แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรักเมตตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรักเมตตา แสดงบทความทั้งหมด

30 มีนาคม 2555

มองด้วยสายตาที่ยาวไกลและมุมมองแห่งความรักเมตตา

เพื่อนศิษยาภิบาลท่านหนึ่งได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อหลายปีมาแล้วเขาเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนผู้นำในคริสตจักรที่เขาเป็นศิษยาภิบาล เขาพยายามคิดหาทางที่จะให้กลับคืนดีกัน แต่ในที่สุดประสบกับความล้มเหลว แล้วผู้นำคริสตจักรท่านนั้นก็ออกไปจากคริสตจักร ก่อนที่ผู้นำคนนั้นจะออกจากคริสตจักรเขาพยายามทำทุกหนทางที่จะให้ผู้คนในคริสตจักรได้รู้ถึงความบกพร่องของศิษยาภิบาล หรืออย่างน้อยเขาก็ต้องการให้คนทั้งหลายได้รู้ได้เห็นถึงสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความผิดบกพร่องของศิษยาภิบาลท่านนี้ ส่วนตัวศิษยาภิบาลเองก็ต้องการต้อนผู้นำคนนั้นให้จนมุมเพื่อให้ผู้คนในคริสตจักรได้เห็นถึงวาจาสามหาว วิธีการที่ลามกสกปรกที่ผู้นำคนนี้ได้กระทำต่อตน

เพื่อนศิษยาภิบาลท่านนั้นเล่าต่อไปว่า ในเวลานั้นมีเสียงเรียกร้องจากพระวจนะของพระเจ้าในใจของเขาให้กระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่เขากระทำ แต่ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ยิ่งท่านดิ้นท่านขืนพระวจนะของพระเจ้ามากแค่ไหนก็เหมือนกับคอของท่านถูกผูกและถ่วงด้วยสมอจนเขาไม่สามารถขับเคลื่อนนาวาชีวิตไปในทิศทางที่เขาอยากจะไปได้ สำนึกที่จะต้องดำเนินชีวิตตามพระวจนะและรับผิดชอบต่อการทรงเรียกของพระเจ้าที่ถ่วงไม่ให้ศิษยาภิบาลท่านนี้ดิ้นและขับเคลื่อนอย่างที่ใจของตนพึงปรารถนา

ในเวลานั้นเอง ศิษยาภิบาลคนนี้ตกลงใจที่จะรักผู้นำคนนี้ตามความสามารถที่จำกัดของเขา แต่เหนือกว่านั้น เขาขอกำลังจากพระเจ้าที่จะรักผู้นำคนนี้ ดังนั้น ศิษยาภิบาลระมัดระวังท่าทีคำพูดที่เขามีต่อผู้นำคนนี้ เขาจะแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ ศิษยาภิบาลจะกล่าวถึงชายคนนั้นในส่วนที่ถูกที่จริง ในส่วนที่เป็นด้านลบเขาจะไม่เอ่ยถึงเก็บเงียบรู้แต่ในจิตใจของเขาเท่านั้น(และในเพื่อนที่ไว้วางใจได้จริงเพียงหนึ่งถึงสองคนเท่านั้น) เพื่อนศิษยาภิบาลบอกผมว่าเป็นสิ่งที่คิดง่ายแต่ทำได้ยากแสนสาหัสทีเดียว

ท่านอาจจะคิดว่า ศิษยาภิบาลและผู้นำคนนั้นต่างคืนดีกันและกัน แต่ความจริงเขาไม่ได้คืนดีกัน ถ้าเช่นนั้นท่านอาจจะคิดว่าสมาชิกในคริสตจักรได้เห็นถึงท่าทีชีวิตที่แตกต่างของศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรคนนั้น ขอโทษครับดูมันไม่ได้เกิดขึ้นเช่นนั้น มีคนกลุ่มหนึ่งออกไปจากคริสตจักรภายหลังเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้น ถ้าท่านมองเหตุการณ์นี้ด้วยสายตามุมมองเพียงสั้นๆ ท่านอาจจะเข้าใจว่า ความรักนั้นล้มเหลว ดูเหมือนได้รับสิ่งที่เลวร้ายและความพ่ายแพ้ของความรัก ยิ่งกว่านั้น เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดแก่คริสตจักรที่เพื่อนศิษยาภิบาลท่านนั้นตั้งใจที่จะอภิบาล

แต่ถ้าเรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสายตาและมุมมองที่ยาวไกล เพื่อนศิษยาภิบาลคนนั้นยังยืนยันว่าการเลือกที่จะรักยังคงเป็นหนทางที่ถูกต้อง เพราะไม่มีสิ่งใดที่เพื่อนศิษยาภิบาลคนนั้นจะกระทำถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้มากกว่าการที่เขาพยายามติดตามพระคริสต์ด้วยใจถ่อมด้วยท่าทีที่สงบ ยิ่งกว่านั้น การที่เขาเลือกที่จะรักแม้จะได้รับความเจ็บปวดก็หนุนเสริมให้เขาเติบโตขึ้นในความเชื่อของเขาและชีวิตในการติดตามพระคริสต์ เขาเติบโตเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นในบางด้าน และก็มิได้เติบโตเพียงเฉพาะในเวลานั้นเท่านั้น แต่ตลอดระยะทางและตลอดช่วงเวลาที่เขายังติดตามพระคริสต์ ยิ่งกว่านั้น สำหรับบางคนที่รู้เรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมทั้งผู้นำหลักๆ ในคริสตจักรได้รับบทเรียนและกำลังใจจากตัวอย่างการตัดสินใจและท่าทีชีวิตของเพื่อนศิษยาภิบาลท่านนั้น

เพื่อนศิษยาภิบาลท่านนี้พูดตัดบทว่า เพื่อไม่เป็นการคุยโตโอ้อวด เขาขอบอกว่า เขาพบความล้มเหลวในการติดตามพระเยซูคริสต์บนวิถีแห่งความรักบ่อยครั้ง เขาบอกผมว่า เขาสามารถบอกแก่เพื่อนฝูงของเขาที่จะเป็นพยานเรื่องนี้ได้มากมาย เขาเองมั่นใจว่าความล้มเหลวในสถานการณ์การทดลองอย่างที่เขาเล่านั้น ด้วยพระคุณของพระเจ้าพระองค์ได้ใช้เหตุการณ์เหล่านั้นในการสอนและสัมผัสชีวิตของเขา พระองค์ทรงช่วยและเปลี่ยนแปลงให้ศิษยาภิบาลท่านนี้รักคนที่เขาเองรักไม่ลง ในเวลาที่ความเป็นคนเดิมของศิษยาภิบาลบอกเขาว่า “แก้แค้น” เมื่อความหยิ่งยโสกระซิบข้างหูเขาว่า “เหยียบให้มันแบนราบคาบ” เพื่อนศิษยาภิบาลท่านนั้นยืนยันกับผมว่า พระเจ้าจะช่วยคุณได้ ในเวลาที่เลวร้ายเช่นนั้น

บ่อยครั้งเหลือเกินที่คริสเตียนมี “มุมมองที่คับแคบและสายตาที่สั้นใกล้” เรามองว่าวันนี้คือทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าเราจะยอมก้าวถอยหลังเราก็จะสามารถมองเห็นสิ่งเดียวกันนั้นที่กว้างและไกลขึ้น แล้วถ้าเรามองชีวิตของเราตามมุมมองและสายพระเนตรของพระเจ้า เราก็จะสามารถเห็นเส้นทางชีวิตที่ยาวไกลและนิรันดร์ และเราก็จะเห็นชีวิตในมุมมองแห่งความรัก

ถ้าเราเชื่อว่าชีวิตนี้มิใช่ของเราแต่เป็นของพระเจ้า ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมองชีวิตนี้ด้วยสายตาที่ยาวไกลของพระองค์ และถ้าเรายืนยันว่าที่ชีวิตขับเคลื่อนไปได้เช่นนี้เป็นเพราะพระกำลังจากพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นเรายิ่งจำเป็นต้องมองชีวิตนี้ด้วยมุมมองที่กว้างไกลด้วยรักเมตตาของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-2894499

20 พฤษภาคม 2553

...ปลอบโยน

ชีวิตของเราพักพิงในความรักมั่นคงของพระเจ้า

ในภาวะวิกฤติแห่งชีวิต มนุษย์แสวงหาการปลอบโยน
การปลอบโยนสามารถแสดงออกในหลายลีลาท่าทีของชีวิต
คุณแม่ปลอบโยนลูกน้อยที่กำลังกลัวและรู้สึกถูกคุกคาม
พ่อแม่กำลังหุงหาอาหารในครอบครัวที่ผู้คนหิวโหย
เพื่อนที่ฟังเพื่อนที่ประสบกับความทุกข์ยากและต้องการการหนุนช่วยอย่างตั้งใจและจริงใจ
ที่สำแดงออกมาทั้งสิ้นนี้ก็เพราะความรักเมตตาของพระคริสต์ที่ไร้เงื่อนไข ที่ไม่ทำให้เจ็บช้ำซ้ำซาก

ในวันนี้เรามิได้เผชิญหน้ากับความทุกข์โศกและบาดเจ็บของทั้งเราและเพื่อนอย่างโดดเดี่ยวว้าเหว่
เพราะเรามิได้เผชิญความเลวร้ายเหล่านั้นด้วยตัวของเราเอง
เพราะเราเผชิญสิ่งเหล่านี้ด้วยกำลังจากพระคริสต์ที่เสริมหนุนเรามากกว่ากำลังที่มีอยู่ในตัวเรา
เพราะเมื่อเรายอมตนให้พระคริสต์ทรงใช้เราในยามวิกฤติชีวิตในวันนี้
เรากำลังเปิดชีวิตของเราให้พระคริสต์สร้างเสริมภายในชีวิตของเราขึ้นใหม่ ...
เราเรียนรู้ชีวิตใหม่

เพราะเมื่อเราเอนชีวิตของเราพิงพักในพระคริสต์ยามที่หมดแรงสิ้นกำลัง ...
ชีวิตเราพบศานติและความสงบผ่อนพัก
ในเวลาเช่นนั้น เราได้รับการห่มด้วย “ผ้าห่มแห่งความรักเมตตา” ของพระองค์
ชีวิตได้รับการปกคลุม ซุกซ่อน อบอุ่น สงบ หลับอย่างผ่อนพัก
ชีวิตที่จะตื่นขึ้นด้วยกำลังใหม่ ความเบิกบานภายใน ความรู้สึกมั่นคง
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดูยังไม่เปลี่ยนแปลง

ด้วยประสบการณ์เช่นนี้ เราได้เรียนรู้บทเรียนชีวิต
บทเรียนชีวิตนี้... พระคริสต์กำลังบ่มเพาะ ฟูมฟักให้เราเติบโตขึ้นในพระองค์
บทเรียนชีวิตนี้...พระคริสต์ทำให้เราได้ใกล้ชิด และ ไว้วางใจพระองค์มากยิ่งขึ้น
บทเรียนชีวิตนี้...เราได้เรียนรู้ว่า มิใช่สถานการณ์แวดล้อมที่เป็นตัวกำหนดชีวิตเรา... แต่พระคริสต์ต่างหาก
บทเรียนชีวิตนี้...เสริมกำลังความมั่นใจของเรา นำไปสู่การเติบโตเป็นความกล้าหาญในความรักเมตตา
บทเรียนชีวิตนี้...ทำให้เรารู้ซึ้งว่า ท่ามกลางวิกฤติชีวิต พระคริสต์ใช้เราให้เป็นทูตของพระองค์...
สำแดงความรักของพระองค์
บทเรียนชีวิตนี้...เราจึงเติบโตขึ้นในการเรียนรู้ถึงน้ำพระทัยแบบพระคริสต์ และพระประสงค์ของพระองค์

ด้วยบทเรียนชีวิตดังกล่าว เราจึงพบกับพระคริสต์ทุกวัน “ในชีวิต”
ทั้งในชีวิตของเราเอง และ ในชีวิตของผู้คนที่เราพบและสัมผัสสัมพันธ์
การพบพระคริสต์เช่นนี้เอง ที่เราได้รับพลังแห่งชีวิต พลังแห่งความรักเมตตาแบบพระองค์

“พระหัตถ์ของพระองค์ได้สร้างและปั้นแต่งข้าพระองค์ขึ้น
โปรดให้ข้าพระองค์มีความเข้าใจ เพื่อจะเรียนรู้ถึงพระบัญชาของพระองค์...
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์รู้ว่าบทบัญญัติของพระองค์นั้นชอบธรรม
และรู้ว่าพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์เป็นทุกข์นั้นก็เพราะพระองค์ทรงสัตย์ซื่อ
ขอให้ความรักมั่นคงของพระองค์ปลอบประโลมข้าพระองค์
ตามที่ทรงทรงสัญญาไว้กับผู้รับใช้ของพระองค์...”
(สดุดี 119:73, 75-76 ตามสำนวนอมตธรรมร่วมสมัย)