20 กุมภาพันธ์ 2556

Lent 4: พระพรที่คริสตจักรละเลย


ผมมีโอกาสพูดคุยและเรียนรู้จากศิษยาภิบาล  ทีมผู้อภิบาล  คณะธรรมกิจ  และผู้นำคริสตจักร (ตัวจริงที่ไม่มีตำแหน่ง)  ที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวง/เมืองใหญ่   เมื่อพูดคุยถึงบริบทและวัฒนธรรมของคริสตจักรในเมืองหลวง/เมืองใหญ่   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสตจักรที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานแล้ว   ผมพบสิ่งที่ได้จากการสนทนาว่า  เกือบทุกคริสตจักรต่างมีการกำหนด  นิมิตหรือวิสัยทัศน์  เป้าหมาย  จุดประสงค์  พันธกิจ กระบวนทัศน์ และ ฯลฯ

แต่ความเป็นจริงที่พบก็คือ คริสตจักรไม่เจริญเติบโต   การประกาศพระกิตติคุณมิใช่พันธกิจอันดับต้นๆ ของคริสตจักรอย่างที่เขียนไว้ในจุดประสงค์   ทีมอภิบาลและคณะธรรมกิจคริสตจักรรู้สึกดีถ้ากิจกรรมต่างๆ ในวันอาทิตย์ของคริสตจักรดำเนินไปด้วยดี   หลายกิจกรรมดังกล่าวก็ยังดำเนินต่อไปได้   แต่เป็นงานและกิจกรรมจำเจที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือเกิดประโยชน์อันใดมากนัก

จากประสบการณ์ในการทำงานคริสตจักรของศิษยาภิบาลผ่านไประยะหนึ่ง   ศิษยาภิบาลได้พบความจริงว่า   แท้จริงแล้วคริสตจักรมิได้ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการทำงานพันธกิจ   คริสตจักรมิได้อ่อนด้อยสมาชิกที่มีความสามารถและความชำนาญด้านต่างๆ  หรืองบประมาณ   และจริงๆ แล้วคริสตจักรมิได้ติดขัดที่ไม่มีจุดประสงค์ในการทำพันธกิจที่ชัดเจน    แต่ตัวปัญหาใหญ่ที่พบในคริสตจักรคือ   คริสตจักรขาดการที่จะมาร่วมกันทบทวนและสะท้อนคิด  สกัดบทเรียนจากประสบการณ์ในการทำงานกิจกรรมและพันธกิจต่างๆ ที่คริสตจักรที่ได้ทำลงไปแล้ว

คริสตจักรทำพันธกิจแต่ไม่สนใจที่จะเรียนรู้!   มิได้ใส่ใจว่าพระเจ้าทรงกระทำอะไร อย่างไรในพันธกิจที่คริสตจักรได้ทำผ่านมา   ไม่สนใจเรียนรู้ว่าพันธกิจที่ทำไปแล้วนั้นเกิดผลหรือไม่เกิดผลอย่างไร?   มิใยที่จะค้นหาว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดผลการทำพันธกิจเช่นนั้น

คริสตจักรก็เป็นชุมชนหนึ่งที่สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์การทำพันธกิจของตน   ด้วยการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำพันธกิจแต่ละครั้ง   แต่ที่พบคือ  คริสตจักรมิได้มีการประเมินและวัดผลการทำพันธกิจว่า  ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวตามจุดประสงค์ที่คริสตจักรได้กำหนดไว้มากน้อยแค่ไหน/อย่างไร   และที่น่าเสียดายคือ  คริสตจักรมองข้ามโอกาสที่จะนำบทเรียนที่ได้จากการสกัดประสบการณ์ดังกล่าวมาสังเคราะห์เป็นแนวทางปฏิบัติพันธกิจในครั้งต่อๆ ไป   ซึ่งบทเรียนในแต่ละครั้งเป็นพระพรของพระเจ้าที่ให้แก่คริสตจักร

ที่ผ่านมาคริสตจักรได้ละเลยที่จะน้อมรับและตักตวงพระพรที่ได้จากการทำพันธกิจด้านต่างๆ ของคริสตจักรดังที่กล่าว   การทำพันธกิจของคริสตจักรจึงทำแบบ “ทำทิ้ง(ทำขว้าง)” ขอให้ทำเสร็จก็พอใจ   ขอให้มีการนมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์(และทุกอย่างเป็นไปด้วยดี)ก็ดีแล้ว  เป็นต้น   คริสตจักรไม่ได้มาร่วมกันทบทวนและสะท้อนคิดว่า 

  • การนมัสการพระเจ้าเช้าวันอาทิตย์ที่ทำไปเป็นอย่างไรบ้าง? 
  • เกิดผลอย่างไรบ้าง? 
  • สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นตามจุดประสงค์มีอะไรบ้าง?  
  • ทำไมสิ่งดีๆ ดังกล่าวถึงเกิดขึ้นได้? 
  • จุดประสงค์ในประการใดบ้างที่ไม่เกิดขึ้น?  
  • ทำไมถึงไม่เกิดขึ้น?  
  • แล้วคริสตจักรจะแก้ไข-พัฒนาอย่างไรบ้าง  
  • คริสตจักรได้บทเรียนอะไรบ้างจากการทบทวน และ สะท้อนคิดประสบการณ์การทำพันธกิจนมัสการครั้งนี้?
  • คริสตจักรจะนำบทเรียนที่ได้รับนี้ไปเป็นแนวทางในการทำพันธกิจข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร? 
 
ประเด็นคำถามชุดนี้ควรนำมาถามเมื่อทำพันธกิจแต่ละพันธกิจเสร็จแล้ว   ไม่ว่าจะเป็นการนมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์   ชั้นเรียนรวีวารศึกษาระดับต่างๆ   กลุ่มเรียนพระคัมภีร์   กลุ่มเสริมสร้างชีวิตสาวกกลุ่มต่างๆ   พันธกิจอนุชน  และ วัยรุ่นกลุ่มต่างๆ   พันธกิจสตรีคริสเตียน   พันธกิจผู้สูงอายุ   พันธกิจการเผยแพร่พระกิตติคุณ   และพันธกิจการรับใช้บริการในชุมชนเพื่อสำแดงความรักของพระเยซูคริสต์  และ ฯลฯ

คงไม่เป็นการกล่าวหากันรุนแรงเกินไปนะครับว่า   คริสตจักร “ละทิ้งพระพร” “มองข้ามพระพร” ที่พระเจ้าประทานให้เมื่อคริสตจักรทำพันธกิจของพระองค์   และเมื่อคริสตจักร “ละทิ้งพระพร”   สมาชิกคริสตจักรก็ “อดรับพระพร” ไปด้วยครับ

คริสตจักรควรกระทำการทบทวนและสะท้อนคิดภายหลังการทำพันธกิจทุกพันธกิจที่ได้ทำแล้ว!

การกระทำเช่นนี้คือการที่เรา “น้อมรับและนับพระพร” ที่พระเจ้าประทานแก่เราผ่านพันธกิจที่เราทำด้วยกัน

ดั่งเช่นโยเซฟ   ที่เติบโตขึ้นมาด้วยนิมิตในชีวิต   แต่ท่านกลับถูกพวกพี่ๆ ขายให้กับพ่อค้า  แล้วถูกขายต่อไปเป็นคนใช้ในบ้านของโปทิฟาร์ขุนนางของฟาโรห์   ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์   ท่ามกลางชีวิตที่ผันแปรอย่างไม่คาดคิด  แทนที่จะทำให้ชีวิตของโยเซฟหมดอาลัยตายอยาก   แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น   เพราะในประสบการณ์ชีวิตของโยเซฟเขามั่นใจว่าพระเจ้าทรงอยู่กับท่าน

ประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่านทุกครั้ง   ท่านได้รับบทเรียนว่าพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของท่าน   ท่านถูกพวกพี่ๆ ขาย   แต่ท่านกลับพบว่าพระเจ้าทรงให้ชีวิตและการงานประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจของโปทิฟาร์จนตั้งให้เป็นผู้ดูแลทุกสิ่งทุกงานในบ้านแทนเจ้านาย (ปฐมกาล 39:1-6)

โยเซฟที่ตั้งอกตั้งใจทำสิ่งดีถูกต้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้า   ปฏิเสธที่จะเป็นชู้กับภรรยาของโปทิฟาร์   แต่เขากลับถูกกล่าวร้ายจนต้องโทษในคุกหลวงใต้ดิน   ในการต้องโทษจำคุกนั้นโยเซฟได้เรียนรู้อีกว่า พระเจ้าทรงอยู่กับโยเซฟ  พระเจ้าทรงสำแดงความรักมั่นคงต่อท่าน  ทรงให้พัศดีโปรดปรานโยเซฟ   และพระเจ้าทรงทำให้สิ่งที่โยเซฟทำนั้นสำเร็จ (ปฐมกาล 39:19-23)

จนกระทั่งเมื่อโยเซฟอายุได้ 30 ปี   ได้เข้าเฝ้าฟาโรห์เพื่อทำนายฝัน   โยเซฟยืนยันกับฟาโรห์ว่า   ที่ท่านทำนายฝันให้ฟาโรห์ได้เพราะพระเจ้าเป็นผู้ประทานคำตอบของความฝันให้กับฟาโรห์ (41:16)   นอกจากโยเซฟทำนายฝันแก่ฟาโรห์แล้ว   ท่านยังเสนอแผนการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติการกันดารอาหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย (ข้อ 33-36)   ในที่สุด ฟาโรห์แต่งตั้งให้โยเซฟเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดรองจากฟาโรห์เพื่อดำเนินตามแผนการที่ท่านได้เสนอนั้น

ตลอดชีวิตที่ผ่านมาทุกช่วงเหตุการณ์ โยเซฟได้ทบทวน สะท้อนคิด  ใคร่ครวญและไตร่ตรองถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตของท่านที่ผ่านมา   ซึ่งดูแล้วท่านมีชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ   ต้องถูกขายตัดขาดจากพ่อที่ตนรัก   ถูกจำคุกเพราะไม่ต้องการทำผิดพระประสงค์ของพระเจ้า   ท่านไม่ได้เห็นว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นความทุกข์ยากโชคร้ายในชีวิตของท่าน

แต่ท่านได้สรุปบทเรียนชีวิตของตนว่า   เหตุการณ์ทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นนี้เป็นการที่พระเจ้าทรงใช้ท่านให้มาเตรียมการของพระองค์เพื่อรับมือกับการกันดารอาหาร  เป็นการช่วยให้ครอบครัวของท่านรอดพ้นภัยพิบัติครั้งนี้    ท่านกล่าวกับพวกพี่ชายที่มาขอซื้อข้าว   และรู้ว่าท่านคือโยเซฟที่พวกเขาขายมานั้นว่า  “แต่เดี๋ยวนี้อย่าเสียใจไปเลย   อย่าโกรธตัวเองที่ขายฉันมาที่นี่   เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้ฉันให้มาก่อนหน้าพวกพี่  เพื่อจะได้ช่วยชีวิต...”(45:5)

โยเซฟเห็นชีวิตที่ลุ่มๆ ดอนๆ  ชีวิตที่ต้องทุกข์ยากลำบากของท่านว่า   เป็นแผนการที่เป็นพระพรของพระเจ้าสำหรับชีวิตของท่าน และ ครอบครัวใหญ่ของท่าน  และคนในสังคมชุมชนโลก(ในสมัยนั้น)   ทั้งนี้เพราะท่านใคร่ครวญ  ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ชีวิต  ท่านได้เรียนรู้ในทุกประสบการณ์ชีวิตของท่านว่า  พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย   ทรงนำ และอวยพระพร ในทุกสถานการณ์ชีวิต   ในทุกการงานที่ท่านรับผิดชอบพระเจ้าทรงประทานความสำเร็จแก่ท่าน  

เมื่อคริสตจักรทำพันธกิจด้านต่างๆ   จำเป็นอย่างยิ่งที่คริสตจักรจะต้องทบทวน สะท้อนคิด  และไตร่ตรองถึงสิ่งที่ตนได้ทำและผลที่เกิดขึ้น   เพื่อจะเรียนรู้ถึงการทรงนำ  พระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในคริสตจักร และ ผ่านคริสตจักร   เพื่อคริสตจักรจะได้สัมผัสถึงพระพรของพระเจ้า   และนำพระพรนั้นเป็นพลังที่จะขับเคลื่อนพันธกิจครั้งต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่อง

Lent ปีนี้ให้เราเริ่มเรียนรู้ที่จะทบทวนและสะท้อนคิดประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในคริสตจักรและผ่านคริสตจักรของเรา   เพื่อเราจะไม่ละเลยและมองข้ามพระพรของพระเจ้าที่ประทานแก่คริสตจักรของเรา     ให้เราน้อมรับและนับพระพรของพระเจ้าทุกครั้งครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

18 กุมภาพันธ์ 2556

Lent 3: มีกินมีอยู่ด้วยพระคุณ


ระบบเศรษฐศาสตร์ในแผ่นดินของพระเจ้า
อ่าน มัทธิว 20:1-16

แผ่นดินสวรรค์เป็นเช่นเจ้าของสวนองุ่นที่ออกไปแต่เช้าเพื่อจ้างคนมาทำงานในสวนของตน   เมื่อเขาตกลงว่าจะจ่ายค่าจ้างวันละหนึ่งเดนาริอันแล้วพวกเขาก็ไปทำงานในสวนองุ่น...

ลูกจ้างที่มาเริ่มทำงานเมื่อบ่ายห้าโมงเย็นรับเงินไปคนละหนึ่งเดนาริอัน   ฝ่ายคนที่มาก่อนนึกว่าตนจะได้มากกว่านั้น   แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน   เมื่อพวกเขารับเงินแล้วจึงบ่นต่อว่าเจ้าของสวน   คนมาทีหลังทำงานแค่ชั่วโมงเดียวกลับได้เท่าๆ กับเราที่ตรากตรำกรำแดดมาทั้งวัน

แต่เจ้าของสวนตอบคนหนึ่งในพวกนั้นว่า   “เพื่อนเอ๋ยเราไม่ได้โกงนะ   ก็ตกลงกันไว้ว่าหนึ่งเดนาริอันไม่ใช่หรือ...   เราพอใจจะให้คนมาทีหลังเท่าๆ กันกับท่าน   เงินของเรา  เราไม่มีสิทธิ์ใช้ตามใจชอบหรือ   หรือว่าท่านอิจฉาเพราะเห็นเราใจกว้าง”  (ข้อ 1-2, 9-15 อมตธรรม)

คนในสมัยพระเยซูคงมีความรู้สึกว่า   พระเยซูเป็นคนที่พวกเขาเข้าใจยาก  เดาใจไม่ถูก   หลายๆ เรื่องพระองค์มีความคิดและพฤติกรรมที่ทวนกระแสสังคม  และประเพณีนิยมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือทำตาม   ยิ่งพวกผู้นำศาสนายิว   นักการเมือง  คนมั่งมี   คงกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า   “เราไม่เข้าใจคนบ้านนอกคนนี้” 

ในสายตาของประชาชน  พระเยซูคริสต์เป็นที่เคารพนับถือในด้านศาสนา   แต่ไม่มีตำแหน่งในวงการศาสนา   เป็นคนที่เติบโตในบ้านนอก   พระองค์สอนให้สาวกที่ติดตามเป็นคนเคร่งครัดในธรรมบัญญัติของพระเจ้า   แต่พระองค์กลับคบค้าสมาคมกินข้าวกินปลาร่วมกับพวกคนเก็บภาษี  คนนอกรีต  รวมทั้งหญิงโสเภณี 

คำสอนของพระเยซูฟังดูแปลกแตกต่างจากพวกธรรมาจารย์ ฟาริสี และผู้นำศาสนายิวคนอื่นๆ   พระองค์บอกว่าคนมั่งมีจะเข้าแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากยิ่งกว่าอูฐจะลอดรูเข็มเสียอีก   แล้วอย่างงี้ใครจะเข้าแผ่นดินสวรรค์ได้   เมื่อหญิงหม้ายนำเงินเพียงไม่กี่สตางค์มาถวายที่พระวิหารแต่พระองค์บอกว่าหญิงหม้ายนำเงินมาถวายพระเจ้ามากกว่าเศรษฐีที่นำเงินมาถวายจำนวนมาก

พระเยซูอยู่เคียงข้างคนยากคนจน  คนด้อยโอกาส   คนที่ถูกสังคมตราหน้าหน้าว่าบาปหนา   คนเจ็บป่วยที่สังคมรังเกียจกีดกัน   คนที่ผีสิงผีเข้า   แต่ทำไมพระองค์ปล่อยให้หญิงคนหนึ่งชโลมบนพระเศียรของพระองค์ด้วยน้ำมันหอมนารดาที่ราคาแพงลิบลิ่วเป็นหมื่นเป็นแสนบาทในปัจจุบัน   ทำให้เสียของ   แทนที่จะขายน้ำมันหอมนั้นแล้วเอาเงินไปช่วยคนยากคนจน  คนเจ็บป่วยอดอยาก

อุปมาที่เราอ่านในวันนี้   เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้างแรงงาน   เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำมาหากิน  การอยู่รอด  เป็นเรื่องเศรษฐกิจ   มุมมองและระบบคุณค่าของพระองค์ก็สร้างความรู้สึกงงงวยขัดแย้งขึ้นในสังคมตอนนั้นด้วยเช่นกัน

บนหลักคิดของคนทั่วไปทั้งมั่งมีและยากจนต่างมองว่า  คนทำงานมาก คนทำงานหนัก ควรได้รับค่าจ้าง มากกว่าคนทำงานน้อย  คนทำงานเพียงชั่วครู่ชั่วยาม    ดังนั้น หลักค่าจ้างแรงงานในที่นี้คือความสัมพันธ์ระหว่างงานที่ทำกับเงินค่าจ้างที่ได้รับ   เป็นมุมมองเศรษฐศาสตร์แบบ พ.ศ. 2504 ยุคผู้ใหญ่ลี   หรือจอมพล สฤษดิ์  ธนรัตน์    ที่มีสโลแกนว่า “งานคือเงิน  เงินคืองาน  บันดาลสุข”?  ที่มองว่า  ทำงานเพื่อทำเงิน  ทำเงินเพื่อสร้างความสุข?

แต่พระเยซูคริสต์กล่าวถึงระบบคุณค่าในแผ่นดินของพระเจ้าถึงงานและเงินที่แตกต่างสวนทางกับหลักคิดของคนในสังคมยุคนั้น  และก็รวมถึงยุคนี้ด้วย   น่าสังเกตว่า  
  • เจ้าของสวนองุ่นตกลงกับคนที่มาทำงานแต่เช้าตรู่ว่าค่าแรงทั้งวันในการทำงานคือ หนึ่งเดนาริอัน    หนึ่งเดนาริอันเป็นค่าจ้างแรงงานที่พอนำไปเลี้ยงชีวิตครอบครัวได้หนึ่งวัน   หลักคิดการทำงานในแผ่นดินของพระเจ้าคือ  ทำงานเพื่อคุณค่าความหมายของชีวิต   ทำงานเพื่อการมีกินมีอยู่ของครอบครัว   การทำงานเป็นความรับผิดชอบ
  • เรื่องของแรงงานจะต้องอยู่บนรากฐานของความยุติธรรม   ในที่นี้ความยุติธรรมมีสองนัยยะด้วยกันคือ  เจ้าของสวนองุ่นทำตามที่สัญญาตกลงกันเกี่ยวกับเรื่องค่าจ้าง   นัยยะที่สองคือ ในการตกลงเรื่องค่าจ้างแรงงานจะไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน   กล่าวคือ  ค่าจ้างแรงงานต้องพอที่ผู้ใช้แรงงานจะมีพอนำไปเลี้ยงดูครอบครัวและชีวิตของตนเอง   สำหรับแผ่นดินของพระเจ้า  การทำงานเป็นเรื่องของชีวิตของตนและครอบครัว   เป็นเรื่องคุณค่าของชีวิตและความรับผิดชอบต่อกันและกัน   มิใช่เพียง “ทำงานเพื่อทำเงิน”
  • ความยุติธรรมเรื่องค่าจ้างแรงงานในแผ่นดินของพระเจ้าต้องเป็นความยุติธรรมที่ควบคู่ไปกับความเมตตากรุณา    ระบบคุณค่าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่สามารถแยกความยุติธรรมออกจากความเมตตากรุณา   ในอุปมานี้จึงแสดงออกชัดเจนว่า   แม้แรงงานแต่ละกลุ่มมาทำงานในเวลาที่แตกต่างกัน   แต่ทุกคนได้รับค่าจ้างแรงงานพอนำไปเลี้ยงดูเพื่อความอยู่รอดในครอบครัวในวันนั้น    ดังนั้น  ค่าจ้างแรงงานในที่นี้จึงเป็นระบบความยุติธรรมที่เปี่ยมล้นด้วยความรักเมตตากรุณาจากเจ้าของสวนองุ่น   ที่พระองค์ต้องการให้ค่าแรงงานเพื่อการดำรงชีวิตและอยู่รอดของผู้ทำงาน   แต่มิใช่ให้เพราะทำงานมากหรือน้อย  ตำแหน่งสูงหรือไม่มีตำแหน่ง  


สำหรับแผ่นดินของพระเจ้าแล้ว   การงานความรับผิดชอบอาจจะแตกต่างกันไป   แต่ผลตอบแทนจากแรงงานต่างได้รับความเมตตาจากเจ้าของสวนหรือพระเจ้า   ซึ่งสวนกระแสคิดกับสังคมทั่วไปที่   ความแตกต่างของงานที่ทำ  เป็นตัวกำหนดค่าตอบแทน รายได้ แรงงานที่ได้รับ   และที่สำคัญคือกระแสสังคมมีมุมมองว่า “ทำงานเพื่อทำเงิน”   จนตกหลุมพรางว่า “คุณค่าชีวิตอยู่ที่เงินค่าแรงที่ได้รับ”   งานใด ตำแหน่งใดที่ได้เงินค่าจ้างหรือค่าตอบแทนน้อย  ทำให้ผู้ทำงานคนนั้นรู้สึกว่างานที่ทำ และ ตนเองด้อยคุณค่ากว่าคนที่ทำงานแล้วได้รับค่าตอบแทนแรงงานมากกว่าตน

ขอตั้งข้อสังเกตว่า ตามระบบคุณค่าในแผ่นดินของพระเจ้า  ตำแหน่ง  ความชำนาญ  หน้าที่การงาน  และความรับผิดชอบ  มิใช่ตัวกำหนดความแตกต่างค่าจ้างแรงงาน   และในเวลาเดียวกันอัตราหรือจำนวนของค่าจ้างแรงงานมิใช่ตัวบ่งชี้ถึงความสามารถ  และความสำคัญของงานที่ทำ  หรือความแตกต่างในคุณค่าของคนทำงาน

แต่การทำงาน และ การได้ค่าตอบแทนจากการทำงานในแผ่นดินของพระเจ้าเป็นพระคุณของพระเจ้า   เพราะการทำงานเกิดจากการทรงเรียกของพระเจ้า   การทำงานคือการที่เราเข้ามาร่วมพระราชกิจของพระองค์   “ในสวนองุ่น” ของพระองค์    สำหรับค่าแรงงานที่ได้รับนั้นแท้จริงเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ทรงประทานแก่เราให้สามารถมีอยู่มีกินมีชีวิตรอดได้   และทุกชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้าในสวนองุ่นของพระองค์ต่างมีคุณค่าความหมายทั้งสิ้น  

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ทุกวันนี้ท่านมีมุมมองต่องานที่ท่านทำและรับผิดชอบอย่างไรบ้าง?

2. ถ้าในคำอุปมาของพระเยซูที่เราศึกษาใคร่ครวญในวันนี้   พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของสวนองุ่น  เรื่องราวอุปมาเรื่องนี้สอนถึงระบบเศรษฐกิจแห่งพระคุณอย่างไรบ้าง?

3. ท่านคือใครในอุปมาเรื่องนี้?   ท่านเป็นคนงานที่มาทำงานในสวนองุ่นตั้งแต่เช้า  และรู้สึกไม่พอใจกับค่าแรงที่ได้รับ หรือ ท่านเป็นแรงงานที่มาทำงานในช่วงบ่าย   ทำงานเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้แรงงานเต็มวัน?   ทำไมท่านถึงคิดว่าท่านเป็นคนทำงานในกลุ่มดังกล่าว?   และมีความรู้สึกเช่นใดบ้าง?

4. ท่านได้เรียนรู้บทเรียนอะไรบ้างจากวิธีคิดของเจ้าของสวนองุ่น?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า   น้ำพระทัยอันกว้างขวางของพระองค์เหนือที่ข้าพระองค์จะเข้าใจได้   ความคิดเรื่องความยุติธรรมของพระองค์ก็แตกต่างจากวิธีคิดของข้าพระองค์   โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะใส่ใจอย่างละเอียดถ้วนถี่ในวิถีการทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์   ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระเมตตากรุณาอันกว้างใหญ่ไพศาลของพระองค์ 

ในวันนี้เมื่อข้าพระองค์ทำงานใดๆ โปรดกระตุ้นเตือนให้ข้าพระองค์สำนึกว่า  พระองค์ทรงเรียกให้ข้าพระองค์มาร่วมกระทำในพระราชกิจของพระองค์ในงานนั้นๆ   และโปรดช่วยให้ข้าพระองค์กระทำงานนั้นด้วยจิตใจที่ขอบพระคุณพระองค์   ด้วยความมุ่งมั่นสนองตอบพระประสงค์ของพระองค์   และขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระคุณของพระองค์ที่ประทานผ่านมาทางน้ำพักน้ำแรงของการทำงาน    อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

15 กุมภาพันธ์ 2556

Lent 2: การให้อภัย


อ่าน  มัทธิว 18:21-35

...เปโตรมาทูลพระองค์ว่า  
“องค์พระผู้เป็นเจ้า  ข้าพระองค์ควรยกโทษให้พี่น้องที่ทำผิดต่อข้าพระองค์สักกี่ครั้ง?   ถึงเจ็ดครั้งเชียวหรือ?
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “เราไม่ได้บอกท่านว่าเจ็ดครั้ง  แต่เจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ด”
(ข้อ 21-22 ฉบับมาตรฐาน)

การให้อภัย หรือ การยกโทษ มิใช่ปมประเด็นปัญหาของสังคมปัจจุบันเท่านั้น   ในสมัยของพระเยซูคริสต์การให้อภัยก็เป็นประเด็นปัญหาด้วยเช่นกัน

เมื่อพระเยซูกล่าวถึงเรื่องการให้อภัย หรือ การยกโทษแก่พี่น้องที่กระทำผิดต่อเรา   เปโตรมีคำถามขึ้นมาทันทีว่า   แล้วเราจะต้องยกโทษให้พี่น้องที่กระทำผิดต่อเรากี่ครั้ง   ตามคำสอนของพวกธรรมาจารย์สอนพวกยิวไว้ว่า ควรยกโทษแก่พี่น้องสามครั้ง   ในพระธรรมตอนนี้เปโตรจึงถามพระเยซูว่า   ถ้ามิใช่สามครั้งต้องถึงเจ็ดครั้งเชียวหรือ?   เปโตรคงคาดในใจว่า  พระเยซูจะยืนยันคำตอบของตนว่าถูกต้อง   เพราะอย่างน้อยพวกยิวก็ถือว่าเลขเจ็ดเป็นเลขที่เล็งถึงความสมบูรณ์

ผิดคาดเต็มเปา   พระเยซูกลับตอบเปโตรว่า   “เราไม่ได้บอกท่านว่าเจ็ดครั้ง(นะ)   แต่เจ็ดสิบครั้งคูณด้วยเจ็ด”   สำนวนแปลในอมตธรรมแปลว่า “...เจ็ดสิบเจ็ดครั้ง”   จุดมุ่งหมายของพระเยซูในการกล่าวตอบนี้มิได้ต้องการบอกเจาะจงลงไปว่ากี่ครั้ง   แต่พระองค์ทรงมีมุมมองว่า   การให้อภัยไม่มีเงื่อนไขที่จำนวนครั้ง   แต่การอภัยเป็นประเด็นของจิตวิญญาณ   เป็นน้ำใจแบบพระคริสต์   เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า   และที่สำคัญคือการให้อภัยเป็นพระราชกิจที่สำคัญยิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสำหรับมนุษย์ที่พระองค์ทรงรัก

การให้อภัยเป็นพระราชกิจของพระเจ้าที่กระทำเพื่อเรา  และพระองค์ประสงค์และทรงเรียกให้คริสตชนสานต่อพระราชกิจประเด็นนี้ของพระองค์ในสังคมโลกปัจจุบัน

เมื่อพระเยซูคริสต์สอนสาวกให้อธิษฐาน  ในตอนหนึ่งพระองค์สอนว่า  “ขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์   เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์” (มัทธิว 6:12)   และพระองค์อธิบายต่อไปในข้อที่ 14-15 ว่า  “เพราะว่าถ้าพวกท่านให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์   พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์จะทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านด้วย   แต่ถ้าพวกท่านไม่ให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์   พระบิดาของท่านจะไม่ทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านเหมือนกัน” (ฉบับมาตรฐาน)

การให้อภัยเป็นคุณภาพและวินัยชีวิตประการหนึ่งในแผ่นดินของพระเจ้า 

พระเยซูคริสต์ทรงเริ่มคำอุปมาของพระองค์ว่า  “แผ่นดินสวรรค์ก็เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่ง...”   จากนั้น พระองค์เล่าว่า คนใช้หรือทาสของของเจ้านายองค์นี้เป็นหนี้เจ้านายมากมายถึง หนึ่งหมื่นตะลันต์ (ถ้าในปัจจุบันคิดเป็นหลายล้านบาท)   แต่เขาไม่สามารถใช้หนี้ได้   ตามการปฏิบัติในสมัยนั้น   เขาต้องขายทรัพย์สินทุกอย่างที่มีเพื่อมาใช้หนี้  และถ้ายังไม่พอก็ต้องขายลูกขายเมียมาใช้หนี้  หรือไม่ก็ต้องถูกจำจองจนกว่าจะใช้หนี้หมด    แต่เมื่อเจ้านายรู้ว่า  ทาสไม่มีทางจะใช้หนี้ได้  ด้วยความเมตตาสงสาร   เจ้านายจึงยกหนี้ให้ทั้งหมด...   แต่ทาสคนนี้กลับไปรีดนาทาเร้นเพื่อนทาสด้วยกันที่เป็นหนี้เขาเพียงร้อยเดนาริอัน   และจับเพื่อนทาสเข้าคุก   เมื่อเจ้านายรู้เรื่องทาสผู้ไม่ยอมให้อภัย   แม้เจ้านายได้ยกโทษไปแล้ว   แต่ให้คนไปจับทาสของตนคนนั้นเข้าคุกจนกว่าจะใช้หนี้หมด   และพระเยซูคริสต์ลงท้ายคำอุปมาด้วยคำกล่าวที่ว่า  “พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ก็จะทรงกระทำต่อพวกท่านอย่างนั้น   ถ้าพวกท่านแต่ละคนไม่ยอมยกโทษให้พี่น้องจากใจของท่าน” (ข้อ 35)

พระเยซูคริสต์มีมุมมองว่า   การให้อภัยพี่น้องเป็นสิ่งที่ต้องกระทำก่อนการถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งการให้อภัยแก่พี่น้องจากใจของเราสำคัญกว่าการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา  มัทธิว 5:23-24 พระเยซูคริสต์ตรัสสอนว่า  “เพราะฉะนั้น  ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว   และระลึกขึ้นได้ว่า   พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน   จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา   และกลับไปคืนดี (การให้อภัยแก่กันและกัน)กับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน   แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน” (ฉบับมาตรฐาน)

การให้อภัยเป็นเรื่องที่เราพอจะเข้าใจได้   แต่เป็นการยากที่เราจะปฏิบัติจากใจ   แต่จากอุปมาเรื่องนี้พระเยซูคริสต์ต้องการให้เราอภัยแก่พี่น้องของเรา  เฉกเช่นพระองค์ทรงให้อภัยแก่เราด้วยความรักเมตตาจากพระทัยของพระองค์   และทรงกอบกู้ไถ่ถอนเราให้ออกจากอำนาจของความผิดบาป  ด้วยบาดแผล  ความเจ็บปวด  และชีวิตของพระองค์บนกางเขน   พระเยซูคริสต์ทรงคาดหวังว่า   เมื่อเราได้รับการอภัยโทษบาปจากพระองค์แล้ว   เราควรจะมีใจรักและเมตตาอภัยการกระทำผิดของพี่น้องที่กระทำต่อเราด้วย

วันนี้  พระคริสต์ทรงเรียกเราในฐานะสาวกของพระองค์ให้อภัยความผิดของพี่น้องที่กระทำลงไป   แม้เราเคยให้อภัยครั้งแล้วครั้งเล่า(เรื่องเก่าซ้ำซาก)ก็ตาม   โดยให้เราระลึกถึงความรักเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ที่มีในชีวิตเรา   พระองค์ก็ทรงรักเมตตากรุณาชีวิตของพี่น้องของเราด้วย

วันนี้  พระคริสต์ทรงเรียกให้เราสานต่อพระราชกิจแห่งการให้อภัยต่อจากพระองค์   ผ่านการดำเนินชีวิตของเราทั้งในครอบครัว  ที่ทำงาน  คริสตจักร  และสังคมชุมชนโลก

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. อะไรที่เป็นอุปสรรคของท่านต่อการรับการให้อภัยโทษบาปด้วยใจรักของพระคริสต์?
2. ความคิด   การกระทำ   และ ความรู้สึกมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไรบ้างในการรับการอภัย และ ในการให้อภัย?
3. ขอท่านช่วยอธิบายถึง ประสบการณ์ในชีวิตของท่านที่ได้รับการอภัยจากบางคนอย่างไม่คาดฝัน   ขอช่วยเล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นช่วยให้ท่านได้เรียนรู้ที่จะให้อภัยแก่ผู้อื่นอย่างไรบ้าง?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเจ้าที่รัก   ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์สำหรับการทรงอภัยโทษบาปที่ยิ่งใหญ่ที่ทรงสำแดงผ่านทางความรักเมตตาในชีวิตของพระเยซูคริสต์    ขอโปรดเมตตาอภัยแก่ข้าพระองค์ที่หลายครั้งได้ล้มเหลวในการที่จะอภัยแก่ผู้อื่น   ขอทรงโปรดเพิ่มพูนหนุนเสริมพลังชีวิตแก่ข้าพระองค์ทางพระวิญญาณบริสุทธิ์   เพื่อให้ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตบนวิถีตามน้ำพระทัยของพระองค์ที่จะให้อภัยแก่ผู้คนรอบข้างในวันนี้  ด้วยความรักเมตตาแบบพระคริสต์   ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

13 กุมภาพันธ์ 2556

Lent 1: พระเมตตากรุณาของพระเจ้า


อ่าน สดุดี 103
บิดาเอ็นดูสงสารบุตรของตนฉันใด
องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงเอ็นดูสงสารผู้ที่ยำเกรงพระองค์ฉันนั้น
เพราะพระองค์ทรงทราบว่าเราถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร
พระองค์ทรงระลึกว่าเราเป็นธุลีดิน 
(ข้อ 13-14 อมตธรรม)

อย่างที่กล่าวมาก่อนนี้แล้วว่า  Lent เริ่มต้นในวันพุธขี้เถ้า   เป็นที่งงสำหรับผมเองอย่างยิ่งว่า “วันพุธขี้เถ้าคืออะไรกันแน่?”   ผมเติบโตขึ้นมาในคริสตจักรโปรเตสแตนท์ ในสังกัด คริสตจักรภาคที่ 7  สภาคริสตจักรในประเทศไทย  ไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

ต่อมาผมได้มาเรียนที่โรงเรียนพระคริสตธรรมเชียงใหม่ (ปัจจุบันเป็นวิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี  เป็นคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยพายัพ)  ในช่วง 5-6 ปีแรกไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องวันพุธขี้เถ้า   จนมาในปีสุดท้ายถึงมีโอกาสร่วมในพิธีวันพุธขี้เถ้า   ขอสารภาพว่าในครั้งแรกนี้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดกับพิธีนี้  แปลกประหลาดเพราะไม่เคยปฏิบัติมาก่อน   และผมบอกกับตนเองว่าผมอ่านพระคัมภีร์มาเป็นสิบๆ ปีไม่เห็นมีวันพุธขี้เถ้าในพระคัมภีร์สักแห่งเลย!

ผมร่วมในพิธีวันพุธขี้เถ้า   แต่ผมไม่ทำอย่างคนอื่นที่ทำกันในวันพุธขี้เถ้า (เพิ่งมาตระหนักว่าตนเป็นนักศึกษาที่ดื้อด้านพอประมาณทีเดียว!)   ผมเห็นอาจารย์เอาขี้เถ้า หรือ โคลนเถ้า มาป้ายทำสัญญลักษณ์กางเขนที่หน้าผากของนักศึกษาแต่ละคนที่สมัครใจ   พร้อมกับกล่าวว่า  “ท่านมาจากดิน  ท่านจะกลับไปเป็นธุลีดิน”

ทันทีเกิดคำถามขึ้นในใจ  “เอ ประโยคนี้คุ้นหูจริงๆ เราเคยได้ยินมาจากไหนนะ?”   ใช่   เราจะได้ยินประโยคที่คล้ายคลึงกันนี้ในพิธีฝังศพครับ   เอ้า...แล้วทำไมมาใช้ในวันพุธขี้เถ้าที่ว่านี้ล่ะ?

ประโยคนี้ดัดแปลงมาจากพระธรรมปฐมกาล 3:19 “...เพราะเจ้าเป็นธุลีดิน...เจ้าจะกลับคืนสู่ธุลีดิน” (อมตธรรม)   พระธรรมข้อนี้เตือนสติเราแต่ละคนว่า   เราเป็นผู้ที่อ่อนแอ  เปราะบาง  จำกัด  ขัดสนในความเป็นคน   และเราต้องไม่ลืมว่า  พระเจ้าตรัสประโยคนี้กับอาดัมและเอวา   เมื่อชีวิตของเขาทั้งสองต้องตกลงใต้อำนาจของซาตานผู้หลอกลวง   และผลที่จะได้รับคือชีวิตที่ต้องตกระกำลำบาก  แม้สิ่งดีที่จะได้รับเช่นบุตรก็ยังต้องพบกับสภาพความทุกข์ในชีวิต   และชีวิตของเขา “มาจากดิน ก็จะกลับคืนสู่ธุลีดิน”   ความหมายจริงๆ คือ  ผู้ประกอบพิธีพุธขี้เถ้ากำลังบอกกับเราแต่ละคนว่า  “ท่านจะต้องตาย”   มิใช่พิธีที่มีความชื่นชมยินดีแต่ประการใดเลย!

ด้วยเหตุนี้   ในพิธีพุธขี้เถ้าจึงเป็นช่วงเวลาที่เตือนสติผู้ที่เข้ามาร่วมว่า  ตั้งแต่วันนี้ไปอีก 6 อาทิตย์   เป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องจริงจังทุ่มเทกับการพินิจพิจารณาใคร่ครวญถึงชีวิตที่เราดำเนินมาจนถึงวันนี้   ความจริงประการหนึ่งก็คือว่า  เราทุกคนมาจากธุลีดิน  ร่างกายของเราจะแตกสลายกลับคืนสู่ธุลีดิน...  เราทุกคนจะต้องตาย!   แต่ในเวลาเดียวกันความจริงประการที่สองที่ยิ่งใหญ่สำคัญกว่าประการที่หนึ่งสำหรับคริสตชนคือ “พระคุณของพระเจ้าที่ผ่านมาทางชีวิตและพระราชกิจของพระเยซูคริสต์”   เพราะในความตายนั้น พระเจ้าทรงประทานโอกาสแห่งชีวิตใหม่แก่มนุษย์แต่ละคน   Lent จึงเป็นช่วงเวลาที่เราคริสตชนแต่ละคนจะเปิดใจเปิดชีวิตรับความรักเมตตากรุณาของพระเจ้า   ที่จะทรงเสริมสร้างชีวิตใหม่ในตัวเรา   ถึงแม้ว่าเราจะต้องเสื่อมสลายกลับคืนสู่ธุลีดิน   แต่ความรักเมตตากรุณาของพระเจ้าจะมิเสื่อมสลาย   แต่เป็นพลังแห่งชีวิตใหม่ที่ปกป้องคุ้มครอง และ หนุนเสริมเพิ่มพลังจากพระเจ้า

วันนี้พุธขี้เถ้า  ที่เป็นวันเริ่มต้น Lent ของปี 2013 นี้   ขอให้เราเตือนสติกันและกันว่า “เราท่านนั้นเป็นธุลีดิน”   ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องการพึ่งพาในพระคุณความรักเมตตากรุณาของพระเจ้าในชีวิตแต่ละวันของเรา   ในช่วงเวลาของ Lent ให้เราจาริกไปด้วยความสำนึกและตระหนักรู้ว่า   พระเจ้าทรงรู้จักเราแต่ละคนอย่างดี   พระองค์รู้ว่าเราแต่ละคนถูกสร้างขึ้นอย่างไร   มีสภาพชีวิตเช่นไร  เปราะบางและมาจากธุลีดิน   แต่ความเมตตากรุณาของพระเจ้ามีล้นเหลือสำหรับเราแต่ละคน   และที่สำคัญคือ  พระคริสต์ทรงดำเนินเคียงข้างชีวิตเราแต่ละคนในแต่ละวัน  ในทุกสถานการณ์ชีวิตครับ

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ท่านเคยมีโอกาสเข้าร่วมในพิธีพุธขี้เถ้าหรือไม่?   ท่านรู้สึกเช่นไร?
2. ในแต่ละวันท่านเตือนสติตนเองว่าท่านมาจากธุลีดิน จะต้องกลับคืนสู่ธุลีดินหรือไม่?   การเตือนสติตนเองเช่นนี้ ท่านรู้สึกและมีผลกระทบเช่นไรต่อชีวิตประจำวันของท่าน?
3. ท่านจะตอบสนองต่อพระคุณเมตตากรุณาของพระเจ้าที่มีต่อท่านอย่างไร?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ   ในวันนี้ข้าพระองค์ตระหนักรู้แล้วว่า  ข้าพระองค์มาจากธุลีดิน  และจะต้องกลับคืนสู่ธุลีดิน   ชีวิตข้าพระองค์อ่อนแอ  จำกัด  ขัดสน และเปราะบาง  ข้าพระองค์จึงต้องการและพึ่งพาในพระกำลังและความรอดที่มาจากพระองค์

ข้าพระองค์ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงรู้ถึงความเป็นธุลีดินของข้าพระองค์  แต่กลับทรงห่วงใยในความอ่อนแอของข้าพระองค์   พระองค์มิได้ทรงละทิ้งข้าพระองค์   แต่พระองค์ทรงพระคุณเมตตากรุณาต่อข้าพระองค์   พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์แห่งความรักเมตตาคว้าและฉุดข้าพระองค์ไว้   แล้วทรงเมตตากรุณาเอาพระทัยใส่ชีวิตที่มาจากธุลีดินของข้าพระองค์  ที่ถูกแปดเปื้อนครอบงำจากอำนาจแห่งความบาป

เกินความคาดหมาย   พระองค์กลับเป็นผู้แบกรับความบาปผิดของข้าพระองค์บนกางเขน  ด้วยเหตุนี้เอง  ข้าพระองค์จึงต้องการพึ่งในพระคุณเมตตาของพระองค์   ข้าพระองค์ต้องการพระผู้ช่วยให้รอดคือพระองค์

โปรดทรงบ่มเพาะและฟูมฟักข้าพระองค์ในช่วงเวลาของ Lent ที่ข้าพระองค์จะใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์ในทุกเวลา   และข้าพระองค์ขอถวายชีวิตทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณแด่พระองค์   เพื่อขอทรงเตรียมพร้อมข้าพระองค์สำหรับข่าวดีของพระองค์ที่กำลังเข้ามาในชีวิตของข้าพระองค์

ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักเมตตากรุณา  อุดมด้วยพระคุณ  อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

Lent : ช่วงเวลาเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า


ในฐานะคริสตชนที่เติบโตในโปรเตสแตนท์เราไม่ค่อยคุ้นชินกับ “Lent” หรือ มหาพรตที่ปฏิบัติกันเป็นประจำในคริสตชนคาทอลิก   เพื่อจะเข้าใจง่ายขึ้นผมขออนุญาตเป็นการส่วนตัวที่จะเรียกเทศกาล “Lent” ในภาษาไทยสำหรับคริสตชนโปรเตสแตน์ไทยว่า “เวลาเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า”   ซึ่งมิเพียงการจำกัดการเข้าถึงพระวาทะในพระคัมภีร์เท่านั้น  แต่เป็นการที่เราใช้ชีวิตใคร่ครวญถึง พระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นองค์พระวาทะของพระเจ้าที่ปรากฏ(มาบังเกิด)เป็นรูปธรรมที่มนุษย์และผู้คนสามารถจับต้องและสัมผัสได้

เมื่อถามว่าเทศกาล Lent หรือ ช่วงเวลาเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้านั้นคืออะไร?   คริสตชนที่เคยปฏิบัติในเรื่องนี้บางกลุ่มบางคนจะมีคำตอบว่า  “เป็นเวลาที่คริสตชนจะ ลด ละ เลิก บางสิ่งบางอย่างในชีวิตของตนด้วยความสมัครใจ”   เป็นคำตอบที่ถูกเพียงครึ่งหนึ่งครับ

เทศกาล Lent หรือ การเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า เป็นช่วงเวลา 40 วันก่อนวันคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ (ไม่นับวันอาทิตย์  ถ้านับวันอาทิตย์ด้วยจะเป็น 46 วัน)   หรือ พูดง่ายๆ ว่าเป็น 6 สัปดาห์ก่อนวันอาทิตย์คืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์  

ในเวลาเดียวกันทำให้เราระลึกถึงการที่ชนชาติอิสราเอลต้องเดินทางวนเวียนในถิ่นทุรกันดาร 40 ปีก่อนเข้าไปยึดครองในแผ่นดินแห่งพระสัญญา   ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตและชุมชนอิสราเอล  เปลี่ยนแปลง  เสริมสร้าง  บ่มเพาะความคิด ความเข้าใจ และความเชื่อศรัทธา  และวิถีการดำเนินชีวิตของอิสราเอลสำหรับแผ่นดินใหม่    เพื่อที่จะใช้วิถีชีวิตที่ได้รับจากการบ่มเพาะเสริมสร้างจากพระองค์เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตในแผ่นดินแห่งพระสัญญา

นอกจากนั้นแล้วเรายังระลึกถึง 40 วันที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร  อดอาหาร เพื่อแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าก่อนที่พระองค์จะออกเริ่มพระราชกิจของพระองค์   และภายหลัง 40 วันดังกล่าวพระองค์ถูกมารทดลอง   และทรงชนะการทดลองด้วยพระวาทะและการทรงนำ  การสถิตอยู่ด้วย  และการทรงปกป้องจากพระวิญญาณของพระเจ้า

ดังนั้น  Lent ช่วงเวลาการเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า   จึงเป็นโอกาสที่คริสตชนจะทุ่มเทจริงจังในการพินิจพิจารณาและใคร่ครวญชีวิตคริสตชนของตนที่ผ่านมา และ การมุ่งหน้าสู่การเป็นขึ้นใหม่ของพระเยซูคริสต์   เพื่อเข้าสู่ชีวิตใหม่ที่พระคริสต์ทรงนำมาและประทานแก่เรา    นอกจากการปรับเปลี่ยนละเลิกชีวิตที่ไม่เป็นตามพระวาทะของพระเจ้าแล้ว   ยังเป็นช่วงเวลาที่เราจะอุทิศถวายชีวิตของเรารับการทรงเปลี่ยนแปลง และ เสริมสร้างใหม่จากพระคริสต์  เพื่อเราจะได้เป็นขึ้นใหม่กับพระองค์

เพื่อเราจะเกิดความรู้  เข้าใจ  และคุ้นชินกับช่วงเวลา Lent ช่วงเวลาการเข้าถึงพระวาทะของพระเจ้า  จะขอสรุปโดยย่อว่า Lent คืออะไร  และ  Lent ไม่ใช่อะไร

  • Lent   เป็นช่วงเวลา 6 สัปดาห์ก่อนวันพระคริสต์คืนพระชนม์   ตามที่กล่าวแล้วว่า Lent เป็นช่วงเวลา 40 วันก่อนวันคืนพระชนม์  ซึ่งไม่นับรวมวันอาทิตย์  หรือถ้ารวมทั้งหมดก็เป็น 46 วัน   คำว่า “Lent” มาจากคำว่า “Spring”  (ฤดูใบไม้ผลิ) ในภาษาอังกฤษ      จะเริ่มต้นเทศกาล Lent ในวันพุธขี้เถ้า และ จบสิ้นในวันเสาร์ก่อนรุ่งอรุณวันคืนพระชนม์ของพระคริสต์
  • Lent เป็นช่วงเวลาการเติบโตของชีวิตจิตวิญญาณ   ในสมัยคริสตจักรดั้งเดิม Lent  เป็นช่วงเวลาที่คริสตชนใหม่เข้ารับการสอนเพื่อเตรียมตัวเข้ารับบัพติสมา   เพื่อผู้เชื่อจะใช้เวลานี้ในการพิจารณาใคร่ครวญถึงชีวิตและความผิดบาปในชีวิตของตนเองและสารภาพบาปผิดที่ตนมีอยู่   Lent เป็นช่วงเวลาที่เตือนให้คริสตชนระลึกถึงความต้องการจำเป็นในการที่ตนจะต้องได้รับการทรงยกโทษบาปจากพระเจ้า   และเตรียมชีวิตจิตใจให้พร้อมเพื่อจะรับชีวิตจิตวิญญาณใหม่ในวันที่พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย
  • Lent เป็นช่วงเวลาของการละเลิกบางอย่าง  และ  การน้อมรับสิ่งใหม่ในชีวิต  คริสตชนหลายคนที่ใช้ช่วงเวลานี้ในการลด ละ เลิก บางอย่างในชีวิต   แต่การลดละเลิกดังกล่าวมิใช่ลดละเลิกด้วยการมุ่งมองที่ความต้องการหรือความปรารถนาของตนเอง   แต่เป็นการลดละเลิกมุ่งมองที่องค์พระผู้เป็นเจ้า   เป็นการลดละเลิก เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า  เช่น  มิใช่การที่เราลดละเลิกเพื่อเราจะลดพุงลดน้ำหนักส่วนเกินในร่างกายของเรา   ดังนั้น  เราจึงอดอาหารกลางวันทุกจันทร์ พุธ ศุกร์ ในช่วง Lent   นี่ลดละเลิกเพื่อความปรารถนาของเราเอง   แต่ถ้าเราลดละเลิก อาหารวันจันทร์ พุธ และศุกร์   เพื่อนำเงินค่าอาหารดังกล่าวไปช่วยเด็กกำพร้าอันเนื่องจากผลกระทบของโรคเอดส์   เพื่อเราจะได้กระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  ประการหลังนี้เป็นการลดละเลิกในช่วงเวลาของ Lent  ที่แท้จริง คริสตชนหลายคนในช่วงเวลา Lent นี้ในการเลิกรานิสัย พฤติกรรมชีวิตเดิมๆ   และเริ่มฝึกฝนและรับการสร้างเสริมวินัยชีวิตคริสตชนใหม่ๆ บางอย่างในชีวิตของตนเอง
  • Lent เป็นช่วงเวลาของการเตรียมชีวิตจิตใจ   ที่จะมีประสบการณ์กับพระเจ้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ถึงพระคุณของพระเยซูคริสต์ผ่านพระราชกิจของพระองค์บนกางเขน   เพื่อเตรียมชีวิตจิตใจของเราที่จะเฉลิมฉลองในการที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย   ที่นำชีวิตใหม่ประทานแก่เราแต่ละคนตามพระสัญญา
  • แต่ Lent ไม่ใช่  สิ่งที่คริสตชนต้องปฏิบัติ  เพราะมิใช่หลักการที่กำหนดในพระคัมภีร์   การที่คริสตชนคนใดคนหนึ่งจะทำหรือไม่ทำเป็นความสมัครใจ  และสำคัญคือกระทำเพราะได้รับการดลใจและการทรงนำจากพระวิญญาณของพระเจ้า
  • แต่ Lent มิใช่เวลาที่เราจะปฏิบัติเพื่อให้เราได้รับความรักและพระคุณของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น   พระเจ้าทรงรักเรามากมายเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้   พระคุณพระเจ้าทรงประทานแก่เรานั้นทรงประทานโดยมิได้คิดค่าราคาจากเรา  และมิใช่เพราะเราทำดีพระเจ้าถึงมีพระคุณต่อเรา   ดังนั้น Lent จึงมิใช่เวลาที่เรามาคิดใคร่ครวญว่าจะทำอะไรเพื่อพระเจ้าจะรักจะประทานพระคุณแก่เรามากกว่านี้   


แต่ในช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่เราที่จะเปิดชีวิตจิตใจของเราน้อมรับพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่เรา   เพื่อที่เราจะเติบโตขึ้นในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา   แล้วจะได้แบ่งปันพระคุณและความรักของพระคริสต์ดังกล่าวแก่ผู้คนรอบข้าง   มากกว่าที่คิดเพียงแค่จะลดละเลิกบางอย่างในชีวิตของเรา   แต่ Lent เป็นเวลาที่เราจะมอบกายถวายชีวิตจิตวิญญาณของเราแด่พระเจ้า    เพื่อตอบสนองพระคุณที่พระองค์ประทานแก่เราผ่านทางพระเยซูคริสต์

Lent ในปีนี้ (2013) เริ่มวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ ถึง วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม   สำหรับบทใคร่ครวญในช่วง Lent ปีนี้จะใช้หัวเรื่อง “รู้จักพระคริสต์ลุ่มลึกยิ่งขึ้น” จะเป็นการใคร่ครวญถึงอุปมาที่พระเยซูคริสต์ทรงใช้ในการสอนของพระองค์, เหตุการณ์สัปดาห์สุดท้ายชีวิตของพระเยซู, พระราชกิจแห่งการกอบกู้บนกางเขน และคืนอันมืดมิดในอุโมงค์ที่โยเซฟ ชาวอาริมาเธีย สมาชิกสภายิว (ลูกา 23:50) ผู้นำร่างของพระเยซูไปวางไว้ในอุโมงค์นั้น   แล้วขอเพิ่มด้วยบทใคร่ครวญรุ่งเช้าวันใหม่ของชีวิตใหม่ด้วยครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

11 กุมภาพันธ์ 2556

ทำไมผู้ชายไม่ชอบ(เบื่อ)การไปโบสถ์?


นี่คงเป็นคำถามซ่อนลึกในใจของเราหลายคน   ของผู้ชายหลายคน  ผมถามตนเองว่า “ทำไมฉันไม่ชอบไปโบสถ์?”   ผมว่าไม่ใช่ผมที่ถามคำถามนี้เท่านั้น   แต่ศิษยาภิบาล ผู้นำผู้บริหารคริสตจักรก็ถามคำนี้(ในใจ)บ่อยๆเช่นกัน   เป็นความจริงเลยครับ  ผมได้รับการแบ่งปันความรู้สึก หรือ ปัญหาในจิตใจจากหลายคนที่บอกกับผมว่า   ทำไมลูกชายฉันไม่ไปโบสถ์?   ทำไมลูกสาวฉันไม่ไปโบสถ์?   ทำไมลูกเขยฉันไม่ไปโบสถ์?   ทำไมสามีฉันไม่ไปโบสถ์?   เออ...ทำไมคนพวกนี้ไม่ไปโบสถ์?

เช้านี้ได้อ่านข้อเขียนของ ดริว ดิก (Drew Dyck) ที่ไปสัมภาษณ์  เดวิด เมอร์โรว์ (David Murrow) ผู้เขียนหนังสือชื่อ “ทำไมผู้ชายเกลียดการไปโบสถ์: ฉบับปรับปรุงใหม่ให้เป็นปัจจุบัน”  เมอร์โรว์ มองว่า  ประเด็นนี้จะต้องพิจารณาการเข้าถึงพวกผู้ชาย และ สภาพชีวิตชุมชนคริสตจักรที่หนุนเสริมให้ชีวิตของคนกลุ่มนี้เจริญเติบโต งอกงาม  รุ่งเรือง เฟื่องฟู  จนพบกับคุณค่าและความหมายในชีวิตหรือไม่

ใช่เลย!   เกาถูกที่คัน(อย่างน้อยของผมครับ)   และทำให้ใจชื้น(หรือน่าตกใจก็ไม่รู้?)ว่า   ไม่ใช่ในเมืองไทยเท่านั้นที่ผู้ชายไม่ชอบไปโบสถ์   แต่ในอเมริกาและยุโรป(ที่เป็นประเทศส่งมิชชันนารีมาเมืองไทย)ด้วยก็กำลังประสบปัญหาหนักอกเหมือนกับเรา?   แต่ที่สำคัญคือ  อ่านเอกสารฉบับนี้แล้วกระตุ้นให้ผมได้คิดเจาะลึกลงในเรื่องผู้ชายกลุ่มนี้ที่ไม่ชอบมาโบสถ์ครับ

คริสตจักรจะดึงดูดความสนใจของผู้ชาย(จนเข้ามาในโบสถ์)ได้อย่างไร?

การที่คริสตจักรจะดึงดูดความสนใจของคนผู้ชายกลุ่มนี้ให้เข้ามาในโบสถ์คงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนนะครับ   ไม่ต้องไปย้ายสนามกอล์ฟเข้ามาอยู่ในบริเวณคริสตจักร   หรือคิดให้อนุชนมาตั้งร้าน “คริสตจักร เดอ คาเฟ่” นะครับ   เพราะการกระทำกิจกรรมและสร้าง  “อีเว้นท์” เช่นนี้ดึงดูดพวกเขาเข้ามาได้เพียงพักหนึ่งสั้นๆ เท่านั้นครับ!  

แต่คริสตจักรจะต้องเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ดูเป็นจุดเล็กน้อยแต่ทรงพลังในระยะยาวคือ  ในทุกวันอาทิตย์คริสตจักรจะต้องมีเป้าหมายที่เจาะจงและชัดเจนว่า  อะไรคือเป้าหมายที่คริสตจักรจะทำร่วมพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นในชีวิตของผู้ที่มาโบสถ์แต่ละคนในวันนี้?   แล้วให้ทุกอย่างที่ทำในวันนั้นล้อตามนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวร่วมกัน  

อย่างที่ทราบครับ  ผู้ชายกลุ่มนี้เวลาจะทำอะไรต้องมี “เป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงชัดเจน” ครับ

ประการที่สอง  ผู้ชายกลุ่มนี้ไม่มีความสนใจเพียงน้อยนิดกับการเข้าร่วมใน “ศาสนพิธี”  แต่ศาสนพิธีที่ทำร่วมกันต้องมุ่งไปสู่เป้าหมายหลักในวันอาทิตย์นั้นถึงจะดึงดูดความสนใจของคนพวกนี้ได้   ดังนั้น คำเทศนาในวันนั้นจะต้องนำไปสู่เป้าหมายของวันอาทิตย์นั้นชัดเจนที่สุด   เป็นขั้นเป็นตอนที่จะนำไปกระทำ   เป็นคำเทศนาที่เป็นรูปธรรม   และ บ่งชี้ชัดว่าเมื่อทำตามเป้าหมายดังกล่าวแล้ว  ผลอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของเขา  ครอบครัว  การงานที่เขาทำ  เพื่อนฝูงที่เขาคบค้าสมาคม

ให้เราเรียนบทเรียนจากวิธีการของพระเยซูคริสต์   การสอนของพระเยซูคริสต์ตอบคำถามชีวิตของผู้คน   เมื่อพวกเขาต้องการรู้ว่า  คนยิวควรจะส่งส่วยให้ซีซาร์หรือไม่   ถึงแม้ว่านี่เป็นคำถามกับดักพระเยซูของผู้นำศาสนาและนักการเมืองยิว   แต่ก็เป็นคำถามที่ค้างคาใจไม่มีคำตอบที่ลงตัว   พระองค์ตอบอย่างมีหลักการและเป็นรูปธรรม   พระองค์ถามพวกเขาว่า “รูปและคำจารึกบนเหรียญนั้นเป็นของใคร?”  พวกเขาตอบว่า “เป็นของซีซาร์”   พระเยซูตอบพวกเขาอย่างชัดเจนว่า  “...ของของซีซาร์จงถวายแด่ซีซาร์  และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” (มัทธิว 22:21 ฉบับมาตรฐาน)  

ดังนั้น  คำเทศนาของโบสถ์ที่ใช้เวลา 25-30 นาที   ต้องมีคำตอบต่อเป้าหมายเจาะจงของอาทิตย์นั้นอย่างชัดเจน  ผู้คนไม่ต้องค้างคาใจต่อไป!   การเทศนามิใช่ “การแบ่งปันพระวจนะของพระเจ้า” เท่านั้นครับ   แต่พระวจนะตรัสอะไรกับผู้ฟังแต่ละคน?  แล้วกระตุ้นหนุนเสริมให้เขากระทำความเชื่อให้เป็นรูปธรรมในสถานการณ์ชีวิตของเขาครับ

อีกตัวอย่างหนึ่ง   เมื่อสาวกที่อยู่ในเรือที่กำลังถูกกระหน่ำด้วยคลื่นลมแรง  เรือของพวกเขาตกอยู่ในอันตรายกลางทะเลท่ามกลางความมืด    พระเยซูได้เสด็จมาบนทะเลเข้าใกล้เรือของสาวก   สาวกเข้าใจว่า พระเยซูเป็น “ผีทะเล” จึงตกใจและร้องเสียงดังด้วยความกลัว   แต่พระเยซูบอกพวกเขาทันทีว่า “ทำใจดีๆ ไว้  นี่เราเอง  อย่ากลัวเลย” เปโตรเลยบอกว่าถ้าเป็นพระเยซูจริงขอให้ตนเดินบนน้ำทะเลไปหาพระองค์ พระเยซูตอบเปโตรอย่างเป็นรูปธรรมว่า “มาเถิด”  เปโตรออกจากเรือเดินบนทะเลไปหาพระเยซูได้   แต่เมื่อเปโตรเห็นลมพัดแรงก็กลัว   แล้วเขาก็เริ่มจมน้ำจึงร้องว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า  ช่วยผมด้วย”   พระเยซูเอื้อมมือจับเขาไว้ทันที   แล้วพูดกับเปโตรว่า “ช่างมีความเชื่อน้อย  สงสัยทำไม?”  (มัทธิว 14:22-32 ฉบับมาตรฐาน)

ในเรื่องนี้  เมื่อสาวกกำลังตกใจกลัวเพราะคิดว่าพระองค์เป็นผีทะเล   แต่พระองค์บอกพวกเขาตรงๆ ว่า “ไม่ใช่ผีทะเล  เป็นเราเอง”  

พระเยซูคริสต์พร้อมที่จะให้เปโตรพิสูจน์ว่า  เป็นพระองค์ไม่ใช่ผี   พระเยซูตอบว่า “มาเถิด”  พระองค์เปิดโอกาสให้เปโตรได้ทดลองความเชื่อของตนเพื่อจะมีความเชื่อที่ชัดเจน และ เติบโตยิ่งขึ้นผ่านการทดลองกระทำ  

ในที่นี้ต้องยอมรับว่า  ความเชื่อที่ไม่ผ่านการปฏิบัติในชีวิต   ความเชื่อก็ยังคงเป็นเพียง “หลักข้อเชื่อ”  จากหนังสือมาอยู่ในความทรงจำของคนๆ นั้นเท่านั้น  

แต่ความเชื่อที่ผ่านการทดลองทำด้วยชีวิตของคนๆ นั้น เป็นเหมือนเมล็ดความเชื่อที่ถูกบ่มเพาะให้เมล็ดแตกตัว  หยั่งราก  งอกต้นอ่อน  ผลิใบ  เป็นความเชื่อที่เป็นรูปธรรม เป็นความเชื่อที่จะเติบโต  แข็งแรง  และเกิดผลครับ

เรื่องไม่ได้จบลงแค่นี้ครับ   ในสภาพความเป็นจริงของชีวิตไม่ได้ราบเรียบสงบครับ   ทุกคนต้องพบกับคลื่นลมแห่งชีวิต   ที่บางครั้งพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง   เมื่อผู้คนถูกจู่โจมจากคลื่นลมชีวิตเช่นนี้   เกิดความกลัว  สงสัย  และที่สำคัญคือ   ชีวิตกำลังจมลง   ถ้าเป็นพระเยซูคริสต์   พระองค์จะเอื้อมมือแล้วคว้าเราไว้ แล้วฉุดเราขึ้นจากการจมน้ำ   พระคัมภีร์บอกว่า “ทันที” (ข้อ 31) เมื่อคนที่มาร่วมในโบสถ์   แล้วนำพระวจนะไปทดลองทำในชีวิต   แต่เกิดความไม่แน่ใจ  สงสัย  เลยหยุดใคร่ครวญพระวจนะ   ชีวิตถดถอยจมลง โบสถ์ได้ทำอะไรกับชีวิตของคนๆ นั้น ยื่นมือคว้าฉุดชีวิตของคนๆ นั้นขึ้นจากการจมทันทีอย่างพระคริสต์หรือเปล่าครับ?

หรือกว่าจะรู้ว่าคนนั้นจมลงในกระแสน้ำชีวิตของสังคมโลก ก็ต่อเมื่อเขาจากเราไปแล้ว!

หรือเรากลับบอกว่าต้องให้เขาตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำเอง  เพื่อเขาจะเรียนรู้ชีวิต และ แข็งแรงขึ้นในความเชื่อ? แล้วก็ปล่อยให้คนๆ นั้นจมลงในน้ำต่อหน้าต่อตา   แล้วบอกว่า  “เพราะเขามีความเชื่อน้อย เพราะเขาสงสัยจึงจมน้ำตาย”?   (ช่างเป็นการกระทำที่แตกต่างจากพระเยซูคริสต์อย่างสิ้นเชิง)  สำหรับพระเยซูคริสต์เมื่อประสบกับสถานการณ์เช่นนี้พระองค์ทรงฉุดช่วยก่อนครับ! 

พระเยซูคริสต์มิได้ละเลยในการช่วยให้คนๆ นั้นเกิดการเรียนรู้   แต่ทุกครั้งพระองค์จะสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่คนๆ นั้นประสบในชีวิต   พระองค์มิได้ต่อว่า หรือสั่งสอนเปโตรก่อน   จนกว่าเปโตรยอมรับความจริงก่อนแล้วพระองค์ถึงช่วยเปโตร   แต่พระคัมภีร์บอกเราว่า  “พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้ทันที” แล้วถึงกระตุ้นถามสำนึกของเปโตรว่า  “ช่างมีความเชื่อน้อย  ท่านสงสัยทำไม?” (ข้อ 31)

ในการเอาใจใส่ ชูช่วยชีวิตในลักษณะต่างๆ   ต้องนำสู่การสะท้อนคิดเพื่อถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของคนๆ นั้น เพื่อหนุนเสริมเพิ่มพลังให้ความเชื่อเติบโต เข้มแข็งยิ่งขึ้น   แต่เราพบบ่อยเหลือเกิน คริสตจักรทำกิจกรรมเพื่อกิจกรรม แต่มิได้ใช้กิจกรรมที่ทำหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตและความเชื่อของผู้คนที่เข้าร่วมในโบสถ์  

แต่พระเยซูคริสต์กล้าที่จะกระตุ้นถามถึงสำนึกและความเชื่อของเปโตร เพื่อเปโตรและสาวกคนอื่นที่ร่วมในเหตุการณ์นั้นต้องใคร่ครวญถึงความเชื่อและชีวิตของตนเอง นำไปสู่การหยั่งรากลงลึกในพระเยซูคริสต์ และในที่สุด  เมื่อพระเยซูและเปโตรขึ้นเรือแล้ว  ลมก็สงบ  พวกที่อยู่ในเรือจึงกราบนมัสการพระองค์ทูลว่า  “พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว” (ข้อ 32-33)   จากความเชื่อที่เป็นคำสอน   เติบโตสู่ความเชื่อที่ได้จากการกระทำ และ ประสบการณ์ตรง   เป็นความเชื่อจากชีวิตจริงครับ

ผู้ชายกลุ่มที่ไม่ชอบมาโบสถ์กลุ่มนี้   ต้องการที่จะไปโบสถ์ที่มีเป้าหมายที่เจาะจงชัดเจน   ที่มิเพียงไปทำศาสนพิธีในวันอาทิตย์เท่านั้น   แต่เขาต้องการรับพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นแสงสว่างที่ตอบปัญหาหรือคำถามในชีวิตที่เขาประสบพบทั้งในครอบครัว  ที่ทำงาน  กลุ่มเพื่อน  และในชุมชน   เขาต้องการแนวทางที่เขาจะใช้ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว   และเมื่อเขาสะดุดล้มลง  หรือชีวิตกำลังจมดิ่งเขาต้องการมือที่ยื่นออกและคว้าแล้วฉุดเขาขึ้นมาทันที   เขาต้องการชุมชนคริสตจักรที่จะบ่มเพาะฟูมฟักให้ชีวิตและความเชื่อของเขาเติบโต เข้มแข็ง และเกิดผล   เขาต้องการเป็นคนหนึ่งในคริสตจักรที่มีคุณค่าในชุมชน   และเขาเองได้พบกับความหมายในชีวิตของเขา

แล้วชุมชนคริสตจักรของเรามีสิ่งเหล่านี้เยี่ยงพระคริสต์ทรงมีและให้กับสาวกของพระองค์หรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ข้อสังเกตบางประการ

ถ้าเราสังเกตผู้อภิบาล   เราจะพบว่าส่วนใหญ่มีศักยภาพและความสามารถที่ดีในการเข้าถึงสตรีในคริสตจักร   แต่ในปัจจุบันคริสตจักรต้องการผู้อภิบาลที่สามารถเข้าถึงเยาวชนคนหนุ่มสาวในคริสตจักร   จากการสังเกตจะพบว่า  ผู้อภิบาลสามารถเข้าถึงอนุชนคนหนุ่มสาวที่เป็นหญิงได้มากกว่าเยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นชาย   ประเด็นที่พึงพิจารณาคือผู้อภิบาลมักใช้วิธีเข้าถึงเยาวชนที่เป็นหญิง   ไปใช้กับการเข้าให้ถึงเยาวชนที่เป็นชาย   ซึ่งมักไม่ประสบความสำเร็จ  

ดังนั้น พันธกิจที่คริสตจักรทำมักเป็นพันธกิจที่สตรีถนัด   ไม่ว่าจะชั้นเรียนอนุบาล   คริสเตียนศึกษาสำหรับเด็กทั้งชายและหญิง   แต่พอโตขึ้นชั้นเด็กโตเริ่มมีเยาวชนหญิงมากกว่าชาย   พอโตเป็นวัยรุ่น   วัยรุ่นชายก็หลุดลอยออกไปจากคริสตจักร (ทั้งๆ ที่เป็นลูกหลานสมาชิกคริสตจักรนั้น)   แล้ววัยรุ่นกลุ่มนี้ก็พัฒนาไปสู่  “กลุ่มผู้ชายที่ไม่ชอบมาโบสถ์?”

งานและกิจกรรมที่ทำในคริสตจักรมักเป็นงานที่เหมาะสำหรับสตรี เช่น การทำความสะอาด การจัดดอกไม้   การเตรียมอาหารสำหรับต้อนรับแขก หรือ งานเลี้ยงของโบสถ์   การสอนเด็ก   การเยี่ยมเยียน   กลุ่มอธิษฐาน  หรือ แม้แต่กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ส่วนมากก็เป็นผู้หญิง  และ ฯลฯ  

สิ่งที่ทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดครับ  แต่ในระยะยาวจะทำให้ คริสตจักรก้าวเดินไปอย่าง “กะโผลกกะเผลก”  เพราะขาข้างหนึ่งมันพิการครับ!

ผู้อภิบาลที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชายเข้ามาในโบสถ์เป็นผู้อภิบาลแบบไหน?

ลักษณะของผู้ชายกลุ่มนี้คือไม่อดทนนานครับ   ถ้าเขาเข้ามาในโบสถ์เดี๋ยวเดียวเขาก็จะตัดสินว่าคนที่พูดกับเขา คนที่เทศนา เป็นคนแบบไหนสำหรับเขา   ถ้าผู้อภิบาลที่มิใช่เป็นคนดึงดูดผู้ชายกลุ่มนี้   จะท่าทีแสดงออกไม่เป็นตามที่ผู้ชายกลุ่มนี้คาดหมาย   กล่าวคือไม่เป็นคนที่กล้าเสี่ยง  เขาก็จะไม่สนใจที่จะมาโบสถ์ครั้งต่อไป

แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้อภิบาลจะต้อง “แมน”   เพราะอย่างผู้อภิบาลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง  ดึงดูดผู้ชายจำนวนมากเข้ามาร่วมในโบสถ์   อย่างเช่น ริค วอเรน  เขามักร้องไห้บนธรรมมาสบ่อยๆ   แต่เขาเป็นคนที่มีนิมิต  เขามีนิมิตที่กว้างไกล   และสิ่งนี้ที่เป็นตัวดึงดูดความสนใจของผู้ชาย   ผู้อภิบาลจะต้องเป็นผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ชาย  ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่แสดงออก  หรือการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  หรือมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจ

ทิม เคลเลอร์ มิใช่ผู้อภิบาลที่มีลักษณะเป็น “แมน”   แต่เขาเป็นเจ้าแห่งความคิด  ในมหานครนักคิดนิวยอร์ก   เขามีความเป็นเหมือนผู้ชายในแมนฮัตตันที่เป็นนักคิด   พวกเขาไม่ได้หาเงินด้วยการขายแรงกาย   แต่พวกเขาได้เงินมาจากการ “ขายความคิด”   ดังนั้น พวกผู้ชายในเมืองนี้จึงเสาะหาผู้อภิบาลที่ความแหลมคมอย่างพวกเขา   และ เคลเลอร์มีลักษณะที่สอดคล้องกับประการนี้   เขามุ่งเน้นให้คริสตจักรทำพันธกิจ   เมื่อทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ   เขาจึงเป็นที่นับถือเลื่อมใสของผู้ชาย   ผู้ชายไม่ต้องการมานั่งในโบสถ์ปีแล้วปีเล่าเพื่อที่จะมานั่งฟังเทศนาแล้วยืนขึ้นร้องเพลงเท่านั้น  พวกผู้ชายอาจจะพูดว่า  “ตกลง  ผมจะฟัง  ฟังแล้วจะต้องทำอะไรต่อไป?”

ผู้หญิงในคริสตจักรรู้สึกต่อเรื่องนี้อย่างไร?

ผู้ชายที่มาโบสถ์เป็นประจำจะรู้สึกมั่นคงกว่าผู้หญิงที่มาโบสถ์   เพราะผู้หญิงที่มาโบสถ์เขารู้สึกว่าเรื่องผู้ชาย(ของเขา)ที่ไม่มาโบสถ์เป็นประเด็นสำคัญ(หรือ หนักอกหนักใจ)สำหรับเธอ   พวกเธอเห็นสามีเบื่อหน่ายกับการมาโบสถ์   เขาเห็นลูกชายหายหน้าไปจากโบสถ์   เขาเห็นน้องชายพี่ชายของเขาไม่สนใจศาสนา  บ่อยครั้ง เขานั่งม้านั่งในโบสถ์ทั้งแถวเห็นแต่ผู้หญิง   พวกเธอรู้ซึ้งถึงสถานการณ์นี้อย่างดี

สำหรับผู้ชายที่มาโบสถ์ด้วยความสบายอกสบายใจ   ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา   ผู้ชายส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้เขารู้ว่า  โบสถ์คือพื้นที่ที่เขามี “อำนาจ”   พวกเขาจะฝังตัวอยู่ในโบสถ์   แล้วก็พูดว่า ผู้ชายก็ควรจะเรียนรู้ที่จะร้องเพลงนั้นเพลงนี้

แต่น่าสังเกตว่า ผู้ชายกลุ่มนี้จะไม่ค่อยมีความคิดเรื่องการทำพันธกิจ   พวกเขารู้สึกสบายกับการที่อยู่ในโบสถ์   และสนใจที่จะปกป้องรักษาอำนาจของเขาในโครงสร้างของโบสถ์ที่เป็นอยู่