29 กรกฎาคม 2554

เราจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้

ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้
เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือ
จะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง
ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้”
(ลูกา 16:13)

ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้
เขาย่อมชังนายข้างหนึ่งและรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือ
ภักดี(ต่อ) คนหนึ่งและดูหมิ่นอีกคนหนึ่ง
ท่านไม่อาจรับใช้พระเจ้าและเงินทอง(พร้อมกันได้)
(อมตธรรม, ลูกา 16:13, ตัวเอนในวงเล็บเพิ่มโดยผู้เขียน)

พระคัมภีร์ข้อนี้ทำให้คริสเตียนไทยหลายต่อหลายคนรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจลึกๆ ตั้งแต่ศาสนาจารย์ยันสมาชิกสามัญธรรมดาในคริสตจักร บ่อยครั้งต้องนั่งลงแล้วพยายามหาเหตุผลข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่มิใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่สำคัญ อย่างที่ปากเราพูด โดยเฉพาะบนธรรมาสน์ และ ในโบสถ์ หรือในวงนมัสการพระเจ้าและการเรียนพระคัมภีร์ ความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจในเรื่องนี้เกิดขึ้นเด่นชัดในความเชื่อและจิตใจของคริสเตียนแต่ละคน เพราะในใจของเราแล้วเราต้องการรับใช้พระเจ้า แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ต้องการเงินทอง ที่เราต้องการเงินเพราะเงินสามารถบันดาลสิ่งต่างๆ มากมายในชีวิตแก่เรา ทำให้เรามีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น ทำให้ชีวิตของเราตื่นเต้นน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และจะด้วยรู้ตัวหรือไม่ก็ตามที่หลายคนติดแหงกกับเงินเพราะเงินนั้นให้อำนาจแก่คนใช้เงินที่สามารถควบคุม สั่งการ และอยู่เหนือคนอื่นได้!

การที่เราจะตกลงเป็นทาสรับใช้ของเงินทองนั้นมิได้หมายความว่าเราต้องมีเงินทองมากมาย(ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวน) ความจริงแล้ว คนที่มีเงินทองน้อยนิดกลับตกเป็นทาสของเงินทองเมื่อเราต้องการมุ่งหาเงินทองจำนวนมากขึ้น การตกเป็นทาสของเงินทองจึงไม่ขึ้นอยู่กับว่า เรายากดีมีจน แต่เป็นการง่ายยิ่งที่ชีวิตของเราจะลื่นไถลลงสู่การเป็นทาสรับใช้เงินทอง

คริสเตียนส่วนมากแสวงหาคำตอบในจิตใจที่จะเป็นทางออกสายกลางในเรื่องนี้ กล่าวคือเราจะไม่ต้องตัดสินใจเลือกข้างใดข้างหนึ่งได้ไหม? และเลือกทางกลางๆ ที่สร้างความสมดุลระหว่างทั้งสองขั้วไม่ได้หรือ? ให้เราหาทางที่แสดงออกถึงความรักที่สมดุลระหว่างพระเจ้าและเงินทองจะได้ไหม? ผมแน่ใจได้ว่านี่มิใช่ผมเอง และ ท่านเท่านั้นที่ต้องเผชิญหน้า ขบคิด พิจารณาหาทางออก จนแล้วจนรอดโอกาสที่จะหาทางสมดุลดูมันไม่เป็นจริงขึ้นได้เลย?

เราคงต้องมาสะท้อนคิดกันบ้างว่า...
เราใช้เวลามากน้อยแค่ไหนกับการวิตกกังวลในเรื่องเงิน?
บ่อยครั้งแค่ไหนเรายอมซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นจริงๆ ในชีวิต ซื้อเพียงเพื่อรู้สึกดี สบายใจ?
ท่านเคยรู้สึกว่าท่านควรจะให้เงินเพื่องานสำคัญนั้นๆ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ให้หรือเปล่า?
ท่านสัตย์ซื่อในการถวายเงินเพื่อหนุนเสริมชีวิตและพันธกิจคริสตจักรท้องถิ่นหรือไม่?
ท่านได้ให้เงินแก่งานและคนอื่นด้วยจิตใจชื่นชมยินดีหรือไม่?
ท่านเคย “หาเงิน” และ “ใช้เงิน” ที่ทำให้ท่านรู้สึกออกห่างจากพระเจ้าหรือไม่?

พระคริสต์มาในโลกนี้เพื่อปลดปล่อยทาสให้เป็นไท รวมทั้งคนที่ตกเป็นทาสของเงินทอง และการฉ้อฉลทุจริตในการใช้อำนาจ ถ้าเราตระหนักและสำนึกได้ว่าเรากำลังรับใช้ทั้งเงินทองอำนาจและพระเจ้า (แม้จะไม่ใช่ทุกวันเป็นบางครั้งหรือบ่อยครั้งก็ตาม) พระคริสต์ยืนยันว่า เราสามารถเริ่มต้นรับประสบการณ์การทรงปลดปล่อยให้ออกจากอำนาจครอบงำของเงินทอง ให้เราเริ่มต้นที่จะสารภาพความจริงนี้ต่อพระองค์ และทูลขอการทรงช่วยจากพระองค์ ยิ่งเราได้รับพระคุณจากพระองค์มากแค่ไหน เราก็จะมีความเป็นไทจากอำนาจเงิน และ มีโอกาสรับใช้พระองค์มากขึ้นแค่นั้น และในเป้าหมายปลายทาง ชีวิตทั้งสิ้นของเราก็จะเป็นชีวิตที่รับใช้พระองค์อย่างเต็มที่

ท่านเคยตกอยู่ในสภาวะของการรับใช้พระเจ้าและรับใช้เงินทองในเวลาเดียวกันหรือไม่?
ถ้าเคย ในเหตุการณ์ไหน?
ท่านเห็นถึงแรงที่ดึงกันระหว่างการอุทิศชีวิตให้กับพระเจ้า กับ ความรักความต้องการในทรัพย์สินเงินทองหรือไม่? ผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง?
ท่านเคยมีประสบการณ์ที่พระคริสต์ทรงปลดปล่อยท่านให้หลุดรอดออกจากอำนาจของเงินทองหรือไม่? อย่างไร?

คงยากที่เราจะปฏิเสธว่าเราต้องปล้ำสู้ระหว่างเรื่องการรับใช้พระเจ้ากับการรับใช้เงินทอง
และในเวลานั้นเองเรากลับพบตัวตนของเราว่าเรายังต้องการเงินทองทรัพย์สิน
ยิ่งกว่านั้น เราลำดับให้เงินทองเป็นลำดับสำคัญสูงสุดในชีวิต
เราใช้เวลากับการวิตกกังวลเรื่องเงินทองในชีวิตอย่างมาก
เมื่อเรายืนยันว่าจะไว้วางใจพระเจ้าในเรื่องนี้
แต่เราก็พบความจริงอีกว่าเรื่องเงินทองกลับรบกวนจิตใจของเราอย่างมาก
สิ่งนี้ทำให้เรายังต้องอยู่ห่างออกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

ขอองค์พระผู้เป็นเจ้ากอบกู้เราให้ออกจากบ่วงอำนาจร้ายแห่งเงินทอง
หลุดรอดสู่ความเป็นไทในพระคริสต์ที่สมบูรณ์
อย่าให้มีสิ่งอื่นใดที่เป็นลำดับแรกในชีวิตของเรานอกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
อย่าให้มีใครเป็นเจ้านายบงการชีวิตของเรานอกจากพระองค์
เพื่อการดำเนินชีวิตในทุกมิติของเราจะนำมาซึ่งการยกย่องและสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า

27 กรกฎาคม 2554

แต่พระเจ้ารู้ซึ้งถึงจิตใจของท่าน...ตอนที่ 2

แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า
“เจ้าทั้งหลายทำทีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์
แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเจ้าทั้งหลาย
ด้วยว่าซึ่งเป็นที่นับถือมากท่ามกลางมนุษย์
ก็ยังเป็นที่เกลียดชังจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า”
(ลูกา 16:15)

พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า
“พวกท่านทำตัวเป็นคนชอบธรรมในสายตามนุษย์
แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่าน
สิ่งที่ถือว่าสูงค่าในสายตามนุษย์ก็น่ารังเกียจในสายพระเนตรพระเจ้า”
(อมตธรรม, ลูกา 16:15)

ครั้งก่อนเราได้สะท้อนคิดพระธรรมตอนนี้ด้วยการพุ่งความสนใจของเราไปที่ว่า พระเจ้าทรงทราบลงลึกในก้นบึ้งแห่งหัวใจของเรา ในวันนี้ให้เราสะท้อนคิดต่อไปอีกหนึ่งถึงสองประเด็น

ประการแรก พระเจ้าทรงทราบถึงจิตใจที่โศกเศร้า จิตใจที่กำลังทุกข์ยากลำบาก แต่ท่านก็ยังสามารถทำเป็นว่าหน้าตาสดใสจิตใจชื่นบานให้คนอื่นเห็นได้ เราหลอกคนอื่นได้ แต่เราหลอกพระเจ้าไม่ได้ พระองค์ทรงมองเห็นลงลึกถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของเรา แม้เราจะซ่อนเร้นมิดชิดเพียงใดก็ตาม และสำคัญกว่านั้นคือ พระเจ้าทรงเห็นภายในของเราอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าเราจะรู้เท่าทันตนเองเสียอีก

ประการที่สอง บางครั้งคนเรากลัวว่าพระเจ้าจะทรงทราบว่าภายในชีวิตของตนเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ และพยายามที่จะเก็บซ่อนความคิดของตนจากสายพระเนตรของพระเจ้า แต่ไม่สำเร็จ หรือเขาคนนั้นอาจจะพยายามปกป้องหรือแสดงให้คนอื่นเห็นว่าการกระทำของตนนั้นดีถูกต้อง รวมถึงการที่พยายามจะทำให้จิตในภายในของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ แต่เขาก็พบว่าไม่มีทางที่จะซุกซ่อนความจริงเหล่านั้นได้เลย ดังนั้น ชีวิตที่ดำรงอยู่จึงเป็นอยู่ด้วยความกลัวในพระพิโรธและการพิพากษาของพระเจ้า

ประการที่สาม ข่าวดีก็คือ เมื่อเราพิจารณาความจริงของการที่พระเจ้าทรงทราบลงลึกถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจของเรานั้น เราต้องชัดเจนในที่นี้ว่าพระเจ้ามิได้เป็นผู้กระหายหาการลงโทษ แต่พระลักษณะที่สำแดงผ่านชีวิตของพระเยซูคริสต์เราพบว่า พระองค์เป็นเหมือนผู้เลี้ยงแกะที่มีจิตใจมุ่งเสาะหาแกะตัวที่หลงหาย หรือเป็นเหมือนหญิงที่เสาะหาเหรียญที่หาย เหมือนกับพ่อที่อ้าแขนต้อนรับบุตรคนเล็กที่ผลาญสมบัติส่วนของตนจนหมดสิ้น พระเจ้าต้องการอ้าแขนออกเพื่อโอบกอดเราแต่ละคนและเปลี่ยนแปลงแต่ละชีวิต พระเจ้าผู้ทรงมองทะลุเข้าในจิตใจของเราไม่ต้องการที่จะลงโทษเรา พระองค์พร้อมที่จะยกโทษแก่เราแต่ละคนถ้าเราพร้อมที่จะรับการยกโทษจากพระองค์ ดังนั้น พระเจ้าที่ทรงล่วงรู้ลงลึกถึงชีวิตจิตใจภายในของเรา พระองค์ทรงเข้าพระทัย ทรงกระตุ้นเราให้หันกลับมาหาพระองค์ด้วยความเชื่อมั่นและด้วยความหวัง

ในพระธรรมฮีบรูบทที่ 4 ได้อธิบายประเด็นนี้อย่างชัดเจน ในข้อ 13 ได้ชี้ให้เห็นว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ทรงสร้างไว้จะซ่อนเร้นจากสายพระเนตรของพระเจ้าได้ ทุกสิ่งถูกเปิดเผยและถูกตีแผ่ต่อพระเนตรพระองค์ผู้ซึ่งเราทั้งหลายต้องกราบทูลรายงาน” (อมตธรรม) พระคัมภีร์กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นให้เราชำระจิตใจของเราให้สะอาด และปรับแก้พฤติกรรมของเราให้ถูกต้องเช่นนั้นหรือ? ไม่ใช่แน่ แต่พระคัมภีร์ย้ำเตือนเราถึงพระเยซูคริสต์ “มหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่” ผู้ทรงเห็นใจในความอ่อนแอต่างๆ ของเรา เพราะพระองค์ทรงถูกทดลองใจเช่นเดียวกับเราทุกประการ กระนั้นก็ทรงปราศจากบาป”(ข้อ 15) เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเข้าใจเรา และเพราะพระองค์ทรงเป็นมหาปุโรหิตที่ทรงเปิดทางแก่เราเพื่อเราจะสามารถคืนสู่สัมพันธภาพที่ถูกต้องกับพระเจ้า ตามที่บันทึกในพระธรรมฮีบรูว่า “ฉะนั้น ขอให้เราเข้ามาใกล้บัลลังก์แห่งพระคุณด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่จะช่วยเหลือเราเมื่อถึงคราวจำเป็น”(4:16, อมตธรรม)

เพราะพระเยซูคริสต์ทรงสำแดงความรักของพระเจ้าผ่านการทรงยอมสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อเรา ดังนั้น พระองค์ทรงรู้จักเราเป็นอย่างดี เราจึงไม่ต้องกลัวที่จะถึงซึ่งความตาย แต่พระองค์จะทรงนำเราสู่ความเป็นไทใหม่ที่จะพบทางเข้าถึงพระเจ้า เป็นทางที่เปิดออกเพื่อเราที่จะมีประสบการณ์ตรงกับพระคุณที่มาถึงเรา ที่ทรงเปลี่ยนแปลงและสร้างจิตใจ และ การกระทำของเราขึ้นใหม่

ท่านรู้สึกต้องการเข้าถึงพระบัลลังก์ของพระเจ้าด้วยใจที่เป็นไทและกล้าหาญหรือไม่? ทำไม?
ถ้าท่านเชื่อมั่นอย่างจริงจังว่า พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่งเกี่ยวชีวิตของท่าน และพระองค์ทรงรักท่านด้วยความรักอันมั่นคงของพระองค์ การดำเนินชีวิตของท่านจะเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากที่เป็นในปัจจุบันนี้หรือไม่? อย่างไร?

พระเจ้าทรงทราบถึงชีวิตจิตใจทั้งสิ้นของเราแต่ละคน
ไม่มีสิ่งใดหรือส่วนใดในชีวิตที่จะซ่อนเร้นจากพระองค์ได้
นี่เป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัวยิ่งสำหรับเรา?
แต่แท้จริงแล้ว นี่เป็นพระคุณพระคุณสำหรับเราแต่ละคน
แต่แท้จริงแล้ว พระองค์ทรงเฝ้ามองชีวิตของเราด้วยสายพระเนตรแห่งความเมตตา
แต่แท้จริงแล้ว พระองค์แสวงหาเราเพื่อที่จะมีความสนิทใกล้ชิดกับเรา
แต่แท้จริงแล้ว พระองค์ต้องการที่จะชำระเรา และ สร้างเราขึ้นใหม่

เป็นพระคุณ ที่พระเยซูคริสต์เป็นพระมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่สำหรับเรา
เป็นพระคุณ ที่พระคริสต์ยอมสละพระชนม์ชีพเพื่อเราจะได้รับการยกบาปโทษ
เป็นพระคุณ ที่พระคริสต์ทรงเข้าใจถึงความอ่อนแอของเรา
เป็นพระคุณ ที่เราจึงเข้ามาอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าได้โดยทางพระเยซูคริสต์
เป็นพระคุณ ที่เราสามารถมีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้าได้
เป็นพระคุณ ที่ชีวิตของเราได้รับความเป็นไท และเข้าถึงพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว

แท้จริงแล้ว ที่เราเข้าถึงพระเจ้าได้ในทุกวันนี้ก็เพราะพระคุณเมตตาของพระคริสต์
ขอพระองค์ได้โปรดชำระชีวิตจิตใจของเราใหม่ เพื่อเราจะสามารถดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม

25 กรกฎาคม 2554

แต่พระเจ้ารู้ซึ้งถึงจิตใจของท่าน...(ตอนที่ 1)

แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า
“เจ้าทั้งหลายทำทีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์
แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเจ้าทั้งหลาย
ด้วยว่าซึ่งเป็นที่นับถือมากท่ามกลางมนุษย์
ก็ยังเป็นที่เกลียดชังจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า”
(ลูกา 16:15)

พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า
“พวกท่านทำตัวเป็นคนชอบธรรมในสายตามนุษย์
แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่าน
สิ่งที่ถือว่าสูงค่าในสายตามนุษย์ก็น่ารังเกียจในสายพระเนตรพระเจ้า”
(อมตธรรม, ลูกา 16:15)

ฟาริสีไม่พอใจนักที่พระเยซูคริสต์ยืนยันว่า ไม่ควรเป็นคนที่นับถือยกย่องพระเจ้าและเงินทองไปพร้อมด้วยกัน (ลูกา 16:14) เราคงคุ้นๆ กับการยืนยันความจริงนี้และรู้อีกว่า สิ่งนี้เคยเป็นความจริงในชีวิตของเราเช่นกัน

พระเยซูตอบสนองต่อคำเยาะเย้ยเสียดสีของพวกฟาริสีเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง แต่พระองค์มิได้กล่าวถึงเรื่องเงินทองทันที แต่พระองค์มุ่งเป้าไปที่ “จิตใจ” ของพวกฟาริสี ว่า “เจ้าทั้งหลายทำทีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของเจ้าทั้งหลาย...”(16:15) พระคัมภีร์ตอนนี้ถ้าถอดความตามตัวอักษรจะได้ความว่า “เจ้าทั้งหลายพิสูจน์ อ้างอิง และ ทำตัวให้คนอื่นเห็นและเข้าใจว่าเจ้าเป็นคนบริสุทธิ์ถูกต้อง...” แน่นอนครับ ฟาริสีต้องการให้คนรอบข้างมองตนว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม บริสุทธิ์ ยุติธรรม ฟาริสีต้องการให้คนรอบข้างเคารพนับถือ และยกย่องตน พวกเขาต้องการเป็นคนที่มีชื่อเสียงเกียรติยศในสังคมของพวกเขา... ที่พูดมาทั้งหมดนี้ดูเหมือนเรามีประสบการณ์คุ้นชินอย่างมากใช่หรือไม่เนี่ย?

ผมคงต้องยอมสารภาพความจริงว่า ในตัวผมมี “เมล็ดพันธุ์ฟาริสี” ปลูกฝัง บ่มเพาะอยู่ มิเพียงแต่ผมจะชอบ ติดอกติดใจ และถึงขั้นบางครั้งหลงระเริงงมงายกับเงินทองเท่านั้น แต่ในสภาพการณ์ชีวิตเช่นนั้นผมก็ต้องการให้คนรอบข้างมองผมว่า ผม“เป็นคนชอบธรรม” “เป็นคนดีควรแก่การยกย่องนับถือให้เกียรติ” บ่อยครั้งที่ตนทำตัวลื่นไหลให้คนรอบข้างสรรเสริญยกย่องตนเอง ถึงแม้ว่าในสายตาของคนทั่วไปไม่เห็นว่าสิ่งนี้ผิดแปลกอะไร และบ่อยครั้งเมื่อคนรอบข้างจับได้ว่าตัวจริงของผมมิใช่เป็นเช่นนั้น ผมก็จะอ้างว่า ที่ชีวิตของตนเป็นเช่นนี้เพราะอิทธิพลรอบข้างทำให้เราต้องลื่นไหลตามไป? แต่ที่สำคัญยิ่งที่ผมต้องไม่ลืมว่า ในการที่ทำตัวเช่นนี้ผมกำลังเล่มเกมชีวิต “ปากว่าอย่างใจเป็นอย่าง” กับพระเจ้า ผมกำลังให้คุณค่าสิ่งอื่นๆ สูงกว่าพระเจ้า!

คำพูดประโยคสั้นๆ ของพระเยซูคริสต์ที่ว่า “แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่าน...” กระตุ้นเตือนผมอย่างทรงพลัง ในทัศนะของพระคัมภีร์จิตใจของเรามิใช่เป็นบ้านของอารมณ์เท่านั้น แต่จิตใจของมนุษย์ตามทัศนะของพระคัมภีร์เป็นศูนย์กลางของสัจจะความจริงชีวิตภายในของเราแต่ละคน และยังเป็นที่ที่ของความนึกคิดและความรู้สึกของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นี่คือศูนย์ของการตัดสินใจในชีวิตของคนๆ นั้น ไม่สำคัญว่าชีวิตภายนอกของเราจะดูดีแค่ไหนอย่างไร แต่พระเจ้าทรงทราบลงลึกถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจของเรา

พระเยซูคริสต์มิได้บอกว่าพฤติกรรมการแสดงออกของเราเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่เราต้องเลือกที่จะดำเนินชีวิตและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องตามพระประสงค์ของพระเจ้า และพระองค์กำลังเตือนเราว่า เราไม่ควรดำเนินชีวิตฉาบฉวยเพื่อทำให้คนอื่นพอใจยกย่อง แต่มิได้สนใจว่าถูกต้องดูดีในสายพระเนตรของพระเจ้าหรือไม่ เป็นการดำเนินชีวิตที่ส่อชี้ให้เห็นว่า “เมล็ดพันธุ์ฟาริสี” กำลังเติบโต คุม และมีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา

ท่านรู้สึกนึกคิดเช่นไร ที่พระเยซูคริสต์บอกว่า พระเจ้าทรงทราบลงลึกถึงจิตใจของท่าน?
เมื่อท่านทราบเช่นนี้แล้วท่านรู้สึกเช่นไร? รู้สึกอาย กลัว มีกำลังใจ ท้าทาย
การดำเนินชีวิตที่ “ชอบธรรม” ของท่านติดตรึงฝังใจคนรอบข้างอย่างไรบ้าง?

ใช่สินะ... พระเจ้าทรงทราบและค้นลึกจนถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจของข้าฯ
พระองค์ทรงทราบถึงทุกสิ่งภายในตัวข้าฯ
พระองค์ทรงทราบถึงความลับสุดยอดในชีวิตข้าฯ
พระองค์ทรงทราบความกลัวทั้งสิ้นภายในตัวข้าฯ
พระองค์ทรงทราบถึงความผิดบาปที่ข้าฯพยายามซ่อนให้พ้นจากสายตาของพระองค์ และความทรงจำของตนเอง
พระองค์ทรงทราบถึงการที่ข้าฯพยายามทำตัวให้คนอื่นพึงพอใจชื่นชอบมากกว่าให้พระองค์พอพระทัยในชีวิตของข้าฯ
พระองค์ทรงทราบก่อนที่ข้าฯจะเปิดเผยสิ่งเหล่านี้ต่อพระองค์

ขอพระองค์ช่วยข้าพระองค์ เปลี่ยนแปลง และสร้างข้าฯใหม่
ให้เป็นคนที่สัตย์ซื่อที่พระองค์จะพอไว้วางใจได้
ให้ข้าฯแสวงหาการดำเนินชีวิตที่ยกย่อง สรรเสริญ ให้เกียรติพระองค์
ด้วยทั้งชีวิต
ด้วยความคิดและความรู้สึก
ด้วยความใฝ่ฝัน
ด้วยความปรารถนา
ด้วยชีวิตความเป็นอยู่ในแต่ละวัน

ด้วยพระคุณของพระเจ้า
ชีวิตและจิตใจของเรานำมาซึ่งการถวายเกียรติแด่พระเจ้า
ชีวิตและจิตใจของเราจึงสำแดงความเมตตาคุณของพระองค์ที่มีต่อโลกนี้

22 กรกฎาคม 2554

สร้างคน...สร้างระบบ...?

6คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊
พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด
7โดยปราศจากผู้หัวหน้า
เจ้าหน้าที่หรือผู้ปกครอง
8มันเตรียมอาหารของมันในฤดูแล้ง
และส่ำสมของกินของมันในฤดูเกี่ยว
9คนเกียจคร้านเอ๋ย เจ้าจะนอนนานเท่าใด
เมื่อไรเจ้าจะลุกขึ้นจากหลับ
10หลับนิด เคลิ้มหน่อย
กอดมือพักนิดหน่อย
11และความจนจะมาเหนือเจ้าอย่างคนจร
และความขัดสน อย่างคนถืออาวุธ
(สุภาษิต 6:6-11)

3เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ
ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง
การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น
(สดุดี 1:3)

สมัยที่ผมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนสืบนทีธรรม เมื่อมีการฟื้นฟูและครูมาตอบคำถามในห้องเรียน ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนถามคำถาม ปรากฏว่าไม่มีใครถาม ครูจึงให้นักเรียนเขียนคำถามลงในกระดาษเพื่อถามคุณครู ผมจำได้ว่า ผมเขียนถามไปว่า ผมจะเอาชนะความขี้เกียจได้อย่างไร? ทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องเป็นคนเกียจคร้าน? เมื่อครูอ่านคำถามหน้าชั้นเรียน นักเรียนในห้องพากันหัวเราะ ผมจำได้ว่า ครูตอบผมว่า “คำถามโลกแตก...”

เป็นเวลานาน ที่ผมไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการเกียจคร้านว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับด้านจิตวิญญาณอย่างแยกไม่ออก ผมมักคิดว่าถ้าจะแก้ไขความเกียจคร้านในตัวคน เราก็ควรพยายามที่จะพัฒนาตนเองให้มีนิสัยการทำงานให้ดีขึ้น มีแรงบันดาลใจในการทำงาน ทำงานทุ่มเทให้หนักขึ้น และทำงานให้มีประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น

สถาบันของเรา หน่วยงานราชการ ที่ทำงานขององค์กรเอกชนต่างประสบกับปัญหาที่คนทำงานในองค์กรทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม” หรือไม่ก็ทำงานแบบทำตามหน้าที่ ขาดความกระตือรือร้น ขาดการทุ่มเท ขาดการจริงจังเพื่อให้ได้ผลผลิตในงานที่ทำให้มากขึ้น ซึ่งนักบริหารมักมองไปสาเหตุสองด้านคือ ระบบการทำงานที่ไม่สอดคล้องหรือเกื้อหนุนในการทำงานที่เกิดผลและมีประสิทธิภาพ ด้านเครื่องไม้เครื่องมือหรือด้านเทคโนโลยีในการทำงานอาจบกพร่อง จึงลงทุนมากมายมหาศาลในด้านนี้ แต่ผลที่ได้รับก็ไม่ดีไปกว่าเดิม ดังนั้น นักบริหารก็จะมองไปที่คนทำงาน อาจจะเกิดจากขาดแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ จึงจัดการจ้างบริษัทพัฒนาบุคลากรเข้ามาทำการอบรมพนักงานและเจ้าหน้าที่ของตน จนแล้วจนรอดก็กลับเป็นในทำนองเดิมๆ ยิ่งสร้างระบบการประกันคุณภาพเพื่อกระตุ้นและให้เป็นแนวทางให้คนทำงานในองค์กรสร้างผลงานคุณภาพตามเป้าประสงค์ แต่ก็กลับพบว่ากลายเป็นภาระเพิ่มพูนภาระแก่คนทำงาน คนทำงานต้องด่าลับหลังว่า “พวกบริหารมันไม่มีอะไรจะทำแล้วหรือไง มัวแต่มานั่งคิดเปลี่ยนระบบประกันคุณภาพได้ทุกเดือนทุกอาทิตย์....” สิ่งที่คิดว่าใส่ลงไปเพื่อแก้ปัญหา และ พัฒนาคุณภาพกลับกลายเป็นโรคร้ายใหม่ในองค์กร และทำร้ายความไว้วางใจและความเชื่อถือของคนทำงานต่อผู้นำผู้บริหารองค์กร

แต่พระคัมภีร์มองเรื่องการไม่เกิดผลในชีวิตอย่างที่กล่าวข้างต้น มิได้มองว่าให้เสริมแรงกระตุ้น เพิ่มแรงบันดาลใจ หรือ เอาผลประโยชน์เข้าล่อเพื่อที่คนในองค์กรจะทำงานเกิดผลยิ่งขึ้น ภาพที่พระคัมภีร์ใช้ในที่นี้คือการเกิดผล แต่มิได้เน้นความสำคัญที่การทำงานมากมายซับซ้อน และมิใช่แม้แต่การสร้างกระบวนการที่จะทำให้เกิดผล

ในพระคัมภีร์กล่าวว่า คนที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้า เป็นเหมือนต้นไม้ที่อยู่ริมธารน้ำแห่งชีวิต ต้นไม้นี้ไม่จำเป็นที่จะต้องทำงานซับซ้อนยุ่งยาก วุ่นวาย อย่างเอาเป็นเอาตาย ต้นไม้เหล่านี้ไม่ต้องเข้าสัมมนาอบรมเชิงปฏิบัติการว่าจะทำอย่างไรที่จะเกิดผลดกคุณภาพดี ต้นไม้เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเติมคาเฟอินเพื่อกระตุ้นเอดรีนาลิน (adrenaline )ให้อยู่ในระดับเพียงพอ ต้นไม้ไม่ต้องรีบร้อนและเร่าร้อน แต่ในต้นไม้นั้นมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง สอดคล้อง เต็มกำลัง ถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาจากภายนอกก็ตาม ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ต้นไม้รู้ว่าแหล่งอาหารที่จะบำรุงเลี้ยงดูต้นไม้อยู่ที่ไหน มาจากไหน แล้วต้นไม้นั้นจะหยั่งรากลงลึกในแหล่งการเลี้ยงดู ไม่จำเป็นต้องสู้ชิงและวุ่นวาย สิ่งสำคัญคือต้นไม้เรียนรู้ที่จะหยั่งรากลึกลงยึดแน่นในแหล่งอาหารที่เลี้ยงดูตนเอง

การหยั่งรากลงยึดติดแน่นในพระคริสต์คือวิธีการแก้ไขความเกียจคร้านเฉื่อยชาในชีวิตและจิตวิญญาณของเรา การหยั่งลึกยึดติดในพระคริสต์มิใช่ความพยายาม แต่เป็นการเข้าถึงแหล่งบำรุงเลี้ยง และ แหล่งฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณของเราให้มีชีวิตฟื้นชื่นขึ้นใหม่ มีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ท่านจะเป็นคนเข้มแข็งมากขึ้น เมื่อท่านเคยเป็นคนอ่อนแอมาก่อน
เมื่อท่านยอมจำนนต่อพระเจ้า ท่านก็จะค้นพบว่าพระองค์มีพระประสงค์อะไรในชีวิตของท่าน

19 กรกฎาคม 2554

เมื่อผู้นำต้องการพักผ่อน

28บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และ
เราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข
มัทธิว 11:28

ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้นำประเภทใด หรือ ผู้นำของคนกลุ่มใดก็ตามต่างก็เป็นภาระความรับผิดชอบที่ยากลำบากแทบทั้งสิ้น และเป็นงานที่จะต้องลงทุนลงแรงอย่างจริงจัง ผมเองได้พบว่า การเป็นผู้นำช่างมีภาระความรับผิดชอบที่เหมือนกับการทำพันธกิจต่างๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ผมเองมีโอกาสทำงานกับนักศึกษาในคริสตจักรแห่งหนึ่ง ได้รับพระพรในการนำกลุ่มนักศึกษาน้องใหม่และนักศึกษาปีที่สอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการทำงานกับนักศึกษากลุ่มนี้ทำให้ผมได้รับทั้งกำลัง และบางครั้งทำให้รู้สึกอ่อนแรงในชีวิต เมื่อนักศึกษากลุ่มนี้ทำอะไรสำเร็จทำให้เกิดกำลังในตัวผม ผมมีกำลังใจเมื่อเห็นความสัมพันธ์อันดีที่พวกเขามีต่อกัน แต่ก็น่าแปลกใจในบางครั้งที่ผมพยายามตั้งใจทำให้พวกเขาเกิดสิ่งที่ดีสร้างสรรค์...แต่นั่นกลับสร้างความอ่อนแรง อ่อนใจ ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก หรือความคิดก็ได้ ผมเองต้องการที่จะเอาใจใส่ให้กลุ่มนักศึกษาหญิงกลุ่มนี้เติบโตขึ้นในความเชื่อศรัทธา

ในภาวะเช่นนั้น พระเยซูตรัสกับเราว่า ให้เราเข้ามาหาและผ่อนพักในพระองค์ การผ่อนพักที่พระเยซูกล่าวถึงนี้มิใช่การพักผ่อนฝ่ายกายเท่านั้น แต่เป็นการผ่อนพักทั้งด้านอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดและจิตวิญญาณด้วย เป็นการผ่อนพักสำหรับจิตวิญญาณของเรา ผมโหยหาการผ่อนพักเช่นนี้

แทนที่เราจะแสวงหาการผ่อนพัก เราจำเป็นที่จะรู้เท่าทันว่าอะไรที่เป็น “ภาระ” ที่เราต้องแบกรับอยู่ (อาจจะเป็นการแบกรับทั้งทางกาย จิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณ) ให้เรานำ “ภาระ” เหล่านั้นมาวางไว้ที่พระเยซูคริสต์ งานนี้พูดง่าย ฟังดูดี แต่ทำยาก เราต้องการที่จะมีชีวิตที่ผ่อนพักแต่ในเวลาเดียวกันเราก็ “แบกภาระหนักอึ้ง” นั้นไว้ ไม่ยอมที่จะนำมาวางไว้ที่พระเยซูคริสต์ เพราะเราเองรู้ว่า “ภาระ” นั้นสำคัญมาก เราต้องเอาใจใส่ เราต้องรับผิดชอบ พูดรวมสรุปคือภาระนั้นสำคัญมากในความรู้สึกนึกคิดของเรา เราต้องการที่จะควบคุมความเป็นไปของงานนั้นให้ได้ตามผลที่เราต้องการให้เกิดขึ้น เพราะเรามักจะเข้าใจว่ายิ่งเราทุ่มเทควบคุมงานได้มากแค่ไหน ผลสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้อย่างที่เราคาดหมายได้มากแค่นั้น

แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่เราเองต้องตระหนักชัดในทุกเวลาเช่นกันว่า เราจะไม่สามารถเป็นผู้นำตามพระประสงค์ของพระองค์ได้เลยจนกว่าเราจะตระหนักรู้ว่าภาระในส่วนใดที่พระองค์จะเป็นผู้รับผิดชอบ นี่หมายความว่าในการที่เราจะเป็นผู้นำตามพระประสงค์ของพระองค์ ภาระรับผิดชอบนั้นๆที่ทรงเรียกให้เราเข้ามารับใช้เป็นภาระความรับผิดชอบร่วมกันของพระเยซูคริสต์ และ ภาระความรับผิดชอบในส่วนที่พระองค์มอบหมายให้เราทำ ดังนั้น ความสำคัญเริ่มแรกในที่นี้เราต้องแยกแยะได้ชัดเจนว่า งานส่วนไหนที่เราได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้รับผิดชอบ และงานส่วนไหนที่เป็นภาระความรับผิดชอบของพระองค์ เราจึงเป็นผู้ที่พระคริสต์ทรงเรียกให้เราเข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์ และทำตามภาระที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เราทำ และต้องไว้วางใจพระคริสต์ว่า พระองค์จะทรงกระทำและรับผิดชอบในส่วนของพระองค์ในเวลาของพระองค์ อย่าดันทุรังเข้าไปควบคุมงานความรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งในส่วนของพระองค์ด้วย แต่ผมได้เรียนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลง การพัฒนา และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นในชีวิตของกลุ่มนักศึกษากลุ่มนี้เป็นส่วนพระราชกิจของพระเจ้า พระเจ้าทรงเรียกและให้โอกาสผมในการเข้ามาอภิบาลชีวิตของกลุ่มเป้าหมายนี้ภายใต้แผนการของพระองค์

ท่านกำลังรับผิดชอบภาระพันธกิจที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านทำ/รับผิดชอบใช่หรือไม่?

ท่านมีความรู้สึกว่าท่านต้องทำงานทุ่มเทให้หนักกว่านี้เพื่องานจะสำเร็จหรือไม่?

ท่านตระหนักชัดและรู้เท่าทันหรือไม่ว่า ภาระความรับผิดชอบส่วนไหนในงานนี้ที่เป็นส่วนงานที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ท่านทำ?

ท่านได้นำส่วนที่เป็นพระราชกิจที่พระองค์รับผิดชอบมาวางไว้ที่พระบาทของพระองค์หรือไม่? หรือ ท่านพยายามเข้ามาดูแล รับผิดชอบในส่วนนั้นด้วย?

ท่านได้มอบชีวิตและเปิดชีวิตของท่านให้พระองค์ทรงทำงานในชีวิตและผ่านชีวิตของท่าน เพื่อให้พระราชกิจที่ท่านได้มีส่วนร่วมกับพระองค์เกิดสัมฤทธิ์ผลหรือไม่?

ความจริงนั้นบอกได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราตระหนักและรู้เท่าทันตามข้างต้น พระเจ้าสามารถช่วยให้ชีวิตของเราเติบโตขึ้น เราควรใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้า มอบความสำเร็จและไว้วางใจในพระองค์ แล้วพระองค์จะมอบการผ่อนพักและศานติสุขให้เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน

13 กรกฎาคม 2554

การสื่อสารด้วยเรื่องหรือคำพูดที่ตลก

บ่อยครั้งที่ผู้นำบางท่านต้องการให้การสื่อสารของตนมีรสชาติน่าสนใจ หรือคิดว่าเพื่อลดความเครียดในการสื่อสาร หรือคิดว่าสร้างความสนใจในผู้ฟัง มักจะใช้คำพูด หรือ การเล่าเรื่อง “ตลก” อย่างไม่ระมัดระวัง ทำให้เรื่อง “ตลก” ที่ตนเล่าตนพูดออกไปกระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้ฟังบางคน ทำให้เหยียดลดคุณค่า หรือ ทำให้เขากลายเป็น “ตัวตลก” ในขณะนั้นด้วยความไม่ตั้งใจของผู้พูด ซึ่งนำความเสียหายมาสู่ผู้พูดอย่างยิ่งและยาวนาน (เพราะถูกฝังลึกในความรู้สึกและทรงจำของคนๆ นั้น) กลายเป็น “เรื่องตลก” ที่ “เล่นตลก” กับผู้พูดเสียเอง ดังนั้น ในการจะพูดหรือเล่าเรื่องตลกจึงมีข้อพึงระวัง ดังนี้

เลือกเล่าเรื่องตลกที่สร้างสรรค์และสร้างเสริมผู้ฟัง ถ้าจะให้เป็นเรื่องตลกที่ทำให้กลุ่มผู้ฟังได้หัวเราะด้วยกัน ขอให้เป็นเรื่องตลกในตัวคุณเอง(ตัวผู้พูดเอง) อาจจะเป็นเรื่องตลก จุดอ่อนของตนเอง เป็นเรื่องตลกที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง และที่สำคัญถ้าต้องเกี่ยวข้องพาดพิงถึงคนอื่นขอให้เลือกเล่าเฉพาะเรื่องตลกจากสถานการณ์แวดล้อมมิใช่เรื่องตลกเพราะตัวบุคคล หรือ บุคลิกลักษณะของบุคคล เช่น พูดไม่ชัด ท่าทางที่แสดงออก หรือเป็นเรื่องตลกเกี่ยวกับชาติพันธุ์ของเขา เพราะเรื่องตลกเช่นนี้บางครั้งสร้างความอับอายแก่ผู้ฟังบางคนในกลุ่ม หรือบางครั้งถึงกับสร้างความรู้สึก “เจ็บ” จากการพูดตลกของเรา

เวลาใดที่ท่านจะสื่อสารด้วยเรื่อง “ตลก” ขอการพูดตลกครั้งนั้นพูดอย่างรู้เท่าทัน หรือ ได้พิจารณา ไตร่ตรอง เตรียมการอย่างรอบคอบ มิใช่พูดตลกโดยกลอนพาไป หรือ โดยบังเอิญ หรือ โดยไม่ตั้งใจ เพราะทุกครั้งที่จะใช้เรื่องตลกในการสื่อสาร ผู้ใช้จะต้องพิจารณาว่า เรื่องที่จะเล่านั้น สามารถสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ดั่งใจไหม? เป็นเรื่องที่เล่าออกไปแล้วให้เกียรติและความเคารพต่อผู้เกี่ยวข้องหรือไม่? และเรื่องที่เล่าหลีกเลี่ยงจากการสร้างความเข้าใจผิด หรือ ความหมายสองง่ามสองแง่ในผู้ฟังหรือไม่? ถ้าเรื่องที่เล่าอาจจะนำมาซึ่งการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือเสียหายแก่ผู้ฟัง หรือเป็นการลบหลู่ ลดทอนคุณค่า หรือทำให้ผู้ฟังกลายเป็นตัวตลกในวงสนทนา หรือมีความหมายสองง่ามสองแง่แล้ว เงียบเสียจะดีกว่า ดั่งมีผู้กล่าวว่า “...เงียบเสียจะเป็นปราชญ์แทนที่จะเป็นเปรตที่ผีเจาะปากให้มาพูด...”

สุภาษิต 12:18
มีบางคนที่คำพูดพล่อยๆ ของเขาเหมือนดาบแทง แต่ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้

มัทธิว 5:37
จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ พูดแต่เพียงนี้ก็พอ คำพูดเกินนี้ไป มาจากความชั่ว(หรือ มารร้าย)

11 กรกฎาคม 2554

อาโวดาห์ Avodah: ความเชื่อกับการทำงาน

เดวิด มิลเลอร์1 ได้เจาะลึกรากศัพท์ของคำว่า “การทำงาน” ตรงกับภาษาฮีบรูคำว่า avodah (อาโวดาห์) คำๆ นี้ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมได้ให้ความหมายไว้ 3 ความหมายหลักคือ ความหมายแรกหมายถึง การงาน หรือ อาชีพที่ทำ ความหมายที่สองหมายถึง “การนมัสการพระเจ้า” และความหมายประการที่สามคือ “การบริการรับใช้” ผู้อื่น และนี่คือการทรงเรียกของพระเจ้าที่มีต่อเราแต่ละคน กล่าวคือทรงเรียกให้เราทำงานเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระองค์และเป็นการบริการรับใช้เพื่อนมนุษย์ตามพระประสงค์ของพระองค์ด้วย

มิลเลอร์อธิบายอีกว่า ไม่ว่าคนๆ นั้นจะทำการงานอาชีพใด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง ซีอีโอ หรือ เลขานุการ หรือ พนักงานก็ตาม ทุกคนสามารถทำการงานอาชีพเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า อันเป็นการนมัสการพระเจ้าและเป็นการรับใช้ผู้คนรอบข้างด้วย ดังนั้น การทำงานอาชีพ หรือ การงานที่เรารับผิดชอบในแต่ละวันมิใช่การรับผิดชอบตามหน้าที่เท่านั้น แต่เป็นการกระทำด้วยความเต็มใจ ด้วยจิตใจที่สรรเสริญ ขอบพระคุณพระเจ้า และด้วยความรักเมตตาของพระคริสต์ในการรับใช้คนที่เราพบเห็นแต่ละคนเพื่อสำแดงพระองค์ผ่านกระทำงานของเราในแต่ละวัน

ในทุกวันนี้ ไม่ว่าใครคนนั้นจะมีตำแหน่งหน้าที่ในการงานที่รับผิดชอบอยู่ในระดับไหน หรือได้รับเงินเดือนมากน้อยขั้นใด เขามิเพียงแต่ทำงานเพื่อที่จะมีอาหารเลี้ยงคนในครอบครัว ตนเอง และ ใช้จ่ายชำระหนี้สินเท่านั้น แต่ในส่วนลึกชีวิตจิตวิญญาณของคนเราที่ทำงาน ผู้คนไขว่คว้าหาจุดมุ่งหมายและความหมายของการงานที่ตนเองกระทำอยู่ และเขาก็ไม่ต้องการที่จะแยกจิตวิญญาณของเขาออกจากกิจการงานที่เขาต้องทำและรับผิดชอบในแต่ละวัน

ถ้าเราหวนทบทวนศึกษาวิเคราะห์ถึงหลักคิดหลักเชื่อของคริสเตียนเกี่ยวกับการงานของมนุษย์ ทั้งในความหมายตามพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ ตลอดจนถึงหลักคิดหลักเชื่อเกี่ยวกับเรื่องการงานในยุคกลาง ในสมัยการปฏิรูปศาสนาคริสต์ ไปจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ยุคความคิดสังคมนิยมเฟื่องฟู ไปจนถึงสมัยพระกิตติคุณเพื่อสังคม ต่างมีหลักคิดหลักเชื่อในเรื่องกิจการงานที่มนุษย์ทำทั้งสิ้น

หลักคิดหลักเชื่อเกี่ยวกับ “ความเชื่อศรัทธาในงานที่ทำ” นี้มีความแตกต่างหลากหลายกันอย่างมาก และในทุกศาสนาหลักต่างก็มีหลักคิดหลักเชื่อในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนายิว คริสเตียน อิสลาม ฮินดู พุทธ หรือแม้แต่ศาสนาที่ไม่เน้นความเป็นสถาบัน ถึงแม้ในแต่ละศาสนาจะมีหลักคิดหลักเชื่อเกี่ยวกับงานที่ทำมากมายหลากหลายก็ตาม แต่ในที่สุดผู้คนแต่ละศาสนาก็มักจะมีความเข้าใจถึงการงานที่ทำว่า “เป็นงานอาชีพ” ทำเพื่อให้ได้รับรายได้และมีงานทำ (เพื่อไม่เป็นคนตกงาน)

ในประวัติศาสตร์ของคริสต์ศาสนาได้มีหลักคิดหลักเชื่อเกี่ยวกับกิจการงานที่ทำที่น่าสนใจ เช่น การที่มองว่าการทำงานเป็นเรื่องของทั้งด้านจิตวิญญาณและด้านวัตถุ ดังมีคำกล่าวว่า การทำงานคือการภาวนาธิษฐานและการมีชีวิตที่มีคุณธรรม แต่ก็มีอีกหลายต่อหลายคนในยุคนี้ที่มองว่ากิจการงานที่ต้องทำเป็นภาระหนักที่ผู้คนหาทางหลีกเลี่ยง ในอีกส่วนหนึ่งกลับมองเห็นว่าการทำงานเป็นการทรงเรียกของพระเจ้า แต่บ่อยครั้งที่ผู้คนมองว่ากิจการงานที่ทำในแต่ละวันเป็นเพียงการใช้หรือขายแรงงานในสังคมปัจจุบันนี้ อีกหลายต่อหลายครั้งอีกเช่นกันที่ผู้คนเข้าใจว่าความเชื่อศรัทธาควรจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในทุกมิติของชีวิตซึ่งรวมทั้งมิติการทำงานด้วย แต่เราก็พบบ่อยและมากอีกเช่นกันว่า ความเชื่อศรัทธาถูกสำแดงออกเฉพาะในการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เท่านั้น

ทำอย่างไรที่จะช่วยให้ผู้คนที่ทำการงานในแต่ละวัน และ ผู้บริหารในงานด้านต่างๆ ได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของการที่มีความเชื่อศรัทธาในงานที่ทำอยู่เป็นประจำ ที่รวมเอาความหมายทั้งสามมิติของคำว่า “การงาน” เข้าด้วยกัน เพื่อกิจการงานที่ทำในแต่ละวันสามารถแสดงคุณค่าและความหมายของการทำงานในทั้งสามมิติ

ปฐมกาล 2:15
พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน

ยอห์น 4:34
พระเยซูตรัสกับเขาว่า “อาหารของเราคือการกระทำตามพระทัยของพระองค์ ผู้ทรงใช้เรามา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ

มัทธิว 15:32
ฝ่ายพระเยซูทรงเรียกพวกสาวกของพระองค์มา ตรัสว่า “เราสงสารคนเหล่านี้ เพราะเขาค้างอยู่กับเราได้สามวันแล้ว และไม่มีอาหารจะกิน เราไม่อยากให้เขาไปเมื่อยังอดอาหารอยู่ กลัวว่าเขาจะหิวโหยสิ้นแรงลงตามทาง”

-------------
1 เดวิด มิลเลอร์ ได้ทำปริญญาเอก PhD. ด้านจริยธรรมสังคม ในขณะที่ทำการศึกษาในระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ในปี 2000 ได้ก่อตั้งสถาบันอาโวดาห์ The Avodah Institue มีเป้าหมายในการทำงานกับ ซีอีโอ และ ผู้นำในองค์กรธุรกิจ ที่มักรู้สึกว่าตนไม่มีสิทธิมีส่วนอะไรมากนักในคริสตจักร ทั้งๆ ที่ไปนมัสการพระเจ้าเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ ในปี 2008 มิเลอร์ร่วมกับคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยปรินสตัน ตั้งสถาบันความเชื่อและการงาน Faith & Work Institute เพื่อทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง มิเพียงแต่สอนเรื่อง และ สอนความคิดของ “อาโวดาห์” (Avodah) ที่แทรกเข้าในกิจการงานด้านธุรกิจ งานอาชีพเท่านั้น แต่แนะนำและท้าชวนให้ผู้นำทางธุรกิจได้สำแดง “อาโวดาห์” ออกในธุรกิจการงานทำและรับผิดชอบอยู่ด้วย