แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาจากไหน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาจากไหน แสดงบทความทั้งหมด

23 กันยายน 2562

เป้าหมายชีวิตฉัน...มาจากไหน?

เราท่านต่างเห็นความสำคัญว่าชีวิตนี้ต้องมีวัตถุประสงค์ ต้องมีเป้าหมาย  

แต่เกิดคำถามเสมอว่า แล้วฉันจะไปหาวัตถุประสงค์ หรือ เป้าหมายชีวิตฉันจากที่ไหน?

ณ วันนี้ ท่านมีวัตถุประสงค์อะไร มีเป้าหมายอะไรในชีวิต? แล้วท่านหาพบสิ่งนี้ได้จากที่ไหน?   ในฐานะคริสตชน อะไรคือวัตถุประสงค์ในชีวิต? แล้วเราจะหาพบได้ที่ไหนบ้าง?

การค้นหาให้พบวัตถุประสงค์ในชีวิตของเรา เป็นเรื่องของกระบวนการชีวิต มิได้ “เหตุการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต” แต่เป็นกระบวนการชีวิตที่ขับเคลื่อนพัฒนาไปจนเกิดความชัดเจนในวัตถุประสงค์ และ เป้าหมายในชีวิตเราแต่ละคน และที่สำคัญยิ่งคือ เรามี “ฐานเชื่อกรอบคิด” (Mindset) ในเรื่องนี้ว่าอย่างไร

ฐานเชื่อกรอบคิด 1:  “ไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากเป็นอยากมี”
คริสตชนเชื่อว่า ชีวิตของเราแต่ละคนพระเจ้าทรงสร้าง พระองค์ทรงสร้างให้เรามีความสัมพันธ์และผูกพันกับพระองค์ และสร้างเราให้มีความสัมพันธ์และความผูกพันกับเพื่อนมนุษย์ ดังนั้น  วัตถุประสงค์ และ เป้าหมายชีวิตของเราจึงไม่ได้มาจากสิ่งที่ “ฉันอยากมีอยากเป็น” แต่ฐานเชื่อกรอบคิดในเรื่องนี้คือ  พระเจ้าผู้สร้างเราอย่างมีจุดประสงค์และเป้าหมาย

ฐานเชื่อกรอบคิด 2:  “เป็นสิ่งที่พระผู้สร้างใส่ในชีวิตของแต่ละคน”
พระเจ้าสร้างเราแต่ละคนให้เป็นผู้ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ หรือ “อัตลักษณ์” ของเราแต่ละคน   ดังนั้น แต่ละคนได้รับมอบหมายให้มีความรับผิดชอบ/ความสามารถพิเศษที่จะทำในบางสิ่งบางเรื่องในชีวิตของเราแต่ละคน เป็นพลังชีวิตพิเศษที่เราจะใช้ในความสัมพันธ์กับคนอื่นในชุมชน  และธรรมชาติแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้าง พระเจ้ามักใช้ความเจ็บปวดในชีวิตเราแต่ละคนเพื่อนำแต่ละคนให้ไปยังพระประสงค์สำหรับชีวิตของคน ๆ นั้น และนี่เป็นเหมือน “พระลิขิตชีวิตฉัน”

ดังนั้น ให้เราแต่ละคนค้นหาให้พบว่า อะไรคือสิ่งดี ๆ พิเศษ เฉพาะที่มีอยู่ในชีวิตเรา สิ่งที่เราตระหนักชัดว่าชอบที่จะทำ เรามีความสุขเพลิดเพลินในการทำสิ่งนั้นจนลืมเรื่องเวลาที่ล่วงเลยไป และนี่คือร่องรอยที่เราสามารถตามหา “อัตลักษณ์” และ “วัตถุประสงค์เฉพาะ” ในชีวิตของเรา

ฐานเชื่อกรอบคิด 3:  “สิ่งที่ท้าทายเรา”
สิ่งที่ท้าทาย เหตุการณ์/สถานการณ์ที่ท้าทาย คือโอกาสและเครื่องมือที่เราแต่ละคนใช้ขุดค้นหา “วัตถุประสงค์ หรือ เป้าหมายในชีวิต” ของตน เช่น ชุมชนถูกภัยธรรมชาติโหมกระหน่ำ ไฟป่ากำลังลุกลามอย่างรุนแรง เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งกำลังเกิดปัญหาครอบครัว หรือ แรงงานจากพม่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างในพื้นที่ และ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายที่เราพบประสบเจอ และนี่คือโอกาสที่เราจะพิจารณาอย่างสงบสุขุม และอาจจะเลือกเข้าไปมีส่วนร่วมทุกข์ร่วมสุขในชีวิต หรือ ในสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อเป็นโอกาสที่เราจะค้นหาว่า “เรามีความสุขใจ และ มีของประทาน หรือ ศักยภาพ หรือ ความสามารถ ที่จะรับมือและจัดการในเรื่องนั้นไหม? และ มีศักยภาพหรือของประทานใดที่เราสามารถพัฒนาให้เป็นความสามารถและความชำนาญได้

คริสตชนเชื่อว่า เมื่อพระเจ้าใส่ “วัตถุประสงค์ หรือ เป้าหมายชีวิต” ใดในชีวิตเรา พระองค์จะประทายศักยภาพ ความสามารถที่ใช้ในการรับมือจัดการในเรื่องนั้นในชีวิตของเรา เพื่อเราสามารถจะทำได้ ความท้าทายในชีวิต จึงเป็นโอกาสที่เราจะค้นพบวัตถุประสงค์ หรือ เป้าหมายในชีวิตของเราแต่ละคน

ฐานเชื่อกรอบคิด 4:  “ยิ่งทุ่มแรงยิ่งหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตของตน”
คริสตชนเชื่อว่า เมื่อเรากระทำสิ่งใดในชีวิตที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์จะให้เกิดผลดีในชีวิตของเรา เพราะในฐานะคริสต์ชนเราไม่ได้ทำเพื่อ “บรรลุความสำเร็จ” หรือ “ปัญหาได้รับการแก้ไข” เท่านั้น แต่เราต้องการมีชีวิตที่ตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีสำหรับชีวิตของเรา และเรารู้ว่าเป็นวัตถุประสงค์และเป้าหมายสำหรับชีวิตของเราเมื่อยิ่งเราทุ่มแรงทุ่มใจทำในสิ่งนั้นเรื่องนั้น เรายิ่งมีระดับพลังชีวิตที่สูงขึ้น เรามั่นใจว่านั่นคือ วัตถุประสงค์ หรือ เป้าหมายชีวิตของเรา

ฐานเชื่อกรอบคิด 5:  “เป็นอาหารจากเบื้องบนที่หล่อเลี้ยงชีวิตจิตวิญญาณของเรา”
คริสตชนเรามีความเชื่อว่ การที่เราทำอะไรก็ตามในชีวิตประจำวัน ที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า  ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์และเป้าหมายในชีวิตของเรา สิ่งที่เรากระทำนั้นเป็น “อาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตจิตวิญญาณของเรา” พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “อาหาร​ของ​เรา​คือ​การ​กระทำ​ตาม​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา และ​ทำ​ให้​งาน​ของ​พระ​องค์​สำเร็จ​” (ยอห์น 4:34 มตฐ.)

ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วย ผู้บริหาร คนงาน  ครู/อาจารย์  พ่อค้า  พนักงาน  เกษตรกร  ศิษยาภิบาล พ่อ แม่ และ ฯลฯ   ที่ใช้หน้าที่การงานของตนเพื่อทำให้เกิดสิ่งดีมีคุณค่าขึ้นในชีวิตผู้คน ประสบการณ์เหล่านี้ที่เป็น “อาหาร” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตจิตวิญญาณของเรา

“เพราะ​ว่า​เรา​เป็น​ฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​เพื่อให้​ประกอบการ​ดี ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ดำริ​ไว้​ล่วงหน้า​เพื่อให้​เรา​กระทำ” (เอเฟซัส 2:10 มตฐ.)​

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


11 มกราคม 2559

พลังขับเคลื่อนชีวิตประจำวันของเรามาจากไหน?

อะไรคือตัวดูดพลังชีวิตของเราไป?
บางคนบอกว่า ความห่วงกังวล  ความกลัว   ความรู้สึกผิดในชีวิต 
บ้างก็บอกว่าความขมขื่นในชีวิต 
แต่ในที่สุดเราต่างเห็นพ้องต้องกันว่า 
ตัวดูดพลังชีวิตของเราที่น่ากลัวที่สุดคือ  ความรู้สึกอ่อนเปลี้ยสิ้นแรงที่มีในชีวิต

ชีวิตที่อ่อนเปลี้ยสิ้นแรง   ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา(ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนักอะไรเลย)
ไม่สามารถทำงานที่รับผิดชอบให้สำเร็จลุล่วงทันเวลา   รู้สึกว่าตนกำลังเจ็บป่วยไม่สบาย

แล้วความรู้สึกอ่อนเปลี้ยสิ้นแรงในชีวิตเกิดขึ้นมาอย่างไร?
พบว่า...เราพยายามควบคุมนาวาชีวิตของเราด้วยกำลัง  ปัญญา และความสามารถของตนเอง
ในที่สุดพบคำตอบว่า   ที่เราอ่อนเปลี้ยหมดแรงในชีวิตเพราะเราแยกตัวออกจากพระเจ้า
เราไม่ได้เปิดชีวิตประจำวันของเราให้พระเจ้าเข้ามาทำพระราชกิจในชีวิตของเรา

ดังนั้นเราจึงไม่สามารถรับพลังชีวิตเสริมเพิ่มจากพระเจ้าได้
เมื่อเราอ่อนเปลี้ยหมดแรง   เราจึงไม่สามารถดำเนินชีวิตสำเร็จตามเป้าหมาย
ชีวิตที่ไม่เปิดรับให้พระเจ้าเข้ามาทำงานในชีวิตของเรา   เราจะได้รับพลังเสริมเพิ่มในชีวิตได้อย่างไร?
เตาปิ้งขนมปังถ้าไม่เสียบปลั๊กรับกระแสไฟฟ้ามันจะให้ความร้อนปิ้งขนมปังได้อย่างไร?
เครื่องโทรทัศน์ไม่เสียบปลั๊กรับพลังไฟฟ้ามันจะมีภาพให้ชมได้อย่างไร?
เครื่องดูดฝุ่นที่ไม่ได้เสียบปลั๊กมันจะทำหน้าที่ดูดฝุ่นทำความสะอาดได้อย่างไร?
ชีวิตเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ชีวิตต้องมีพลัง   เราต้องเปิดชีวิตประจำวันของเรารับพลังจากเบื้องบน

พระธรรมอิสยาห์ 40:29 กล่าวไว้ว่า...
“พระ​องค์​ประ​ทาน​กำ​ลัง​แก่​คน​อ่อน​เปลี้ย
และ​ผู้​ไม่​มี​พลัง​นั้น​พระ​องค์​ทรง​ให้​มี​เรี่ยวแรง​มาก”  (มตฐ.)

เรามีความจำเป็นและต้องการพลังชีวิตมากกว่าที่เราคิด   เปาโลยืนยันว่า
“ข้าพเจ้า​เผชิญ​ได้​ทุก​อย่าง​โดย​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เสริม​กำ​ลัง​ข้าพเจ้า”
(ฟิลิปปี 4:13 มตฐ.)

ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้   มิใช่การคิดแบบบวก   และก็ไม่ใช่การเสริมพลังใจในเชิงจิตวิทยา   ความจริงก็คือเราไม่สามารถที่จะเสริมสร้างพลังชีวิตตนเองด้วยความคิดของเราเอง  แต่นี่เป็นพลังเสริมหนุนจากเบื้องบน

แล้วพลังชีวิตที่จะรับมือกับความว้าเหว่  
พลังชีวิตที่จะรับมือกับความเครียดเมื่อชีวิตกอยู่ภายใต้ความกดดันด้านต่างิๆ  
พลังชีวิตที่จะจัดการกับความรู้สึกผิด  รู้สึกกลัว  ความรู้สึกเบื่อหน่าย 
ความรู้สึกขมขื่น  และความรู้สึกว่าตนไม่มีใครต้องการ  
พลังชีวิตที่จะรับมือกับเศรษฐกิจที่ล่มสลายในชีวิตประจำวัน  
พลังชีวิตที่จะรับมือกับวิกฤติที่เกิดขึ้นในชีวิต   และ
พลังชีวิตจากไหนที่เราจะใช้รับมือและจัดการกับสัมพันธภาพในแต่ละวัน?
  
เราจะจัดการรับมือกับสิ่งเหล่านี้ในชีวิตด้วยพลังชีวิตจากที่ไหน?
พลังหนุนเสริมพลังชีวิตในตัวเรามาจากไหน?

ไม่มีแหล่งพลังชีวิตที่เที่ยงแท้ที่อื่นใดเลย  
นอกจากพลังชีวิตจากพระเจ้าที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เราแต่ละวันได้
เมื่อเรายอมเปิดชีวิตของเรารับพระเจ้าให้มาทำงานในชีวิตประจำวันของเรา
และนี่คือหนทางที่มาของพลังชีวิตจากเบื้องบน

เมื่อเราท่านเปิดชีวิตให้พระเจ้าเข้ามาทำงานในชีวิตประจำวันของเรา 
นั่นคือทางที่เราจะได้รับเสริมเพิ่มพลังชีวิตจากการทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา

เมื่อใดก็ตามในวันนี้   ถ้าเรารู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
ให้เราเปิดชีวิตจิตใจของเรา  ทูลขอพระเจ้าโปรดเข้ามา  และ
ทำงานตามพระประสงค์ในชีวิตของเรา
นั่นคือแหล่งพลังขับเคลื่อนชีวิตประจำวันของเราที่เที่ยงแท้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 มกราคม 2559

พลังความหวังในชีวิตมาจากไหน?

จากบทคิดข้อเขียนครั้งก่อน  ที่กล่าวถึง “ใหม่สด ทุกเช้า จากพระเจ้า”   ที่กล่าวถึงความรักมั่นคงที่ไม่หยุดยั้ง  และพระกรุณาของพระเจ้าที่ไม่มีสิ้นสุด   ที่มีมาถึงเราทุก ๆ เช้าของวันใหม่ (เพลงคร่ำครวญ 3:22-23)   ผู้ประพันธ์บทเพลงนี้กล่าวถึงความรักเมตตาและพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่มิสามารถหาสิ่งใดเปรียบได้   เป็นพระคุณที่ไม่สามารถจะนับและจดจำได้อย่างครบถ้วน

เราท่านและคริสตชนมักคัดลอก หรือ กล่าวถึงพระคัมภีร์สองข้อนี้โดด ๆ แต่แท้จริงแล้วนี่เป็นประสบการณ์ชีวิตของผู้ที่ตกทุกข์ระกำลำบาก เรียกว่าสูญเสียซึ่งทุกอย่าง เป็นประสบการชีวิตที่ขยาดเข็ดเคี้ยวอย่างเคี้ยวกรวด   จมอยู่ในกองทุกข์อย่างชีวิตจมจ่อมคลุกอยู่ในขี้เถ้า ชีวิตพบแต่ความทุกข์ลำบากจนลืมไปแล้วว่าสันติสุขมันเป็นอย่างไรกันแน่  สูญเสียศักดิ์ศรีและความหวังในชีวิต เป็นประสบการณ์ที่ขมขื่นอย่างบอระเพ็ด จิตใจมีแต่ความหดหู่   แล้วผู้ประพันธ์บอกกับเราว่า ที่เขายังกล่าวถึงเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้ได้ เพราะเขามีความหวัง (ดู เพลงคร่ำครวญ 3:16-21)

ท่ามกลางความทุกข์ระทมขมขื่นและสูญเสียทุกอย่างแต่เขากลับมีความหวัง? เป็นไปได้อย่างไรที่ท่ามกลางความสิ้นหวังและสูญเสียทุกอย่างแล้วยังมีความหวังอีก? ความหวังนี้มาจากที่ไหนกันแน่?

แน่นอนครับ ความหวังของผู้ประพันธ์เพลงคร่ำครวญบทนี้มิได้มาจากสถานการณ์แวดล้อมในชีวิตของเขา   ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอดทน หรือ ความคาดหวังเชิงบวกในความคิดของเขา   มิใช่เขาคาดหวังในสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ที่ใจของเขาอยากให้เกิดขึ้น

แต่ความหวังในชีวิตประจำวันของเขาท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ถูกเนรเทศไปอยู่ต่างแดน ในฐานะเชลยศึก ทาสรับใช้ของประเทศมหาอำนาจ ความหวังของเขายังมีพลังในชีวิตจิตใจของเขาได้เพราะ   ประสบการณ์ชีวิตของเขายืนยันตั้งมั่นคงว่า พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความรักมั่นที่ไม่เคยหยุดยั้ง และพระกรุณาธิคุณของพระองค์ก็ไม่เคยหมดสิ้นไม่ว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม และเขามีประสบการณ์แล้วว่าทุกเช้าทุกวันพระเจ้าทรงมี “สิ่งใหม่” สำหรับชีวิตของเราในแต่ละวัน ประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้เองที่บ่มเพาะก่อเกิดความหวังในชีวิตของเขา

พระเมตตาคุณของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเราอย่างไร้เงื่อนไขนี้เอง เป็นแหล่งพลังแห่งความหวังของเราทุกวัน   ความหวังของท่านในวันนี้มาจากไหน?   เป็นพลังชีวิตจากอะไรหรือใคร?

ปีใหม่ เดือนใหม่  วันใหม่แต่ละวัน   เรามิได้มีความหวังเพราะสถานการณ์แวดล้อม   หรือเพราะเราสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ มิใช่คิดบวกแล้วชีวิตจะดีขึ้น   แต่ที่เรามีความหวังในชีวิตไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นไรได้นั้น  เพราะพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณของพระเจ้า   จงมั่นใจเถิดว่า วันนี้ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญผ่านพบกับอะไร  ใคร  หรือสถานการณ์อย่างไร   ความรักมั่นคง และ พระกรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่กับเรา และ พระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์ในชีวิตของเราไม่หยุดยั้ง และ ไม่สิ้นสุด   ความเที่ยงตรง สัตย์ซื่อของพระองค์นั้นคือพลังแห่งความหวังในชีวิตของเรา

ในวันนี้   เราท่านจะได้รับการทรงเสริมสร้างใหม่จากพระเจ้า  ไม่ว่าชีวิตต้องผ่านพบเหตุการณ์ สถานการณ์เช่นไรก็ตาม ขอให้เราเริ่มต้นวันใหม่วันนี้ด้วยการใคร่ครวญบทเพลงคร่ำครวญ 3:16-23 ด้วยจิตภาวนา และเปิดรับการทรงเสริมสร้างจากพระเจ้าด้วยพระปัญญา และ พระราชกิจที่กระทำในชีวิตของเราในวันนี้

16 พระองค์​ทรง​ให้​ฟัน​ข้าพเจ้า​เคี้ยว​ก้อน​กรวด   พระองค์​ทรง​ให้​ข้าพเจ้า​หมอบ​ใน​กอง​ขี้เถ้า
17 ​ชีวิต​ข้าพเจ้า​ขาด​สันติ​สุข   จน​ข้าพเจ้า​ลืม​ว่า​ความสุข​เป็น​อย่างไร
18 ​ข้าพเจ้า​จึง​ว่า “ศักดิ์ศรี​ของ​ข้าพเจ้า​สูญ​ไป​แล้ว   ทั้ง​ความหวัง​ของ​ข้าพเจ้า​ใน​พระ​ยาห์​เวห์​ด้วย”

19 การ​คิดถึง​ความ​ทุกข์​ยาก​และ​การ​พลัด​บ้าน​ของ​ข้าพเจ้า   เป็น​บอระเพ็ด​และ​ของ​ขม
20 ​ข้าพเจ้า​ยัง​คิดถึง​เนือง ๆ และ​จิตใจ​ข้าพเจ้า​ก็​หด​หู่

21 ​ข้าพเจ้า​หวน​คิด​เรื่อง​นี้​ขึ้นมา​ได้   เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า​จึง​มี​ความหวัง
22 ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​ไม่​เคย​หยุดยั้ง   และ​พระ​กรุณา​ของ​พระองค์​ไม่​มี​สิ้นสุด
23 ​เป็น​ของใหม่​ทุก​เวลา​เช้า  ความ​เที่ยงตรง​ของ​พระองค์​ใหญ่​ยิ่ง​นัก
(เพลงคร่ำครวญ 3:16-23 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

24 กันยายน 2557

หนี้มาจากไหน?

ทุกวันนี้การเป็นหนี้สามารถเห็นได้อย่างดกดื่นมากมาย   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หนี้ที่ไม่ควรจะเป็น”  ถ้าเราค่อย ๆ ย้อนรอยสาวลึกถึงรากเหง้าของการเป็นหนี้   เราจะพบว่า “หนี้” เป็นเรื่องของ “จิตใจ” (ความคิด  ความรู้สึกและการตัดสินใจ)   บางคนเคยสรุปว่า หนี้เกิดขึ้นจากเหตุผลทางด้านจิตวิทยาและอารมณ์

แต่ผมเห็นว่า “หนี้” เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ  เพราะเป็นเรื่องของ “ความเชื่อ” (ที่เราไม่รู้เท่าทันว่านั่นเป็นเรื่องความเชื่อ)   และเป็นเรื่องของการหลอกล่อ และ เรื่องของการทดลองและสงครามทางจิตวิญญาณด้วย

อิทธิพลของการโฆษณาชวนเชื่อและกลยุทธทางการตลาด

ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาและใช้กลยุทธทาง “การโฆษณาชวนเชื่อ” และ “การตลาดที่กระตุ้นให้อยากและโลภ”   ซึ่งเราจะพบข้อมูลความจริงว่า  บริษัทขายสินค้าชั้นนำหลายแห่งที่ทุ่มงบโฆษณาอย่างมหาศาลที่จะโน้มน้าวผู้คนให้ตัดสินใจซื้อสินค้าของตน   ยิ่งเป็นสินค้าที่ไม่ใช่ความจำเป็นยิ่งต้องทุ่มการโฆษณา และการวางกลยุทธในการโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อทำ “สงครามเย็นทางจิตใจ” ของผู้คน   เพื่อจะเอาชนะให้คนตัดสินใจซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องมีต้องใช้  และการตัดสินใจซื้อ “สินค้าราคาแพง” ที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องเสียเงินมาก ๆ เช่นนั้น   และบ่อยครั้งที่ต้องโฆษณายั่วยุจนบางคนตัดสินใจซื้อสินค้าด้วยการใช้เงินล่วงหน้า (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีเงินจำนวนนั้น)  ในกรณีนี้จึงเป็นการสร้างหนี้อย่างชัดแจ้ง!

หนี้จึงเป็นสิ่งที่เป็นผลจาก “จิตใจ และ จิตวิญญาณของเรา” ว่า   เราจะรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก และ การตัดสินใจของเราในการจับจ่ายใช้สอยเงินทองมากน้อยแค่ไหน?

อิทธิพลของเพื่อนฝูงสังคมต่อระบบคุณค่าในตัวเรา

บ่อยครั้งอิทธิพลของกระแสวัตถุนิยมในสังคมที่มาจากกลุ่มเพื่อนที่อยู่รอบข้างชีวิตเรา   ไม่ว่าในที่ทำงาน  ในคริสตจักร  หรือ บ้านใกล้เรือนเคียง   ตลอดจนกลุ่มเพื่อนฝูงใกล้ชิดที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจของเราว่า  การครอบครองอะไรบ้างที่ทำให้เรามีความสำคัญและคุณค่า   เราจะต้องต่อสู้กับสงครามเย็นในทางจิตใจในเรื่องระบบคุณค่า  จากอิทธิพลของกระแสวัตถุนิยมที่มุ่งมีอำนาจเหนือกรอบคิด กรอบเชื่อระบบคุณค่าและความหมายในจิตใจของเรา   และนี่ก็เป็นอีกประการหนึ่งที่ชี้ชัดว่า “หนี้” เป็นเรื่องของจิตวิญญาณของเราแต่ละคนด้วย

ต้นเหตุของความรู้สึกถึงความสำคัญและความมีคุณค่าในตนเองเพราะการที่ได้ครอบครองสิ่งของเหล่านั้น   มิได้อยู่ในตัวของวัตถุสิ่งของ   แต่อยู่ที่ “จิตใจ” ของเราที่จะให้คุณค่าและความสำคัญของเราไปขึ้นอยู่กับอะไรบางอย่างต่างหาก   แล้วนำสู่การตัดสินใจซื้อสิ่งเหล่านั้นทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องมีเลย   หรือทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีเงินที่จะซื้อในสิ่งนั้น  จนต้องใช้เงินล่วงหน้า   และนี่คือที่มาของการเป็นหนี้

หนี้จึงมาจากจิตใจ และ จิตวิญญาณของเรา  ที่เราแต่ละคนจะต้องคิด การรู้เท่าทันความรู้สึกของตน   ที่นำสู่การตัดสินใจแล้วลงมือปฏิบัติของเราว่าจะสร้างหนี้หรือไม่ต่างหาก

อิทธิพลจากความคิดเรื่องรางวัลสำหรับชีวิต

ท่านเคยซื้อสิ่งของบางอย่างเพื่อเป็นการให้รางวัลแก่ตนเอง  เพราะตนได้ทำงานหนักที่ผ่านมาหรือไม่?   จากผลการวิจัยพบว่า  ผู้คนส่วนมากในทุกวันนี้ทำงานหนักในงานที่ตนเองไม่ชอบ   แต่พยายามอดทนทำเพื่อที่จะได้ค่าจ้างเงินเดือน   แล้วก็ใช้เงินที่ได้จากการทำงานหนักนั้นไปซื้อวัตถุสิ่งของที่มีการโฆษณาชวนเชื่อ หรือ ใช้กลยุทธทางการตลาด   หรือไม่ก็ไปซื้อสิ่งของที่ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มเพื่อนฝูงและสังคมว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่จะเพิ่มคุณค่าและความหมายแก่ตัวของเรา   และบางครั้งก็ไปซื้อสินค้าราคาแพงที่เป็นสินค้า “แบรนด์เนม” เพียงเพราะต้องการมีระดับให้ดูดีในสังคมและในสายตาของคนรอบข้าง

การใช้เงินซื้อหาสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิตที่เป็นการวิ่งล่าไปตามกระแสสังคม   และเป็นการไขว่คว้าสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะของตนตามอิทธิพลกระแสสังคม   และอีกหลายคนยังซื้อสิ่งเหล่านั้นด้วยเงินล่วงหน้า   ทั้งสิ้นนี้เพราะอยู่ที่ “จิตใจ” คือความคิด ความรู้สึก การตัดสินใจที่นำสู่การกระทำที่มีแนวโน้มสูงในการสร้างหนี้ในชีวิต

แท้จริงแล้วหนี้เกิดจาก “จิตใจ และ จิตวิญญาณ” ของเราเองอย่าไปโทษคนหรือสถานการณ์รอบข้างเลย
อยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรกับอิทธิพลกระแสสังคม และ สถานการณ์ที่กระตุ้นยั่วยุให้เราเป็นหนี้?
เราจะมีความเข้มแข็งทางใจที่จะไม่สร้างหนี้ให้กับชีวิตของตนเองอย่างไร?                     
ท่านคิดเห็นอย่างไรกับความคิดที่ว่า  เรื่อง “หนี้” เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ?

อิสยาห์กล่าวกับประชาชนว่า
“...ทำไม​พวกเจ้า​จึง​ใช้​เงิน​กับ​สิ่ง​ที่​ไม่​ใช่​อา​หาร?
และ​ใช้​ค่าจ้าง​กับ​สิ่ง​ที่​ไม่​อิ่ม​ใจ?...”
(อิสยาห์ 55:2 มตฐ.)
ปัญญาจากสุภาษิตกล่าวว่า
“มี​ทรัพย์​น้อย​แต่​มี​ความ​ยำ​เกรง​พระ​ยาห์​เวห์
ก็​ดี​กว่า​มี​ทรัพย์​มาก​แต่​มี​ความ​วิตก​กังวล​อยู่​ด้วย”
(สุภาษิต 15:16 มตฐ.)
พระเยซูคริสต์ตรัสว่า
เพราะ​ว่า​ชีวิต​สำ​คัญ​ยิ่ง​กว่า​อาหาร และ​ร่าง​กาย​สำ​คัญ​ยิ่ง​กว่า​เครื่อง​นุ่ง​ห่ม
(ลูกา 12:23 มตฐ.)

ท่าน​อย่า​เสาะ​หา​ว่า​จะ​กิน​อะไร​ดี​หรือ​จะ​ดื่ม​อะไร และ​อย่า​มี​ใจ​กัง​วล
เพราะ​ว่า​พวก​ต่าง​ชาติ(สังคม)​ทั่ว​โลก​เสาะ​หา​สิ่ง​เหล่า​นี้​ทั้ง​หมด
แต่​ว่า​พระ​บิดา​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทรง​ทราบ​แล้ว​ว่า​ท่าน​ต้อง​การ​สิ่ง​เหล่า​นี้
แต่​จง​แสวง​หา​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​สิ่ง​เหล่า​นี้​ให้
(ลูกา 12:29-31 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499