พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดท่าน ที่นี่ เดี๋ยวนี้
เป็นความใกล้ชิดในสายเลือด
ดั่งแม่นกที่ทะนุถนอมห่วงใยลูกน้อยของมัน
พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่าน
ทรงเป็นชีวิตของท่านทั้งร่างกาย ความคิด จิตใจและจิตวิญญาณ
ท่านไม่รู้หรือว่า
เวลาที่ท่านหันกลับมาหาพระเจ้านั้นมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของท่าน
อิสยาห์ผู้รับใช้ของพระเจ้า ได้กล่าวแล้วมิใช่หรือว่า
“แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่
เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรีย์
เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย
เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย” (อิสยาห์ 40:31)
ท่านจงพากเพียรในทุกสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้ท่านกระทำ
การมุ่งมั่นที่จะกระทำตามที่พระองค์บัญชา ตามพระประสงค์ของพระองค์
จะนำมาซึ่งความไม่ผิดพลาดสำหรับท่านในทุกที่ที่ท่านไป
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องด้านจิตวิญญาณ ความคิด และแม้แต่สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับโลกนี้
ถ้าท่านหันมาดูพระวจนะที่พระองค์มีมายังท่าน
ท่านจะเห็นได้ว่า การทรงนำของพระองค์นั้นเป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่อง
เพียงแต่ท่านจะยอมกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในแต่ละขั้นแต่ละตอนที่ตรัสแก่ท่าน
พระองค์ก็จะสามารถทำให้ท่านเห็นความหมายในสิ่งที่พระองค์ทรงบอกและสอนท่านได้ชัดเจนเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น และสามารถนำท่านให้ก้าวย่างต่อไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
ความปลาบปลื้มใจของมนุษย์คือการที่เขามีความรู้สึกไว และ
ตอบสนองด้วยประสาทสัมผัสแห่งจิตวิญญาณ ต่อการทรงสัมผัสจากพระเจ้า
ท่านจงปลาบปลื้มใจ ปีติ ชื่นชมเถิด
"บนเส้นทางไปเอมมาอูส เราได้รับการแบ่งปันความเข้าใจ และในห้องเล็กๆ ที่เอมมาอูสนั้น เราได้เห็นสัจจะความจริง เราได้เห็นพระคริสต์ในชีวิตประจำวันของเรา และนั่นคือพลังที่เราจะดำเนินไปบนเส้นทางแห่งกางเขน"
30 มีนาคม 2553
สัมผัสของพระเจ้า
28 มีนาคม 2553
ชีวิตที่แยกไว้เฉพาะ
จงแสวงหาเราและดำรงชีวิตอยู่... (อาโมส 5:4)
แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน
แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ (มัทธิว 6:33)
พระเจ้าทรงตอบแทนการแสวงหาของท่าน ด้วยการสถิตอยู่ด้วยกับท่าน
จงชื่นชมและยินดีเถิด เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของท่าน
ความกล้าหาญและปีติดีใจจะนำมาซึ่งชัยชนะต่อความทุกข์ยากลำบากทั้งมวลในวันนี้
จงแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนสิ่งอื่นใดในชีวิตของท่าน
จงแสวงหาพระเจ้า รักพระองค์ และชื่นชมยินดีในพระองค์
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้นำทางชีวิตของท่าน
ไม่มีอันตรายใดๆ จะคุกคามชีวิตของท่านได้
ไม่มีวินัยชีวิตใดที่จะทำให้ท่านเหนื่อยล้าและอ่อนแรง
จงเพียรอดทนด้วยความชื่นชมเถิด
ท่านจะยึดมั่นในพระกำลังของพระเจ้าได้หรือไม่?
พระเจ้าทรงต้องการท่านมากกว่าที่ท่านต้องการพระองค์
จงสู้วิกฤติชีวิตในช่วงเวลานี้เพื่อพระประสงค์ของพระองค์
จงเริ่มทุกงานชีวิตและความสำเร็จเพื่อพระประสงค์ของพระองค์
ท่านพร้อมที่จะดำเนินชีวิตเพื่อพระประสงค์ของพระเจ้าโดยเฉพาะหรือไม่?
ท่านพร้อมจะมีชีวิตที่ “แยกออก” เพื่อมีชีวิตอยู่เฉพาะกับพระองค์หรือไม่?
ท่านจะมีชีวิตในโลกนี้ แต่ยังอยู่เฉพาะกับพระเจ้าได้หรือไม่?
จงเริ่มดำเนินชีวิตจากช่วงเวลาที่ท่านสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า
เข้าสู่การดำเนินชีวิตในโลกนี้ ด้วยความมั่นคงและปลอดภัย
เพราะอยู่กับพระองค์ และพระองค์สถิตอยู่กับท่าน ในโลกนี้
แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน
แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ (มัทธิว 6:33)
พระเจ้าทรงตอบแทนการแสวงหาของท่าน ด้วยการสถิตอยู่ด้วยกับท่าน
จงชื่นชมและยินดีเถิด เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของท่าน
ความกล้าหาญและปีติดีใจจะนำมาซึ่งชัยชนะต่อความทุกข์ยากลำบากทั้งมวลในวันนี้
จงแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนสิ่งอื่นใดในชีวิตของท่าน
จงแสวงหาพระเจ้า รักพระองค์ และชื่นชมยินดีในพระองค์
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้นำทางชีวิตของท่าน
ไม่มีอันตรายใดๆ จะคุกคามชีวิตของท่านได้
ไม่มีวินัยชีวิตใดที่จะทำให้ท่านเหนื่อยล้าและอ่อนแรง
จงเพียรอดทนด้วยความชื่นชมเถิด
ท่านจะยึดมั่นในพระกำลังของพระเจ้าได้หรือไม่?
พระเจ้าทรงต้องการท่านมากกว่าที่ท่านต้องการพระองค์
จงสู้วิกฤติชีวิตในช่วงเวลานี้เพื่อพระประสงค์ของพระองค์
จงเริ่มทุกงานชีวิตและความสำเร็จเพื่อพระประสงค์ของพระองค์
ท่านพร้อมที่จะดำเนินชีวิตเพื่อพระประสงค์ของพระเจ้าโดยเฉพาะหรือไม่?
ท่านพร้อมจะมีชีวิตที่ “แยกออก” เพื่อมีชีวิตอยู่เฉพาะกับพระองค์หรือไม่?
ท่านจะมีชีวิตในโลกนี้ แต่ยังอยู่เฉพาะกับพระเจ้าได้หรือไม่?
จงเริ่มดำเนินชีวิตจากช่วงเวลาที่ท่านสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า
เข้าสู่การดำเนินชีวิตในโลกนี้ ด้วยความมั่นคงและปลอดภัย
เพราะอยู่กับพระองค์ และพระองค์สถิตอยู่กับท่าน ในโลกนี้
25 มีนาคม 2553
บนเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธา
อ่าน มาระโก 5:21-43 อย่างใคร่ครวญ
เมื่อพระเยซูนั่งเรือข้ามฟากกลับมาอีกครั้ง ฝูงชนกลุ่มใหญ่พากันมาห้อมล้อมพระองค์ขณะที่พระเยซูทรงอยู่ที่ริมทะเล มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งชื่อไยรัสมาที่นั่น เมื่อเห็นพระเยซูก็หมอบลงแทบพระบาทพระองค์ ทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆ ของข้าพระองค์กำลังจะตาย โปรดเสด็จไปวางมือให้เพื่อเขาจะหายและไม่ตาย”
ดังนั้นพระเยซูจึงเสด็จไปกับเขา ผู้คนคับคั่งตามมาเบียดเสียดกันอยู่รอบพระองค์ ที่นั่นมีหญิงคนหนึ่งตกเลือดเรื้อรังมาสิบสองปีแล้ว ทุกข์ทรมานมาก เสียเงินหาหมอมาหลายคนจนหมดตัว แทนที่จะดีขึ้นอาการกลับทรุดลง เมื่อได้ยินถึงเรื่องพระเยซูจึงเดินปะปนกับฝูงชนตามข้างหลังพระองค์ และแตะต้องฉลองพระองค์ เพราะนางคิดว่า “ขอเพียงแค่แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้นเราก็จะหายโรค” ทันใดนั้นเองเลือดก็หยุดไหล และนางรู้สึกว่าตนหายโรคแล้ว
พระเยซูทรงทราบทันทีว่าฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์จึงหันกลับมาทางฝูงชนและตรัสถามว่า “ใครแตะต้องเสื้อผ้าของเรา?”
เหล่าสาวกทูลว่า “พระองค์ทรงเห็นอยู่แล้วว่า ผู้คนเบียดเสียดพระองค์กันแน่น ไฉนจึงทรงถามว่า “ใครมาแตะต้องเรา?””
แต่พระเยซูยังทอดพระเนตรไปรอบดูว่าใครเป็นผู้ทำเช่นนั้น หญิงนั้นซึ่งรู้เรื่องดีว่าอะไรเกิดขึ้นกับนาง ก็กลัวจนตัวสั่น เข้ามาหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลความจริงทั้งหมด
พระองค์ตรัสกับนางว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายโรค จงกลับไปด้วยสันติสุขและพ้นทุกข์เถิด”
พระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำก็มีคนจากบ้านไยรัสนายธรรมศาลามาบอกว่า “ลูกสาวของท่านเสียชีวิตแล้ว จะรบกวนพระอาจารย์อีกทำไม?”
พระเยซูไม่ทรงฟัง ตรัสกับนายธรรมศาลาว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น”
พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ใครติดตามไป ยกเว้นเปโตรและยากอบกับยอห์นน้องชายของยากอบ เมื่อมาถึงบ้านของนายธรรมศาลา พระเยซูทรงเห็นความอึกทึกวุ่นวาย ผู้คนสะอื้นร่ำไห้เสียงดัง พระองค์ทรงเข้าไปข้างในตรัสกับพวกเขาว่า “ร้องไห้วุ่นวายกันไปทำไม? เด็กน้อยยังไม่ตาย เพียงแต่หลับอยู่” แต่พวกเขาพากันหัวเราะเยาะพระองค์
หลังจากให้ผู้คนออกไปแล้ว พระองค์ทรงพาพ่อแม่ของเด็กกับสาวกที่ตามมาเข้าไปหาเด็กนั้น พระองค์ทรงจับมือเด็กน้อยตรัสว่า “ทาลิธา คูม!” (ซึ่งแปลว่า “แม่หนูเอ๋ย เราบอกเจ้าให้ลุกขึ้น!”) ทันใดนั้น เด็กหญิงก็ลุกขึ้นเดินไปรอบๆ (เด็กคนนี้อายุสิบสองขวบ) คนทั้งปวงอัศจรรย์ใจยิ่งนัก พระองค์ทรงกำชับเด็ดขาดมิให้บอกเรื่องนี้แก่ใคร และตรัสสั่งให้นำอาหารมาให้เด็กรับประทาน (TBS02b)
เปรียบเทียบ “เส้นทางความเชื่อ” ของนายธรรมศาลา กับ หญิงตกเลือด
1. สถานการณ์ชีวิต
นายธรรมศาลา : ลูกสาวของนายธรรมศาลาอายุ 12 ปีกำลังป่วยหนัก
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : หญิงคนนี้ตกเลือดมา 12 ปีแล้ว ต้องการที่จะหาย เพราะนอกจากความเจ็บป่วยทางกาย ยังเป็นตราบาปว่าเป็นคนไม่สะอาด ถูกกีดกันออกจากสังคมชุมชน
2. เงื่อนไขชีวิต
นายธรรมศาลา : กำลังเผชิญวิกฤติชีวิต ป่วยหนักและอาจจะตาย พ่อไม่ต้องการเสียลูกสาวไป ต้องการให้เธอมีชีวิต
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : เธอสิ้นหวังเพราะสูญเสียเงินทองทรัพย์สินจนหมดตัว แต่อาการตกเลือดกลับทรุดลง หมดทางและโอกาสที่จะรักษาชีวิต เศรษฐกิจ และสถานภาพสังคมในเวลานั้นของนาง
3. ความเชื่อมีเป้าหมาย
นายธรรมศาลา : เพื่อให้ลูกสาวที่ป่วยกำลังจะตายหายจากป่วยและไม่ตาย
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : เพื่อหายจากการตกเลือดมาเป็นเวลายาวนานที่รักษามาตลอด 12 ปีไม่หายสักที แต่กลับทรุดลง แต่ในครั้งนี้นางเชื่อว่า แค่ได้แตะชายฉลองของพระเยซูตนก็จะหาย
4. กรอบ/ขอบเขตของความเชื่อ
นายธรรมศาลา : เชื่อว่าพระเยซูจะสามารถรักษาลูกสาวของตนที่ป่วยให้หายได้ แต่มิได้คาดคิดว่าพระเยซูจะทำให้ลูกสาวเป็นขึ้นจากตายได้ เพราะคนจากบ้านนายธรรมศาลากล่าวว่า “ลูกสาวของท่านเสียชีวิตแล้ว จะรบกวนพระอาจารย์อีกทำไม?” ความเชื่อของเขามีกรอบว่า พระเยซูรักษาคนที่เจ็บป่วยได้ แต่เมื่อคนนั้นตายแล้วก็อยู่เหนือกรอบความสามารถของพระเยซูคริสต์
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : ความเชื่อของหญิงตกเลือดเกิดจากที่ได้ยินได้ฟังและได้เห็นถึงความสามารถและฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์ โดยสภาพชีวิตของนางไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นในเวลาวันนั้น ไม่มีโอกาสที่จะกราบลงอย่างนายธรรมศาลาเพื่อขอการทรงรักษา เพราะนางไม่สะอาด นางจะแทรกตัวอยู่ในฝูงจนไม่ได้ เพราะจะทำให้คนที่นางไปถูกต้องพลอยไม่สะอาดไปด้วย และถ้าฝูงชนรู้นางอาจจะถูกประชาทัณฑ์ก็ได้ และพระเยซูแตะต้องนางก็จะทำให้พระองค์ไม่สะอาดไปด้วย
แต่กรอบความเชื่อของนางกว้างกว่านั้น คือ “ขอเพียงแค่แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้นเราก็จะหายโรค” ความสามารถและฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์มิได้ถูกจำกัด ติดยึดอยู่กับรูปแบบ เงื่อนไข วิธีการ “พิธี” หรือกฎระเบียบ เท่านั้น แต่นางเชื่อว่าพระเยซูมีท่าทีและฤทธิ์เดชเหนือกรอบดังกล่าว
5. มิติของความเชื่อศรัทธา
นายธรรมศาลา : ความเชื่อศรัทธาของนายธรรมศาลาเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นจากการได้รับอิทธิพลจากภายนอกคือเห็นคนอื่นได้รับการรักษาจากพระเยซู เมื่อไม่รู้จะพึ่งใคร หรือ สิ่งใด จึงมาพึ่งพระเยซูคริสต์ เป็นความเชื่อศรัทธาในมิติของความคาดหวัง แต่มิใช่ความเชื่อศรัทธาที่เชื่อมั่นคงภายในชีวิต ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ล้อมรอบชีวิตเปลี่ยน ความเชื่อจึงเปลี่ยนตามด้วย
พระเยซูคริสต์ทรงมีพระทัยเมตตาต่อนายธรรมศาลา พระองค์ทรงเสริมสร้าง วางรากฐานความเชื่อศรัทธาภายในชีวิตของนายธรรมศาลา พระองค์ให้กำลังใจว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น” พระองค์ทรงเริ่มต้นวางรากฐานความเชื่อภายในของนายธรรมศาลา ยังไม่สามารถให้ความเชื่อขยายมีอิทธิพลสู่สังคมชุมชนรอบข้าง จึงให้พ่อแม่และสาวกคนสนิทเท่านั้นที่เขาไปในเหตุการณ์การรักษาลูกสาวของนายธรรมศาลาครั้งนี้ และยังต้องพิสูจน์ย้ำให้ความเชื่อศรัทธาภายในชีวิตของนายธรรมศาลาให้มั่งคงแข็งแรงขึ้นด้วยการให้นำอาหารมาให้ลูกสาวของเขารับประทาน เพื่อพิสูจน์ให้พ่อแม่มั่นใจว่า เด็กที่เดินไปมานั้นมิใช่ผีแต่เป็นคน
แต่อย่างไรก็ตามถ้าความเชื่อศรัทธาของนายธรรมศาลาถ้าได้มีการเลี้ยงดูฟูมฟักก็จะเข้มแข็ง เกิดผล มีอิทธิพลสู่ความเชื่อศรัทธาที่แสดงออกภายนอกชีวิตรอบข้าง สังคมและชุมชนได้ในอนาคต
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : ด้วยความคิดความเชื่อและความตั้งใจของหญิงเลือดตกคนนี้ต้องการรับการรักษาจากพระเยซูอย่าง “เป็นการลับ” เพราะความเชื่อภายในส่วนลึกของชีวิตนางเชื่ออย่างหมดใจ แต่พระคริสต์ต้องการมากกว่าความเชื่อและการหายตกเลือดของนางเท่านั้น พระองค์มีพระทัยเมตตาที่จะเยียวยารักษามิติชีวิตทางสังคมชุมชนด้วย จึงทรงต้องการเปิดเรื่องนี้ให้สังคมชุมชนรู้และยอมรับการหายโรคตกเลือด หายจากการไม่สะอาด หายจากการถูกกีดกันในชีวิต
พระคริสต์ทรงเสริมเพิ่มความเชื่อศรัทธาของนางจากมิติภายในชีวิต สู่ความเชื่อศรัทธาที่มีอิทธิพลกระทบต่อสภาพรอบข้างของชีวิต คุณภาพชีวิตของเธอ และ ขยายกรอบความเชื่อศรัทธาของสังคมชุมชน พระเยซูกล่าวแก่เธอว่า “...ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายโรค จงกลับไปด้วยสันติสุขและพ้นทุกข์เถิด”
6. ความเชื่อแบบตั้งรับ
นายธรรมศาลา : แน่นอนว่า เพราะเป็นการวางฐานทางความเชื่อนายธรรมศาลาจึงเริ่มต้นความเชื่อของตนจากการตั้งรับ คาดหวังให้พระเยซูมารักษาลูกสาวที่บ้าน ความเชื่อในระดับนี้ต้องการเวลาของการบ่มเพาะ ต้องการพี่เลี้ยงที่จะเอาใจใส่เลี้ยงดูให้เติบโตแข็งแรง ต้องการประสบการณ์ตรงในชีวิต ต้องการการสัมผัสจากพระคริสต์
ความเชื่อที่ต้องเสี่ยง
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : หญิงตกเลือดไม่มีทางเลือก และการที่นางตัดสินใจรับการรักษาด้วยการแตะที่เสื้อผ้าของพระเยซูนั้นเป็นความคิดที่อันตรายและเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะตามบัญญัติของยิว เธอจะทำให้พระเยซูไม่สะอาดไปด้วย และเมื่อพระเยซูถามหาคนที่แตะต้องเสื้อผ้าของพระองค์ เธอจึง...กลัวจนตัวสั่น เข้ามาหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลความจริงทั้งหมด
จากวิกฤตินี้พระเยซูเสริมเพิ่มความเชื่อของนางไปสู่อีกระดับหนึ่ง จากความเชื่อว่า นางจะทำให้พระเยซูไม่สะอาด แต่กลับพบความจริงว่า ความบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ทำให้เธอพลอยสะอาดไปด้วย ความบริสุทธิ์ของพระคริสต์ได้ขจัดความสกปรกและอำนาจบาปที่ปนเปื้อนในชีวิตของเธอออกไป และนี่คือฤทธิ์เดชของธรรมบัญญัติที่นำถึงความตาย ส่วนฤทธิ์เดชพระกิตติคุณของพระคริสต์ที่นำถึงซึ่งชีวิต
นี่คือความเชื่อที่ “พลิกคว่ำ” จากความเชื่อที่ยึดมั่นที่กฎระเบียบ กฎบังคับ สู่ความกล้าที่จะเชื่อและไว้วางใจในพระคุณของพระคริสต์ กล้าเสี่ยงรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระองค์
7. บทเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธาสายนี้ พระองค์ทรงเรียกหญิงตกเลือดออกมาเพื่อเป็นบทเรียนแห่งความเชื่อศรัทธาสำหรับนายธรรมศาลาเมื่อชีวิตเผชิญกับวิกฤติ “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น” พระองค์ทำให้หญิงตกเลือดหายสะอาดปกติได้ ลูกสาวของเขาก็จะได้รับการรักษาด้วย
บนเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธาในชีวิตประจำวัน พระองค์ทรงให้ชีวิตของบางคนที่เรามิได้คาดคิด เพื่อเป็นบทเรียนหนุนเสริมความเชื่อชีวิตของเรา เพื่อเราจะเรียนรู้ว่าการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อศรัทธานั้นเป็นเช่นไร เมื่อชีวิตของเราตกอยู่ในความยากลำบาก ถึงทางตันหาทางออกมิได้ สิ้นหวัง จงเชื่อและไว้วางใจว่าพระองค์ทรงรู้และพร้อมที่จะสัมผัสเพื่อรักษาบาดแผลในส่วนลึกแห่งชีวิตของเรา และอาจจะใช้ชีวิตของท่านเป็นตัวอย่างที่จะดลอกดลใจคนอื่นให้มีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่เข้มแข็งขึ้น
เมื่อพระเยซูนั่งเรือข้ามฟากกลับมาอีกครั้ง ฝูงชนกลุ่มใหญ่พากันมาห้อมล้อมพระองค์ขณะที่พระเยซูทรงอยู่ที่ริมทะเล มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งชื่อไยรัสมาที่นั่น เมื่อเห็นพระเยซูก็หมอบลงแทบพระบาทพระองค์ ทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆ ของข้าพระองค์กำลังจะตาย โปรดเสด็จไปวางมือให้เพื่อเขาจะหายและไม่ตาย”
ดังนั้นพระเยซูจึงเสด็จไปกับเขา ผู้คนคับคั่งตามมาเบียดเสียดกันอยู่รอบพระองค์ ที่นั่นมีหญิงคนหนึ่งตกเลือดเรื้อรังมาสิบสองปีแล้ว ทุกข์ทรมานมาก เสียเงินหาหมอมาหลายคนจนหมดตัว แทนที่จะดีขึ้นอาการกลับทรุดลง เมื่อได้ยินถึงเรื่องพระเยซูจึงเดินปะปนกับฝูงชนตามข้างหลังพระองค์ และแตะต้องฉลองพระองค์ เพราะนางคิดว่า “ขอเพียงแค่แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้นเราก็จะหายโรค” ทันใดนั้นเองเลือดก็หยุดไหล และนางรู้สึกว่าตนหายโรคแล้ว
พระเยซูทรงทราบทันทีว่าฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์จึงหันกลับมาทางฝูงชนและตรัสถามว่า “ใครแตะต้องเสื้อผ้าของเรา?”
เหล่าสาวกทูลว่า “พระองค์ทรงเห็นอยู่แล้วว่า ผู้คนเบียดเสียดพระองค์กันแน่น ไฉนจึงทรงถามว่า “ใครมาแตะต้องเรา?””
แต่พระเยซูยังทอดพระเนตรไปรอบดูว่าใครเป็นผู้ทำเช่นนั้น หญิงนั้นซึ่งรู้เรื่องดีว่าอะไรเกิดขึ้นกับนาง ก็กลัวจนตัวสั่น เข้ามาหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลความจริงทั้งหมด
พระองค์ตรัสกับนางว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายโรค จงกลับไปด้วยสันติสุขและพ้นทุกข์เถิด”
พระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำก็มีคนจากบ้านไยรัสนายธรรมศาลามาบอกว่า “ลูกสาวของท่านเสียชีวิตแล้ว จะรบกวนพระอาจารย์อีกทำไม?”
พระเยซูไม่ทรงฟัง ตรัสกับนายธรรมศาลาว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น”
พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ใครติดตามไป ยกเว้นเปโตรและยากอบกับยอห์นน้องชายของยากอบ เมื่อมาถึงบ้านของนายธรรมศาลา พระเยซูทรงเห็นความอึกทึกวุ่นวาย ผู้คนสะอื้นร่ำไห้เสียงดัง พระองค์ทรงเข้าไปข้างในตรัสกับพวกเขาว่า “ร้องไห้วุ่นวายกันไปทำไม? เด็กน้อยยังไม่ตาย เพียงแต่หลับอยู่” แต่พวกเขาพากันหัวเราะเยาะพระองค์
หลังจากให้ผู้คนออกไปแล้ว พระองค์ทรงพาพ่อแม่ของเด็กกับสาวกที่ตามมาเข้าไปหาเด็กนั้น พระองค์ทรงจับมือเด็กน้อยตรัสว่า “ทาลิธา คูม!” (ซึ่งแปลว่า “แม่หนูเอ๋ย เราบอกเจ้าให้ลุกขึ้น!”) ทันใดนั้น เด็กหญิงก็ลุกขึ้นเดินไปรอบๆ (เด็กคนนี้อายุสิบสองขวบ) คนทั้งปวงอัศจรรย์ใจยิ่งนัก พระองค์ทรงกำชับเด็ดขาดมิให้บอกเรื่องนี้แก่ใคร และตรัสสั่งให้นำอาหารมาให้เด็กรับประทาน (TBS02b)
เปรียบเทียบ “เส้นทางความเชื่อ” ของนายธรรมศาลา กับ หญิงตกเลือด
1. สถานการณ์ชีวิต
นายธรรมศาลา : ลูกสาวของนายธรรมศาลาอายุ 12 ปีกำลังป่วยหนัก
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : หญิงคนนี้ตกเลือดมา 12 ปีแล้ว ต้องการที่จะหาย เพราะนอกจากความเจ็บป่วยทางกาย ยังเป็นตราบาปว่าเป็นคนไม่สะอาด ถูกกีดกันออกจากสังคมชุมชน
2. เงื่อนไขชีวิต
นายธรรมศาลา : กำลังเผชิญวิกฤติชีวิต ป่วยหนักและอาจจะตาย พ่อไม่ต้องการเสียลูกสาวไป ต้องการให้เธอมีชีวิต
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : เธอสิ้นหวังเพราะสูญเสียเงินทองทรัพย์สินจนหมดตัว แต่อาการตกเลือดกลับทรุดลง หมดทางและโอกาสที่จะรักษาชีวิต เศรษฐกิจ และสถานภาพสังคมในเวลานั้นของนาง
3. ความเชื่อมีเป้าหมาย
นายธรรมศาลา : เพื่อให้ลูกสาวที่ป่วยกำลังจะตายหายจากป่วยและไม่ตาย
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : เพื่อหายจากการตกเลือดมาเป็นเวลายาวนานที่รักษามาตลอด 12 ปีไม่หายสักที แต่กลับทรุดลง แต่ในครั้งนี้นางเชื่อว่า แค่ได้แตะชายฉลองของพระเยซูตนก็จะหาย
4. กรอบ/ขอบเขตของความเชื่อ
นายธรรมศาลา : เชื่อว่าพระเยซูจะสามารถรักษาลูกสาวของตนที่ป่วยให้หายได้ แต่มิได้คาดคิดว่าพระเยซูจะทำให้ลูกสาวเป็นขึ้นจากตายได้ เพราะคนจากบ้านนายธรรมศาลากล่าวว่า “ลูกสาวของท่านเสียชีวิตแล้ว จะรบกวนพระอาจารย์อีกทำไม?” ความเชื่อของเขามีกรอบว่า พระเยซูรักษาคนที่เจ็บป่วยได้ แต่เมื่อคนนั้นตายแล้วก็อยู่เหนือกรอบความสามารถของพระเยซูคริสต์
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : ความเชื่อของหญิงตกเลือดเกิดจากที่ได้ยินได้ฟังและได้เห็นถึงความสามารถและฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์ โดยสภาพชีวิตของนางไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นในเวลาวันนั้น ไม่มีโอกาสที่จะกราบลงอย่างนายธรรมศาลาเพื่อขอการทรงรักษา เพราะนางไม่สะอาด นางจะแทรกตัวอยู่ในฝูงจนไม่ได้ เพราะจะทำให้คนที่นางไปถูกต้องพลอยไม่สะอาดไปด้วย และถ้าฝูงชนรู้นางอาจจะถูกประชาทัณฑ์ก็ได้ และพระเยซูแตะต้องนางก็จะทำให้พระองค์ไม่สะอาดไปด้วย
แต่กรอบความเชื่อของนางกว้างกว่านั้น คือ “ขอเพียงแค่แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้นเราก็จะหายโรค” ความสามารถและฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์มิได้ถูกจำกัด ติดยึดอยู่กับรูปแบบ เงื่อนไข วิธีการ “พิธี” หรือกฎระเบียบ เท่านั้น แต่นางเชื่อว่าพระเยซูมีท่าทีและฤทธิ์เดชเหนือกรอบดังกล่าว
5. มิติของความเชื่อศรัทธา
นายธรรมศาลา : ความเชื่อศรัทธาของนายธรรมศาลาเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นจากการได้รับอิทธิพลจากภายนอกคือเห็นคนอื่นได้รับการรักษาจากพระเยซู เมื่อไม่รู้จะพึ่งใคร หรือ สิ่งใด จึงมาพึ่งพระเยซูคริสต์ เป็นความเชื่อศรัทธาในมิติของความคาดหวัง แต่มิใช่ความเชื่อศรัทธาที่เชื่อมั่นคงภายในชีวิต ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ล้อมรอบชีวิตเปลี่ยน ความเชื่อจึงเปลี่ยนตามด้วย
พระเยซูคริสต์ทรงมีพระทัยเมตตาต่อนายธรรมศาลา พระองค์ทรงเสริมสร้าง วางรากฐานความเชื่อศรัทธาภายในชีวิตของนายธรรมศาลา พระองค์ให้กำลังใจว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น” พระองค์ทรงเริ่มต้นวางรากฐานความเชื่อภายในของนายธรรมศาลา ยังไม่สามารถให้ความเชื่อขยายมีอิทธิพลสู่สังคมชุมชนรอบข้าง จึงให้พ่อแม่และสาวกคนสนิทเท่านั้นที่เขาไปในเหตุการณ์การรักษาลูกสาวของนายธรรมศาลาครั้งนี้ และยังต้องพิสูจน์ย้ำให้ความเชื่อศรัทธาภายในชีวิตของนายธรรมศาลาให้มั่งคงแข็งแรงขึ้นด้วยการให้นำอาหารมาให้ลูกสาวของเขารับประทาน เพื่อพิสูจน์ให้พ่อแม่มั่นใจว่า เด็กที่เดินไปมานั้นมิใช่ผีแต่เป็นคน
แต่อย่างไรก็ตามถ้าความเชื่อศรัทธาของนายธรรมศาลาถ้าได้มีการเลี้ยงดูฟูมฟักก็จะเข้มแข็ง เกิดผล มีอิทธิพลสู่ความเชื่อศรัทธาที่แสดงออกภายนอกชีวิตรอบข้าง สังคมและชุมชนได้ในอนาคต
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : ด้วยความคิดความเชื่อและความตั้งใจของหญิงเลือดตกคนนี้ต้องการรับการรักษาจากพระเยซูอย่าง “เป็นการลับ” เพราะความเชื่อภายในส่วนลึกของชีวิตนางเชื่ออย่างหมดใจ แต่พระคริสต์ต้องการมากกว่าความเชื่อและการหายตกเลือดของนางเท่านั้น พระองค์มีพระทัยเมตตาที่จะเยียวยารักษามิติชีวิตทางสังคมชุมชนด้วย จึงทรงต้องการเปิดเรื่องนี้ให้สังคมชุมชนรู้และยอมรับการหายโรคตกเลือด หายจากการไม่สะอาด หายจากการถูกกีดกันในชีวิต
พระคริสต์ทรงเสริมเพิ่มความเชื่อศรัทธาของนางจากมิติภายในชีวิต สู่ความเชื่อศรัทธาที่มีอิทธิพลกระทบต่อสภาพรอบข้างของชีวิต คุณภาพชีวิตของเธอ และ ขยายกรอบความเชื่อศรัทธาของสังคมชุมชน พระเยซูกล่าวแก่เธอว่า “...ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายโรค จงกลับไปด้วยสันติสุขและพ้นทุกข์เถิด”
6. ความเชื่อแบบตั้งรับ
นายธรรมศาลา : แน่นอนว่า เพราะเป็นการวางฐานทางความเชื่อนายธรรมศาลาจึงเริ่มต้นความเชื่อของตนจากการตั้งรับ คาดหวังให้พระเยซูมารักษาลูกสาวที่บ้าน ความเชื่อในระดับนี้ต้องการเวลาของการบ่มเพาะ ต้องการพี่เลี้ยงที่จะเอาใจใส่เลี้ยงดูให้เติบโตแข็งแรง ต้องการประสบการณ์ตรงในชีวิต ต้องการการสัมผัสจากพระคริสต์
ความเชื่อที่ต้องเสี่ยง
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : หญิงตกเลือดไม่มีทางเลือก และการที่นางตัดสินใจรับการรักษาด้วยการแตะที่เสื้อผ้าของพระเยซูนั้นเป็นความคิดที่อันตรายและเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะตามบัญญัติของยิว เธอจะทำให้พระเยซูไม่สะอาดไปด้วย และเมื่อพระเยซูถามหาคนที่แตะต้องเสื้อผ้าของพระองค์ เธอจึง...กลัวจนตัวสั่น เข้ามาหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลความจริงทั้งหมด
จากวิกฤตินี้พระเยซูเสริมเพิ่มความเชื่อของนางไปสู่อีกระดับหนึ่ง จากความเชื่อว่า นางจะทำให้พระเยซูไม่สะอาด แต่กลับพบความจริงว่า ความบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ทำให้เธอพลอยสะอาดไปด้วย ความบริสุทธิ์ของพระคริสต์ได้ขจัดความสกปรกและอำนาจบาปที่ปนเปื้อนในชีวิตของเธอออกไป และนี่คือฤทธิ์เดชของธรรมบัญญัติที่นำถึงความตาย ส่วนฤทธิ์เดชพระกิตติคุณของพระคริสต์ที่นำถึงซึ่งชีวิต
นี่คือความเชื่อที่ “พลิกคว่ำ” จากความเชื่อที่ยึดมั่นที่กฎระเบียบ กฎบังคับ สู่ความกล้าที่จะเชื่อและไว้วางใจในพระคุณของพระคริสต์ กล้าเสี่ยงรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระองค์
7. บทเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธาสายนี้ พระองค์ทรงเรียกหญิงตกเลือดออกมาเพื่อเป็นบทเรียนแห่งความเชื่อศรัทธาสำหรับนายธรรมศาลาเมื่อชีวิตเผชิญกับวิกฤติ “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น” พระองค์ทำให้หญิงตกเลือดหายสะอาดปกติได้ ลูกสาวของเขาก็จะได้รับการรักษาด้วย
บนเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธาในชีวิตประจำวัน พระองค์ทรงให้ชีวิตของบางคนที่เรามิได้คาดคิด เพื่อเป็นบทเรียนหนุนเสริมความเชื่อชีวิตของเรา เพื่อเราจะเรียนรู้ว่าการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อศรัทธานั้นเป็นเช่นไร เมื่อชีวิตของเราตกอยู่ในความยากลำบาก ถึงทางตันหาทางออกมิได้ สิ้นหวัง จงเชื่อและไว้วางใจว่าพระองค์ทรงรู้และพร้อมที่จะสัมผัสเพื่อรักษาบาดแผลในส่วนลึกแห่งชีวิตของเรา และอาจจะใช้ชีวิตของท่านเป็นตัวอย่างที่จะดลอกดลใจคนอื่นให้มีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่เข้มแข็งขึ้น
23 มีนาคม 2553
ปรากฏการณ์มหัศจรรย์
องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ด้วยจิตใจแห่งปิติชื่นชม
ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการทรงอวยพระพรอันอัศจรรย์
ที่ทรงประทานแก่ข้าพระองค์ในวันนี้และในทุกวัน
ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการทรงอวยพระพรอันอัศจรรย์
ที่ทรงประทานแก่ข้าพระองค์ในวันนี้และในทุกวัน
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่เคียงข้างท่าน
จงดำเนินตามการทรงนำของพระองค์
สิ่งมหัศจรรย์เหนือความคิด-จินตนาการของท่านกำลังสำแดงและเปิดเผย
พระคริสต์คือผู้นำทางชีวิตของท่าน และ
ทรงเป็นมิตรสหายของท่าน
จงชื่นชมยินดีในความคิดความเชื่อนี้เถิด
ท่านจงระลึกเสมอว่า
สำหรับพระองค์แล้วการอัศจรรย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติและเป็นธรรมชาติ
สำหรับสาวกของพระองค์ สำหรับคนที่ติดตามพระองค์การอัศจรรย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามพลังปกติแห่งจิตวิญญาณ
ดังนั้น คนที่ดำเนินชีวิตและเข้าใจด้วยประสาทสัมผัสแห่งกายเท่านั้น
จึงคิดและเข้าใจว่าการอัศจรรย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่เหนือธรรมชาติ
ท่านต้องระลึกด้วยเช่นกันว่า
คนที่ดำเนินชีวิตด้วยสัมผัสรู้สึกเท่านั้นก็เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า
ท่านจะต้องรู้เท่าทันเรื่องนี้ให้ชัดเจน และ
ท่านต้องอธิษฐานเพื่อขอการทรงช่วยให้ความเข้าใจนี้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นว่า
เพียงท่านยอมอยู่ภายใต้การทรงนำขององค์พระผู้เป็นเจ้า และ การหนุนเสริมเพิ่มพลังจากพระองค์แล้ว
สิ่งอัศจรรย์จะเกิดขึ้นได้ทุกวันอย่างปกติ ธรรมดา และเป็นอย่างธรรมชาติ
บุตรของพระเจ้าเอ๋ย
ประชากรแห่งแผ่นดินของพระเจ้านั้นเป็นคนที่เฉพาะพิเศษ
เป็นประชากรที่ทรงสร้างให้มี...
ความเชื่อศรัทธา
ความคิด
ความหวัง
แรงบันดาลใจ
แรงดลใจ
แรงกระตุ้นให้มีชีวิตที่แตกต่างออกไป
เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในการทรงนำและการทรงเอื้ออำนวยของพระองค์ต่อชีวิตของตน
ท่านได้เห็นถึงสิ่งอัศจรรย์มากมายที่เกิดขึ้นว่า
ดูเป็นการเกิดขึ้นที่เรียบง่าย
ขับเคลื่อนและเกิดขึ้นอย่างอิสระ
ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดที่จะมาควบคุมครอบงำได้
จนทำให้ท่านต้องแปลกประหลาดใจ
จงฟังนะ บุตรของพระเจ้าเอ๋ย
สิ่งเหล่านั้นมิได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดายเลย
แต่กว่าที่จะเกิดขึ้นอย่างเช่นที่ท่านเห็นนั้น
ได้ผ่านความวิตกกังวล
ความอ่อนล้าหมดแรง
การปล้ำสู้ในจิตใจชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า
วันแล้ววันเล่า
เดือนแล้วเดือนเล่า
ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท
ด้วยความปรารถนาที่จะชนะตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว แน่วแน่
เพื่อที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า และ
ดำเนินชีวิตตามแนวทางของพระองค์
จนประสบชัยชนะ
ความกลัดกลุ้ม
ความกังวลใจ และ
การถูกสบประมาท เหยียดหยาม
ทำให้เขากลับกลายเป็นผู้ที่อดทนด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ
ชีวิตจึงบังเกิดการอัศจรรย์ขึ้น
21 มีนาคม 2553
มิตรสหายในงานชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย
แท้จริงแล้วความพยายามวันแล้ววันเล่านั้นมีค่ายิ่ง
มิใช่เหตุการณ์พิเศษสุดยอดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งบางคราว
การที่ท่านเชื่อฟังและพยายามทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าวันแล้ววันเล่าในความรู้สึกที่ว่างเปล่า
เหมือนการเดินทางชีวิตในถิ่นทุรกันดารที่ราบโล่ง กว้าง เวิ้งว้าง
มีค่าในชีวิตยิ่งกว่าเหตุการณ์พิเศษสุดเฉกเช่นสาวกเห็นการทรงจำแลงพระกายของพระคริสต์บนยอดเขา
ไม่มีที่ใดที่ต้องการความพากเพียรอุตสาหะมากเท่ากับการดำรงชีวิตที่มีความเชื่อศรัทธา
งานและชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายในแผ่นดินของพระเจ้า…
คือการที่ท่านจะต้องมีชีวิตที่ตรึงแน่นในสัมพันธภาพที่สนิทสนมกับพระองค์
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในเรื่องเล็กเรื่องน้อย
ผู้ที่ควบคุมสิ่งเล็กสิ่งน้อยที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
ท่านจงระลึกไว้เสมอว่า
ในแต่ละวันไม่มีสิ่งใดที่เล็กเกินไปที่จะเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานของพระเจ้า
ดั่งชิ้นหินโมเสคชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง มีบทบาทยิ่งใหญ่ในภาพรวมทั้งหมดของภาพโมเสคนั้น
ท่านจงมีชีวิตที่ชื่นชมยินดีในพระเจ้า
ผู้ทรงเชื่อมต่อสัมพันธ์ให้เกิดดุลยภาพและความงดงามแห่งโมเสดชีวิตของท่านในแผนการของพระองค์
ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญขุดลึก
1. ในชีวิตของท่าน ท่านมีหลักการในการให้คุณค่าและความสำคัญต่อชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์แวดล้อมอย่างไร?
2. ในชีวิตของท่านอะไรคือสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายในชีวิตประจำวัน(วันแล้ววันเล่า)ของท่าน?
3. อะไรคือความน่าเบื่อหน่ายในชีวิตความเชื่อศรัทธาของท่าน?
4. ท่านมีความคิดเห็น และ ประสบการณ์อย่างไรบ้างกับคำกล่าวข้างต้นที่ว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในเรื่องเล็กเรื่องน้อย ผู้ที่ควบคุมสิ่งเล็กสิ่งน้อยที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน”?
5. ท่านเห็นว่า “ชีวทัศน์ และ โลกทัศน์” ของข้อความข้างต้นกับทัศนะของท่านเอง มีอะไรที่เหมือน และ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
มิใช่เหตุการณ์พิเศษสุดยอดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งบางคราว
การที่ท่านเชื่อฟังและพยายามทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าวันแล้ววันเล่าในความรู้สึกที่ว่างเปล่า
เหมือนการเดินทางชีวิตในถิ่นทุรกันดารที่ราบโล่ง กว้าง เวิ้งว้าง
มีค่าในชีวิตยิ่งกว่าเหตุการณ์พิเศษสุดเฉกเช่นสาวกเห็นการทรงจำแลงพระกายของพระคริสต์บนยอดเขา
ไม่มีที่ใดที่ต้องการความพากเพียรอุตสาหะมากเท่ากับการดำรงชีวิตที่มีความเชื่อศรัทธา
งานและชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายในแผ่นดินของพระเจ้า…
คือการที่ท่านจะต้องมีชีวิตที่ตรึงแน่นในสัมพันธภาพที่สนิทสนมกับพระองค์
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในเรื่องเล็กเรื่องน้อย
ผู้ที่ควบคุมสิ่งเล็กสิ่งน้อยที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
ท่านจงระลึกไว้เสมอว่า
ในแต่ละวันไม่มีสิ่งใดที่เล็กเกินไปที่จะเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานของพระเจ้า
ดั่งชิ้นหินโมเสคชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง มีบทบาทยิ่งใหญ่ในภาพรวมทั้งหมดของภาพโมเสคนั้น
ท่านจงมีชีวิตที่ชื่นชมยินดีในพระเจ้า
ผู้ทรงเชื่อมต่อสัมพันธ์ให้เกิดดุลยภาพและความงดงามแห่งโมเสดชีวิตของท่านในแผนการของพระองค์
ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญขุดลึก
1. ในชีวิตของท่าน ท่านมีหลักการในการให้คุณค่าและความสำคัญต่อชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์แวดล้อมอย่างไร?
2. ในชีวิตของท่านอะไรคือสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายในชีวิตประจำวัน(วันแล้ววันเล่า)ของท่าน?
3. อะไรคือความน่าเบื่อหน่ายในชีวิตความเชื่อศรัทธาของท่าน?
4. ท่านมีความคิดเห็น และ ประสบการณ์อย่างไรบ้างกับคำกล่าวข้างต้นที่ว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในเรื่องเล็กเรื่องน้อย ผู้ที่ควบคุมสิ่งเล็กสิ่งน้อยที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน”?
5. ท่านเห็นว่า “ชีวทัศน์ และ โลกทัศน์” ของข้อความข้างต้นกับทัศนะของท่านเอง มีอะไรที่เหมือน และ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
18 มีนาคม 2553
ผู้ทรงอิทธิพล
เราได้ให้ชีวิตนิรันดร์แก่ทุกคนที่เชื่อและเข้ามาหาเรา นี่คือคำตรัสของพระคริสต์เจ้า
ชีวิตนิรันดร์ดังกล่าวจะแปรเปลี่ยนชีวิตทั้งสิ้นของท่าน ไม่ว่าคำที่พูด สิ่งที่คิด ท่าทีที่แสดงออก และพฤติกรรมในชีวิต ให้เป็น “คน” ตามพระประสงค์ เป็นคนในแผ่นดินของพระเจ้า
ชีวิตนิรันดร์เปลี่ยนท่านให้เป็นคนใหม่
ชีวิตใหม่ในตัวท่านจะมีอิทธิพลและพลังที่กระทบต่อชีวิตของผู้อื่น และ สังคมแวดล้อมรอบข้างด้วยเช่นกัน
ชีวิตนิรันดร์ จึงเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชีวิตจากชีวิตหนึ่งที่มีผลกระทบไปยังอีกชีวิตหนึ่ง และ หลายชีวิตในสังคม ชีวิตนิรันดร์จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
อิทธิพลแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในของชีวิตของบุคคลก่อน ที่สำแดงออกมาเป็นรูปธรรมภายนอกชีวิต ที่ผู้อื่นสามารถเห็นและสัมผัสสัมพันธ์ได้ และเป็นชีวิตที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิต ความคิด คำพูด ท่าที และพฤติกรรมของคนรอบข้าง
ดังนั้น เราจะเห็นว่าชีวิตนิรันดร์เป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลและพลังอันยิ่งใหญ่ แผ่ซ่านกว้างขวาง และนี่คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนกระทบที่เกิดจากการที่จิตวิญญาณหนึ่งๆ ที่ได้รับชีวิตนิรันดร์ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีคิด วิธีพูด คำที่พูด ท่าที ชีวิตที่แสเดงออก และเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากยุคหนึ่งไปยังอีกยุคหนึ่ง
ท่านจงใคร่ครวญขุดลึกสัจจะความจริงนี้
ชีวิตนิรันดร์มิใช่เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ผิวเผิน ความรู้ที่ตายตัว
แต่ชีวิตนิรันดร์เป็นกระบวนการอันล้ำลึกในชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้า เป็นเหมือนมุกที่มีค่ายิ่งแต่ถูกซ่อนกลบไว้
ท่านจงเพ่งมองความจริงนี้ ให้สัจจะดังกล่าวทำการขับเคลื่อนในห้วงคิดคำนึง ในชีวิตจิตใจของท่าน และเกิดผลเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของท่าน
บ่อยครั้ง ที่มีความเข้าใจทั่วไปว่า ชีวิตนิรันดร์คือชีวิตที่ไม่ตาย เป็นชีวิตที่อมตะ
เป็นความจริงว่า ชีวิตนิรันดร์เป็นชีวิตที่ไม่รู้จักจบสิ้น
เพราะจุดสุดท้ายในขั้นตอนหนึ่งหรือช่วงหนึ่งของชีวิตนิรันดร์เป็นจุดเริ่มต้นของอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น จึงเป็นกระบวนชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง และเพราะกระบวนการเปลี่ยนแปรอย่างต่อเนื่องของชีวิตนี้เอง จึงเป็นชีวิตอมตะ ชีวิตที่ไม่ตายหรือจบสิ้น เป็นชีวิตนิรันดร์
เมื่อพระเยซูคริสต์กระทำพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้ พระดำรัสอมตะที่คริสตชนท่องขึ้นใจที่ว่า “เพราะพระเจ้าทรงรักโลก จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระบุตร ผู้นั้นจะได้รับชีวิตนิรันดร์” เป็นชีวิตรับการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบน ชีวิต นิรันดร์เป็นชีวิตที่เปลี่ยนไป
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็นหัวใจแห่งข่าวดีของพระเยซูคริสต์เจ้า เมื่อพระองค์เริ่มพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงประกาศว่า “จงกลับใจเสียใหม่ ...”
จะเป็นเพราะการที่ต้องการเอาชนะคะคานกัน หรือ เพราะมีความเข้าใจว่า แต่ละศาสนาแตกต่างกัน และด้วยนิสัยจิตวิญญาณที่หมุนวนอยู่ในสังเวียนชีวิตแห่งการแข่งขันในโลกแห่งทุนนิยมและบริโภคนิยม จึงเกิดความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าตน และ สิ่งที่ตนมี ตนยึดถือนั้นเหนือกว่าคนอื่น! อย่างไม่ตั้งใจ บางคนอย่างไม่รู้ตัว แต่สำหรับบางคนแล้วเป็นชีวิตจิตใจ
บางคนชี้ความต่างในคำสอนของคริสต์ศาสนากับพุทธศาสนาว่า พุทธศาสนาท่านสอนว่า ชีวิตเป็น “อนิจจัง” ความไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง ส่วนคริสต์ศาสนาสอนถึงเป้าหมายปลายทางคือ “ชีวิตนิรันดร์” ชีวิตที่อมตะตลอดกาล
ท่านคิดอย่างไรในเรื่องนี้?
สำหรับผมแล้ว พระเยซูคริสต์ทรงประกาศว่า “จงกลับใจเสียใหม่...” นั่นคือ ผู้ที่จะเข้าอยู่ในชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้าจุดเริ่มต้นคือ ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นกระบวนการ
หัวใจแห่งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์คือ
แล้วท่านว่าใครคือผู้มีอิทธิพลในชีวิตของท่าน? (คำถามนี้ผมถามตนเองครับท่าน!)
ชีวิตนิรันดร์ดังกล่าวจะแปรเปลี่ยนชีวิตทั้งสิ้นของท่าน ไม่ว่าคำที่พูด สิ่งที่คิด ท่าทีที่แสดงออก และพฤติกรรมในชีวิต ให้เป็น “คน” ตามพระประสงค์ เป็นคนในแผ่นดินของพระเจ้า
ชีวิตนิรันดร์เปลี่ยนท่านให้เป็นคนใหม่
ชีวิตใหม่ในตัวท่านจะมีอิทธิพลและพลังที่กระทบต่อชีวิตของผู้อื่น และ สังคมแวดล้อมรอบข้างด้วยเช่นกัน
ชีวิตนิรันดร์ จึงเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชีวิตจากชีวิตหนึ่งที่มีผลกระทบไปยังอีกชีวิตหนึ่ง และ หลายชีวิตในสังคม ชีวิตนิรันดร์จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
อิทธิพลแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภายในของชีวิตของบุคคลก่อน ที่สำแดงออกมาเป็นรูปธรรมภายนอกชีวิต ที่ผู้อื่นสามารถเห็นและสัมผัสสัมพันธ์ได้ และเป็นชีวิตที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิต ความคิด คำพูด ท่าที และพฤติกรรมของคนรอบข้าง
ดังนั้น เราจะเห็นว่าชีวิตนิรันดร์เป็นกระบวนการที่มีอิทธิพลและพลังอันยิ่งใหญ่ แผ่ซ่านกว้างขวาง และนี่คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงขับเคลื่อนกระทบที่เกิดจากการที่จิตวิญญาณหนึ่งๆ ที่ได้รับชีวิตนิรันดร์ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีคิด วิธีพูด คำที่พูด ท่าที ชีวิตที่แสเดงออก และเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากยุคหนึ่งไปยังอีกยุคหนึ่ง
ท่านจงใคร่ครวญขุดลึกสัจจะความจริงนี้
ชีวิตนิรันดร์มิใช่เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่ผิวเผิน ความรู้ที่ตายตัว
แต่ชีวิตนิรันดร์เป็นกระบวนการอันล้ำลึกในชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้า เป็นเหมือนมุกที่มีค่ายิ่งแต่ถูกซ่อนกลบไว้
ท่านจงเพ่งมองความจริงนี้ ให้สัจจะดังกล่าวทำการขับเคลื่อนในห้วงคิดคำนึง ในชีวิตจิตใจของท่าน และเกิดผลเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของท่าน
------------------
บ่อยครั้ง ที่มีความเข้าใจทั่วไปว่า ชีวิตนิรันดร์คือชีวิตที่ไม่ตาย เป็นชีวิตที่อมตะ
เป็นความจริงว่า ชีวิตนิรันดร์เป็นชีวิตที่ไม่รู้จักจบสิ้น
เพราะจุดสุดท้ายในขั้นตอนหนึ่งหรือช่วงหนึ่งของชีวิตนิรันดร์เป็นจุดเริ่มต้นของอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น จึงเป็นกระบวนชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลง และเพราะกระบวนการเปลี่ยนแปรอย่างต่อเนื่องของชีวิตนี้เอง จึงเป็นชีวิตอมตะ ชีวิตที่ไม่ตายหรือจบสิ้น เป็นชีวิตนิรันดร์
เมื่อพระเยซูคริสต์กระทำพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้ พระดำรัสอมตะที่คริสตชนท่องขึ้นใจที่ว่า “เพราะพระเจ้าทรงรักโลก จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระบุตร ผู้นั้นจะได้รับชีวิตนิรันดร์” เป็นชีวิตรับการเปลี่ยนแปลงจากเบื้องบน ชีวิต นิรันดร์เป็นชีวิตที่เปลี่ยนไป
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็นหัวใจแห่งข่าวดีของพระเยซูคริสต์เจ้า เมื่อพระองค์เริ่มพระราชกิจของพระองค์อย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงประกาศว่า “จงกลับใจเสียใหม่ ...”
------------------
จะเป็นเพราะการที่ต้องการเอาชนะคะคานกัน หรือ เพราะมีความเข้าใจว่า แต่ละศาสนาแตกต่างกัน และด้วยนิสัยจิตวิญญาณที่หมุนวนอยู่ในสังเวียนชีวิตแห่งการแข่งขันในโลกแห่งทุนนิยมและบริโภคนิยม จึงเกิดความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าตน และ สิ่งที่ตนมี ตนยึดถือนั้นเหนือกว่าคนอื่น! อย่างไม่ตั้งใจ บางคนอย่างไม่รู้ตัว แต่สำหรับบางคนแล้วเป็นชีวิตจิตใจ
บางคนชี้ความต่างในคำสอนของคริสต์ศาสนากับพุทธศาสนาว่า พุทธศาสนาท่านสอนว่า ชีวิตเป็น “อนิจจัง” ความไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง ส่วนคริสต์ศาสนาสอนถึงเป้าหมายปลายทางคือ “ชีวิตนิรันดร์” ชีวิตที่อมตะตลอดกาล
ท่านคิดอย่างไรในเรื่องนี้?
------------
สำหรับผมแล้ว พระเยซูคริสต์ทรงประกาศว่า “จงกลับใจเสียใหม่...” นั่นคือ ผู้ที่จะเข้าอยู่ในชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้าจุดเริ่มต้นคือ ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นกระบวนการ
หัวใจแห่งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์คือ
- จงกลับใจเสียใหม่ คือใครที่จะเข้าสู่การมีชีวิตที่ติดตามพระคริสต์ เริ่มต้นด้วยการยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตน (เป็นชีวิตที่จะต้อง ละ ทิ้ง ติด ตาม: คือละสิ่งรอบข้างที่ยึดเหนี่ยวชีวิตของเราไว้, ทิ้ง “ชีวิตเก่าในตัวเรา” ไม่เอาขึ้นมาปัดฝุ่นใช้ใหม่, มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระคริสต์, และ เดินตามรอยพระบาทของพระองค์ในทุกสถานการณ์ชีวิต)
- จงกลับใจเสียใหม่ หัวใจของการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่เปลี่ยนจากภายในชีวิตของแต่ละคนมิใช่เริ่มต้นที่เปลี่ยนจากภายนอก แล้วให้การเปลี่ยนแปลงภายในมีอิทธิพลต่อท่าที พฤติกรรม การแสดงออกและการดำเนินชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไปตามนั้นด้วย แน่นอนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมของชีวิต
- จงกลับใจเสียใหม่ ต้องใช้พลังในการเปลี่ยนแปลง เป็นพลังที่เหนือกว่าพลังที่ครอบงำชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น การกลับใจใหม่คือการตัดสินใจยอมให้พลังจาก “เบื้องบน” เป็นพลังชี้นำให้ชีวิตเราเกิดการเปลี่ยนแปลง เราเต็มใจและพร้อมที่จะยอมรับกับความผันแปรและผลที่จะเกิดในชีวิต และเราเชื่อมั่นว่าจะมีชีวิตที่มีคุณค่า และ คุณภาพที่เหมาะสม
- จงกลับใจเสียใหม่ มิใช่เรื่องเล่าครั้งหนึ่งในชีวิต แต่เป็นเรื่องจริงในชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง เป็นกระบวนการพัฒนาปรับเปลี่ยนชีวิตของคนๆหนึ่งไปสู่การมีชีวิตที่เป็นเหมือนและเป็นของพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน และนำสู่การเกิดขึ้นของชีวิตชุมชนตามพระประสงค์ ที่ท่านเปาโลใช้วลีที่เราท่านรู้จักกันดีว่า “ชีวิตในพระเยซูคริสต์”
แล้วท่านว่าใครคือผู้มีอิทธิพลในชีวิตของท่าน? (คำถามนี้ผมถามตนเองครับท่าน!)
16 มีนาคม 2553
ให้ความสุขกับคนที่พบเห็น
เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้และทอดพระเนตรเห็นกรุงแล้ว
ก็ทรงกันแสงสงสารกรุงนั้น ตรัสว่า
“โอ เราอยากให้ตัวเจ้ารู้ในเวลานี้ว่า สิ่งใดสร้างสันติ
แต่เดี๋ยวนี้สิ่งนั้นถูกซ่อนไว้จากตาของเจ้าแล้ว...
บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก
จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก”
เมื่อท่านคิดคำนึงถึงผู้คนที่ท่านได้พบเห็น
หลายชีวิตต้องตกอยู่ในความปวดร้าว
ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า
หัวใจขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะเจ็บปวดแค่ไหน
ที่เขาคนนั้นต้องประสบกับ
ทุกข์ภัยและความหายนะในชีวิต
จนได้รับความปวดร้าวเช่นนั้น
ถ้าพระเยซูคริสต์ทรงเห็นเมืองใหญ่และร้องไห้เพราะเมืองนั้น
พระองค์จะร้องไห้…
เพราะความปวดร้าวทรมานของบรรดาคนที่มีจิตใจทุกข์ระทมเหล่านี้มากกว่าสักเท่าใด
ชีวิตของคนเหล่านี้ที่แสวงหาทางจะมีชีวิตที่ดีกว่า
โดยปราศจากการช่วยเหลือค้ำหนุนจากพลังขององค์พระผู้เป็นเจ้า
“เขาไม่ได้เข้ามาหาพระคริสต์เพื่อเขาจะมีชีวิต”
ท่านจงใช้ชีวิตที่ท่านมีอยู่ในวันนี้ ที่จะนำคนรอบข้างมาเชื่อมสัมพันธ์กับพระองค์
ซึ่งเป็นแหล่งแห่งความสุขและจิตใจที่สงบศานติสำหรับบรรดาชีวิตทั้งหลาย
ก็ทรงกันแสงสงสารกรุงนั้น ตรัสว่า
“โอ เราอยากให้ตัวเจ้ารู้ในเวลานี้ว่า สิ่งใดสร้างสันติ
แต่เดี๋ยวนี้สิ่งนั้นถูกซ่อนไว้จากตาของเจ้าแล้ว...
บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก
จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก”
(TBS02b: ลูกา 19:41-42; มัทธิว 11:28)
เมื่อท่านคิดคำนึงถึงผู้คนที่ท่านได้พบเห็น
หลายชีวิตต้องตกอยู่ในความปวดร้าว
ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า
หัวใจขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะเจ็บปวดแค่ไหน
ที่เขาคนนั้นต้องประสบกับ
ทุกข์ภัยและความหายนะในชีวิต
จนได้รับความปวดร้าวเช่นนั้น
ถ้าพระเยซูคริสต์ทรงเห็นเมืองใหญ่และร้องไห้เพราะเมืองนั้น
พระองค์จะร้องไห้…
เพราะความปวดร้าวทรมานของบรรดาคนที่มีจิตใจทุกข์ระทมเหล่านี้มากกว่าสักเท่าใด
ชีวิตของคนเหล่านี้ที่แสวงหาทางจะมีชีวิตที่ดีกว่า
โดยปราศจากการช่วยเหลือค้ำหนุนจากพลังขององค์พระผู้เป็นเจ้า
“เขาไม่ได้เข้ามาหาพระคริสต์เพื่อเขาจะมีชีวิต”
ท่านจงใช้ชีวิตที่ท่านมีอยู่ในวันนี้ ที่จะนำคนรอบข้างมาเชื่อมสัมพันธ์กับพระองค์
ซึ่งเป็นแหล่งแห่งความสุขและจิตใจที่สงบศานติสำหรับบรรดาชีวิตทั้งหลาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)