แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความล้มเหลว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความล้มเหลว แสดงบทความทั้งหมด

22 มกราคม 2559

ความล้มเหลวไม่ใช่จุดตัดสิน!

ใคร่ครวญชีวิตเมื่อเริ่มต้นปี  ค.ศ. 2016

ในชีวิตเราท่านแต่ละคนต่างต้องเคยพบกับความล้มเหลวมาแล้วทั้งสิ้น   หลายคนที่ประสบพบกับความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน   แต่บอกได้เลยว่า ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือการที่ล้มเหลวแล้วเจ้าตัวยอมแพ้ไม่ยอมลุกขึ้นสู้แม้แต่ที่จะถามตนเองว่า  ทำไมถึงล้มเหลว

ความล้มเหลวไม่ใช่การผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงในชีวิต   แต่สำหรับคริสตชนแล้ว ความล้มเหลวคือโอกาสที่เราจะกลับมาหาพระเจ้า   แล้วพิจารณาใคร่ครวญที่จะถอดบทเรียนรู้ออกมาให้ได้ว่า ทำไมถึงล้มเหลวในครั้งนี้?   ใช่ครับแท้จริงแล้วความล้มเหลวนั้นมีประโยชน์สำหรับชีวิตแต่ละคน   ความล้มเหลวมิได้ให้แต่ความเจ็บปวดแก่เรา   แต่ในความล้มเหลวนั้นเปี่ยมล้นด้วยโอกาสของการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เราไม่รู้ หรือ ที่เราละเลยไม่สนใจ   และโอกาสแห่งการเรียนรู้นี้เองที่ท้าทายเจ้าตัวว่า  จะจมจ่อมกองอยู่ในความล้มเหลวพ่ายแพ้   หรือ เจ้าตัวจะตัดสินใจลุกขึ้นแล้วจัดการเรียนรู้ถึงสาเหตุของความล้มเหว   เพื่อจะหาช่องทางที่จะนำเราสู่การพัฒนาชีวิตให้กลายเป็นคนที่พระเจ้าสามารถใช้ได้ให้สำเร็จตามแผนการในชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์

ใช่ครับ...  ความล้มเหลวที่เราประสบเป็นเพียงระฆังบอกยกที่เตือนให้เรากลับรับพระปัญญาจากพระเจ้าที่เราจะเรียนรู้และมีแผนสำหรับการชกยกต่อไป   และเตือนเราให้เชื่อพึ่งในพระกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในยกใหม่   มิใช่พึ่งแต่กำลังของตนเองเท่านั้น

เป้าหมายหลักใหญ่ของการขึ้นชกในยกใหม่มิใช่ “ชัยชนะ”   แต่เป้าหมายปลายทางคือการที่ทั้งชีวิตของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างให้เข้มแข็งและสมบูรณ์ขึ้นเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   เพื่อที่พระเจ้าจะทรงใช้ชีวิตของเราให้สานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ที่เริ่มต้นไว้แล้วบนแผ่นดินโลกนี้อย่างเกิดผลตามพระประสงค์ของพระองค์   ซึ่งในสายตาของสังคมโลกจะมองพระคริสต์ที่กางเขนว่า “อ่อนแอ”  “หมดทางสู้” “พ่ายแพ้”  จบสิ้นแล้ว   ทุกอย่างน่าจะวางกองไว้ในอุโมงค์ฝังศพที่โยเซฟให้ใช้   สาวกจะทำได้ดีที่สุดก็แค่ไปคารวะพระศพ  ชโลมศพด้วยน้ำมันและเครื่องหอม   ไปร้องไห้อาลัยถึงด้วยความเคารพรัก

แต่พระคริสต์ไม่ได้จมจ่อมกองไว้ในอุโมงค์ที่สาวกคาดคิดนั้น แต่พวกเขากลับพบพระคริสต์นอกอุโมงค์นอกเหนือความคาดหวังของเขา พวกเขาพบพระองค์ที่ริมฝั่งทะเล บนเส้นทางเอมมาอูสที่มีแต่ความรู้สึกหดหู่ ผิดหวัง และในห้องชั้นบนที่สาวกซ่อนตัวรวมกันด้วยความหวาดกลัว เมื่อสาวกพบกับพระคริสต์สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความคิด  ความเข้าใจ มุมมอง  และความเชื่อในชีวิตถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง   ทั้งชีวิตได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างใหม่จากพระคริสต์   สาวกเป็นคนใหม่ในบริบทสังคมและชีวิตเดิม ๆ  

พระคริสต์มิได้เปลี่ยนสถานการณ์ให้สาวกใช้ชีวิตตามศักยภาพเดิม ๆ  แต่ทรงเปลี่ยนชีวิตสาวกเพื่อรับมือกับสถานการณ์เดิม ๆ ที่เขาเคยพ่ายแพ้มาแล้ว   ให้สามารถทำในสิ่งที่พระคริสต์จะทรงมอบหมายให้เขาสานต่อได้   ชีวิตของสาวกได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างใหม่   เพื่อจะสามารถรับผิดชอบสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ตามบริบทและสถานการณ์ในสังคมโลกนี้   

จากนั้นพระคริสต์จึงทรงมอบหมายให้สาวกของพระองค์สานต่อพระราชกิจของพระองค์    และส่งทอดมรดกแห่งพระราชกิจของพระคริสต์รุ่นต่อรุ่นแห่งความเชื่อ

เราท่านในฐานะสาวกของพระคริสต์   เมื่อชีวิตของเราต้องประสบจุดวิกฤติล้มเหลวลงในชีวิต   โปรดระลึกเสมอว่า  นั่นเป็นโอกาสที่เปิดออกสำหรับท่านที่จะเข้าหาพระเจ้า   รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างจากพระองค์ผ่านประสบการณ์ในวิกฤตินั้น   ให้เราเป็นสาวกคนใหม่ ที่พระคริสต์จะสามารถมอบหมายความรับผิดชอบในการสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์และบริบทล้อมรอบชีวิตที่พระเจ้าทรงวางท่านไว้นั้น   เพื่อชีวิตของท่านจะสามารถมีพลังขับเคลื่อนแต่ละวันอย่างเกิดผล และ เข้มแข็งขึ้น ตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเราแต่ละคน

สำหรับคริสตชนแล้วพระเจ้าให้โอกาสแก่เราเมื่อ “ชีวิตล้มลง”  เพื่อจะลุกขึ้น    การล้มเหลวมิใช่การพิพากษาหรือความไม่พอใจของพระเจ้าต่อชีวิตของเรา   แต่เมื่อเราล้มเหลวในชีวิต  พระเจ้าเพียรรอคอยการกลับมาของเรา  เหมือนพ่อรอวันกลับมาของบุตรคนเล็ก   และเมื่อลูกคนเล็กที่ชีวิตล้มเหลวสูญเสียไม่เหลืออะไร   พ่อกลับมองว่า  คุณค่าของลูกคนเล็กมิได้อยู่ที่ว่าชีวิตของเขาเหลืออะไรกลับมาบ้าน   แต่สิ่งสูงสุดและมีค่ายิ่งในสายตาของพ่อคือ   พ่อสูญเสียลูกไปแล้วแต่ได้ลูกกลับคืนมา   ลูกตายไปแล้วแต่กลับมีชีวิตใหม่

แน่นอนครับ   ชีวิตของบุตรคนเล็กเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง  ทั้งความคิด ความเชื่อ มุมมอง และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน   และยิ่งกว่านั้น   ลูกคนเล็กคนนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปตามความประสงค์ของผู้เป็นพ่อแน่นอน   พ่อไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์บริบทแวดล้อมชีวิต   แต่พ่อเปลี่ยนชีวิตลูกให้รับมือกับสถานการณ์และบริบทแวดล้อมเดิม ๆ อย่างสร้างสรรค์ตามพระประสงค์ของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

04 มิถุนายน 2557

ความล้มเหลวนำสู่ความสำเร็จอย่างไร?

แท้จริงแล้ว   ทุกครั้งที่เราประสบความล้มเหลว   เราควรดีใจ 
เพราะความล้มเหลวให้โอกาสที่เราจะลองใหม่อีกครั้งหนึ่ง!
หลายคนเกิดคำถามในใจว่า   ทำไมถึงคิดเช่นนั้น?
มีเหตุผล 3 ประการที่คิดเช่นนี้ครับ

ประการแรก   การล้มเหลวช่วยให้เรารู้ว่า เราจะต้องสำเร็จ!

ผู้คนมากมายที่คิดผิดว่า   เพราะครั้งนี้ล้มเหลวเลยทำให้เราต้องทำต่อไป   หรือ
ถ้าเราล้มเหลวแสดงว่าเราจะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น
ผมว่า...คิดผิดหรือเปล่า?
เมื่อเราพยายามที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ   ความล้มเหลวคือสิ่งดีแท้ที่สามารถเกิดกับเราได้
นี่ไม่ใช่ตีฝีปาก   แต่หมายถึงเช่นนั้นจริงๆ ครับ!
เรารู้แน่แก่ใจว่า หลอดไฟฟ้าไม่ได้ประสบความสำเร็จจากการทดลองครั้งแรก
ความจริงก็คือว่า   โธมัส เอดิสัน ใช้เวลาทดลองเป็นพันครั้ง   กว่าจะได้หลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้
แล้วโทรศัพท์ หรือ ล้อที่ใช้ให้ขับเคลื่อนไปล่ะ?   แน่นอนเช่นเดียวกันครับ   ต้องใช้เวลาในการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า  นักประดิษฐ์คิดค้นคนแล้วคนเล่ากว่าที่จะประสบความสำเร็จ
แต่ประเด็นหลักคือ...  เราต้องล้มเหลวเพื่อที่จะรู้ว่าเราจะสำเร็จได้อย่างไร?

ดูตัวอย่างจากชีวิตจริง...  ว่าเด็กน้อยเรียนรู้ว่าจะเดินได้อย่างไร

แม้ว่าในช่วงหัดเดิน  เด็กน้อนคนนั้นต้องล้มลุกคลุกคลาน   ร้องไห้  เจ็บตัว  โมโห  ฉุนเฉียว เพราะต้องล้มต้องสะดุด   แต่ทุกครั้งที่เด็กน้อยคนนั้นล้มลงด้วยสาเหตุใดก็ตาม   เด็กน้อยจะลุกขึ้นอีก   แล้วพยายามเดินใหม่อีกครั้งหนึ่ง   อีกครั้งหนึ่ง   และ อีกครั้งหนึ่ง

โดยสัญชาตญาณที่พระเจ้าทรงประทานให้มีในตัวเด็กน้อยนั้น   ได้สอนเขาว่าเขาจะเดินไปได้อย่างมั่นคงสมบูรณ์ได้อย่างไร   โดยการเรียนรู้จากความผิดพลาดและความล้มเหลวในการเดินของเขาที่ผ่านมา

เด็กน้อยเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก!

พระเจ้าประทานสัญชาตญาณแห่งการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต   แม้จะเป็นประสบการณ์แห่งความผิดพลาดล้มเหลวในชีวิตก็ตาม   พระเจ้าประทานโอกาสที่เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาด   พระองค์ให้โอกาสที่เราจะลองผิดเพื่อได้เรียนรู้สิ่งที่ถูก

ความล้มเหลวจึงเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการที่นำสู่ความสำเร็จ!

ความล้มเหลวของเราเปิดตา เปิดใจ  และ เปิดประตูแห่งโอกาสเพื่อเราจะได้ค้นหาอีกครั้งหนึ่งว่า   อะไรคือเป้าหมายปลายทางที่แท้จริงในชีวิตของเรา

ประการที่สอง   ความล้มเหลวช่วยเราให้ค้นหาว่า แท้จริงเราต้องการทำอะไรแน่

แน่นอนครับ   คนที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วยตั้งใจที่จะได้รับปริญญาบัตรสักใบเพื่อเป็นใบเบิกทางในการทำงาน  เมื่อเขาเข้าไปเรียน   เขาพบกับทั้งวิชาที่เขาเรียนได้สำเร็จ   หรือ ประสบความล้มเหลว   แต่ประสบการณ์ทั้งสองด้านในการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทำให้เขาค้นพบตนเองว่า   ตนเองมีความสนใจ และ เหมาะสม ในอาชีพการงานอะไร   และอาจจะทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพการงานที่เขาเคยตั้งใจไว้ก่อนเข้าเรียนก็ได้

ผมคิดถึงนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่เข้ามาเรียนเพื่อจะมีอาชีพเป็นพยาบาล   แต่เมื่อเรียนๆ ไประยะหนึ่งเธอพบว่า  เธอมีความสุขในการสอน   เมื่อเธอกลับมาพิจารณาใคร่ครวญดู   เธอพบว่า   ที่เธอตั้งใจมาเรียนพยาบาลก็เพราะเธอต้องการช่วยผู้คนได้พัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพของตน   เมื่อเรียนไปเธอพบว่า แท้จริงแล้วเธอไม่ได้ต้องการที่จะเป็นพยาบาล   แต่ต้องการที่จะสอนและช่วยให้ผู้คนดูแล และ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาพของตน  

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด!   เธอไม่ได้ตัดสินใจผิด!
ตราบใดที่เราสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่ “ผิดพลาด” ของเราเอง   สิ่งนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาดต่อไป
แต่นั่นเป็นโอกาสสำหรับความสำเร็จ!   เป็นก้าวหนึ่งที่นำสู่ความสำเร็จ!

มีบางสิ่งบางอย่างที่เราเรียนรู้จากแต่ละสถานการณ์และในทุกสถานการณ์
และเมื่อเราเข้าใจและเรียนรู้จากสถานการณ์นั้น   ก็จะเสริมหนุนให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น
นี่เป็นพระคุณแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคนมิใช่หรือ?

ประการที่สาม   ความล้มเหลวสร้างเสริมให้เราเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้น

ลองจินตนาการดูครับว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร  
ถ้าทุกสิ่งที่เราทำสำเร็จสมประสงค์ตามความตั้งใจของเรา
แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของเราต้องพบกับ...ความล้มเหลว...เราจะเป็นอย่างไร?
วันนั้น   เราคงรู้สึกว่าเราล้มเหลวอย่างเลวร้าย  คงทำให้เรารู้สึกว่าเราสูญเสียทุกอย่างในชีวิต

แล้ววันนั้น   เราจะรับมือกับความล้มเหลวนั้นอย่างไร   ในเมื่อเราไม่เคยประสบพบเจอกับความล้มเหลว   และไม่เคยมีประสบการณ์ที่จะเอาชนะอุปสรรคในชีวิตเลยมาก่อน?

ความล้มเหลวเปิดประตูชีวิตให้เราเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้น!
เพราะในความล้มเหลวเราสามารถโน้มตัวไปข้างหน้าได้...เพื่อหาทางออก

ในเมื่อเรารู้แล้วว่า  ความล้มเหลวคือประตูแห่งความสำเร็จ  
ความล้มเหลวเป็นโอกาสที่จะนำไปสู่ความความสำเร็จ
และนี่คือ   พระคุณของพระเจ้าที่มีในทุกสถานการณ์ชีวิตประจำวันของเรา

นอกจากพระคุณของพระเจ้าที่พระองค์อดทนต่อความดื้อรั้นของเราแล้ว
เรายังได้รับพระคุณของพระเจ้าที่ให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เป็นพระคุณที่พระองค์ช่วยให้เราได้เกิดการเรียนรู้ชีวิต และ เข้าใจในพระประสงค์มากยิ่งขึ้น
และยังเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ทรงเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตของเรา

กษัตริย์ดาวิดได้กล่าวถึงเรื่องนี้จากประสบการณ์ชีวิตของท่านเองในสดุดี 103:1-5, 8-10 ว่า
1 จิต​ใจ​ของ​ข้า​เอ๋ย จง​ถวาย​สาธุ​การ​แด่​พระ​ยาห์​เวห์
และ​ทั้ง​สิ้น​ที่​อยู่​ภาย​ใน​ข้า จง​ถวาย​สาธุ​การ​แด่​พระ​นาม​บริ​สุทธิ์​ของ​พระ​องค์

2 จิต​ใจ​ของ​ข้า​เอ๋ย จง​ถวาย​สาธุ​การ​แด่​พระ​ยาห์​เวห์
และ​อย่า​ลืม​พระ​ราช​กิจ​อัน​มี​พระ​คุณ​ทั้ง​สิ้น​ของ​พระ​องค์

3 ผู้​ทรง​อภัย​ความ​ชั่ว​ทั้ง​สิ้น​ของ​เจ้า
ผู้​ทรง​รัก​ษา​โรค​ทั้ง​สิ้น​ของ​เจ้า

4 ผู้​ทรง​ไถ่​ชีวิต​ของ​เจ้า​มา​จาก​หลุม​มรณะ
ผู้​ทรง​สวม​ความ​รัก​มั่น​คง​และ​พระ​กรุ​ณา​ให้​เจ้า

5 ผู้​ทรง​ให้​เจ้า​อิ่ม​ด้วย​ของ​ดี ตลอด​ชีวิต​ของ​เจ้า
วัย​หนุ่ม​ของ​เจ้า​จึง​กลับ​คืน​มา​ใหม่​อย่าง​วัย​นก​อิน​ทรี
....

8 พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​พระ​กรุ​ณา​และ​มี​พระ​คุณ
กริ้ว​ช้า​และ​อุดม​ด้วย​ความ​รัก​มั่น​คง

9 พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​ตำ​หนิ​เสมอ
หรือ​ทรง​เก็บ​ความ​กริ้ว​ไว้​เป็น​นิตย์

10 พระ​องค์​มิ​ได้​ทรง​ทำ​แก่​เรา​ตาม​บาป​ของ​เรา
และ​มิ​ได้​ทรง​ตอบ​สนอง​เรา​ตาม​ความ​ชั่ว​ของ​เรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ปล.   วันนี้ต้องไม่ลืมอ่าน  2โครินธ์ 12:9-10 นะครับ
9 แต่​พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพ​เจ้า​แล้ว​ว่า

“การ​มี​พระ​คุณ​ของ​เรา​ก็​เพียง​พอ​กับ​เจ้า เพราะ​ว่า​ความ​อ่อน​แอ​มี​ที่​ไหน ฤทธา​นุ​ภาพ​ของ​เรา​ก็​ปรา​กฏ​เต็ม​ที่​ที่​นั่น” เพราะ​ฉะนั้น ข้าพ​เจ้า​จะ​อวด​บรร​ดา​ความ​อ่อน​แอ​ของ​ข้าพ​เจ้า​มาก​ขึ้น​ด้วย​ความ​ยินดี​อย่าง​ยิ่ง เพื่อ​ว่า​ฤทธา​นุ​ภาพ​ของ​พระ​คริสต์​จะ​อยู่​ใน​ข้าพ​เจ้า

10 เพราะ​เหตุ​นี้ เพื่อ​เห็น​แก่​พระ​คริสต์
ข้าพ​เจ้า​จึง​พอใจ​ใน​บรรดา​ความ​อ่อน​แอ ใน​การ​ถูก​เยาะ​เย้ย​ต่างๆ
ใน​ความ​ลำบาก ใน​การ​ถูก​ข่ม​เหง ใน​เหตุ​วิบัติ​ต่างๆ
เพราะ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​อ่อน​แอ​เมื่อ​ใด ข้าพ​เจ้า​ก็​จะ​เข้ม​แข็ง​มาก​เมื่อ​นั้น

04 พฤศจิกายน 2556

เรียนรู้จากความล้มเหลว

ลูกา 22:31-34

33 ฝ่าย​...(เปโตร)​จึง​ทูล​พระ​องค์​ว่า
 “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​พร้อม​แล้ว​ที่​จะ​ไป​กับ​พระ​องค์ ถึง​จะต้อง​ติด​คุก​หรือ​ถึง​ความ​ตาย​ก็​ดี”
34 ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “​เปโตร​เอ๋ย เรา​จะ​บอก​ท่าน​วันนี้​ก่อน​ไก่​ขัน ท่าน​จะ​ปฏิเสธ​ว่า​ไม่​รู้จัก​เรา​ถึง​สาม​ครั้ง”
32 แต่​เรา(พระเยซูคริสต์)​ได้​อธิษฐาน​เผื่อ​ตัว​ท่าน(เปโตร)   เพื่อ​ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​จะ​ไม่ได้​ขาด และ​เมื่อ​ท่าน​ได้​หัน​กลับ​แล้ว จง​ชู​กำลัง​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย​ของ​ท่าน”  (ลูกา 22:33-34, 32 มตฐ.)

เปโตรเป็นสาวกที่แสดงออกถึงความเชื่อและความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่   แต่เราท่านที่ได้อ่านพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ต่างก็รู้ว่า   ลักษณะที่ปากไวใจถึงทำให้เขาต้องทำให้เขาต้องเสียหน้าอับอาย   ที่เปโตร ปากไวใจถึงจนทำให้เขาเสียคนมากกว่าที่จะมีภาพลักษณะของ “ผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อและเชื่อฟัง”

เมื่อผลที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง   เมื่อเราต้องพ่ายแพ้ต่อการทดลอง หรือ กบฏต่อพระราชอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า   เราจะยอมปล่อยให้อำนาจชั่วร้ายใช้ความพ่ายแพ้ของเราลากชีวิตของเราให้พรากไปจากพระเจ้าหรือ   ความจริงที่คริสตชนจะต้องเชื่อและตระหนักชัดเจนว่า   ในเวลาที่ชีวิตพ่ายแพ้นั้น   พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดเรา   พระองค์ทรงเปิดโอกาส   พระองค์ทรงพร้อมที่จะเริ่มต้นกับเราใหม่   พระองค์พร้อมที่จะเสริมสร้าง และ ฝึกฝนชีวิตใหม่แก่เรา

สำหรับชีวิตคริสตชนแล้วต้องจำไว้เสมอว่า  ยิ่งชีวิตพ่ายแพ้ ล้มเหลว  ชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตนคาดหวัง   คริสตชนยิ่งจะต้องใกล้ชิดสนิทพระเจ้า   เกาะยึดพระองค์ไว้แน่น   เพราะการเชื่อฟังพระเจ้าเป็นกระบวนการเรียนรู้  และความล้มเหลวที่เราประสบเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาให้เราเป็นผู้รับใช้ที่ถ่อมลง    

การล้มเหลวเป็นเครื่องมือหนึ่งที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้ และ พัฒนา เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราขึ้นใหม่   การที่ชีวิตได้รับการเปลี่ยนแปลง พัฒนา และจนเกิดผลได้เพราะ ชีวิตของเราต้องติดสนิทกับพระเจ้า   ชีวิตที่พ่ายแพ้เหี่ยวเฉาที่เกิดขึ้นเพราะเรา เป็นเหมือนกิ่งที่ “ขาดน้ำเลี้ยง” จากต้น   ที่ขาดน้ำเลี้ยงเพราะกิ่งนั้นถูกทำให้หักฉีกขาดจากลำต้น   สำหรับคริสตชนแล้วชีวิตเราต้องติดสนิทคือดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์   “5เรา​เป็น​เถา​องุ่น พวก​ท่าน​เป็น​แขนง คน​ที่​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา​และ​เรา​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เขา คน​นั้น​จะ​เกิด​ผล​มาก เพราะ​ว่า​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​พวก​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่​ได้​เลย   6ถ้า​ใคร​ไม่​ได้​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา คน​นั้น​ก็​ต้อง​ถูก​ตัด​ทิ้ง​เสีย​เหมือน​แขนง แล้ว​ก็​เหี่ยว​แห้ง​ไป...” (ยอห์น 13:5-14) 

การพ่ายแพ้ล้มเหลวในชีวิตมิได้เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ลับตาจากพระเจ้า   หรือเมื่อเราอยู่ห่างไกลจากพระองค์   ท่านเชื่อไหมชีวิตของเราต้องลื่นล้มขณะที่กำลังอยู่ใกล้และสนทนากับพระองค์?   ท่านเชื่อไหมว่าอำนาจชั่วมาฉุดลากกระชากเราให้ออกห่างจากพระเจ้า   เมื่อเราพยายามหาทางมีส่วนในการทำงานของพระเจ้า   เมื่อเรากำลังหวังดีต่อพระองค์   เวลาที่เราคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญของพระเจ้า   เวลาที่เรากำลังใกล้ชิดพระองค์   อำนาจชั่วกระตุ้นให้เราคิดอย่างที่ใจเราปรารถนา   แม้ดูว่าจะเป็นการคิดดีต่อพระเจ้าก็ตาม  

แต่ “...เพราะ​เจ้า​คิด​อย่าง​คน ไม่​ได้​คิด​อย่าง​พระ​เจ้า” (ยอห์น 8:33 มตฐ.)  

บ่อยครั้ง มารมาตอนเราเผลอ...  และทำให้เรา  บอกพระเจ้าให้ทำตามความคิดของเรา!

เปโตรทักท้วงแผนการแห่งการทรงช่วยกู้มนุษย์ของพระเจ้า  “...ส่วน​เป​โตร​นั้น​พา​พระ​องค์​แยก​ออก​มา​แล้ว​ทูล​ทัก​ท้วง” (มาระโก 8:32)   แต่พระคริสต์ไม่ยอมให้โอกาสแก่มารที่มาแย่งเปโตรจากพระองค์ ด้วยการความคิดของตนเองที่ขัดขวางแผนการของพระเจ้า   พระองค์ทรงขับไล่อำนาจชั่วที่อยู่ในความคิดของเปโตรว่า “เจ้า​ซา​ตาน จง​ไป​ให้​พ้น เพราะ​เจ้า​คิด​อย่าง​คน ไม่​ได้​คิด​อย่าง​พระ​เจ้า” (8:33)   เรามักสนใจเอาใจใส่ระแวดระวังไม่ให้อำนาจชั่วมาชักจูงเราในการกระทำผิด   แต่มักมองข้ามอำนาจชั่วที่มาชักจูงให้เราคิดผิดคิดชั่ว   และการคิดผิดคิดชั่วนี้เองที่ทำให้เราหลงใหลทำสิ่งที่ผิดพลาดมหันต์อย่างเป็นระบบ   อย่างเป็นกระบวนการ

การใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้าทุกวันจึงเป็นโอกาสที่พระคริสต์จะทรงปกป้องเราจากอำนาจชั่วร้าย   อย่างที่พระองค์ทรงปกป้องเปโตรจากอำนาจชั่วร้ายที่ครอบงำความคิดของเขา

สิ่งที่คริสตชนควรระแวดระวังตรวจสอบตนเองเสมอในการดำเนินชีวิตของตนคือ  ที่อำนาจชั่วร้ายใช้เรื่อง “ความกลัว” เข้ามาทำให้เราหมดความเชื่อไว้วางใจในพระเจ้า   ในกรณีนี้อำนาจชั่วเข้ามามีอำนาจครอบงำ “ความรู้สึกกลัว” ของเรา   แล้วใช้ความรู้สึกกลัวนั้นแสดงออกถึงการที่เราขาดความเชื่อ   ความไว้วางใจพระเจ้าหดหายลง

ความกลัวดังกล่าวที่เกิดขึ้นมิได้เกิดขึ้นเพราะเราอยู่เหินห่างจากพระเจ้า   ที่เราเกิดความกลัวลานเพราะเรามุ่งมองที่สถานการณ์รอบด้านมันน่ากลัว  วุ่นวาย  ร้ายแรง  ทำให้เราเกิดความกลัวอย่างมาก   พระเยซูประทับบนเรือกับสาวก  “37... ​มี​พายุ​ใหญ่​เกิด​ขึ้น คลื่น​ก็​ซัด​เข้า​ไป​ใน​เรือ​จน​น้ำ​จวน​จะ​เต็ม​เรือ​อยู่​แล้ว   38 ส่วน​พระ​องค์​กำ​ลัง​บรร​ทม​หนุน​หมอน​หลับ​อยู่​ที่​ท้าย​เรือ พวก​สา​วก​จึง​มา​ปลุก​พระ​องค์​ทูล​ว่า “พระ​อา​จารย์ พระ​องค์​ไม่​ทรง​เป็น​ห่วง​ว่า​พวก​เรา​กำ​ลัง​จะ​พินาศ​หรือ?” (มาระโก 4:37-38 มตฐ.)   เสียงพูดแบบนี้ช่างคุ้นๆ หูเรามิใช่หรือ?

เมื่อพระเจ้าไม่ตอบสนองในสถานการณ์วิกฤติของเราอย่างที่เราคาดหวัง   เราเกิดคำถามในจิตใจว่า   ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยเรา?   พระเจ้าไม่สนใจเราแล้วหรือ?   บ่อยครั้งเรามักให้ความสนใจมุ่งมองแต่สถานการณ์ที่ล่อแหลม รุนแรง และวิกฤติ   สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเชื่อของเราหดหายอ่อนกำลัง   “40... “ทำ​ไม​พวก​เจ้า​กลัว? พวก​เจ้า​ไม่​มี​ความ​เชื่อ​หรือ?” (4:40)   แต่วิกฤติที่เกิดขึ้น กับความอ่อนแอในความเชื่อที่ปรากฏ  และเมื่อสาวกมองไปที่พระคริสต์ที่ทรงห้ามลมพายุ   ทำให้พวกสาวกต้องเรียนรู้ใหม่ว่า “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​ใคร​กัน​หนอ? ขนาด​ลม​กับ​ทะเล​ยัง​เชื่อ​ฟัง​ท่าน?” (ข้อ 41)

28เรา​รู้​ว่า​เหตุ​การณ์​ทุก​อย่าง​ร่วม​กัน​ก่อ​ผล​ดี​แก่​คน​ที่​รัก​พระ​เจ้า คือ​แก่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​พระ​องค์ (โรม 8:28 มตฐ)   สาวกได้นำบทเรียนที่ได้รับเหล่านี้ซึมลึกลงในจิตใจเพื่อให้ความเชื่อของเขาเข้มแข็งเติบโตขึ้น   พระเจ้าทรงใช้ความล้มเหลวของเปโตรเป็นเครื่องมือในการฝึกฝนชีวิตของสาวกให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระองค์   เพราะสาวกต้องการที่เติบโตขึ้นเพื่อรับใช้พระองค์

เราแต่ละคนต้องการที่จะเติบโตขึ้นในความเชื่อโดยที่ไม่ต้องกระทำผิดต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า   แต่เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าย่างก้าวที่ผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ  แต่เป็นสิ่งที่สอนเรา   ความล้มเหลวสอนให้ผู้เชื่อให้มีความเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อมีปัญญามากขึ้นและรับประโยชน์ในชีวิตมากขึ้น   และนี่เป็นบทเรียนชีวิตที่เราทุกคนควรจะใส่ใจ   และระแวดระวังความคิดของเราด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

21 กันยายน 2554

ผจญกับความล้มเหลว: แล้วคุณจะประหลาดใจในสิ่งที่พบ!

โรม 4:4-5; 1โครินธ์ 10:31;(ฉบับมาตรฐาน) ฮีบรู 12:1

ฉันบรรจงห่อพัสดุภัณฑ์อย่างแน่นหนา ด้วยความระมัดระวัง เพื่อที่จะไปส่ง อีเอ็มเอส ที่ไปรษณีย์ พร้อมกับคิดในใจว่า พรุ่งนี้ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ก็จะได้รับต้นฉบับหนังสือที่ฉันเขียน และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าฉันจะได้เห็นหนังสือที่ฉันฝันและทุ่มเทมาเป็นเวลายาวนานในชีวิตปรากฎเป็นจริง

ฉันคาดหวังที่จะได้รับความตื่นเต้น ชื่นอกชื่นใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการ "มึน" และ "ชา" หมดความรู้สึก สิ่งที่ฉันทุ่มเทมุ่งหวังอย่างอดทนที่ยาวนานด้วยทั้งหมดของความคิด ความรู้สึก จิตวิญญาณ และทุกสิ่งทุกอย่างในความรู้ และ ความชาญฉลาดของฉันได้บรรจงเทลงในหนังสือเล่มนั้น จนไม่เหลือแม้แต่คำเดียวในสมองของฉัน

หลังจากส่งต้นฉบับไปได้ 3-4 วัน บรรณาธิการสำนักพิมพ์ได้โทรศัพท์มาถึงฉัน และบอกว่า "เราชอบเรื่องราวในต้นฉบับที่คุณเขียน และเราอยากให้คุณเขียนเพิ่มอีก 4 บท แล้วรีบส่งกลับมาให้เราเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพราะตารางพิมพ์ของเราแน่นมาก"

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เหมือนกับว่าฉันได้ตั้งครรภ์ 9 เดือน แล้วอดทนในการเบ่งคลอดลูกอีก 24 ชั่วโมง แล้วฉันก็ได้คลอดทารกที่น่ารักสวยงาม และหลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์สูตินรีแพทย์มาบอกฉันว่า "คุณจำเป็นที่จะต้องกลับไปเบ่งคลอดอีก 6 ชั่วโมง"

หลังจากนั้นอีก 3 อาทิตย์ ฉันปล้ำสู้กับความรู้สึกของตนเอง ฉันต่อรองกับพระเจ้า ฉันร้องไห้ วันแล้ววันเล่า ทุกสิ่งที่ฉันเขียนมันถูกโยนลงในตะกร้าขยะ ความกลัวเสียขวัญแผ่แพร่ขยายไปทั่วในความนึกคิดของฉัน "ฉันวิ่งมาถึงเส้นชัยแค่เอื้อม แต่ฉันทำให้ตนเองไปเหยียบเส้นชัยไม่ได้" สิ่งที่ปรากฎอยู่ข้างหน้าของฉันคือความล้มเหลวอย่างแน่นอน

ในที่สุด บทที่จะต้องเขียนเพิ่มในหนังสือของฉันได้ผุดโผล่ออกมา ทำให้ฉันรู้สึกว่าในภาวะเช่นนี้เราควรพูดหรือง่วนอยู่กับสิ่งที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น มากกว่ามัววนเวียนคิดถึงแต่ความล้มเหลวและสิ่งที่เกี่ยวข้องหรือผลของความล้มเหลว ทำให้ฉันมองเห็นและเรียนรู้ว่า ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่เราควรจะพูดถึงมันเมื่อเรามีชัยและเกิดผลตามมาจากความสำเร็จแล้ว

ความจริงที่ไม่มีทางเลือกก็คือ การเรียนรู้ที่ความล้มเหลวสอนเราคือ เราไม่สามารถหาทางเรียนรู้จากทางอื่นวิธีอื่นได้ ดังนั้น ให้เรากระทำต่อความล้มเหลวดั่งแขกที่มาเยือน ยอมรับข่าวที่ทำให้เราไม่สบายใจ แต่ไม่อนุญาตให้ความล้มเหลวมาอาศัยอยู่ด้วย เราคงจำเป็นต้องบอกกับความล้มเหลวว่า "เชิญแสดงจุดผิดพลาด บกพร่องแก่ฉัน แล้วเชิญคุณออกจากที่นี่" มุมมองและทัศนคติที่สำคัญต่อความล้มเหลวคือ เราจะต้องมองความล้มเหลวของเราอย่างใกล้ชิด ละเอียดถี่ถ้วน แล้วให้น้ำหนักความสำคัญตามความเป็นจริงตามสภาพความล้มเหลวที่เป็นอยู่

คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความล้มเหลวของคุณ? สำหรับฉันแล้วฉันได้เรียนรู้

ทุกความล้มเหลวไม่มีน้ำหนักหรือความสำคัญเท่ากัน

สมัยที่ฉันเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย ฉันเคยได้ "D" อยู่วิชาหนึ่ง คนอื่นอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพื่อนของฉันบางคนกลับมองว่าเป็นเรื่องตลก(เพราะได้ "D" ก็สอบผ่าน) แต่ความจริงก็คือว่ามันฝังแน่นในความคิดของฉันเหมือนกรวดในรองเท้า ทำไมฉันถึงยึดเกาะแน่นที่เกรดหรือคะแนนที่ได้ แต่เมื่อฉันให้เวลาที่จะมองพิจารณาสถานการณ์รอบข้างอย่างถ้วนถี่และตามความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นเทอมแรกในการเรียน ฉันลงเรียน 19 หน่วยกิต, ทำงานครึ่งเวลา(เพื่อเลี้ยงชีพอยู่รอด), แล้วมีแฟนเสียอีกด้วย, มีอยู่ 6 สัปดาห์ที่ฉันต้องผจญกับการเจ็บไข้ได้ป่วยเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ เมื่อฉันมีโอกาสที่จะตรวจสอบใคร่ครวญถึงความจริงของสถานการณ์ของความล้มเหลว ทำให้พลังอำนาจของความล้มเหลวที่ครอบงำรบกวน และกัดกร่อนความคิดความรู้สึกของฉันหมดแรงลงได้

ความล้มเหลวสอนเราว่าอะไรที่สำคัญ


ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เขาได้ออกจากงานที่เขารัก ฉันแปลกใจในสิ่งที่เธอทำ เพราะฉันรู้ดีว่าเขาทำงานนั้นได้ดีเยี่ยมแค่ไหน

"ฉันมีแนวโน้มที่จะทนงตนอย่างสูง" เธอบอกฉันต่อไปว่า "ฉันยุติงานนี้เพราะฉันทำสำเร็จแล้ว เพราะในสถานการณ์ที่ฉันต้องสูญเสียงานนี้ไปมันทำให้ฉันรู้จักถ่อมตัวลง ในที่สุด ฉันชื่นชมยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะในความทนงตนคุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้ล้มเหลวในชีวิต คุณต้องแบกแอกอันหนักอึ้งนี้ไว้ ฉันจะไม่ยอมอยู่ใต้แอกที่แสนหนักนี้ต่อไป ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าจิตวิญญาณของฉัน "เบาตัว" ฉันไม่ต้องมีภาระหนักที่ต้องแบก ภาระหนักที่กดฉันว่าต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ"

ในส่วนที่ดียิ่งที่เธอได้รับในสถานการณ์ครั้งนี้คือ พระเจ้าใช้ประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้ให้เธอได้เข้ามาใกล้กับพระองค์ "ในสถานการณ์นี้ พระเจ้าให้เกิด "ฟอง" กับฉันมิใช่ให้ฉันต้อง "ระเบิด" (พระเจ้าทรงให้เกิดฟองที่ระบายความดันออกมา มิได้ให้เกิดการสะสมแรงดันจนเกิดระเบิดในตัวเธอ) จุดนี้เองที่นำฉันมาเป็นสาวกของพระองค์ ความสำเร็จไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำอธิบาย แต่เมื่อใดก็ตามที่ความล้มเหลวสัมผัสกับชีวิตของเรา เราต้องการคำตอบ ฉันจึงเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต แต่ในที่สุดสิ่งเหล่านี้นำฉันเข้าถึงพระเจ้า

ความล้มเหลวเป็นเพียงสถานการณ์แวดล้อมหนึ่ง มิใช่เป็นคำพิพากษา

ฉันรู้จักกับสตรีคนหนึ่งที่ใช้เวลาชีวิตของเธอในธุรกิจอุตสาหกรรมร้านอาหารที่ท้าทายอย่างมากเป็นเวลาถึง 15 ปี เธอรู้สึกตั้งแต่วันแรกของการเปิดแฟรนชายส์สาขาแรกว่าพระเจ้าทรงให้เธอทำธุรกิจนี้อย่างมีพระประสงค์ เธอทำธุรกิจนี้ด้วยความสัตย์ซื่อ ให้การบริการที่ยอดเยี่ยม จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ และที่สำคัญเธอใช้ระบบคุณธรรมจากพระคัมภีร์เป็นระบบคุณค่ากับคนที่มาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นคนงานที่ทำงานด้วย ผู้ขาย และลูกค้า

งานนี้ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เสียแล้ว เมื่อภัตตาคารของเธอเปิดได้แค่สามสัปดาห์ก็ถูกขว้างระเบิด หลังจากนั้นคู่แข่งของแฟรนไชส์ก็เปิดภัตตาคารด้านขวาข้างอาคารของเธอ เธอเล่าว่า "ทุกวันฉันมอบธุรกิจนี้ไว้กับพระเจ้า แล้วแต่พระองค์จะจัดการให้ธุรกิจนี้ดำเนินต่อไปอย่างไร"

เมื่อธุรกิจนี้เติบโตใหญ่ขึ้น สามีของเธอได้เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงิน หลังจากนั้น 15 ปีเธอเป็นเจ้าของภัตราคาร 14 แห่ง ชื่นชมกับความสำเร็จทางธุรกิจและการเงิน และเป็นที่นับถือในหมู่เพื่อนฝูง

วันหนึ่งบริษัทแม่ของแฟรนไชส์ได้ปรับเปลี่ยนระเบียบใหม่ เพื่อนของฉันและสามีของเธอรู้สึกว่าตามระเบียบใหม่นี้เธอจะต้องปรับระบบคุณค่าในการทำธุรกิจลงไม่เช่นนั้นจะทำธุรกิจนี้ตามระเบียบใหม่ไม่ได้ การที่จะยุติกิจการก็ดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนเอาการ มันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความตึงเครียดทั้งในด้านอารมณ์และทางการเงิน ในสายตาของบรรดานักสังเกตการณ์ ต่างมองว่าความล้มเหลวที่ใหญ่โตพร้อมที่จะล้มครืนลง

ฉันหวังว่าเราจะไม่มองความล้มเหลวด้วยสายตาแบบง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มองความล้มเหลวบนรากฐานระบบคุณค่าตามพระคัมภีร์ การกระทำอย่างนี้ของบริษัทแม่รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพื่อนของฉันยอมรับว่าช่วงนั้นเป็นเวลาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เธอและสามีช่วยกันทบทวนว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเธอ พยายามดึงเอาสติปัญญาจากสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจ "ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย"

Oswald Chambers เคยกล่าวไว้ใน My Utmost for His Highest ตอนหนึ่งว่า "พระเจ้าทรงสามารถนำพระประสงค์ของพระองค์ผ่านหัวใจที่ฉีกขาดสลายไปยังโลก ถ้าเช่นนั้นจงขอบพระคุณพระองค์ที่ทำให้หัวใจของท่านต้องฉีกขาด" เพื่อนสนิทของฉันและสามีของเธอเลือกเดินบนเส้นทางนี้ ทุกวันนี้เธอสามารถกล่าวถึงพระธรรมโรม 8:28 ได้อย่างเต็มปากจากประสบการณ์จริงในชีวิตของเธอว่า "...เรารู้ว่าในทุกๆ สิ่งพระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์"

เธอบอกฉันว่า เธอเริ่มธุรกิจใหม่อีกครั้งหนึ่ง เธอกล่าวว่า "พระเจ้าทรงยื่นห่อของขวัญแก่เธอ และเธอต้องเปิดห่อของขวัญนั้น" เธอกล่าวต่อไปอีกว่า "เธอไม่รู้เลยว่ามีอะไรในห่อของขวัญนั้น ฉันต้องการที่จะใช้ชีวิตของฉันทำในสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ฉันทำ" ทุกวันนี้เพื่อนสนิทคนนี้ของฉันเป็นโค้ชแก่ผู้บริหาร เธอให้การปรึกษาแก่ ซีอีโอ ในการบริหารจัดการทั้งธุรกิจและการดำเนินชีวิตของเขา

พระเจ้ามองความล้มเหลวด้วยสายตาที่แตกต่างจากเรา

การที่เขียนเพิ่มอีกสี่บท หรือคะแนนที่เรียน ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดเท่ากับความหายนะที่เกิดจากความล้มเหลวที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง เช่น การติดสารเสพติดที่นำความหายนะมาสู่ชีวิต ลิ้นที่พูดพล่อยไม่ระมัดระวังที่ทำลายสัมพันธภาพที่สำคัญในชีวิตและการงาน การหลอกลวงที่หักหลังความไว้วางใจที่คนอื่นมีต่อเรา และสิ่งที่สำคัญยิ่งที่จะต้องตระหนักชัดว่า พระเจ้าทรงมีมุมมองความล้มเหลวที่ชัดเจนแตกต่างจากมุมมองของเรา

ในขณะที่พระเจ้าทรงคาดหวังว่าเราจะรับผิดชอบในส่วนความรับผิดชอบของเรา และทูลขอการยกโทษจากพระองค์ พระองค์ไม่เคยสับสนปนเประหว่างเรื่องความบาปกับคนบาป พระเจ้าอาจจะผิดหวังในพฤติกรรมชีวิตของเรา แต่พระองค์ไม่เคยเดินหนีออกไปจากชีวิตของเรา "แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เรา คือขณะที่เราเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (โรม 5:8 ฉบับมาตรฐาน)

ไม่มีความล้มเหลวในชีวิตที่รุนแรงแค่ไหนที่พระคุณของพระเจ้าจะทรงยื่นพระหัตถ์ไปไม่ถึง เราสามารถมอบเรื่องที่ทำจนสับสนวุ่นวายให้กับพระเจ้า แล้วเราจะประหลาดใจว่าพระองค์ทรงจัดการสิ่งที่เลวร้ายให้เป็นสิ่งที่สวยงามได้

การตายบนกางเขนของพระคริสต์ดูแล้วเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง พระองค์ถูกแขวนประจานบนกางเขน อีกทั้งยังถูกทอดทิ้งจากพระบิดา ฝูงชนที่โกลาหลกล่าวร้ายว่าพระองค์เป็นคนลวงโลก พระคริสต์ได้เตือนเหล่าสาวกแล้วว่า วันแห่งความมืดจะเข้ามา และยังบอกอีกว่านี่มิใช่จุดจบของเหตุการณ์นี้ แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ฉันสงสัยว่าสาวกที่ติดตามพระองค์เชื่อมากน้อยแค่ไหนในสิ่งที่พระองค์ได้บอกพวกเขาไว้แล้ว แต่ในที่สุดพวกเขาก็เรียนรู้ว่า "...ในทุกๆ สิ่งพระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์"

นี่คือประเด็น ท่ามกลางสถานการณ์ที่เราดูเหมือนว่าเลวร้ายและล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์จริง หรือ ที่เราจินตนาการเอง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ยิ่งใหญ่รุนแรง หรือ เล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดของเราหรือของใครก็ตาม แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้วทุกคนเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าผู้คนจะว่าคนนั้นเป็นคนเช่นไรก็ตาม แต่พระองค์บอกว่า ผู้ที่ยอมรับเอาพระประสงค์ของพระองค์ในทุกสถานการณ์จะเป็นผู้มีชัย ดั่งพระคริสต์ยอมรับตามพระประสงค์ของพระบิดา และทรงมีชัยเหนือความตายในที่สุด


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

ข้อเขียนนี้เรียบเรียง และ สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง “Facing Failure” ของ Verla Wallace

15 มีนาคม 2554

ความล้มเหลวมิใช่จุดจบ

7“อย่างน้อยที่สุดยังมีความหวังสำหรับต้นไม้
ถึงมันถูกโค่นก็ยังแตกหน่อขึ้นมาอีก
และงอกกิ่งใหม่ขึ้นมาแทน”
(โยบ 14:7 อมตธรรม)

ผมไม่เคยพบแม้แต่คนเดียวที่มีเป้าหมายในชีวิตของเขาคือความล้ม แต่ความล้มเหลวเป็นสัจจะความจริงหนึ่งในชีวิต กุญแจสู่ความสำเร็จมิใช่การหลีกเลี่ยงความล้มเหลว แต่เป็นการที่จะเรียนรู้จักการรับมือกับความล้มเหลวต่างหาก

  • ครั้งหนึ่ง ครูสอนดนตรีของบีโธเฟ่นบอกกับเขาว่า เขาไม่มีทางที่จะเป็นนักประพันธ์เพลงได้
  • วอลท์ ดิสนีย์ ถูกบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพูดใส่หน้าว่า เขาเป็นคนที่ไร้ความสร้างสรรค์
  • เฮนรี่ ฟอร์ด เจ้าของบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คอมปานี (Ford Motor Company) เป็นธุรกิจที่สามของเขา ซึ่งสองธุรกิจก่อนหน้านี้ล้มเหลวไปเรียบร้อยแล้ว
  • ครูของโธมัส เอดิสัน (Thomas Edison) บอกเขาว่า เอดิสันโง่ทึมทึเกินกว่าที่จะเรียนรู้ได้

Mary Sotherland เคยเล่าไว้ว่า เธอสอบตกครั้งแรกเมื่อเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง ในการทดสอบเกี่ยวกับชื่อของรัฐและชื่อเมืองหลวงของรัฐเหล่านั้น เธอต้องท่องจำชื่อเหล่านี้อย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนกับว่ามันจะตั้งอยู่ชั่วนิรันดร์ เธอไม่ชอบเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ถึงเวลาเรียนวิชานี้เมื่อใดเธอเป็นอันต้องใจลอยฝันกลางวันทุกครั้ง เธอถามดังๆ ในใจของเธอว่า ทำไมฉันจะต้องจำชื่อรัฐชื่อเมืองหลวงเหล่านี้ ในเมื่อชื่อพวกนี้เราก็สามารถค้นหาได้จากหนังสือเสมอ... น่าเบื่อสิ้นดี

เธอเล่าต่อไปว่า... ถึงแม้เธอจะไม่ชอบวิชาภูมิศาสตร์แค่ไหน แต่เธอก็จะต้องทำให้ได้ 100 คะแนนในการสอบ ทำไมหรือ? แม้ขณะนั้นเธอเพียงอายุ 6 ขวบ แต่เธอก็รู้กฎเกณฑ์ที่ไม่ได้พูดเป็นคำพูดคือ ถ้าสอบตกวิชาใดวิชาหนึ่งนั่นหมายถึงว่า เธอล้มเหลว

เมื่อคุณครูของเธอบอกให้นักเรียนทุกคนในชั้นเรียน ให้เอาทุกอย่างออกจากโต๊ะเรียนของตน ให้เหลือเพียงดินสอแท่งเดียว เธออกสั่นขวัญหาย เธอเหลียวไปดูที่กระดานก็ไม่เห็นมีอะไรบนกระดานนั้น เธอมองหน้าเพื่อนๆ ต่างมีสีหน้าที่สับสน ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

คุณครูอธิบายว่า “เราจะมีการทดสอบเล็กๆ เพื่อจะดูว่าพวกเราจะทำข้อสอบวิชาภูมิศาสตร์ได้แค่ไหน” เธอคิดในใจว่า เธอมีปัญหาสามประการจากคำพูดของคุณครูคนนี้คือ ไม่เคยพบเลยว่ามีการสอบเล็กๆ (เพราะที่พบทุกครั้งมันยากบรมเลย!) ประการที่สองไม่มีใครพูดถึงเรื่องการสอบนี้เลย ประการสำคัญที่สามคือ เธอไม่รู้ชื่อของรัฐและชื่อเมืองหลวงเหล่านั้นเลย เมื่อเธอบ่นออกมาให้คุณครูได้ยิน คุณครูก็บอกเธอว่า นี่เป็นการทดสอบเล็กๆ ก่อนเรียนเท่านั้น

เธอสัญญากับตนเองในใจว่า ถ้าเธอได้เป็นครูประถมศึกษาเธอจะไม่ทำเช่นนี้กับนักเรียนของตน

เธอเล่าต่อไปว่า ท้องของเธอปั่นป่วน เหงื่อแตกออกมาเป็นเม็ดๆ ในสมองของเธอแล่นค้นหาอย่างบ้าคลั่งถึงข้อมูลวิชาภูมิศาสตร์ที่อาจยังคั่งค้างอยู่ บางทีสมองเธออาจจะค้นพบชื่อรัฐและเมืองหลวงสัก 1-2 ชื่อในช่วงที่ครูกำลังแจกข้อสอบให้แต่ละคน “ไม่ให้เปิดหนังสือ” เสียงของคุณครูเตือน เธอบ่นกับตนเองว่า ทำไมฉันถึงซวยเช่นนี้!

เมื่อคุณครูวางกระดาษที่มีแผนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาลงบนโต๊ะเธอ เธอกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เธอร้องไห้ เมื่อคุณครูเห็นเธอเช่นนั้น คุณครูคุกเข่าลงข้างๆ โต๊ะของเธอ ค่อยๆ โอบเธอไว้ แล้วขอให้ครูผู้ช่วยดำเนินการทดสอบในชั้นเรียนต่อไป แต่คุณครูพาเธอออกจากห้องเรียนมาที่ห้องพยาบาล

เมื่อเธอสงบ หยุดร้องไห้ คุณครูก็ถามเธอว่า “หนู...มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?” เธอไม่เชื่อหูของตนเองที่ได้ยินคำตอบที่เธอตอบคุณครูว่า “หนูจำชื่อรัฐและเมืองหลวงพวกนั้นไม่ได้เลย” เสียงที่เธอคร่ำครวญออกไปฟังดูน่าขบขันสำหรับเธอเอง คุณครูถามเธอว่า “เธอพอจะจำสักบางชื่อได้ไหม?” เธอคิดอยู่พักหนึ่ง จึงตอบคุณครูไปว่า “หนูจำได้บางชื่อแต่จำไม่ได้ทั้งหมด แต่นั่นก็หมายความหว่าหนูจะต้องสอบตก” คุณครูให้กำลังใจว่า “หนูลองทำดีที่สุดเท่าที่หนูจะทำได้ แล้วดูว่าผลมันจะเป็นอย่างไร” เธอทำดีที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้... แต่เธอยังสอบตก

ลองทายดูว่าอะไรเกิดขึ้นกับเธอ? ในเมื่อโลกหมุนไปไม่หยุด เธอเรียนผ่านชั้นประถมปีที่หนึ่ง ผ่านระดับประถมศึกษาไปอย่างฉลุย สำเร็จมัธยมตอนปลายระดับเกียรตินิยม เธอเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาด้านดนตรีโดยได้รับทุนการศึกษา ในที่สุดเธอได้เป็นครูประถมศึกษา

เธอเล่าว่า เธอพบกับความล้มเหลวตลอดเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาหลายครั้งหลายครา เฉกเช่นเดียวกับคนในพระคัมภีร์ ไม่ว่าจะเป็นอาดัมกับเอวาที่โกหกพระเจ้าจึงล้มลงในความบาป ดาวิดที่มีชู้กับบัทเชบา ต่อมาวางแผนให้สามีของบัทเชบาไปตายในสนามรบ เปโตรที่เคยประกาศกร้าวว่าจะอยู่กับพระคริสต์ไม่ว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร แต่เขากลับปฏิเสธพระเยซู มิใช่เพียงครั้งเดียวแต่ปฏิเสธถึงสามครั้ง แท้จริงแล้วคงเป็นการยากที่จะค้นให้พบว่ามีใครสักคนไหมที่ไม่เคยล้มเหลวเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต แต่เราพบมากมายหลายคนในพระคัมภีร์ที่เขาได้เรียนรู้จากความล้มเหลวของเขาในชีวิต แล้วใช้สิ่งที่เรียนรู้เป็นเครื่องเสริมสร้างให้ชีวิตของเขาเจริญเติบโตขึ้น และเราพบอีกว่าหลายคนในกลุ่มนี้ที่พระเจ้าทรงใช้เขาให้ประสบความสำเร็จในพระราชกิจแห่งพระประสงค์ของพระองค์

ผมเชื่อว่า ความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญจำเป็นส่วนหนึ่งในการเจริญเติบโตและพัฒนาวุฒิภาวะของเราในการเป็นสาวกติดตามพระเยซูคริสต์ ถ้าเรายอมให้พระเจ้าทำงานในชีวิตของเราตามพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์จะทรงนำประสบการณ์ความล้มเหลวในชีวิตของเราไปถึงซึ่งความเข้าใจในเรื่องความรักที่ไร้เงื่อนไข และ การทรงยกโทษบาปจากพระเจ้า ซึ่งสิ่งอื่นไม่สามารถนำไปถึงได้ ความสิ้นหวังหรือภาวะที่ล่อแหลมสามารถเป็นมิตรสหายใกล้ชิดของเราถ้าเรายอมที่จะรอคอยการกระทำพระราชกิจตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา ถ้าเราปรารถนาที่จะเห็นพลานุภาพของพระเจ้าในชีวิตของเรา

จำไว้เสมอว่า ความล้มเหลวมิใช่จุดจบของชีวิต แต่พระคุณของพระเจ้าต่างหากที่นำเราไปถึงเป้าหมายปลายทางแห่งชีวิต

ประเด็นใคร่ครวญพระธรรมกับชีวิต

ให้เราอ่านจากพระธรรมโรม 8:28 “...เรารู้ว่า ในทุกสิ่ง พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (อมตธรรม)
o พระธรรมข้อนี้ช่วยให้เราเผชิญหน้ากับความล้มเหลวในชีวิตของเราอย่างไรบ้าง?
o ทุกวันนี้ท่านต้องประสบกับความล้มเหลวในเรื่องอะไรบ้าง?
o ถ้ามองความล้มเหลวดังกล่าวผ่านมุมมองของพระธรรมโรม 8:28 ท่านได้รับบทเรียนอะไรบ้าง?
o และท่านเห็นชัยชนะหรือความสำเร็จอะไรบ้างที่จะงอกงามตามมาในอนาคต?
o ให้อ่านพระธรรมโยบ 14:7 “อย่างน้อยที่สุดยังมีความหวังสำหรับต้นไม้ ถึงมันถูกโค่นก็ยังแตกหน่อขึ้นมาอีก และงอกกิ่งใหม่ขึ้นมาแทน” (อมตธรรม) เราจะประยุกต์พระธรรมข้อนี้กับความล้มเหลวในชีวิตอย่างไร?

พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงความหายนะเป็นชัยชนะ
พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงความล้มเหลวเป็นความสำเร็จ
เมื่อเราเลือกที่จะมองว่า...
ความผิดพลาดล้มเหลวของเรา เป็นโอกาสของพระเจ้า
ที่จะทรงทำงานในชีวิตของเรา
แล้วเราจะพบว่า ความสำเร็จนั้นมีความหมายใหม่ที่แตกต่างจากความสำเร็จแห่งโลกนี้

03 มีนาคม 2554

เป็นมิตรสนิทกับความล้มเหลว

ความล้มเหลวเป็นได้ทั้งมิตรและศัตรู...
อยู่ที่คุณจะเลือกว่า จะให้เป็นแบบไหน
ถ้าคุณร้องเพลงสวดศพทุกครั้งที่คุณล้มเหลว
ถ้าเช่นนั้นความล้มเหลวก็ยังเป็นศัตรูของคุณ
แต่ถ้าคุณตัดสินใจที่จะเรียนรู้จากความล้มเหลวของคุณเอง
เมื่อนั้น คุณจะได้รับคุณประโยชน์จากความล้มเหลว
และนั่นที่ทำให้ความล้มเหลวกลายเป็นมิตรสนิทของคุณ

William Bolitho เคยกล่าวไว้ว่า...
สิ่งสำคัญสุดยอดในชีวิตมิได้ประเมินจากสิ่งที่คุณได้รับ
เพราะคนโง่ทุกคนก็ทำเช่นนั้น
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดคือ การที่คุณได้รับคุณค่าตอบแทนจากการสูญเสียของคุณ
นั่นต้องการสติปัญญาที่เฉียบแหลม
และสิ่งนี้ที่ชี้ถึงความแตกต่างระหว่างคนที่มีไหวพริบกับคนที่ทึมทื่อ”

ทุกคนสามารถที่จะปรับเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นมิตรสหาย
ด้วยการที่มีทัศนคติที่เปิดรับการสอนจากผู้คนและสภาวะรอบด้าน
แล้วใช้กลยุทธ์ที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาดของตน
ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนการสูญเสียเป็นคุณค่า เป็นการได้เปรียบ และเป็นประโยชน์ในชีวิต
ขอให้คุณถามคำถามต่อไปนี้ทุกครั้งเมื่อประสบพบกับการสูญเสียหรือล้มเหลว

1. อะไรที่เป็นสาเหตุของความล้มเหลว

ก้าวแรกที่คุณจะเรียนรู้คือ
คุณต้องเต็มใจค้นหาให้พบว่า อะไรคือสาเหตุของความล้มเหลว
เพราะคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางประสบความสำเร็จหรือ?
มีประเด็นที่แน่ชัดเมื่อเกิดการล้มเหลวหรือไม่?
คุณสามารถเจาะจงบ่งชี้ลงไปว่าอะไรคือหัวใจของความผิดพลาด?

2. ความสำเร็จอะไรบ้างที่อยู่ในความล้มเหลว?
Warren Wiersbe เคยกล่าวไว้ว่า...
“ผู้ยึดมั่นในความจริงเป็นนักคิดที่กล้าฝ่าเข้าไปในกองไฟเพื่อรับการเผาชำระ
ผู้สงสัยเป็นนักคิดที่เข้าไปในกองไฟแล้วถูกเผาไหม้เป็นจุล”
อย่ายอมให้ไฟแห่งความเลวร้าย ภัยพิบัติ ทำให้คุณเป็นผู้สงสัย
แต่ให้ไฟนั้นเผาชำระคุณให้บริสุทธิ์

ไม่ว่าภัยพิบัติ ความเลวร้ายใดใดที่คุณพบพาน
ในนั้นจะมี “เพชร” แห่งความสำเร็จอยู่ด้วย
บางครั้ง จะค้นหาให้พบด้วยความยากลำบาก
แต่คุณสามารถค้นพบได้ ถ้าคุณเต็มใจทุ่มเทที่จะค้นจนพบ

3. ฉันจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากสิ่งที่เกิดขึ้น?
ไม่น่าเชื่อ ที่หลายคนตอบสนองต่อความล้มเหลวอย่าง ชาลี บราว์น ในการ์ตูน
ผมเคยอ่านการ์ตูนจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง
ชาลี บราว์น สร้างปราสาททรายที่ชายหาด
เขาสร้างปราสาททรายที่สวยงามเสร็จ
เขาได้เดินถอยห่างออกมาเพื่อชื่นชมในผลงานที่น่าทึ่งของเขา
ขณะนั้นเอง ได้มีคลื่นลูกโตพัดถาโถมเข้ามาที่ชายหาด
แล้วกวาดพัดปราสาทที่เขาสร้างราบเป็นหน้ากอง
เขาพึมพำกับตนเองว่า
“จะต้องมีบทเรียนในเหตุการณ์นี้แน่ แต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

คนที่ประสบพบกับภัยพิบัติและล้มเหลวอย่างชาลี บราว์น
เขาถูกกลืนเข้าไปในความล้มเหลวเลวร้าย
เขาพลาดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เขาได้รับ
แต่ในทุกความล้มเหลว ในทุกความเลวร้ายในชีวิตย่อมมีสิ่งที่เราจะเรียนรู้เสมอ
หัวใจสำคัญคือ คนๆ นั้นต้องมีทัศนคติที่เปิดใจกว้างที่จะรับบทเรียนเสมอ
แล้วยอมรับความคิดของ Lord Byron ได้ถ่ายทอดไว้ว่า
“ภัยพิบัติ ความเลวร้าย และความล้มเหลวเป็นก้าวแรกนำสู่สัจจะความจริง”

4. ใครจะช่วยฉันให้ประสบความสำเร็จ?

โดยทั่วไปแล้วมีการเรียนรู้อยู่สองประเภท
เรียนรู้จากประสบการณ์ความล้มเหลวผิดพลาดของคุณเอง และ
สติปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ถึงความผิดพลาดของคนอื่น
พลเรือเอก Hyman Rickover กล่าวไว้ว่า...
“เราทุกคน ควรมีการรับรู้ที่ดีกว่านี้
เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น
คุณไม่มีชีวิตที่ยาวนานพอที่จะเรียนรู้ทั้งหมดด้วยตัวคุณเองได้

จงเก็บเกี่ยวสติปัญญาจากความฉลาดล้ำลึกของผู้อื่น
แสวงหาคำแนะนำ ความคิดเห็น
แต่ต้องมั่นใจว่าเป็นความคิดเห็นและคำแนะนำจากคนที่สำเร็จ
คนที่สำเร็จจากการรับมือกับความผิดพลาดและล้มเหลว

5. จากที่นี่...ฉันจะไปไหนต่อ?
ในหนังสือชื่อ "Everyone's a Coach,"
Don Shula and Ken Blanchard กล่าวไว้ว่า
“การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
คุณจะไม่เกิดการเรียนรู้สิ่งนั้นจนกว่าคุณจะทำสิ่งนั้น หรือใช้สิ่งนั้น”

เมื่อคุณสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เลวร้าย
แล้วปรับเปลี่ยนสิ่งเลวร้ายนั้นให้กลายเป็นสิ่งดี
คุณกำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของคุณ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา John C. Maxwell ได้เคยสอนว่า
ผู้คนที่ประสบกับความเจ็บปวดมากพอในชีวิต เขาจะต้องเรียนรู้
คนที่ได้รับการเรียนรู้มากพอในชีวิต เขาจะได้รับความสามารถที่จะจัดการชีวิตได้
คุณคงเคยมีประสบการณ์ในแต่ละขั้นตอนข้างต้น
คุณต้องมั่นใจว่า ทุกครั้งที่คุณเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นั้น
เป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์

Sydney Harris เขียนไว้ว่า
“ผู้ชนะย่อมรู้ว่าเขาจะต้องเรียนรู้อีกมากมาย
แม้คนอื่นจะมองว่าเขาเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ”
แต่ผู้พ่ายแพ้ต้องการให้คนอื่นมองเขาว่า “เป็นผู้ชำนาญ”
ก่อนที่เขาจะรู้ตัวว่า เขามีความรู้ในเรื่องนั้นแค่หางอึ่ง”

จงทุ่มเทที่จะเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากทุกสิ่งที่ผิดพลาด
เพื่อเป็นประสบการณ์ในชีวิต
บทเรียนพร้อมอยู่ที่นั่นแล้วสำหรับการเรียนรู้
แต่ความล้มเหลวจะไม่ยื่นมือออกไปและสอนคุณ
คุณต้องเต็มใจที่จะเป็นมิตรสนิทกับความล้มเหลว
ด้วยการยึดฉวยความล้มเหลวให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้

เก็บความและเรียบเรียงจากบทความเรื่อง Making Failure Your Friend
เขียนโดย Dr. John C. Maxwell

พระธรรมภาวนา

สดุดี 22:24 (TBS)
เพราะพระองค์มิได้ทรงดูถูกหรือสะอิดสะเอียนต่อความทุกข์ยากของผู้ที่ทุกข์ใจ
และพระองค์มิได้ทรงซ่อนพระพักตร์จากเขา เมื่อเขาร้องทูล พระองค์ทรงฟัง

สดุดี 71:20 (IBS)
แม้พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ประสบความทุกข์มากมายและขมขื่น
พระองค์จะทรงทำให้ชีวิตของข้าพระองค์กลับคืนสู่สภาพดีอีกครั้ง
จากที่ลึกของโลก
พระองค์จะทรงดึงข้าพระองค์ขึ้นมาอีก

สดุดี 119:71(TBS)
ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก
เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้ถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์

2โครินธ์ 1:4 (TBS)
พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า

อิสยาห์ 1:53:3, 10-11 (IBS)
“...เขาถูกมนุษย์ดูหมิ่นและทอดทิ้ง
เป็นคนเจ้าทุกข์และคุ้นเคยกับความทุกข์ทรมาน
เป็นคนที่ใครๆ เบือนหน้าหนี
เขาถูกเหยียบหยาม และเราก็ไม่ได้นับถือเขา (ข้อ 3)
...แต่...พระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองในมือของเขา
หลังจากที่ชีวิตจิตใจของเขาต้องทุกข์ทรมานแล้ว
เขาจะได้เห็นแสงสว่างแห่งชีวิต และเขาจะพึงพอใจ
โดยความรู้ของเขา ผู้รับใช้ที่ชอบธรรมของเรา
จะทำให้คนเป็นอันมากมายกลายเป็นผู้ชอบธรรม
และเขาจะแบกความชั่วช้าของคนเหล่านั้น” (ข้อ 10-11)

20 กุมภาพันธ์ 2554

เพิ่มอัตราความล้มเหลวของคุณเป็นสองเท่า

ชาร์ล เวสท์ริล เป็นนักเขียนบทความมือใหม่ในวารสารฉบับหนึ่ง เขาได้เชิญ ที.เจ. วัตสัน รับประทานอาหารกลางวัน(ง่ายๆ) โดยไม่รู้ว่าแขกที่เขาเชิญนั้นคือประธานบริษัทไอบีเอ็ม แต่ก็น่าแปลกใจที่วัตสันรับปาก และเขาเสนอว่า ขอเปลี่ยนที่รับประทานอาหารเป็นที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท เมื่อชาร์ล มาถึงที่นัดหมายเขาต้องตกใจอย่างมากเพราะเห็นการนัดหมายถูกจัดเตรียมเป็นพิเศษ วัตสันได้ให้คำแนะนำที่มีผลทำให้ชีวิตของชาร์ลต้องเปลี่ยนแปลง

ในระหว่างการสนทนาวัตสันถามชาร์ลว่า “คุณต้องการได้สูตรของความสำเร็จหรือ?”
แล้ววัตสันพูดต่อไปว่า “ถ้าเช่นนั้นจงเพิ่มอัตราความล้มเหลวของคุณเป็นสองเท่า”

วัตสันกล่าวว่า “การผิดพลาดปกติทั่วไปได้ทำให้ความล้มเหลวกลายเป็นศัตรูตัวฉกรรจ์ของความสำเร็จ ความล้มเหลวอาจจะดูเป็นสิ่งเลวร้าย แต่เป็นครูที่ยอดเยี่ยม...” หลังจากอาหารเที่ยงมื้อนั้น ชาร์ลกลับไปเอาต้นฉบับบทความทั้งหลายที่ถูกบรรณาธิการปฏิเสธกลับขึ้นมาศึกษา เพื่อก้าวเข้าสู่ก้าวย่างแห่งความสำเร็จ

อาสาฟกล่าวในพระธรรมสดุดี 73:26 ว่า

กาย และ ใจของข้าพระองค์อาจเสื่อมถอย
แต่พระเจ้าทรงเป็นพลังใจ
และเป็นส่วนมรดกของข้าพระองค์ตลอดไป
(อมตธรรม, อักษรเอนเพิ่มโดยผู้เขียน)

ความล้มเหลวเป็นกุญแจดอกสำคัญของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ด้วยการผิดพลาดล้มเหลวเราได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาท่าทีชีวิตและทัศนคติไปสู่อนาคตอันสว่างสดใส

เรียบเรียงจากข้อเขียนของ Howard E. Butt, Jr.