แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นมัสการพระเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นมัสการพระเจ้า แสดงบทความทั้งหมด

10 เมษายน 2560

เรากำลัง...นมัสการพระเจ้า หรือ นมัสการรูปเคารพ?

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีคือ “นิสัย”

นิสัยคือพฤติกรรมที่คน ๆ นั้นทำอย่างคุ้นชิน   บ่อยครั้ง ทำโดยไม่จำเป็นต้องคิดไตร่ตรอง   บ่อยครั้งที่ทำเพราะพลังของจิตใต้สำนึก   เมื่อนิสัยเป็นสิ่งที่เรากระทำด้วยความคุ้นชินเช่นนี้   หลายครั้งเราจึงทำอะไรต่อมิอะไรโดยไม่ต้องถามตนเองว่า “ทำไมถึงคิด ถึงทำเช่นนั้น?”   น่าอันตรายคือ “นิสัย” กลายเป็นตราประทับว่า  สิ่งที่ทำนั้นถูกต้องควรทำโดยไม่จำเป็นต้องคิดทบทวนใคร่ครวญอะไร   และแย่ยิ่งกว่านั้น นิสัยมีอิทธิพลต่อการขีดกรอบคิด/กล่องคิด หรือ มุมมองของเราในเรื่องต่าง ๆ  ที่ไม่แตกต่างไปจากความคุ้นชินของเราทำใช่ไหม?   ดังนั้น เมื่อทำอะไรเป็นนิสัยจึงเป็นความยากที่เราจะเปิดใจรับสิ่งใหม่ถึงแม้สิ่งใหม่จะมีความสำคัญแค่ไหนก็ตาม

ทุกวันนี้  เราเข้าร่วมนมัสการพระเจ้าด้วยความคุ้นชินสิ่งต่าง ๆ ที่เราทำมาเป็น “นิสัย” หรือไม่?   ถ้าใช่  นั่นกำลังเป็นสัญญาณบอกถึงอันตรายในการนมัสการพระเจ้าของเรา

การนมัสการพระเจ้าอย่างคุ้นชิน   เกิดจากประสบการณ์และนิสัยที่ถูกหล่อหลอมจนตกตะกอนเป็นนิสัยของแต่ละคน และ เป็น “นิสัยร่วม” ของกลุ่มคนที่มานมัสการพระเจ้าร่วมกัน   คนกลุ่มนี้จึงคุ้นชินกับวิธีการนมัสการที่เคยทำกันมาและยากที่จะเปลี่ยนแปลง   เพราะเขาเชื่อว่านี่เป็นวิธีที่เป็นสัจจะถูกต้อง!   เป็นการนมัสการพระเจ้าไปตามขั้นตอนวิธีการที่กำหนดมาแล้ว   ทำตามที่ผู้นำได้เตรียมและได้นำ   และขอตั้งข้อสังเกตว่า   การนมัสการพระเจ้าที่ว่านี้มิได้พุ่งล้นจากภายในจิตใจ ความคิด ส่วนลึกของชีวิตของผู้คนที่นมัสการพระเจ้า

ทั้ง ๆ ที่ “หัวใจของการนมัสการมิใช่เพลง ดนตรีที่ใช้  เครื่องเสียง และ สไตล์การนำนมัสการ และ การเทศนาของผู้นำ  แต่เป็นเรื่องของ “จิตใจ” และ “ความคิด” และ ทั้งชีวิตที่ชื่นชมยินดีด้วยความยำเกรงในองค์พระเยซูคริสต์” 

Matt Redman ซึ่งเป็นนักประพันธ์เพลงนมัสการ และ ผู้นำนมัสการในคริสตจักร   ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในคริสตจักรที่เขาร่วมนมัสการพระเจ้าว่า   ผู้เข้าร่วมนมัสการพระเจ้าคุ้นชินจนติดยึดกับบทเพลงที่ใช้   ประเภทเพลงที่เลือกร้อง   วิธีการร้องเพลง และเครื่องดนตรีที่ใช้ในการนมัสการพระเจ้า   ตลอดจนเครื่องเสียงที่ใช้ในพระวิหารของคริสตจักรแห่งนั้น   ศิษยาภิบาลของคริสตจักรแห่งนี้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะนำสมาชิกในคริสตจักรของตนให้นมัสการพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้องแท้จริง   แทนที่จะหลงจากทางในการนมัสการพระเจ้า  ไปนมัสการ “รูปเคารพ” คือ ประเภทเพลง  วิธีร้องเพลง  วิธีอธิษฐาน  วิธีนำเพลง  เครื่องดนตรี  เครื่องเสียง สไตล์การนำนมัสการ และ การเทศนา ฯลฯ

ศิษยาภิบาลแห่งนี้ได้ปรึกษา ตกลง และ นำคริสตจักรแห่งนี้ให้เข้าสู่การนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริงด้วยการงดการใช้เครื่องดนตรีต่าง ๆ   ไม่กะเกณฑ์รูปแบบการนำนมัสการ   การอธิษฐาน และ การร้องเพลง   แต่ให้สมาชิกแต่ละคนนมัสการ อธิษฐาน และ ร้องเพลงจาก “ชีวิต จิตใจ และ ความนึกคิด” ของตนที่ต้องการยกย่องนมัสการพระเจ้าให้เป็นที่หนึ่งในชีวิตของตน และ ของชุมชนคริสตจักร   ให้ทุกคนหันความคิดจิตใจและชีวิตของตน   ทิ้งทุกสิ่งที่เกาะกุมชีวิต ความคิด และ จิตใจที่นมัสการพระเจ้าออกไป   กลับมาติดสนิทใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์ในการนมัสการพระเจ้า

ในการนมัสการพระเจ้าของคริสตจักรแห่งดังกล่าว   ศิษยาภิบาลท้าทายให้ทุกคนในที่นมัสการพระเจ้า  เป็นผู้ที่เข้าร่วมในการยกย่อง นมัสการ และขอบพระคุณพระคุณของพระเจ้า   มิใช่ “ผู้ชม”  “ผู้แสวงหาเพื่อบริโภคพระคุณ”  แต่เข้ามาร่วมนมัสการพระเจ้าด้วยชีวิต ความคิด จิตใจที่ต้องการใกล้ชิดผูกพันชีวิตตนกับพระเจ้า ศิษยาภิบาลต้องการให้สมาชิกทุกคนเข้ามาร่วมในฐานะ “ผู้ที่ยกย่องนมัสการพระเจ้า” จากชีวิตจริงของตน   มิใช่ผู้เข้าร่วม “ชม” “มีอารมณ์ร่วม” อย่างกับไปชมคอนเสิร์ท หรือ การแสดง   จากการที่งดใช้เครื่องดนตรี เครื่องเสียง และ การเข้าร่วมตามสไตล์ที่กำหนด  สมาชิกร้องเพลงนมัสการพระเจ้าด้วยปากเปล่าของแต่ละคนร่วมกัน   สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์และบทเรียนล้ำค่าสำหรับทุกคนที่เข้าร่วมนมัสการพระเจ้า   ประสบการณ์และบทเรียนชีวิตการนมัสการพระเจ้าในครั้งนี้เป็นพลังที่เปลี่ยนแปลง “นิสัย” “ความคุ้นชิน” การนมัสการแบบเดิม ๆ ไปสู่การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยอห์น 4:24)   ตามที่พระคริสต์ประสงค์ให้สาวกของพระองค์ทุกคนนมัสการพระเจ้าเช่นนั้น

ชุมชนคริสตจักรแห่งนี้ได้รับประสบการณ์ เรียนรู้  และเกิดมุมมองใหม่ว่า  พระคริสต์ทรงเป็นแก่นหลักศูนย์กลางของการนมัสการ   ที่ผู้เข้าร่วมนมัสการทุกคนยกย่องพระเจ้าจากส่วนลึกก้นบึ้งแห่งจิตใจ ความคิด และ ความรู้สึกของตนต่อพระเจ้า   และนี่คือหัวใจของการนมัสการที่ปรากฏเป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรม  และย้อนกลับเป็นพลังหนุนเสริมการดำเนินชีวิตของผู้เข้าร่วมนมัสการทุกคน

เราไม่ปฏิเสธการมีเครื่องดนตรีชั้นเยี่ยม   นักดนตรีมืออาชีพ  นักร้องเสียงทอง  มือกลองจังหวะหนักแน่น  คณะนักร้องที่ประสานไพเราะ   ผู้นำเพลงที่เข้าถึงอารมณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดีทั้งนั้น   แต่ในการนมัสการพระเจ้าต้องการสิ่งดีกว่านั้นคือ  จิตใจ และ ความคิดที่ถ่อมลงต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า  ที่ซ้องสรรเสริญถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงมีในชีวิตของแต่ละคนในเวลาที่ผ่านมา   รับการทรงสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   รับการทรงเปิดเผยและทรงชี้นำชีวิตข้างหน้าของเราแต่ละคน   การนมัสการเป็นเรื่องของจิตวิญญาณและความจริง  ด้วยจิตใจและความคิดทั้งสิ้นทั้งชีวิต

ความสำคัญของการนมัสการพระเจ้าจึงมิใช่สิ่งสรรพที่สำคัญภายนอก   ไม่ใช่เครื่องดนตรี  กลองชุดราคาหลายหมื่น  เครื่องเสียงไมโครโฟนราคาหลายแสน  คณะนักร้องที่ประสานไพเราะ คนนำนมัสการที่เข้าถึงอารมณ์   การร้องเพลงและอธิษฐานที่เปี่ยมด้วยพลัง นักเทศน์ที่มีชีวิตชีวา  ที่เทศน์ได้จับใจ  ขอให้เราไม่ติดยึดกับสิ่งภายนอกเหล่านี้  ถ้าเรายึดว่าสิ่งเหล่านี้คือการนมัสการพระเจ้า หรือ นำเราเข้านมัสการพระเจ้าแล้ว   เรากำลังกราบไหว้รูปเคารพ  เรากำลังเทิดทูน “วัวทองคำ” แทนพระเจ้าที่ทรงเป็นเจ้าชีวิตของเรา

ให้เราหันกลับมานมัสการพระเจ้า   ด้วยจิตใจที่สารภาพ  ด้วยความคิดที่หันกลับมาหาพระเจ้า    ให้เราเข้าร่วมนมัสการพระเจ้า  มิใช่ร่วมในพิธีนมัสการเท่านั้น   ไม่ใช่แค่ถวายทรัพย์สิ่งของเท่านั้น  แต่มอบทั้งชีวิตและจิตใจแด่พระองค์   มิใช่แค่ร้องซ้องสรรเสริญเสียงดัง  หรือ  ร่วมในการอธิษฐานออกเสียงดังกระหึ่มและเปี่ยมด้วยพลังเท่านั้น   แต่ก้มกราบถ่อมทั้งชีวิต จิตใจ และ ความคิดของเราต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า  ให้เราฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสแก่เราด้วยใจจดจ่อ   เพราะนั่นเป็นพระประสงค์ของพระองค์สำหรับชีวิตเราแต่ละคน   ที่ทรงต้องการให้เราดำเนินชีวิตประจำวันตามพระประสงค์นั้น   และนั่นคือการนมัสการพระเจ้าด้วยชีวิตจิตใจ   ที่มิได้นมัสการพระองค์จำกัดในโบสถ์ ในพระวิหารเท่านั้น   แต่เรานมัสการพระองค์ในพื้นที่ชีวิตประจำวันทุกเวลา และ ทุกบริบท

ระวังที่จะไม่ให้การนมัสการของเราเป็นการนมัสการรูปเคารพ  แทนการนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้   ให้เรานมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง   และนมัสการพระองค์ด้วยจิตใจ ความคิดและชีวิตทั้งสิ้นในชีวิตประจำวัน   ที่เป็นการนมัสการด้วยการดำเนินชีวิตในทุกสถานการณ์ และ บริบท


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 ธันวาคม 2554

การนมัสการพระเจ้าในภาวะที่กดดัน

เตรียมรับเสด็จพระคริสต์ภายในชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทย

อ่านพระกิตติคุณลูกา 22:39-46

ข้าแต่พระบิดา
ถ้าพระองค์พอพระทัยขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์
แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์
(ลูกา 22:42 อมตธรรม)

จากการมีโอกาสร่วมกับทีมวิจัยของคณาจารย์วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี ลงสนามวิจัยในคริสตจักรบริบทที่หลากหลายแตกต่าง สิ่งหนึ่งที่พบว่าเหมือนกันคือ ทุกคริสตจักรเน้นความสำคัญของพันธกิจในเช้าวันอาทิตย์คือการนมัสการพระเจ้าประจำสัปดาห์ (นมัสการพระเจ้าอาทิตย์ละครั้งหรือ สี่ครั้งในคริสตจักรชาติพันธุ์) เป็นกิจกรรม หรือ พิธีกรรมที่มีคนมาร่วมมากที่สุดในแต่ละสัปดาห์เมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมอื่นๆ

สิ่งที่พบมากในหลายๆ คริสตจักรที่ลงไปทำวิจัยคือ ทุกคนให้ความสำคัญกับ “พิธี” การนมัสการพระเจ้า บางคริสตจักรเน้นความสำคัญที่จะต้องจัดระเบียบนมัสการให้ถูกต้อง บางคริสตจักรกลับปล่อยตามอิสระที่สมาชิกแต่ละคนจะแสดงออก บางคริสตจักรเน้นเรื่องการร้องเพลงสรรเสริญ เช่น ในคริสตจักรของพี่น้องชาติพันธุ์ ที่มีของประทานในการร้องเพลงประสานเสียงสรรเสริญพระเจ้า คริสตจักรเหล่านี้จะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเป็นชีวิตจิตใจ และก็พบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการฟังพระวจนะของพระเจ้า และดูเหมือนว่านี่คือโอกาสครั้งเดียวสำหรับสมาชิกในการฟังพระวจนะในหนึ่งสัปดาห์

การนมัสการพระเจ้าเป็นเรื่องที่เขาทำกันในโบสถ์ในพระวิหารของพระเจ้า แต่การนมัสการพระเจ้าในชีวิตส่วนตัว ในชีวิตครอบครัว ในชีวิตการงานเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่อยู่ห่างไกลจากความเข้าใจของสมาชิกส่วนใหญ่ ยิ่งการนมัสการที่มีความหมายถึงการที่มีพระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นต้น เป็นใหญ่ในการดำเนินชีวิตของผู้ที่เชื่อดูแล้วคงเป็นไปได้ยากในชีวิตสมาชิกส่วนมากเกือบทุกคริสตจักรที่เราไปสัมผัสมา

หัวใจของการนมัสการพระเจ้า เราพบเห็นได้จากพระเยซูคริสต์ในสวนเกทเสมนี พระองค์คุกเข่า ถ่อมตัวลง ซบหน้าลงกับพื้นดิน และที่สำคัญคือเปิดชีวิตจิตใจแก่พระเจ้าอย่างไม่มีสิ่งใดปิดบังซ่อนเร้น พระองค์ทูลต่อพระบิดาอย่างจริงใจ ปรึกษาพระบิดาแบบเปิดเผยตรงไปตรงมา ถ้วยแห่งความทุกข์ยาก เจ็บปวด ความตายและการถูกแยกจากพระบิดาถ้วยนี้ขอพระเจ้าเอาออกไปได้ไหม มีทางเลือกอื่นไหม

สิ่งสำคัญกว่าการเปิดใจอย่างไม่มีเงื่อนไขนี้คือ การยืนยันว่า พระบิดาเป็นเอกเป็นใหญ่ที่สุดในชีวิตของพระเยซู คือพระประสงค์ของพระเจ้ามาก่อนความต้องการของข้าพระองค์ การที่ตัดสินใจเช่นนี้ได้นั้น ผู้นั้นต้องมอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นแด่พระเจ้า เพื่อให้พระองค์ใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทูลพระบิดาว่า แต่ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา มิใช่เป็นไปตามความต้องการของพระองค์เอง

หัวใจของการนมัสการพระเจ้าคือ การที่ผู้นมัสการได้มอบถวายชีวิตทั้งชีวิตแด่พระเจ้า ยอมตนให้พระองค์ทรงครอบครอง ควบคุม และทรงใช้ตามพระประสงค์ของพระบิดา

ในภาวะวิกฤติ ภาวะกดดันในชีวิต เป็นโอกาสที่เราจะนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง ในภาวะกดดันในชีวิตเป็นเครื่องตรวจสอบตัวเราว่าแท้จริงแล้วเรานมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือเรากำลังนมัสการบูชาตนเอง หรือเรากำลังกราบไว้นมัสการสิ่งอื่น

ในเทศกาลเตรียมรับเสด็จ และ คริสต์มาส เราท่านกำลังนมัสการพระเจ้าอย่างพระเยซูคริสต์หรือไม่?

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญและอภิปราย

1. ท่านเคยคิดว่าการนมัสการคือการที่ท่านมอบกายถวายชีวิตที่ท่านมีอยู่ให้เป็นของพระเจ้าหรือไม่?

2. ในสถานการณ์เช่นไรบ้างที่เรานมัสการพระเจ้า?

3. สำหรับท่านแล้ว เวลานมัสการพระเจ้าคือโอกาสที่ท่านจะยอมตนและถวายชีวิตแด่พระเจ้าหรือไม่ อย่างไร?

4. ท่านเห็นว่าภาพของพระเยซูในสวนเกทเสมนีช่วยให้ท่านเข้าใจการที่ท่านจะนมัสการพระเจ้าอย่างไรบ้าง?

5. ในเทศกาลเตรียมรับพระประสงค์ของพระคริสต์ และ การบังเกิดของพระองค์ ท่านได้นมัสการพระเจ้าแบบไหน?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอบพระคุณสำหรับแบบอย่างการนมัสการที่ทรงพลังที่ได้สำแดงในเวลาวิกฤติในสวนเกทเสมนี ขอบพระคุณที่ทรงสอนด้วยแบบอย่างการนมัสการของพระองค์ที่มอบถวายชีวิตทั้งสิ้นแด่พระบิดา ด้วยการยอมตนทุกอย่างให้เป็นไปตามพระประสงค์ ข้าพระองค์ขอ “ถอดมงกุฎแห่งความยะโสโอหัง” ความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ของตนเองออกต่อเบื้องหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า

โปรดช่วยข้าพระองค์ให้นมัสการพระองค์ในทางที่ถูกต้องเยี่ยงพระคริสต์ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์กล้าที่จะปลดแอกออกจากการครอบงำการนมัสการตามประเพณีที่ส่งทอดกันมา และ ประเพณีนิยมตามกระแสทันสมัย แต่มีเสรีที่จะนมัสการพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริง ด้วยเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่คือชีวิตของข้าพระองค์ที่เป็นอยู่ และโปรดปลดปล่อยข้าพระองค์ให้หลุดออกและเป็นไทจากโซ่ตรวนแห่งการนมัสการพระองค์เฉพาะเช้าวันอาทิตย์ แต่มีชีวิตที่นมัสการทุกวัน ทุกกิจกรรมชีวิต ด้วยความเต็มใจและถ่อมใจ ด้วยความกระหายหาการได้ใกล้ชิดกับพระองค์

ข้าพระองค์ขอสยบยอมต่อพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

05 เมษายน 2554

การนมัสการพระเจ้าเช้าวันอาทิตย์

ผมมีโอกาสตีวงสนทนากันกับศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง มัคนายก และสมาชิกคริสตจักรรวมกันประมาณ 10 คนโดยไม่ได้ตั้งใจ หลังจากการพูดคุยกันสักพักหนึ่ง หัวข้อที่สนใจพูดคุยกันกลับเป็นเรื่องการนมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์ และนี่คือคำถามและความคิดเห็น และ สรุปข้อสังเกตจากการสนทนาในวันนั้น

1. การนมัสการพระเจ้าของเราในแต่ละสัปดาห์มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลหรือไม่ อย่างไร?

แท้จริงแล้วการนมัสการพระเจ้าของพวกเรานั้นประสบกับความล้มเหลวและบรรลุผลสำเร็จ เราไม่เคยมุ่งมั่นตั้งใจและทุ่มเทอย่างเต็มกำลังที่จะให้การนมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์ทำให้คริสตจักรของเราเจริญเติบโต ดังนั้น เราจึงไม่ต้องล้มเหลวในประการนี้เพราะเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ที่เราประสบความล้มเหลวเพราะ เราได้สูญเสียผู้ที่รับเชื่อในคริสตจักรของเราเหมือนถุงก้นรั่ว ที่ผิดพลาดเพราะคริสตจักรมัวแต่ให้ความสนใจกับการบริหารจัดการพันธกิจคริสตจักรแบบการตลาด(ที่เน้นจำนวนคนที่มานมัสการพระเจ้า แต่ไม่เอาใจใส่คุณภาพชีวิตคริสเตียนของสมาชิก)

2. คุณคิดว่า “ผู้เชื่อ”ในยุคทันสมัยนี้ เข้ามาร่วมนมัสการพระเจ้าเพื่อที่จะให้ หรือ เพื่อที่จะได้รับ?

แท้จริงแล้วหลายต่อหลายคริสตจักรในปัจจุบันนี้กระทำต่อสมาชิกของตนในฐานะผู้รับ คือคริสตจักรพยายามสรรหาโปรแกรม รายการ กิจกรรมต่างๆ ในการนมัสการพระเจ้าให้เป็นที่พึงพอใจของสมาชิกที่มานมัสการพระเจ้า ไม่ว่าจะด้านดนตรีที่ถูกคอผู้มานมัสการในยุคปัจจุบัน และรูปแบบการนมัสการที่สอดคล้องกับรสนิยมและความต้องการของผู้มานมัสการพระเจ้าในคริสตจักร

แต่ก็ก่อเกิดความขัดแย้งเพราะผู้คนที่มานมัสการพระเจ้ามีภูมิหลัง วัย สถานภาพ และมาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนที่มานมัสการพระเจ้าได้อย่างทั่วถึง

ในยุคที่การท่องเที่ยวเฟื่องฟูขึ้นสมอง คริสตจักรที่พอมีอันจะกินก็จะจัด “มิชชั่นทัวร์” เพื่อชีวิตสมาชิกจะได้ไปต่างถิ่น พบสิ่งใหม่ๆ พบคนใหม่ ๆ และคริสเตียนในต่างแดน แต่ขาดและพร่องที่จะใช้โอกาสในการรับใช้ในพระนามของพระคริสต์ตามศักยภาพความสามารถที่แต่ละคนมีอยู่ สิ่งที่ได้คือความตื่นตาตื่นใจสักพักหนึ่ง แล้วก็เย็นชาหายไปเมื่อกลับมาอยู่ในชีวิตคริสตจักรสภาพเดิม

การนมัสการพระเจ้ากลับกลายเป็นโอกาสสร้างเสริมความบันเทิงจิตใจ แต่หลงลืมหรือเว้นว่างการที่จะนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณด้วยการมีชีวิตที่รับใช้และแบ่งปัน

3. เราบ่งชี้ความเข้มแข็งของชีวิตคริสตจักรที่จำนวนสมาชิกที่มาร่วมนมัสการพระเจ้า หรือ คุณภาพชีวิต คริสเตียนของผู้ที่มาร่วมนมัสการพระเจ้า?

เรามักใช้ขนาดหรือจำนวนของผู้คนที่มาร่วมนมัสการพระเจ้าเป็นตัวบ่งชี้ความเข้มแข็งของคริสตจักร ในความเป็นจริงจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นอาจจะเป็นตัวบ่งชี้ความเข้มแข็งของคริสตจักรก็ได้ ถ้าคริสตจักรนั้นๆ ช่วยให้ผู้คนมาร่วมนมัสการพระเจ้าพบกับคุณค่าความหมายของชีวิตในพระเยซูคริสต์

แต่ถ้าคริสตจักรที่มีผู้มาร่วมนมัสการจำนวนมากขึ้นเพราะ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ ให้ความบันเทิงสร้างความรู้สึกสบายใจ หรือเพราะคริสตจักรนี้กำลัง “ดัง” ในช่วงนี้ หรือไม่ก็เพราะศิษยาภิบาลเทศนาเก่ง แต่สิ่งเหล่านี้มิได้เสริมสร้างคุณภาพชีวิตคริสเตียน หรือ คุณภาพชีวิตในพระเยซูคริสต์ ด้วยการติดสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้าให้มีชีวิตที่เข้มข้นขึ้น และมีความรักเมตตากรุณา เป็นชีวิตที่ให้และแบ่งปันเยี่ยงพระคริสต์เพิ่มขึ้น

แม้คริสตจักรนั้นจะมีผู้คนล้นอาคารโบสถ์จนต้องขยายตัวอาคารทางปีกซ้าย-ขวา ก็มิได้บ่งชี้ว่าชีวิตคริสตจักรนี้เข้มแข็ง และการนมัสการพระเจ้าที่ทำอยู่ได้เสริมชีวิตจิตวิญญาณในเข้มแข็งในพระคริสต์

4. การนมัสการพระเจ้าในคริสตจักรของเราเป็นเหมือนเดิม ดีกว่าเดิม หรือแย่กว่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับการนมัสการพระเจ้าเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา?

หลายคริสตจักรอาจจะตอบว่า การนมัสการพระเจ้าของเราก็เหมือนเดิม เพราะเรายังนมัสการพระเจ้าที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น การนมัสการพระเจ้าของเราก็ไม่เปลี่ยนแปลง บ้างอาจจะตอบว่า การนมัสการพระเจ้าในคริสตจักรของตนดีขึ้น เพราะได้มีการปรับเปลี่ยนให้การนมัสการพระเจ้าให้มีชีวิตชีวา ตื่นเต้น เร้าใจขึ้นในหลายด้าน ส่วนบางคริสตจักรอาจจะตอบว่า การนมัสการพระเจ้าในคริสตจักรของตนแย่ลง เพราะการนมัสการพระเจ้าของเราก็ทำเป็นพิธี หรือ เป็นเพียงศาสนพิธี การนมัสการมิได้หยั่งรากลงลึกด้วยชีวิตจิตวิญญาณที่แท้จริง ขาดความคิดสร้างสรรค์

น่าสังเกตว่า การประเมินการนมัสการพระเจ้าของเรามักติดยึดอยู่กับรูปแบบการนมัสการ ความคุ้นชินที่เคยทำมา บรรยากาศและความตื่นเต้น บ้างยึดติดกับการประกอบพิธีกรรม “ที่ถูกต้อง” และบ้างติดยึดอยู่กับกฎระเบียบในลัทธินิกายของตนยึดถือ จึงไม่แปลกใจที่ความเชื่อศรัทธา และ การดำเนินชีวิต คริสเตียนมิใช่การเปลี่ยนแปลงและได้รับพลังจาก “ชีวิตภายใน” ที่เริ่มต้นด้วยการหยั่งรากปักฐานความเชื่อศรัทธาบนพระวจนะของพระเจ้า

5. “ความเป็นเลิศ” ยังเป็นระบบคุณค่าในคริสตจักรของเราอยู่หรือไม่?

“ความดีเลิศ” มักถูกมองในรูปของความดีพร้อมสมบูรณ์ ทั้งในการประพฤติปฏิบัติ หรือ การกระทำในสิ่งต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้กำลังลดหดตัวลงในคริสตจักรสมัยใหม่

แต่ความสมบูรณ์พูนพร้อมที่ว่านี้มีความหมายที่กว้างไกลกว่าเดิมคือ การกระทำอย่างตั้งใจ อย่างเจตนา มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ความปรารถนาถึงคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์พูนครบในแผ่นดินของพระเจ้าที่ไม่แปรปรวนเปลี่ยนแปลง

คริสตจักรจะต้องฟื้นฟู ปฏิสังขรณ์ระบบคุณค่านี้ขึ้นใหม่ โดยเริ่มต้นที่ให้ทุกคนที่เข้าร่วมในการนมัสการพระเจ้าได้สัมผัสกับระบบคุณค่าแห่งแผ่นดินของพระเจ้าด้วยประสบการณ์จากการนมัสการพระเจ้าในคริสตจักร

6. เปรียบเทียบกับ 25 ปีที่ผ่านมา การนมัสการของคริสตจักรน่าสนใจมากขึ้น หรือ น่าสนใจน้อยลง สำหรับผู้คนที่ยังไม่ได้เชื่อศรัทธาในพระเจ้า

ถ้าจะกล่าวถึงคริสตจักรที่มีการดึงดูดความสนใจของผู้คนนั้น บ่อยครั้งเรามักหลงไปสร้างความสนใจเกี่ยวกับโปรแกรม ทำกิจกรรมตามกระแสความสนใจของผู้คน

แต่ประเด็นหนึ่งที่ชุมชนคริสตจักรดึงดูดความสนใจของผู้คนคือ ชุมชนคริสตจักรที่มีชีวิตความสัมพันธ์เป็นครอบครัวที่เอาใจใส่ ห่วงใย และเอื้ออาทรต่อกันและกัน (ชุมชนที่รักซึ่งกันและกัน) แท้จริงแล้วนี่คือคุณภาพชีวิตคริสตจักรลักษณะหนึ่งที่พระคริสต์ได้ระบุชัด

การนมัสการพระเจ้าของชุมชนคริสตจักรมิใช่การประกอบศาสนพิธีเพื่อให้พระเจ้าพอใจ แล้วก็ไม่เหมือนกับการประชุมหมู่บ้าน ไม่ใช่การประชุมสมาชิกเครดิตยูเนี่ยน และก็ไม่ใช่การประชุมสัมมนาของผู้เสนอขายสินค้าของแอมเวย์ หรือ มิสทีน

แต่การนมัสการพระเจ้ามีความหมายที่ลุ่มลึกและกว้างไกลกว่านั้นคือ เรามานมัสการพระองค์เพราะชีวิตของเราอยู่ภายใต้การครอบครองของพระองค์ เราเข้ามานมัสการพระเจ้าเพราะการที่ชีวิตของเราจะเจริญ เติบโตขึ้นในพระคริสต์นั้นเราต้องพึ่งกำลัง อำนาจจากพระองค์ในการทรงเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ เรานมัสการพระองค์เพื่อเราจะได้ออกไปกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ เราเข้ามานมัสการพระองค์เพราะเราต้องการขอบพระคุณ และ เทิดทูนพระองค์ผู้สูงสุดสำคัญสุดในชีวิตของเราแต่ละคน และทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของชีวิตที่ร่วมกันเป็นคริสตจักร

แต่สิ่งที่น่าห่วงใยในปัจจุบันคือ การนมัสการพระเจ้าในปัจจุบัน อาจจะมีพลังและประสิทธิภาพในการเสริมสร้างชีวิตในพระเยซูคริสต์ของผู้เข้าร่วมนมัสการได้น้อยที่สุด !

แต่สิ่งน่าห่วงมากกว่านั้นก็คือ จากการวิจัยชีวิตและพันธกิจคริสตจักรของวิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี มหาวิทยาลัยพายัพ เราพบว่า สมาชิกส่วนมากไม่ว่าในคริสตจักรชาติพันธุ์ คริสตจักรชนบท คริสตจักรชานเมือง และคริสตจักรเมืองใหญ่ในสภาคริสตจักรต่างคาดหวังว่า ชีวิตคริสเตียนของตนจะเจริญ เติบโต เข้มแข็ง และเกิดผลจากการเลี้ยงดูด้วยคำเทศนาในการนมัสการพระเจ้าเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น !