แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สะดุดล้ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สะดุดล้ม แสดงบทความทั้งหมด

07 มิถุนายน 2556

เมื่อเพื่อนคริสตชนสะดุดล้ม

อ่าน กาลาเทีย 6:1-5

1พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย แม้​จับ​ใคร​ที่​ละเมิด​ประ​การ​ใด​ได้ พวก​ท่าน​ซึ่ง​อยู่​ฝ่าย​พระ​วิญ​ญาณ จง​ช่วย​คน​นั้น​ด้วย​ใจ​สุภาพ​อ่อน​โยน​ให้​เขา​กลับ​ตั้ง​ตัว​ใหม่ โดย​คิด​ถึง​ตัว​เอง เกรง​ว่า​ท่าน​จะ​ถูก​ทด​ลอง​ด้วย    

2จง​ช่วย​รับ​ภาระ​ของ​กัน​และ​กัน   และ​ด้วย​การ​กระ​ทำ​เช่น​นี้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​ปฏิบัติ​ตาม​ธรรม​บัญ​ญัติ​ของ​พระ​คริสต์   

3เพราะ​ว่า​ถ้า​ใคร​ถือ​ตัว​ว่า​เป็น​คน​สำ​คัญ ทั้งๆ ที่​เขา​ไม่​สำ​คัญ​อะไร​เลย เขา​ก็​หลอก​ตัว​เอง   

4แต่​ละ​คน​จง​สำ​รวจ​การ​กระ​ทำ​ของ​ตน​เอง แล้ว​จึง​จะ​มี​อะไร​อวด​ได้​ใน​ตัว​เอง​โดย​ไม่​ต้อง​เปรียบ​กับ​ผู้​อื่น   

5เพราะ​ว่า​แต่​ละ​คน​ต้อง​รับ​ภาระ​ของ​ตัว​เอง (มตฐ)

องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีพระประสงค์ให้สมาชิก หรือ อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งในพระวรกายของพระคริสต์คือคริสตจักรอยู่แยกต่างหากตัวคนเดียว    พระองค์ประสงค์ให้แต่ละอวัยวะ หรือ สมาชิกแต่ละคนทำหน้าที่ประสานกันและกันเพื่อทั้งร่างกายทำหน้าที่อย่างสอดรับกัน   คริสตจักรจึงเป็นเหมือนครอบครัวของพระเจ้าที่แต่ละคนในครอบครัวนี้จะต้องเอาใจใส่กันและกัน

แต่ถ้ามีคนหนึ่งคนใดในครอบครัวนี้เกิดสะดุดล้มในการประพฤติหรือในการดำเนินชีวิตคริสตชน   สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวจะมีบทบาทและรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร?   ท่านเปาโลได้เขียนในเรื่องนี้ไว้ว่า   “ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ”  จะต้องช่วยประคับประคองและเสริมหนุนให้สมาชิกคนนั้นในครอบครัวของพระเจ้า “ตั้งตัวใหม่” อีกครั้งหนึ่ง   ให้เขาสามารถกลับมามีสัมพันธภาพสนิทกับพระเจ้า  และ  ร่วมสามัคคีธรรมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวของพระเจ้า หรือ ชุมชนคริสตจักรอีกครั้งหนึ่ง   “คนที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ”  ในที่นี้มิได้หมายถึงกลุ่มคนในคริสตจักรที่อยู่เหนือ   พิเศษ  หรือ ดีกว่าคนอื่นในชุมชนคริสตจักร   หรือก็มิได้หมายถึงกลุ่มที่เป็นผู้นำคริสตจักร  หรือคนที่เคร่งครัดในพระศาสนาเท่านั้น   แต่ในที่นี้หมายถึงคริสตชนทุกคนในชุมชนคริสตจักรที่ดำเนินชีวิตภายใต้การครอบครองขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์

ประเด็นหลักที่สำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่ “มุมมอง” หรือ “ทัศนคติ” ของคริสตชนที่ต้องมี “มุมมอง” แบบพระเยซูคริสต์คือแสวงหาทางที่จะช่วยให้คนที่ชีวิตล้มลงได้มีโอกาสได้ตั้งตัวตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่งในชุมชนครอบครัวของพระเจ้า   มากกว่า “มุมมอง” ของการตัดสิน ตีตรา และพิพากษา   และการที่คริสตชนคนหนึ่งคนใดที่จะมีมุมมองแบบพระคริสต์มีประเด็นที่สำคัญต้องพิจารณาดังนี้

มีพระวิญญาณแห่งใจที่สุภาพอ่อนโยน

ในเวลาที่ทุกข์ยากลำบากเพราะความล้มเหลวในชีวิตเช่นนี้   ตามกระแสสังคมมนุษย์โลกคนๆ นั้นจะตกลงในสภาพชีวิตจิตใจทุกข์ยาก  โกรธตนเอง หรือ บางครั้งโกรธจากคนรอบข้าง   ถูกตีตรา ตัดสิน พิพากษา   เป้าหมายของเราในฐานะคริสตชนที่เป็นอวัยวะหนึ่งในพระวารกายของพระคริสต์มิใช่ทับถมเพิ่มความทุกข์แก่คนนั้น  หรือทำให้พี่น้องคนนั้นจมลงในความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นเพราะความผิดที่กระทำ   แต่เป็นเวลาที่เราจะต้องเอาใจใส่  เป็นเวลาที่จะสำแดงความรักเมตตาของพระคริสต์  และ  การอภัยแบบพระองค์แก่คนๆ นั้น (2โครินธ์ 2:5-8)

7 ฉะ​นั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ควร​จะ​ยก​โทษ​และ​ปลอบ​ใจ​คน​นั้น​มาก​กว่า
เพื่อ​ว่า​เขา​จะ​ไม่​จม​ลง​ใน​ความ​ทุกข์​มาก​มาย (มตฐ)

มีพระวิญญาณแห่งใจที่ถ่อม

คริสตชนที่มองว่าตนนั้นอยู่เหนือ หรือ ดีกว่าคริสตชนที่สะดุดล้มในชีวิต  จะมองคริสตชนคนนั้นแล้วคิดในใจว่า  ฉันจะไม่มีทางที่จะกระทำผิดอย่างเขา  แต่คนที่มีพระวิญญาณที่ถ่อมในจิตใจของตนเองจะมองเหตุการณ์เดียวกันนี้ว่า  ตนก็มีความจำกัดและอ่อนแอในชีวิตเช่นกัน   แทนที่จะกล่าวโทษ  ว่าร้าย  หรือตัดสินคนๆ นั้น   แต่เขากลับมองเข้าไปในชีวิตของตน   และตรวจสอบชีวิตของตนเองเพื่อที่ตนจะรู้เท่าทันตนเองจะได้จัดการแก้ไขชีวิตในส่วนที่อ่อนแอของตน

ในวันนี้ให้เราใส่ใจชีวิตของผู้คนรอบข้าง  ทั้งญาติพี่น้องในครอบครัว   เพื่อนร่วมงาน  เพื่อนสนิท  ผู้คนในชุมชนสังคมที่เราสัมผัสสัมพันธ์   เมื่อพบผู้ที่ชีวิตต้องประสบกับสะดุดล้มลง   นั่นเป็นเสียงทรงเรียกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ให้เราหนุนเสริมค้ำชูคนนั้นให้มีโอกาส “ตั้งตัวใหม่”   และพร้อมที่จะช่วยแบกภาระของเพื่อนบ้านคนนั้นด้วยใจถ่อมและใจสุภาพ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499

08 พฤษภาคม 2555

ภาวะผู้นำเริ่มที่ “ใจ” (ตอนที่ 2): เมื่อจริยธรรมของผู้นำสะดุดล้ม


อ่าน 2 ซามูเอล บทที่ 11

ดาวิดสั่งอุรียาห์ว่า  “จงลงไปบ้านของเจ้า และล้างเท้าของเจ้าเสีย”  อุรียาห์ก็ออกไปจากพระราชวัง  และมีคนนำของประทานจากพระราชาตามหลังเขาไปด้วย   แต่อุรียาห์นอนที่ประตูพระราชวังพร้อมกับมหาดเล็กทั้งหมดของเจ้านายของเขา  และไม่ได้ไปที่บ้านของเขา... 

ดาวิดทรงเรียกเขามา  เขาก็รับประทานและดื่มเฉพาะพระพักตร์   และพระองค์ทรงทำให้เขามึนเมา   ในตอนเย็นเขาก็ออกไปนอนกับพวกข้าราชการของเจ้านายของเขา  แต่ไม่ได้ลงไปบ้านของเขา...

พอรุ่งเช้าดาวิดทรงเขียนถึงโยอาบ และส่งไปกับมืออุรียาห์   ดาวิดทรงเขียนจดหมายนั้นว่า  “จงตั้งอุรียาห์ให้อยู่กองหน้าของการรบที่ดุเดือดที่สุด  แล้วให้พวกเจ้าถอยไปจากเขา  เพื่อให้เขาถูกฆ่าตาย...

เมื่อภรรยาของอุรียาห์ทราบว่า  อุรียาห์สามีของนางสิ้นชีวิตแล้ว  นางก็คร่ำครวญเรื่องสามีของนาง  เมื่อการไว้ทุกข์ผ่านไปแล้ว  ดาวิดก็ส่งคนให้ไปรับนางมาที่พระราชวัง  และนางก็ได้เป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระองค์  ประสูติโอรสองค์หนึ่งให้พระองค์  แต่สิ่งซึ่งดาวิดทำนั้นชั่วร้ายในสายพระเนตรพระยาเวห์  (2ซามูเอล 11:8-9, 13, 15 และ 27)

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในภาวะผู้นำคือ การมีจริยธรรมคุณธรรมตามพระประสงค์ของพระเจ้า   และภาวะผู้นำที่ไร้คุณธรรมและจริยธรรมนั้นก็มีรากมาจาก “ใจ” เช่นกัน   พระคัมภีร์ได้เตือนในเรื่องนี้ไว้มากมาย   ในพระธรรมปฐมกาลได้ชี้ให้เห็นเด่นชัดว่า “พระยาเวห์ทรงเห็นความชั่วร้ายของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน  และทรงเห็นว่าเค้าความคิดในใจทั้งหมดของเขาล้วนเป็นเรื่องชั่วร้ายตลอดมา” (ปฐมกาล 6:5 ฉบับมาตรฐาน)  การคิดการตัดสินใจในการกระทำเรื่องต่างๆ ของมนุษย์ล้วนมาจาก “ใจ” ทั้งสิ้น “จงระมัดระวังใจของเจ้ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด  เพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำออกมาจากใจ” (สุภาษิต 4:23)  และที่สำคัญคือสิ่งชั่วสิ่งร้ายที่มนุษย์กระทำก็ล้วนมาจากใจภายในทั้งสิ้น  “ความคิดชั่วร้าย  การฆ่าคน  การเป็นชู้  การล่วงประเวณี  การขโมย  การเป็นพยานเท็จ  การใส่ร้ายก็ล้วนออกมาจากใจ” (มัทธิว 15:19 ฉบับมาตรฐาน)  

ผู้นำประเทศอย่างกษัตริย์ดาวิดก็ติดกับดัก “จากใจ” ของตนเองเช่นกัน  ยังผลให้คุณธรรมจริยธรรมของเขาต้องสะดุดล้มลง   สร้างความด่างพร้อยแก่ชีวิตของตนมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ   เรื่องการวางแผนแย่งชิงนางบัทเชบาจากอุรียาห์ทหารที่จงรักภักดี สัตย์ซื่อ และมีวินัยในกองทัพของตน   ทั้งหมดนี้กษัตริย์ดาวิดผู้นำอิสราเอลต้องล้มคว่ำคะมำลงทั้งชีวิต   เพราะเขาเป็นผู้นำที่ล้มเหลวในทางจริยธรรม  จะเรียกว่าเป็นการสร้างความวิบัติหายนะด้านจริยธรรมในประเทศอิสราเอลก็ว่าได้   ที่ว่าสิ่งเหล่านี้มาจาก “ใจ” ของผู้นำอย่างกษัตริย์ดาวิดเพราะเขาคิด ไตร่ตรองเป็นขั้นเป็นตอน   เพียงเพื่อให้ได้นางบัทเชบามาเป็นมเหสีของตน  และเพื่อปิดบังสิ่งที่ตนและนางบัทเชบาได้ผิดประเวณีจนตั้งท้อง

ให้เราศึกษาถึงแผนการร้ายจาก “ใจ” ของกษัตริย์ดาวิดที่วางแผนอย่างแยบยลเป็นขั้นเป็นตอน   และนี่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าดาวิดในฐานะผู้นำของอิสราเอลตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่เป็น “วิบัติจริยธรรม” ในเวลานั้น

1. ดาวิดเห็นบางบัทเชบาอาบน้ำอยู่เกิดถูกตาต้องใจ  ใช้ความเป็นผู้นำที่มีอำนาจสืบค้นข้อมูลของหญิงงามคนนั้น   ดาวิดรู้ว่านางมีสามีแล้ว  สามีเป็นทหารรับใช้ในกองทัพของตนที่กำลังรับใช้ประเทศชาติในสนามรบ   แต่เพราะต้องการตอบสนอง “ใจ” ของตนเองที่มันเรียกหานาง   ส่งคนไปรับนางมาแล้วลงเอยด้วยการมีเพศสัมพันธ์ผิดประเวณีกับนาง   พระคัมภีร์ได้บันทึกชัดเจนว่า  นางบัทเชบาไม่ได้ท้องกับสามีของตนมาก่อน   เพราะก่อนหน้านี้เจ็ดวันนางมีประจำเดือน   และหลังจากนั้นนางตั้งครรภ์   และแน่นอนเป็นการตั้งครรภ์กับดาวิด   เป็นลูกที่เกิดจากการผิดประเวณี   และในเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้คนที่รู้เห็นด้วย   อย่างน้อยที่สุดทหารลิ่วล้อของดาวิดที่พานางบัทเชบาเข้าวัง  และผู้ที่เป็นคนกลางสื่อสารระหว่างบัทเชบากับกษัตริย์ดาวิด

2. เมื่อเรื่องแดงขึ้นมา เพื่อกลบเกลื่อนที่ผู้นำประเทศกระทำผิดจริยธรรมทางเพศ   กษัตริย์ดาวิดวางแผนเรียกตัวอุรียาห์สามีของนางบัทเชบากลับจากแนวรบสงคราม  เพราะหวังว่าเมื่อกลับมาเขาจะกลับบ้านไปหลับนอนกับนางบัทเชบาผู้เป็นภรรยา   ก็จะได้ “สวมเขา” ว่า ที่นางบัทเชบาท้องเพราะการกลับมาของอุรียาห์   แต่เนื่องจากอุรียาห์ เป็นทหารที่จงรักภักดี และ สัตย์ซื่อต่อกองทัพ  เขาไม่ยอมกลับไปกินนอนสะดวกสบายที่บ้าน   แต่เขากลับไปนอนที่ประตูพระราชวังกับพวกมหาดเล็ก (2 ซามูเอล 11:6-9) ความทราบถึงกษัตริย์ดาวิดและรู้ว่าแผนการขั้นที่หนึ่งล้มเหลว   ผู้นำอย่างดาวิดใช้แผนขั้นที่สองอย่างไร้จริยธรรม

3. ดาวิดให้ทหารพาอุรียาห์เข้าวังมาเลี้ยงพร้อมกับมอมเหล้า   โดยหวังว่าเมื่อเมาแล้วจะกลับไปหลับนอนกับภรรยา   แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หลังจากนั้นอุรียาห์ก็ไปนอนกับพวกข้าราชการของเจ้านายของเขา (ข้อ 13)

4. เมื่อกษัตริย์ดาวิดเห็นว่า  แผนขั้นที่สองล้มเหลวคงคิดในใจว่า หมดทางเลือก   จึงส่งอุรียาห์กลับไปยังกองทัพที่กำลังทำสงครามอยู่   แต่มีการสั่งอย่างเป็นการลับให้โยอาบที่เป็นแม่ทัพช่วยจัดการต่อ  โดยสั่งว่า “จงตั้งอุรียาห์ให้อยู่กองหน้าของการรบที่ดุเดือดที่สุด  แล้วให้พวกเจ้าถอยไปจากเขาเพื่อให้เขาถูกฆ่าตาย” (ข้อ 15)   ครั้งนี้ อุรียาห์ตายตามแผนการชั่วร้ายของดาวิดที่คิดจาก “ใจ”   ที่แย่กว่านั้นคือ สำนึกทางด้านจริยธรรมของกษัตริย์ดาวิดเลวร้ายลงอย่างยิ่ง  จนมองว่าการที่ทหารคนหนึ่งถูกฆ่าตายเป็นเรื่องธรรมดาในสงคราม   กษัตริย์ดาวิดส่งข่าวไปยังโยอาบที่กำลังคุมกองทัพอยู่ว่า  “อย่าให้เรื่องนี้ทำให้ท่านทุกข์ใจ   เพราะดาบย่อมสังหารไม่ว่าคนนั้นหรือคนนี้...” (ข้อ 25)  แต่การตายของอุรียาห์ไม่ธรรมดา เพราะเขาตายเพราะ “ใจ” ของดาวิดที่ไร้จริยธรรม   และไม่คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า

5. เมื่ออุรียาห์ตาย  กษัตริย์ดาวิดก็ทำความดีในสายตาคนทั่วไป แต่เป็นความชั่วร้ายจาก “ใจ” ที่เป็นความวิบัติทางจริยธรรม   ผู้นำอิสราเอลอย่างดาวิดให้นำนางบัทเชบามาอยู่เป็นมเหสีในวัง (ข้อ 26-27)  เป็นเหมือนกษัตริย์ผู้มีใจเมตตาต่อภรรยาของทหารหาญที่เสียชีวิต  จึงชุบเลี้ยงเป็นภรรยา   และพระคัมภีร์บทนี้ปิดท้ายด้วยประโยคที่เจ็บปวดที่สุดคือ “...แต่สิ่งซึ่งดาวิดกระทำนั้นชั่วร้ายในสายพระเนตรของยาเวห์” (ข้อ 27)    

ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์กล่าวไว้ว่า 

“จิต​ใจ​ก็​เป็น​ตัว​ล่อ​ลวง​เหนือ​กว่า​สิ่ง​ใด​ทั้ง​หมด มัน​เสื่อม​ทราม​อย่าง​ร้าย​ที​เดียว ใคร​จะ​รู้​จัก​ใจ​นั้น​เล่า?”  
(17:9 ฉบับมาตรฐาน)



ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
prasit.emmaus@gmail.com
081-2894499