17 มิถุนายน 2556

พระวิหารที่มีชีวิต

อ่านเอเฟซัส 2:19-22

19ดังนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวแปลกถิ่นอีกต่อไป   แต่เป็นพลเมืองเดียวกับประชากรของพระเจ้า   และเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า   20ท่านได้รับการสร้างขึ้นบนรากฐานของเหล่าอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ   โดยมีพระเยซูคริสต์เองเป็นศิลามุมเอก   21ในพระองค์ทุกส่วนของอาคารทั่วทั้งหมดต่อกันสนิทและประกอบกันขึ้นเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า   22และในพระองค์ท่านก็เช่นกันรับการทรงสร้างขึ้นด้วยกันให้เป็นที่พระเจ้าที่พระเจ้าสถิตอยู่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ (อมตธรรม)

ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 สังคมโลกในแถบเมดิเตอเรเนียนมีความคิดความเชื่อว่า  เทพเจ้าที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้จะสิงสถิตในวิหารที่มนุษย์สร้างขึ้น   และวิหารเหล่านั้นถูกแบ่งแยกออกชัดเจนให้เป็นบริเวณและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้เป็นที่ประกอบศาสนพิธีที่จะเป็นการติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้าเหล่านั้น   ดังนั้น ถ้าใครก็ตามที่ต้องการได้รับการรักษาจากเทพเจ้า   คนๆ นั้นต้องไปที่วิหารของเทพที่ทำการรักษาเยียวยาเช่นเทพเอสคลีปิอูส (Asclepius)   ถึงแม้คนยิวทุกคนมีความคิดความเชื่อและเข้าใจว่าพวกเขาจะไม่สามารถสร้างที่ประทับของพระเจ้าได้   แต่ยิวก็มีความเชื่อว่า  พวกเขาสร้างพระวิหารเพื่อที่เป็นสถาปนาพระนามของพระเจ้าไว้ที่นั่น (1พงศ์กษัตริย์ 8:12-29;  อิสยาห์ 66:1-2)   ตราบใดที่ยังมีพระมหาวิหารที่เยรูซาเล็ม   พวกยิวจะจาริกไปที่นั่นเพื่อถวายการสรรเสริญและถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า (เช่น สดุดี 42:4)

ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ก็สอนเช่นกันว่า  พระเจ้าทรงสถิตในพระวิหาร   แต่ความหมายของพระวิหารที่ใช้นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง   ใน 1โครินธ์ 6:19  กล่าวถึงพระวิหารที่หมายถึงชีวิตของผู้ที่เชื่อแต่ละคนเป็นที่สถิตอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์   ก่อนหน้านี้ในพระธรรมเดียวกันนี้เปาโลกล่าวถึงว่า   พระเจ้าทรงสถิตในท่ามกลางชุมชนคริสตจักรหรือชุมนุมชนของผู้เชื่อ (1โครินธ์ 3:16)   ถ้าจะมีชาวโรมมาถามเปาโลว่า   และวิหารที่สถิตของพระเจ้าของท่านอยู่ที่ไหน?   เปาโลก็คงตอบว่า   ทุกคนที่ได้รับพระคุณของพระเจ้าโดยทางความเชื่อก็เป็นพระวิหารของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่   และทุกๆ ชุมชนแห่งความเชื่อศรัทธาก็เป็นที่สถิตของพระเจ้าด้วย

พระธรรมเอเฟซัส 2:21 เปาโลได้ใช้ภาพลักษณ์เรื่องพระวิหารที่สถิตของพระเจ้าที่กล่าวข้างต้นมาอธิบายเพิ่มเติมว่า  “ในพระองค์(พระคริสต์)ทุกส่วนของอาคารทั่วทั้งหมดต่อกันสนิทและประกอบกันขึ้นเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า”   ในที่นี้เปาโลหมายถึง  คริสตชนที่มารวมกันเป็นชุมนุมชนของผู้เชื่อศรัทธา  มิใช่คริสตชนแต่ละคน   และยังหมายถึงชุมชนผู้เชื่อเดียวกันทั้งสากลจักรวาลด้วย

เมื่อเราประยุกต์ความเชื่อความเข้าใจดังกล่าวใช้ในชีวิตประจำวันของเรา   เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมมากว่า  ในฐานะที่เราแต่ละคนเป็นคริสตชนที่ดำเนินชีวิตโลกนี้   ที่มีพระคริสต์และพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในชีวิตของเรา   ผู้คนรอบข้างสามารถเห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตประจำวันของเราชัดเจนมากน้อยแค่ไหน?   ทั้งในชีวิตส่วนตัวในครอบครัว  และชีวิตที่เราสำแดงออกในสังคมชุมชนและในที่ทำงาน   และถ้ามีคนที่ต้องการพบพระเจ้าที่สถิตในโลกนี้   เขาจะคิดถึงการดำเนินชีวิตของเราคริสตชนหรือไม่?

ในเวลาเดียวกัน   ชีวิตคริสตจักรของท่านที่เป็นการรวมกันเป็นชุมชนของผู้เชื่อ   ซึ่งก็เป็นที่สถิตของพระเจ้าและพระวิญญาณบริสุทธิ์  ได้สำแดงพระคริสต์ให้...
  • ผู้คนทั้งหลายในชุมชนได้เห็นพระเยซูคริสต์จากชีวิตชุมชนคริสตจักรของเราหรือไม่ แค่ไหน?   และ
  • ผู้คนสามารถเห็นพระองค์ผ่านชีวิตด้านใดของชุมชนคริสตจักร?  
  • คนทั่วไปมองเห็นและรู้สึกต่อคริสตจักรของเราเช่นไรในทุกวันนี้?  
  • พวกเขาคิดและเห็นว่าคริสตจักรทั้งหลายในโลกนี้มีพระเจ้าสถิตอยู่จริงหรือไม่   ทำไม?  
  • เขาสามารถเห็นพระเจ้าในชีวิตคริสตจักรของเราได้อย่างไร?


แท้จริงแล้ว การสถิตอยู่ของพระคริสต์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตคริสตชนและชีวิตชุมชนคริสตจักรเป็นการประกาศถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่สำคัญและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง   คริสตชน/คริสตจักรไม่ต้องไปคิดทำ “อิเวนท์” หรือ “กิจกรรม” การประกาศเป็นพิเศษใดๆ เลย    เพราะถ้าสมาชิกคริสตจักรแต่ละคน และ ชีวิตชุมชนคริสตจักรสามารถสำแดงพระเยซคริสต์ผ่านการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน   วันละหลายๆ ชั่วโมง   และเป็นการประกาศอย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ชีวิตของสมาชิกแต่ละคน  และอย่างต่อเนื่องยั่งยืนทุกวันเช่นนี้แล้ว    เราคงไม่ต้องมาประกาศประโคมอีกต่อไปว่า   คริสตจักรของเรามีการประกาศพระกิตติคุณเป็นเป้าหมาย   เพราะชีวิตของเราคริสตชนแต่ละคนได้สำแดงให้คนอื่นได้เห็น สัมผัส และนำเขาให้ยอมรับพระคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในชีวิต 

นั่นแหละเป็นการประกาศพระกิตติคุณที่สำคัญ  ยิ่งใหญ่  และมีประสิทธิภาพกว่าวิธีอื่นใดทั้งสิ้น

แต่น่าเสียดายที่คริสตจักรปัจจุบันกลับบิดเบือนและเบี่ยงเบนไปใช้วิธีการประกาศที่ด้อยประสิทธิภาพกว่าหรือไม่?

หรือเพราะการดำเนินชีวิตประจำวันของคริสตชนส่วนใหญ่ และ คริสตจักรส่วนมากเป็น “อุปสรรค”  “หินสะดุด” ที่ผู้คนรอบข้างจะเข้ามาถึงพระเยซูคริสต์ผ่านชีวิตของคริสตชนและคริสตจักรหรือไม่?

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ชีวิตของท่านที่มีพระคริสต์และพระวิญญาณของพระองค์สถิตอยู่ได้สร้างความแตกต่างในชีวิตครอบครัว  ชุมชน  หรือที่ทำงานของท่านอย่างไรบ้าง?

2. ท่านคิดว่า เมื่อเพื่อนร่วมงานมองเห็นพฤติกรรมที่แสดงออกในชีวิตประจำวันของท่าน  เขาจะเอ่ยปากพูดไหมว่าพระเจ้าสถิตในชีวิตของท่าน?

3. ชุมชนคริสตจักรของท่านได้สำแดงถึงการสถิตอยู่ของพระคริสต์ต่อสังคมชุมชนรอบข้างหรือไม่  อย่างไร?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเจ้าองค์บริสุทธิ์  ข้าพระองค์ได้รับเกียรติและพระเมตตาอย่างยิ่งจากพระองค์ที่ให้ชีวิตของข้าพระองค์เป็นที่สถิตอยู่ของพระองค์โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์   ขอบพระคุณที่พระองค์สถิตอยู่ในชุมชนคริสตจักรของข้าพระองค์ด้วยเช่นกัน   ขอบพระคุณที่ทรงไว้วางใจมอบหมายให้ชุมชนคริสตจักรได้สำแดงถึงการสถิตอยู่ของพระองค์สำหรับประชากรโลก

โอองค์พระผู้เป็นเจ้า   เป็นการได้รับเกียรติอย่างยิ่งที่ให้ชีวิตข้าพระองค์เป็นพระวิหารของพระองค์   แต่นั่นเป็นความรับผิดชอบที่สูงส่ง   โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวันที่สำแดงให้ผู้คนรอบข้างได้เห็นและสัมผัสกับพระองค์ผ่านชีวิตของข้าพระองค์   และโปรดช่วยให้ชุมชนคริสตจักรของพระองค์ในโลกนี้เป็นที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาสัมผัสความรัก และ มีความหวังที่จะได้พบพิงในพระองค์

ในวันนี้   ขออธิษฐานเผื่อสากลคริสตจักรทั่วโลก   โปรดให้คำพูดและการกระทำของคริสตจักรที่จะยืนหยัดมั่นคงในการเป็นพยานชีวิตที่สัตย์ซื่อของพระองค์   เพื่อพระองค์จะได้รับการยกย่องสรรเสริญ   และเพื่อคนทั้งหลายจะเข้ามาหาพระองค์ผ่านการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์และชุมชนคริสตจักร   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

14 มิถุนายน 2556

เมื่อชีวิตจิตวิญญาณของผู้นำคริสตชนหมดไฟ

เราจะหนุนเสริมเพิ่มพลังผู้นำคริสตชนที่จิตวิญญาณเฉื่อยชาหมดแรงได้อย่างไร?

ช่วงนี้ผมได้พบเพื่อนศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสเตียน เฉื่อยชาหมดแรงในชีวิตรับใช้หลายคน   ทำให้ผมคิดไปถึงเวลารถยนต์ของผมสตาร์ทไม่ติดเพราะแบตเตอรี่มีไฟไม่พอ  เนื่องจากผมจอดทิ้งไว้ไม่ได้ใช้เพราะเดินทางไปต่างจังหวัดนานถึง 10 วัน  

ผมมีทางเลือกคือยกแบตเตอรี่ไปร้านชาร์ตแบตฯ  หรือไม่ก็ซื้อแบตฯตัวใหม่มาใส่รถยนต์   แต่ผมไม่อยากเลือกทั้งสองทางเพราะไม่อยากเดินทางไปในเมืองเพื่อไปชาร์ตแบตฯหรือซื้อแบตฯใหม่   เหลือบไปเห็นรถยนต์ข้างบ้าน   เลยไปขอความกรุณาเขาช่วยขับรถมาข้างหน้ารถยนต์ผม   แล้ว “จั้มพ์” พ่วงสายไฟจากแบตฯของรถยนต์ของเพื่อนบ้านมาที่แบตฯรถของผม   เมื่อเครื่องยนต์ของเพื่อนบ้านติดแล้วผมก็สตาร์ทรถของผม   รถของผมเครื่องติดอีกครั้งหนึ่งครับ   ผมจัดการชาร์ตไฟต่อ  และเอารถออกวิ่งไปสักพักหนึ่ง

จากประสบการณ์ดังกล่าว  ผมถามตนเองว่า  เมื่อเราพบศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตชนที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟแรงพอที่จะสตาร์ทชีวิตจิตวิญญาณของเขาในการรับใช้ได้ต่อไป   เราจะช่วย “จั้มพ์” สายจากแบตเตอรี่ชีวิตผู้รับใช้คนหนึ่งไปยังศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตชนคนนั้นได้ไหม?

โดยปกติแล้ว  เราท่านในปัจจุบันมักติดกระแสคิดแบบสังคมโลกปัจจุบันว่า  การที่เราจะมีชีวิตที่สำเร็จเกิดผลนั้นเพราะเรามุ่งมั่นตั้งใจทุ่มเทชีวิตของเราในการทำงานในการรับใช้   ด้วยเหตุนี้ชีวิตของศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตชนจึงเป็นชีวิตที่มีแต่คำว่า “ยุ่ง ยุ่ง ยุ่ง...ไม่ว่าง  ไม่ว่าง  ไม่ว่าง”   และบ่อยครั้งผู้นำคริสตชนเหล่านี้กลับสำคัญไปว่า   ชีวิตที่ยุ่งๆ ไม่ว่างเช่นนี้แสดงถึงประสิทธิภาพและรู้สึกมีคุณค่าในการขับเคลื่อนชีวิตการงานเสียอีก  

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักชัดคือ   ถ้าแบตเตอรี่ชีวิตของใครก็ตามที่ติดเครื่อง  ใช้ไฟไปเท่านั้น  แต่ไม่ชาร์ตไฟไปพร้อมกัน   มีหวังไฟอ่อนจนหมดไฟชีวิตจิตวิญญาณก็ได้

พระเยซูคริสต์ได้สอนด้วยคำเปรียบเทียบว่า   ในฐานะคริสตชน  ชีวิตของเราต้องชาร์ตไฟแบตเตอรี่ชีวิตจิตวิญญาณของเราเสมอ   และจะต้องมีมุมมองคุณค่าชีวิตหรือมองชีวิตที่เกิดผลว่า   มันมิได้เกิดขึ้นหรือสำเร็จด้วยตนเอง    แต่การที่เราคริสตชนจะมีชีวิตที่สำเร็จเกิดผลนั้น   เพราะเราได้รับพลังด้านต่างๆ ในชีวิตจากแหล่งกำเนิดแห่งพลังชีวิตจิตวิญญาณใหญ่

พระเยซูคริสต์ตรัสสอนว่า 

1เรา​เป็น​เถา​องุ่น​แท้ และ​พระ​บิดา​ของ​เรา​ทรง​เป็น​ผู้​ดูแล​รักษา  2แขนง​ทุก​แขนง​ใน​เรา​ที่​ไม่​ออก​ผล พระ​องค์​ก็​ทรง​ตัด​ทิ้ง​เสีย และ​แขนง​ทุก​แขนง​ที่​ออก​ผล พระ​องค์​ก็​ทรง​ลิด​เพื่อ​ให้​ออก​ผล​มาก​ขึ้น...   3พวก​ท่าน​ได้​รับ​การ​ชำระ​ให้​สะอาด​แล้ว​ด้วย​ถ้อย​คำ​ที่​เรา​กล่าว​กับ​ท่าน    4จง​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา​และ​เรา​ติด​สนิท​อยู่​กับ​พวก​ท่าน แขนง​จะ​ออก​ผล​เอง​ไม่​ได้​นอก​จาก​จะ​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เถา พวก​ท่าน​ก็​เช่น​เดียว​กัน​จะ​เกิด​ผล​ไม่​ได้​นอก​จาก​จะ​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา    5เรา​เป็น​เถา​องุ่น พวก​ท่าน​เป็น​แขนง คน​ที่​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา​และ​เรา​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เขา คน​นั้น​จะ​เกิด​ผล​มาก เพราะ​ว่า​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​พวก​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่​ได้​เลย...”  (ยอห์น 15:1-5 มตฐ.)

เวลาใดก็ตามเราใช้แต่ไฟแบตเตอรี่ชีวิตของเราเอง  โอกาสที่ไฟอ่อนไฟหมดเกิดขึ้นได้เสมอครับ  แต่ถ้าชีวิตของเราติดสนิทกับพระเจ้า  เหมือนกิ่งติดสนิทกับต้นเช่นไร   โอกาสที่แบตเตอรี่ชีวิตจะได้รับการชาร์ตไฟเสมอจากพระเจ้าย่อมทำให้เรามีไฟชีวิตจิตวิญญาณที่จะทำให้เครื่องรถติดและขับเคลื่อนได้

ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตชนที่มีแบตเตอรี่ชีวิตจิตวิญญาณที่ติดสนิทกับพระเจ้าก็จะได้รับการชาร์ตไฟเสมอจากพระองค์   และเมื่อพบศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตชนที่แบตเตอรี่ไฟอ่อนหรือหมดไฟ   เราสามารถหนุนเสริมเพิ่มพลังด้วยการ “จัมพ์” สายจากแบตเตอรี่ชีวิตจิตวิญญาณของเราไปยังแบตเตอรี่ของเขา  เพื่อช่วยให้เขาสตาร์ทเครื่องชีวิตจิตวิญญาณของการเป็นผู้นำและศิษยาภิบาลได้อีกครั้งหนึ่ง

เราสามารถที่จะอยู่เคียงข้างศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตชนคนนั้น   และร่วมกับเขาในการที่จะเข้าติดสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยกันจนกระทั่งชีวิตจิตวิญญาณของเขาสามารถขับเคลื่อนการรับใช้ตามพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า  และด้วยพลังจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ส่งเข้าในชีวิตของเขาเมื่อเขาติดสนิทกับพระองค์

วันนี้เมื่อท่านขับเคลื่อนชีวิตจิตวิญญาณ   ท่านใช้แต่ไฟที่เหลืออยู่  หรือท่านได้รับการชาร์ตเติมเต็มไฟชีวิตจิตวิญญาณจากเบื้องบน?   และอย่าลืมนำสาย “จั้มพ์” แบตเตอรี่ติดชีวิตของท่านไปด้วย   เพื่อว่าเมื่อท่านพบเพื่อนบ้านที่แบตเตอรี่หมดไฟ   ท่านจะได้ช่วย “จั้มพ์” ไฟจากรถของท่านเพื่อสตาร์ทการขับเคลื่อนรับใช้ของเพื่อนบ้านต่อไป

นี่เป็นงานแห่งการทรงเรียกจากเบื้องบนสำหรับท่านด้วยเช่นกันในวันนี้ครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499

12 มิถุนายน 2556

คริสตชนทำอย่างไร...เมื่อถูกกล่าวหาใส่ความ?

อ่าน พระกิตติคุณลูกา 12:11-12

11เมื่อ​เขา​ทั้ง​หลาย​พา​พวก​ท่าน​เข้า​ไป​อยู่​ต่อ​หน้า​(นาย)ธรรม​ศาลา หรือ​ต่อ​หน้า​เจ้า​เมือง​และ​ผู้​ที่​มี​อำ​นาจ อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ว่า​จะ​ตอบ​อย่าง​ไร หรือ​จะ​กล่าว​อะไร   

12เพราะ​ว่า​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​จะ​ทรง​สอน​ท่าน​ใน​เวลา​นั้น​เอง​ว่า​ควร​จะ​พูด​อะไร​บ้าง (มตฐ)

เมื่อเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา   โดยทั่วไปแล้วเราจะตอบโต้ด้วยการปกป้องตนเอง หรือ โบ้ยความผิดไปยังคนอื่น   แต่เราในฐานะคริสตชนมีแนวทางการตอบสนองหรือการตอบโต้ต่อสถานการณ์เช่นนี้ที่แตกต่างไปจากกระแสสังคมโลก   หลายครั้งในชีวิตเมื่อผมต้องพบกับการกล่าวหากล่าวร้ายทั้งจากการกระทำที่เปิดเผย หรือ การกระทำที่ลับหลังซ่อนเร้นจากบางคน   ประสบการณ์สอนผมว่าในเวลาเช่นนั้น  พระเจ้าทรงเมตตาช่วยผมให้สามารถที่จะรู้เท่าทันและสงบใจ สงบปากสงบคำ มากกว่าโกรธตอบโต้ไปอย่างรุนแรง   ในสถานการณ์เช่นนั้นการอธิษฐานเป็นสิ่งแรกที่ดีที่สุดในการตอบสนองต่อวิกฤติร้ายเช่นนั้น  

เมื่อเราเลือกที่จะใกล้ชิดองค์พระผู้เป็นเจ้าแทนที่จะตอบสนองเหตุการณ์นั้นด้วยความรู้สึกที่คันปากคันมือ  พระองค์ทรงประทานความสงบในชีวิต  ประทานพลังชีวิตในการควบคุมการตอบโต้ของเรา ดังนี้

  • มีจิตวิญญาณที่สุขุม มองการณ์ไกล:   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้ว่ารากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร   พระองค์สามารถที่จะประทานสติปัญญาที่กว้างไกล รอบคอบ กว่ามุมมองที่จำกัดคับแคบของเรา   ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อาจจะมาจากปัญหาในการสื่อสาร  หรืออาจจะเกิดจากการที่ใครบางคนอิจฉาตาร้อนคนอื่นก็ได้   พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสำแดงให้เรารู้ว่าเราจะตอบสนองต่อการกล่าวหากล่าวร้ายนั้นอย่างไร   และที่สำคัญคือพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยให้เรามองสถานการณ์ที่เหนือคำพูดหรือการกระทำของใครบางคนที่ทำให้เราต้องเจ็บปวดในชีวิต
  • มีจิตวิญญาณที่สงบ:   ตามความเป็นมนุษย์แล้วเราต้องการตอบโต้ทันควันทันที หรือ ตอบโต้อย่างสาสมเพื่อปกป้องหรือแสดงให้คนทั้งหลายเห็นว่าเราไม่ผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา   ด้วยเหตุนี้นี่เองที่เราต้องกระทำสิ่งแรกคือ  ดึงตัวเราให้หลุดรอดออกจากกับดักของสถานการณ์ร้าย   ให้มุ่งมองหรือให้ความสนใจของเราไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้า   เพื่อรับการทรงเสริมสร้างให้เกิดสันติสงบภายในชีวิตของเราก่อน   พระองค์เท่านั้นที่จะทรงกระทำสิ่งนี้แก่เราได้   “27เรา​มอบ​สันติ​สุข​ไว้​กับ​พวก​ท่าน สันติ​สุข​ของ​เรา​ที่​ให้​กับ​ท่าน​นั้น เรา​ไม่​ได้​ให้​อย่าง​ที่​โลก​ให้ อย่า​ให้​ใจ​ของ​ท่าน​เป็น​ทุกข์ อย่า​กลัว​เลย” (ยอห์น 14:27 มตฐ)
  • มีปัญญา:   จากพระธรรมในวันนี้  พระเยซูคริสต์ตรัสบอกกับสาวกของพระองค์ว่า  ในสถานการณ์เช่นนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงช่วยเรา   ว่าเราควรพูดอะไรบ้าง   องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงกระทำเช่นนั้นแก่ท่านด้วย   เมื่อท่านเลือกที่จะใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์ในยามชีวิตถูกกล่าวหาใส่ความอย่างเลวร้าย   พระองค์จะทรงประทานพลังในการควบคุมความคิด  จิตใจ  อารมณ์ ที่จะพูดออกมา   3ข้า​แต่​พระ​ยาห์​เวห์ ขอ​ทรง​ตั้ง​ยาม​เฝ้า​ปาก​ของ​ข้า​พระ​องค์   ขอ​ทรง​เฝ้า​ระวัง​ประตู​ริม​ฝี​ปาก​ของ​ข้า​พระ​องค์ (สดุดี 141:3 มตฐ)


ในวันนี้และวันต่อๆ ไป   เมื่อเราต้องเผชิญกับการกล่าวหาว่าร้ายจากใครก็ตาม   อย่าตอบสนองสถานการณ์วิกฤติเช่นนั้นด้วยการปกป้องตนเอง หรือ สวนกลับอย่างรุนแรงสาสม  และพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ผิดอย่างที่กล่าวหา   แต่ให้เราในฐานะคริสตชนหันเข้าหาพระเจ้าและพึ่งพิงในพรองค์   ขอพระองค์ทรงนำ และ ประทานพระปัญญาแก่เราที่จะรู้เท่าทันสถานการณ์นั้นอย่างลึกซึ้ง สุขุมรอบคอบ   และพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นตามการทรงนำ   และเพื่อที่จะเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระองค์  

ด้วยชีวิตแบบนี้แหละที่คนรอบข้างจะถามว่า   คริสตชนได้พลังการตอบโต้ที่สร้างสรรค์เช่นนี้มาจากไหน?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499

10 มิถุนายน 2556

ความเชื่อศรัทธาที่กลวงใน

14พี่​น้อง​ของ​ข้าพ​เจ้า แม้​ใคร​จะ​กล่าว​ว่า​ตน​มี​ความ​เชื่อ 
แต่​ไม่​ได้​ประ​พฤติ​ตาม​จะ​มี​ประ​โยชน์​อะไร?
ความ​เชื่อ​นั้น​จะ​ช่วย​ให้​เขา​รอด​ได้​หรือ  (ยากอบ 2:14 มตฐ)

หลายคนที่เรียกตนเองว่าคริสเตียน   แต่การประพฤติปฏิบัติของเขามิได้ยืนยันและสำแดงถึงสิ่งที่เขาเชื่อ   ใครก็ตามที่เรียกตนเองว่าคริสเตียนควรจะยอมรับว่า  ถ้าในชีวิตประจำวันของเขายังกระทำตามกระแสสังคมโลกนั่นเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่บนหน้าผากของคนนั้น   แม้เขาจะไปคริสตจักรในวันอาทิตย์ก็ไม่ได้ทำให้เขาเป็นคริสเตียนมากกว่าการที่เขาอยู่ซ่อมรถที่บ้าน

ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่ถวาย อุทิศ ยืนหยัดในความเชื่อ  และมีวินัยชีวิตคริสเตียน   ความเชื่อของคริสเตียนที่แท้จริงต้องสำแดงออกตลอดทั้งวัน  ในทุกวัน   ถ้าผู้คนล้อมรอบเราไม่รู้ว่าเราเป็นคริสเตียน   จนกว่าเราต้องบอกเขาว่าเราเป็นคริสเตียน   น่าสงสัยว่าชีวิตที่เราสำแดงออกนั้นเป็นแบบชีวิตคริสเตียนหรือไม่

เราจะกล่าวอ้างว่าเราเป็นคริสเตียนแล้วไม่มีชีวิตอย่างที่พูด   และมิได้คิดอย่างที่เรากล่าวอ้างได้อย่างไร?   เราจะกล่าวอ้างว่าร่างกายของเราเป็นพระวิหารของพระเจ้า   แต่เรากลับเอาสารเสพติด  แอลกอฮอล์  หรือ  สูบเอานิโคตินเข้าไปทำร้ายร่างกายของเราได้อย่างไร?   ชีวิตที่บริสุทธิ์ของคริสเตียนมิใช่การไปประกอบศาสนพิธีที่คริสตจักร  แต่เมื่อมีโอกาสกลับย่องไปทำผิดด้านประเวณีในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างไร?   เราต้องพิจารณาเพื่อรู้เท่าทันว่าแท้จริงแล้วเรามีความเชื่อศรัทธาหรือไม่   อย่าเป็นเหมือนฆ้องหรือฉาบที่ส่งเสียง (1โครินธ์ 13:5) ว่าตนเป็นคริสเตียนเท่านั้น   ขอให้เราแต่ละคนตรวจสอบตนเองเพื่อจะรู้ชัดว่าตนเองมีชีวิตที่เชื่อศรัทธาในพระคริสต์หรือไม่   ในวันนี้ ลองจดรายการความคิดและการประพฤติของตนดูเพื่อจะพบตัวจริงของตนเอง

อะไรที่จะพิสูจน์ว่าเราเป็นคริสเตียน?   คนรอบข้างเรารู้ว่าเราเป็นคริสเตียนเพราะการประพฤติปฏิบัติในชีวิตของเราสำแดงว่าเราเป็นคริสเตียน  หรือรู้ว่าเราเป็นคริสเตียนเพราะเราบอกเขาให้รู้?   ตัวเราแต่ละคนรู้ความจริงในเรื่องนี้ดี   ถ้าเราเดินเหมือนเป็ดร้องอย่างเป็ด   เราต้องเป็นลาเช่นนั้นหรือ?  ไม่ใช่แน่เราต้องเป็นเป็ด    เช่นกัน   ถ้าชีวิตของเรา  คำพูดของเราเป็นไปตามกระแสโลก   เราเป็นคริสเตียนใช่ไหม?   ไม่ใช่แน่  แต่เรามีชีวิตที่สวนกระแสพระประสงค์ของพระเจ้าต่างหาก (ยากอบ 4:4)

ถ้าชีวิตของเราประพฤติอย่างกระแสสังคมโลก   เราคงต้องหยุดเรียกตนเองว่าคริสเตียนได้แล้วกระมัง?   แต่ถ้าใครคนใดที่เรียกตนเองว่าคริสเตียนจะต้องสำแดงชีวิตคริสเตียนออกมาในชีวิตประจำวัน   การเป็นคนเจ้าเล่ห์หลอกลวงเช่นนี้จะทำให้ผู้ที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้าและไม่เป็นคริสเตียนสามารถโจมตีคริสเตียนว่า เป็นคนที่โกหก หลอกลวงโลก  หรือไม่ก็เป็นชีวิตที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย   พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ให้คนใดคนหนึ่งถึงซึ่งความพินาศในชีวิต (2เปโตร 3:9)   เราต้องดำเนินชีวิตที่สำนึกในพระคุณของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงกอบกู้ให้เราหลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่วด้วยชีวิตของพระองค์ (กิจการ 6:37)   เราจะต้องยอมรับความจริงว่าเราเป็นคนที่ตกลงในความบาปมาก่อน (ลูกา 13:3)   แต่ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ให้มีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ครอบครองในชีวิตของเรา   พระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา (มัทธิว 10:32)   และให้เราสำนึกถึงหมายสำคัญว่าครั้งหนึ่งที่เราได้รับการทรงชำระผ่านหมายสำคัญคือการรับบัพติสมา (กิจการ 2:38; 22:16)   ชีวิต คริสเตียนของเราจะต้องติดสนิทกับพระเจ้าทุกวัน  ด้วยการอ่าน ศึกษา  ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า  และอธิษฐาน เพื่อแสวงหาพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา   แล้วจาริกไปบนเส้นทางของพระองค์ในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน   ด้วยการหนุนเสริมกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   พร้อมที่จะดำเนินชีวิตที่สัตย์ซื่อต่อพระวจนะ  ทั้งในความสุขและความทุกข์ที่จาริกไปในแต่ละวัน   เพื่อเราจะเติบโต แข็งแรงขึ้นในชีวิตคริสเตียนของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 มิถุนายน 2556

เมื่อเพื่อนคริสตชนสะดุดล้ม

อ่าน กาลาเทีย 6:1-5

1พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย แม้​จับ​ใคร​ที่​ละเมิด​ประ​การ​ใด​ได้ พวก​ท่าน​ซึ่ง​อยู่​ฝ่าย​พระ​วิญ​ญาณ จง​ช่วย​คน​นั้น​ด้วย​ใจ​สุภาพ​อ่อน​โยน​ให้​เขา​กลับ​ตั้ง​ตัว​ใหม่ โดย​คิด​ถึง​ตัว​เอง เกรง​ว่า​ท่าน​จะ​ถูก​ทด​ลอง​ด้วย    

2จง​ช่วย​รับ​ภาระ​ของ​กัน​และ​กัน   และ​ด้วย​การ​กระ​ทำ​เช่น​นี้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ก็​ได้​ปฏิบัติ​ตาม​ธรรม​บัญ​ญัติ​ของ​พระ​คริสต์   

3เพราะ​ว่า​ถ้า​ใคร​ถือ​ตัว​ว่า​เป็น​คน​สำ​คัญ ทั้งๆ ที่​เขา​ไม่​สำ​คัญ​อะไร​เลย เขา​ก็​หลอก​ตัว​เอง   

4แต่​ละ​คน​จง​สำ​รวจ​การ​กระ​ทำ​ของ​ตน​เอง แล้ว​จึง​จะ​มี​อะไร​อวด​ได้​ใน​ตัว​เอง​โดย​ไม่​ต้อง​เปรียบ​กับ​ผู้​อื่น   

5เพราะ​ว่า​แต่​ละ​คน​ต้อง​รับ​ภาระ​ของ​ตัว​เอง (มตฐ)

องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีพระประสงค์ให้สมาชิก หรือ อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งในพระวรกายของพระคริสต์คือคริสตจักรอยู่แยกต่างหากตัวคนเดียว    พระองค์ประสงค์ให้แต่ละอวัยวะ หรือ สมาชิกแต่ละคนทำหน้าที่ประสานกันและกันเพื่อทั้งร่างกายทำหน้าที่อย่างสอดรับกัน   คริสตจักรจึงเป็นเหมือนครอบครัวของพระเจ้าที่แต่ละคนในครอบครัวนี้จะต้องเอาใจใส่กันและกัน

แต่ถ้ามีคนหนึ่งคนใดในครอบครัวนี้เกิดสะดุดล้มในการประพฤติหรือในการดำเนินชีวิตคริสตชน   สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวจะมีบทบาทและรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร?   ท่านเปาโลได้เขียนในเรื่องนี้ไว้ว่า   “ท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ”  จะต้องช่วยประคับประคองและเสริมหนุนให้สมาชิกคนนั้นในครอบครัวของพระเจ้า “ตั้งตัวใหม่” อีกครั้งหนึ่ง   ให้เขาสามารถกลับมามีสัมพันธภาพสนิทกับพระเจ้า  และ  ร่วมสามัคคีธรรมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวของพระเจ้า หรือ ชุมชนคริสตจักรอีกครั้งหนึ่ง   “คนที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ”  ในที่นี้มิได้หมายถึงกลุ่มคนในคริสตจักรที่อยู่เหนือ   พิเศษ  หรือ ดีกว่าคนอื่นในชุมชนคริสตจักร   หรือก็มิได้หมายถึงกลุ่มที่เป็นผู้นำคริสตจักร  หรือคนที่เคร่งครัดในพระศาสนาเท่านั้น   แต่ในที่นี้หมายถึงคริสตชนทุกคนในชุมชนคริสตจักรที่ดำเนินชีวิตภายใต้การครอบครองขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์

ประเด็นหลักที่สำคัญในเรื่องนี้อยู่ที่ “มุมมอง” หรือ “ทัศนคติ” ของคริสตชนที่ต้องมี “มุมมอง” แบบพระเยซูคริสต์คือแสวงหาทางที่จะช่วยให้คนที่ชีวิตล้มลงได้มีโอกาสได้ตั้งตัวตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่งในชุมชนครอบครัวของพระเจ้า   มากกว่า “มุมมอง” ของการตัดสิน ตีตรา และพิพากษา   และการที่คริสตชนคนหนึ่งคนใดที่จะมีมุมมองแบบพระคริสต์มีประเด็นที่สำคัญต้องพิจารณาดังนี้

มีพระวิญญาณแห่งใจที่สุภาพอ่อนโยน

ในเวลาที่ทุกข์ยากลำบากเพราะความล้มเหลวในชีวิตเช่นนี้   ตามกระแสสังคมมนุษย์โลกคนๆ นั้นจะตกลงในสภาพชีวิตจิตใจทุกข์ยาก  โกรธตนเอง หรือ บางครั้งโกรธจากคนรอบข้าง   ถูกตีตรา ตัดสิน พิพากษา   เป้าหมายของเราในฐานะคริสตชนที่เป็นอวัยวะหนึ่งในพระวารกายของพระคริสต์มิใช่ทับถมเพิ่มความทุกข์แก่คนนั้น  หรือทำให้พี่น้องคนนั้นจมลงในความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นเพราะความผิดที่กระทำ   แต่เป็นเวลาที่เราจะต้องเอาใจใส่  เป็นเวลาที่จะสำแดงความรักเมตตาของพระคริสต์  และ  การอภัยแบบพระองค์แก่คนๆ นั้น (2โครินธ์ 2:5-8)

7 ฉะ​นั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ควร​จะ​ยก​โทษ​และ​ปลอบ​ใจ​คน​นั้น​มาก​กว่า
เพื่อ​ว่า​เขา​จะ​ไม่​จม​ลง​ใน​ความ​ทุกข์​มาก​มาย (มตฐ)

มีพระวิญญาณแห่งใจที่ถ่อม

คริสตชนที่มองว่าตนนั้นอยู่เหนือ หรือ ดีกว่าคริสตชนที่สะดุดล้มในชีวิต  จะมองคริสตชนคนนั้นแล้วคิดในใจว่า  ฉันจะไม่มีทางที่จะกระทำผิดอย่างเขา  แต่คนที่มีพระวิญญาณที่ถ่อมในจิตใจของตนเองจะมองเหตุการณ์เดียวกันนี้ว่า  ตนก็มีความจำกัดและอ่อนแอในชีวิตเช่นกัน   แทนที่จะกล่าวโทษ  ว่าร้าย  หรือตัดสินคนๆ นั้น   แต่เขากลับมองเข้าไปในชีวิตของตน   และตรวจสอบชีวิตของตนเองเพื่อที่ตนจะรู้เท่าทันตนเองจะได้จัดการแก้ไขชีวิตในส่วนที่อ่อนแอของตน

ในวันนี้ให้เราใส่ใจชีวิตของผู้คนรอบข้าง  ทั้งญาติพี่น้องในครอบครัว   เพื่อนร่วมงาน  เพื่อนสนิท  ผู้คนในชุมชนสังคมที่เราสัมผัสสัมพันธ์   เมื่อพบผู้ที่ชีวิตต้องประสบกับสะดุดล้มลง   นั่นเป็นเสียงทรงเรียกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ให้เราหนุนเสริมค้ำชูคนนั้นให้มีโอกาส “ตั้งตัวใหม่”   และพร้อมที่จะช่วยแบกภาระของเพื่อนบ้านคนนั้นด้วยใจถ่อมและใจสุภาพ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499

05 มิถุนายน 2556

ทำไมพระคริสต์ต้องทำลายกำแพงนั้นลง?(2)

อ่าน เอเฟซัส 2:14-18

14เพราะพระองค์เองทรงเป็นสันติสุข(สันติภาพ)ของเรา   ผู้ทรงทำให้สองพวกกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน  และทรงทำลายสิ่งกีดขวางคือกำแพงแห่งความเกลียดชังที่กีดกั้นลง  

15โดยทรงล้มเลิกบทบัญญัติทั้งหมดของชาวยิว  ซึ่งประกอบด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆด้วยพระกายของพระองค์   จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อยุบสองฝ่ายและสร้างขึ้นใหม่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์   เช่นนั้นแหละจึงทรงทำให้มีสันติสุข  

16และในกายเดียวกันนี้ทั้งสองพวกจึงกลับคืนดีกับพระเจ้าโดยทางกางเขน   ซึ่งพระองค์ใช้ทำลายความเป็นศัตรูกันให้หมดสิ้นไป  (ข้อ 14-16  อมตธรรม ในวงเล็บ มตฐ)

จากบทใคร่ครวญที่ผ่านมา   เราได้พิจารณาประเด็นที่ว่า “ทำไมพระคริสต์ถึงทลายกำแพงที่แบ่งแยกกีดกันระหว่างยิวกับคนต่างชาติ?”   เอเฟซัส 2:15  ได้กล่าวถึงพระประสงค์ของพระคริสต์ ประการที่หนึ่ง  ว่า   “...จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อยุบสองฝ่ายและสร้างขึ้นใหม่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์   เช่นนั้นแหละจึงทรงทำให้มีสันติสุข”   และประการที่สองคือ  “...และในกายเดียวกันนี้ทั้งสองพวกจึงคืนดีกับพระเจ้าโดย(ทาง)ไม้กางเขน(ของพระคริสต์)...” (ข้อ 16 อมตธรรม  ในวงเล็บผู้เขียนเพิ่มเติม)  ในบทใคร่ครวญนี้จะพิจารณาจุดประสงค์ของพระคริสต์ในประการที่สอง

เมื่อเราคิดถึงเรื่องการคืนดีที่เริ่มต้นก่อตัวขึ้นจากการประทานชีวิตด้วยการยอมสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระคริสต์   เรามักให้ความสนใจเกี่ยวกับการคืนดีส่วนตัวของเรากับพระเจ้า   แต่พระคริสต์มิได้เพียงประสงค์ให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีถูกต้องกับพระเจ้าเท่านั้น   เพราะการที่เราส่วนตัวมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าแล้วก็จบแค่นั้นจะมีผลทำให้พลังอำนาจแห่งไม้กางเขนถูกจำกัดลงและจะมอดดับไปในที่สุด   แต่พระคริสต์ประสงค์ให้ส่วนตัวแต่ละคนที่คืนดีกับพระเจ้านำไปสู่การคืนดีกันและกันด้วยความรักเมตตาของพระองค์   ดังนั้น  จึงมิใช่เราเองที่สร้างการคืนดี   แต่เป็นพลังแห่งความรักเมตตาของพระคริสต์ต่างหากที่ทำให้เราคืนดีกัน   และเป็นการคืนดีที่ยั่งยืน   เพราะเป็นการคืนดีบนพันธสัญญาแห่งพระโลหิตหรือความรักที่เสียสละพระชนม์ชีพของพระคริสต์ที่นำให้เราที่กลับคืนดีกันนั้นมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า   นี่มิใช่เป็นเพียงข่าวดีของพระคริสต์เท่านั้น   แต่เป็นข่าวที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ต่างหาก

แต่ยังมีการคืนดีอีกมิติหนึ่งที่คริสตชนมักมองข้ามหรือไม่สนใจ   การคืนดีที่ว่านี้ก็เป็นผลจากการสละพระชนม์ชีพของพระคริสต์บนกางเขนเช่นกัน   คือการคืนดีระหว่างคนกับคน  กลุ่มคนกับกลุ่มคน  ชนชาติกับชนชาติ  ตามที่เอเฟซัส บทที่ 2 ที่ได้อธิบายภาพนี้อย่างน่าประหลาดใจ   คือการสร้างการคืนดีระหว่างพวกยิวกับคนต่างชาติให้เป็นคนกลุ่มเดียวกันในพระคริสต์

ในเอเฟซัส 2:16 ได้ทำให้ผมระลึกถึงข้อความในคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูคริสต์  ที่พระองค์ตรัสสอนว่า  “ดังนั้น  ถ้าท่านกำลังถวายเครื่องบูชาที่แท่นบูชา และนึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขุ่นเคืองใดๆ กับท่าน   จงละเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นแล้วไปคืนดีกับพี่น้องก่อน  จึงค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชา” (มัทธิว 5:23-24 อมตธรรม)   น่าสนใจมากครับ   พระเยซูคริสต์ได้วางระดับขั้นตอนของการคืนดีไว้ดังนี้ครับ   ก่อนอื่นกลับไปคืนดีกับพี่น้องก่อน   แม้ว่าทุกอย่างพร้อมที่จะถวายบูชาแด่พระเจ้าแล้วก็ตาม   เมื่อคืนดีกับพี่น้องแล้ว   ค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า   ซึ่งการถวายเครื่องบูชาเป็นหมายสำคัญถึงการคืนดีกับพระเจ้า

ทั้งจากพระธรรมเอเฟซัสและพระกิตติคุณมัทธิวต่างเน้นย้ำถึงคุณค่าของการคืนดีกับเพื่อนมนุษย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า   ถ้าเราต้องการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อเรา   เราก็จำเป็นที่จะต้องอุทิศทุ่มเทตนกระทำตามพระประสงค์ที่จะให้เกิดการคืนดีในสัมพันธภาพระหว่างเรากับเพื่อนมนุษย์ในชีวิตประจำวันของเรา   ทั้งในมิติครอบครัว  ชุมชนสังคม  ชุมชนคริสตจักร  และสังคมโลก

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ท่านจะดำเนินชีวิตอย่างไรที่จะเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการสร้างการคืนดีในชีวิตของท่านในวันนี้?

2. ท่านจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะสร้างเสริมให้เกิดการคืนดีเป็นหนึ่งเดียวกันใน “พระวรกาย” คือคริสตจักรของพระพระคริสต์?

ภาวนาใคร่ครวญ

พระเยซูคริสต์  องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย

ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงนำเอาคนทั้งหลายที่แปลกแยก  ฉีกขาด  และแตกแยกจากกันให้กลับมาเป็นพระวรกายเดียวกันในพระองค์   และขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงกระทำให้สังคมโลกในวันนี้ได้เกิดพลังกลุ่มคนที่สร้างสรรค์ในการคืนดีกัน   ด้วยการเริ่มต้นจากผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระองค์ยอมดำเนินชีวิตตามคุณธรรมแห่งการสร้างเสริมการคืนดีของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเขาแต่ละคนและในชีวิตร่วมกันในครอบครัว  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  ในที่ทำงานและในคริสตจักร 

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดช่วยข้าพระองค์ในการเสริมสร้างการคืนดีในความสัมพันธ์ต่อผู้คนรอบข้างที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องในทุกที่ที่พระองค์ทรงนำให้ข้าพระองค์ไปในวันนี้   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499

03 มิถุนายน 2556

ทำไมพระคริสต์ต้องทำลายกำแพงนั้นลง? (1)

อ่าน เอเฟซัส 2:14-18

14เพราะพระองค์เองทรงเป็นสันติสุข(สันติภาพ)ของเรา   ผู้ทรงทำให้สองพวกกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน  และทรงทำลายสิ่งกีดขวางคือกำแพงแห่งความเกลียดชังที่กีดกั้นลง

15โดยทรงล้มเลิกบทบัญญัติทั้งหมดของชาวยิว  ซึ่งประกอบด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆด้วยพระกายของพระองค์   จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อยุบสองฝ่ายและสร้างขึ้นใหม่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์   เช่นนั้นแหละจึงทรงทำให้มีสันติสุข  

16และในกายเดียวกันนี้ทั้งสองพวกจึงกลับคืนดีกับพระเจ้าโดยทางกางเขน   ซึ่งพระองค์ใช้ทำลายความเป็นศัตรูกันให้หมดสิ้นไป  (ข้อ 14-16  อมตธรรม ในวงเล็บ มตฐ)

จากบทใคร่ครวญที่ผ่านมา   เราได้เห็นพระคริสต์ทรงทำลาย “กำแพงแห่งการแบ่งแยก” ระหว่างยิวและคนต่างชาติลงด้วยการที่พระคริสต์ยอมสิ้นพระชนม์ที่กางเขน   การที่พระองค์ยอมสละพระชนม์ชีพของพระองค์บนกางเขนมิเพียงแต่เพื่อความรอดของแต่ละคนเท่านั้น   แต่ทรงเปิดเส้นทางชีวิตใหม่เพื่อนำไปถึงการสิ้นสุดลงของความเกลียดชังต่อกันในชุมชนของมนุษยชาติ   โดยสามัญสำนึกของเรา  เรารู้สึกว่าการทำให้ความเกลียดชังที่มีต่อกันสิ้นสุดลงเป็นสิ่งที่ดี   แต่เราอาจจะเกิดคำถามหรือแปลกใจว่า   อะไรที่กระตุ้นให้พระคริสต์กระทำเช่นนี้?   นอกจากสามัญสำนึกว่าเป็นการกระทำที่ดีแล้ว   อะไรคือพระประสงค์เฉพาะของพระคริสต์ว่า  ทำไมพระองค์ถึงทรงทำลายกำแพงที่แบ่งแยกยิวและคนต่างชาติลง?

เอเฟซัส 2:15-16  ได้ให้คำตอบต่อคำถามข้างต้นเป็นสองตอนด้วยกัน   ประการแรก  “จุดประสงค์ของพระองค์ก็เพื่อยุบสองฝ่ายและสร้างขึ้นใหม่เป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์   เช่นนี้แหละจึงทรงทำให้มีสันติสุข” (ข้อ 15 อมตธรรม)   ประการที่สอง   “...และในกายเดียวกันนี้ทั้งสองพวกจึงคืนดีกับพระเจ้าโดย(ทาง)ไม้กางเขน(ของพระคริสต์)...” (ข้อ 16 อมตธรรม  ในวงเล็บผู้เขียนเพิ่มเติม)  ข้อความที่ว่า  “สร้างขึ้นใหม่ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์”   ในภาษากรีกดั้งเดิมของพระธรรมตอนนี้มีความหมายว่า  เป็นพระประสงค์ของพระคริสต์ในการทรงสร้าง “มนุษยชาติใหม่”   

ขอตั้งข้อสังเกตว่า   พระราชกิจแห่งการทรงสร้างใหม่นั้นครอบคลุมไปถึง “การสร้างสันติภาพและสันติสุข” ด้วย   เปาโลได้เน้นย้ำสัจจะความจริงว่า  สันติภาพและสันติสุขมิใช่การจบสิ้นหรือการขจัดความเกลียดชังและความเป็นศัตรูต่อกันระหว่างพวก  ระหว่างคนออกไปเท่านั้น   มากกว่านั้นเป็นการก่อร่างสร้างชุมชนสังคมด้วยรากฐานและพลังแห่งการแผ่ขยายออกของความเป็นหนึ่งเดียวกัน

สถานการณ์ปัจจุบันมีความแตกต่างจากสถานการณ์ในคริสตชนสมัยเริ่มแรก  เราปัจจุบันกลับตกอยู่ในสภาพของการค้นหาตนเองที่เวียนว่ายในความสัมพันธ์ที่แปลกแยก  ขัดแย้ง  และฉีกขาด   อาการเช่นนี้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ส่วนตัวท่ามกลางชีวิตในความสัมพันธ์ของ กลุ่มคน  พรรคพวก  ชุมชน สังคม   บางครั้งสงครามความขัดแย้งที่ก่อเกิดความขัดแย้งฉีกขาดดังกล่าวก็เกิดขึ้นจากการที่แบ่งข้างแบ่งขั้วและฝักใฝ่ในคนใดคนหนึ่ง หรือ พวกใดพวกหนึ่งในที่ทำงาน   บางครั้งเกิดขึ้นในครอบครัว   บางครั้งกลับเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในคริสตจักร   พระประสงค์ของพระเจ้ามิใช่ให้เรายุติจบสิ้นของการเกลียดชังและความเป็นศัตรูต่อที่มาจากการแบ่งแยกเราออกจากกันเท่านั้น   แต่พระองค์ทรงทำการก่อร่างสร้างเราให้เป็นชุมชนสังคมใหม่   เพื่อเป็นการสะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือ เอกภาพของพระเจ้า

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. เมื่อท่านพิจารณาถึงชีวิตและความสัมพันธ์ของท่าน   ท่านเป็นผู้สร้างสันติภาพนำมาซึ่งสันติสุขหรือไม่?

2. ท่านมีส่วนในการหนุนช่วยชุมชนสังคมให้ได้สัมผัสกับความสัมพันธ์ในการเป็น “ชุมชนมนุษยชาติใหม่” ของพระคริสต์ในเรื่องอะไรบ้าง?  และอย่างไร?

ภาวนาใคร่ครวญ

พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยรัก เมตตา และกรุณา

ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเมตตาให้ความสำคัญถึงศักยภาพที่พระองค์มีพระประสงค์จะพัฒนาข้าพระองค์เพื่อใช้ข้าพระองค์ตามพระประสงค์   ขอบพระคุณสำหรับพระราชกิจที่ทรงหยุดยั้งและขจัดความเกลียดชัง  แบ่งแยก  และความเป็นศัตรูกันออกไปจากสัมพันธภาพของมนุษย์   แล้วทรงบ่มเพาะ และ หลอมรวมสัมพันธภาพใหม่ที่สร้างสรรค์ และ หนุนเสริมกันและกัน   เพื่อรวมมนุษย์ทั้งหลายเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสันติ และ มีสันติสุขร่วมกัน

องค์พระผู้เป็นเจ้า   พระองค์ทรงทราบถึงตัวข้าพระองค์อย่างดี   ข้าพระองค์มักพลิกเปลี่ยนสันติให้เป็นการต่อสู้ชิงชังกัน  ทั้งความสัมพันธ์ใกล้ชิดในครอบครัว   และความสัมพันธ์ในที่ทำงานของข้าพระองค์ด้วย   บางครั้งก็เกิดขึ้นในความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน   บ้านใกล้เรือนเคียง   เกิดขึ้นในสังคมชุมชน   และเกิดขึ้นในชุมชนคริสตจักรด้วยเช่นกัน

องค์พระผู้เป็นเจ้า  ในโลกกว้างปัจจุบันนี้  เป็นโลกที่แตกเป็นเสี่ยงๆ และถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ด้วยความรุนแรง  เกลียดชัง  และด้วยความอยุติธรรม   โปรดให้สันติภาพและสันติสุขของพระคริสต์ได้เปลี่ยนชีวิตของข้าพระองค์ทั้งหลาย และโลกปัจจุบันที่มีสภาพแปลกแยก แตกต่างอย่างชัดเจน    ข้าพระองค์ทั้งหลายรอคอย      “ชาโลม คือสันติสุข” ของพระองค์ที่จะทรงครอบครองและปกคลุมข้าพระองค์ทั้งหลายและทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์ ที่จะเกิดขึ้นในที่สุด   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499