20 กรกฎาคม 2563

ความเชื่อจริงแท้...มุ่งเข้าหาความยุ่งยากสับสน

หลายต่อหลายศาสนาสอนให้คน “หลีกเลี่ยง หลีกหนี” สอนให้หาทางออกจากความทุกข์ แต่พระเยซูคริสต์สอนและมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ “หันหน้าเข้าไปและรับมือกับความทุกข์” แปลกยิ่งกว่านั้น “หันหน้าเข้าไปรับมือกับความทุกข์ยากที่มิใช่ความทุกข์ของตนเองแต่เพื่อคนอื่น”

ความเชื่อจริงแท้ตามพระคัมภีร์ นอกจากความเชื่อต้องมีความเชื่อเชิงปฏิบัติแล้ว ยังเป็นความเชื่อมิใช่เพื่อตนเองเท่านั้น แต่เป็นความเชื่อที่มุ่งเข้าหาสถานการณ์ที่สับสน ยุ่งยากของคนอื่นเพื่อรับมือ ช่วยเหลือ ให้กำลังใจ  สนับสนุน และรับใช้คนเหล่านั้น  

ความเชื่อที่จริงแท้คือความเชื่อที่ขับเคลื่อนตอบสนองปัญหา วิกฤติ ที่เกิดขึ้นรอบข้างให้ได้รับการเปลี่ยนแปลง  และเสริมสร้างให้เกิดชีวิตใหม่ ความหวังใหม่ และ สถานการณ์ใหม่

[14] พี่น้องของข้าพเจ้า แม้ใครจะกล่าวว่าตนมีความเชื่อ แต่ไม่ได้ประพฤติตามจะมีประโยชน์อะไร? ความเชื่อนั้นจะช่วยให้เขารอดได้หรือ? (ยากอบ 2:14 มตฐ.)

แล้วยากอบได้กล่าวยกตัวอย่างให้เห็นชัดว่า

[15] ถ้าพี่น้องชายหญิงคนไหนขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหารประจำวัน [16] แล้วมีใครในพวกท่านกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “ขอให้กลับไปอย่างเป็นสุข ให้อบอุ่น และอิ่มหนำสำราญเถิด” แต่ไม่ได้ให้สิ่งจำเป็นฝ่ายกายแก่พวกเขา จะมีประโยชน์อะไร?  (ข้อ 15-17 มตฐ.)

ยากอบมิได้บอกกับเราว่า ความเชื่อของเราควรจะเป็นความเชื่อเชิงปฏิบัติ หรือ ต้องเป็นความเชื่อที่มีการกระทำเท่านั้น แต่ได้ยกตัวอย่างชัดเจนว่า ความเชื่อทำอะไรอย่างไรด้วย

ความเชื่อสำหรับคริสตชนในการทำอาชีพการงานในแต่ละวัน มิใช่ให้เราทำงานจนครบเวลากำหนด เพื่อรับค่าแรง  กลับบ้าน แล้วซุกตัวในมุมที่ปลอดภัยเท่านั้น แต่ความเชื่อมองหาโอกาสที่เราจะเข้าไปร่วมในความทุกข์ยากเจ็บปวดของคนอื่น ๆ เพื่ออภิบาลดูแลชีวิตของคนนั้น เพื่อที่จะ “ให้” จะ “ช่วย” และจะ “รับใช้” เขา

ความเชื่อเมื่อเห็นสิ่งที่เป็นปัญหาจะเข้าไปรับมือกับปัญหานั้น ความเชื่อที่จริงแท้คือความเชื่อที่เห็นประเด็นวิกฤติในชีวิตของเพื่อนมนุษย์จะไม่ยอมนิ่งเฉย ความเชื่อที่จริงแท้จะเข้าไปเกี่ยวข้องรับมือกับความยุ่งยากในชีวิตที่ฉีกขาดของผู้คนที่อาจจะมีความเชื่อหรือไม่ก็ตาม 

ดังนั้น ความเชื่อที่จริงแท้เป็นความเชื่อที่มีปฏิกิริยาขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่กำลังผิดเพี้ยน ฉีกขาด ทุกข์ยาก มีปัญหา เพื่อที่จะช่วยเหลือ รับใช้ ในประเด็นชีวิตที่คน ๆ นั้น หรือ เหล่านั้นกำลังประสบ

คำถามคือ แล้วความเชื่อของเราทำงานอย่างที่กล่าวมานี้หรือไม่? ความเชื่อของเราขับเคลื่อนมุ่งหน้าเข้าหาสถานการณ์ความยุ่งยากหรือเปล่า? เราแต่ละคนต้องตอบคำถามนี้ เมื่อใครบางคนที่ชีวิตกำลังเผชิญกับประเด็นปัญหา และต้องแบกรับกับปัญหานั้นโดยที่เราไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้วเขาเปิดเผยแก่เราถึงสถานการณ์เลวร้ายที่เขากำลังประสบ หรือ กำลังมีประเด็นปัญหาในเรื่องสุขภาพ หรือมีประเด็นปัญหาบางเรื่องในครอบครัว   แล้วเราจะทำอะไร อย่างไร ในเวลาเช่นนั้น? เราจะนิ่งเงียบต่อสิ่งที่รับรู้ โดยหวังว่าเรื่องต่าง ๆ จะจบลงด้วยดีในที่สุดเช่นนั้นหรือ?

หรือ เราจะตัดสินใจว่า เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือในเรื่องนั้นไหม? เราจะเข้าไปให้กำลังใจพวกเขา   เราจะเข้าไปช่วยเขา เราจะให้อะไรบางอย่างแก่เขา เราจะเคียงข้างไปกับเขาให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกันไหม?

เราจะเดินเลี่ยงออกไปอีกทางหนึ่ง หรือ เดินเข้าไปหาสถานการณ์ที่ยุ่งยากลำบากนั้น?

แต่สำหรับความเชื่อที่จริงแท้จะมุ่งเข้าไปในสถานการณ์ยุ่งยากนั้น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


17 กรกฎาคม 2563

เมื่อชีวิตถูก “บีบ-คั้น-กด-ดัน”

ทุกคนหนีไม่พ้นภาวะที่ถูกกดดันในชีวิต ทั้งการกดดันจากสภาพแวดล้อมภายนอก จากคนรอบข้าง และบ่อยครั้งที่เรากดดันตนเองทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ผมพบความจริงว่า ไม่เพียงแต่คนที่ชอบเข้าสังคมเท่านั้นที่ได้รับการกดดันในชีวิต คนเก็บตัวอย่างผมก็ไม่วายที่ต้องพบกับการกดดันในชีวิตด้วยเช่นกัน เพียงแต่ลักษณะความกดดันอาจจะแตกต่างกันออกไปเท่านั้น

เราท่านต่างก็รู้อยู่ว่า ความกดดันในชีวิตเป็นสิ่งที่ยากที่จะหลีกเลี่ยง แต่คริสตชนรู้มากกว่านั้นว่า พระเจ้าสามารถที่จะใช้การกดดันในชีวิตที่เราได้รับเพื่อบีบคั้นเราเข้าใน “เบ้าแบบชีวิต” ที่พระองค์ประสงค์ให้เราแต่ละมีชีวิตแบบนั้น ๆ ตามพระประสงค์  

ดังที่เปาโลได้กล่าวไว้ว่า...

“[8] เราถูกบีบคั้น (กดดัน) อย่างหนักทุกด้าน แต่ไม่ถึงกับถูกบดขยี้ สับสนแต่ไม่ถึงกับสิ้นหวัง” (2โครินธ์ 4:8 อมธ. ในวงเล็บผู้เขียนเพิ่มเติม)

สำหรับคริสตชน เรามีสัจจะความจริงในการรับมือกับความกดดันในชีวิต ซึ่งเป็นพระสัญญาจากพระเจ้าที่มีต่อลูก ๆ ของพระองค์ คือ

[1] เมื่อพระเจ้าหนุนเสริม และ เสริมสร้างให้เราเติบโตขึ้นในพระองค์ เราจะพบกับแรงกดดันในชีวิต

[2] แรงกดดันดังกล่าวจะไม่บดขยี้เราจนถึงตาย หรือ ทำให้เราต้องสิ้นหวัง ชีวิตอาจจะพบกับความยากลำบาก แต่ในความยากลำบากเราได้รับพระกำลังของพระเจ้าที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เราเสมอ

แต่ถ้าเราไม่ยอม หรือ หลีกเลี่ยงการถูกบีบคั้น-กดดัน ชีวิตของเราก็จะสูญเสียโอกาสที่จะเติบโต แข็งแรง และ เกิดผล

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


15 กรกฎาคม 2563

จะเลี้ยงความคิดของเราด้วยอะไรดี?

ในขณะที่เราใส่ใจเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และหาโอกาสในการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อจะมีร่างกายที่แข็งแรง ถึงแม้จะมิได้ใส่ใจ 100% ทุกครั้งเสมอไป แต่โดยภาพรวมแล้วคนส่วนมากใส่ใจเรื่องสุขภาพของตน แต่ในเวลาเดียวกัน เรากลับไม่ค่อยให้ความใส่ใจว่าจะเลี้ยงดูความคิดของเราด้วยอะไรและอย่างไรที่จะทำให้เรามีความนึกคิด จิตใจ มุมมองที่แข็งแรง และความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ

สิ่งที่เราป้อนเข้าไปในความนึกคิดของเรา คือสิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดความคิด และวิธีการคิด ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคลิกและพฤติกรรมชีวิตของเรา  

ถ้าคริสตชนรับเอาฐานเชื่อ-กรอบคิด ที่มาจากพระวจนะของพระเจ้า มุมมอง การตัดสินใจ พฤติกรรมชีวิต และบุคลิกภาพย่อมส่อสื่อออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมในทางความคิด คำพูด และ พฤติกรรมชีวิตด้านต่าง ๆ ที่เป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้า เราสามารถกล่าวได้ว่า เรากำลังเลี้ยงดู บ่มเพาะ ฟูมฟัก และ หล่อหลอมความนึกคิดของเราด้วยพระวจนะของพระเจ้า

ความคิดเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน

ในวัฒนธรรมสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ “ความดี  มีศีลธรรม และ หลักการที่ได้รับการยอมรับ” ดูจะแตกต่างห่างไกลไปจากสัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้า แต่เมื่อใครก็ตามที่อ่าน ศึกษา ค้นหา และ นำชีวิตของตนเข้าไปในแนวทางชีวิตตามสัจจะความจริงของพระเจ้าในพระวจนะ ความนึกคิดของคน ๆ นั้นเริ่มซึมซับเอาสัจจะความจริงจากพระวจนะ และสัจจะจากพระวจนะนั้นได้แผ่ซ่านแทรกซึมเข้าในความนึกคิด ความนึกคิดของคน ๆ นั้นเริ่มรับอิทธิพลหรือพลังสัจจะของพระวจนะเข้าไปเปลี่ยนแปลงฐานเชื่อกรอบคิด กระบวนการคิดของเขา ย่อมทำให้มุมมองโลกทัศน์ และ บุคลิกภาพของคนๆนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง กระบวนการคิด และ การตัดสินใจดำเนินไปตามแนวทางใหม่ตามอิทธิพลของสัจจะความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า และพฤติกรรมชีวิตคนๆนั้นจะเปลี่ยนแปลงตามมาอย่างเป็นรูปธรรม จนคนรอบข้างสังเกตเห็นได้ชัดเจน

พระวจนะของพระเจ้าได้แสดงวิถีทางที่มีความสัมพันธ์ระหว่าง “วิถีคิดของเรา” และ “โลกทัศน์ของเรา” กับ สุขภาวะทางจิตวิญญาณ หรือ ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของเรา 

เปาโลกล่าวว่า  “[2] อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม (สมบูรณ์พร้อม)”  (โรม 12:2 มตฐ. ในวงเล็บสำนวน อมธ.)

ภาษากรีกคำว่า “เปลี่ยนแปลง” ที่ใช้ในพระธรรมข้อนี้ มีความหมายว่า “การปรับเปลี่ยนความคิดทางศีลธรรมและวิสัยทัศน์ทางจิตวิญญาณ และ ความคิดให้เป็นไปตามความคิดในพระวจนะของพระเจ้า  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตทั้งชีวิต”  

เมื่อเราศึกษาพระวจนะของพระเจ้า อิทธิพลสัจจะความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าจะปรับเปลี่ยนวิถีและวิธีการคิดของเราใหม่ให้มีวิถีและวิธีคิดไปในแนวทางเดียวที่สอดคล้องกับสัจจะแห่งพระวจนะพระเจ้า เมื่อเราได้รับการปรับเปลี่ยนวิถีและวิธีการคิดแล้ว พระวิญญาณของพระเจ้าจะปรับเปลี่ยนทัศนะมุมมองของเรา แรงจูงใจในชีวิต  และพฤติกรรมชีวิตของเราให้สอดคล้องตามแบบอย่างในชีวิตของพระคริสต์

แล้วเราเอาอะไรเลี้ยงดูความคิดของเรา?

พระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเรา (ทิตัส 3:5) และเราสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ด้วยการ “เลี้ยงดู” ความนึกคิดของเราด้วยสัจจะความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า ให้เราทูลขอพระเจ้าโปรดสำแดงให้เราเห็นว่า ความนึกคิดของเราได้หลงเจิ่นออกนอกวิถีทางแห่งสัจจะความจริงของพระองค์อย่างไร ทูลขอให้พระองค์โปรดพลิกฟื้นความนึกคิดของเราขึ้นใหม่ และฟื้นฟูความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของเรา และให้เราร่วมในพระราชกิจการทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราในครั้งนี้ ด้วย “การเปลี่ยนแปลงชีวิตเชิงปฏิบัติ” ของเรา

พระวจนะของพระเจ้าบอกเราให้คิด...ในสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ รวมทั้งถ้ามีสิ่งใดที่ยอดเยี่ยม สิ่งใดที่น่ายกย่อง (ฟีลิปปี 4:8 มตฐ.) และนี่คือ คุณลักษณะต่าง ๆ ที่พระวจนะของพระเจ้าบ่งชี้ชัดว่า เมื่อเรานึกคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเราควรมีการคิดที่มีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง

เลี้ยงความคิดของเราด้วยอาหารสุขภาพทางจิตวิญญาณ

ให้เราเริ่ม “พลิกฟื้นความนึกคิดจิตวิญญาณของเรา” บางท่านบอกว่าแล้วจะให้เริ่มต้นอย่างไร? มีหนทาง วิธีในการเลี้ยงดู ฟื้นฟูความนึกคิดจิตวิญญาณของเรามากมายด้วยสัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ในที่นี้ขอประมวลวิธีการเป็นภาพรวมภาพใหญ่ ดังนี้

[#1] “อ่าน” พระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำ

[#2] “ฟัง”  พระวจนะของพระเจ้า (ฟังเทศนา รายการพระวจนะพระเจ้าทางวิทยุ/โทรทัศน์/รายการออนไลน์ในอินเตอร์เน็ต หรือ ฟังเทปเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า)

[#3] “จำ” พระวจนะของพระเจ้า จดจำ ท่องจำ สะสมพระวจนะของพระเจ้าในความนึกคิดจิตใจของเรา

[#4] “ภาวนา-ไต่ตรอง” พระวจนะของพระเจ้า ใคร่ครวญพระวจนะแสวงหาการทรงสำแดงจากพระเจ้าผ่านการไตร่ตรองพระวจนะของพระองค์

[#5] “ร่วม” ในกลุ่มศึกษาพระวจนะ ทั้งกลุ่มที่พบกันหน้าต่อหน้า หรือ กลุ่มศึกษาพระวจนะพระเจ้าทางออนไลน์ร่วมกัน

[#6] “ฟังเพลง” เปิดเพลงนมัสการ หรือ เพลงสรรเสริญจากเทป/ออนไลน์ฟังขณะทำงาน พักผ่อน หรือ กำลังขับรถยนต์

ในการปรับเปลี่ยน พลิกฟื้น ความนึกคิดของเราใหม่ให้สอดคล้องกับสัจจะความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องใช้เวลา ความอดทนกับตนเอง ถึงแม้การเปลี่ยนแปลง-พัฒนาทางร่างกายยังต้องออกกำลัง  การทุ่มเท ความอดทน และเวลา การเปลี่ยนแปลงพลิกฟื้นความนึกคิดและจิตวิญญาณของเราไม่สามารถทำได้ให้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงนี้เราไม่สามารถกระทำได้ด้วยตนเองเท่านั้น แต่เราต้องพึ่งในพระกำลังของพระเจ้า และการทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเรา และ การที่พระเจ้าทรงใช้คริสตชนบางคนเข้ามาช่วยเสริมหนุนเราให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟื้นในความนึกคิดและจิตวิญญาณ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



13 กรกฎาคม 2563

การทำอาชีพการงานเป็นการนำ “พระพร” ไปถึงคนอื่น!

พระเจ้าประทานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ให้เป็น “วันแห่งพระพร” ที่ให้เราแต่ละคนเข้าไปในสังคมชุมชนเพื่อนำ “พระพรของพระเจ้า” ไปยังชีวิตของคนต่าง ๆ รอบข้างเรา ผ่านการดำเนินชีวิตประจำวัน และ การประกอบอาชีพของเรา

สำหรับคริสตชน งานอาชีพของแต่ละคนเป็นการทรงเรียกของพระเจ้าที่มีต่อคน ๆ นั้น ที่เราแต่ละคนจะต้องตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระองค์ ด้วยจิตใจแห่งการภาวนาอธิษฐาน ทูลขอให้การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพการงานในแต่ละวันของเราให้เป็นไปตามพระประสงค์แห่งการทรงเรียกของพระองค์อย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น การอธิษฐานที่เกิดเป็นพระพร จึงมิใช่การอธิษฐานด้วยคำพูดเท่านั้น แต่เป็นการอธิษฐานด้วยปฏิบัติการในชีวิตประจำวัน

น้อยนักที่คริสตชนจะคิดที่ว่า “การทำงานเป็นการอธิษฐาน” “การทำอาชีพเป็นการนำพระพรไปถึงคนอื่น” ส่วนมากเราจะมองว่าการทำงานนั้นเป็นอาชีพ เป็นสิ่งที่เราใช้เวลา ความรู้ความสามารถในการทำเพื่อเราจะได้รับรายได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องต่าง ๆ  

แต่ในความเป็นจริง คริสตชนทำงานอาชีพในแต่ละวันนั้นเป็นโอกาสที่เราจะทำงานเพื่อตอบสนองการทรงเรียกของพระเจ้าให้รับใช้คนอื่นและเพื่อประโยชน์สำหรับคนอื่น เป็นการกระทำเพื่อ “ให้สิ่งดี ๆ ในชีวิต” เกิดขึ้นแก่ผู้อื่นในพระนามของพระคริสต์

ดังนั้น การทำงานในแต่ละวันของแต่ละคนเป็นการรับใช้คนต่าง ๆ ตามการทรงเรียกของพระเจ้า ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการทำงานในคริสตจักร ในสถาบันหรือหน่วยงานคริสตชน แต่อาจจะเป็นคนงานรับจ้าง กรรมกรก่อสร้าง เกษตรกร แพทย์ พยาบาล ครู อาจารย์ ผู้บริหาร นักดนตรี ช่างเทคนิค เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ข้าราชการ  พ่อค้าแม่ค้า แม่ที่เลี้ยงทารก และ ฯลฯ  คริสตชนเชื่อว่า พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนรับใช้พระองค์ผ่านอาชีพและการงานที่เราทำ เพื่อรับใช้และกระทำสิ่งดีดีมีประโยชน์แก่ผู้อื่นในพระนามของพระเยซูคริสต์  

ดังนั้น การออกแรง ทุ่มเท ใช้สติปัญญา และ ทักษะความสามารถของเราจึงเป็นคำอธิษฐานเชิงปฏิบัติการของเราในแต่ละวัน แต่ละหน้าที่การงานที่จะเป็นพระพรแก่คนอื่นรอบข้าง และแก่คนที่รับบริการหรือใช้ประโยชน์จากงานที่เราทำ

สำหรับคริสตชนแล้ว ในหน้าที่การงานที่เราทำแต่ละวัน เราสามารถที่จะตั้งใจทำเพื่อสำแดงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ กล่าวคือ ความรักเมตตาที่เสียสละเยี่ยงพระคริสต์แก่ผู้คนที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทุกคน

ขอตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในบริบทที่ไม่เอื้อ หรือ มีการต่อต้านการประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งกีดกันการนำพระพรของพระเจ้าเข้าถึงผู้คนรอบข้าง และ ไม่สามารถขัดขวางการนำความรักเมตตาและเสียสละแบบพระคริสต์ที่สำแดงผ่านการทำงานอาชีพในประจำวันของเราไปถึงผู้คนวงกว้าง 

ในการทำงานอาชีพของเราแต่ละวัน เราสามารถเลือกที่จะทำงานนั้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ “น่าเบื่อหน่าย” หรือ เราจะทำงานนั้นด้วยจิตอธิษฐานในพระนามของพระคริสต์ เพื่อเป็นการยกย่องสรรเสริญพระเจ้าผ่านการทำงานนั้น  เพื่อให้เกิดสิ่งดีมีประโยชน์แก่คนรอบข้างและผู้รับบริการ 

ดังที่พระคริสต์ตรัสถึงชีวิตที่เรานำพระพรไปยังคนรอบข้างนั้นควรมีลักษณะเช่นไร“

[25] ...“ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่าผู้ปกครองของคนต่างชาติเป็นเจ้าเหนือเขาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ใช้อำนาจเหนือพวกเขา [26] แต่สำหรับพวกท่านไม่เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม ใครอยากเป็นใหญ่ในพวกท่านต้องรับใช้พวกท่าน” (มัทธิว 20:25-26 อมธ.) ขอตั้งข้อสังเกตว่า ในสายพระเนตรของพระเยซูคริสต์ ผู้ที่กระทำเช่นนี้คือ “ผู้เป็นใหญ่” ในพวกท่าน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



08 กรกฎาคม 2563

เมื่อเกิดความขัดแย้ง...ตรวจสอบแรงจูงใจตนเองก่อน!

ในการทะเลาะด่าว่ากันบางครั้งที่เรารู้ว่า คู่ปรปักษ์ของเราเป็นฝ่ายถูก และเราเองเป็นฝ่ายผิด แต่เพราะการถกเถียงมันไปไกลเกินกว่าจะกู่กลับ ดังนั้น เราจึงยืนกระต่ายขาเดียวเถียงไปไม่ยอมถอยเพราะความหยิ่งทะนง แพ้ไม่ได้  เราต้องเป็นฝ่ายถูกเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เรารู้อยู่แก่ใจแล้วว่า เขานะถูกแต่เรานี่ผิดก็ตาม

ยากอบ พี่น้องต่างบิดาของพระเยซูกล่าวไว้ว่า

[1] อะไรคือต้นเหตุของการต่อสู้และการทะเลาะวิวาทในหมู่พวกท่าน? สิ่งเหล่านี้มาจากตัณหาซึ่งขับเคี่ยวกันภายในท่านไม่ใช่หรือ? [2] ท่านอยากได้แต่ไม่ได้ ท่านก็ฆ่าและละโมบของผู้อื่น ท่านไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการก็วิวาทและต่อสู้กัน ท่านไม่มีเพราะไม่ได้ทูลขอพระเจ้า [3] เมื่อท่านทูลขอท่านไม่ได้รับเพราะท่านขอด้วย "แรงจูงใจผิด ๆ" เพื่อจะนำไปปรนเปรอตนเอง (ยากอบ 4:1-3 สมช.)

ในยุคปัจเจกนิยมที่เรามุ่งเทิดทูน “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” จนมองข้ามและลืมที่จะคิดและใส่ใจถึงสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่น หรือ อะไรคือสิ่งสำคัญเหมาะสมสำหรับสังคมชุมชนที่อยู่รอบตัวเรา และที่เราไว้วางใจพระเจ้าทุกวันนี้ เราไว้วางใจพระเจ้าเพื่อความจำเป็นต้องการของ “ตนเอง” เท่านั้นหรือเปล่า? เรากลายเป็น “ผู้บริโภค” ที่หุนหันพลันแล่นข้ามผ่านละเลยวิถีคริสต์จริยธรรมที่ตนพึงปฏิบัติ แล้วเลือกที่จะเดินบนเส้นทาง “ตามใจปรารถนาของตนเอง”

ในเมื่่อวิถีคริสต์จริยธรรมถูกบิดเบือนด้วย “แรงจูงใจที่เห็นแก่ตัว” คนที่เราสัมผัสสัมพันธ์มักจะได้รับบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตจากที่สัมพันธ์กับเรา บางครั้ง สัมพันธภาพต้องพังพินาศเพราะไม่มีใครยอมที่จะละวางผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของบุคคลอื่น

พระเยซูคริสต์ได้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในความสัมพันธ์ที่ไม่เห็นแก่ตัว ในขณะที่พระองค์มีชีวิตที่แข็งแรง และในสภาพที่สุขสบาย แต่พระองค์ได้ให้เวลา ให้ความสัมพันธ์ ให้ชีวิตของพระองค์แก่คนต่าง ๆ ตามที่พระองค์จะให้ได้   พระองค์ได้ให้ชีวิตของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่สำหรับคนเป็นอันมาก

แน่นอนเลยครับ เราสามารถที่จะให้ ที่จะละ และวาง “สิทธิส่วนตัวที่เราควรจะได้จะมีก่อนคนอื่น” หรือ สิ่งดีมีค่าที่สุด เพื่อคนอื่นรอบข้างจะได้สิ่งดีมีค่าในชีวิตของเขาบ้าง

ถ้าเราทำเช่นนี้แล้ว “ความขัดแย้ง” “ความเป็นปรปักษ์ต่อกัน” “การต่อสู้ชิงชัยชนะกัน” จะเกิดขึ้นอยู่อีกหรือไม่?

ยากอบบอกแก่เราว่า เมื่อเราต้องพบกับความขัดแย้ง ต่อสู้ ปะทะ หรือ ทะเลาะกัน ท่านบอกให้เราหันกลับมาสำรวจตนเองในเวลานั้นว่า อะไรคือแรงจูงใจของเราเองในความขัดแย้งนั้น? แล้วอะไรคือแรงจูงใจผิด ๆ ในตัวเราในเวลานั้น?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



06 กรกฎาคม 2563

เราถูก “ทดสอบ” หรือ “ถูกทดลอง”?

ผมเชื่อว่าคนที่เคยเป็นนักเรียนนักศึกษาต่างเคยมีประสบการณ์ใน “การสอบ” หรือ “ผ่านการทดสอบมาแล้ว” คนที่ไปสอบใบขับขี่ ต้องสอบทั้งข้อเขียน หรือ กฎหมายการจราจร และ ยังต้องทดสอบในเชิงปฏิบัติคือการสอบในการขับขี่รถ สาเหตุประการหลักที่ทำให้หลายคนต้องสอบตก หรือ สอบไม่ผ่าน เพราะขาดการเอาใจใส่ในการศึกษา เตรียมตัว ฝึกฝนเพียงพอก่อนสอบ

ชีวิตจริงในแต่ละวัน เรามิใช่มีเพียงการสอบทางการศึกษาเท่านั้น แต่เราต้องพบกับ “การทดสอบในการดำเนินชีวิต” ถ้าเราต้องการที่จะมีการเจริญเติบโตในชีวิตจิตวิญญาณของเรา เราต้องอดทนในการฝึกฝน และ ทดสอบเสมอ   การทดสอบทำให้เราต้องหมั่นเพียรมีวินัยในการฝึกฝน การทดสอบช่วยให้เจ้าตัวรู้ว่า ตนเองมีความเข้มแข็ง หรือ แข็งแกร่งในเรื่องนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน และยังช่วยให้เรารู้ตัวด้วยว่าเราอ่อนแอ อ่อนแรงในชีวิตด้านไหน เพื่อเราจะได้มีการฝึกหัด-ฝึกฝนและสร้างความชำนาญเหนียวแน่นในด้านนั้น ๆ  

ที่สำคัญเราต้องไม่เอาเรื่องการ “ทดสอบ” ที่กล่าวนี้ไปปนเปสับสนกับเรื่อง “การถูกทดลอง” (หรือ การถูกหลอกล่อ) ในการดำเนินชีวิตของเรา

พระธรรมยากอบ บอกแก่เราว่า  “[3] เพราะพวกท่านรู้ว่า “การทดสอบ” ความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน” (ยากอบ 1:3 มตฐ.) และยากอบกล่าวอย่างชัดเจนในข้อที่ 13 ว่า  “[13] ขณะถูก “ทดลอง” ให้ทำบาป อย่าให้ใครพูดว่า “พระเจ้าทรงทดลองข้าพเจ้า” เพราะความชั่วไม่อาจล่อลวงพระเจ้าให้ทำบาปและพระองค์ก็ไม่ทรงล่อลวงผู้ใดเลย” (ข้อ 13 อมธ.)

นี่คือจุดที่แตกต่าง:  

พระเจ้าทรงใช้ “การทดสอบ” เพื่อพัฒนาความเชื่อของเรา ให้เรามีความเชื่อที่แข็งแรงเติบโตขึ้น  

แต่ซาตานใช้ “การทดลอง” เพื่อเป็นการหลอกล่อในการทำลายความเชื่อ และ ทำให้ชีวิตของเราอ่อนแอลง
ให้เราขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรง “ทดสอบ” ในชีวิตของเรา เพราะพระองค์มีพระประสงค์ให้เรามีความเชื่อและชีวิตที่แข็งแรงเติบโตขึ้นตามพระประสงค์ของพระองค์ และแต่ละวันเราจะอธิษฐานต่อพระเจ้าตามแบบที่พระเยซูคริสต์สอนเราว่า  “[13] ...ขออย่าทรงนำพวกข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง แต่ขอให้พวกข้าพระองค์พ้นจากความชั่วร้าย”  (มัทธิว 6:13 มตฐ.)

ในวันนี้ ให้เรามีความชื่นชมยินดีในการทดสอบของพระเจ้า และขอพระเจ้าทรงปกป้องเราให้ “รอดพ้น” จากอำนาจของมารร้ายใน “การทดลอง”  

ทั้งสิ้นนี้เกิดขึ้นด้วยสิทธิอำนาจและพระกำลังที่พระคริสต์ประทานแก่เรา!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


03 กรกฎาคม 2563

ศุกร์นี้ท่านได้ถามตนเองแล้วหรือยัง?

“สวัสดีเช้าวันศุกร์” นี่เป็นข้อความที่ผมพบทุกวันศุกร์ในไลน์ที่ส่งมาจากเพื่อนฝูง และมักจะพบข้อความในทำนองว่า “ขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้เป็นวันศุกร์” 

เมื่อสิ้นสุดงานในทุกสัปดาห์ หรือ วันศุกร์น่าจะเป็นโอกาสที่เราจะถามตนเองที่เป็นการทบทวน ไตร่ตรอง สะท้อนคิดถึงชีวิตและการงานของเราตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้างล่างนี้เป็น สิบคำถาม ที่ผู้นำต้องถามตนเองทุกวันศุกร์เย็น   แท้จริงจะถามตนเองทุกวันก็ดีใช่น้อย!

1. ฉันภูมิอกพอใจอะไรบ้างในสิ่งที่ฉันทำในสัปดาห์นี้ (หรือวันนี้) ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน และจะแพร่ขยายออกไปในวงกว้าง?

2. มีอะไรบ้างที่ฉันทำในสัปดาห์นี้ (หรือวันนี้) ที่สามารถมองเห็นถึงการใช้ศักยภาพในการบริหารจัดการ และ ความสร้างสรรค์ในการทำงาน?

3. วิธีการที่ใช้ในการรับมือ และ บริหารจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ที่ฉันทำในสัปดาห์นี้ (หรือวันนี้) มีวิธีการที่ฉันรับมือจัดการใหม่ ๆ หรือฉันทำด้วยวิธีเดิม ๆ ใช้วลีหรือประโยคซ้ำเดิมอย่างที่ใช้มาแล้วในสองปีที่ผ่านมา? เรื่องราวที่ใช้ยกประกอบเป็นตัวอย่างเรื่องเก่า ๆ ที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก?

4. ฉันเติบโตขึ้นในฐานะคนทำงานคนหนึ่ง และ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมงานหรือไม่?

5. ฉันเป็นผู้ชำนาญการในสิ่งที่ฉันมีฝีมือหรือไม่? ฉันสามารถรับมือกับคำถาม/ประเด็นที่เกี่ยวกับกระบวนการจัดการอย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพหรือไม่?

6. สัปดาห์นี้ (หรือวันนี้) ฉันได้เรียนรู้อะไรบ้างจากหนังสือและบทความที่ฉันอ่าน และ จากการพบปะปฏิสัมพันธ์กับผู้คน?

7. ฉันสามารถที่จะสื่อสารสัมพันธ์และท้าชวนผู้คนให้เข้าร่วมในเรื่องราว ประเด็นการงาน ที่ดูยิ่งใหญ่ในความเป็นตัวเขาหรือไม่?

8. สัปดาห์นี้ (หรือวันนี้) ฉันได้ใช้จุดแข็งของฉันในหน้าที่ การงาน และชีวิตของตนหรือไม่?

9. สัปดาห์นี้ (หรือวันนี้) ฉันได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความผิดพลาด/ล้มเหลว?

10. สุดท้าย ฉันได้เห็นและเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ทำในสัปดาห์นี้ (หรือวันนี้) เป็นการทรงเรียกจากพระเจ้าที่จะสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เป็นการทรงมอบหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ฉันได้ใช้ของประทานด้วยมานะพยายามร่วมในพระราชกิจของพระเจ้า ที่จะส่งผลให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดไปหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499