แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสำเร็จ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความสำเร็จ แสดงบทความทั้งหมด

14 กันยายน 2558

ตัวปิดกั้น “ความสำเร็จ” ในตัวคุณ!

ท่านตระหนักรู้หรือไม่ว่า   ขณะนี้ท่านกำลังเข้าใกล้ความสำเร็จที่ท่านคาดฝันไว้มากแค่ไหน?

ถ้าเราท่านรู้ว่าเราใกล้ความสำเร็จเข้าทุกที   เราคงจะรีบคว้าความสำเร็จที่อยู่แค่เอื้อมมือใช่ไหม?

ความจริงในชีวิตประการหนึ่งก็คือว่า   ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าเรากำลังล้มเหลวแค่ไหน   ความสำเร็จยังพร้อมที่จะทะลักเข้ามาในชีวิตของเรา   สิ่งสำคัญคือเราต้อง “รื้อ” สิ่งที่ปิดกั้นความสำเร็จที่มีในชีวิตของเราออกเสีย

สิ่งปิดกั้นความสำเร็จในตัวเรา 3 ประการคือ...

1. ลูกอีช่างแก้ตัว:   ถ้าเราพิจารณาถึงชีวิตของบุคคลที่ประสบความสำเร็จเราจะพบว่า  คนพวกนี้ไม่ยอมแก้ตัว   อย่างเช่น สตีฟ จอบส์ เมื่อสิ่งที่เขาคิดเขาทำประสบความล้มเหลว   เขาไม่เคยกล่าวโทษคนอื่น  โยนความผิดให้คนอื่น  หรือ “หาแพะ” มารับบาป   เขาเปิดใจยอมรับความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในสิ่งที่เขาคิด เขาตัดสินใจ และสิ่งที่เขาทำ   เขาไม่พยายามที่จะอ้างโน่นอ้างนี่  รวมถึงอ้างว่าไม่มีทางเลือกที่จะไม่ให้เกิดความล้มเหลว

เขาไม่เป็น “ลูกอีช่างแก้ตัว” เพราะเขาตระหนักรู้แล้วว่า  ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้   ยิ่งกว่านั้นความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมิใช่ตัวบ่งบอกว่าทุกอย่างถึงกาลอวสาน   แต่เขากลับมองว่า ความล้มเหลวเป็นเพียงย่างก้าวหนึ่งบนวิถีที่นำไปสู่ความสำเร็จ

2. กลัวที่จะล้มเหลว:   ตามที่กล่าวแล้วว่า   ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา  และความล้มเหลวมิใช่ตัวบ่งชี้ว่าถึงกาลอวสาน  แต่เป็นอีกย่างก้าวหนึ่งของวิถีที่นำไปสู่ความสำเร็จ

แต่เราพบว่า  คนจำนวนไม่น้อยเลยที่เมื่อต้องพบประสบกับความล้มเหลวแล้วจะรู้สึกและคิดว่า  ตนเองหมดสิ้นทุกอย่าง   เขายกมือยอมแพ้   แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าแท้จริงแล้วเขาได้มุ่งเข้าไปใกล้เป้าหมายและความสำเร็จมากขึ้นทุกที

ทั้งนี้เพราะ เขากล่าวโทษตนเองเมื่อเกิดความผิดพลาดล้มเหลว   เขามักคิดว่าตนเองต้องผิดพลาดอะไรสักอย่างหนึ่งถึงทำให้สิ่งที่ตนทำเกิดความล้มเหลว   ดังนั้น เมื่อคนกลุ่มนี้จะทำอะไร  สิ่งที่ผุดขึ้นในความนึกคิดและจิตใจของเขาคือ “กลัวว่าตนจะทำผิดพลาด”  กลัวว่าตนต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลว   ทั้งนี้เขามิได้ตระหนักรู้ชัดว่า ความล้มเหลวหรือความสำเร็จเป็นสิ่งที่อยู่บนเส้นทางเดียวกันที่เขากำลังต้องจาริกไป   และความล้มเหลวเป็นเพียงส่วนหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น

เมื่อเกิดความกลัวการล้มเหลว  เขาก็หยุดชะงักที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ

3. กดดันตนเอง:  เวลาสตีฟ จอบส์,  เอดิสัน,  หรือ ไอสไตน์  ประสบกับความล้มเหลว   คนพวกนี้ตะโกนด่าตนเองในใจว่าตนเองนี้มันงี่เง่า  ขี้เกียจ ทุ่มเทไม่พอ หรือกล่าวด่าทอต่อว่าตนเองต่าง ๆ นานา เช่นนั้นหรือ?   ไม่เลยคนเหล่านี้ไม่ได้ทำเช่นนั้น

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจะไม่กดดันตนเองเมื่อต้องพบกับความผิดพลาดล้มเหลว   เพราะพวกเขารู้เท่าทันตนเองว่า  การกดดันตนเองรังแต่จะสร้างอารมณ์โกรธให้เกิดขึ้นในตนเอง   และการกระทำเช่นนี้เท่ากับว่าเขายิ่งผลักดันให้เป้าหมายและความสำเร็จห่างไกลเขาออกไปทุกที    แล้วเขาเองก็ยังรู้สึก “หัวเสีย” อยู่ดี   แต่ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตเหล่านี้เมื่อประสบความล้มเหลว   เขาได้ปรับให้การไม่ได้ตามที่คาดหวังให้เป็นอารมณ์ที่มีพลังเชิงบวก   เป็นพลังที่เขาจะใช้ในทางที่สร้างสรรค์  เขาใช้ความผิดพลาดล้มเหลวเป็นเชื้อเพลิงที่จะขับเคลื่อนเครื่องยนต์ของตนไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จ

อย่าลืมสัจจะความจริงเมื่อเราจะต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวว่า   เรากำลังเข้าใกล้ความสำเร็จมากกว่าที่เราคิดเราคาด   เพียงให้รู้เท่าทันและหาหนทางในการ “รื้อ” เครื่องปิดกั้นความสำเร็จที่มีในตัวเราออกไปเสีย   เมื่อนั้น เราจะเห็นเป้าหมายและความสำเร็จชัดเจน   ที่สำคัญเราได้ปรับเปลี่ยนเครื่องปิดกั้นความสำเร็จให้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นพลังให้เราขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

13 เมษายน 2558

เมื่อความสำเร็จแบบคริสตชน ไม่เป็นอย่างที่คิด?

ในยุคที่สถาบันโรงพยาบาล และ สถาบันการศึกษาคริสตชนต้องดำเนินการในสังคมโลกที่รายล้อมด้วยอิทธิพลของโลกแห่งการทำธุรกิจที่ยืนบนรากฐานของการแข่งขัน  เราวัดความสำเร็จที่การได้กำไรมากน้อยแค่ไหน   จำนวนผู้ป่วยที่ครองเตียงเพิ่มขึ้นหรือไม่  มีนักเรียนนักศึกษาเพิ่มขึ้น หรือ มากกว่าสถาบันที่เราแข่งขันด้วยหรือไม่  แข่งขันกันมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด   แล้วโรงพยาบาล และ โรงเรียนคริสตชนของพระเยซูคริสต์   ที่ได้รับการมอบหมายจากพระองค์ให้สานต่อพระราชกิจของพระองค์บนโลกใบนี้ในยุคปัจจุบันจะว่าอย่างไร   และ จะทำอย่างไรในเรื่องนี้   แล้วอะไรคือ “ตัวชี้วัด” ความสำเร็จของโรงพยาบาล และ สถาบันการศึกษาของคริสตชนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้?

ชีวิตของคนในยุคศตวรรษที่ 21  หลงใหลเหลือเกินกับ “ความสำเร็จ” ในชีวิต?   เราต้องการความสำเร็จ  ไม่ว่าในด้านเงินทองเศรษฐกิจ  ในหน้าที่การงาน  ความสำเร็จในการเลี้ยงลูก   หรือความสำเร็จในชีวิตสังคมชุมชน  ความสำเร็จในการที่ได้อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ทางสังคม   ความสำเร็จทำให้เราท่านเกิดความรู้สึกดีกับตนเอง   รู้สึกว่าตนมีความสำคัญ   ทำให้เราแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ที่รายรอบตัวเราใช่ไหม?  

แล้วอะไรคือความสำเร็จของคริสตชนในยุคศตวรรษที่ 21 นี้?   เหมือน หรือ แตกต่างจากมุมมอง และ ค่านิยมตามกระแสสังคมโลกนี้อย่างไรบ้าง?   แต่เรารู้และเห็นชัดว่า  เกณฑ์ความสำเร็จของยุคนี้ช่างแตกต่างจากเกณฑ์ความสำเร็จแบบพระเยซูคริสต์ขนาด  “หน้ามือกับฝ่าเท้า!”  

ความสำเร็จคือการทำให้เป้าหมายกลายเป็นรูปธรรมและเป็นจริง  หรือเป็นการเกิดผลอย่างน่าชื่นชมสำหรับคนที่อุตสาหะทำ   ดูเหมือนว่าเป็นความคิดเข้าใจที่แตกต่างจากความเชื่อของคริสตชน   ที่เชื่อว่า เป้าหมายชีวิตของเราคือการได้รับการช่วยกู้ให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่วโดยพระคุณของพระเจ้า   แล้วชีวิตได้รับการทรงเปลี่ยนแปลงสร้างใหม่จากพระเจ้า  มิใช่ด้วยการกระทำดีของเราเท่านั้น  แต่เพื่อให้มีพลังชีวิตให้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์   และทำตามพระมหาบัญชาสานต่อพระราชกิจที่พระเยซูทรงเริ่มต้นไว้บนโลกใบนี้

ในความจริงแล้ว  พระเยซูคริสต์มีชีวิตในการทำงานเพียงชั่วระยะสั้น ๆ และเราก็ไม่สามารถที่จะเห็นหรือคิดได้ว่างานของพระองค์จะประสบความสำเร็จ   วิธีการทำงานของพระองค์ก็ไม่โดดเด่น   ไม่มีแนวโน้มว่าพระองค์จะประสบความสำเร็จ (ตามเกณฑ์แห่งโลกนี้)   คนที่พระองค์คบหา  ทำงานด้วย  หรือสาวกที่พระองค์เลือกก็ไม่เห็นแนวโน้มที่จะสร้างความสำเร็จแก่พระองค์ได้   เราพบความจริงว่า
  • พระองค์เองเป็นคนยากจน
  • พระองค์เป็นคนไร้บ้าน  ไร้ที่ซุกหัวนอน
  • พระองค์คบหากับคนชั้นต่ำ คนที่ไม่ใช่ยิว คนที่มีเลือดผสม  คนที่ถูกกดขี่  คนผิดศีลธรรม  คนนอกคอก   ซึ่งเป็นคนที่ไม่พึงปรารถนาของสังคมยิวในเวลานั้น
  • พระองค์เองก็กระทำขัดกับกฎระเบียบปฏิบัติประเพณีที่ผู้นำศาสนากำกับอย่างเข้มงวด
  • พระองค์เดินทางในวงแคบ ๆ ไม่กว้างไกล ดังนั้น จึงมิใช่คนที่ผู้คนรู้จักกว้างขวาง
  • พระองค์ไม่ได้ตั้งอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลกนี้
  • พระองค์ถูกจับ  ถูกทุบตี  ถูกทรมานอย่างสาหัส  เป็นผู้ที่ไร้ความสามารถที่จะตอบโต้ได้
  • พระองค์ไม่สามารถแม้แต่ที่จะแบกกางเขนของตนเองไปได้ตลอดทางสู่เนินเขากะโหลกศีรษะ   ต้องขอให้บางคนช่วยเหลือ
  • พระองค์ถูกเยาะเย้ย ดูหมิ่น ถูกตัดสินให้ตายอย่างอาชญากร


ความสำเร็จแห่งโลกนี้  แตกต่างและสวนทางกับคำสอนของพระคริสต์

คำสอนคำเทศน์ของพระคริสต์บ่งชี้ชัดเจนว่า กรอบคิดมุมมองของโลกนี้มุ่งไปทิศทางที่ผิดพลาด   ถ้าเราคริสตชนมอง “ความสำเร็จ” ตามมุมมอง ค่านิยม และมาตรฐานแห่งโลกนี้   เราจะพบว่าเราห่างไกลและยืนอยู่คนละขั้วกับพระองค์   เพราะกรอบคิด มุมมอง รากฐานความเชื่อของพระคริสต์กลับตาลปัตรกับของสังคมโลก   เป็นคำสอนที่สวนกระแส   คนใดที่คิดว่าตนสำคัญ  เป็นใหญ่  มีอำนาจ พระคริสต์สอนว่าคนนั้นต้องยอมตนรับใช้คนอื่น    แต่ในความเป็นจริงของโลกปัจจุบันก็ไม่ต่างจากสมัยของพระเยซู   ที่สังคมกดบี้ กีดกัน คนต่ำต้อยเล็กน้อยที่ไม่มีทางประสบ “ความสำเร็จ” ตามกระแสสังคมโลกให้คนเหล่านั้นออกไปอยู่ชายขอบสังคม   แต่พระคริสต์กลับเดินเคียงข้างไปกับคนเหล่านั้น   และทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางคนเหล่านั้น?

การทำงานของพระองค์ดูบ้าบอคอแตก ต่างจากคนที่ประสบความสำเร็จในสังคมโลกนี้   ในพระคัมภีร์บันทึกว่าพระองค์เข้าไปหาคนที่ถูกผีสิง   มีอาการทางจิตที่รุนแรง   อาศัยตามอุโมงค์ฝังศพ  ร้องเสียงโหยหวนน่ากลัว  เอาหินเถือเนื้อตัวตนเองเป็นบาดแผล   เปลือยกายล่อนจ้อน   มีคนที่พยายามเอาโซ่ไปล่ามไว้ไม่ให้คน ๆ นั้นออกมาอาละวาด   แต่ก็เอาไม่อยู่   เขามีแรงมหาศาลที่หักโซ่ตรวนเหล่านั้น   ดังนั้น  ผู้คนกลัวเขา  รังเกียจเขา   พยายามหลบลี้หนีให้ไกลจาก “ผีบ้า” คนนี้   แต่พระคริสต์ตั้งใจเดินเข้าไปหาชายคนนี้

พระคริสต์เดินเข้าไปหาคนที่โลกกดดัน ขับไล่ บีบบี้ให้ออกไปจากสังคม!

ในขณะที่ สังคมโลกมองคนอื่นว่า ตนจะได้รับความปลอดภัย  ได้รับการยอมรับ  ได้รับประโยชน์อะไรบ้างที่ตนต้องการจากคนนั้น  พวกเขาเลือกปฏิสัมพันธ์คนที่อาจเอื้อความสำเร็จในชีวิตของตน   แต่พระคริสต์ปฏิสัมพันธ์กับคนที่พระองค์จะเอื้อประโยชน์แก่ชีวิตของคน ๆ นั้น   ที่พระองค์จะสามารถรับใช้คน ๆ นั้น

พระคริสต์มิได้สนใจในความสำเร็จของพระองค์เอง   แต่พระองค์มุ่งสนใจคนที่พระเจ้าทรงสร้าง!  

ทุกวันนี้  โรงพยาบาล  โรงเรียน  และมหาวิทยาลัยของสภาคริสตจักรในประเทศไทยสนใจ “ความสำเร็จ” ในการบริหารธุรกิจ  ตามอิทธิพลตามกระแสโลกนี้   หรือ  ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดกับคน  ความเป็นคน อย่างที่พระคริสต์ทรงกระทำเป็นแบบอย่างหรือไม่?

ณ วันนี้เราสามารถพูดว่า โรงพยาบาล โรงเรียน และมหาวิทยาลัยของสภาฯ กำลังสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในสังคมประเทศไทยได้หรือไม่?

พระเจ้ายังทรงอดทนกับสภาคริสตจักรฯ   พระองค์ยังเปิดโอกาสให้เราได้เลือกตัดสินใจที่จะใช้ “พระคุณ” ทุกอย่างที่สภาคริสตจักรฯ ได้รับ และ มีอยู่เพื่อสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ หรือ ใช้ทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อสร้าง “ความสำเร็จ” ตามกระแสสังคมโลกนี้?

ผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ จะใช้กลยุทธ์ “เงินนำหน้า  พระราชกิจและพระปัญญาตามหลัง”   หรือ  จะใช้กลยุทธ์ “พระปัญญาและพระราชกิจนำหน้า  และใช้ของประทานที่เรามีอยู่สานต่อพระราชกิจของพระองค์”   เราเชื่อว่า เมื่อพระเจ้าทรงใช้เรา พระเจ้าประสงค์ใช้สภาคริสตจักรฯ  พระองค์ใช้เราตามของประทานที่เรามีอยู่   และถ้าต้องมีมากกว่านั้น  พระองค์มีแผนการเพิ่มพูน “พระคุณ” ของพระองค์ในงานที่เรารับใช้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

04 มิถุนายน 2557

ความล้มเหลวนำสู่ความสำเร็จอย่างไร?

แท้จริงแล้ว   ทุกครั้งที่เราประสบความล้มเหลว   เราควรดีใจ 
เพราะความล้มเหลวให้โอกาสที่เราจะลองใหม่อีกครั้งหนึ่ง!
หลายคนเกิดคำถามในใจว่า   ทำไมถึงคิดเช่นนั้น?
มีเหตุผล 3 ประการที่คิดเช่นนี้ครับ

ประการแรก   การล้มเหลวช่วยให้เรารู้ว่า เราจะต้องสำเร็จ!

ผู้คนมากมายที่คิดผิดว่า   เพราะครั้งนี้ล้มเหลวเลยทำให้เราต้องทำต่อไป   หรือ
ถ้าเราล้มเหลวแสดงว่าเราจะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องนั้น
ผมว่า...คิดผิดหรือเปล่า?
เมื่อเราพยายามที่จะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ   ความล้มเหลวคือสิ่งดีแท้ที่สามารถเกิดกับเราได้
นี่ไม่ใช่ตีฝีปาก   แต่หมายถึงเช่นนั้นจริงๆ ครับ!
เรารู้แน่แก่ใจว่า หลอดไฟฟ้าไม่ได้ประสบความสำเร็จจากการทดลองครั้งแรก
ความจริงก็คือว่า   โธมัส เอดิสัน ใช้เวลาทดลองเป็นพันครั้ง   กว่าจะได้หลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้
แล้วโทรศัพท์ หรือ ล้อที่ใช้ให้ขับเคลื่อนไปล่ะ?   แน่นอนเช่นเดียวกันครับ   ต้องใช้เวลาในการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า  นักประดิษฐ์คิดค้นคนแล้วคนเล่ากว่าที่จะประสบความสำเร็จ
แต่ประเด็นหลักคือ...  เราต้องล้มเหลวเพื่อที่จะรู้ว่าเราจะสำเร็จได้อย่างไร?

ดูตัวอย่างจากชีวิตจริง...  ว่าเด็กน้อยเรียนรู้ว่าจะเดินได้อย่างไร

แม้ว่าในช่วงหัดเดิน  เด็กน้อนคนนั้นต้องล้มลุกคลุกคลาน   ร้องไห้  เจ็บตัว  โมโห  ฉุนเฉียว เพราะต้องล้มต้องสะดุด   แต่ทุกครั้งที่เด็กน้อยคนนั้นล้มลงด้วยสาเหตุใดก็ตาม   เด็กน้อยจะลุกขึ้นอีก   แล้วพยายามเดินใหม่อีกครั้งหนึ่ง   อีกครั้งหนึ่ง   และ อีกครั้งหนึ่ง

โดยสัญชาตญาณที่พระเจ้าทรงประทานให้มีในตัวเด็กน้อยนั้น   ได้สอนเขาว่าเขาจะเดินไปได้อย่างมั่นคงสมบูรณ์ได้อย่างไร   โดยการเรียนรู้จากความผิดพลาดและความล้มเหลวในการเดินของเขาที่ผ่านมา

เด็กน้อยเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก!

พระเจ้าประทานสัญชาตญาณแห่งการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต   แม้จะเป็นประสบการณ์แห่งความผิดพลาดล้มเหลวในชีวิตก็ตาม   พระเจ้าประทานโอกาสที่เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาด   พระองค์ให้โอกาสที่เราจะลองผิดเพื่อได้เรียนรู้สิ่งที่ถูก

ความล้มเหลวจึงเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการที่นำสู่ความสำเร็จ!

ความล้มเหลวของเราเปิดตา เปิดใจ  และ เปิดประตูแห่งโอกาสเพื่อเราจะได้ค้นหาอีกครั้งหนึ่งว่า   อะไรคือเป้าหมายปลายทางที่แท้จริงในชีวิตของเรา

ประการที่สอง   ความล้มเหลวช่วยเราให้ค้นหาว่า แท้จริงเราต้องการทำอะไรแน่

แน่นอนครับ   คนที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วยตั้งใจที่จะได้รับปริญญาบัตรสักใบเพื่อเป็นใบเบิกทางในการทำงาน  เมื่อเขาเข้าไปเรียน   เขาพบกับทั้งวิชาที่เขาเรียนได้สำเร็จ   หรือ ประสบความล้มเหลว   แต่ประสบการณ์ทั้งสองด้านในการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทำให้เขาค้นพบตนเองว่า   ตนเองมีความสนใจ และ เหมาะสม ในอาชีพการงานอะไร   และอาจจะทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพการงานที่เขาเคยตั้งใจไว้ก่อนเข้าเรียนก็ได้

ผมคิดถึงนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่เข้ามาเรียนเพื่อจะมีอาชีพเป็นพยาบาล   แต่เมื่อเรียนๆ ไประยะหนึ่งเธอพบว่า  เธอมีความสุขในการสอน   เมื่อเธอกลับมาพิจารณาใคร่ครวญดู   เธอพบว่า   ที่เธอตั้งใจมาเรียนพยาบาลก็เพราะเธอต้องการช่วยผู้คนได้พัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพของตน   เมื่อเรียนไปเธอพบว่า แท้จริงแล้วเธอไม่ได้ต้องการที่จะเป็นพยาบาล   แต่ต้องการที่จะสอนและช่วยให้ผู้คนดูแล และ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาพของตน  

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด!   เธอไม่ได้ตัดสินใจผิด!
ตราบใดที่เราสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่ “ผิดพลาด” ของเราเอง   สิ่งนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาดต่อไป
แต่นั่นเป็นโอกาสสำหรับความสำเร็จ!   เป็นก้าวหนึ่งที่นำสู่ความสำเร็จ!

มีบางสิ่งบางอย่างที่เราเรียนรู้จากแต่ละสถานการณ์และในทุกสถานการณ์
และเมื่อเราเข้าใจและเรียนรู้จากสถานการณ์นั้น   ก็จะเสริมหนุนให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น
นี่เป็นพระคุณแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคนมิใช่หรือ?

ประการที่สาม   ความล้มเหลวสร้างเสริมให้เราเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้น

ลองจินตนาการดูครับว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร  
ถ้าทุกสิ่งที่เราทำสำเร็จสมประสงค์ตามความตั้งใจของเรา
แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของเราต้องพบกับ...ความล้มเหลว...เราจะเป็นอย่างไร?
วันนั้น   เราคงรู้สึกว่าเราล้มเหลวอย่างเลวร้าย  คงทำให้เรารู้สึกว่าเราสูญเสียทุกอย่างในชีวิต

แล้ววันนั้น   เราจะรับมือกับความล้มเหลวนั้นอย่างไร   ในเมื่อเราไม่เคยประสบพบเจอกับความล้มเหลว   และไม่เคยมีประสบการณ์ที่จะเอาชนะอุปสรรคในชีวิตเลยมาก่อน?

ความล้มเหลวเปิดประตูชีวิตให้เราเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้น!
เพราะในความล้มเหลวเราสามารถโน้มตัวไปข้างหน้าได้...เพื่อหาทางออก

ในเมื่อเรารู้แล้วว่า  ความล้มเหลวคือประตูแห่งความสำเร็จ  
ความล้มเหลวเป็นโอกาสที่จะนำไปสู่ความความสำเร็จ
และนี่คือ   พระคุณของพระเจ้าที่มีในทุกสถานการณ์ชีวิตประจำวันของเรา

นอกจากพระคุณของพระเจ้าที่พระองค์อดทนต่อความดื้อรั้นของเราแล้ว
เรายังได้รับพระคุณของพระเจ้าที่ให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง
เป็นพระคุณที่พระองค์ช่วยให้เราได้เกิดการเรียนรู้ชีวิต และ เข้าใจในพระประสงค์มากยิ่งขึ้น
และยังเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ทรงเสริมสร้างความแข็งแกร่งในชีวิตของเรา

กษัตริย์ดาวิดได้กล่าวถึงเรื่องนี้จากประสบการณ์ชีวิตของท่านเองในสดุดี 103:1-5, 8-10 ว่า
1 จิต​ใจ​ของ​ข้า​เอ๋ย จง​ถวาย​สาธุ​การ​แด่​พระ​ยาห์​เวห์
และ​ทั้ง​สิ้น​ที่​อยู่​ภาย​ใน​ข้า จง​ถวาย​สาธุ​การ​แด่​พระ​นาม​บริ​สุทธิ์​ของ​พระ​องค์

2 จิต​ใจ​ของ​ข้า​เอ๋ย จง​ถวาย​สาธุ​การ​แด่​พระ​ยาห์​เวห์
และ​อย่า​ลืม​พระ​ราช​กิจ​อัน​มี​พระ​คุณ​ทั้ง​สิ้น​ของ​พระ​องค์

3 ผู้​ทรง​อภัย​ความ​ชั่ว​ทั้ง​สิ้น​ของ​เจ้า
ผู้​ทรง​รัก​ษา​โรค​ทั้ง​สิ้น​ของ​เจ้า

4 ผู้​ทรง​ไถ่​ชีวิต​ของ​เจ้า​มา​จาก​หลุม​มรณะ
ผู้​ทรง​สวม​ความ​รัก​มั่น​คง​และ​พระ​กรุ​ณา​ให้​เจ้า

5 ผู้​ทรง​ให้​เจ้า​อิ่ม​ด้วย​ของ​ดี ตลอด​ชีวิต​ของ​เจ้า
วัย​หนุ่ม​ของ​เจ้า​จึง​กลับ​คืน​มา​ใหม่​อย่าง​วัย​นก​อิน​ทรี
....

8 พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​พระ​กรุ​ณา​และ​มี​พระ​คุณ
กริ้ว​ช้า​และ​อุดม​ด้วย​ความ​รัก​มั่น​คง

9 พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​ตำ​หนิ​เสมอ
หรือ​ทรง​เก็บ​ความ​กริ้ว​ไว้​เป็น​นิตย์

10 พระ​องค์​มิ​ได้​ทรง​ทำ​แก่​เรา​ตาม​บาป​ของ​เรา
และ​มิ​ได้​ทรง​ตอบ​สนอง​เรา​ตาม​ความ​ชั่ว​ของ​เรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ปล.   วันนี้ต้องไม่ลืมอ่าน  2โครินธ์ 12:9-10 นะครับ
9 แต่​พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพ​เจ้า​แล้ว​ว่า

“การ​มี​พระ​คุณ​ของ​เรา​ก็​เพียง​พอ​กับ​เจ้า เพราะ​ว่า​ความ​อ่อน​แอ​มี​ที่​ไหน ฤทธา​นุ​ภาพ​ของ​เรา​ก็​ปรา​กฏ​เต็ม​ที่​ที่​นั่น” เพราะ​ฉะนั้น ข้าพ​เจ้า​จะ​อวด​บรร​ดา​ความ​อ่อน​แอ​ของ​ข้าพ​เจ้า​มาก​ขึ้น​ด้วย​ความ​ยินดี​อย่าง​ยิ่ง เพื่อ​ว่า​ฤทธา​นุ​ภาพ​ของ​พระ​คริสต์​จะ​อยู่​ใน​ข้าพ​เจ้า

10 เพราะ​เหตุ​นี้ เพื่อ​เห็น​แก่​พระ​คริสต์
ข้าพ​เจ้า​จึง​พอใจ​ใน​บรรดา​ความ​อ่อน​แอ ใน​การ​ถูก​เยาะ​เย้ย​ต่างๆ
ใน​ความ​ลำบาก ใน​การ​ถูก​ข่ม​เหง ใน​เหตุ​วิบัติ​ต่างๆ
เพราะ​ว่า​ข้าพ​เจ้า​อ่อน​แอ​เมื่อ​ใด ข้าพ​เจ้า​ก็​จะ​เข้ม​แข็ง​มาก​เมื่อ​นั้น