31 พฤษภาคม 2564

เราไม่ได้ห้อย “รูปเคารพ” ที่คอ แต่ห้อยที่ใจหรือเปล่า?

การที่เรามี “รูปเคารพ” ห้อยที่คอ ผูกที่ข้อมือ ผู้คนสังเกตเห็นได้ง่าย แต่ถ้าเราห้อย “รูปเคารพ” ที่ใจ ใครจะไปมองเห็นได้ง่าย? นอกจากสังเกตลึกลงในพฤติกรรมชีวิตเรา

เรื่อง “รูปเคารพ” เป็นข้อห้ามสำคัญข้อต้น ๆ ของพระบัญญัติสิบประการ

ในชีวิตของคริสตชน เรามีชีวิตอยู่เพื่อให้เป็นที่พอใจของพระเจ้าผู้ทรงสร้างและประทานชีวิตแก่  พระองค์คือผู้สร้างชีวิตของเรา เป็นเจ้าของชีวิตของเรา และมีพระประสงค์ในชีวิตของเราแต่ละคน เราต้องมีชีวิตที่องค์พระผู้เป็นเจ้ายอมรับตามพระประสงค์!

และนี่จะทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นอย่างมหาศาล

พระเยซูคริสต์กล่าวว่า “...เราไม่ได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา” (ยอห์น 5:30 มตฐ.)

ท่านทราบใช่ไหมครับว่า การที่เรามุ่งทำตามใจใคร หรือ ทำให้ใครพอใจ โดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นที่พระเจ้าพอพระทัย หรือ ตามพระประสงค์หรือไม่ คน ๆ นั้นมีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา เป็น “พระเจ้า” ของเรา หรือไม่ก็เป็น “รูปเคารพของเรา”? ซึ่งพระบัญญัติสิบประการข้อแรกก็คือ “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดต่อหน้าเรา” (อพยพ 20:3 อมธ.)

อะไรก็ตามที่เราให้อยู่ในที่ที่สูงสุด สำคัญสุดในชีวิตของเรา เรากำลังยกย่องสิ่งนั้นคนนั้นให้เป็น “พระเจ้า” ดังนั้น บ้านหรู รถยนต์รุ่นล่าสุด มือถือรุ่นใหม่สุด คนที่เราอยากได้เป็นคู่ชีวิต และ ตำแหน่งที่อยากไต่ขึ้นไปให้ถึง ความมั่งคั่งมั่นคงที่เราพยายามฉกฉวยมาให้ได้ในชีวิต...  

อะไรที่ขึ้นมาเป็น “หมายเลข 1” ในชีวิตของเรา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นพระเจ้าของเรา แต่เรากำลังทำให้กลายเป็นพระเจ้าของเรา สิ่งนั้นเราเรียกว่า “รูปเคารพ” ของเราในชีวิต และการมีพฤติกรรมชีวิตเช่นนี้นี่เองที่เรากำลังทำรูปเคารพสำหรับตนเอง ที่นำเราไปสู่พระบัญญัติข้อที่ 2 คือ “ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน...” (อพยพ 20:4 มตฐ.) 

ในที่นี้รวมไปถึง การที่เรายอมให้ “ความคิดเห็น” “อุดมการณ์อื่นใดที่มิใช่พระประสงค์ของพระเจ้า” เข้ามาแทนที่พระประสงค์ของพระองค์ตามพระวจนะ นั่นก็เป็นรูปเคารพด้วยเช่นกัน เช่น ลัทธิประชาธิปไตย สังคมนิยม ทุนนิยม บริโภคนิยม อำนาจนิยม สิทธิมนุษยชน ความคิดอุดมการณ์เหล่านั้นเป็นรูปเคารพ เพราะมันมีอิทธิพลนำการเชื่อ การคิด การตัดสินใจ การดำเนินชีวิตของเรา และความสัมพันธ์ของเราในโลกนี้ แทนที่จะเราจะมีชีวิตเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า

เปาโลกล่าวใน กาลาเทีย 1:10 ว่า “นี่ข้าพเจ้ากำลังมุ่งให้มนุษย์หรือพระเจ้ายอมรับกันแน่? หรือว่าข้าพเจ้ากำลังพยายามทำให้มนุษย์พอใจ? หากข้าพเจ้ากำลังพยายามทำให้มนุษย์พอใจ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้รับใช้ของพระคริสต์” (กาลาเทีย 1:10 อมธ.)

เราท่านแต่ละคนต่างต้องการให้คนอื่นรอบข้างยอมรับ นิยมชมชอบตนเอง เราพยายามทำให้คนเหล่านี้พึงพอใจตน ทำให้ “ผู้ใหญ่คนนั้น” พอใจตน แทนที่เราจะมีชีวิตและดำเนินชีวิตให้เป็นที่พึงพอใจของพระเจ้า ในฐานะที่เราแต่ละคนเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ เราพึงมีชีวิตและดำเนินชีวิตให้เป็นที่พึงพอใจของพระเจ้า มิใช่เป็นที่พึงพอใจของคนอื่น หรือ ตนเอง

ถ้าเราทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เป็นที่พึงพอใจ และรับการยอมรับของคนอื่นรอบข้าง   เราก็ไม่ได้เป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ “การเป็นผู้รับใช้พระคริสต์” ของเราจึงเป็นเพียง “หน้ากาก” หรือ “หัวโขน” เท่านั้น

ระวัง นั่นเป็นการห้อยรูปเคารพที่ “ใจ” (ที่มองเห็นได้ยาก) มิใช่ที่คอที่มองเห็นได้เด่นชัด!

ในทุกวันนี้ ถ้าเราจำเป็นจะต้องดำเนินชีวิตเพื่อให้เป็นที่พึงพอใจและเป็นที่ยอมรับของใครบางคน   แล้วเราจะมีชีวิตที่พึงพอใจของพระเจ้าได้ไหม? อย่างไร? เราจะต้องมีชีวิตเช่นไรถึงจะเป็นชีวิตที่พึงพอใจของพระเจ้าอย่างแท้จริง?



30 พฤษภาคม 2564

“พระเจ้า! ถ้าพระองค์มีจริง ขอให้....” (พิมพ์ครั้งที่ 5)

เขาว่าหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

หนังสือ “พระเจ้า! ถ้าพระองค์มีจริง ขอให้...” เป็นหนังสือที่ ศาสนาจารย์ อรัญ ยูแบงก์ เขียนรวบรวมขึ้นจากประสบการณ์จริงในการรับใช้พระเจ้าในประเทศไทย พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2004 ส่วนเล่มที่กำลังจะออกจากโรงพิมพ์ในเวลาอันใกล้นี้ เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยผู้เขียนเอง

ได้มีท่านผู้ใหญ่ในวงการคริสตชนในประเทศไทย เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ท่านได้ให้ข้อคิดความเห็นต่อหนังสือเล่มนี้ดังนี้...

“เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก สนุก เพราะเขียนจากประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้เขียนเอง แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด คำหนุนใจ และบทเรียนหลายแง่มุมที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประสบการณ์ของผู้เขียนในการเผชิญกับอำนาจผี หรือ วิญญาณชั่วในสังคมไทย รับรองได้ว่าจะไม่ผิดหวัง   หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้”
          ศาสนาจารย์ ธีระ เจนพิริยประยูร

“...คงมีไม่กี่คนที่สามารถพรรณนาถึงประสบการณ์ในการรับใช้พระเจ้าในประเทศไทยอย่างโชกโชน เป็นเวลานานกว่า 60 ปี ได้อย่างออกรสออกชาติ ดุจดั่งที่ศาสนาจารย์ อรัญ ยูแบงก์ ได้กระทำ!

ทุกคำพยานและทุกคำสอน ล้วนแตะต้องใจของผมอย่างยิ่ง!

...ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่ควรจะอ่าน ทุกคนในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิชชันนารี ต้องไม่พลาด!

...เมื่อคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วคุณจะไม่สงสัยอีกเลยว่า พระเจ้ามีจริงหรือไม่”
           ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

“ความคิดเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้   แต่ประสบการณ์เป็นสิ่งที่ถกเถียงไม่ได้

หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกประสบการณ์น่าตื่นเต้นมากมาย  เมื่ออ่านจบแล้วจะพบว่า  พระคริสต์ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด  ทำได้มากกว่าที่ทูลขอ”
           ศาสนาจารย์ ดร. วีรชัย โกแวร์

“...ครอบครัวยูแบงก์ คือครอบครัวแห่งการรับใช้ ได้อุทิศตน อุทิศชีวิต เพื่อการประกาศพระกิตติคุณในประเทศไทย ผู้อ่านสามารถศึกษาถึงรูปแบบต่าง ๆ ในการนำพระกิตติคุณไปสู่ผู้ที่ยังไม่เชื่อ หรือผู้ที่ยังอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจมืด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างแน่นอน เพราะการทำงานคือการต่อสู้กับเหล่าเทพแห่งความมืดทั้งหลาย ซึ่งต้องอาศัยการติดสนิทกับพระผู้เป็นเจ้าตลอดเวลา มีความมานะอดทนไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออำนาจเหล่านั้นในการบุกเบิกแผ่นดินของพระเจ้า เข้าไปในพื้นที่ใหม่ ๆ  

จึงนับว่าครอบครัวยูแบงก์เป็นหนึ่งในจำนวนของผู้ที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์   และสัตย์ซื่อต่อพระมหาบัญชา สมกับพระดำรัสของพระเยซูคริสต์ที่ตรัสว่า “เราแต่งตั้งเจ้าเพื่อเจ้าจะได้เกิดผล” ชีวิตของท่านจึงเป็นดั่งที่อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “เขาทั้งหลายได้สรรเสริญพระเจ้าเพราะข้าพเจ้าเป็นเหตุ”
           ศาสนาจารย์ ดร. บุญรัตน์ บัวเย็น

“...กิตติศัพท์ของท่านศาสนาจารย์อรัญ ยูแบงก์ คือนักประกาศและไล่ผี ที่ทราบก็เพราะฟังจากคำเล่าลือของผู้เคยร่วมงานกับท่าน และจากที่ข้าพเจ้ารับฟังเรื่องการประกาศและการขับผีของท่านด้วย นับว่ามีหลายเรื่องที่ตื่นเต้น  

ถ้าพระเจ้ามิได้สถิตกับท่าน อาจารย์คงจะลำบากทีเดียว ผีคงไม่กลัวท่าน แต่เพราะท่านมีความเชื่อที่มั่นคง มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ที่ต้องการให้ทุกคนได้รับพระกิตติคุณของพระเจ้า ท่านอาจารย์จึงยืนหยัดในการประกาศ นำพระกิตติคุณไปประกาศในที่ต่าง ๆ กับคนหลายประเภท ทั้งคนที่ดี และน่ากลัว...

ท่านจะอ่านพบในหนังสือ “พระเจ้า!  ถ้าพระองค์มีจริง ขอให้...” 
          ศาสนาจารย์ ดร. สินธุ์ คิมหะจันทร์




28 พฤษภาคม 2564

ต้องการพบเพื่อน...แต่ได้พบเป้าหมายชีวิตจากพระเจ้าด้วย!

“ถ้าพระเจ้าของครูมีจริง และ มีฤทธิ์อำนาจพอที่จะทำให้ผมพบเพื่อน ผมจะเชื่อถือพระเยซูของครู” นี่คือกึ่งท้าทายกึ่งสัญญาของชายหนุ่มอายุ 20 ปีคนหนึ่งจากจังหวัดนครพนม

คริสตจักรโปรเตสแตนท์ในประเทศไทยรู้จักชื่อของชายคนนี้อย่างดี เพราะท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และ อาจารย์พ่วง ยังเป็นที่รู้จักกันในนามของ “อาจารย์ผู้ไร้ปริญญา” ตามชื่อหนังสือที่ ศาสนาจารย์สัมฤทธิ์ วงษ์สังข์ ได้รวบรวมและเขียนขึ้น (1970)

ในหนังสือ “พระเจ้าถ้าพระองค์มีจริง ขอให้...” อาจารย์อรัญ ยูแบงก์ ยอมรับว่า อาจารย์พ่วง อรรฆภิญญ์ เป็นแบบอย่างของท่านในการฟื้นฟูและการประกาศพระกิตติคุณที่ทำในสภาคริสตจักรในประเทศไทย (อ่านหน้า 15-18   ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5)

อาจารย์พ่วงไม่ได้เกิดและเติบโตในครอบครัวคริสเตียน มีหลายท่านถามว่า แล้วท่านมาเป็นคริสเตียน ท่านรู้จักพระเจ้า และเชื่อพระเจ้าได้อย่างไร?

เมื่อท่านอายุ 20 ปี ท่านแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีญาติหรือคนรู้จักเลย นอกจากเพื่อนซี้คนหนึ่งและหวังที่จะพบเพื่อนคนนี้เพื่อให้เขาช่วยหางาน แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้มีหัวนอนปลายตีนอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ เขาเดินตามหาเพื่อนอยู่หลายวันจนเหนื่อยกายอ่อนใจ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อเดินไปบนถนนตรีเพชร ผ่านศาลาประกาศพระกิตติคุณ เห็นคนมุงดูฝรั่งสอนศาสนากำลังพูด เลยเข้าไปมุงดูด้วย เห็นผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่ง (แหม่มมากาเร็ธ ซี. แม็คคอร์ด  Mrs. McCord) ยืนอธิบายเรื่องโยนาห์ ใบหน้าท่าทางแสดงความเป็นมิตร ดึงดูดใจให้ชายหนุ่มคนนี้เข้าไปฟัง โดยซ่อนความเกลียดชังไว้ในใจ แต่ท่านก็ยอมรับว่าคำสอนน่าฟังและจับใจมาก

วันต่อมาท่านเดินผ่านศาลาธรรมตรีเพชรอีก และท่านสังเกตเห็นป้ายเขียนตัวหนังสือตัวโตว่า  “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน”  ข้อความนี้จับใจท่านมาก  ท่านจึงเข้าไปในศาลาธรรมและถามผู้สอนในนั้นถึงความหมายของประโยคดังกล่าว จนเข้าใจแล้วท่านกล่าวว่า “ผมต้องการพบเพื่อนคนหนึ่ง ถ้าพระเจ้าของครูมีจริงและมีฤทธิ์อำนาจพอที่จะให้ผมพบเพื่อนได้ ผมจะเชื่อถือพระเยซู” จากนั้น ครูสอนท่านนั้นจึงพาท่านเข้าไปยังห้องอธิษฐานด้วยกัน

สามวันต่อมา ท่านเดินไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ก้มหน้าก้มตาเดินเรื่อยเปื่อยไป ทันใดนั้นท่านเดินชนชายหนุ่มคนหนึ่งเข้าอย่างจัง เมื่อท่านเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเป็นเพื่อนซี้ที่ท่านกำลังตามหา ท่านโผเข้ากอดเพื่อนและอุทานออกมาว่า “พระเจ้าตอบคำอธิษฐานแล้ว” ท่านตัดสินใจเป็นคริสเตียน และรับบัพติสมาในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.1915 ที่คริสตจักรสองสามย่าน   จากนั้นท่านได้ทำงานเป็นคนสวนที่บ้านหมอแมคฟาร์แลนด์

เมื่อพบกับพระเจ้า และ รับเชื่อในพระองค์ พระเจ้ามีพระประสงค์และแผนการของพระองค์ในชีวิตของชายคนนี้ อาจารย์พ่วงเริ่มต้นจากการเป็นคนทำสวน เมล็ดแห่งความเชื่อของท่านได้รับการบ่มเพาะจากผู้คนรอบข้างในชุมชนคริสตจักร ต่อมาอาจารย์พ่วง อรรฆภิญญ์ ได้เป็นนักเทศน์   นักประกาศพระกิตติคุณ และนักฟื้นฟูทั้งในคริสตจักร โรงเรียน และโรงพยาบาล ท่านได้จัดให้มีการฟื้นฟูขึ้นครั้งแรกในวันที่ 20-27 กรกฎาคม 1930 ที่คริสตจักรศรีพิมลธรรม เพชรบุรี มีประชาชนมารับเชื่อพระเจ้ามากมาย

ท่านเป็นบิดาแห่งการประกาศพระกิตติคุณของสภาคริสตจักรในประเทศไทย เป็นนักประกาศที่ไม่ได้รอเครื่องฉายหนัง รถยนต์ในการเดินทางออกไปประกาศ แต่ท่านเป็นนักประกาศที่ใช้จักรยานคู่ชีพเดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ทั่วเมืองไทย และนี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่อาจารย์พ่วงได้รับของประทานตามพระประสงค์ของพระเจ้าคือ “จิตวิญญาณแห่งการประกาศพลิกฟื้นชีวิตคริสตจักร”   ซึ่งจิตวิญญาณนี้ได้ส่งทอดลงมายังรุ่นลูก อาจารย์พิษณุ อรรฆภิญญ์ ได้รับสานต่อพระราชกิจนี้ในสภาคริสตจักรใน “โครงการพัฒนาฟื้นฟูคริสตจักร” (พ.ฟ.ค.)

อาจารย์พ่วง อายุ 70 ปี ท่านได้เทศนาที่คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 1963  พระเจ้าได้รับท่านจากธรรมาสน์ ขณะที่ท่านกำลังเทศนา

จากเรื่องราวชีวิตของ ศาสนาจารย์ พ่วง อรรฆภิญญ์ เราได้รับบทเรียนชีวิตว่า พระเจ้าพร้อมที่จะตอบคำทูลขอของเราแต่ละคน มิเพียงเพื่อตอบสนองความจำเป็นต้องการในชีวิตของเราเท่านั้น  พระองค์ยังประทานเป้าหมายชีวิตแก่เราตามพระประสงค์ของพระองค์อีกด้วย



26 พฤษภาคม 2564

พระเจ้าเปลี่ยนชีวิต... ความเชื่อคุณละมุดจึงเปลี่ยน!

ศาสนาจารย์ อรัญ ยูแบงก์ เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “พระเจ้าถ้าพระองค์มีจริง ขอให้...” ในบทที่ว่า “โจรกลับใจ”...  “ละมุดเป็นโจร! แต่ชีวิตของโจรคนนี้ทำให้ผมเห็นพลังอำนาจของพระคริสต์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้” (ยูแบงก์  หน้า 77)

หมู่บ้านที่ละมุดอยู่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นหมู่บ้านมือปืนรับจ้าง ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศในหมู่บ้านว่า “ผมได้สัมผัสกับถิ่นเสือเมืองเถื่อน แต่ละที่แต่ละแห่งพูดถึงเรื่องการลักขโมย การแก้แค้น หรือไม่ก็เรื่องการฆ่าล้างทำลาย”

ละมุดได้ยินเรื่องราวข่าวดีของพระเยซูคริสต์จากหญิงชาวลาวโซ่งคนหนึ่ง เธอเล่าถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ของน้องชาย เธอบอกละมุดว่า น้องชายของเธอได้ฆ่าชายสองคน เมื่อน้องชายมาเป็นคริสเตียนชีวิตของเขาได้เปลี่ยนแปลงใหม่ มีชีวิตที่ดีขึ้น  

ในใจลึก ๆ ของละมุดก็ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นกัน

ละมุดกังวลถึงความชั่วร้าย ความผิดบาปที่ตนเคยทำไปแล้ว เขาต้องการเปลี่ยนชีวิตใหม่ ละมุดคิดว่าเขาสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง เลิกทำสิ่งชั่วร้ายที่เคยทำ แล้วเริ่มต้นทำสิ่งดี เขาเชื่อว่าเขาต้องรับหรือชดใช้ “กรรม” หรือการกระทำของเขาที่ได้กระทำลงไปแล้ว และเชื่อว่าไม่มีทางจะหนีพ้นกรรมเวรเหล่านี้ของตนได้  

แต่ละมุดก็เชื่ออีกว่า เขาสามารถที่จะทำกรรมดีเพื่อชดใช้กรรมชั่วที่เคยทำมา ละมุดร่วมกับพวกเพื่อน ๆ หาเงินเข้าพระศาสนาด้วยการจัดหารายได้จากการขายบัตรรำวง แต่ในการทำความดีครั้งนั้นเขาเกือบต้องฆ่าคู่แค้นคู่อาฆาตคนหนึ่งของเขา ในที่สุด ละมุดยอมรับว่า ผมไม่สามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตของตนเองได้ ผมไม่สามารถที่จะมีชีวิตใหม่ด้วยตนเองได้ นี่ผมเกือบจะฆ่าคนหนึ่งในงานที่ตั้งใจทำความดีในครั้งนี้

ละมุดไปหาครูใหญ่โรงเรียนคริสเตียน อาจารย์บำรุง อดิพัฒน์ เขาพูดกับครูใหญ่ว่า “ผมมาพบครูใหญ่เพราะเดี๋ยวนี้ผมรู้แล้วว่า ผมเปลี่ยนชีวิตของผมเองไม่ได้ ผมได้ยินมาว่า พระเยซูคริสต์ช่วยเปลี่ยนชีวิตของคนได้ ผมต้องการให้พระเยซูช่วยเปลี่ยนชีวิตของผม”

ผู้เขียนและครูใหญ่ได้นำละมุดในการอธิษฐานรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของตน ขอพระเยซูคริสต์ยกโทษบาปผิดที่ผ่านมาของเขา และขอพระเยซูคริสต์เปลี่ยนแปลงเสริมสร้างชีวิตใหม่แก่ตน ละมุดได้มาร่วมนมัสการพระเจ้าในอาทิตย์ เขาได้บอกเล่าถึงความเชื่อของเขาในพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาแก่คนที่ร่วมในการนมัสการพระเจ้าในวันนั้น

ถึงแม้ละมุดบอกว่าเขาได้รับชีวิตใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์ แต่ในจิตใจของเขายังค้างคาใจเกี่ยวกับชายสองคนที่พยายามลักขโมยจักรยานของเขา เขารู้จักว่าสองคนนี้เป็นใครกันแน่   และตั้งใจว่าจะกำจัดสองคนนี้เสียเพื่อจะไม่มีใครมารบกวนเขาอีกต่อไป

ต่อมา คนหนึ่งในสองคนนั้นได้เสียชีวิตเพราะถูกคนอื่นสังหารก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งต่อมาได้มาเยี่ยมละมุดอย่างไม่ได้นัดหมายก่อน ละมุดอึ้งไม่รู้จะทำอย่างไรดีเลยเข้าครัวทำอาหารเลี้ยงเขา   ขณะที่กำลังรับประทานอาหารด้วยกัน ชายคนนั้นได้ขอโทษและสารภาพกับละมุดว่าเขาคือโจรคนหนึ่งที่เคยพยายามเข้ามาลักจักรยานในบ้านของละมุด ตั้งแต่นั้นมาความเป็นศัตรูกันก็หมดสิ้นไป ภายหลังชายคนนี้ถูกยิงบาดเจ็บอยู่ข้างถนนใกล้บ้านละมุด ละมุดได้นำเขาส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

อนงค์ ภรรยาของละมุดใช้เวลา 5 ปีหลังจากที่ละมุดกลับใจถึงตัดสินใจยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอด เธอบอกกับอาจารย์ยูแบงก์ว่า “ดิฉันรอดูว่าพี่ละมุดเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงหรือเปล่า เขาเปลี่ยนได้จริง เวลานี้ดิฉันรับบัพติสมาแล้วและดิฉันรู้แล้วว่า การบังเกิดใหม่นั้นเป็นเช่นไร”

ละมุดรู้ว่าพระเจ้ามีจริง เพราะพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ที่เขาเองไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ จากบทเรียนชีวิตของละมุดเราได้เรียนรู้ชัดเจนว่า เพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของละมุด ละมุดจึงเปลี่ยนความเชื่อ เปลี่ยนระบบคุณค่าในชีวิต และที่สำคัญละมุดจึงมีชีวิตใหม่ และชีวิตใหม่ของละมุดได้สำแดงให้คนอื่นได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า พระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของ “จอมโจร” ได้จริง ๆ ทำให้คนอื่นตัดสินใจรับและเชื่อในพระเจ้าด้วย

พระเจ้าทรงเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราให้มีชีวิตใหม่ เราจึงมีประสบการณ์ตรงกับพระราชกิจของพระองค์ที่กระทำในชีวิตของเรา เพื่อเราจะมีความเชื่อและไว้วางใจในพระองค์ด้วยสุดชีวิต  

“ความรอด” เป็นพระราชกิจที่พระเจ้าทรงลงมือกระทำก่อนในชีวิตของเราแต่ละคน มิใช่เราพยายามทำดีก่อนให้พระเจ้าพอพระทัยเพื่อเราจะได้รับความรอดจากพระองค์  

แต่พระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราก่อน เพื่อเราจะได้รับประสบการณ์ตรงจากพระเจ้า จึงทำให้เราเปลี่ยนความเชื่อของเรา และการดำเนินชีวิตของเราตามพระประสงค์ของพระองค์



24 พฤษภาคม 2564

เพ็นเทคอสต์...พระเจ้าทำงานในชีวิตของผู้เชื่อ ท่ามกลางวิกฤติการทำลายล้างคริสตชน

วันเพ็นเทคอสต์ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติที่อันตรายและรุนแรงต่อกลุ่มผู้เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ในเวลานั้น และยิ่งสร้างความหวั่นไหวมากยิ่งขึ้นเมื่อพระคริสต์ได้เสด็จสู่สวรรค์แล้ว   ท่ามกลางวิกฤติที่หนักหนาสาหัสเช่นนี้เอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จลงมาอยู่ท่ามกลางเป็นกำลังชีวิตแก่พวกเขา ที่จะรับมือกับวิกฤติด้วยการทำให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แพร่ขยายอย่างทรงพลังในวงกว้างออกไป    

“แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”  (กิจการ 1:8 มตฐ.)

แล้วในวิกฤติการแพร่ระบาดของ โควิด 19 คริสตจักรจะรับมือกับวิกฤตินี้ด้วยการทำให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แพร่ขยายอย่างทรงพลังในวงกว้างออกไป เฉกเช่นในเหตุการณ์วันเพ็นเทคอสต์อย่างไร?

ในวันเพ็นเทคอสต์ ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาเหนือเหล่าสาวกของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเริ่มแรกมีประมาณ 120 คน พวกเขาพบปะกันที่ห้องชั้นบน ในวันนั้นภายหลังการเทศนาของเปโตรมีผู้กลับใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ประมาณ 3,000 คน เกิดคำถามว่า แล้วสาวกเหล่านี้เอาใจใส่เลี้ยงดู ผู้กลับใจเชื่อใหม่เหล่านี้อย่างไร?

แน่นอนครับ พวกสาวกที่เคยติดตามพระเยซูคริสต์ได้ร่วมกันใช้ประสบการณ์ที่พระเยซูคริสต์กระทำเสริมสร้างพวกตนมาประยุกต์ใช้ในการเอาใจใส่เลี้ยงดูผู้เชื่อใหม่จำนวนมากมายเหล่านี้   ในที่นี้ผมหมายรวมถึงประสบการณ์ที่พวกเขาถกถาม เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ จากพระอาจารย์ของตน   การเอาใจใส่เยียวรักษาคนเจ็บป่วย การขับไล่วิญญาณชั่ว และอีกประสบการณ์หนึ่งคือ การบริหารจัดการมวลชนจำนวนมากจากการเลี้ยงอาหาร 5,000 คนที่แบ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในการแจกจ่ายอาหารแห่งพระพรที่พระเยซูคริสต์ทูลขอจากพระบิดา

เราเรียนรู้การบริหารจัดการเอาใจใส่ชีวิตและความเชื่อของผู้เชื่อใหม่เหล่านี้ได้จาก กิจการ 2:46-47 “ทุก ๆ วันพวกเขามาประชุมกันที่ลานพระวิหาร หักขนมปังตามบ้านของตน และรับประทานร่วมกันด้วยความยินดีและจริงใจ พวกเขาพากันสรรเสริญพระเจ้าและเป็นที่ชื่นชมของคนทั้งปวง ในแต่ละวันองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้คนทั้งหลายที่กำลังจะได้รับความรอดมาเข้ากับพวกเขา” (อมธ.)

ผู้เชื่อในพระเจ้าเหล่านี้รวมตัวและพบกันที่ลานพระวิหาร แล้วแบ่งเป็นกลุ่มเล็กพบปะกันตามบ้าน  “เขาทั้งหลายอุทิศตนในคำสอนของเหล่าอัครทูตและในการร่วมสามัคคีธรรม ในการหักขนมปัง และในการอธิษฐาน” (กิจการ 2:42 อมธ.) คนในชุมชนนี้พวกเขาเอาใจใส่หนุนเสริมกันและกัน  และเลี้ยงดู สั่งสอนผู้เชื่อใหม่แบบตัวต่อตัว และพระคัมภีร์บอกเราชัดเจนว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรับความรอดมาเข้ากับพวกเขา

ในกิจการ 20:20 เปาโลกล่าวแก่สมาชิกในคริสตจักรเอเฟซัสว่า “ท่านรู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้รีรอที่จะเทศนาสิ่งใด ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อท่านแต่ได้สั่งสอนทั้งในที่สาธารณะและตามบ้านต่าง ๆ” (อมธ.)

จดหมายของเปาโลที่เขียนถึงคริสตชนผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่โรมที่พบปะกันในบ้าน ในจดหมายนี้เปาโลระบุถึงกลุ่มคริสตชนที่พบปะกันที่คริสตจักรบ้านของปริสสิลลา และ อาควิลลา  “ขอฝากความคิดถึงมายังปริสสิลลา กับอาควิลลาเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าในพระเยซูคริสต์  ทั้งสองเสี่ยงชีวิตเพื่อข้าพเจ้า ไม่เพียงข้าพเจ้าเท่านั้น แต่คริสตจักรทั้งปวงของคนต่างชาติก็สำนึกในบุญคุณของพวกเขาด้วย ขอฝากความคิดถึงมายังคริสตจักรซึ่งมาประชุมกันที่บ้านของทั้งสองด้วย” (โรม 16:3-5 อมธ.)

เปาโลได้ส่งคำทักทายคิดถึงผู้คนที่อยู่ในบ้านของอาริสโทบูลลัส และผู้คนที่อยู่ในครัวเรือนของนารซิสซัสผู้อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (โรม 16:10-11) และเราพบอีกว่า เปาโลได้ทักทายและฝากความคิดถึงไปยัง “อารคิปปัสเพื่อนทหารของเรา และถึงคริสตจักรซึ่งมาประชุมกันที่บ้านของท่าน” (ฟีเลโมน 1:2 อมธ.)

คริสตจักรในยุคแรกเน้นความสำคัญที่กลุ่มผู้เชื่อที่มาพบปะ เสริมหนุน เรียนรู้ถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ พระวจนะของพระเจ้า และพระประสงค์ของพระองค์ร่วมกัน ในสถานที่ที่จะพอหาได้  ไม่ว่าในบ้าน หรือ ที่ทำงาน หรือ มุมใดมุมหนึ่งที่สะดวกในการพบปะพบกัน

บิลลี่ ซันเดย์ กล่าวไว้ว่า “การไป(อาคารและบริเวณ)โบสถ์ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคริสตชนมากไปกว่าการไปอู่ซ่อมรถทำให้คุณเป็นรถยนต์”

หรือขยายความได้ว่า “การไปรวมกันที่อาคารโบสถ์ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคริสตชน เฉกเช่นการไปอู่ซ่อมรถไม่ได้ทำให้คุณเป็นรถยนต์” หรือการที่เราไปในที่ที่มีคริสตชนมารวมตัวกันมาก ๆอย่างเช่นที่อาคารคริสตจักร ไม่ได้ทำให้เราเป็นคริสตชน เฉกเช่นที่เราไปอู่ซ่อมรถซึ่งมีรถยนต์มากมายก็ไม่ทำให้เรากลายเป็นรถยนต์ไปได้

“พันธกิจในอาคารโบสถ์” มีประโยชน์สำหรับการนมัสการร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ เพื่อการสั่งสอน และ งานเฉลิมฉลองร่วมกันในจำนวนคนมาก ๆ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ให้พวกเรามุ่งมอง “คริสตจักร” ว่าเป็นคนมิใช่สถานที่ที่คริสตชนรวมตัวพบปะกัน ไม่ว่าในบ้านของเรา หรือมุมหนึ่งมุมใดในที่ทำงาน หรือที่หนึ่งที่ใดในโรงเรียน หรือโรงพยาบาล ย่อมเป็นที่ที่เหมาะสมยิ่งที่คริสตชนหรือผู้เชื่อสามารถใช้ในการพบปะรวมตัวกันเพื่อซึมซับเอาพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เข้าในชีวิตของเราและมีอิทธิพลต่อฐานเชื่อ กระบวนคิด มุมมอง และ การตัดสินใจในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

ในวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้เราต้องงดการพบปะกันในวันอาทิตย์ พระเจ้ากำลังใช้วิกฤติกาลครั้งนี้กระตุ้นให้คริสตจักรไทยไม่ติดยึดอยู่กับตัวอาคารโบสถ์ บริเวณโบสถ์ การพบปะกันครั้งละหลาย ๆ คน หรือประเพณีปฏิบัติที่ทำกันมานมนาน แต่ให้แสวงหาแนวทางวิธีการที่จะเกิดกลุ่มผู้เชื่อที่จะเสริมสร้างกันละกันในฐานเชื่อกระบวนคิด และ การมีชีวิตตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีในยุคของเรารับใช้พระกิตติคุณ



21 พฤษภาคม 2564

เมื่อชาวนาใจนักเลงพิสูจน์ว่า... พระเจ้ามีอยู่จริงหรือ?

ใครกล้าบังอาจที่จะมาพิสูจน์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด!?

แต่เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดในชีวิตคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ “ชาวนาคนหนึ่ง” ที่มีใจนักเลง เป็นมือปืนในซุ้มมือปืนแห่งหนึ่งในนครปฐม ที่กำลังหมดทางออก พบทางตัน สิ้นทางสู้ในชีวิตประจำวัน เขาร้องออกมาว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริง...ขอนกไม่เข้ามาในนาของผม”

เรื่องราวของชายชาวนาคนนี้ปรากฏเรื่องราวในหนังสือชื่อ “ถ้าพระเจ้ามีจริง  ขอให้...”  เขียนโดย ศาสนาจารย์ อรัญ ยูแบงก์  มิชชันนารี และ นักประกาศพระกิตติคุณในประเทศไทยมาตลอดชีวิต และการประกาศพระกิตติคุณพระเยซูคริสต์ของมิชชันนารีคนนี้ท่านท้าทายผู้ฟังให้กล้าที่จะ “พิสูจน์” ความมีอยู่จริง และ ความรักเมตตาที่ใส่ใจของพระเจ้า

เรื่องราวชีวิตจริงของชาวนาใจนักเลงในซุ้มมือปืนแห่งหนึ่งในนครปฐม อยู่ที่บ้านสามแยก  จังหวัดนครปฐม และนี่คือเรื่องราวชีวิตจริงของนายหอม ผู้กล้าท้าทายพิสูจน์พระเจ้าว่ามีจริงหรือไม่ เขาได้อธิษฐานท้าทายพระเจ้าด้วยเดิมพันข้าวในนาข้าวที่จะใช้เลี้ยงชีวิตครอบครัวของเขาในปีข้างหน้าทั้งปี เขาเปิดชีวิตของเขาให้พระเจ้าพิสูจน์ว่า พระองค์มีอยู่จริงหรือไม่ โดยการอธิษฐานว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริง...ขอนกไม่เข้ามากินข้าวในนาของผม” ศาสนาจารย์ ยูแบงก์ เล่าไว้ว่า

มีอยู่วันอาทิตย์หนึ่ง หลังการเทศนา นายหอมเดินออกมาหน้าที่นมัสการพระเจ้าเพื่อถวายชีวิตให้พระเจ้า อาจารย์ยูงแบงก์ถึงกับงง ภายหลัง อาจารย์ยูแบงก์มาถามนายหอมตรง ๆ ว่า “ทำไมถึงตัดสินใจรับเชื่อพระเจ้าเร็วเช่นนี้?” นายหอมตอบว่า “ก็อาจารย์บอกว่า พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐาน แล้วมันเป็นจริงอย่างอาจารย์บอก” เขาเล่าต่อไปว่า

“ข้าวในนาของผมเกือบจะสุกแล้วเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ผมออกไปทุ่งนาตอนเช้ามืดไปไล่นกที่เข้ามากินข้าวในทุ่งนาผม ไล่ทีไรนกก็บินขึ้นกลางอากาศและเข้าไปในนาเพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ นาผม   แต่เพื่อนบ้านผมเขารวยกว่าผม เขามีเครื่องทำเสียงระเบิดเป็นระยะ ๆ ทำให้นกบินหนี แล้วก็บินกลับมากินข้าวของผมอีกตามเคย”

“ผมไล่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในที่สุดมันก็บินกลับมากินข้าวในนาผมอีก ผมไม่มีเวลากลับบ้านกินข้าว ผมเป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว ทำให้ผมปวดท้องรุนแรงมากยิ่งขึ้น”

ผมจำได้ที่อาจารย์เคยบอกว่า พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานที่เราขอต่อพระองค์ ผมจึงพูดออกเสียงดังว่า “ถ้าท่านเป็นพระเจ้าจริง ขอช่วยดูแลทุ่งนา และไม่ให้นกบินลงมากินข้าวในนาผม   เพื่อผมจะมีเวลากลับไปกินข้าวเช้าที่บ้าน”

หลังจากนั้นผมกลับบ้านกินข้าว เมื่อเสร็จจากกินข้าวเช้าผมกลับมาที่ทุ่งนาอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีนกสักตัวในทุ่งนาผม พวกนกอยู่ในนาของคนอื่น เมื่อมีเสียงดังเหมือนระเบิดมันก็บินขึ้นฟ้า  แล้วบินมาอยู่เหนือทุ่งนาผมสักพักหนึ่ง แล้วบินกลับไปที่นาอื่นตามเดิม

นายหอมยืนยันว่า “พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของผมจริง ๆ ผมจึงอยากจะมอบชีวิตให้พระเยซูคริสต์”

ในหนังสือ “ถ้าพระเจ้ามีจริง  ขอให้...”  เป็นหนังสือที่เล่าถึงชีวิตจริงของบุคคลต่าง ๆ ในสมัยปัจจุบันที่มาเชื่อพระเจ้า เพราะเขา “พิสูจน์” ได้ว่าพระเจ้ามีจริงในชีวิตของเขา เมื่อเขาคนนั้นเปิดพื้นที่ชีวิตของตนให้พระเจ้าได้พิสูจน์ถึงการมีอยู่จริง และ ให้พระเจ้าทำงานสำแดงความรักเมตตาของพระองค์ผ่านชีวิตจริงของเขาในเวลานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิกฤติชีวิตที่กำลังเป็นอยู่

พระเจ้าทรงพิสูจน์ว่าพระองค์มีอยู่จริงด้วยการตอบคำอธิษฐานที่ท้าทายของคนที่มีวิกฤติชีวิตทั้งด้าน ความกลัว ความรัก ความปรารถนาต้องการ ความสงสัย และ ฯลฯ และการพิสูจน์ความมีอยู่จริงของพระเจ้าแบบนี้เป็นความเชื่อที่หยั่งลงในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า

“เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ที่​ขอ​ก็​ได้ และ​ทุก​คน​ที่​แสวง​หา​ก็​พบ

ทุก​คน​ที่​เคาะ​ก็​จะ​เปิด​ให้​เขา” (มัทธิว 7:8)




19 พฤษภาคม 2564

คำถามเรียบง่ายที่ผู้นำมือเซียนใช้ในการนำ

ท่านเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เลี้ยงลูกด้วยคำถาม” หรือไม่? ใครก็ตามที่เลี้ยงลูกด้วยคำถามก็จะได้ลูกที่เป็นนักคิด ได้ลูกที่เป็นผู้นำในอนาคต

มีฝรั่งเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “นำด้วยคำถาม” (Leading with Questions เขียนโดย Michael Marquardt) หรืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “คำถามที่พระเยซูถาม” (Questions Jesus Asked  เขียนโดย Clovis G. Chappell) และยังมีอีกหลายเล่มที่น่าสนใจครับ

ในการกล่าวถึงเรื่องภาวะผู้นำ การเสริมสร้างพัฒนาผู้นำ ดูเหมือนว่า คำถามนั้นมีความสำคัญมากต่อการสร้างภาวะผู้นำ ทั้งการเสริมสร้างภาวะผู้นำภายในตนเอง และ การเสริมสร้างภาวะผู้นำในคนอื่น

จากการที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องภาวะผู้นำในหลายปีที่ผ่านมานี้ ต้องยอมรับว่าผมรู้เท่าที่รู้เท่านั้น และส่วนใหญ่แล้วผมไม่ได้รู้อะไรมากมายนัก หลายต่อหลายเรื่องเกี่ยวกับคนที่ผมพยายามนำที่ผมจำเป็นจะต้องเรียนรู้(ให้ได้) แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ผมจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อผมถามเท่านั้น นั่นหมายความว่าผมยังต้องถามคำถามอีกมากมายหลายคำถาม ศิลปะและทักษะหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้นำคือ ทักษะในการตั้งคำถาม

ทักษะหนึ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องพัฒนาตนเองคือ ศิลปะในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง คำถามที่เหมาะสม และคำถามที่สอดรับกับสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ รอน เอ็ดมอนด์สัน (Ron Edmondson) ได้ประมวลคำถามเรียบง่ายที่ผู้นำชั้นเยี่ยมใช้ถามกันในเวลาที่นำทีมงาน...มีดังนี้ครับ

และนี่คือ 10 คำถามที่ดูธรรมดาเรียบง่ายแต่ทรงพลังของผู้นำมือเซียน

1. ผมจะช่วยคุณได้อย่างไรบ้างครับ?

2. การที่คุณมาถึงความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ได้ไม่ทราบว่าคุณต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่อะไรบ้าง?

3. คุณเข้าใจในสิ่งที่ผมขอให้คุณช่วยทำหรือไม่ครับ? (หรือ ผมอธิบายสื่อสารชัดพอให้เข้าใจไหมครับ?)

4. ถ้าคุณเป็นผมคุณจะทำอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่ผมทำมานี้บ้าง? (หรือ ผมไม่ได้ทำอะไร หรือ ทำบางเรื่องตกหล่นหรือเปล่าครับ?)

5. คุณมองเห็นอะไรบ้างในสิ่งที่ผมมองไม่เห็นครับ?

6. ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำ ผมควรมีการปรับปรุงตนเองในด้านใดบ้างครับ?

7. ถ้าเรามีสิทธิอำนาจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ และเรื่องการเงินก็ไม่เป็นอุปสรรค คุณอยากจะเห็นว่าเราควรทำอะไร/อย่างไรบ้างในฐานะที่เราทำงานเป็นทีมเดียวกัน (หรือ องค์กรเดียวกัน)?

8. คุณต้องการเห็นตนเองอยู่ในฐานะเช่นไรในองค์กรนี้...ในสักวันหนึ่ง? และผมจะมีส่วนเช่นไรบ้างที่จะหนุนเสริมคุณให้ไปถึงจุดนั้นได้?

9. ตอนนี้คุณกำลังเรียนรู้เรื่องอะไรซึ่งคุณเห็นว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยพวกเราในทีมงานได้?

10. ชีวิตส่วนตัวตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ และผมจะมีส่วนหนุนเสริมอย่างไรบ้างที่จะช่วยคุณอย่างเป็นประโยชน์ได้?

อะไรคือหัวใจและความสำคัญที่ทำให้คำถามธรรมดา ๆ ทั้ง 10 ข้อข้างต้นนี้กลายเป็นคำถามที่สำคัญยิ่งที่ใช้ในการนำครับ? ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า 

(1) คำถามทั้งหมดของผู้นำมุ่งสนใจและให้ความสำคัญที่คนถูกถาม

(2) ผู้นำใส่ใจในความคิดเห็น ความรู้สึก ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความสนใจของคนถูกถาม  

(3) ผู้นำอ่อนน้อมถ่อมตนพร้อมที่จะรับฟัง เปลี่ยนแปลง พัฒนา และ รับใช้ตามคำแนะนำของผู้ถูกถาม

(4) โดยภาพรวม ผู้ถูกถามคือศูนย์กลางในการนำของผู้นำ (ไม่ใช่ตำแหน่ง อำนาจ ผลประโยชน์ ความต้องการของผู้นำ และความเข้มแข็งขององค์กรมาก่อน แต่ทีมงานที่ตนนำมาก่อน!)

(5) และการนำด้วยคำถามจะช่วยกรุยทางให้ผู้นำมีการนำ 4 ลักษณะที่กล่าวมานี้ ยากที่เราจะนำด้วยการสอน การบอก ให้คำแนะนำ หรือ การสั่งครับ! แต่สามารถนำด้วยคำถามที่จริงใจของผู้นำ และ อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างโปร่งใสเท่านั้น

ท่านสมามารถปรับแก้สำนวนและใช้ถ้อยคำใหม่เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทในที่ทำงานของท่าน และแน่นอนครับท่านสามารถเพิ่มคำถามอื่น ๆ แต่ขอตระหนักเสมอว่าถ้าท่านต้องการเป็นผู้นำผู้อื่นในอนาคต หรือ กำลังเป็นผู้นำคนอื่นในขณะนี้ ผมขอเสนอว่าท่านควรเริ่มต้นด้วยคำถาม มิใช่คำแนะนำครับ!