แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำอธิษฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำอธิษฐาน แสดงบทความทั้งหมด

14 ธันวาคม 2554

คำอธิษฐานที่กดดัน...ในชีวิต

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านพระกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)


ท่านเคยรู้สึกอย่างงี้ไหมครับ? เวลาอธิษฐานเป็นเพียงการสรรหาคำเพราะๆ ทูลต่อพระเจ้า เราคงรู้สึกสบายใจที่ได้อธิษฐานด้วยคำที่สวยหรู เพราะพริ้ง ฟังดูดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออธิษฐานในที่สาธารณะ ในที่ชุมนุมชน) มีคริสเตียนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยนานได้แสดงความคิดเห็นว่า คริสเตียนไทยอธิษฐานได้เพราะที่สุด เพื่อนๆ ที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนจะหยอกล้อผมว่า นอกจากพวกเล่นลิเกแล้ว คริสเตียนเป็นคนที่ใช้ราชาศัพท์มากที่สุด (ผิดถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) สิ่งที่พบบ่อยครั้งในบรรดา คริสเตียนที่อธิษฐานมักเป็นการทำตามพิธี อธิษฐานจบก็เป็นเสร็จพิธีการอธิษฐาน คำที่พวกคริสเตียนพูดกับพระเจ้าก็ถูกทิ้งกองไว้ที่เขายืนอธิษฐานนั้น เพราะไม่เห็นคนอธิษฐานและคนร่วมในการอธิษฐานครั้งนั้นสนใจที่ทำตามที่ตนได้ทูลต่อพระเจ้าเลย แต่ที่แย่และพบบ่อยคือ อธิษฐานอย่างแต่ทำอีกอย่าง?

คริสเตียนที่ผมพบในประเทศไทยมักจะไม่ค่อยรับผิดชอบในสิ่งที่เขาอธิษฐานต่อพระเจ้า! แต่พวกเขามักคาดหวังให้พระเจ้ารับผิดชอบตามสิ่งที่พวกเขาขอให้พระองค์ทำตามที่เขาอธิษฐาน

เวลาท่านอธิษฐานตามแบบที่พระเยซูคริสต์ทรงสอน ท่านคิดอย่างไร ท่านรู้สึกอย่างไร ท่านตั้งจิตภาวนาต่อพระเจ้าอย่างไร? หรือแค่เป็นการท่องจำคำอธิษฐานที่พระองค์สอน เหมือนนักเรียนท่องบทอาขยานต่อหน้าครูเท่านั้นหรือ? หรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการประกอบศาสนพิธีแบบคริสเตียนเท่านั้นหรือ? หรือเป็นการทำตามที่ผู้นำการนมัสการ นำกลุ่ม บอกให้ทำเท่านั้น?

เมื่อท่านอธิษฐานตามแบบพระเยซูคริสต์สอนแล้ว ท่านรู้สึกอย่างไร? ท่านตั้งจิตตั้งใจอะไร? ท่านรู้สึกหนักใจไหม? เวลาท่านอธิษฐานตามแบบพระเยซูคริสต์ท่านคิดถึงอะไรในแต่ละครั้ง เหมือนกันทุกครั้งไหม? หรือแตกต่างกันไปแต่ละครั้ง? หรือเพียงพยายามท่องคำอธิษฐานให้ถูกต้องตามพระคัมภีร์เท่านั้น?

พระเยซูคริสต์อธิษฐานในสวนเกทเสมนี พระองค์อธิษฐานว่า “...ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์ อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์” (อมตธรรม) ทำให้ผมคิดถึงคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ทรงสอนในตอนที่ว่า “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มัทธิว 6:10 ฉบับมาตรฐาน)

การอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนี และ คำอธิษฐานที่พระองค์สอนสาวกนั้น มีพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นศูนย์กลางหรือหัวใจของการอธิษฐาน มิใช่การอธิษฐานที่มีความต้องการของผู้อธิษฐานเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ในการอธิษฐานเราเคารพและน้อมรับพระประสงค์ของพระองค์ มิใช่ให้พระเจ้ายอมรับและทำตามสิ่งที่เราปรารถนา

การอธิษฐานคือการที่เรามอบชีวิตทั้งสิ้นที่เราเป็นอยู่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า ให้แผ่นดินของพระองค์ในโลกนี้เป็นไปตามที่พระองค์ประสงค์ เป็นอย่างที่เป็นในแผ่นดินสวรรค์ การอธิษฐานคือการที่เราปรึกษากับพระเจ้าได้ในทุกเรื่อง และในที่สุดเราจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ เรายอมมอบกายถวายชีวิตให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงและสร้างเราขึ้นใหม่ ให้มีจิตใจและความปรารถนาตามพระประสงค์ของพระองค์

แต่ความจริงที่เราหลีกเลี่ยงไม่พ้นคือ การอธิษฐานที่ว่า “ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์นั้น” และที่เราอธิษฐานด้วยความจริงใจเช่นนั้น เป็นการอธิษฐานที่สร้างความยากลำบากใจแก่เรามากที่สุด อย่างที่พระคริสต์อธิษฐานในสวนเกทเสมนีนั้นเป็นคำอธิษฐานที่แสนยากกว่าครั้งใดๆ ในการอธิษฐานของพระองค์

การอธิษฐานของพระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่างสำหรับผู้ตัดสินใจมีชีวิตติดตามพระองค์ แม้ในการอธิษฐานเราต้องการลึกๆ ว่า อยากให้พระเจ้าอวยพรให้สำเร็จตามใจปรารถนาของเรา และในเวลาเดียวกันเราก็ไม่แน่ใจว่าอะไรคือพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา ในการอธิษฐานเป็นเวลาที่เรายอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นเวลาที่เรายอมมอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นให้พระองค์ทรงใช้ สิ่งที่เราเชื่ออย่างมั่นคงในเวลาอธิษฐานคือ พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่ดีเลิศสำหรับชีวิตของเรา

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ท่านลำบากใจที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ขอให้เป็นไปน้ำพระทัยของพระองค์” หรือไม่? ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

2. ในปัจจุบันนี้มีส่วนใด หรือ ด้านใดในชีวิตของท่านที่ต้องปล้ำสู้เพื่อที่จะ “ยอมจำนน” หรือ “มอบถวาย” ชีวิตส่วนนั้นแด่พระองค์?

3. อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าวันนี้ท่านจะอธิษฐานว่า “ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์” เพื่อถวายทั้งชีวิตสำหรับที่พระองค์จะใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่พระเจ้า...
ข้าพระองค์อธิษฐานว่า“ขอให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์” ได้
แต่ชีวิตและความตั้งใจของข้าพระองค์ยังมิได้เป็นเช่นนั้น

ข้าพระองค์อธิษฐานว่า“ขอให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์” ได้
แต่ชีวิตข้าพระองค์ยังมิได้หันกลับมาหาพระองค์?

ข้าพระองค์อธิษฐานว่า“ขอให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์” ได้
แต่ข้าพระองค์ยังไว้วางใจพระองค์น้อยกว่าความสะดวกสบายในชีวิต?

ข้าพระองค์อธิษฐานว่า“ขอให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์” ได้
แต่ข้าพระองค์ยังไม่พร้อมที่จะมอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นแด่พระองค์?

ข้าพระองค์อธิษฐานว่า“ขอให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์” ได้
แต่ข้าพระองค์ยังมีแนวโน้มที่ต้องการควบคุมบังเหียนชีวิตของตนเอง?

ขอพระคุณของพระองค์ และ องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์
โปรดช่วยให้ข้าพระองค์อธิษฐานได้ว่า “ขอให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์”
และมีชีวิตเป็นจริงตามคำอธิษฐานนี้ด้วย อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

07 ธันวาคม 2554

คำอธิษฐานในภาวะที่กดดัน (3)

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)


เมื่อพระเยซูคริสต์อธิษฐานในสวนเกทเสมนี พระองค์ทูลขอต่อพระบิดาว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์” (22:42) แล้ว “ถ้วย” ที่พระองค์อธิษฐานนี้หมายถึงอะไรกันแน่?

แน่นอนว่า “ถ้วย” ที่พระเยซูคริสต์กล่าวถึงในตอนนี้มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับ “ถ้วยแห่งการทนทุกข์” แต่ความหมายของ “ถ้วยแห่งการทนทุกข์” ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมดูเหมือนว่าไม่ได้ตรงตามความหมายของพระเยซูเสียทั้งหมด

ถ้าเราศึกษาจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เราได้พบมีการเปรียบเทียบ “ถ้วย” เป็นเหมือนชีวิตของคนเรา ที่ได้รับการเติมเต็มด้วยสิ่งต่างๆ “ถ้วย” ชีวิตของเราอาจจะได้รับการเติมเต็มด้วยพระพรและความรอด (สดุดี 23:5 “...ถ้วยของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่” ; 116:13 “ข้าพเจ้าจะยกถ้วยแห่งความรอด และร้องออกพระนามพระยาเวห์” ) หรือ “ถ้วย” ชีวิตนั้นอาจจะถูกใส่ด้วยพระพิโรธ “...เยรูซาเล็มเอ๋ย ท่านผู้ได้ดื่มจากพระหัตถ์ของพระยาเวห์ คือจอกแห่งพระพิโรธของพระองค์ ท่านได้ดื่มจากถ้วยแห่งความโซเซจนถึงก้นตะกอน” (อิสยาห์ 51:17) บ่อยครั้งที่ “ถ้วย” มุ่งหมายถึงการพิพากษาของพระเจ้า ดั่งในอิสยาห์ 51:17 ที่กล่าวข้างต้น หลายครั้ง ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมจะเปรียบ “ถ้วย” กับการพิพากษาที่ร้อนแรงจากพระเจ้า

ดังนั้น เมื่อพระเยซูคริสต์อธิษฐานขอให้พระบิดา “เอาถ้วยนี้ออกไป” พระองค์หมายถึงความหมายของถ้วยในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม การที่พระองค์ก้าวเดินไปสู่กางเขน พระองค์กำลังจะดื่มจากถ้วยแห่งพระพิโรธของพระเจ้า และการดื่มนี้ดื่มจนถึง “ก้นตะกอน” พระองค์ต้องแบกรับเอาการพิพากษาจากเบื้องบน แท้จริงแล้วเป็นการพิพากษาที่อิสราเอลและมวลมนุษยชาติต้องแบกรับการพิพากษาของตนนั้น ในกระบวนการนี้พระองค์ต้องรับการทนทุกข์อย่างน่าขนพองสยองเกล้า ทั้งในมิติด้านร่างกาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านจิตวิญญาณ เมื่อพระองค์ต้องตกลงในสภาพที่ถูกแยกขาดจากพระบิดา

เมื่ออ่านถึงเรื่องราวตอนนี้ของพระเยซู คริสเตียนหลายคนไม่สบายใจว่า ทำไมพระเยซูถึงอธิษฐานขอให้พระบิดานำ “ถ้วย” นี้ไปเสียจากพระองค์ แท้ที่จริงแล้วพระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อจะตายมิใช่หรือ? และนี่ไม่ใช่พันธกิจที่พระองค์ต้องกระทำหรือ? นี่เป็นไปตามคำของผู้เผยพระวจนะใช่ไหม? เป็นไปได้อย่างไรที่พระเยซูทูลขอพระบิดาสำหรับทางออกในแนวทางอื่น? ผมเองก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้จนจุใจพอใจของผู้ถาม แต่สิ่งที่ผมเห็นจากคำอธิษฐานของพระเยซูนี้ทำให้ผมเห็นถึงความเป็นมนุษย์แท้ของพระเยซูคริสต์ พระองค์ที่เป็นพระบุตรของพระเจ้าและในขณะเดียวกันก็เป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว

สิ่งที่ผมเห็นพระเยซูคริสต์ในตอนนี้คือชีวิตตกอยู่ในภาวะความกดดัน ในภาวะที่ต้องการหาทางออก ภาวะที่เห็นความทุกข์ทรมาน เจ็บปวด และความตายที่รออยู่ข้างหน้า เป็นเส้นทางที่จะต้องเดินไป แต่มีทางอื่นไหมที่ดีกว่านี้ที่พระองค์จะเลือกได้ ถ้าไม่ไปบนเส้นทางนี้ พระบิดามีเส้นทางอื่นไหม? แต่นี่คือการถามตรงด้วยความจริงใจที่เปิดใจออกในการสนทนาอย่างใกล้ชิดสนิทที่พระคริสต์มีต่อพระบิดา

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพระเยซูคริสต์ในตอนนี้คือ พระองค์เป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว พระองค์เผชิญหน้ากับความทุกข์ที่น่าสะพรึงกลัว ที่ผมสบายใจที่จะติดต่อสัมพันธ์กับพระองค์ และทำให้ผมมีความหวังในชีวิตว่าสิ่งสำคัญยิ่งใหญ่ตามพระประสงค์ของพระเจ้าสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตคนธรรมดาอย่างเราท่าน เพราะพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่สำคัญได้เกิดเป็นจริงแล้วในพระเยซูคริสต์ที่เป็นมนุษย์แท้ ที่มิใช่เป็นคนประเภทเหนือมนุษย์ หรือ ซุปเปอร์แมน แต่สิ่งเราพบเห็นคือพระเยซูคริสต์ก้าวเดินเข้าไปสู่กางเขนอย่างไม่ลังเล หรือ เตรียมทางหลีกลี้ แม้แต่น้อย แต่สิ่งที่พระองค์ถามหาในวิกฤติชีวิตเช่นนี้คือ พระประสงค์ของพระเจ้า

ประเด็นเพื่อการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ในเมื่อผู้เผยพระวจนะได้ทำนายถึงการทนทุกข์และความตายของพระเยซูคริสต์แล้ว ท่านคิดว่าทำไมพระเยซูถึงอธิษฐานขอให้พระบิดา “เอาถ้วยนี้ไปจากพระองค์”?

2. คำทูลขอของพระเยซูคริสต์ได้บ่งบอกถึงลักษณะของพระเยซูคริสต์อย่างไรบ้าง?

3. พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ชี้ให้เราเห็นถึงการอธิษฐานไว้อย่างไรบ้าง?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ท่ามกลางภาวะกดดันในชีวิต พระองค์เลือกที่จะหันหน้าเข้าหาพระบิดา เปิดชีวิตจิตใจ เทใจและชีวิต เปิดเผยทั้งความคิด ความรู้สึก ความปรารถนา และความตั้งใจต่อพระบิดาอย่างไม่ปิดบังสิ่งใดไว้ และนี่คือการอธิษฐานของพระองค์

ขอบพระคุณพระเยซูคริสต์ ที่ทำให้ข้าพระองค์ได้เรียนรู้และเข้าใจว่า แท้จริงแล้วการอธิษฐานคือการบอกความในใจกับพระองค์อย่างตรงไปตรงมา แต่สำคัญกว่านั้น ข้าพระองค์เข้าใจมากขึ้นว่า แท้จริงแล้วการอธิษฐานคือโอกาสแห่งการแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของข้าพระองค์

ในวันนี้ ท่ามกลางชีวิตที่กดดัน ทุกข์ยาก นานาลักษณะ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เผชิญหน้าสิ่งเหล่านั้นสอดคล้องตามพระประสงค์ของพระองค์ ด้วยการได้รับการทรงชูช่วยและพระกำลังจากพระองค์ ทั้งสิ้นนี้ขอให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

05 ธันวาคม 2554

คำอธิษฐานในภาวะที่กดดัน (2)

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)

ที่ภูเขามะกอกเทศ พระเยซูคุกเข่าลงอธิษฐานต่อพระบิดา เริ่มต้นด้วยวลีที่น่าสนใจอย่างมากว่า ถ้าพระองค์พอพระทัย... เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เกิดคำถามในใจว่า ทำไมพระเยซูคริสต์ถึงอธิษฐานเช่นนี้ แล้วเราควรเอาเป็นแบบอย่างในการอธิษฐานของเราหรือไม่?

ไม่ปรากฎ หรือเราไม่พบว่า พระเยซูอธิษฐานเช่นนี้ในที่อื่นๆ ในพระกิตติคุณ และพระเยซูก็ไม่ได้สอนให้สาวกของพระองค์ให้อธิษฐานด้วยวลีที่ว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย” คำอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกในพระธรรมมัทธิว พระองค์สอนให้สาวกอธิษฐานว่า “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์ อมตธรรม)” (6:10 ฉบับมาตรฐาน)

จากพระธรรมตอนนี้ทำให้เราเข้าใจว่า การอธิษฐานคือการแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นการเปิดใจและชีวิตเพื่อจะรับเอาพระประสงค์ของพระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา แต่การอธิษฐานมิใช่การที่เราพยายามทูลขอต่อพระเจ้าให้ช่วยทำให้เป้าประสงค์หรือความคิด ความต้องการของเราสำเร็จ และบางครั้งเราก็ทูลขอว่า ให้พระเจ้าช่วยทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จตามวิธีการของพระองค์ แต่พระเยซูมิได้ทำเช่นนั้น! พระองค์ทูลขอพระบิดาว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย” หรือ ถ้าสิ่งนั้น สถานการณ์นั้นเป็นน้ำพระทัยและเป็นพระประสงค์ของพระองค์ก็ให้เป็นไปตามนั้น

ดังนั้น การอธิษฐานจึงเป็นการแสวงหาน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้า และให้พระประสงค์ของพระองค์ได้สำเร็จเป็นรูปธรรมในโลกนี้เฉกเช่นที่สำเร็จในแผ่นดินสวรรค์ ในที่นี้การอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ เอาพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นรากฐานของการทูลขอ มิใช่ทูลขอตามสิ่งที่เราต้องการ หรือที่เราคาดหวังให้เกิดขึ้น หรือแม้แต่การอ้างอิงให้พระเจ้าทำตาม “นิมิต” ของเรา หรือตามนิมิตคริสตจักรของเรา

การเริ่มต้นการอธิษฐานด้วยวลีที่ว่า “ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์...” เป็นการย้ำเตือน และ ยืนยันว่า เรามีชีวิตอยู่ก็ด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้า และที่เราดำเนินชีวิตทุกวันนี้ก็เพื่อพระประสงค์ของพระองค์ และเป็นการเตือนเราด้วยว่า เรามิใช่ผู้ที่สามารถควบคุมความเป็นไปของชีวิต และ สากลจักรวาลทั้งสิ้น แต่พระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นพระผู้สร้างและพระองค์ทรงสร้างอย่างมีพระประสงค์ และทรงควบคุมความเป็นไปของสิ่งที่ทรงสร้าง และที่สำคัญคือพระเจ้าทรงสนพระทัยใกล้ชิดในชีวิตและความเป็นไปของเราแต่ละคน และทรงมีพระประสงค์ในแต่ละสถานการณ์ชีวิตของเราด้วย และพระเจ้าสนพระทัยในชีวิตการอธิษฐานของเราเช่นกัน

เมื่อพระเยซูคริสต์อธิษฐานว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย...” ที่ภูเขามะกอกเทศ(ในสวนเกทเสมนี) สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการต่อสู้ในจิตใจ ก่อนหน้านี้พระองค์ได้กล่าวกับสาวกถึงการที่พระองค์จะถูกจับ การทนทุกข์ และถูกประหารให้สิ้นชีวิต พระองค์เชื่อว่านี่เป็นแผนการที่พระบิดาได้กำหนดไว้ เป็นพระประสงค์ของพระบิดาในชีวิตของพระเยซูคริสต์ แต่เมื่อเวลาที่กำหนดเข้าใกล้และกระชั้นเข้าทุกที พระเยซูคริสต์ยังอยู่ในภาวะที่ “ปล้ำสู้” กับน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิต เกิดคำถามในใจของพระเยซูว่า นี่เป็นสิ่งที่พระบิดาประสงค์จริงๆหรือ? พระองค์ต้องการให้เหตุการณ์เป็นไปอย่างที่เข้าใจหรือ? ไม่มีทางอื่นวิธีอื่นแล้วหรือ? ในขณะที่ภายในจิตใจของพระเยซูคริสต์ค้นหาทางเลือกอื่น พระองค์ขอให้น้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระบิดาได้ครอบครองและคุ้มครองจิตใจความนึกคิดของพระองค์ และนี่เป็นสิ่งที่เราจำเป็นและต้องการอย่างยิ่งเมื่อชีวิตตกอยู่ในภาวะ “ทุกข์ยากหนักใจ” ที่เผชิญกับวิกฤติกดดันจนหาทางออกไม่ได้

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1) ท่านเคยอธิษฐานว่า “ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์...” หรือ “ถ้าสิ่งนี้เป็นพระประสงค์ของพระองค์...” หรือไม่? ท่านอธิษฐานในสถานการณ์อะไร? ทำไมท่านถึงอธิษฐานเช่นนั้น?

2) แล้วอะไรเกิดขึ้นบ้างเมื่อท่านอธิษฐานเช่นนั้น?

3) ท่านอธิษฐานด้วย “ความกล้าหาญ” “ความถ่อมใจ” หรือ “ด้วยการเปิดใจเปิดชีวิต” แด่องค์พระผู้เป็นเจ้า? เหตุใดท่านถึงอธิษฐานด้วยท่าทีเช่นนั้น?

ใคร่ครวญภาวนา

พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย
ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระองค์
โปรดให้ข้าพระองค์แสวงหาพระประสงค์นั้นเหนือกว่าการแสวงหาสิ่งอื่นใด

ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระองค์
โปรดให้ข้าพระองค์ได้รู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์
เพื่อข้าพระองค์จะได้อธิษฐานในสิ่งที่พระองค์ปรารถนา

ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระองค์
โปรดให้ข้าพระองค์เติบโตขึ้นในการเข้าใจถึงความล้ำลึกแห่งการอธิษฐาน

ในวันนี้ โปรดใช้ชีวิตที่ข้าพระองค์เป็นอยู่เป็นเครื่องบูชา เพื่อรับใช้พระองค์ในสังคมโลกนี้
เพื่อให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่
พระประสงค์ของพระองค์เป็นเช่นไรในสวรรค์
ก็ให้เป็นเฉกเช่นนั้นในแผ่นดินโลกนี้ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

02 ธันวาคม 2554

คำอธิษฐานในภาวะที่กดดัน (1)

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)

ในสองตอนก่อน เราได้ใคร่ครวญถึงชีวิตในภาวะกดดันของพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนี เราเรียนรู้ว่ายิ่งพระองค์ประสบพบกับความทุกข์ยากโศกเศร้ามากเท่าใด พระองค์ยิ่งทุ่มเทชีวิตในการอธิษฐานมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อชีวิตและจิตใจของพระองค์จะไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความชั่วร้าย จิตวิญญาณไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งการทดลอง

ในคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์มีลักษณะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการอธิษฐานของคนยิวในสมัยของพระองค์คือ เมื่ออธิษฐาน พระองค์จะเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” พระองค์ทรงเรียกพระเจ้าว่าเป็นพ่อ ซึ่งคนในสมัยของพระเยซูจะไม่ได้ยินคำอธิษฐานเช่นนี้เลย เพราะคนยิวจะเทิดทูนพระเจ้าไว้อย่างสูงส่งที่ไม่มีใครจะเทียบเคียงกับพระองค์ได้ พระเจ้าของยิวอยู่ที่สูง ห่างไกล แยกออกเฉพาะ เพราะพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ การเรียกพระเจ้าว่าเป็น “พ่อ” หรือ “พระบิดา” จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อประเพณีปฏิบัติของศาสนายิวในเวลานั้น เป็นการ “ยกตนไปเทียบเท่า” พระเจ้าผู้สูงส่งเกินที่ใครจะเอื้อมถึงได้ เป็นการกระทำผิดต่อข้อปฏิบัติที่ผู้นำศาสนายิวกำหนดขึ้น

ทำให้ผมหวลระลึกถึงครั้งเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกของพระองค์อธิษฐาน พระองค์ก็สอนให้สาวกเริ่มต้นอธิษฐานว่า “โอ พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย...” เป็นพระบิดาที่เป็นพระเจ้าผู้สูงสุด “...พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ” ประโยคหลังนี้มิใช่เพียงแต่ฝ่าฝืนประเพณีปฏิบัติของยิวเท่านั้น แต่เป็นการแสดงออกชัดเจนว่า กบฏต่อจักรพรรดิ์ซีซาร์ที่เป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่สูงสุด แต่พระเยซูคริสต์ อธิษฐานต่อพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาและผู้ที่สูงสุดในชีวิตและในโลกจักรวาลนี้

ในเวลาที่ตกอยู่ในภาวะกดดันแห่งชีวิตนอกจากที่พระองค์หันหน้าเข้าใกล้ชิดพระเจ้าแล้ว พระเจ้าของพระเยซูคริสต์เป็นเหมือน “พ่อ” ที่เป็นแหล่งแห่งชีวิตของลูก เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมทุกเมื่อด้วยพระทัยที่รักเมตตากรุณา พระเยซูมั่นใจว่าพระเจ้าพระบิดาจะเอาใจใส่ต่อภาวะวิกฤติกดดันที่เกิดขึ้นในชีวิต และทรงเชื่อในแผนการและการทรงนำของพระบิดา ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงเชิญชวนเราทุกคนที่ชีวิตพบเจอกับความทุกข์โศกเศร้า วิกฤติ ถูกกดดัน ชีวิตเจ็บปวดจากความฉีกขาดภายในชีวิต ให้อธิษฐานต่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งมวลมนุษยชาติ พระบิดาของเราแต่ละคน

ในเวลาใดก็ตาม เมื่อเราประสบกับชีวิตที่รับไม่ไหวกับความเจ็บปวดสุดที่จะทนในชีวิต พบกับสภาพจิตวิญญาณที่ถูกครอบงำกดทับด้วยความโศกเศร้า ในเวลาที่เรารู้สึกไม่อยากเรียกหาพระเจ้า ไม่คุ้นชินที่เรียกพระเจ้าว่าเป็นพ่อได้อย่างเต็มปาก รู้สึกว่าพระเจ้าช่างอยู่ไกลโพ้นจากเราในขณะนี้ พระองค์ไม่เห็นเอาใจใส่เรา ไม่เห็นเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชีวิตที่เรากำลังต้องเผชิญอยู่ ในเวลาเช่นนั้น ขอท่านได้โปรดสงบและมั่นใจที่จะเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” อย่างเช่นที่พระเยซูได้ทำมาแล้ว ให้เราเปิดชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณของเราต่อพระบิดา พ่อของเรา ถึงแม้ว่าเราไม่รู้ หรือ ไม่มั่นใจว่าพระองค์จะจัดการอย่างไรกับชีวิตจิตวิญญาณของเรา แต่ให้เรามั่นใจเถิดว่า พระเจ้าพระบิดาอยู่เคียงข้างเราในเวลาเช่นนี้ และพระองค์อยู่ที่นี่เพื่อชีวิตจิตวิญญาณของเรา และความรักเมตตากรุณาของพระองค์นั้นไม่มีทางที่จะทำให้ชีวิตของเราต้องฉีกขาดอีก

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ในชีวิตที่ผ่านมา ท่านเคยสนทนา พูดคุย กับพระเจ้าด้วยความสนิทสนมเป็นเหมือนพ่อ-ลูกกันหรือไม่?

2. ทำไมท่านถึงทำเช่นนั้น หรือ ทำไมท่านถึงไม่ได้ทำเช่นนั้น?

3. ในเวลาที่ท่านต้องตกอยู่ในภาวะที่ทุกข์ยาก โศกเศร้า ท่านยังสามารถที่จะอธิษฐานอยู่หรือไม่? เพราะเหตุใด?

4. ท่านเชื่อหรือไม่ว่า พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาที่รักท่าน ถึงแม้เป็นการยากที่ท่านจะรู้สึกถึงการทรงสัมผัสด้วยความรักเมตตาของพระองค์ก็ตาม?

ใคร่ครวญภาวนา

โอ พระบิดา... เป็นความมั่นใจ และ รู้สึกสงบเพียงใดที่ข้าพระองค์ได้มี “พระบิดา” อยู่เคียงข้างในยามที่ทุกข์ยาก เจ็บปวดในชีวิต ที่รู้ว่าข้าพระองค์มิได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวตรมตรอมในความทุกข์สิ้นหวัง แต่อยู่ในบ้านที่มีพ่อที่มีจิตใจเมตตาเอาใจใส่ต่อชีวิตของลูกๆ แต่ละคน

ข้าแต่พระเจ้า ในเวลาใดก็ตามที่ชีวิตของลูกตกอยู่ในความเจ็บปวดรวดร้าว กดดันสิ้นทางออก โปรดทรงเรียกและกระตุ้นเตือนให้ลูกคุกเข่าชีวิตและซบหน้าลงกับพื้นเพื่อขอน้อมรับความมั่นใจในชีวิตและความรักเมตตาของพระองค์ เพื่อลูกจะได้มีโอกาสเปิดใจ เปิดชีวิต กับพระองค์อย่างเปิดเผย

ในวันนี้ โปรดให้ข้าพระองค์ไวต่อความรู้สึกของผู้คนที่พบเห็นสัมพันธ์ ที่จะรู้ถึงความรู้สึกทุกข์ยาก เจ็บปวดในชีวิตของเขา และโปรดใช้ชีวิตของข้าพระองค์เป็นสะพานที่เขาจะสามารถเดินข้ามมาสัมผัสกับความรักเมตตาของพระองค์ ข้าแต่พระบิดา บางคนอาจจะยังมีบาดแผลในชีวิตทั้งด้านอารมณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่ฝังใจต่อประสบการณ์ชีวิตในอดีต ที่พ่อคือผู้ทำร้าย ผู้สร้างความเจ็บปวดในชีวิตของเขา โปรดใช้ข้าพระองค์ให้เป็นเครื่องมือแห่งการเยียวยาและปะชุนชีวิตเพื่อเขาจะมีประสบการณ์ใหม่กับ “พระบิดา” ที่จะเป็นพ่อที่รักเมตตาและเคียงข้างชีวิตของเขาต่อไป อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

16 กันยายน 2553

คำอธิษฐานของเซนต์ฟรานซิสแห่งอาซิซี

องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดสร้างข้าพระองค์เป็นเครื่องมือแห่งสันติของพระองค์…

ในปฐมกาล แผนการแห่งการทรงสร้างของพระเจ้านั้น
ให้ชายและหญิงอยู่ด้วยกัน ด้วยความรักประสานกลมกลืนกัน
ทั้งกับสรรพสิ่งและสรรพสัตว์ และ กับองค์พระผู้สร้าง (ปฐมกาล 2:18-25)

ด้วยความรักที่ถ่อม ด้วยสัจจะและจริงใจ ด้วยความอดทนเพื่อสันติ
เซนต์ฟรานซิส แห่ง อาซิซี ได้สำแดงถึงพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับมนุษยชาติ

ที่ใดมีความเกลียดชัง ให้ข้าฯหว่านความรัก
ที่ใดมีความสงสัย ให้ข้าฯหว่านความเชื่อ
ที่ใดมีความมุ่งร้ายทำลายกัน ให้ข้าฯหว่านการยกโทษ
ที่ใดมีความบาดหมาง ให้ข้าฯหว่านความสมานฉันท์
ที่ใดมีความเข้าใจผิด ให้ข้าฯหว่านความจริง
ที่ใดมีความสิ้นหวังท้อแท้ ให้ข้าฯหว่านความหวัง
ที่ใดมีความทุกข์โศกเศร้า ให้ข้าฯหว่านความชื่นชมยินดี
ที่ใดที่มีแต่ความมืดมิด ให้ข้าฯหว่านความสว่าง

เมื่อแผนการของพระเจ้าถูกอำนาจชั่วร้ายบดขยี้
พระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ให้นำเอาความรักเมตตาและศานติ
ในการสรรสร้างความกลมกลืนหนึ่งเดียวขึ้นใหม่
“เพื่อรวบรวมลูกทั้งหลายของพระองค์ที่กระจัดกระจายให้เป็นพวกเดียวกัน (ยอห์น 11:52)

เซนต์ ฟรานซิส แห่ง อาซิซี ได้ทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าเป็นรูปธรรม
เขาได้กล่าวกับคนในชุมชนที่เขาทำพันธกิจว่า
“พี่น้องทั้งหลาย
เราได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้เยียวยาบาดแผล
ประสานสิ่งที่ร้าวแตกให้เข้ากันใหม่ และ นำคนที่หลงทางกลับบ้าน”

ข้าแต่พระอาจารย์
อย่าให้ข้าฯแสวงหาการประเล้าประโลมใจ แต่ประเล้าประโลมใจผู้อื่น
อย่าให้ข้าฯแสวงหาความเข้าใจจากคนอื่น แต่เข้าใจผู้อื่น
มิใช่แสวงหาความรัก แต่รักคนอื่น
เพราะด้วยการให้ ข้าฯจึงได้รับ
ด้วยการเสียสละ ข้าฯจึงได้รับอย่างแท้จริง
ด้วยการยกโทษ ข้าฯจึงได้รับการยกโทษ
และในความตายนั้นเอง ที่ข้าฯได้บังเกิดใหม่ในชีวิตนิรันดร์

จะเป็นเช่นไรถ้าเราจะเอาจริงเอาจังกับคำสอนของพระองค์
อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราให้การสร้างสันติเป็นแกนกลางในชีวิตของเรา
เราจะทุ่มเทชีวิตของเราเพื่อการเยียวยารักษาและสร้างการคืนดีได้ไหม
เราทุกคนย่อมมีความสามารถที่จะมีชีวิตเรียบง่าย,
ที่จะนำความรักของเราออกไปด้วยวิธีการธรรมดา,
สร้างเอกภาพ, สันติและการคืนดี ในความสัมพันธ์ของพวกเรา

ฟรานซิส ต้องการเพียงที่จะสำแดงให้คำสอนขององค์พระเยซูคริสต์ให้เป็นรูปธรรม
“บุคคลผู้ใดรักสันติผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร”

ด้วยชีวิตของฟรานซิส
“เราได้รับการทรงเรียกให้เย็บชุนบาดแผล,
เชื่อมประสานความร้าวแตกกระจาย, และนำผู้หลงทางกลับสู่บ้าน”