเรโหโบอัมเป็นกษัตริย์ปกครอง  

และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งความหายนะเสื่อมทรามล่มสลายลงของแผ่นดินอิสราเอลและยูดาห์และอิสราเอล จนต้องตกไปเป็นเชลยศึกในบาบิโลนในที่สุด

ในวงการคริสตจักรเรา ไม่ควรมีการสืบทอดอำนาจ หรือ การปกครองโดยระบบตระกูล พรรคพวก  เพราะระบบผู้นำแบบนี้ไม่มีการเสริมสร้างภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพที่จะขึ้นไปนำและพัฒนาองค์กร แต่เป็นผู้นำที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ ตามใจปรารถนามากกว่า

ผู้นำที่เถลิงขึ้นมามีอำนาจในระบบนี้ เขาสนใจแต่การยึดครองตำแหน่งเพื่อมีอำนาจ แต่มิได้ใส่ใจเสริมสร้างภาวะผู้นำและประสิทธิภาพในการนำแก่ผู้สืบทอดอำนาจ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


16 ตุลาคม 2562

เกิดมาเพื่อรับใช้

“เกิดมาเพื่อรับใช้” เป็นฐานเชื่อกรอบคิด(Mindset) ของพระเยซูคริสต์  ที่สาวกของพระองค์ทุกคนจะต้องยอมรับการเสริมสร้างให้มีฐานเชื่อกรอบคิดเฉกเช่นเดียวกับพระองค์   และมีอิทธิพลต่อ มุมมอง การคิด/ตัดสินใจ  การกระทำในชีวิตประจำวันของตน   อาจารย์เปาโลได้เขียนถึงพี่น้องคริสตชนในเมืองฟีลิปปีว่า...

“ท่านควรมีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์
ผู้ทรงสภาพพระเจ้า
แต่ไม่ได้ทรงยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า
พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง
มารับสภาพทาส
บังเกิดเป็นมนุษย์
และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์
พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง
และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!”
(ฟีลิปปี 2:5-8 อมธ.)

ถ้าจะพูดไปแล้ว ฟีลิปปีบทที่สอง เป็นบทเพลงเกี่ยวกับพระคริสต์ก็ไม่ผิด เปาโลได้พรรณนาถึงพระลักษณะของพระเยซูคริสต์ และยังขยายพาดพิงถึงพระลักษณะของพระเจ้า อีกทั้งยังกล่าวว่า  แล้วคริสตชน สาวกของพระคริสต์ควรมีชีวิตประจำวันลักษณะใดบ้าง

แล้วเปาโลอธิบายถึงพระคริสต์ว่ามีลักษณะเช่นใด? ท่านบอกเราว่าพระคริสต์มีพระลักษณะของพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่ในเวลาเดียวกันเมื่อพระองค์มาเกิดในโลกนี้พระองค์มีลักษณะความเป็นมนุษย์ที่แท้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม พระคริสต์มิได้ดำเนินชีวิตในลักษณะ “พระ หรือ เทพเจ้า” ตามที่ผู้คนคาดคิด  ในศตวรรษแรกพวกเขาคุ้นเคยกับเทพเจ้าที่โกรธง่ายและเกรี้ยวกราดอย่างเทพเจ้าแพนธีออน ของกรีกซึ่งใช้พลังเพื่อทำให้ตนเองเหนือกว่าผู้อื่น แล้วปราบผู้อื่นให้ด้อยต่ำลง

พระ หรือ เทพเจ้าในเวลานั้นไม่มีชีวิตที่ถ่อม พระ/เทพเจ้าไม่ได้อยู่เพื่อรับใช้ประชาชน และพวกพระ/เทพเจ้าเหล่านั้นจะไม่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อมวลชน

แต่พระคริสต์ในมุมมอง/ข้อเขียนของเปาโลมีลักษณะของคนรับใช้ เปาโลใช้ภาษากรีกคำว่า doulos  (ดูโลส) ซึ่งแปลตามบริบทในเวลานั้นได้ว่า “ทาส”  ทาสมีภาวะจำยอมต่อผู้อื่นอย่างไม่มีเงื่อนไข  ไม่มีข้อต่อรอง สิทธิ ข้อได้เปรียบ หรือ เอกสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น

พระคริสต์ในเวลานั้นเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าอะไร พระองค์ยอมสละทุกอย่างในความเป็นพระเจ้าด้วยการทำตนทุกหนทางให้เป็น “พระคุณ” ต่อคนอื่น ๆ พระองค์ถ่อมพระองค์ลงจนต่ำสุดเพื่อเข้าถึงและมีสัมพันธภาพกับคนที่ต่ำต้อยด้อยสุดในความเป็นมนุษย์ พระคริสต์ยอมเชื่อฟังกระทั่งความตาย พระองค์ให้ชีวิตของพระองค์แก่คนทั้งหลายโดยไม่คิดค่าราคา

แล้วพระเจ้าเป็นใคร? ความเข้มแข็งของพระเจ้าไม่ได้อยู่ที่พระองค์สามารถที่จะจัดการหรือปราบศัตรูของพระองค์ แต่ด้วยความสมัครใจและเต็มใจของพระองค์ที่จะลดพระองค์ลงเคียงข้างกับผู้คนในเป้าหมายของพระองค์ มิเพียงแต่ที่พระเจ้าถ่อมพระองค์ลงมาอยู่ในสภาพของมนุษย์   แต่พระองค์เลือกที่จะไม่มาเป็นผู้มีอำนาจปกครอง หรือ กษัตริย์ในเวลานั้น แต่พระองค์เลือกที่จะเป็น “ทาสรับใช้”

ถ้าเช่นนั้นเราควรจะเป็นใคร? มีลักษณะชีวิตอย่างไร? เปาโลบอกเราว่า “เราควรมีฐานเชื่อกรอบคิดแบบพระคริสต์ (ซึ่งในฉบับแปลภาษาไทยฉบับอมตะธรรมใช้คำว่า “ท่าที”  ส่วนใน ฉบับมาตรฐาน แปลว่า “จิตใจ...ความคิด” เหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์) แต่นี่มิใช่แบบอย่างของพระคริสต์ที่เปาโลต้องการบอกและต้องการให้เราเป็น แต่เปาโลต้องการที่จะบอกเราว่า พระคริสต์เป็นตัวแทนของพระเจ้าอย่างเต็มที่ และพระองค์ยังเป็นตัวแทนอย่างเต็มตัวในความเป็นมนุษย์ ที่มีชีวิตในโลกนี้เพื่อการรับใช้คนอื่นด้วยการให้ชีวิต

พระคริสต์เกิดมาเพื่อรับใช้ด้วยการให้ชีวิต!

แล้วเราคริสตชนทุกวันนี้ มี “ฐานเชื่อกรอบคิด” (Mindset) แบบพระคริสต์ไหม?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



15 ตุลาคม 2562

กำลังคิดอะไรอยู่? ถวายเกียรติพระเจ้าไหม?

ปกติ เรามักมุ่งสนใจการกระทำของเราในชีวิตประจำวันว่า เรากระทำความบาปผิดหรือเปล่า? แต่สำหรับคริสตชนแล้ว พระคริสต์สอนเราว่า เรามิได้ใส่ใจเพียงกระทำด้วยร่างกายเราเท่านั้น แต่ต้องใส่ใจในอิทธิพลจากความนึกคิดจิตใจของเรา ที่นึกคิดจินตนาการในสิ่งที่บาปชั่วด้วย

ในความนึกคิดประจำวันของเรา เรานึกคิดตามอิทธิพลของอำนาจแห่งบาปชั่ว หรือ เรารับอิทธิพลจากพระวจนะของพระเจ้าที่มีพลังต่อความนึกคิดในประจำวันของเรา?

เพราะว่าพระดำรัสของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงอานุภาพ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใด ๆ แทงทะลุแม้กระทั่งจิตและวิญญาณ ข้อต่อและไขกระดูก วินิจฉัยความคิดและท่าทีในใจ (ฮีบรู 4:12 อมธ.)

เราไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดอยากจะเป็น แต่เราเป็นอย่างที่เราคิดอยู่ในขณะนี้

ขณะนี้ท่านกำลังคิดอะไรอยู่?

พระเจ้าทรงล่วงรู้ลงลึกในความนึกคิดของเราทุกคน และถ้าความนึกคิดของเราไม่ได้เป็นที่ถวายพระเกียรติพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นความนึกคิดของเราต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ (โรม 12:2) เมื่อเราอ่านศึกษาพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะนั้นมีพลัง อำนาจ ต่อชีวิตของเรา  ยิ่งกว่านั้นพระวจนะสามารถล่วงรู้และลงลึกเข้าไปในความนึกคิดและใจปรารถนาของเรา และสามารถแทงทะลุเข้าในส่วนลึกสุดของจิตใจและจิตวิญญาณของเรา (ฮีบรู 4:12) ยิ่งเราให้ความนึกคิดของเราดูดซับในพระวจนะมากเท่าใด อิทธิพลของพระวจนะยิ่งจะแทรกซึมเข้าในความนึกคิดของเรามากแค่นั้น และนี่คือสิ่งที่เยี่ยมยอดของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรามิใช่หรือ? ถ้าความคิดของเราพระเจ้ารู้จักอย่างลุ่มลึก เราต้องตระหนักมั่นใจว่า ความนึกคิดของเราได้รับอิทธิพลจากพระวจนะของพระเจ้า เพื่อเราจะมีความคิดที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์

อิทธิพลของอำนาจบาปในความนึกคิดของเรา
เราอาจจะไม่ได้กระทำความผิดบาปด้วยร่างกายที่กระทำออกเป็นรูปธรรม แต่พระคริสต์เคยสอนไว้ว่า เราสามารถกระทำความบาปผิดในเรื่องล่วงประเวณีในจิตนึกคิดของเรา ซึ่งก็เป็นความบาปผิดเหมือนกับคนที่กระทำการล่วงประเวณีที่เป็นรูปธรรม (มัทธิว 5:28) ในที่นี้มิได้หมายความเพียงว่า การนึกคิดที่เต็มไปด้วยตัณหาในจิตใจของเรา บาปชั่วเหมือนกับการกระทำที่ล่วงประเวณีอย่างรูปธรรม แต่สำหรับพระคัมภีร์ ความบาปผิดที่กระทำในความนึกคิดของเราผิดบาปเพราะเราเอาชีวิตร่างกายจิตใจของเราทั้งสิ้นเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับหญิงหรือชายที่มิใช่คู่สมรสของเรา (1โครินธ์ 6:16)

แน่นอนว่า เราท่านคงไม่ต้องการเป็นชีวิตหนึ่งเดียวกับคนที่ถูกตราว่าเป็น “โสเภณี” ใช่ไหม? ถ้าเรามีจิตใจที่เกลียดชังพี่น้องชายหญิงของเรา แล้วเราจะอ้างว่าเราเป็นคนที่รักพระเจ้าไม่ได้ (1ยอห์น 4:20) 

วันนี้  ผมเกิดคำถาม ที่ถามทั้งตนเองและท่านผู้อ่านว่า  ความนึกคิดในจิตใจในหัวของเราท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ความนึกคิดที่มีอยู่ เป็นอยู่ในความนึกคิดของเรา เป็นความนึกคิดที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าหรือไม่?

ภาวนาธิษฐาน
พระบิดา พระองค์เป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์ และพระองค์ทรงล่วงรู้ลึกลงในความนึกคิดของข้าพระองค์ที่มิได้เป็นตามความชอบธรรมที่พระองค์ประสงค์ (โรม 3:23) โปรดเมตตาอภัยในความบาปผิดของข้าพระองค์ที่นึกคิดในสิ่งที่บาปชั่ว และโปรดประทานพระวิญญาณของพระองค์เปิดเผยสำแดงความนึกคิดที่ถูกต้องสอดคล้องตามพระประสงค์ของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะได้กลับใจใหม่ เพื่อความนึกคิดจิตใจของข้าพระองค์จะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของพระองค์ เพื่อชีวิตประจำวันของข้าพระองค์จะได้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระองค์เสมอ ในพระนามอันบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



11 ตุลาคม 2562

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า คริสตจักรไหนเติบโตเข้มแข็ง

วันอาทิตย์นี้เมื่อเราไปคริสตจักร
ให้เราถามตนเองว่า คริสตจักรของเราเติบโต เข้มแข็ง หรือ อ่อนแอ
แล้วเรารู้ได้อย่างไร?

คริสตจักรที่เติบโต เข้มแข็ง...
มิใช่เพราะมีคนมาร่วมในวันอาทิตย์มาก
แต่เป็นเรื่องของศักยภาพของคริสตจักรใน “การส่งสาวกเข้าไปในชุมชน”
ไม่เกี่ยวกับเครื่องอำนวยความสะดวก และ เทคโนโลยีที่ทันสมัย
แต่เป็นคริสตจักรที่มีเป้าหมายของพระคริสต์ที่ชัดเจนในชีวิต

คริสตจักรมีชีวิตอยู่เพื่อช่วยผู้คนให้...
รู้จักพระเจ้า
พบความเป็นไทและมีเสรีในชีวิต
ค้นพบวัตถุประสงค์ในชีวิตของตน(แต่ละคน) และ
มีชีวิตที่แตกต่างจากเดิมเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า

คริสตจักรของเรามีชีวิตอยู่เพื่อ...
เป็นคริสตจักรที่มีสุขภาพแข็งแรง
ด้วยการมุ่งเน้นในการเสริมสร้างสมาชิกแต่ละคน...
ให้เติบโต แข็งแรง มีสุขภาพที่สมบูรณ์ และเกิดผลในชีวิต
ด้วยการสร้างคุณภาพชีวิตเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของสมาชิกแต่ละคน

บทบาทในฐานะศิษยาภิบาลเป็นทั้ง “ผู้นำและผู้เลี้ยง” เป็นผู้ดูแล กำกับ จัดการคริสตจักรที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบ การบ่มเพาะขยายนิมิต/วิสัยทัศน์ และริเริ่มหนุนเสริมให้ขับเคลื่อนตามย่างก้าวที่กำหนดให้บรรลุนิมิต ด้วยการเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักรแต่ละคนให้มีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์ และเสริมสร้างให้เรียนรู้และมีทักษะความสามารถในการสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในโลกนี้

ทีมงาน คณะธรรมกิจ ทีมผู้นำผู้รับใช้จะร่วมการบริหารจัดการขั้นตอนก้าวเดินมุ่งสู่ความสำเร็จตามนิมิตหมายตามที่ได้ร่วมกันกำหนด พวกเขามิเพียงทำพันธกิจร่วมกันเท่านั้น แต่ทุกคนในทีมงานร่วมกันเสริมสร้าง และ หนุนเสริมทุกคนในคริสตจักรรักกันและกัน และขับเคลื่อนพระราชกิจของพระคริสต์อย่างรับผิดชอบตามแผนงานพันธกิจที่ได้กำหนดร่วมกัน

สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนรู้ว่า ตนมีวัตถุประสงค์อะไรในชีวิตประจำวัน?
แล้วดำเนินชีวิตประจำวันที่รับผิดชอบสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์หรือไม่?

เมื่อพระเจ้ามีพระประสงค์ในชีวิตของสมาชิกคริสตจักรแต่ละคน
พระองค์ประทานสิ่งจำเป็นสำหรับการทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตแต่ละคนดังนี้

1. พระเจ้าประทานเป้าหมายปลายทางสำหรับท่านให้มุ่งไป

2. พระเจ้าประทานวิถีชีวิตของท่านที่จะต้องจาริกไป (มิใช่ใครคนอื่นที่เป็นผู้กำหนด)

3. พระเจ้าประทานผู้ที่ปกป้อง/พิทักษ์ท่านบนเส้นทางชีวิตดังกล่าว

4. พระเจ้าประทานให้มีผู้ที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต คือพระเยซูคริสต์

5. พระเจ้าประทานพรสวรรค์ ศักยภาพ ความสามารถแก่ท่านเพื่อจะใช้ในการดำเนินชีวิตตามแผนการนั้น

6. พระเจ้าประทาน “ความหิวกระหาย” ที่จะกระตุ้นให้ท่านมุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

7. พระเจ้าประทานการเยียวยารักษาเมื่อชีวิตของท่านได้รับบาดแผลและความเจ็บปวด

8. พระเจ้าประทานพลังอำนาจ ความสามารถ พลังชีวิตที่จะขับเคลื่อนจาริกไปข้างหน้า

9. พระเจ้าอยู่และดำเนินเคียงข้างท่านเสมอ

10. พระเจ้าประทานคนที่จะจาริกขับเคลื่อนชีวิตไปกับท่าน

โปรดใคร่ครวญ-ไตร่ตรอง ฟีลิปปี 3:10-14

“10ข้าพเจ้าต้องการรู้จักพระคริสต์และมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจแห่งการคืนพระชนม์ของพระองค์และร่วมสามัคคีธรรมในการทนทุกข์ของพระองค์ เป็นเหมือนพระองค์ในการสิ้นพระชนม์ 11เพื่อจะได้เป็นขึ้นจากตาย(อย่างพระองค์)... 13พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าตนเองฉวยสิ่งนี้มาได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านมาและโน้มตัวไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า 14...สู่หลักชัยเพื่อคว้ารางวัลซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกข้าพเจ้าจากสวรรค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ให้ไปรับ”

และนี่มิใช่หรือ ที่ทำให้สาวกแต่ละคนแข็งแรง คริสตจักรแห่งนั้น ๆ เติบโต และพระราชกิจของพระคริสต์เกิดผล?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


06 ตุลาคม 2562

สิ่งแรกที่เราทำเมื่อเผชิญวิกฤติ...(?)

ทุกวิกฤติชีวิตคือ โอกาสสำหรับการเสริมสร้างภาวะผู้นำของแต่ละคน

ในฐานะสาวกของพระคริสต์ เราท่านต่างต้อง “อภิบาลชีวิต” ผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าคู่ชีวิต คนในครัวเรือน คนในคริสตจักร เพื่อนฝูงคนสนิท และเพื่อนร่วมงาน ตลอดไปจนถึงผู้ที่รับบริการจากเรา

ชีวิตประจำวันเราต่างต้องเผชิญกับวิกฤติรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติด้านสุขภาพ วิกฤติด้านสัมพันธภาพ หรือวิกฤติในที่ทำงาน หรือ ในงานที่ทำ วิกฤติเศรษฐกิจของตน รวมไปถึงวิกฤติจากภัยธรรมชาติ เมื่อผู้คนต้องประสบพบเจอกับวิกฤติชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่างต้องการคนที่จะอยู่กับเขา ช่วยเขา เป็นกำลังใจ เป็นสติปัญญา และชี้ทางในเวลาเช่นนั้น พวกเขาต้องการ “ผู้อภิบาลครับ”

เราควรทำอย่างไรเมื่อเผชิญกับ “วิกฤติชีวิต” ไม่ว่าวิกฤติชีวิตของเราเอง หรือ ของผู้คนที่เผชิญวิกฤติชีวิตแล้วหันหน้ามาหาเรา?

สิ่งแรกของสิ่งแรกใน “การอภิบาลชีวิตในยามวิกฤติ” คือ “อธิษฐาน” ซึ่งบ่อยครั้งผู้คนจะเลือกทำสิ่งอื่นก่อน การอธิษฐานเป็นเรื่องสุดท้าย แย่กว่านั้น เราอธิษฐานเมื่อสิ้นทางเลือกหมดทางสู้แล้ว!

การอธิษฐานเป็นโอกาสที่พระเจ้าจะเปิดเผยและสัมผัสชีวิตของเรา เราจะรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น รู้จักน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้เราเริ่มเห็นว่า อะไรคือพระประสงค์ของพระองค์ในวิกฤติชีวิตดังกล่าว ยิ่งกว่านั้น เราก็จะเริ่มเห็นทางออก ทางรับมือและจัดการ ที่พระปัญญาของพระเจ้าเปิดเผยและชี้ทางแก่เรา เราจะเห็นเส้นทางตามพระประสงค์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มากกว่านั้น เราเริ่มเห็นว่าพระเจ้าทรงใช้ผู้คนอีกหลายคนที่เขามาหนุนเสริมเราให้เราสามารถเดินตามเส้นทางที่พระเจ้าได้เปิดเผยนั้น

ดาเนียล เป็นตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้ เมื่อเขาต้องเผชิญกับวิกฤติในช่วงปลายชีวิต จากการตกเป็นเชลยศึกในกรุงบาบิโลน 70 ปี ในช่วงปลายชีวิตเขาต้องการมีโอกาสกลับสู่ “มาตุภูมิ” (แผ่นดินแม่ แผ่นดินเกิด แผ่นดินแห่งพระสัญญา)

ดาเนียลรู้ถึงคำเผยพระวจนะของเยเรมีย์ ที่พระเจ้ามีพระสัญญาว่า พระองค์จะพาเชลยศึกอิสราเอลกลับไปแผ่นดินเกิดหลังจากที่ตกเป็นเชลยแล้ว 70 ปี ซึ่งตรงกับช่วงปลายชีวิตของดาเนียลในตอนนั้น สิ่งที่ดาเนียลทำในเรื่องนี้คือ เขาอธิษฐานต่อพระเจ้า ในวิกฤติชีวิตครั้งนี้ (ทำอย่างไรเขาถึงจะได้กลับไปยัง “แผ่นดินเกิด” แผ่นดินแห่งพระสัญญา)

ดาเนียลอธิษฐานอย่างไร?

1. ดาเนียล “ฟัง” พระเจ้า

แล้วเราจะฟังพระเจ้าอย่างไร? สำหรับดาเนียล เขาอ่านและศึกษาพระวจนะของพระเจ้า โดยเฉพาะ “พระสัญญาของพระเจ้า” ซึ่งเขาได้พบคำเผยพระวจนะเของเยเรมีย์ ที่กล่าวถึงพระเจ้าจะนำเชลยศึกอิสราเอลในบาบิโลนกลับสู่แผ่นดินเกิดแผ่นดินแห่งพระสัญญา (พบในดาเนียลบทที่ 9)

ในฐานะผู้อภิบาลชีวิต เมื่อผู้คนตกอยู่ในภาวะวิกฤติชีวิต เราต้องนำพวกเขาให้จดจ่อที่พระสัญญาของพระเจ้า พระสัญญาเหล่านี้จะเป็นรากฐานความเชื่อและกรอบคิดของเราในภาวะวิกฤติชีวิต

2. ดาเนียลพุ่งความสนใจมุ่งจดจ่อไปที่พระเจ้า

ดาเนียล 9:3 กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจึงขะมักเขม้นอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้า...” (มตฐ.) สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของเราต้องตกอยู่วิกฤติก็เพราะเราหันหน้าออกไปจากพระเจ้า มุ่งสนใจเอาจริงเอาจังกับสิ่งอื่นในชีวิต ชีวิตของเราจึงประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ความเจ็บปวด ตกอับในชีวิต ดังนั้นในยามวิกฤติชีวิตจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องหันกลับมาหาพระเจ้า แล้วขะมักเขม้นอธิษฐานมีชีวิตที่จริงจังกับพระองค์ มิใช่มุ่งที่จะหาทางแก้ปัญหาแก้วิกฤติ หรือพยายามหาทางว่าตนจะจัดการอย่างไรกับชีวิตของตนเอง

3. ดาเนียลอธิษฐานจากก้นบึ้งแห่งจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึก

พระคัมภีร์ตอนนี้ใช้ 3 คำที่บ่งชี้ถึงลักษณะการอธิษฐานของดาเนียล คืออธิษฐานอย่าง “ขะมักเขม้น” “ทูล” และ “วิงวอน” (คิดถึงภาพของขอทานที่มีดวงตาวิงวอนขอความช่วยเหลือ) โดยปกติทั่วไปแล้ว เมื่อมีอะไรเราจะ “ทูล” ต่อพระเจ้า บอกกับพระองค์ว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้สำคัญต่อเราอย่างไร แล้วก็ขอพระองค์ช่วย ในการอธิษฐานยามวิกฤตินี้ อาจจะเป็นการอธิษฐานที่ “ไม่เป็นคำ” แต่พรั่งพรูออกมาด้วย จิตใจ อารมณ์ และ ความรู้สึกจากส่วนลึกแห่งจิตวิญญาณ

4. สามพฤติกรรมที่ดาเนียลทุ่มเทจริงจังในการอธิษฐานต่อพระเจ้า

ภาพพฤติกรรมอีก 3 อย่างที่แสดงถึงการอธิษฐานที่ทุ่มเทจริงจังของดาเนียลในครั้งนี้คือ อดอาหาร สวมเสื้อผ้ากระสอบ และ คลุกขี้เถ้า

พระเยซูคริสต์กล่าวว่า การอัศจรรย์บางอย่างจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น การอดอาหารเป็นการแสดงถึงความจริงจังในการทูลขอต่อพระเจ้า ในการอภิบาลชีวิตผู้คน เราจะต้องช่วยให้ผู้คนเหล่านั้นทูลขอต่อพระเจ้าด้วยการทุ่มเททั้งชีวิต จิตใจ ความคิด อารมณ์ และจิตวิญญาณ ส่วนเรื่องการนุ่งผ้ากระสอบและคลุกขี้เถ้าเราไม่เห็นการกระทำนี้ในปัจจุบัน แต่เป็นเรื่องที่คุ้นชินในตะวันออกกลางในอดีต

5. ดาเนียลขอบพระคุณสำหรับความรักเมตตาและพระสัญญาของพระเจ้า

ดาเนียลทูลต่อพระเจ้าว่า เขารู้สึกขอบพระคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและกระทำให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จเป็นรูปธรรม (9:4 มตฐ.) เมื่อเราอภิบาลชีวิตผู้คนในยามวิกฤติ เราจำเป็นที่จะหนุนเสริมให้พวกเขาสำนึกและแสดงออกถึงการที่เขารู้สึกขอบพระคุณพระเจ้า เรามักจะเลยข้ามส่วนนี้เมื่อเราอธิษฐาน การที่เรามีความสำนึกในพระคุณของพระเจ้า ช่วยเรามองเหนือวิกฤติปัญญาที่เรากำลังเผชิญ แต่เรามุ่งมองที่ความสัตย์ซื่อ พระคุณ และพระสัญญาของพระเจ้า

6. ดาเนียลถ่อมชีวิตจิตใจลง สารภาพถึงความบาปผิดของตน

“ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำผิดทำบาป ทำชั่วและกบฏต่อพระองค์ หันหนีจากบทบัญญัติและพระบัญชาของพระองค์” พระเจ้าสดับฟังเสียงของคนเล็กน้อยต่ำต้อยที่ถ่อมจิตใจลง แต่ไม่ต้องการฟังเสียงของคนที่หยิ่งยโสโอหัง พระเจ้าไม่เคยที่จะลงโทษคนที่สารภาพผิดต่อพระองค์ แต่พระองค์ทรงอวยพระพรแก่ผู้จริงใจสัตย์ซื่อสารภาพบาปผิดในชีวิตของเขา

ในฐานะที่เราเป็น “ผู้อภิบาลชีวิต” ของผู้คน ที่แต่ละคนต้องเผชิญผ่านพบกับวิกฤติชีวิตมากมาย สิ่งแรกที่เราจะอภิบาลชีวิตของผู้คนที่ต้องพบกับวิกฤติชีวิตคือ การนหนุนเสริมให้เขาอธิษฐานต่อพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


03 ตุลาคม 2562

ผู้นำคริสตชนเป็นผู้นำแบบไหน?

ผู้นำคริสตชน เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณมิได้มาด้วยการแต่งตั้ง หรือ การสถาปนา หรือ ด้วยการยอมรับของผู้คน (เช่น ชนะการเลือกตั้ง) แต่ด้วยการอธิษฐาน การสารภาพความบาปผิด  ด้วยหัวใจแห่งการแสวงหา และด้วยความถ่อมใจต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการยอมจำนนตนเองต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ยอมเสียสละแม้ต้องตายด้วยความกล้าหาญ ยอมรับกางเขนอย่างไร้เงื่อนไขและไม่บ่น  ด้วยความแน่วแน่ มุ่งมั่นมองไปที่พระคริสต์ผู้ถูกตรึงบนกางเขนนั้น ไม่ใช่การแสวงหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อตนเอง (เยเรมีย์ 45:5) แต่เป็นอย่างเปาโล ที่มองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนเศษขยะ  ยอมสูญเสียสิ่งเหล่านั้นเพื่อจะได้พระคริสต์

ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ดีรู้อยู่เต็มอกว่า ตนเป็นเพียง “คนเลี้ยงแกะ” เท่านั้น มิใช่ผู้ช่วยคนอื่นให้รอด รู้ว่าตนเป็นผู้นำ แต่มิใช่เจ้านาย เข้าใจว่าตนเป็นผู้ชี้ทางที่เปี่ยมด้วยทักษะ แต่ตนไม่ใช่พระเจ้า

คุณลักษณะของผู้นำแบบสาวกพระคริสต์ เป็นมรดกส่งต่อจากผู้นำรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง ถ่ายทอดแทรกซึมจากผู้นำไปยังผู้ตาม เป็นผู้นำที่ยืนหยัดยึดมั่นในความรับผิดชอบ เกิดจากการหล่อหลอมผ่านการเจริญเติบโต มีความสัมพันธ์ที่จริงใจต่อพระคริสต์ คุณลักษณะผู้นำแบบสาวกพระคริสต์ หยั่งรากและพัฒนาท่ามกลางวิกฤติชีวิต ที่บ่มเพาะหล่อหลอมคุณลักษณะการรับใช้ และ การให้ชีวิตแบบพระคริสต์ ในการสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตประจำวัน



ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499