แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวะกดดัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวะกดดัน แสดงบทความทั้งหมด

23 ธันวาคม 2554

การนมัสการพระเจ้าในภาวะที่กดดัน

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านพระกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)

จากการมีโอกาสร่วมกับทีมวิจัยของคณาจารย์วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี ลงสนามวิจัยในคริสตจักรบริบทที่หลากหลายแตกต่าง สิ่งหนึ่งที่พบว่าเหมือนกันคือ ทุกคริสตจักรเน้นความสำคัญของพันธกิจในเช้าวันอาทิตย์คือการนมัสการพระเจ้าประจำสัปดาห์ (นมัสการพระเจ้าอาทิตย์ละครั้งหรือ สี่ครั้งในคริสตจักรชาติพันธุ์) เป็นกิจกรรม หรือ พิธีกรรมที่มีคนมาร่วมมากที่สุดในแต่ละสัปดาห์เมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมอื่นๆ

สิ่งที่พบมากในหลายๆ คริสตจักรที่ลงไปทำวิจัยคือ ทุกคนให้ความสำคัญกับ “พิธี” การนมัสการพระเจ้า บางคริสตจักรเน้นความสำคัญที่จะต้องจัดระเบียบนมัสการให้ถูกต้อง บางคริสตจักรกลับปล่อยตามอิสระที่สมาชิกแต่ละคนจะแสดงออก บางคริสตจักรเน้นเรื่องการร้องเพลงสรรเสริญ เช่น ในคริสตจักรของพี่น้องชาติพันธุ์ ที่มีของประทานในการร้องเพลงประสานเสียงสรรเสริญพระเจ้า คริสตจักรเหล่านี้จะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเป็นชีวิตจิตใจ และก็พบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการฟังพระวจนะของพระเจ้า และดูเหมือนว่านี่คือโอกาสครั้งเดียวสำหรับสมาชิกในการฟังพระวจนะในหนึ่งสัปดาห์

การนมัสการพระเจ้าเป็นเรื่องที่เขาทำกันในโบสถ์ในพระวิหารของพระเจ้า แต่การนมัสการพระเจ้าในชีวิตส่วนตัว ในชีวิตครอบครัว ในชีวิตการงานเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่อยู่ห่างไกลจากความเข้าใจของสมาชิกส่วนใหญ่ ยิ่งการนมัสการที่มีความหมายถึงการที่มีพระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นต้น เป็นใหญ่ในการดำเนินชีวิตของผู้ที่เชื่อดูแล้วคงเป็นไปได้ยากในชีวิตสมาชิกส่วนมากเกือบทุกคริสตจักรที่เราไปสัมผัสมา

หัวใจของการนมัสการพระเจ้า เราพบเห็นได้จากพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนี พระองค์คุกเข่า ถ่อมตัวลง ซบหน้าลงกับพื้นดิน และที่สำคัญคือเปิดชีวิตจิตใจแก่พระเจ้าอย่างไม่มีสิ่งใดปิดบังซ่อนเร้น พระองค์ทูลต่อพระบิดาอย่างจริงใจ ปรึกษาพระบิดาแบบเปิดเผยตรงไปตรงมา ถ้วยแห่งความทุกข์ยาก เจ็บปวด ความตายและการถูกแยกจากพระบิดาถ้วยนี้ขอพระเจ้าเอาออกไปได้ไหม มีทางเลือกอื่นไหม

สิ่งสำคัญกว่าการเปิดใจอย่างไม่มีเงื่อนไขนี้คือ การยืนยันว่า พระบิดาเป็นเอกเป็นใหญ่ที่สุดในชีวิตของพระเยซู คือพระประสงค์ของพระเจ้ามาก่อนความต้องการของข้าพระองค์ การที่ตัดสินใจเช่นนี้ได้นั้น ผู้นั้นต้องมอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นแด่พระเจ้า เพื่อให้พระองค์ใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทูลพระบิดาว่า แต่ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา มิใช่เป็นไปตามความต้องการของพระองค์เอง

หัวใจของการนมัสการพระเจ้าคือ การที่ผู้นมัสการได้มอบถวายชีวิตทั้งชีวิตแด่พระเจ้า ยอมตนให้พระองค์ทรงครอบครอง ควบคุม และทรงใช้ตามพระประสงค์ของพระบิดา

ในภาวะวิกฤติ ภาวะกดดันในชีวิต เป็นโอกาสที่เราจะนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง ในภาวะกดดันในชีวิตเป็นเครื่องตรวจสอบตัวเราว่าแท้จริงแล้วเรานมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือเรากำลังนมัสการบูชาตนเอง หรือเรากำลังกราบไว้นมัสการสิ่งอื่น

ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จ และ คริสต์มาส เราท่านกำลังนมัสการพระเจ้าอย่างพระเยซูคริสต์หรือไม่?

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญและอภิปราย

1. ท่านเคยคิดว่าการนมัสการคือการที่ท่านมอบกายถวายชีวิตที่ท่านมีอยู่ให้เป็นของพระเจ้าหรือไม่?

2. ในสถานการณ์เช่นไรบ้างที่เรานมัสการพระเจ้า?

3. สำหรับท่านแล้ว เวลานมัสการพระเจ้าคือโอกาสที่ท่านจะยอมตนและถวายชีวิตแด่พระเจ้าหรือไม่ อย่างไร?

4. ท่านเห็นว่าภาพของพระเยซูในสวนเกทเสมนีช่วยให้ท่านเข้าใจการที่ท่านจะนมัสการพระเจ้าอย่างไรบ้าง?

5. ในเทศกาลเตรียมรับพระประสงค์ของพระคริสต์ และ การบังเกิดของพระองค์ ท่านได้นมัสการพระเจ้าแบบไหน?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับแบบอย่างการนมัสการที่ทรงพลังที่ได้สำแดงในเวลาวิกฤติในสวนเกทเสมนี ขอบพระคุณที่ทรงสอนด้วยแบบอย่างการนมัสการของพระองค์ที่มอบถวายชีวิตทั้งสิ้นแด่พระบิดา ด้วยการยอมตนทุกอย่างให้เป็นไปตามพระประสงค์ ข้าพระองค์ขอ “ถอดมงกุฎแห่งความยะโสโอหัง” ความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ของตนเองออกต่อเบื้องหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า

โปรดช่วยข้าพระองค์ให้นมัสการพระองค์ในทางที่ถูกต้องเยี่ยงพระคริสต์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กล้าที่จะปลดแอกออกจากการครอบงำการนมัสการตามประเพณีที่ส่งทอดกันมา และ ประเพณีนิยมตามกระแสทันสมัย แต่มีเสรีที่จะนมัสการพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริง ด้วยเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่คือชีวิตของข้าพระองค์ที่เป็นอยู่ และโปรดปลดปล่อยข้าพระองค์ให้หลุดออกและเป็นไทจากโซ่ตรวนแห่งการนมัสการพระองค์เฉพาะเช้าวันอาทิตย์ แต่มีชีวิตที่นมัสการทุกวัน ทุกกิจกรรมชีวิต ด้วยความเต็มใจและถ่อมใจ ด้วยความกระหายหาการได้ใกล้ชิดกับพระองค์

ข้าพระองค์ขอสยบยอมต่อพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

12 ธันวาคม 2554

ความล้ำลึก...ในภาวะที่กดดัน

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านพระกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)


พระเยซูคริสต์เริ่มการอธิษฐานด้วยการทูลปรึกษากับพระบิดาว่า ถ้าพระบิดาพอพระทัย ขอทรงเอาถ้วยนี้ที่พระเยซูจะต้องดื่มไปจากพระองค์ พระองค์มองเห็นถึงความร้ายกาจและน่ากลัวของพันธกิจบนกางเขนที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พระองค์เกิดคำถามในจิตใจว่าจะมีแนวทางเลือกอื่นไหมที่จะทำให้พันธกิจที่เป็นพระประสงค์ของพระบิดาสำเร็จเป็นจริง เมื่อคิดถึงเวลาที่พระองค์จะต้องถูกแยกออกไปจากพระบิดานั้นพระองค์รู้สึกเจ็บปวดอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงและเป็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้

แต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งในที่นี้คือ แม้พระเยซูทูลปรึกษาพระบิดาถึงการเอาถ้วยนี้ออกไป แต่พระองค์มีจุดยืนที่แน่นอนสำคัญกว่านั้นคือ แต่พระประสงค์ของพระบิดาต้องมาก่อนเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น “แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์” แต่ไม่ใช่ “เป็นตามใจของข้าพระองค์” (ข้อ 42 อมตธรรม) ในหลายศตวรรษที่ผ่านมานี้ประเด็นนี้เป็นกรณีถกเถียงกันในหมู่นักศาสนศาสตร์ว่า เป็นไปได้อย่างไรที่พระประสงค์ในชีวิตของพระเยซูจะแตกต่างไปจากพระประสงค์ของพระบิดาในสวรรค์? พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์จริงมิใช่หรือ? พระเยซูอธิษฐานเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?

การถกเถียงอย่างไม่จบสิ้นของพวกนักศาสนศาสตร์กลายเป็น “ความสุข” อย่างหนึ่งของคนพวกนี้ ที่ต้องการแสวงหา “ความก้าวหน้าของวิชาการ” ดังนั้น ความนึกคิดของคนพวกนี้จึงต้องสาละวนอยู่กับการหาหลักฐาน เหตุผล และการเชื่อมโยงเหตุการณ์ เพื่อพิสูจน์ข้อคิด ความเข้าใจ หรือคำถามล้ำลึกในจิตใจของพวกเขา ความจริงก็คือว่า มนุษย์มีความสามารถในด้านต่างๆ ที่จำกัด และผมคงไม่ลงมาถกเถียงหรือหาตรรกะเหตุผลเพื่อพิสูจน์ความเชื่อศรัทธานี้กับพวกเขา

ในที่นี้ถ้าถกเถียงค้นหาไปก็จะพัวพันไปถึงศาสนศาสตร์ในหัวเรื่องใหญ่ๆ เช่น สัมพันธภาพของตรีเอกานุภาพ พระวาทะมาบังเกิดเป็นเนื้อหนัง (Incarnation พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว) และเรื่องพระคุณของพระเจ้า

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ความเชื่อศรัทธาและการที่มีพระบิดาเป็นเอกเป็นหนึ่งในชีวิต ดังนั้น จุดยืนที่มั่นคงของพระเยซูคริสต์คือ ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของพระองค์เป้าหมายสูงสุดคือ ให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระบิดา มิใช่สำเร็จตามความต้องการหรือความประสงค์ของตนเอง

สำหรับผู้ที่ต้องการคำอธิบายในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหนีไม่พ้นที่ต้องเจอตอปัญหา นักศาสนศาสตร์หรือผู้เชื่อกลุ่มนี้จะถามว่า เป็นไปได้อย่างไรที่เราจะเชื่อว่ามีบางเรื่องที่เราไม่สามารถเข้าใจอย่างเต็มที่สมบูรณ์ได้? แต่ผู้เชื่ออีกกลุ่มหนึ่งก็จะบอกว่า มีบางเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด เป็นเรื่องเหนือที่เราจะรับรู้ได้เหนือความคาดหมาย แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องประหลาดอัศจรรย์สำหรับคนกลุ่มนี้ ความล้ำลึกในสิ่งเหล่านี้มิได้มีไว้เพื่อสร้างความสงสัย แต่มีขึ้นเพื่อเราจะยอมให้พระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นต้นในชีวิตของเรา ดังที่เปาโลได้เขียนใน โรม 11:33-36 ว่า

โอ ความมั่งคั่งแห่งพระปัญญา และความรอบรู้ของพระเจ้าช่างล้ำลำยิ่งนัก
ข้อวินิจฉัยของพระองค์สุดที่จะหยั่งคะเน
และวิถีทางของพระองค์เกินกว่าจะสืบเสาะ!
ใครเล่าจะหยั่งรู้พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า
หรือใครเล่าเป็นที่ปรึกษาของพระองค์
ใครเล่าเคยถวายสิ่งใดให้พระเจ้า ที่พระเจ้าจะต้องชดใช้(หรือ ตอบแทนบุญคุณของ)เขา
เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์
ขอพระเกียรติสิริจงมีแด่พระองค์ตลอดนิรันดร์! อาเมน (อมตธรรม ในวงเล็บผู้เขียนเพิ่มเติม)


ประเด็นเพื่อการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ท่านคิดอย่างไร และ จะพูดคุยอย่างไรเกี่ยวกับความจริงมากมายที่เรายังไม่สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน?

2. ทำไมความล้ำลึกเหล่านี้ ทำให้บางคนปฏิเสธพระเจ้า และ บางคนที่ยึดมั่นให้พระเจ้าเป็นเอกเป็นที่หนึ่งในชีวิต?

3. ชีวิตในทุกวันนี้ ท่านแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของท่าน หรือ ท่านแสวงหาทุกวิถีทางที่จะทำให้ความประสงค์ต้องการของท่านสำเร็จเป็นจริง? ผลเป็นอย่างไรบ้าง?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์
คำอธิษฐานของพระองค์ในสวนเกทเสมนียังสร้างความฉงนและสนใจของข้าพระองค์ไม่หาย
เมื่อพระองค์อธิษฐานเช่นนั้นแล้วพระองค์ได้รับประสบการณ์เช่นไร
ที่พระองค์ทูลต่อพระบิดาว่า “แต่ให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์ อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์” พระองค์หมายความว่าอย่างไร

ข้าแต่พระเจ้า
โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เรียนอย่างสัตย์ซื่อ ในเรื่องที่ข้าพระองค์ควรเรียนรู้
โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะเรียนชัดเจนขึ้นจากคนรอบข้าง
และรักพระองค์ด้วยสิ้นสุดจิตใจและความคิด

ในเวลาเดียวกัน ข้าพระองค์ตระหนักรู้ว่า
ข้าพระองค์ไม่สามารถหยั่งลึกลงรู้ทุกสิ่งในความล้ำลึกของพระเจ้า
โปรดทรงเรียกให้ข้าพระองค์มีชีวิตจิตใจที่ถ่อมลงและยกย่องพระองค์ขึ้นสูงสุดในชีวิต
และประกาศยืนยันความเชื่อของข้าพระองค์อย่างเปาโลว่า

โอ ความมั่งคั่งแห่งพระปัญญา และความรอบรู้ของพระเจ้าช่างล้ำลำยิ่งนัก...
ขอพระเกียรติสิริจงมีแด่พระองค์ตลอดนิรันดร์! อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

09 ธันวาคม 2554

จุดประสงค์...ในภาวะที่กดดัน

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)

จากเหตุการณ์ชีวิตของพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนีครั้งนี้ เราได้เห็นพระเยซูคริสต์ตกลงสู่สภาพชีวิตที่กดดัน พระองค์รู้ว่าความเจ็บปวด การทรมาน และความตายรออยู่ข้างหน้า สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำคือ หันหน้าเข้าหาพระเจ้า และใกล้ชิดติดสนิทกับพระบิดา ยิ่งมีความกดดันสูงแค่ไหนยิ่งสนิทกับพระเจ้ามากขึ้นแค่นั้น ยิ่งทุ่มเทชีวิตในการอธิษฐานมากขึ้นแค่นั้น ในภาวะความกดดันดังกล่าว พระเยซูคริสต์เปิดชีวิตจิตใจ และจิตวิญญาณกับพระบิดา และปรึกษากับพระบิดาอย่างเปิดใจและความคิดว่า “ถ้วย” แห่งการพิพากษา ถ้วยแห่งความทุกข์นี้เลี่ยงได้หรือไม่ แต่พระองค์มีจุดยืนในชีวิตของพระองค์มั่นคงว่า ให้ทุกอย่างเกิดขึ้นและสำเร็จตามพระประสงค์ของพระบิดา มิใช่ให้พระบิดาทำและสำเร็จตามที่ตนเองต้องการ

ในชีวิตปัจจุบันของเราท่าน บางครั้งและบ่อยครั้งที่ชีวิตของเราตกลงในสภาพความกดดันที่มีหลากหลายลักษณะ หลากหลายเรื่องราวในชีวิต แต่ส่วนใหญ่แล้วความกดดันในชีวิตของเรามักเกิดขึ้นเพราะสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังจะเป็นไป ดูเหมือนมันไม่เป็นไปอย่างที่เราต้องการให้เกิดขึ้น ที่เกิดความกดดันเพราะเรากลัวว่าอาจจะไม่ได้อย่างที่เราอยากได้ใคร่มี ที่กดดันเพราะเรารู้สึกว่าเราต้องต่อสู้ต้องทำทุกหนทางเพื่อให้สิ่งที่ตนเองคิดตนเองต้องการ สิ่งที่ตนเองเห็นดีถูกต้องที่สุด ดีที่สุดประสบความสำเร็จ ในภาวะความกดดันนั้นเราหันหน้าเข้าหาพระเจ้า ทูลขอต่อพระองค์ ต่อรองกับพระบิดา และแจ้ง “ความประสงค์ของเรา” ในเรื่องนั้นแก่พระองค์ แล้วมักลงท้ายด้วยการอ้อนพระเจ้าให้ช่วยทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จ แล้วก็เปิดช่องว่างหน่อยหนึ่งให้พระเจ้ากระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ซึ่งความหมายลึกๆ มักหมายความว่า ให้พระเจ้ากระทำตามวิธีการที่พระองค์เห็นเหมาะสม แต่ยังซ่อนความรู้สึกลึกๆ ไว้ว่า แต่ให้สำเร็จตามความต้องการที่เราทูลขอต่อพระเจ้า

นี่คือความแตกต่างของท่าทีเมื่อหันหน้าเข้าหาพระเจ้าในภาวะความกดดันในชีวิตของเรากับของพระเยซูคริสต์ แต่ส่วนที่แตกต่างที่สำคัญกว่านี้คือ ความแตกต่างที่รากฐานจุดยืนในชีวิต และ เป้าหมายในการดำเนินชีวิต ที่เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ ท่าที และพฤติกรรมที่แสดงออกในชีวิตประจำวัน

แล้วอะไรเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของพระเยซูคริสต์? ที่พระเยซูทูลต่อพระบิดาว่า “แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์” ในพระกิตติคุณยอห์นได้บันทึกพระประสงค์นี้ไว้ว่า “จงดูพระเมษโปดก(ลูกแกะ)ของพระเจ้า ผู้ทรงรับบาปของโลกไป” (1:29 ฉบับมาตรฐาน) และในพระธรรมฮีบรูได้อธิบายพระประสงค์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า “(พระเยซูคริสต์)...ทรงปรากฎพระองค์เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปลายยุค เพื่อกำจัดบาปให้หมดสิ้นไปโดยการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา (9:26) เปาโลได้อธิบายพระประสงค์ของพระเจ้าในเรื่องนี้ว่า “พระเจ้าทรงกระทำพระองค์(พระเยซูคริสต์)ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์(พระเยซูคริสต์) (2โครินธ์ 5:21 ฉบับมาตรฐาน)

ในที่สุด พระเยซูคริสต์ตัดสินใจยืนหยัดดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระบิดา พระเยซูดื่ม “ถ้วย” แห่งความทุกข์ยาก ถ้วยแห่งการพิพากษา แบกรับเอาความบาปผิดของมนุษยชาตินี้ไป นี่คือรากฐานสัจจะความจริงของคริสต์ศาสนศาสตร์ที่มิสามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงได้ และด้วยรากฐานสัจจะประการนี้เองที่ทำให้ชีวิตของเราท่านต้องเปลี่ยนแปลงไป พูดง่ายๆ ก็คือ พระเยซูคริสต์ได้ดื่ม “ถ้วย” แห่งความทุกข์ยากและถ้วยแห่งการพิพากษาของท่านและของผม พระเยซูคริสต์ได้แบกรับเอาความบาปผิดของท่านและของผมที่ต้องรับการพิพากษาจากพระเจ้าไปเป็นของพระองค์เอง และนี่คือ “พระคุณของพระเยซูคริสต์” ที่ทำให้เราต้องประหลาดใจจนทุกวันนี้

ดังนั้น เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนีมิได้บอกเราเพียงว่า พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อความบาปผิดของโลกนี้ ใช่ สิ่งนี้เป็นสัจจะความจริงที่ไม่มีใครจะลบล้างออกไปได้ แต่สัจจะความจริงที่ชัดเจนกว่านั้นคือ พระเยซูคริสต์ยอมตายเพื่อยกเลิกความบาปผิดของผมและของท่าน เพื่อเราจะไม่ต้องถูกแยกออกจากพระเจ้าพระบิดาเพราะความบาปผิดของเรา ตรงกันข้าม พระคริสต์ได้ช่วยเชื่อมให้เราสามารถเข้าใกล้ชิดติดสนิทกับพระบิดา แทนที่จะถูกพิพากษาและลงโทษ นั่นหมายความว่าเราสามารถเข้ามาอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของพระเจ้าด้วยพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ด้วยความมั่นใจ ได้รับพระเมตตา และพบพระคุณที่ช่วยเราในยามที่ต้องการ (ฮีบรู 4:16 ฉบับมาตรฐาน)

นี่มิได้เป็นเพียงสัจจะความจริงที่ไม่สามารถลบล้างได้เท่านั้น แต่มีสัจจะความจริงแห่งการทรงช่วย ทรงไถ่ และทรงลบล้างความบาปผิดของมนุษยชาติ และเป็นสัจจะความจริงที่สามารถช่วยและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในโลกปัจจุบันได้ด้วย

ประเด็นเพื่อการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ถ้าท่านดำเนินชีวิตด้วยสัจจะความจริงที่ว่า พระเยซูคริสต์ได้ดื่ม “ถ้วย” แห่งความทุกข์ยากและการพิพากษาของท่าน ความเชื่อตระหนักชัดในประการนี้จะสร้างความแตกต่างอะไรบ้างในชีวิตของท่าน?

2. ถ้าท่านเชื่ออย่างแท้จริงว่า ท่านได้รับการปลดปล่อยออกจากอำนาจของความบาป และ ความตายสู่ความเป็นไทและชีวิต ท่านจะดำเนินชีวิตเช่นไร?

ใคร่ครวญภาวนา

ในเวลานี้ ข้าพระองค์ขอสำนึกถึงพระคุณที่เหลือจะพรรณนาได้ครบถ้วน ที่พระองค์ทรงกระทำและให้แก่ข้าพระองค์ในทุกวันนี้ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงดื่มถ้วยแห่งการพิพากษาของข้าพระองค์ และ ของมนุษยชาติในโลกนี้ แทนที่ข้าพระองค์ต้อง “ดื่ม” หรือ แบกรับความบาปผิดของตนเอง แต่ด้วยพระคุณดังกล่าวพระองค์ทรงแบกรับแทนข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงได้รับการยกโทษจากพระบิดา

ในวันนี้ พระดำรัสของพระเยซูได้ผุดขึ้นในห้วงสำนึกของข้าพระองค์ ที่พระองค์เคยถามสาวกสองคนนั้นที่มาขอตำแหน่งซ้ายขวาจากพระองค์ และพระองค์ถามเขาทั้งสองว่า “ถ้วยที่เราจะดื่มนั้น ท่านจะดื่มได้หรือ?” คำถามนั้นกำลังถามข้าพระองค์ด้วย และในเวลาเดียวกันข้าพระองค์ระลึกถึงคำสอนในการอธิษฐานว่า “ขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์ เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์”

ข้าแต่พระเจ้า ในวันนี้โปรดช่วยข้าพระองค์ให้ดำเนินชีวิตด้วยความสำนึกในพระคุณแห่งการปลดบาปล้างโทษที่ทรงกระทำเพื่อข้าพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะดำเนินชีวิตในความเป็นไทที่ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ มิใช่ตามความต้องการของข้าพระองค์เอง โปรดช่วยข้าพระองค์ในการสำแดงความรักเมตตาที่เสียสละและพระคุณของพระคริสต์แก่ผู้คนที่ข้าพระองค์พบเห็นและสัมพันธ์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

07 ธันวาคม 2554

คำอธิษฐานในภาวะที่กดดัน (3)

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)


เมื่อพระเยซูคริสต์อธิษฐานในสวนเกทเสมนี พระองค์ทูลขอต่อพระบิดาว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์” (22:42) แล้ว “ถ้วย” ที่พระองค์อธิษฐานนี้หมายถึงอะไรกันแน่?

แน่นอนว่า “ถ้วย” ที่พระเยซูคริสต์กล่าวถึงในตอนนี้มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับ “ถ้วยแห่งการทนทุกข์” แต่ความหมายของ “ถ้วยแห่งการทนทุกข์” ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมดูเหมือนว่าไม่ได้ตรงตามความหมายของพระเยซูเสียทั้งหมด

ถ้าเราศึกษาจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เราได้พบมีการเปรียบเทียบ “ถ้วย” เป็นเหมือนชีวิตของคนเรา ที่ได้รับการเติมเต็มด้วยสิ่งต่างๆ “ถ้วย” ชีวิตของเราอาจจะได้รับการเติมเต็มด้วยพระพรและความรอด (สดุดี 23:5 “...ถ้วยของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่” ; 116:13 “ข้าพเจ้าจะยกถ้วยแห่งความรอด และร้องออกพระนามพระยาเวห์” ) หรือ “ถ้วย” ชีวิตนั้นอาจจะถูกใส่ด้วยพระพิโรธ “...เยรูซาเล็มเอ๋ย ท่านผู้ได้ดื่มจากพระหัตถ์ของพระยาเวห์ คือจอกแห่งพระพิโรธของพระองค์ ท่านได้ดื่มจากถ้วยแห่งความโซเซจนถึงก้นตะกอน” (อิสยาห์ 51:17) บ่อยครั้งที่ “ถ้วย” มุ่งหมายถึงการพิพากษาของพระเจ้า ดั่งในอิสยาห์ 51:17 ที่กล่าวข้างต้น หลายครั้ง ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมจะเปรียบ “ถ้วย” กับการพิพากษาที่ร้อนแรงจากพระเจ้า

ดังนั้น เมื่อพระเยซูคริสต์อธิษฐานขอให้พระบิดา “เอาถ้วยนี้ออกไป” พระองค์หมายถึงความหมายของถ้วยในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม การที่พระองค์ก้าวเดินไปสู่กางเขน พระองค์กำลังจะดื่มจากถ้วยแห่งพระพิโรธของพระเจ้า และการดื่มนี้ดื่มจนถึง “ก้นตะกอน” พระองค์ต้องแบกรับเอาการพิพากษาจากเบื้องบน แท้จริงแล้วเป็นการพิพากษาที่อิสราเอลและมวลมนุษยชาติต้องแบกรับการพิพากษาของตนนั้น ในกระบวนการนี้พระองค์ต้องรับการทนทุกข์อย่างน่าขนพองสยองเกล้า ทั้งในมิติด้านร่างกาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านจิตวิญญาณ เมื่อพระองค์ต้องตกลงในสภาพที่ถูกแยกขาดจากพระบิดา

เมื่ออ่านถึงเรื่องราวตอนนี้ของพระเยซู คริสเตียนหลายคนไม่สบายใจว่า ทำไมพระเยซูถึงอธิษฐานขอให้พระบิดานำ “ถ้วย” นี้ไปเสียจากพระองค์ แท้ที่จริงแล้วพระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อจะตายมิใช่หรือ? และนี่ไม่ใช่พันธกิจที่พระองค์ต้องกระทำหรือ? นี่เป็นไปตามคำของผู้เผยพระวจนะใช่ไหม? เป็นไปได้อย่างไรที่พระเยซูทูลขอพระบิดาสำหรับทางออกในแนวทางอื่น? ผมเองก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้จนจุใจพอใจของผู้ถาม แต่สิ่งที่ผมเห็นจากคำอธิษฐานของพระเยซูนี้ทำให้ผมเห็นถึงความเป็นมนุษย์แท้ของพระเยซูคริสต์ พระองค์ที่เป็นพระบุตรของพระเจ้าและในขณะเดียวกันก็เป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว

สิ่งที่ผมเห็นพระเยซูคริสต์ในตอนนี้คือชีวิตตกอยู่ในภาวะความกดดัน ในภาวะที่ต้องการหาทางออก ภาวะที่เห็นความทุกข์ทรมาน เจ็บปวด และความตายที่รออยู่ข้างหน้า เป็นเส้นทางที่จะต้องเดินไป แต่มีทางอื่นไหมที่ดีกว่านี้ที่พระองค์จะเลือกได้ ถ้าไม่ไปบนเส้นทางนี้ พระบิดามีเส้นทางอื่นไหม? แต่นี่คือการถามตรงด้วยความจริงใจที่เปิดใจออกในการสนทนาอย่างใกล้ชิดสนิทที่พระคริสต์มีต่อพระบิดา

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพระเยซูคริสต์ในตอนนี้คือ พระองค์เป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว พระองค์เผชิญหน้ากับความทุกข์ที่น่าสะพรึงกลัว ที่ผมสบายใจที่จะติดต่อสัมพันธ์กับพระองค์ และทำให้ผมมีความหวังในชีวิตว่าสิ่งสำคัญยิ่งใหญ่ตามพระประสงค์ของพระเจ้าสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตคนธรรมดาอย่างเราท่าน เพราะพระประสงค์ที่ยิ่งใหญ่สำคัญได้เกิดเป็นจริงแล้วในพระเยซูคริสต์ที่เป็นมนุษย์แท้ ที่มิใช่เป็นคนประเภทเหนือมนุษย์ หรือ ซุปเปอร์แมน แต่สิ่งเราพบเห็นคือพระเยซูคริสต์ก้าวเดินเข้าไปสู่กางเขนอย่างไม่ลังเล หรือ เตรียมทางหลีกลี้ แม้แต่น้อย แต่สิ่งที่พระองค์ถามหาในวิกฤติชีวิตเช่นนี้คือ พระประสงค์ของพระเจ้า

ประเด็นเพื่อการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ในเมื่อผู้เผยพระวจนะได้ทำนายถึงการทนทุกข์และความตายของพระเยซูคริสต์แล้ว ท่านคิดว่าทำไมพระเยซูถึงอธิษฐานขอให้พระบิดา “เอาถ้วยนี้ไปจากพระองค์”?

2. คำทูลขอของพระเยซูคริสต์ได้บ่งบอกถึงลักษณะของพระเยซูคริสต์อย่างไรบ้าง?

3. พระคัมภีร์ตอนนี้ได้ชี้ให้เราเห็นถึงการอธิษฐานไว้อย่างไรบ้าง?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ท่ามกลางภาวะกดดันในชีวิต พระองค์เลือกที่จะหันหน้าเข้าหาพระบิดา เปิดชีวิตจิตใจ เทใจและชีวิต เปิดเผยทั้งความคิด ความรู้สึก ความปรารถนา และความตั้งใจต่อพระบิดาอย่างไม่ปิดบังสิ่งใดไว้ และนี่คือการอธิษฐานของพระองค์

ขอบพระคุณพระเยซูคริสต์ ที่ทำให้ข้าพระองค์ได้เรียนรู้และเข้าใจว่า แท้จริงแล้วการอธิษฐานคือการบอกความในใจกับพระองค์อย่างตรงไปตรงมา แต่สำคัญกว่านั้น ข้าพระองค์เข้าใจมากขึ้นว่า แท้จริงแล้วการอธิษฐานคือโอกาสแห่งการแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของข้าพระองค์

ในวันนี้ ท่ามกลางชีวิตที่กดดัน ทุกข์ยาก นานาลักษณะ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เผชิญหน้าสิ่งเหล่านั้นสอดคล้องตามพระประสงค์ของพระองค์ ด้วยการได้รับการทรงชูช่วยและพระกำลังจากพระองค์ ทั้งสิ้นนี้ขอให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

05 ธันวาคม 2554

คำอธิษฐานในภาวะที่กดดัน (2)

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)

ที่ภูเขามะกอกเทศ พระเยซูคุกเข่าลงอธิษฐานต่อพระบิดา เริ่มต้นด้วยวลีที่น่าสนใจอย่างมากว่า ถ้าพระองค์พอพระทัย... เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้เกิดคำถามในใจว่า ทำไมพระเยซูคริสต์ถึงอธิษฐานเช่นนี้ แล้วเราควรเอาเป็นแบบอย่างในการอธิษฐานของเราหรือไม่?

ไม่ปรากฎ หรือเราไม่พบว่า พระเยซูอธิษฐานเช่นนี้ในที่อื่นๆ ในพระกิตติคุณ และพระเยซูก็ไม่ได้สอนให้สาวกของพระองค์ให้อธิษฐานด้วยวลีที่ว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย” คำอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกในพระธรรมมัทธิว พระองค์สอนให้สาวกอธิษฐานว่า “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์ อมตธรรม)” (6:10 ฉบับมาตรฐาน)

จากพระธรรมตอนนี้ทำให้เราเข้าใจว่า การอธิษฐานคือการแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นการเปิดใจและชีวิตเพื่อจะรับเอาพระประสงค์ของพระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา แต่การอธิษฐานมิใช่การที่เราพยายามทูลขอต่อพระเจ้าให้ช่วยทำให้เป้าประสงค์หรือความคิด ความต้องการของเราสำเร็จ และบางครั้งเราก็ทูลขอว่า ให้พระเจ้าช่วยทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จตามวิธีการของพระองค์ แต่พระเยซูมิได้ทำเช่นนั้น! พระองค์ทูลขอพระบิดาว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย” หรือ ถ้าสิ่งนั้น สถานการณ์นั้นเป็นน้ำพระทัยและเป็นพระประสงค์ของพระองค์ก็ให้เป็นไปตามนั้น

ดังนั้น การอธิษฐานจึงเป็นการแสวงหาน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้า และให้พระประสงค์ของพระองค์ได้สำเร็จเป็นรูปธรรมในโลกนี้เฉกเช่นที่สำเร็จในแผ่นดินสวรรค์ ในที่นี้การอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ เอาพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นรากฐานของการทูลขอ มิใช่ทูลขอตามสิ่งที่เราต้องการ หรือที่เราคาดหวังให้เกิดขึ้น หรือแม้แต่การอ้างอิงให้พระเจ้าทำตาม “นิมิต” ของเรา หรือตามนิมิตคริสตจักรของเรา

การเริ่มต้นการอธิษฐานด้วยวลีที่ว่า “ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์...” เป็นการย้ำเตือน และ ยืนยันว่า เรามีชีวิตอยู่ก็ด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้า และที่เราดำเนินชีวิตทุกวันนี้ก็เพื่อพระประสงค์ของพระองค์ และเป็นการเตือนเราด้วยว่า เรามิใช่ผู้ที่สามารถควบคุมความเป็นไปของชีวิต และ สากลจักรวาลทั้งสิ้น แต่พระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นพระผู้สร้างและพระองค์ทรงสร้างอย่างมีพระประสงค์ และทรงควบคุมความเป็นไปของสิ่งที่ทรงสร้าง และที่สำคัญคือพระเจ้าทรงสนพระทัยใกล้ชิดในชีวิตและความเป็นไปของเราแต่ละคน และทรงมีพระประสงค์ในแต่ละสถานการณ์ชีวิตของเราด้วย และพระเจ้าสนพระทัยในชีวิตการอธิษฐานของเราเช่นกัน

เมื่อพระเยซูคริสต์อธิษฐานว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย...” ที่ภูเขามะกอกเทศ(ในสวนเกทเสมนี) สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการต่อสู้ในจิตใจ ก่อนหน้านี้พระองค์ได้กล่าวกับสาวกถึงการที่พระองค์จะถูกจับ การทนทุกข์ และถูกประหารให้สิ้นชีวิต พระองค์เชื่อว่านี่เป็นแผนการที่พระบิดาได้กำหนดไว้ เป็นพระประสงค์ของพระบิดาในชีวิตของพระเยซูคริสต์ แต่เมื่อเวลาที่กำหนดเข้าใกล้และกระชั้นเข้าทุกที พระเยซูคริสต์ยังอยู่ในภาวะที่ “ปล้ำสู้” กับน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิต เกิดคำถามในใจของพระเยซูว่า นี่เป็นสิ่งที่พระบิดาประสงค์จริงๆหรือ? พระองค์ต้องการให้เหตุการณ์เป็นไปอย่างที่เข้าใจหรือ? ไม่มีทางอื่นวิธีอื่นแล้วหรือ? ในขณะที่ภายในจิตใจของพระเยซูคริสต์ค้นหาทางเลือกอื่น พระองค์ขอให้น้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระบิดาได้ครอบครองและคุ้มครองจิตใจความนึกคิดของพระองค์ และนี่เป็นสิ่งที่เราจำเป็นและต้องการอย่างยิ่งเมื่อชีวิตตกอยู่ในภาวะ “ทุกข์ยากหนักใจ” ที่เผชิญกับวิกฤติกดดันจนหาทางออกไม่ได้

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1) ท่านเคยอธิษฐานว่า “ถ้าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์...” หรือ “ถ้าสิ่งนี้เป็นพระประสงค์ของพระองค์...” หรือไม่? ท่านอธิษฐานในสถานการณ์อะไร? ทำไมท่านถึงอธิษฐานเช่นนั้น?

2) แล้วอะไรเกิดขึ้นบ้างเมื่อท่านอธิษฐานเช่นนั้น?

3) ท่านอธิษฐานด้วย “ความกล้าหาญ” “ความถ่อมใจ” หรือ “ด้วยการเปิดใจเปิดชีวิต” แด่องค์พระผู้เป็นเจ้า? เหตุใดท่านถึงอธิษฐานด้วยท่าทีเช่นนั้น?

ใคร่ครวญภาวนา

พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย
ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระองค์
โปรดให้ข้าพระองค์แสวงหาพระประสงค์นั้นเหนือกว่าการแสวงหาสิ่งอื่นใด

ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระองค์
โปรดให้ข้าพระองค์ได้รู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์
เพื่อข้าพระองค์จะได้อธิษฐานในสิ่งที่พระองค์ปรารถนา

ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระองค์
โปรดให้ข้าพระองค์เติบโตขึ้นในการเข้าใจถึงความล้ำลึกแห่งการอธิษฐาน

ในวันนี้ โปรดใช้ชีวิตที่ข้าพระองค์เป็นอยู่เป็นเครื่องบูชา เพื่อรับใช้พระองค์ในสังคมโลกนี้
เพื่อให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่
พระประสงค์ของพระองค์เป็นเช่นไรในสวรรค์
ก็ให้เป็นเฉกเช่นนั้นในแผ่นดินโลกนี้ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

02 ธันวาคม 2554

คำอธิษฐานในภาวะที่กดดัน (1)

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)

ในสองตอนก่อน เราได้ใคร่ครวญถึงชีวิตในภาวะกดดันของพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนี เราเรียนรู้ว่ายิ่งพระองค์ประสบพบกับความทุกข์ยากโศกเศร้ามากเท่าใด พระองค์ยิ่งทุ่มเทชีวิตในการอธิษฐานมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อชีวิตและจิตใจของพระองค์จะไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความชั่วร้าย จิตวิญญาณไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งการทดลอง

ในคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์มีลักษณะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการอธิษฐานของคนยิวในสมัยของพระองค์คือ เมื่ออธิษฐาน พระองค์จะเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” พระองค์ทรงเรียกพระเจ้าว่าเป็นพ่อ ซึ่งคนในสมัยของพระเยซูจะไม่ได้ยินคำอธิษฐานเช่นนี้เลย เพราะคนยิวจะเทิดทูนพระเจ้าไว้อย่างสูงส่งที่ไม่มีใครจะเทียบเคียงกับพระองค์ได้ พระเจ้าของยิวอยู่ที่สูง ห่างไกล แยกออกเฉพาะ เพราะพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ การเรียกพระเจ้าว่าเป็น “พ่อ” หรือ “พระบิดา” จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อประเพณีปฏิบัติของศาสนายิวในเวลานั้น เป็นการ “ยกตนไปเทียบเท่า” พระเจ้าผู้สูงส่งเกินที่ใครจะเอื้อมถึงได้ เป็นการกระทำผิดต่อข้อปฏิบัติที่ผู้นำศาสนายิวกำหนดขึ้น

ทำให้ผมหวลระลึกถึงครั้งเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกของพระองค์อธิษฐาน พระองค์ก็สอนให้สาวกเริ่มต้นอธิษฐานว่า “โอ พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย...” เป็นพระบิดาที่เป็นพระเจ้าผู้สูงสุด “...พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ” ประโยคหลังนี้มิใช่เพียงแต่ฝ่าฝืนประเพณีปฏิบัติของยิวเท่านั้น แต่เป็นการแสดงออกชัดเจนว่า กบฏต่อจักรพรรดิ์ซีซาร์ที่เป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่สูงสุด แต่พระเยซูคริสต์ อธิษฐานต่อพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาและผู้ที่สูงสุดในชีวิตและในโลกจักรวาลนี้

ในเวลาที่ตกอยู่ในภาวะกดดันแห่งชีวิตนอกจากที่พระองค์หันหน้าเข้าใกล้ชิดพระเจ้าแล้ว พระเจ้าของพระเยซูคริสต์เป็นเหมือน “พ่อ” ที่เป็นแหล่งแห่งชีวิตของลูก เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมทุกเมื่อด้วยพระทัยที่รักเมตตากรุณา พระเยซูมั่นใจว่าพระเจ้าพระบิดาจะเอาใจใส่ต่อภาวะวิกฤติกดดันที่เกิดขึ้นในชีวิต และทรงเชื่อในแผนการและการทรงนำของพระบิดา ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงเชิญชวนเราทุกคนที่ชีวิตพบเจอกับความทุกข์โศกเศร้า วิกฤติ ถูกกดดัน ชีวิตเจ็บปวดจากความฉีกขาดภายในชีวิต ให้อธิษฐานต่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งมวลมนุษยชาติ พระบิดาของเราแต่ละคน

ในเวลาใดก็ตาม เมื่อเราประสบกับชีวิตที่รับไม่ไหวกับความเจ็บปวดสุดที่จะทนในชีวิต พบกับสภาพจิตวิญญาณที่ถูกครอบงำกดทับด้วยความโศกเศร้า ในเวลาที่เรารู้สึกไม่อยากเรียกหาพระเจ้า ไม่คุ้นชินที่เรียกพระเจ้าว่าเป็นพ่อได้อย่างเต็มปาก รู้สึกว่าพระเจ้าช่างอยู่ไกลโพ้นจากเราในขณะนี้ พระองค์ไม่เห็นเอาใจใส่เรา ไม่เห็นเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชีวิตที่เรากำลังต้องเผชิญอยู่ ในเวลาเช่นนั้น ขอท่านได้โปรดสงบและมั่นใจที่จะเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” อย่างเช่นที่พระเยซูได้ทำมาแล้ว ให้เราเปิดชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณของเราต่อพระบิดา พ่อของเรา ถึงแม้ว่าเราไม่รู้ หรือ ไม่มั่นใจว่าพระองค์จะจัดการอย่างไรกับชีวิตจิตวิญญาณของเรา แต่ให้เรามั่นใจเถิดว่า พระเจ้าพระบิดาอยู่เคียงข้างเราในเวลาเช่นนี้ และพระองค์อยู่ที่นี่เพื่อชีวิตจิตวิญญาณของเรา และความรักเมตตากรุณาของพระองค์นั้นไม่มีทางที่จะทำให้ชีวิตของเราต้องฉีกขาดอีก

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ในชีวิตที่ผ่านมา ท่านเคยสนทนา พูดคุย กับพระเจ้าด้วยความสนิทสนมเป็นเหมือนพ่อ-ลูกกันหรือไม่?

2. ทำไมท่านถึงทำเช่นนั้น หรือ ทำไมท่านถึงไม่ได้ทำเช่นนั้น?

3. ในเวลาที่ท่านต้องตกอยู่ในภาวะที่ทุกข์ยาก โศกเศร้า ท่านยังสามารถที่จะอธิษฐานอยู่หรือไม่? เพราะเหตุใด?

4. ท่านเชื่อหรือไม่ว่า พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาที่รักท่าน ถึงแม้เป็นการยากที่ท่านจะรู้สึกถึงการทรงสัมผัสด้วยความรักเมตตาของพระองค์ก็ตาม?

ใคร่ครวญภาวนา

โอ พระบิดา... เป็นความมั่นใจ และ รู้สึกสงบเพียงใดที่ข้าพระองค์ได้มี “พระบิดา” อยู่เคียงข้างในยามที่ทุกข์ยาก เจ็บปวดในชีวิต ที่รู้ว่าข้าพระองค์มิได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวตรมตรอมในความทุกข์สิ้นหวัง แต่อยู่ในบ้านที่มีพ่อที่มีจิตใจเมตตาเอาใจใส่ต่อชีวิตของลูกๆ แต่ละคน

ข้าแต่พระเจ้า ในเวลาใดก็ตามที่ชีวิตของลูกตกอยู่ในความเจ็บปวดรวดร้าว กดดันสิ้นทางออก โปรดทรงเรียกและกระตุ้นเตือนให้ลูกคุกเข่าชีวิตและซบหน้าลงกับพื้นเพื่อขอน้อมรับความมั่นใจในชีวิตและความรักเมตตาของพระองค์ เพื่อลูกจะได้มีโอกาสเปิดใจ เปิดชีวิต กับพระองค์อย่างเปิดเผย

ในวันนี้ โปรดให้ข้าพระองค์ไวต่อความรู้สึกของผู้คนที่พบเห็นสัมพันธ์ ที่จะรู้ถึงความรู้สึกทุกข์ยาก เจ็บปวดในชีวิตของเขา และโปรดใช้ชีวิตของข้าพระองค์เป็นสะพานที่เขาจะสามารถเดินข้ามมาสัมผัสกับความรักเมตตาของพระองค์ ข้าแต่พระบิดา บางคนอาจจะยังมีบาดแผลในชีวิตทั้งด้านอารมณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่ฝังใจต่อประสบการณ์ชีวิตในอดีต ที่พ่อคือผู้ทำร้าย ผู้สร้างความเจ็บปวดในชีวิตของเขา โปรดใช้ข้าพระองค์ให้เป็นเครื่องมือแห่งการเยียวยาและปะชุนชีวิตเพื่อเขาจะมีประสบการณ์ใหม่กับ “พระบิดา” ที่จะเป็นพ่อที่รักเมตตาและเคียงข้างชีวิตของเขาต่อไป อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

30 พฤศจิกายน 2554

ชีวิตในภาวะที่กดดัน (2)

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

แล้วพระองค์เสด็จไปจากพวกเขาไกลเท่าระยะหินขว้าง
แล้วทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน
(ลูกา 22:41 ฉบับมาตรฐาน)

จากด้านบนยอดเขามะกอกเทศพระเยซูเดินลงมาที่สวนเกทเสมนี “พระองค์เสด็จไป...ไกลเท่าระยะหินขว้าง แล้วทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน (22:41) สำหรับหมอลูกาแล้วท่านเห็นภาพพระเยซูคุกเข่าลงอธิษฐาน ตามภาษาเดิมในพระคัมภีร์ตอนนี้เขียนไว้ว่า พระเยซูได้คุกเข่าลงบนพื้นดิน แต่มิได้บอกรายละเอียดว่ามีท่าทางเช่นไรในการคุกเข่าลง แต่พระกิตติคุณมาระโกบันทึกไว้ว่า พระเยซู “ซบพระกายลงที่ดิน...” (14:35) ในขณะที่พระกิตติคุณมัทธิวเขียนรายละเอียดไว้ว่าพระเยซู “ซบพระพักตร์ลงถึงดิน...” (26:39) และถ้าเราดูจากภาพวาดตอนที่พระเยซูอธิษฐานในสวนเกทเสมนี เราจะเห็นว่าเป็นภาพที่พระเยซูคุกเข้าข้างหินก้อนใหญ่ด้วย

ส่วนมากแล้ว เมื่อเราอ่านถึงเรื่องราวการอธิษฐานของพระเยซูในสวนเกทเสมนีเรามักจะนึกภาพวาดในเหตุการณ์นี้ของเฮนริค ฮอฟมานน์ (Heinrich Hoffmann) เป็นภาพที่พระเยซูคริสต์กำลังอธิษฐานด้วยท่าทีที่สงบข้างๆ หินก้อนใหญ่ เงยหน้าเพ่งจ้องไปยังฟ้าสวรรค์ และมีลำแสงฉายส่องลงมาบนใบหน้าของพระองค์ ทำให้มีรัศมีแผ่ออกรอบศีรษะของพระองค์ ดูภาพนี้แล้วรู้สึกว่า พระองค์ทรงสงบ มั่นคง พร้อมที่จะตายเพื่อความบาปผิดแห่งโลกนี้

เป็นภาพวาดที่ผมเคยชื่นชอบเมื่อตอนเป็นเด็ก ผมยังจำได้ติดตาตรึงใจว่า เมื่อผมไปเรียนรวีวารศึกษาตอนเป็นเด็กเล็ก คุณครูที่คริสตจักรสะพานเหลืองแจกภาพนี้ขนาดเล็กให้ผมภาพหนึ่ง ผมเก็บภาพนั้นกลับบ้านและรักษาไว้อย่างดี

เมื่อได้อ่านพระกิตติคุณในเรื่องนี้เมื่อเติบโตขึ้น ผมกลับพบว่า ได้มีความรู้สึกและความจริงบางอย่างที่ไม่ปรากฎในภาพวาดที่ผมเคยชื่นชอบตอนเป็นเด็ก ซึ่งเป็นความรู้สึกบนรากฐานความเป็นจริงในความเป็นมนุษย์และความจริงบนรากฐานทางศาสนศาสตร์ ก่อนที่พระเยซูจะแยกตัวออกไปอธิษฐานนั้นได้ตรัสกับสาวกคนสนิทว่า “ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย...” (มัทธิว 26:38) ทั้งในพระกิตติคุณมาระโกและมัทธิวกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ได้ “ซบพระกายและซบพระพักตร์ลงถึงพื้นดิน...” แล้วหมอลูกาเน้นย้ำชัดเจนว่า พระองค์คุกเข่าลงอธิษฐานด้วยจิตใจที่เป็นทุกข์ และยิ่งพระองค์ทุกข์มากแค่ไหน พระองค์ก็ยิ่งอธิษฐานอย่างจริงจัง “เหงื่อของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตเม็ดใหญ่ไหลหยดลงถึงดิน” (22:44) นี่คือความรู้สึกในความเป็นมนุษย์ และนี่คือภาพความจริงของพระเยซูคริสต์ที่ได้บันทึกอยู่ในพระกิตติคุณ

เมื่อเราอ่านพระกิตติคุณอย่างละเอียด และเข้าร่วมในความรู้สึกของพระเยซูคริสต์ เราพบว่า พระองค์เป็นทุกข์อย่างยิ่ง มัทธิวใช้ประโยคที่พระเยซูตรัสว่า “ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย...” เราสามารถสัมผัสรับรู้ได้ถึงความรู้สึกในความเป็นมนุษย์ของพระองค์ เราได้สัมผัสรับรู้ถึงความทุกข์ ภัยคุกคามถึงชีวิตอันน่าสะพึงกลัวที่กำลังคืบคลานใกล้เข้าพระองค์มาทุกที และจากสถานการณ์ชีวิตของพระองค์นี้เองเราจึงมั่นใจได้ว่า พระองค์มิใช่พระเจ้าที่อยู่เหนือความจริงจำกัดในชีวิตของมนุษย์ แต่ตรงกันข้ามพระองค์ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ รับสภาพความทุกข์ยากลำบากและความจำกัดอย่างที่มนุษย์เราท่านต้องประสบพบเจอ ดังนั้น เราจึงมั่นใจได้ว่า พระองค์ทรงเข้าใจถึงความอ่อนแอในชีวิตของเรา ความทุกข์โศกเศร้าที่เราต้องเผชิญ พระองค์ทรงคุ้นเคยกับความทรมานเจ็บปวด พระองค์ทรงประสบมาแล้วด้วยพระองค์เอง และต้องรับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสมากยิ่งกว่าที่เราได้รับในปัจจุบัน


ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1) จากการที่มีโอกาสอ่านพระกิตติคุณในตอนนี้อย่างละเอียดและซึมซับความจริงต่างๆ ในเหตุการณ์นี้ ภาพของพระเยซูคริสต์อธิษฐานในสวนเกทเสมนีในความคิดความรู้สึกของท่านได้เปลี่ยนแปลงเช่นไรบ้าง?

2) พระกิตติคุณตอนนี้ได้ปรับเปลี่ยนการรับรู้เรื่องพระเยซูคริสต์ของท่านอย่างไรบ้าง?

3) ความทุกข์ยาก และ ความโศกเศร้าที่พระเยซูคริสต์ต้องรับ ได้ “ประทับ” หรือ “ฝังใจ” อะไรลงในชีวิตของท่านบ้าง?

4) เมื่อชีวิตของท่านต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก ลำบาก ทุกข์โศกแสนสาหัส สิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ในวันนี้จะมีส่วนเช่นไรในการเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากเหล่านั้น? และมีความแตกต่างอย่างไรบ้างกับการเผชิญหน้าความทุกข์โศกเศร้าในอดีตที่ผ่านมา?


ใคร่ครวญภาวนา

องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ บ่อยครั้งที่อ่านเรื่องราวของพระองค์ในพระคัมภีร์ตอนนี้ ข้าพระองค์มักจะอ่านแบบผิวเผิน ข้ามผ่านสาระ ความรู้สึก และความจริงที่พระองค์ทรงเผชิญและต้องรับในสวนเกทเสมนีในค่ำคืนนั้น ท่ามกลางความกดดันภายในจิตใจ สาวกคนสนิทใกล้ชิดสิ้นสภาพหลับใหลไม่เป็นท่า ปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่ “ลืมตาไม่ขึ้น” พวกเขามีจิตใจที่อยู่ฝ่ายพระองค์ ใจพร้อมที่จะสู้เพื่อพระองค์ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดัน พวกเขาไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร หมดแรงกายสิ้นพลังใจ หมดความสามารถที่จะควบคุมสภาพชีวิตของตนเอง

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ในวิกฤติชีวิตขณะที่ความตายกำลังคืบคลานเข้าใกล้ทุกที ข้าพระองค์ขอรีบฉวยโอกาสในเวลานี้คุกเข่าชีวิตลงต่ำสุดถึงพื้นดินเพื่ออธิษฐาน ขอใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์ ขอซบหน้าแห่งชีวิตลงบนพื้นดินนั้นเพื่อวางชีวิตที่จำกัดและอ่อนแรงลงบนพระบาทของพระองค์ เพื่อเทความทุกข์โศกแห่งชีวิตที่ได้รับลงต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์อย่างไม่ปิดบังและอับอายต่อพระองค์ ยิ่งจิตใจของข้าพระองค์ทุกข์โศกปวดร้าวแค่ไหนข้าพระองค์ขอ “ซบชีวิตลงอธิษฐาน” ต่อพระองค์มากขึ้นแค่นั้น เพื่อข้าพระองค์จะรอดพ้นจากอำนาจแห่งความชั่วร้ายที่จะเข้ามาครอบงำและกดดันภายในชีวิตของข้าพระองค์ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของมัน

ในภาวะความเจ็บปวดและโศกเศร้าในชีวิตเช่นนี้ โปรดช่วยข้าพระองค์ได้เห็นและเรียนรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของข้าพระองค์ แม้ว่าพระประสงค์นั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว เกินกว่าชีวิตของข้าพระองค์จะรับได้ในเวลานั้น โปรดควบคุมและป้องกันชีวิตของข้าพระองค์ให้อยู่ในพระหัตถ์แห่งพระเมตตาคุณของพระองค์

ท่ามกลางความกดดัน บีบคั้น และชีวิตภายในที่ฉีกขาดปวดร้าว โปรดประทานจิตใจที่สงบ จิตวิญญาณที่มั่นคงเข้มแข็ง ที่ยืนหยัดชีวิตแห่งสัจจะความจริงได้ด้วยพระกำลังและการทรงชูช่วยจากพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถเดิน “แบกกางเขน” เคียงข้างพระองค์ไปจนถึงสุดที่หมายปลายทางที่โกละโกธา เพื่อพระองค์จะทรงใช้ชีวิตข้าพระองค์ในพระราชกิจของพระองค์ให้สำเร็จตามพระประสงค์แห่งการเสริมสร้าง “ชีวิตใหม่” ของสังคมโลกใบนี้ใน “เช้าวันใหม่” ที่ความตายไม่สามารถที่จะครอบงำชีวิตมนุษยชาติต่อไป

รังสีความยิ่งใหญ่เป็นของพระองค์แต่ผู้เดียว บัดนี้ และตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

28 พฤศจิกายน 2554

ชีวิตในภาวะที่กดดัน (1)

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านกิตติคุณลูกา 22:39-46

แล้วพระองค์เสด็จไปจากพวกเขาไกลเท่าระยะหินขว้าง
แล้วทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน
(ลูกา 22:41 ฉบับมาตรฐาน)

สวนเกทเสมนีเป็นสวนที่อยู่เชิงเขามะกอกเทศ จนถึงปัจจุบันนี้สวนนี้ยังมีบรรยากาศสงบร่มรื่น ปกคลุมด้วยพันธุ์ไม้เก่าแก่ เช่นต้นมะกอกเทศ ถึงแม้ตามประวัติศาสตร์บริเวณนี้จะเคยถูกทำลายล้างผลาญจากกองกำลังของโรมที่ยกมาล้อมกรุงเยรูซาเล็มก่อนที่จะทำลายกรุงได้สำเร็จในปี ค.ศ. 70 ก็ตาม แต่ในปัจจุบันยังมีต้นไม้ปกคลุมอย่างมากมาย เชื่อว่าต้นไม้เก่าแก่เหล่านี้งอกใหม่จากรากเดิมของต้นที่ถูกทำลาย

ลูกา 22:39-46 บันทึกถึงการอธิษฐานที่เกิดการต่อสู้ภายในจิตใจด้วยความทรมานปวดร้าวของพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนีเพียงสั้นๆ แท้จริงแล้วหมอลูกาไม่ได้เอ่ยถึงชื่อสวนเกทเสมนีด้วยซ้ำ กล่าวเพียงว่า ที่ที่พระเยซูไปอธิษฐานนั้น “ไกลเท่าระยะทางหินขว้าง” แต่ที่เรารู้ว่าเป็นสวนเกทเสมนีเพราะในพระกิตติคุณมาระโก 14:32 ได้บันทึกรายละเอียดนี้ไว้ ผู้ที่เคยไปเยี่ยมชมสถานที่นี้เล่าว่า สวนเกทเสมนีอยู่ที่เชิงเขามะกอกเทศ จากการบันทึกของหมอลูกาสันนิษฐานได้ว่า พระเยซูและสาวกคงมาที่ภูเขามะกอกเทศบ่อยครั้ง อาจจะเป็นที่ที่พระเยซูคริสต์ใช้เป็นที่พูดคุย บ่มเพาะ เสริมสร้างสาวกของพระองค์ และที่แน่นอนคือเป็นที่ที่อธิษฐานของพระเยซูและสาวกของพระองค์ด้วย ในลูกา 22:39 บันทึกไว้ว่า “พระองค์เสด็จออกไปที่ภูเขามะกอกเทศตามเคย...” แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะครั้งนี้มิได้เป็นการอธิษฐานอย่างที่เคย แต่พระเยซูคริสต์แยกตัวออกไปอธิษฐานจริงจังด้วยความทุกข์สุดกำลัง ทรงเทกายเทใจเทชีวิตของพระองค์ออกมาต่อหน้าพระพักตร์พระบิดา “เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์ พระองค์ก็ยิ่งทรงอธิษฐานอย่างจริงจัง...” (ลูกา 22:44 ฉบับมาตรฐาน)

ในปัจจุบันนี้สวนเกทเสมนียังเป็นสวนที่สงบเงียบแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเสียงอึกทึกครึกโครมของบรรยากาศในกรุงเยรูซาเล็มที่เป็นอยู่ ท่ามกลางความสงบเงียบ ที่ภายในชีวิตจิตใจของพระเยซูคริสต์กำลังทุกข์และเจ็บปวดอย่างที่สุด ภาพของความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ความเจ็บปวดและทรมานที่ถูกตรึงบนกางเขน และซ้ำร้ายกว่านั้น การที่จะต้องถูกทอดทิ้งจากสาวก คนสนิทใกล้ชิด คนที่พระองค์ไว้วางใจ และถูกแยกออกจากพระบิดา

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย
เมื่อท่านอ่านถึงสภาพการณ์ชีวิตในตอนนี้ของพระเยซูคริสต์

1) ท่านคิดถึงสถานการณ์ช่วงใดในชีวิตของท่านที่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ใจแสนสาหัส กังวล สับสน กดดัน เจ็บปวดลงลึกในชีวิตและจิตใจของท่าน?

2) เมื่อท่านต้องเผชิญกับวิกฤติชีวิตในครั้งนั้น ท่านได้ทำอะไร และอย่างไรบ้างในเวลานั้น?

3) สำหรับพระเยซูแล้ว พระองค์คุกเข่าลงอธิษฐาน เมื่ออ่านถึงการอธิษฐานในครั้งนี้ของพระเยซูคริสต์ได้จุดประกายความเข้าใจอะไรบ้างสำหรับท่าน?

4) ท่านคิดเห็นและรู้สึกเช่นไรกับการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนีครั้งนี้?

5) ท่านได้บทเรียนอะไรบ้างจากการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์? และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของท่านได้อย่างไร?

6) ท่านคิดว่า สาวกของพระเยซูคริสต์รู้สึกหรือไม่ว่า วิกฤติกำลังคืบคลานเข้ามา? ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกเช่นนั้น?

7) มีบางครั้งที่ชีวิตของท่านต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติ แต่ชีวิตกลับเป็นเหมือนสาวกของพระเยซูคริสต์ที่ “หลับใหลไม่ได้สติ” หรือไม่? ถ้าท่านเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ ทำไมชีวิตตอนนั้นของท่านถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น?

บทใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่พระเจ้า เมื่อชีวิตของข้าพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับความกดดัน ปวดร้าวแสนสาหัส โปรดกระตุ้นเตือนข้าพระองค์ให้ตระหนักว่า การหันหน้าเข้าหาพระองค์ การคุกเข่าลงสนทนาปรึกษาและระบายความในใจต่อพระองค์เป็นทางเลือกที่ล้ำค่าในภาวะชีวิตกดดันเช่นนี้

เมื่อใดก็ตาม ที่ข้าพระองค์หาทางออกจากความกดดันในชีวิตไม่ได้ เมื่อต้องสูญเสียพลังชีวิต จนชีวิตตกอยู่ในสภาพที่หมดแรง อ่อนล้า สิ้นหวัง และ ที่สำคัญที่ชีวิตอยู่ในสภาพที่สิ้นคิด จนชีวิตต้องตกอยู่ในสภาพที่หลับใหลไม่ได้สติเช่นสาวกของพระคริสต์ โปรดปลุกข้าพระองค์ให้ตื่นขึ้นที่จะเข้าใกล้ชิดกับพระองค์

ในวันนี้ โปรดให้ข้าพระองค์มีความไวต่อความรู้สึกของเพื่อนรอบข้าง เพื่อนที่ว้าเหว่ สิ้นหวัง เพื่อนบ้านที่มีชีวิตตกอยู่ในภาวะกดดัน เจ็บปวดด้วยบาดแผลในชีวิต โปรดทรงใช้ข้าพระองค์เป็นเครื่องมือของพระองค์ ที่จะช่วยให้เขาได้คุกเข่าชีวิตลง อธิษฐานปรึกษา และ ระบายความในใจกับพระองค์ เพื่อเขาจะได้กำลัง ความกล้า และอดทนที่จะเผชิญฝ่าฝันวิกฤติชีวิตของเขาด้วยพระกำลังจากเบื้องบน

เพื่อเขาและข้าพระองค์จะได้สัมผัสกับพระหัตถ์แห่งความรักเมตตาของพระองค์ เพื่อทั้งเขาและข้าพระองค์จะได้เรียนรู้ว่าพระองค์มีพระประสงค์เช่นใดในชีวิตของข้าพระองค์แต่ละคน แล้วขอให้ทั้งเขาและข้าพระองค์สามารถดำเนินชีวิตตามพระประสงค์นั้นจนสำเร็จเป็นรูปธรรม

ดั่งเช่นพระเยซูคริสต์ ที่ได้รับพระประสงค์ของพระบิดาที่สวนเกทเสมนี และ เดินไปบนเส้นทางแห่งกางเขน สู่จุดสุดยอดที่ภูเขากะโหลกศีรษะ และสำเร็จเป็นรูปธรรมในรุ่งอรุณวันอาทิตย์ที่พระคริสต์ได้นำชีวิตใหม่มาสู่มวลชน อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
098-2628-310