แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมมอง แสดงบทความทั้งหมด

01 กันยายน 2557

มุมมอง...สิ่งที่คุณเลือกได้!

เป็นความจริงว่า 
เมื่อเราตกอยู่ท่ามกลางคนที่มีมุมมองในแง่ลบ  
การมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบย่อมมีอิทธิพลต่อมุมมองของเราได้
เมื่อเราตกอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ติดลบ
มันย่อมมีอิทธิพลทำให้เราเป็นคนที่มีมุมมองแง่ลบได้

แต่ความเป็นจริงคือ
เราสามารถที่จะ “ปิดกั้น” หรือ “ปล่อยให้” สภาพแวดล้อมนั้นเข้ามามีอิทธิพลเหนือมุมมองของเราได้
ใช่ครับ...  เราสามารถที่จะเลือกว่าจะมีมุมมองในแง่บวก หรือ มีมุมมองแง่ลบในชีวิตของเรา
ใช่ครับ...  เราสามารถที่จะควบคุมมุมมองของเราเองได้ (ถ้าตั้งใจ)

แท้จริงแล้ว
มุมมองมีความสำคัญยิ่งกว่า การศึกษา
มุมมองมีความสำคัญยิ่งกว่า เงินทอง
มุมมองมีความสำคัญยิ่งกว่า สภาพแวดล้อมในชีวิต
มุมมองมีความสำคัญยิ่งกว่า ความล้มเหลวที่เราประสบ
มุมมองมีความสำคัญยิ่งกว่า ความสำเร็จที่เราได้รับ
มุมมองมีความสำคัญยิ่งกว่า ความคิดเห็น หรือ คำพูดของคนอื่น
มุมมองมีความสำคัญยิ่งกว่า สิ่งที่เรามองเห็นได้
มุมมองมีความสำคัญยิ่งกว่า พรสวรรค์ หรือ ทักษะที่เรามี

เพราะด้วยมุมมองที่สามารถสร้างองค์กรของเราให้เติบโตเข้มแข็ง หรือ ล้มครืน
เพราะด้วยมุมมองที่สามารถทำให้คริสตจักรของเราขับเคลื่อนเดินหน้า หรือ หยุดชะงักกับที่
เพราะด้วยมุมมองที่สามารถทำให้บ้านเราเป็นสวรรค์ หรือ นรก

ในแต่ละวันเรามีโอกาสที่จะเลือกว่าเราจะมีมุมมองเช่นไรในวันนี้
เราไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนอดีตของเราได้
เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างในคนอื่น
เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
แต่เราสามารถเปลี่ยนตัวเราเอง  และสิ่งที่สำคัญที่เราสามารถเปลี่ยนได้คือมุมองของเรา
ชีวิตประมาณ 10% เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากระทบชีวิตของเรา
แต่อีก 90% ของชีวิตเป็นเรื่องที่เราเลือกตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
และที่สำคัญคือ  เราต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดจากมุมมองในชีวิตของเรา

มุมมองของท่าน   เป็นสิ่งที่มีค่าสำคัญต่อชีวิตในแต่ละวันของท่านหรือไม่ แค่ไหน?

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต กับ คนที่เผชิญกับความล้มเหลวในชีวิต มีการคิดที่ต่างกัน
คนสองกลุ่มนี้มีการคิดไม่เหมือนกันเพราะเขามีมุมมองที่แตกต่างกัน
คนที่ประสบความสำเร็จ  เขาจะจัดให้มีเวลาที่จะเงียบและคิดใคร่ครวญในแต่ละวัน
เขาจะสรรหาเวลาแต่ละวันที่จะคิดและสะท้อนคิดในสิ่งที่ประสบ  ทำ  และที่สำคัญสิ่งที่เขาตัดสินใจเลือก
ในแต่ละวันที่เราจะต้องมีเวลาของเราเองที่จะคิดใคร่ครวญ ในสิ่งที่เราทำ เรานำ เราตัดสินใจไปในวันนี้
ก่อนจะจบสิ้นไปในแต่ละวัน   เรามีโอกาสที่จะคิด ไตร่ตรอง  ใคร่ครวญ

...ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต และ ผลที่กระทบต่อชีวิตคนรอบข้างหรือไม่?

มุมมองของเราต่อ “สิ่งที่ล้มเหลว” ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องสำคัญมาก
เพราะคนทั่วไป กับ คนที่ก้าวหน้ามีมุมมองต่อ “ความล้มเหลว” ที่ไม่เหมือนกัน
คนทั่วไปมักเสียเวลากับการจมปลัก  หรือ  เสียใจกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น
แต่คนที่ก้าวหน้า จะเป็นมิตรกับความล้มเหลว
เขาจะหาทางเรียนรู้จากความล้มเหลว  
แล้วเอาบทเรียนที่ได้รับนั้นใช้เป็นบทเรียนสร้างเป็นแนวทางที่เขาจะใช้ก้าวไปข้างหน้า
เพื่อเขาจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลมากขึ้นกว่าเดิม
ด้วยความกล้าหาญแม้จะต้องริเริ่มในสิ่งใหม่ที่ตนไม่คุ้นชินก็ตาม

สำหรับท่าน   ความล้มเหลวเป็นมิตรสนิท หรือ ศัตรูตัวฉกรรจ์สำหรับท่าน?

อย่าลืมนะครับสำหรับวันนี้...
มุมมองเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ครับ!

สำหรับคริสตชนแล้ว   มุมมองในชีวิตของเราต้องสอดคล้องกับพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
มิใช่เป็นมุมมองตามใจปรารถนาของเราเอง  หรือ  มุมมองตามกระแสค่านิยมของโลก        
มุมมองของเรายืนบนรากฐานมุมมองของพระคริสต์ที่ว่า 
“ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่
ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์
ในสวรรค์เป็นเช่นไร  ให้เป็นเช่นนั้นในแผ่นดินโลก”
(มัทธิว 6:10 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 ตุลาคม 2556

มุมมองที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของท่าน

อ่านเอเฟซัส 4:1-3 

เพราะ​ฉะนั้น ข้าพเจ้า​ผู้​เป็น​นัก​โทษ​โดย​เห็น​แก่​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า
ขอ​วิง​วอน​พวก​ท่าน​ให้​ดำ​เนิน​ชีวิต​สม​กับ​การ​ทรง​เรียก​ที่​ท่าน​ได้​รับ​การ​ทรง​เรียก​มา​นั้น (4:1)

เปาโลเริ่มตอนที่สองของจดหมายที่ท่านเขียนถึงคริสตชนในเมืองเอเฟซัส  ในบทที่ 4 ข้อแรกว่า  “ข้าพเจ้าผู้เป็นนักโทษเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า   ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมค่ากับการทรงเรียกที่ท่านได้รับ...” (4:1 อมต.)   เมื่อเปาโลกล่าวถึงตนเองว่าเป็นนักโทษ   ท่านหมายถึงการที่ท่านกำลังถูกจำขัง   มีบางสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากในเอเฟซัส 3:1 ว่า  “ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นนักโทษเพราะเห็นแก่พระเยซูคริสต์เพื่อท่านผู้เป็นคนต่างชาติ”  (อมต.) และในบทสุดท้าย   ท่านได้อธิบายถึงตนเองว่าเป็น “ทูตที่ถูกล่ามโซ่”  เพื่อข่าวประเสริฐ (6:19-20 อมต.)   เราไม่ทราบว่า สถานการณ์การเป็นนักโทษของเปาโลเป็นอย่างไรกันแน่   อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านถูกจำขังในบ้านที่โรม

ข้อสังเกตที่สำคัญและน่าประหลาดใจที่เปาโลมิได้กล่าวถึงการตกเป็นนักโทษที่ถูกจำขังของท่านในสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น  “เป็นนักโทษที่จำขังที่กรุงโรม” หรือ “ถูกล่ามโซ่ตรวนในบ้านจำขังในกรุงโรม”   แต่ท่านกลับอธิบายว่า   ท่านเป็น “นักโทษเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า” (อมต.)  ถ้าดูตามรากศัพท์ในต้นฉบับภาษาเดิมมีความหมายกว้างๆ ว่า “นักโทษในองค์พระผู้เป็นเจ้า”  ใช่แล้ว  ท่านเป็นนักโทษภายใต้อำนาจของโรม  ท่านถูกล่ามโซ่   แต่น่าสังเกตอย่างมากว่า   ชีวิตของเปาโลมิได้ถูกกำหนดคุณค่า ความหมาย หรือ ชะตาชีวิตตามสถานการณ์ภายนอกรอบข้าง   แต่การที่ท่านต้องเป็นนักโทษและถูกจำขังได้ให้คุณค่าและความหมายจากภายในมุมมองด้วยความเชื่อของท่านว่า   ท่านถูกจำขังเพื่อพระคริสต์ และ ในพระคริสต์   ตลอดชีวิตในพระคริสต์ของท่านดำรงชีวิตอยู่เพื่อพระประสงค์ของพระองค์

ในที่นี้ชัดเจนว่า  เปาโลมิได้ปฏิเสธสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของท่านมิได้ละเลยต่อการที่ท่านถูกล่ามโซ่ตีตรวน   แต่เปาโลกลับมองสิ่งเหล่านั้นในมุมมองที่กำหนดกรอบของประสบการณ์ของท่านใหม่    สิ่งที่เป็นตัวกำหนดคุณค่าและความหมายในชีวิตของเปาโลมิใช่สถานการณ์จริงภายนอกรอบข้างที่เกิดขึ้นกับท่านที่ตีค่าว่าท่านตกเป็นเหยื่อของการกดขี่ข่มเหง   แต่ท่านกลับถูกกำหนดคุณค่าด้วยความสัมพันธ์ที่ท่านมีกับพระเยซูคริสต์   และการอุทิศชีวิตของท่านด้วยความสัตย์ซื่อภักดีต่อการทรงเรียกที่ท่านได้รับ  

เมื่อใดที่เรายอมให้สถานการณ์ภายนอกรอบข้างของเราเป็นตัวกำหนดคุณค่าและความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   เมื่อนั้นเราก็จะตกลงในความรู้สึกว่าชีวิตพบทางตัน  ตกเป็นเหยื่อ ถูกกระทำ ท้อแท้ สิ้นหวัง

แต่ถ้าเวลาใดที่เรามุ่งมองสถานการณ์เหล่านี้ด้วยมุมมองแห่งความเชื่อศรัทธา   ถ้าเราสามารถมองชีวิตของเราในแสงสว่างแห่งพระประสงค์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำหรับจักรวาลนี้และสำหรับเราแล้ว   เมื่อนั้นเราสามารถกำหนดกรอบประสบการณ์ใหม่ของเรา   ถึงแม้ชีวิตของเราต้องเผชิญหน้ากับการท้าทาย  ท้อแท้สิ้นหวัง  และต้องทนทุกข์แสนเข็ญ   แต่เรากลับพบกับความหมายใหม่ในพระคริสต์   พระเจ้าสามารถและจะทรงกอบกู้ชีวิตส่วนที่ยากลำเค็ญที่สุด   เพื่อใช้ทำให้เกิดสิ่งดีและถวายพระเกียรติแด่พระองค์

จำเป็นที่เราจะต้องมีเวลาที่กลับมามอง ถึงสถานการณ์ชีวิตที่ต้องประสบกับความทุกข์ยากลำเค็ญใน  “มุมมองใหม่” ว่าชีวิตทั้งชีวิตของท่านเป็น “ชีวิตในพระคริสต์” เป็นชีวิตที่ขับเคลื่อนไปตามกระแสแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า  ด้วยมุมมองนี้จะสร้างคุณค่าและความหมายที่แตกต่างในชีวิตของเรา   เราน่าจะมีเวลาที่ถอยหลังเพื่อย้อนมองชีวิตของเรา  แล้วมองชีวิตของเราด้วยมุมมองแห่งความเชื่อศรัทธา   มองด้วยมุมมองที่เหนือกว่าซึ่งเป็นมุมมองแห่งแผนการที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำหรับสากลจักรวาล และ สำหรับชีวิตของเราแต่ละคนด้วย

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณเมตตา   เมื่อข้าพระองค์อ่านถึงสิ่งที่เปาโลเล่าถึงชีวิตของท่าน ข้าพระองค์สำนึกได้ว่า   บ่อยครั้งนักที่ข้าพระองค์ให้สถานการณ์ภายนอกรอบข้างเป็นตัวกำหนดตีตราคุณค่าและความหมายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับข้าพระองค์   ถ้าวันไหนชีวิตเป็นไปด้วยดี  ข้าพระองค์ก็รู้สึกชื่นชมยินดี  ชีวิตมีความหมาย   แต่ถ้าวันใดที่ข้าพระองค์รู้สึกสับสนวุ่นวายใจ  โศกเศร้า  หรือเจ็บปวด   ความรู้สึกเหล่านี้กลับเป็นตัวกำหนดคุณค่าในทุกประสบการณ์ที่ข้าพระองค์ได้รับ   องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดเมตตาและยกโทษข้าพระองค์ที่มีมุมมองที่คับแคบ  ติดยึดอยู่กับตนเอง  เห็นแก่ตัว  เห็นแก่สิ่งเล็กสิ่งน้อยในชีวิต

โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีมุมมองอย่างเปาโลผู้ตกเป็นนักโทษต้องขัง   โปรดช่วยข้าพระองค์ให้เห็นชีวิตทั้งสิ้นในแสงสว่างแห่งพระคุณของพระองค์   โปรดประทานสายตาที่มองสิ่งต่างๆ ในชีวิต  แม้กระทั่งความทุกข์ยากลำบาก   เพื่อค้นพบความหมายใหม่และเป้าประสงค์ใหม่ในชีวิตด้วยแสงสว่างแห่งการช่วยกู้ของพระองค์  

โปรดให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตตลอดวันนี้ “ในพระคริสต์”  พึ่งพิงในพระคุณและ พลานุภาพของพระองค์   เพื่อแสวงหาพระพักตร์และพระสิริโรจนาการของพระองค์ในทุกสิ่งทุกสถานการณ์   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

30 มีนาคม 2555

มองด้วยสายตาที่ยาวไกลและมุมมองแห่งความรักเมตตา

เพื่อนศิษยาภิบาลท่านหนึ่งได้เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อหลายปีมาแล้วเขาเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนผู้นำในคริสตจักรที่เขาเป็นศิษยาภิบาล เขาพยายามคิดหาทางที่จะให้กลับคืนดีกัน แต่ในที่สุดประสบกับความล้มเหลว แล้วผู้นำคริสตจักรท่านนั้นก็ออกไปจากคริสตจักร ก่อนที่ผู้นำคนนั้นจะออกจากคริสตจักรเขาพยายามทำทุกหนทางที่จะให้ผู้คนในคริสตจักรได้รู้ถึงความบกพร่องของศิษยาภิบาล หรืออย่างน้อยเขาก็ต้องการให้คนทั้งหลายได้รู้ได้เห็นถึงสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นความผิดบกพร่องของศิษยาภิบาลท่านนี้ ส่วนตัวศิษยาภิบาลเองก็ต้องการต้อนผู้นำคนนั้นให้จนมุมเพื่อให้ผู้คนในคริสตจักรได้เห็นถึงวาจาสามหาว วิธีการที่ลามกสกปรกที่ผู้นำคนนี้ได้กระทำต่อตน

เพื่อนศิษยาภิบาลท่านนั้นเล่าต่อไปว่า ในเวลานั้นมีเสียงเรียกร้องจากพระวจนะของพระเจ้าในใจของเขาให้กระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่เขากระทำ แต่ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ยิ่งท่านดิ้นท่านขืนพระวจนะของพระเจ้ามากแค่ไหนก็เหมือนกับคอของท่านถูกผูกและถ่วงด้วยสมอจนเขาไม่สามารถขับเคลื่อนนาวาชีวิตไปในทิศทางที่เขาอยากจะไปได้ สำนึกที่จะต้องดำเนินชีวิตตามพระวจนะและรับผิดชอบต่อการทรงเรียกของพระเจ้าที่ถ่วงไม่ให้ศิษยาภิบาลท่านนี้ดิ้นและขับเคลื่อนอย่างที่ใจของตนพึงปรารถนา

ในเวลานั้นเอง ศิษยาภิบาลคนนี้ตกลงใจที่จะรักผู้นำคนนี้ตามความสามารถที่จำกัดของเขา แต่เหนือกว่านั้น เขาขอกำลังจากพระเจ้าที่จะรักผู้นำคนนี้ ดังนั้น ศิษยาภิบาลระมัดระวังท่าทีคำพูดที่เขามีต่อผู้นำคนนี้ เขาจะแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ ศิษยาภิบาลจะกล่าวถึงชายคนนั้นในส่วนที่ถูกที่จริง ในส่วนที่เป็นด้านลบเขาจะไม่เอ่ยถึงเก็บเงียบรู้แต่ในจิตใจของเขาเท่านั้น(และในเพื่อนที่ไว้วางใจได้จริงเพียงหนึ่งถึงสองคนเท่านั้น) เพื่อนศิษยาภิบาลบอกผมว่าเป็นสิ่งที่คิดง่ายแต่ทำได้ยากแสนสาหัสทีเดียว

ท่านอาจจะคิดว่า ศิษยาภิบาลและผู้นำคนนั้นต่างคืนดีกันและกัน แต่ความจริงเขาไม่ได้คืนดีกัน ถ้าเช่นนั้นท่านอาจจะคิดว่าสมาชิกในคริสตจักรได้เห็นถึงท่าทีชีวิตที่แตกต่างของศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรคนนั้น ขอโทษครับดูมันไม่ได้เกิดขึ้นเช่นนั้น มีคนกลุ่มหนึ่งออกไปจากคริสตจักรภายหลังเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้น ถ้าท่านมองเหตุการณ์นี้ด้วยสายตามุมมองเพียงสั้นๆ ท่านอาจจะเข้าใจว่า ความรักนั้นล้มเหลว ดูเหมือนได้รับสิ่งที่เลวร้ายและความพ่ายแพ้ของความรัก ยิ่งกว่านั้น เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดแก่คริสตจักรที่เพื่อนศิษยาภิบาลท่านนั้นตั้งใจที่จะอภิบาล

แต่ถ้าเรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสายตาและมุมมองที่ยาวไกล เพื่อนศิษยาภิบาลคนนั้นยังยืนยันว่าการเลือกที่จะรักยังคงเป็นหนทางที่ถูกต้อง เพราะไม่มีสิ่งใดที่เพื่อนศิษยาภิบาลคนนั้นจะกระทำถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้มากกว่าการที่เขาพยายามติดตามพระคริสต์ด้วยใจถ่อมด้วยท่าทีที่สงบ ยิ่งกว่านั้น การที่เขาเลือกที่จะรักแม้จะได้รับความเจ็บปวดก็หนุนเสริมให้เขาเติบโตขึ้นในความเชื่อของเขาและชีวิตในการติดตามพระคริสต์ เขาเติบโตเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นในบางด้าน และก็มิได้เติบโตเพียงเฉพาะในเวลานั้นเท่านั้น แต่ตลอดระยะทางและตลอดช่วงเวลาที่เขายังติดตามพระคริสต์ ยิ่งกว่านั้น สำหรับบางคนที่รู้เรื่องราวความจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมทั้งผู้นำหลักๆ ในคริสตจักรได้รับบทเรียนและกำลังใจจากตัวอย่างการตัดสินใจและท่าทีชีวิตของเพื่อนศิษยาภิบาลท่านนั้น

เพื่อนศิษยาภิบาลท่านนี้พูดตัดบทว่า เพื่อไม่เป็นการคุยโตโอ้อวด เขาขอบอกว่า เขาพบความล้มเหลวในการติดตามพระเยซูคริสต์บนวิถีแห่งความรักบ่อยครั้ง เขาบอกผมว่า เขาสามารถบอกแก่เพื่อนฝูงของเขาที่จะเป็นพยานเรื่องนี้ได้มากมาย เขาเองมั่นใจว่าความล้มเหลวในสถานการณ์การทดลองอย่างที่เขาเล่านั้น ด้วยพระคุณของพระเจ้าพระองค์ได้ใช้เหตุการณ์เหล่านั้นในการสอนและสัมผัสชีวิตของเขา พระองค์ทรงช่วยและเปลี่ยนแปลงให้ศิษยาภิบาลท่านนี้รักคนที่เขาเองรักไม่ลง ในเวลาที่ความเป็นคนเดิมของศิษยาภิบาลบอกเขาว่า “แก้แค้น” เมื่อความหยิ่งยโสกระซิบข้างหูเขาว่า “เหยียบให้มันแบนราบคาบ” เพื่อนศิษยาภิบาลท่านนั้นยืนยันกับผมว่า พระเจ้าจะช่วยคุณได้ ในเวลาที่เลวร้ายเช่นนั้น

บ่อยครั้งเหลือเกินที่คริสเตียนมี “มุมมองที่คับแคบและสายตาที่สั้นใกล้” เรามองว่าวันนี้คือทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าเราจะยอมก้าวถอยหลังเราก็จะสามารถมองเห็นสิ่งเดียวกันนั้นที่กว้างและไกลขึ้น แล้วถ้าเรามองชีวิตของเราตามมุมมองและสายพระเนตรของพระเจ้า เราก็จะสามารถเห็นเส้นทางชีวิตที่ยาวไกลและนิรันดร์ และเราก็จะเห็นชีวิตในมุมมองแห่งความรัก

ถ้าเราเชื่อว่าชีวิตนี้มิใช่ของเราแต่เป็นของพระเจ้า ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมองชีวิตนี้ด้วยสายตาที่ยาวไกลของพระองค์ และถ้าเรายืนยันว่าที่ชีวิตขับเคลื่อนไปได้เช่นนี้เป็นเพราะพระกำลังจากพระเจ้า ถ้าเช่นนั้นเรายิ่งจำเป็นต้องมองชีวิตนี้ด้วยมุมมองที่กว้างไกลด้วยรักเมตตาของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-2894499