14 เมษายน 2564

เทศนาแบบ “เฟอร์นิเจอร์กระดาษอัด”

การเทศนาที่นำเสนอ การดำเนินชีวิตทางจริยธรรม, รูปแบบระบบการเมือง,  การปฏิบัติในเชิงเศรษฐกิจ.... แต่ปราศจากรากฐานทางความเชื่อ  กระบวนคิด และการปฏิบัติบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์  เป็นเหมือนดอกไม้ในแจกันบนธรรมมาสน์แต่ละวันอาทิตย์  เป็นความสวยงามที่ไร้ราก  ที่รอเวลาเหี่ยวเฉา เป็นความงามเฉพาะกิจ แล้วต้องหาดอกไม้ชุดใหม่มาจัดแจกันสำหรับวันอาทิตย์ต่อไป

“เฟอร์นิเจอร์สะดวกใช้” หรือ เฟอร์นิเจอร์กระดาษอัด สวย ราคาถูก น้ำหนักเบา สะดวกใช้  แต่ไม่แข็งแรงและไม่คงทน เพราะทำมาจากกระดาษ ขี้เลื่อย และ กาว ไม่เหมาะที่จะถูกน้ำ อยู่ในที่ชื้น หรือเปียกแฉะ ใช้นานไปมักเปื่อยยุ่ย หรือถูกแมลงกัดแทะ

บ่อยครั้งที่เรามักได้ยินได้ฟังคำเทศนาที่ดูดี มีแนวปฏิบัติแบบสำเร็จรูป ที่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ผู้ฟังพึงระมัดระวังว่า หลักคิดหลักปฏิบัติดังกล่าวมิได้หยั่งลงลึกในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ หรือ มิได้ยืนหยัดบนราฐานความเชื่อและกระบวนคิดแบบพระเยซูคริสต์ 

ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า คำเทศนาที่เน้นหลักการและแนวทางในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ยืนหยัดหยั่งรากลงในคำสอนและแบบอย่างชีวิตของพระเยซูคริสต์ มิใช่ตามทฤษฎีต่าง ๆ ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และระบบคุณค่าของสังคมปัจจุบัน

ปัจจุบันเรามักพบว่า คำเทศนาหลายครั้งที่เป็นคำเทศนาที่เสนอแนวปฏิบัติทางจริยธรรม การบริหารจัดการชีวิต หรือ การโค้ชชีวิต แนวทางทางการเมืองร่วมสมัย หรือเรียกร้องให้เป็นนักกิจกรรมทางสังคม หรือการเมือง หรือเรียกร้องให้ทำดีชอบธรรมเพื่อใครบางคน 

การเรียกร้องให้มาชุมนุมใหญ่ทางจิตวิญญาณที่มีบางสิ่งบางอย่างบิดเบือนซ่อนเร้นจากความถูกต้องทางพระคัมภีร์ สิ่งดีดีที่นำเสนอผ่านทางเทศนาเหล่านี้คือ “คำเทศนาแบบเฟอร์นิเจอร์กระดาษอัด” อย่างที่กล่าวข้างต้นมาแล้วว่า คำเทศนาแบบเฟอร์นิเจอร์กระดาษอัดนั้น ดูสวยงาม กะทัดรัด สะดวกใช้ ฯลฯ แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ได้ไม่คงนาน คำเทศนาแบบนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตจิตวิญญาณของผู้ฟังเทศน์ (1โครินธ์ 3:11-15) เป็นคำเทศนาที่มิได้เสริมสร้างความแข็งแรงมั่นคงในชีวิตจิตวิญญาณของผู้ฟังให้อยู่คงทนได้

คำเทศนาประเภทนี้ ได้รับการเตรียมเทศน์จากปัญหาที่ผู้เทศน์กำลังประสบอยู่และมีความสนใจ  ใส่ใจวิธีคิด มุมมอง ของปัญหาที่กำลังเกิด และแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหาตามฐานเชื่อกระบวนคิดทฤษฎีในเรื่องนั้น ๆ ที่ตนได้รับอิทธิพลจากกระแสสังคม แต่มิได้ใส่ใจทุ่มเทในการค้นคว้า ศึกษาเจาะลึกลงในพระวจนะของพระเจ้า ว่าอะไรคือจุดยืนฐานรากทางความเชื่อตามพระคัมภีร์ในเรื่องนั้น และพระคัมภีร์ได้ชี้ทางออกอย่างไร แต่รีบกระโดดข้ามไปเสนอแนวทางปฏิบัติตามหลักคิดทฤษฎีที่ตนได้รับจากอิทธิพลของกระแสสังคมในเวลานั้น ๆ

นักเทศน์กลุ่มนี้มักไม่ได้ใส่ใจถามและค้นหาคำตอบว่า แล้วพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์มีมุมมองในเรื่องนี้อย่างไร? พระกิตติคุณได้เสนอทางออกว่าอย่างไร? พระกิตติคุณได้ชี้นำทิศทางที่จะมุ่งไปในเรื่องนี้ว่าคริสตชนในฐานะสาวกของพระคริสต์จะต้องดำเนินชีวิตไปยังทิศทางไหน?

นักเทศน์จำเป็นจะต้องหันกลับมาหาสัจจะความจริงจากพระคัมภีร์ สัตย์ซื่อต่อการทรงเรียกและการชี้นำของพระเจ้า ทุ่มเทอย่างมุ่งมั่นที่จะวางรากฐานชีวิตจิตวิญญาณของผู้ฟังเทศน์ให้หยั่งรากมั่นคงในพระวจนะของพระเจ้า และ เสริมหนุนชีวิตผู้ฟังเทศน์ให้ย่างก้าวไปบนเส้นทางชีวิตตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ปฏิบัติชีวิตประจำวันตามคำสอนและแบบอย่างการดำเนินชีวิตแบบพระเยซูคริสต์ โดยเริ่มต้นจากชีวิตของตนเองก่อน เพื่อให้เป็นแบบอย่างชีวิตที่สำแดงออกมาจากชีวิตประจำวันของผู้เทศน์เป็นคำเทศนาเชิงปฏิบัติที่มีฐานรากความเชื่อและกระบวนคิดบนรากฐานสัจจะพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ความเข้าใจหยั่งรู้ในพระวจนะของพระเจ้า เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะมีเวลาที่จะติดสนิทกับพระเจ้า ด้วยการภาวนาอธิษฐาน การใคร่ครวญไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าอย่างมุ่งมั่นไม่ท้อถอย   “ชาวเมืองเบเรอามีจิตใจสูงกว่าชาวเมืองเธสะโลนิกาเพราะพวกเขารับเรื่องนี้ด้วยความกระตือรือร้นและค้นพระคัมภีร์ทุกวันเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เปาโลกล่าวเป็นจริงหรือไม่” (กิจการ 17:11 อมธ.) ยิ่งเรารู้และเข้าใจถึงพระวจนะของพระเจ้ามากแค่ไหน เราก็ยิ่งต้องการประกาศฯ หรือ เผยพระวจนะด้วยความสัตย์ซื่อต่อการถูกตรึงและการเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์มากแค่นั้น



12 เมษายน 2564

พฤติกรรมของผู้นำคริสตจักร**ที่เป็นพิษ

ผู้นำคริสตจักรส่วนมากเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าและเป็นผู้เชื่อที่เข้มแข็ง ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษมีจำนวนไม่มากนัก แต่ผู้นำกลุ่มเล็ก ๆ นี้ที่สร้างความเจ็บปวด ทำร้าย อันตราย และหายนะแก่ชีวิตคริสตจักร และ องค์กรคริสตชนส่วนใหญ่  และมีอิทธิพลแพร่ระบาดรุนแรงและร้ายแรงอย่างเช่นเชื้อร้ายที่กำลังแพร่ในขณะนี้ (อ้อ...ระวังมันกำลังกลายพันธุ์ด้วย)

ข้างล่างนี้คือพฤติกรรมของผู้นำคริสตจักรและผู้นำองค์กรคริสตชนที่เป็นพิษ

1. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษไม่ค่อยแสดงให้เห็นถึงผลของพระวิญญาณ  

เปาโลได้กล่าวถึงคุณลักษณะที่เป็นผลของพระวิญญาณในกาลาเทีย 5:22-23 ดังนี้คือ  ความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดทน ความกรุณา ความดี ความซื่อสัตย์ ความสุภาพอ่อนโยน การรู้จักบังคับตน  คุณลักษณะเหล่านี้มักไม่ค่อยปรากฏในผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ

2. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ แสวงหาวิธีการนำที่มีความรับผิดชอบให้น้อยที่สุด  

ถ้าเป็นไปได้แล้วพวกเขาจะทำอย่างที่ไม่ต้องรับผิดชอบ และมักนิยมการใช้อำนาจการนำอย่างเผด็จการอย่างเบ็ดเสร็จจากบนลงล่าง

3. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ คาดหวังให้คนอื่นมีพฤติกรรมตามที่ตนต้องการ แต่ไม่คาดหวังว่าตนต้องมีพฤติกรรมเช่นนั้น

“จงทำอย่างที่ฉันสั่ง แต่อย่าทำตามที่ฉันทำ”

4. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษจะมองคนอื่น ๆ ด้อยกว่าตนทั้งสิ้น  

เราจะได้ยินผู้นำพวกนี้วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำอื่น ๆ เพื่อที่จะทำให้ตนเองโดดเด่นขึ้น

5. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษจะเป็นผู้นำที่มีความลำเอียง 

เป็นผู้นำที่นิยมชมชอบผู้คนเพียงไม่กี่คน ในขณะที่คนอื่น ๆ ส่วนมากถูกเหยียดให้ด้อยลง

6. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษมักเป็นผู้นำที่อารมณ์ฉุนเฉียว 

เขามักแสดงพฤติกรรมเช่นนี้เมื่อคนอื่น ๆ ไม่ทำอย่างที่ตนต้องการ  

7. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ เป็นผู้นำที่พูดกับบางคนอย่างหนึ่ง แต่พูดแตกต่างกับคนอื่น ๆ พูดง่าย ๆ คือเขาพูดโกหกหลอกลวง

8. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษจะเหยียดคนที่เขาจะพัฒนาให้ต่ำต้อยด้อยค่าก่อน  

มองคนอื่นอย่างต่ำต้อยด้อยค่า มองคนอื่นเป็นแค่วัตถุสิ่งของ มิได้มองคนเหล่านั้นว่าเป็นประชากรของพระเจ้าที่ต้องการการเสริมสร้างพัฒนา

9. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ เป็นผู้นำที่บิดเบือน เอารัดเอาเปรียบ 

มักใช้กลโกงด้วยความจริงบางส่วนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง

10. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ เป็นผู้นำที่ขาดความโปร่งใส  

ผู้นำที่เผด็จการมักเป็นผู้นำที่ไม่มีความโปร่งใส เพราะหากถูกจับได้ว่าเขาใช้อำนาจไปในทางที่ผิด  เขาอาจจะได้รับความเสียหาย

11. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ  เป็นผู้นำที่ไม่ต้องการให้ใครโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วย 

ถ้ามีบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขา คน ๆ นั้นจะตกเป็นเหยื่อของความโมโหโทโสของผู้นำ หรือถูกผู้นำทำให้เป็นคนต่ำต้อยด้อยค่าทันที

12. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ มักห้อมล้อมไปด้วยคนสอพลอประจบประแจง   

คนวงในของเขามักจะเป็นพวกคนสนิทและเครือญาติ และคนประเภท “ครับเจ้านาย”

13. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ เป็นผู้นำที่สื่อสารอย่างด้อยคุณภาพ 

โดยพื้นฐานแล้ว การสื่อสารที่ชัดเจนตรงไปตรงมามักแสดงออกให้คนอื่นเห็นถึงพฤติกรรมเผด็จการของเขา  ดังนั้น เขาจึงพยายามทำให้การสื่อสารของเขาดูคลุมเครือเข้าใจยาก

14. ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษ  เป็นผู้นำที่หมกมุ่นอยู่กับตนเอง  

ในความเป็นจริงแล้ว ผู้นำพวกนี้ไม่ต้องการเห็นตนเองที่แสดงออกถึงพฤติกรรมหรืออาการเหล่านี้  แต่....?

ใช่ครับ ผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษเหล่านี้เป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ ในหมู่ผู้นำคริสตชน แต่คนกลุ่มนี้สามารถทำให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อผู้นำคริสตชนกลุ่มใหญ่ และองค์กรคริสตชนและคริสตจักรได้   และพวกเขาสามารถมีพฤติกรรมอย่างที่เขาเป็นไปได้ยาวนานหลายปี เพราะผู้นำกลุ่มนี้เป็นผู้นำมักมีบารมีในบางด้าน ที่มีบุคลิกที่ดึงดูดความสนใจและมีเสน่ห์สำหรับคนที่แสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเอง

ท่านเคยรู้จักกับผู้นำคริสตจักรที่เป็นพิษบ้างไหม? พฤติกรรม หรือ อาการเหล่านี้ดูคุ้น ๆ หรือเปล่าครับ?   ท่านคิดจะไปร่วมไม้ร่วมมือกับเขาด้วยหรือไม่?

** หมายเหตุ: 

ผู้นำที่กล่าวในข้อเขียนนี้หมายถึงทั้งผู้นำในคริสตจักรท้องถิ่น คริสตจักรระดับภูมิภาค คริสตจักรในระดับชาติ และรวมถึงผู้นำในสถาบัน-องค์กรคริสตชน ในที่นี้รวมถึง ศิษยาภิบาล คณะธรรมกิจ-คณะกรรมการในคริสตจักรท้องถิ่น ภูมิภาค และกรรมการต่าง ๆ ในคริสตจักรระดับชาติ กรรมการอำนวยการในหน่วยงาน สถาบัน และองค์กรคริสตชน



09 เมษายน 2564

ชีวิตที่สอดรับกับน้ำพระทัยของพระเจ้า

เป้าประสงค์ของการอธิษฐานไม่ใช่เพื่อ “เราจะได้ตามใจปรารถนาของเราเอง” แต่เพื่อ “เราจะได้ตามพระประสงค์ของพระเจ้า” ในสังคมโลกนี้มากกว่า

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่เราทูลขอนั้นเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่?

ลองจินตนาภาพว่า ท่านอยู่ในเรือลำน้อยไม่ไกลจากท่าเทียบเรือ แล้วท่านโยนห่วงเชือกเพื่อคล้องหลักที่ข้างท่าเทียบเรือ แล้วกระตุกดึงกระชับให้มั่นใจว่าให้เชือกคล้องตอเสานั้นแน่น แล้วท่านก็ดึง...  เพื่อให้ตอเสาเข้าใกล้ชิดตัวท่านเข้ามามากทุกที หรือ ท่านดึงเพื่อเรือจะเข้าใกล้ชิดตอเสาที่ท่าเรือ? แน่นอนครับ จะต้องเป็นประการหลังแน่ ๆ

เช่นกัน  พระเจ้าเป็นเหมือนตอเสาข้างท่าเทียบเรือ เมื่อเราอธิษฐานเป็นเหมือนเราพยายามดึงเรือที่เรายืนอยู่ให้เคลื่อนเข้าไปใกล้ชิดตอเสาบนฝั่งท่าเทียบเรือให้มากที่สุด และยิ่งชีวิตของเราสอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งเห็นคำอธิษฐานของเราได้รับคำตอบในลักษณะการยืนยันชัดเจนมากขึ้นแค่นั้น

พระเยซูคริสต์กล่าวว่า “ถ้าพวกท่านติดสนิทอยู่กับเราและถ้อยคำของเราติดสนิทอยู่กับท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดที่ท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น” (ยอห์น 15:7 มตฐ.)

หรือกล่าวในทำนองเดียวกันเราสามารถแปลเป็นภาษาของเราปัจจุบันได้ว่า “ถ้าท่านมีชีวิตที่คุ้นชินกับเรา(พระเจ้า)  ทั้งในความคิด และคำสอนของเรา ท่านแน่ใจได้เลยว่า ไม่ว่าท่านจะทูลขออะไร พระเจ้าจะฟังและตอบสนองสิ่งที่ท่านทูลขอนั้น”

ส่วนมากแล้วเรามักโน้มเอียงใส่ใจไปในส่วนที่เราอธิษฐานทูลขอตามใจปรารถนาของเราเอง แล้วพระเจ้าจะตอบเราไหม? ตอบอย่างไร?  

แต่ขอตั้งข้อสังเกตในจุดสำคัญนี้ว่า ถ้าเรายืนหยัด แสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าจากการอ่าน ศึกษา ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า เพื่อเราจะดำเนินชีวิตของเราให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าเสมอ  และเมื่อนั้นพระวจนะของพระองค์ก็จะหยั่งรากฝังตัวแน่ในจิตใจของเรา และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มอธิษฐาน เราก็จะอธิษฐานในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ที่ฝังตัวอยู่ในชีวิตจิตใจของเราเสมอ

พระคัมภีร์บอกกับเราว่า “...ถ้าเรารู้ว่าพระองค์ทรงฟังเรา เมื่อเราทูลขอสิ่งใด ๆ เราก็รู้ว่าจะได้รับสิ่งที่เราทูลขอจากพระองค์” (1ยอห์น 5:15 อมธ.)

ดังนั้นอย่ากลัวที่จะทูลขอพระเจ้าให้เปิดเผยพระประสงค์แก่ท่าน  

อย่ากลัวที่จะทูลขอพระองค์ว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์”

อย่ากลัวที่จะมอบอนาคตที่เราไม่รู้  ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้รู้ถึงอนาคตของเราอย่างชัดแจ้ง  

พระเจ้ารักเมตตาท่าน และแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตของท่านนั้นดีเยี่ยม



07 เมษายน 2564

สงสัยพระเจ้า...ผิดด้วยหรือ?

ความสงสัยไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคน ๆ นั้นผิดปกติในความเชื่อเสมอไป อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขากำลังครุ่นคิด  ตรวจสอบ แสวงหาความจริงก็ได้

หากใครก็ตามที่ยากจะตกลงปลงใจเชื่อว่า มีพระเจ้าในสากลจักรวาลที่รักเมตตาเราทุกคน   คน ๆ นั้นก็คงลำบากใจที่จะเชื่อว่า พระเจ้ามีแผนการที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของเขา  ความสงสัยในทำนองนี้เกิดขึ้นแม้แต่คนที่เป็นสาวกที่เดินตามหลังพระคริสต์ไปในที่ต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

สาวกขี้สงสัยคนหนึ่งของพระเยซู   ที่เรารู้จักเขาในนามว่า โธมัสผู้สงสัย ภายหลังจากที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย และสาวกหลายต่อหลายคนบอกโธมัสว่า พวกเขาพบพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตายแล้ว แต่โธมัสบอกว่า เขาจะไม่เชื่อจนกว่าเขาจะได้เห็นพระองค์ด้วยตาของเขาเอง แล้วเอานิ้วแยงเข้าไปที่รูที่ถูกตอกตะปูที่ฝ่ามือ  และบาดแผลที่ถูกแทงด้วยหอกที่สีข้าง (ยอห์น 20:25)

ต่อมาเมื่อพวกสาวกรวมตัวอยู่ด้วยกัน  และโธมัสก็อยู่ร่วมกับพวกสาวกด้วย พระเยซูคริสต์ได้มาปรากฏแก่สาวก และ พระองค์พูดกับโธมัสว่า “เอานิ้วของท่านแยงที่นี่ และดูที่มือของเรา ยื่นมือของท่านออกมาคลำที่สีข้างของเรา อย่าสงสัยเลย แต่จงเชื่อ” (ข้อ 27)

โธมัสทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์” (ข้อ 28) โธมัสไม่ต้องการที่จะรู้อะไรมากกว่าที่สาวกคนอื่น ๆ รู้ เพียงแต่เขาต้องการที่จะรู้ความจริงนี้ด้วยตัวของเขาเอง   มิใช่เชื่อตามที่คนอื่นบอก หรือ เล่าให้ฟัง เขาต้องการมีประสบการณ์ตรงกับพระเยซูคริสต์ที่เป็นขึ้นจากความตายด้วยตัวของเขาเอง 

ดังนั้น จึงไม่แปลก หรือ ผิดปกติอะไรเลยที่เราจะเข้าหาพระเยซูคริสต์ด้วยยังไม่เชื่อ เข้าหาพระองค์ด้วยความสงสัย  และแม้แต่คนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าก็สามารถที่จะเข้าหาพระเยซูคริสต์ได้ อย่างเรื่องราวจากชีวิตจริงของหลายคนในหนังสือ “ถ้าพระเจ้ามีจริง ขอให้...” อรัญ ยูแบงค์ เขียน  ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง ถอดความและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย (พิมพ์ครั้งที่ 5)

แต่ที่แน่ ๆ คือ ท่านไม่สามารถที่จะมีความเชื่อด้วยความเชื่อของคนอื่น แต่ท่านสามารถที่พบเผชิญหน้ากับองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วถามตรงด้วยความจริงใจว่า “ผมยังมีปัญหาคาใจ/สงสัยในเรื่องนี้...” ขอช่วยชี้นำ สำแดง เพื่อข้าพระองค์จะเชื่อในพระองค์”

บางคนอาจจะกล่าวว่า “ขอพระองค์สำแดงพระองค์แก่ข้าพระองค์  แล้วข้าพระองค์จะได้เชื่อในพระองค์”

แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ท่านจงเปิดใจที่ต้องการเชื่อก่อน แล้วเราจะสำแดงให้ท่านเห็น”

ท่านสามารถที่จะเปลี่ยนจากความเคลือบแคลงใจไปสู่ความความศรัทธา เปลี่ยนความสงสัยไปสู่ความเชื่อ

พระเยซูตรัสกับโธมัสว่า
     “เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ?
     คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข”
                           (ยอห์น 20:29 มตฐ.)



05 เมษายน 2564

จะพลิกฟื้นจากความท้อแท้และผิดหวังในชีวิตอย่างไร?

ท่านเคยสิ้นหวัง หรือ หมดหวังในพระเจ้าไหม? ท่านเคยรู้สึกว่าพระเจ้าทำให้ท่านท้อแท้ สิ้นแรง ผิดหวัง  หรือ พระเจ้าทำให้ท่านล้มเหลวหรือไม่?

สาวกสองคนของพระเยซูคริสต์ในศตวรรษแรกที่ถอดใจเดินทางออกจากเยรูซาเล็มกลับไปบ้านเอมมาอูส ท้อแท้สิ้นหวังเพราะผิดหวังที่พระเยซูไม่ได้เป็นพระเมสิยาห์อย่างที่เขาคาดคิด เพราะถูกจับตรึงประหารชีวิตที่กางเขน และนี่คือจุดจบแห่งความหวังของเขา ถึงแม้เขาจะได้ยินข่าวแว่วมาจากบางคนว่า มีคนเห็นพระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นจากความตายและปรากฏตัวแก่เขาก็ตาม แต่ตัวเขาเองไม่ได้พบกับการปรากฏตัวของพระเยซูคริสต์ด้วยตนเอง

แต่ระหว่างการเดินทางกลับเอมมาอูส ได้มีชายแปลกหน้าเดินมาร่วมในการเดินทางไปด้วย ในพระคัมภีร์บอกว่าเป็นพระเยซูที่มาร่วมเดินทางกับเขาทั้งสอง แต่เขาทั้งสองกลับจำไม่ได้ว่าเป็นพระองค์

พระเยซูทักทั้งสองว่า “ทำไมท่านทั้งสองจึงดูมีหน้าตาเศร้าหมอง  มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?”

ชายทั้งสองย้อนตอบชายแปลกหน้าว่า ท่านมาจากเยรูซาเล็มไม่ใช่หรือ ท่านไปอยู่ที่ไหนมาที่ไม่รู้เรื่องราวข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในสองสามวันที่ผ่านมาหรือ (ลูกา 24:18)

พระเยซูย้อนถามว่า “เกิดเรื่องอะไรหรือ?” (ข้อ 19) ชายทั้งสองจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่พระเยซูคริสต์ให้ชายแปลกหน้า(พระเยซูคริสต์)ฟัง

พระองค์กล่าวตำหนิเขาทั้งสองว่า “โอ คนโง่เขลาและมีใจเฉื่อยช้าในการเชื่อถ้อยคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้นั้น พระคริสต์จำเป็นต้องทนทุกข์อย่างนั้นแล้วจึงเข้าในพระสิริของพระองค์ไม่ใช่หรือ?” (ข้อ 25-26 มตฐ.)

แล้วพระเยซูคริสต์เริ่มอธิบายลำดับเหตุการณ์คำสอนในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมที่บ่งชี้ถึงการสิ้นชีวิตของพระเยซูคริสต์และได้สำเร็จเป็นจริงอย่างที่เกิดขึ้น

จนกระทั่งสิ้นสุดการเดินทาง ทั้งสองกลับมาถึงบ้านของเขา  แขกแปลกหน้า (พระเยซูคริสต์) ดูเหมือนจะเดินทางต่อไป เขาทั้งสองเชิญแขกคนดังกล่าวให้รับประทานอาหารร่วมกับตนก่อน เมื่อรับประทานอาหาร  แขกแปลกหน้า (พระเยซูคริสต์) ได้หยิบขนมปังขึ้นมา ขอบพระคุณพระเจ้า แล้วหักขนมปังแบ่งให้เขาทั้งสอง ทันใดนั้นทั้งสองก็จำได้ว่า คนนี้เป็นพระเยซูคริสต์นี่นา แล้วพระเยซูคริสต์ก็หายไปจากสายตาของเขาทั้งสอง

จากเรื่องราวข้างต้นนี้กระตุ้นเตือนให้เราตระหนักชัดว่า พระวจนะของพระเจ้าจะมีพลังที่จะกอบกู้นำเรากลับมาสู่ชีวิตจิตวิญญาณที่มีพลังแข็งแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และประสบการณ์ที่ผู้เชื่อเคยมีกับพระเยซูคริสต์ที่ผ่านมาก็จะทำให้ผู้เชื่อได้ระลึกถึงพระราชกิจที่พระองค์เคยกระทำในชีวิตของตน และนี่จะเป็นกระบวนการพลิกฟื้นความเชื่อศรัทธาของผู้เชื่อกลับมายืนหยัดมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง  ส่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของสาวกพระคริสต์ทั้งสองคือ...

“ใจเรารุ่มร้อนภายในเมื่อพระองค์ตรัสตามทาง และ
เมื่อทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟังไม่ใช่หรือ?” 
...
เขาทั้งสองก็ลุกขึ้นในเวลานั้น แล้วกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม
และพบว่าพวกสาวกสิบเอ็ดคนชุมนุมกันอยู่พร้อมกับพรรคพวก กำลังพูดกันว่า

“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นมาแล้วจริง ๆ และทรงปรากฏแก่ซีโมน”
สองคนนั้นจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทาง และเรื่องที่เขารู้จักพระองค์โดยการหักขนมปังนั้น (ลูกา 24:32; 33-35 มตฐ.)

เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะนั้นได้หนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตที่จะยืนหยัดมั่นคงขึ้นในพระเจ้าหรือไม่? เมื่อท่านเข้าร่วมพิธีมหาสนิทได้ทำให้ท่านเห็นพระคริสต์และระลึกถึงพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของท่านหรือเปล่า? 

หรือที่ผ่านมาเราทำเป็นพิธีกรรมที่คิดว่าต้องทำเท่านั้น?

 


04 เมษายน 2564

ขำได้คิด: อุโมงค์ว่าง ขาย / ให้เช่า

ทุกวันนี้เรายังเก็บรักษาอุโมงค์ว่างเปล่านี้ไว้ในชีวิตของเรา
เรายังเฉลิมฉลองอุโมงค์ว่างเปล่าจนทุกวันนี้หรือเปล่า?
อะไรคืออุโมงค์ว่างเปล่าในชีวิตของเรา?

ท่านเฉลิมฉลอง “อุโมงค์ว่างเปล่า”? หรือ
เฉลิมฉลอง “พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย”?
อะไรคืออุโมงค์ว่างเปล่าที่ท่านเก็บรักษา ทนุถนอม เทิดทูนครับ?
ทุกวันนี้ท่านมีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ หรือ
ท่านมีชีวิตในอุโมงค์ที่ว่างเปล่า? 

ทำไมท่านถึงมั่นใจใน...
อุโมงค์ที่ว่างเปล่า หรือ ชีวิตใหม่ในพระคริสต์?

ท่านจะขาย “อุโมงค์ว่างเปล่า” หรือ “ชีวิตใหม่ในพระคริสต์”?
ท่านจะยึดมั่นใน “อุโมงค์ว่างเปล่า” หรือ “ชีวิตใหม่ในพระคริสต์?



02 เมษายน 2564

นิ่งในอุโมงค์มืดมิด...

ชีวิตในความมืดมิด โดดเดี่ยว และซึมเศร้า

ภาวะความมืดมิด โดดเดี่ยว และความซึมเศร้าในชีวิตจิตวิญญาณ เป็นภาวะที่เราท่านต่างเคยประสบพบเจอ   แม้แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต  มีชื่อเสียง  หรือเคยมีตำแหน่งใหญ่โตสูงส่งแค่ไหนก็ตาม  แม้แต่พระมหากษัตริย์  ประธานาธิบดี  และไม่เว้นคนที่เชื่อศรัทธา และ รับใช้พระเจ้าในพระราชกิจของพระองค์ก็ต้องเผชิญกับภาวะนี้เช่นกัน   กษัตริย์ดาวิดได้ประพันธ์บทเพลงสดุดี  กล่าวถึงสภาพชีวิตจิตวิญญาณที่ซึมเศร้าของท่านไว้ว่า

“จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงท้อแท้?
เหตุใดจึงกระสับกระส่ายอยู่ภายในข้าพเจ้า?
จงหวังในพระเจ้า
เพราะข้าพเจ้าจะยังคงสรรเสริญพระองค์
พระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้าและพระเจ้าของข้าพเจ้า”
               (สดุดี 42:5 อมธ.)

ชาร์ล สเปอร์เจียน (Charles Spurgeon) เป็นนักเทศน์เรืองนามในศตวรรษที่ 19 ที่กรุงลอนดอน ในแต่ละสัปดาห์มีผู้มาฟังเขาเทศนาอธิบายพระวจนะของพระเจ้าอย่างเนืองแน่น   แต่หลายต่อหลายคนไม่รู้เลยว่า สเปอร์เจียน ต้องทนทุกข์จากภาวะซึมเศร้าตลอดชีวิต   เขากล่าวถึงสาเหตุต่าง ๆ ของอาการนี้มาจาก ความเจ็บป่วย  การบาดเจ็บ  การรู้สึกโดดเดี่ยว  ความอ่อนล้าเพลียแรงทางจิตใจ  ความล้มเหลว  สภาพอากาศ  การโต้เถียง  การถูกวิพากษ์วิจารณ์ และ อื่น ๆ อีกมากมาย

เรามักเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนว่า  คนที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้าจะไม่ต้องทนทุกข์จากความมืดมิดทางจิตวิญญาณหรือความมืดมิดทางอารมณ์ความรู้สึก   แต่ดาวิดผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีต้องประสบพบเจอกับภาวะชีวิตจิตวิญญาณเช่นนี้   ดาวิดถามจิตใจของตนเองเช่นนี้ใน 3 แห่งด้วยว่า

“จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงท้อแท้?
เหตุใดจึงกระสับกระส่ายอยู่ภายในข้าพเจ้า?...” 
               (สดุดี 42:5, 11, และ 43:5 อมธ.)

แต่ดาวิด และ ผู้ประพันธ์บทเพลงสรรเสริญสดุดีคนอื่นรู้ว่า พระเจ้าทรงเป็นความสว่างที่สามารถขับไล่ขจัดความมืดมิดออกไปจากชีวิต  ดาวิดกล่าวว่า

 “จงหวังในพระเจ้า” (สดุดี 119:81, 114, 147)  และเปาโลได้เตือนสติเราแต่ละคนว่า  ในความมืดมิดอ่อนแรงของชีวิตสามารถที่จะนำเราไปถึงความหวังได้ 

“...เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน  และความทรหดอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้  และการที่เป็นเช่นนั้นทำให้มีความหวัง” (โรม 5:3-4 มตฐ.)

และความหวังเช่นนี้จะไม่ทำให้เราต้องผิดหวัง “เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว” (ข้อ 5 มตฐ.)

ในเวลาเดียวกันให้เราระลึกถึงองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ทุ่มทั้งชีวิตของพระองค์เพื่อพระราชกิจตามแผนงานของพระบิดาเจ้า แต่พระองค์ก็ต้องประสบกับภาวะความมืดมิดโดดเดี่ยวในชีวิตจิตวิญญาณของพระองค์  ที่สวนเกทเสมนี มัทธิว 26:38 บันทึกคำตรัสของพระองค์ต่อสาวกว่า “ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย...” (มตฐ.) แต่พระองค์ไม่สิ้นหวัง พระองค์บอกแก่สาวกว่า “จงอยู่ที่นี่และเฝ้าระวังกับเรา”  (มตฐ.)

เมื่อภาวะมืดมิดโดดเดี่ยวและภาวะซึมเศร้าทางจิตวิญญาณเข้ามาครอบงำในชีวิตจิตวิญญาณของเรา   อย่ากลัวแต่จงหวังใจในพระเจ้า พระวจนะของพระองค์ ความรักเมตตาของพระองค์จะนำเราเข้าสู่ความสว่างแห่งชีวิต

จอห์น คาล์วิน เคยกล่าวไว้ว่า  “ในความมืดมิดและความระทมทุกข์ของเรา พระคุณของพระเจ้าจะฉายแสงเปล่งสว่างมากยิ่งขึ้น”