11 พฤษภาคม 2560

ความจริงก็คือว่า...ทุกวันนี้เราไม่ได้อยู่ในสังคมโลกที่สงบสันติ

ทุกวันนี้มีแต่รายงานข่าวความขัดแย้งรุนแรงบนโลกใบนี้   ถึงแม้ว่าเราไม่อาศัยอยู่ในประเทศหรือภูมิภาคที่ตกอยู่ใต้ภัยสงคราม   เราก็ยังต้องพบกับความขัดแย้งในความสัมพันธ์กับคนอื่นในแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิต

เราพบว่ามีคนที่กระทำต่อเราด้วยอาการกริยาที่หยาบคาย หรือไม่ก็กระทำต่อเราอย่างไม่มีความเกรงอกเกรงใจ  ไม่สนใจว่าเราจะรู้สึกอย่างไรต่อการกระทำ หรือ การแสดงออกของเขา  บางครั้งถึงขั้นรุนแรงทั้งที่เจ้าตัวตั้งใจและไม่ตั้งใจ   ทำให้เราเกิดความรู้สึกไม่พอใจ   และจิตใจของเราเกิดความรุ่มร้อนแรงตึงเครียด

คำถามที่ต้องการคำตอบคือ... แล้วเราจะรับมือ หรือ จัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?    เราจะจัดการอย่างไรกับคนที่มีอาการดังกล่าวที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อคนอื่น   แล้วจิตใจของเราเองยังอยู่ในความสงบสุขได้   นี่ไม่ใช่ทักษะความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิดแน่   แน่นอนครับ  เราแต่ละคนต้องเรียนรู้ว่าจะรับมือและจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

การรู้เท่าทันที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และ มีมุมมองในเหตุการณ์ด้วยจิตใจที่เมตตากรุณา   ย่อมทำให้เราสามารถรับมือและจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์นี้อย่างสันติ สร้างสรรค์ และ มีจิตใจที่สงบ  และด้วยความพยายามเข้าอกเข้าใจผู้ที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าว

1. พึงตระหนักชัดว่า พฤติกรรมที่คนนั้นแสดงต่อเรา อาจไม่ได้มีเจตนาหรือตั้งใจอย่างที่เราคิด   บ่อยครั้งเมื่อมีใครกระทำต่อเราอย่างหยาบคายรุนแรง   เรามักคิดว่าเขาจงใจทำไม่ดีต่อเรา   และมักคิดไปในทางลบว่าที่เขาทำไม่ดีต่อเราเพราะเขามองว่าเราไม่มีคุณค่า (มองไม่เห็นหัวของเรา) แล้วคิดต่อไปว่า  “ถ้าเราดูฉลาดกว่านี้ สวยกว่านี้ มั่งมีกว่านี้ หรือ มีตำแหน่งสูงกว่านี้ เขาจะไม่แสดงพฤติกรรมท่าทีเช่นนั้นต่อเราแน่”  ในเหตุการณ์เช่นนี้เราต้องเข้าใจว่า   ท่าทีพฤติกรรมที่คนนั้นแสดงออกต่อเราอาจจะเป็นเพราะมารยาทของเขาเป็นเช่นนั้น  หรือไม่อาจจะเพราะอารมณ์ติดพันจากเรื่องอื่นคนอื่นแล้วมาพาลกับเราก็ได้   ไม่เกี่ยวกับตัวของเราเลย   และถึงแม้ว่าเขามีท่าทีหรือพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อเราเพราะเขามักทำกับคนที่เขาดูว่าต่ำต้อยกว่าเขา   เราก็ไม่ควรให้การกระทำที่ไม่พึงประสงค์ของเขาเข้ามามีอิทธิพลก่อกวน รุกรานจิตใจของเรา

ให้เรามองว่า ที่เขาแสดงท่าทีและพฤติกรรมเช่นนี้เพราะเป็นมารยาท หรือ บุคลิกส่วนตัวของเขา   ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความเป็นตัวตนของเราเลย   และเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงกำพืดบุคลิกส่วนตัวของเขา   แล้วเราทำไมต้องให้สิ่งนี้ของเขามารุกรานโจมตีจิตใจของเราให้ขุ่นมัววุ่นวายใจไปทำไม

2. ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องไปรับมือ หรือ จัดการกับคนที่ไม่เป็นที่พึงพอใจ   น่าเสียดายที่มีบางคนมักทำตัวที่คนอื่นคบด้วยยากลำบาก   เราไม่จำเป็นต้องไปแสดงปฏิกิริยาตอบโต้คนเช่นนี้   เช่น  เมื่อเพื่อนร่วมงานของเรากระทำหรือมีท่าทีที่ไม่ดีต่อเรา   ให้เราจำกัดเวลาที่จะใช้กับคน ๆ นั้นในเวลานั้น   เราไม่มีพันธะที่จะต้องไปจัดการเปลี่ยนแปลงคนที่มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ดังกล่าว  และไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปตอบโต้ท่าทีและพฤติกรรมที่ไม่ดีของเขา (ไม่ต้องคิดไปสอนบทเรียนคนแบบนี้)   ให้เราใช้เวลากับคนที่แสดงออกถึงท่าทีและพฤติกรรมที่สุภาพ ที่พึงประสงค์  ใช้เวลามากขึ้นกับคนเช่นนี้   ให้เราเลี่ยงที่จะใช้เวลากับคนที่บ่อนทำลายความสงบของทั้งตนและคนอื่น   และเราไม่ควรเปิดจิตใจของเราให้อิทธิพลของคนบ่อนทำลายพวกนี้เข้ามาก่อการจลาจลวุ่นวายในจิตใจของเราด้วย

3. ให้เราเป็นคนที่น่าคบและคบคนที่น่าคบหา  คนแบบไหนก็มักคบหาคนแบบนั้น   คบคนพาล คนพาลพาไปหาผิด  คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล   เราสามารถพบเห็นได้ไม่ยากนัก คนดี คนสุภาพ คนมีน้ำใจก็มักเลือกคบคนที่ดี สุภาพ และมีน้ำใจเป็นเพื่อน   ในทางกลับกันคนดี สุภาพ และมีน้ำใจก็มีแนวโน้มสูงที่จะมีอิทธิพลให้ต่อคนที่น่าคบอย่างเขาด้วย   หรือ  เราก็สามารถเห็นเป็นรูปธรรม เช่น ในครอบครัว   ถ้าพ่อแม่เป็นคนแบบไหน  ลูก ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีลักษณะพฤติกรรมแบบเดียวกัน  ที่เขาบอกว่า “เชื้อไม่ทิ้งแถว”

ดังนั้น  ถ้าเราต้องการให้กลุ่มเพื่อนที่เราคบด้วยเป็นแบบไหนก็ให้เราแสดงพฤติกรรมและท่าทีคนแบบนั้นด้วย   ถ้าเราแสดงท่าทีและพฤติกรรมใช้ชีวิตของเราและแสดงต่อคนในกลุ่มแบบชีวิตที่สงบสันติ  คนรอบข้างของเราก็จะค่อย ๆ มีพฤติกรรมและท่าทีที่เอื้อให้เกิดสันติสุขในกลุ่มเพื่อนที่เราคบกันด้วย   ดังนั้น   ถ้าเราต้องการให้เพื่อนในกลุ่ม ในที่ทำงาน  เพื่อนร่วมงานเป็นคนแบบไหนให้เราเริ่มต้นเป็นคนแบบนั้น  เริ่มต้นจากตัวเราก่อน   แล้วอิทธิพลของสันติสุขจะค่อย ๆ เกิดขึ้นและแผ่คลุมในกลุ่มเพื่อนที่เราคบหา

5. ภาวนา อธิษฐาน ไตร่ตรอง สะท้อนคิด   เราทุกคนต้องการมีเวลาส่วนตัว  มีเวลาไตร่ตรองและสะท้อนคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  ในแต่ละช่วงเวลา   ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่ดี และ ที่เลวร้าย   เพื่อเราจะมีเวลาใคร่ครวญสะท้อนคิดถึงบทเรียนที่เราได้รับ   และถ้าจะให้เกิดสถานการณ์ที่ดี สร้างสรรค์ และเสริมสงบสุขร่วมกัน   เราควรจะริเริ่มอะไรจากตัวของเรา   เพื่อเป็นพลังที่แผ่กว้างออกท่ามกลางความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน  ในครอบครัว หรือ ในชุมชนสังคม

ในทุกวัน  เราควรมีเวลาที่จะอธิษฐาน ภาวนา  แผ่ความรักเมตตาไปยังเพื่อนร่วมงาน  เพื่อนในกลุ่ม  หรือ สมาชิกในครอบครัว   เพื่อให้อิทธิพลของความรักเมตตา สุขสันติ และ ความสงบสุขแผ่เข้าเสริมสร้างชีวิต จิตวิญญาณ ความคิด และ พฤติกรรมของแต่ละคน   ที่จะหนุนเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ที่สุขสันติไม่ว่าสถานการณ์เช่นไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

การมีชีวิต ความนึกคิด และจิตวิญญาณที่สุข สงบ สันติ เป็นหัวใจที่นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตส่วนตัว และ ส่วนรวม   แต่สุข สงบ สันติเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง   แต่เป็นสิ่งที่เราแต่ละคนจะต้องเริ่มต้นที่ตนเองด้วยการหนุนเสริมจากพลังชีวิตจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ในสัปดาห์นี้ ให้เราคิดใคร่ครวญว่า ในสถานการณ์และบริบทชีวิตที่เราเป็นอยู่   เราจะเริ่มทำอะไร อย่างไรที่จะเป็นการเสริมสร้างให้เกิดสุข สงบ และ สันติ ในชีวิตส่วนตัวของเรา  แล้วแผ่ขยายอิทธิพลกว้างออกสู่ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง   ไม่ว่าในที่ทำงาน  ครอบครัว หรือ ชุมชน   เพื่อเราจะมีชีวิตที่สุข สงบ สันติ 

มีชีวิตที่มีความสุขไงครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 พฤษภาคม 2560

สิ่งนี้ขาดในองค์กร/คริสตจักรของเราหรือเปล่า?

สำหรับผู้นำองค์กร  สิ่งหนึ่งที่ดีและสำคัญที่ควรทำคือ  การหาเวลาที่จะให้ทีมงานได้มีโอกาสค้นหาและสะท้อนคิดในสิ่งดี ๆ ที่ทีมงานได้ทำ

ภายหลังการทำงานเสร็จในแต่ละช่วง   เราต้องการเวลาที่จะอยู่เฉพาะด้วยกันกับคนทำงาน  พัก สงบ เพื่อที่ชีวิตจิตใจจะได้มีโอกาส  ทบทวนในสิ่งที่ทำ  ประมวลในสิ่งที่เกิดขึ้น  ไตร่ตรองว่า  สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดผลทั้งที่ดี และ ที่ไม่พึงประสงค์   แล้วร่วมกันสะท้อนคิดว่า  ถ้าการทำงานทำพันธกิจในเรื่องนี้ให้เกิดผลดียิ่งกว่านี้  เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้ายิ่งกว่านี้   เราน่าจะมีการปรับแก้ พัฒนากระบวนการทำงานด้วยกันอย่างไรบ้าง   และที่สำคัญเราจะหนุนเสริมการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้อย่างไร   สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ   จากประสบการณ์การทำงานครั้งนี้เราได้เห็นว่าพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจนี้ก่อนที่เราจะทำอะไร/อย่างไร?   และพระองค์ทรงให้เราร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในด้านไหน?  และ เราแต่ละคนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าครั้งนี้   ทั้งส่วนตัว และ ส่วนรวมในฐานะทีมงาน

 “แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “มา​เถิด จง​ปลีก​ตัว​ออก​มา​หา​ที่​สงบ​เพื่อ​หยุด​พัก​สัก​หน่อย​หนึ่ง” เพราะ​ว่า​มี​คน​ไป​มา​มาก​มาย​จน​ไม่​มี​เวลา​แม้​แต่​จะ​รับ​ประ​ทาน​อาหาร    พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​กับ​พวก​สา​วก​ไป​ยัง​ที่​สงบ​ตาม​ลำพัง” (มาระโก 6:31-32 มตฐ.)

สะท้อนคิด

ใช้เวลาสงบร่วมกันสะท้อนคิด   ให้ทีมงานช่วยกันทบทวน  ประมวล  วิเคราะห์  และสังเคราะห์ร่วมกันถึงสิ่งที่ทำ  ผลที่เกิด  สาเหตุ  เงื่อนไข  และร่วมกันกำหนดกระบวนการทำงานร่วมกันของทีมในอนาคต
ให้ทีมงานทบทวนว่าได้กำหนดเป้าหมาย และ คาดหวังให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง?  (นี่หมายความว่า ทุกครั้งที่จะดำเนินงานชิ้นไหนก็ตาม ต้องมีการสื่อสารให้ทีมงานรู้และเข้าใจถึงจุดประสงค์ และ ความคาดหวังในสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น)
  1. มีอะไรที่เกิดขึ้นตามเป้าหมายที่คาดหวัง?   มีอะไรบ้างที่ยืนยันว่าสิ่งที่คาดหวังเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริง?  แล้วช่วยกันวิเคราะห์เจาะลึกลงไปว่า  ทำไม หรือ มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เกิดผลตามที่คาดหวัง?   พร้อมกับช่วยกันยกตัวอย่างว่าเพราะใคร ทำอะไร  อย่างไรจึงเกิดผลตามนั้น?
  2. มีอะไรบ้างที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามจุดประสงค์ และ ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวัง?  ทำไม หรือ มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้สิ่งที่คาดหวังไม่เกิดขึ้นจริง?  อะไรคือปัญหา  อุปสรรค  มีปัจจัยหรือเงื่อนไขอะไรที่ทำให้ไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวังไว้?   และถ้าจะให้ความคาดหวังดังกล่าวได้เกิดขึ้นเป็นจริง เราจะต้องปรับปรุง แก้ไข หรือ พัฒนาในด้านไหนบ้าง?
  3. มีอะไรบ้างที่ไม่ได้คาดหวังแต่เกิดขึ้นในการดำเนินการครั้งนี้?   ทำไมสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังเหล่านี้จึงเกิดขึ้น?   แล้วมีผลดีต่อองค์กรและงานที่ทำหรือไม่อย่างไร?    แล้วมีผลเสียต่อองค์กร หรือ งานที่ทำอย่างไรบ้าง?   และทีมงานจะใช้สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานในครั้งนี้เพื่อการทำงานครั้งต่อ ๆ ไปได้อย่างไรบ้าง?
  4. ให้ทีมงานช่วยกันประมวลและสังเคราะห์ ว่าจากการทำงานครั้งนี้ทีมงานได้เรียนรู้ในเรื่องอะไรบ้าง?   และจะใช้สิ่งที่เรียนรู้นี้ในการทำงานในอนาคตได้อย่างไรบ้าง?   และถ้าจะนำสิ่งที่เรียนรู้ทั้งหมดในครั้งนี้สังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ขององค์กรได้อย่างไรบ้าง?


ปรับเป้าหมายและจุดมุ่งเน้นให้ชัดเจน

จากประสบการณ์การทำงานครั้งที่ผ่านมา และ การที่ทีมงานมีโอกาสมาร่วมกันสะท้อนคิดและถอดบทเรียนรู้ร่วมกัน(ตามข้างต้น)   ซึ่งมีประโยชน์ต่อทั้งกระบวนการทำงานและการพัฒนาศักยภาพของทีมงานด้วย  และที่สำคัญ  จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะช่วยกันทำให้เป้าหมายและจุดมุ่งเน้นของงานที่ทำชัดเจนยิ่งขึ้น   ไม่ว่าในการใช้พลังในการขับเคลื่อนงาน  “หัวใจ” ที่จะทุ่มให้กับงาน/พันธกิจที่ทำนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในการที่ทีมงานมีเวลาเฉพาะร่วมกัน  และ สะท้อนคิดตลอดจนการถอดบทเรียนรู้ด้วยกัน เราทำมากกว่าการ “บ้างาน” แต่ในกระบวนการนี้เป็นเวลาที่เรา...
  1. ใส่ใจกันและกัน   ในฐานะผู้นำหรือผู้บริหารมิได้สนใจแต่ความสำเร็จของการงานที่มอบหมายให้ทำ   แต่ใส่ใจถึงชีวิตของแต่ละคน  ทั้งที่อยู่ร่วมกันในทีมงาน และ ใส่ใจในชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนด้วย
  2. พันธกิจและและค่านิยมหลัก   เป็นโอกาสเสริมสร้างย้ำเตือนถึงหลักการ คุณธรรม หรือ ค่านิยมขององค์กรนี้ที่พวกเขามาร่วมกันทำงาน   เป็นโอกาส ที่จะแบ่งปันและชี้แนะอย่างเป็นรูปธรรมว่า  ทีมงานแต่ละคนจะสามารถสำแดงคุณธรรมในที่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้าง   และมีโอกาสสื่อสารถึงความสำคัญที่เราจะต้องสำแดงคุณธรรมเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตการทำงานของแต่ละคน
  3. เป้าหมายขององค์กร   เป็นโอกาสที่ทีมงานได้ทบทวน พิจารณาถึงเป้าหมายขององค์กร  ภายหลังที่ได้มีประสบการณ์และรับบทเรียนเพิ่มเติมจากการถอดบทเรียน   เป็นโอกาสดีในการคิดพิจารณาทบทวนถึงเป้าหมายและสิ่งคาดหวังของการทำงานนี้ได้ชัดเจนและกระทำได้จริงมากยิ่งขึ้น  


ในองค์กร/คริสตจักรของเราขาดกระบวนการนี้หรือเปล่า?

เลิกการไปสรุปงานที่แฝงด้วยการเที่ยว กิน พักผ่อน   แต่การที่มีเวลาสงบร่วมกันของทีมงานในการ ทบทวน สะท้อนคิด และ การถอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานเป็นกระบวนการที่สำคัญและมีคุณค่ายิ่งต่อการพัฒนาการทำงานและบุคลากรขององค์กรและคริสตจักร

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

04 พฤษภาคม 2560

พูดจริง... ดี...เมื่อพูดจริงได้?

ปัจจุบันนี้   การทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง
และผู้นำทีมที่ดีมีประสิทธิภาพคงไม่ต้องการลูกทีมที่พูดได้แค่ว่า... 
“ครับหัวหน้า” “คะเจ้านาย”
ผู้นำที่ดีต้องการลูกทีมที่พูดความจริง เปิดเผย ตรงไปตรงมา  
ใช่ครับนี่เป็นสิ่งดี  แต่ทำยาก  เพราะการพูดความจริง...  
     ผู้พูดอาจจะเสียผลประโยชน์
     การพูดความจริงกลัวว่าคนอื่นในทีมจะไม่เห็นด้วย 
     อาจจะเป็นความจริงที่กระทบต่อใครบางคนในทีม
     และที่สำคัญครับ  อาจจะกระทบต่อตัวผู้นำทีมก็ได้ครับ

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนในทีมงานบางคนที่ไม่อยากพูดความจริง  
     การพูดความจริงต้องมีความกล้าหาญ
     การพูดความจริงต้องการความถ่อม
     การพูดความจริงต้องการความจริงใจ
     การพูดความจริงต้องพูดด้วยใจเมตตา และ การเสริมสร้างกัน
     การพูดความจริงเป็นความสัตย์ซื่อต่อตนเอง เพื่อนในทีม  ต่อหัวหน้า  และต่อพระเจ้า

พระธรรมสุภาษิต 16:13  กล่าวไว้ว่า
“พระราชาทรงโปรดปรานปากที่ชอบธรรม   และผู้ที่พูดตรงไปตรงมานั้นพระองค์ทรงรัก” (มตฐ.)

การพูดความจริงนอกจากจะเกิดขึ้นได้เพราะคุณธรรมในแต่ละตัวคนแล้ว

การพูดความจริงในทีมงานต้องมีความสัมพันธ์ของทุกคนในทีมที่ไว้วางใจกัน  ทำงานด้วยกันอย่างมีส่วนร่วม   เป็นทีมงานที่ใส่ใจในการฟังกันและกัน   มีจิตวิญญาณที่ทำทุกอย่างเพื่อขับเคลื่อนทีมไปเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน, 

ข้อสังเกตของใครคนใดคนหนึ่งในทีมจะได้รับความเอาใจใส่พิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกัน   ความคิดเห็นต่างเป็นความคิดเห็นที่ช่วยหาคำตอบที่กว้างไกลและเจาะลึก   ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนมุ่งมั่นทำงาน   แต่ทุกคนในทีมจะรับมือและบริหารจัดการความขัดแย้งให้พบทางออกที่สร้างสรรค์   เมื่อเกิดผลที่ไม่คาดหวัง   ทีมงานที่ดีจะไม่ได้ยินคำว่า “ฮาว่าแล้ว”  “ตูบอกแล้ว”

แต่จะถามกันว่า  “เราจะรับมืออย่างไร”  “เราจะจัดการอย่างไรดี”  จำเป็นที่เราต้องร่วมกันถอดบทเรียนว่า  “ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้?”  แล้วเราจะมีทางป้องกันอย่างไร”  “ครั้งหน้าเราจะทำอย่างไรถึงไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำเช่นนี้อีก”

การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพจึงมิได้ขึ้นอยู่ประสิทธิภาพในการนำทีมของหัวหน้าเท่านั้น   แต่ประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันเป็นทีมของแต่ละคนสำคัญยิ่ง มองข้ามไม่ได้   ประสิทธิภาพการสื่อสารภายในทีมเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง   ทุกคนทำงานในทีมด้วยหัวใจที่ “รักเมตตา” และ “ให้ชีวิตแก่คนในทีมงาน” (มิใช่เฉพาะงานที่ทำในทีม แต่รวมถึงชีวิตและครอบครัวของผู้คนในทีมงานด้วย)  

การให้เกียรติ ยอมรับ นับถือ และ ภักดี   มิเพียงแต่ลูกทีมมีต่อหัวหน้าเท่านั้น   แต่หัวหน้าจะต้องปฏิบัติต่อลูกทีมด้วยใจเปิดรับ นับถือ สัตย์ซื่อ และ ภักดี ต่อลูกทีมด้วยเช่นกันครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

01 พฤษภาคม 2560

องค์พระผู้เป็นเจ้า... ขอบพระคุณพระองค์

ข้าแต่พระเจ้า   ข้าพระองค์จะขอบพระคุณอย่างไรดี...ในทุกสิ่งที่ทรงกระทำเพื่อข้าฯ
ขอบพระคุณที่ทรงเคียงข้างข้าพระองค์ไปบนเส้นทางที่โดดเดี่ยวและน่าสะพรึงกลัว
ขอบพระคุณที่ทรงฉุดข้าพระองค์ขึ้นจากหุบเหวแห่งความสิ้นหวังที่แห้งผาก
ขอบพระคุณที่ทรงโอบกอดข้าพระองค์ไว้เมื่อความสงสัยผ่าฟาดลงกลางชีวิตของข้าฯ
ขอบพระคุณพระองค์ทรงเดินนำหน้าในป่ารกที่มืดมิดท่ามกลางความสยองกลัว
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงอุ้มข้าพระองค์ข้ามแม่น้ำแห่งความวิตกกังวลที่เชี่ยวกราด
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงวางข้าพระองค์ข้างธารน้ำแห่งความสงบสันติ
ข้าพระองค์สำนึกในพระคุณของพระองค์ที่ทรงคลุมตัวข้าพระองค์ด้วยอาภรณ์แห่งการอภัยโทษ
ขอบพระคุณทรงคลุมศีรษะข้าพระองค์ด้วยความรักเมตตาของพระองค์
แล้วทรงชโลมข้าพระองค์ด้วยเครื่องหอมแห่งความหวัง

ข้าพระองค์ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อข้าพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

27 เมษายน 2560

จะจัดการอย่างไรเมื่อชีวิตเจ็บปวดสิ้นหวัง?

การหนุนช่วยในยามที่ชีวิตประสบความเจ็บปวด  
เพื่อน...จะมีส่วนร่วมทุกข์ร่วมสุขในภาวะเช่นนั้นได้อย่างไร?  
ในเวลาที่ชีวิตเจ็บปวดและสิ้นหวัง อะไรที่เราคาดหวังจากเพื่อนที่เราไว้วางใจมากที่สุด?  
กลุ่มเล็กที่เราเป็นสมาชิกควรจะมีส่วนเช่นไรบ้างในเวลาดังกล่าว?

เมื่อเราต้องตกลงในภาวะที่สิ้นหวัง วิกฤติขวางอยู่ข้างหน้า หรือ ในเวลาที่ต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต  ในเวลาเช่นนั้นเราต้องการเพื่อน   ในเวลามืดมิดเช่นนี้เราต้องการเพื่อนคู่คิดมิตรคู่กาย   เราต้องการคนที่จะเคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุข   ในเวลาเช่นนั้นเราต้องเปิดใจยอมรับ “มือ” และ “น้ำใจ” ที่ยื่นเข้ามาข้างหน้า และ ในชีวิตของเรา  

ในเวลาเช่นนี้พระเจ้าไม่พระประสงค์ที่จะให้เรารับมือและจัดการวิกฤติ  ความเจ็บปวด  และความสิ้นหวังทั้งสิ้นในชีวิตที่เราเผชิญด้วยตัวของเราเอง   ชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างแต่ละชีวิตให้ขับเคลื่อนไปอย่างโดดเดี่ยวเสรี   แต่ทุกชีวิตมีเยื่อใยสายสัมพันธ์กับชีวิตคนอื่น ๆ รอบข้าง   ชีวิตมนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้เป็นสังคมแห่งสายสัมพันธ์   ให้เราระลึกถึงการทรงสร้างมนุษย์ในสวนเอเดนว่า  “ไม่ควรให้ชายผู้นี้อยู่คนเดียว  เราจะสร้างผู้อุปถัมภ์ที่เหมาะสมเท่าเทียมกับเขา” (ปฐมกาล 2:18 อมต.)  พระเจ้าสร้างผู้ที่จะอุปถัมภ์กันและกันที่เหมาะสม  มิใช่สร้างผู้ที่มีสิทธิ และ สิ่งดี ๆ ในชีวิตที่เหมือนและเท่าเทียมกันและกัน  ความสำคัญคือการอุปถัมภ์มิใช่การเท่าเทียมกัน   หรืออุปถัมภ์กันและกันด้วยสิ่งดีที่เรามีและสิ่งดีที่เพื่อนต้องการ

บางครั้ง เราอาจจะมีเพื่อนที่เชื่อในพระเจ้า   แต่เพราะเขาต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเจ็บปวดอันใหญ่หลวง  จนพูดออกมาว่า  “แล้วจะให้ฉันเชื่อพระเจ้าต่อไปได้อย่างไร”   ในเวลาเช่นนั้น   เขาต้องการพลังหนุนเสริมจากเราผู้เป็นเพื่อน   เราสามารถยืนยันกับเขาได้ว่า   เพราะเราเชื่อพระเจ้า  ดังนั้น เราจึงยังยืนหยัดเคียงข้างกับเพื่อนไม่ว่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายปั่นป่วนสักปานใดก็ตาม

ดังในพระธรรมโยบกล่าวไว้ว่า  “ถึงแม้ว่าคนสิ้นหวังจะหมดความยำเกรงองค์ทรงฤทธิ์   แต่เขายังสมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจจากเพื่อนฝูง” (โยบ 6:14 อมต.)

ในพระธรรมกาละเทียบอกกับคริสตชนว่า   “(พี่น้องทั้งหลาย)จงช่วยรับภาระของกันและกัน  ดังนี้แล้วท่านก็ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระคริสต์ (กาลาเทีย 6:2 อมต.)   ที่ว่า “...ท่านได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระคริสต์”  แล้วอะไรคือบทบัญญัติของพระคริสต์ล่ะ?   ก็คือพระมหาบัญญัติของพระองค์คือ  “...(และ)...รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”   พระคัมภีร์บอกให้คริสตชนให้ยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับความสิ้นหวัง  เจ็บปวดทุกข์ระทม  หมดกำลังหมดความเชื่อ   เพราะการทำเช่นนั้นคือการรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   การทำเช่นนี้คือการที่เราปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระคริสต์

เมื่อเราตกอยู่ในภาวะวิกฤติในชีวิต  ท่ามกลางความทุกข์ระทม  พบกับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง  เราหนีไม่พ้นที่จะเกิดความเครียด   ในเวลาเช่นนั้นเรามักสิ้นหวัง  หมดกำลังใจ  อ่อนแรงกาย ใจ และจิตวิญญาณ  ขาดสมาธิและปัญญาในการรับมือจัดการกับสิ่งที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเรา   ในเวลาเช่นนั้นเราต้องยอมรับความช่วยเหลือ   ถึงแม้บางท่านอาจจะหมดความเชื่อที่จะพึ่งความช่วยเหลือจากเบื้องบน   แต่ให้เปิดใจยอมรับความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมคือความช่วยเหลือจากเพื่อนใกล้ชิด   ให้โอกาสเพื่อนใกล้ชิดที่จะเคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านในเวลาเช่นนี้

ในเวลาเช่นนั้น   แม้เริ่มแรกเราอาจจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง หรือ บางครั้งมองไม่เห็นความเป็นไปได้   แต่เราเชื่อว่าท่ามกลางความสิ้นหวัง  หรือ  ท่ามกลางที่ความหวังริบหรี่พระเจ้าทรงกระทำงานตามแผนการที่ดีเลิศของพระองค์เพื่อให้เกิดสิ่งดีแก่ชีวิตของเรา

ข้อคิดประเด็นใคร่ครวญ
  • ใครคือผู้ที่จะหนุนเสริมท่านในเวลาที่เกิดวิกฤติ ทุกข์ยาก และ สิ้นหวังในชีวิต?   ในทางกลับกัน ท่านจะเป็นผู้หนุนเสริมเขาในเวลาที่เขาเกิดวิกฤติในชีวิตได้หรือไม่?
  • เมื่อท่านต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทุกข์ระทมลำบาก   อะไรคือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านในเวลานั้นมากที่สุด?
  • ท่านคิดว่าเพื่อนในกลุ่มเล็กสามารถให้การหนุนเสริมท่านอย่างไรที่จะเป็นความช่วยเหลือในเวลาเช่นนั้นที่ดีที่สุด?
  • เราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างผ่านการเสริมหนุนจากเพื่อนสนิทคริสตชนของเราในเวลาแห่งความทุกข์ยาก?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

24 เมษายน 2560

พระเจ้าเปลี่ยน “ความอ่อนแอ” เป็นโอกาสในชีวิต

ใคร ๆ ก็ไม่ต้องการให้ชีวิตของตนเป็นชีวิตที่อ่อนแอ  อ่อนด้อย   อมทุกข์ไร้สุข

แต่ในความเป็นจริง   เราทุกคนต่างก็มีชีวิตที่เคยเผชิญกับชีวิตที่อ่อนเปลี้ย สิ้นพลัง  และสิ้นหวัง   คนเราประสบพบกับชีวิตที่อ่อนแอในลักษณะต่าง ๆ เช่น  ความอ่อนแอทางด้านร่างกาย   เกิดบาดแผลในจิตใจ  ต้องทนทุกข์ด้วยอารมณ์ที่ปวดร้าว   ความสัมพันธ์ฉีกขาดบาดลึก   การทำงานในด้านสมอง/ประสาทไม่ปกติ และ ฯลฯ

ความจริงก็คือ  เราแต่ละคนไม่สามารถหลบลี้หนีจากความทุกข์อันเกิดจากความอ่อนแอในลักษณะที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   และที่ต้องเข้าใจชัดเจนคือ พระเจ้าก็ไม่ประสงค์ที่จะให้ชีวิตของเราต้องประสบพบกับความอ่อนแอในชีวิตของเรา

แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ   เมื่อต้องตกอยู่ในสภาพที่ชีวิตอ่อนกำลัง   พระเจ้ามิได้ปล่อยให้เราต้องช่วยตนเอง พึ่งตนเอง ที่จะเอาชนะความอ่อนแอของเราในชีวิตตามลำพัง   แต่พระองค์กลับใช้ความอ่อนแอในชีวิตของเราเป็นโอกาสที่จะเสริมสร้างชีวิตที่อ่อนแอของเรากลับเข้มแข็ง มีพลังขึ้น   ที่สำคัญเป็นสะพานที่เชื่อมต่อให้เราได้พบเจอ และ สัมผัสกับพระคริสต์ในชีวิตประจำวันของเรา  

ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงเสริมสร้างให้เรามีชีวิตเข้มแข็งและมีพลังที่จะใช้ชีวิตประจำวันของเราให้เกิดผลดีทั้งต่อผู้อื่นและตนเอง   ตามพระประสงค์สำหรับชีวิตของเรา   จากชีวิตที่อ่อนแอที่เรามองว่าไร้คุณค่า   เปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อรับใช้ตามพระประสงค์   และนี่คือสายใยอันเหนียวแน่นที่ร้อยรัดตลอดเรื่องราวในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

พระเจ้าทรงเปลี่ยน “หุบเหวความอ่อนแอในชีวิต” ที่เราไม่สามารถจัดการกับชีวิตของเราเองได้   ให้เป็นสะพานที่เชื่อมต่อ “สภาพชีวิตที่อ่อนแอทำอะไรไม่ได้” ให้เราสามารถเดินข้ามไปยัง “สภาพชีวิตที่เราควรจะเป็น”   เราสามารถเรียนรู้ได้จากพระราชกิจที่พระคริสต์ทรงกระทำ   ไม่ว่าหญิงหลังโก่งในธรรมศาลา หรือ ชายตาบอดที่ร้องขอความเมตตาจากพระคริสต์  หรือ  ชายที่ถูกผีสิงที่อาศัยในสุสาน หรือ แม้แต่คนโรคเรื้อนที่ต้องระหกระเหินออกจากครอบครัวและสังคมของตนเอง   เพราะความอ่อนแอของคนเหล่านี้และสังคมที่กระตุ้นผลักดันให้เขาต้องการการสัมผัสจากพระคริสต์   ด้วยความเมตตากรุณาของพระคริสต์   พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงความอ่อนแอในชีวิตของผู้คน   ให้เป็นโอกาสที่เขาได้สัมผัสและประจักษ์ชัดถึงความรักเมตตาของพระเจ้า   ให้ชีวิตของคนเหล่านี้ได้มีชีวิตที่เปลี่ยนไปสู่ชีวิตที่ควรจะเป็น   ให้เปลี่ยนไปสู่ชีวิตที่พบคุณค่า

“มี​ผู้​หญิง​คน​หนึ่ง​เป็น​โรค​โล​หิต​ตก​มา​สิบ​สอง​ปี​แล้ว  เธอ​ทน​ทุกข์​ลำ​บาก​มาก​กับ​หมอ​หลาย​คน และ​สูญ​สิ้น​ทรัพย์​ที่​เธอ​มี แต่​โรค​นั้น​ก็​ไม่​ได้​บรร​เทา กลับ​ยิ่ง​กำ​เริบ​หนัก​ขึ้น    เมื่อ​หญิง​ผู้​นั้น​ได้​ยิน​ถึง​เรื่อง​พระ​เยซู เธอ​ก็​เดิน​เข้า​ไป​ใน​ฝูง​ชน​ที่​มา​ทาง​ข้าง​หลัง​พระ​องค์ และ​แตะ​ต้อง​ฉลอง​พระ​องค์    เพราะ​คิด​ว่า “ถ้า​ฉัน​ได้​แตะ​ต้อง​เพียง​ฉลอง​พระ​องค์​ฉัน​ก็​จะ​หาย​โรค”  ทัน​ใด​นั้น​โล​หิต​ที่​ตก​ก็​หยุด​แห้ง​ไป และ​หญิง​ผู้​นั้น​รู้​สึก​ตัว​ว่า​โรค​หาย​แล้ว” (มาระโก 5:27-29 มตฐ.)

หญิงโลหิตตกมา 12 ปี   หมดเนื้อหมดตัวกับการรักษาแต่ไม่สามารถหายได้   ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป   ผลักดันให้เขามีทางเลือกเพียงหวังในการรักษาของพระเยซูคริสต์   เธอตัดสินใจแทรกตัวเข้าไปในฝูงชน  ยื่นมือแตะชายฉลองของพระคริสต์   โดยฤทธิ์อำนาจแห่งความรักเมตตาของพระคริสต์   เธอรู้ตัวว่าหายจากโรคโลหิตตก   จุดอ่อนแอในชีวิตของเธอได้รับการขจัดออกไปจากชีวิต  แต่ที่สำคัญกว่านั้น   เธอมีโอกาสที่จะกลับไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อย่างเป็นปกติ   แต่ที่สำคัญกว่านั้น เธอสัมผัสกับความจริงในความรักเมตตาของพระเจ้าที่เปลี่ยนสภาพและสถานะชีวิตของเธอไปอย่างสิ้นเชิง

ในวันนี้  เวลาใดก็ตามที่เราเผชิญกับชีวิตที่อ่อนแอ  ไม่รู้จะจัดการ หรือ ขจัดมันออกไปจากชีวิต   โปรดตระหนักชัดว่า ความอ่อนแอในชีวิต เป็นโอกาสที่ “ขับดัน” เราให้เข้าถึงพระคริสต์   เพื่อขอให้พระองค์ทรงจัดการปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา  ด้วยความรักเมตตา และ ตามพระประสงค์ของพระองค์   ความอ่อนแอในชีวิตของเราจะเป็นโอกาสที่เราจะได้เผชิญหน้าและสัมผัสกับความเมตตาของพระองค์   แล้วชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกเลย

เพราะพระคริสต์เป็นความเข้มแข็งและพลังในชีวิตของเราในวันนี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

20 เมษายน 2560

พระเจ้าแต่งตั้งได้...พระองค์ก็ทรงถอดถอนได้!

ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณที่อิสราเอลมีอยู่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง…
แทนที่จะนำให้ประชาชนนมัสการพระเจ้าด้วยความยำเกรง
แต่กลับกระทำเป็นการดูหมิ่นพระเจ้า
และเป็นการเหยียบย่ำ “หัวใจ” ประชากรของพระองค์ที่มาถวายบูชาด้วย!

จากตอนท้ายของพระธรรมผู้วินิจฉัย กับบทเริ่มต้นของพระธรรม 1ซามูเอล เป็นช่วงเวลาที่อิสราเอลไม่มีผู้นำประเทศ “ในสมัยนั้นไม่มีกษัตริย์ในอิสราเอล ต่างก็ทำตามที่ตนเองเห็นชอบ” (ผู้วินิจฉัย 21:25 มตฐ.) เท่าที่มีอยู่ก็เป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณของอิสราเอล เอลีเป็นปุโรหิต และ มีบุตรชายสองคนที่ทำหน้าที่รับผิดชอบงานที่แท่นถวายบูชาแด่พระเจ้า

“...ในสมัยนั้นพระดำรัสของพระยาห์เวห์มีมาแต่น้อย ไม่มีนิมิตบ่อยนัก...” (1ซามูเอล 3:1ข. มตฐ.)

“...บุตรทั้งสองของเอลีเป็นคนอันธพาล(คดโกง) ไม่รู้จักพระยาห์เวห์... คนหนุ่มทั้งสองนั้นได้ดูหมิ่นเครื่องถวายบูชาแด่พระยาห์เวห์” (1ซามูเอล 2:12, 17 มตฐ.) คนของพระเจ้าได้มากล่าวโทษครอบครัวเอลีว่า “...เหตุใดพวกเจ้าจึงเหยียบย่ำเครื่องสัตวบูชาของเรา และของที่เขาถวายตามบัญชาสำหรับที่ประทับของเรา และให้เกียรติแก่บุตรทั้งสองของเจ้าเหนือเรา และ ทำให้ตัวของพวกเจ้าอ้วนพี ด้วยส่วนที่ดีที่สุดจากของถวายทุกรายจากอิสราเอลชนชาติของเรา? (2:29 มตฐ.)

ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณที่อิสราเอลมีอยู่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่ง แทนที่จะเป็นผู้นำให้ชนชาติอิสราเอลยำเกรงนมัสการพระเจ้า มีพระองค์เป็นเอกเป็นต้นในชีวิตประจำวัน แต่กลับทำตัวเป็นอันธพาล คดโกง ดูหมิ่นเหยียบย่ำของถวายแด่พระเจ้า แทนที่จะนำให้ประชาชนนมัสการพระเจ้าด้วยความยำเกรง แต่กลับกระทำเป็นการดูหมิ่นพระเจ้า และเป็นการเหยียบย่ำ “หัวใจ” ประชากรของพระเจ้าที่มาถวายบูชาด้วย!

จากเหตุการณ์ข้างต้นเริ่มเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า อิสราเอลจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ประการแรก เราได้เห็นถึงความไม่ชอบมาเป็นกลของผู้ที่จะสืบทอดอำนาจนั้นไม่มีสมรรถภาพ ผู้นำไม่สามารถ ห้ามปราม แก้ไขคนที่จะสืบทอดที่กระทำผิด และถ้าคนสืบทอดเหล่านั้นขึ้นมามีอำนาจก็จะเป็นการใช้อำนาจที่ไม่สัตย์ซื่อชอบธรรม และการปกครองด้วยความฉ้อฉลดังกล่าวของลูกสองคนของเอลีย่อมนำความหายนะเกิดแก่อิสราเอล และที่เห็นชัดคือประชาชนไม่ศรัทธาในภาวะผู้นำของลูกทั้งสองของเอลี ประชาชนเริ่มแยกตัวออกห่างจากผู้นำที่ชั่วฉ้อฉลแม้ผู้เป็นพ่อจะมีตำแหน่งอันสูงตามบทบัญญัติกำหนดก็ตาม

ลูกทั้งสองของเอลีกระทำต่อพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงมอบหมายให้กระทำด้วยการลดค่าที่เป็นการทำในฐานะผู้รับใช้ในพระราชกิจของพระเจ้า กลายเป็นธุรกิจครอบครัว ที่ทั้งสองอยากทำอย่างไรก็ทำตามใจชอบ การทำงานที่หน้าแท่นถวายบูชาเป็นการกระทำรับใช้พระราชกิจของพระเจ้ากลับถูกกระทำเป็นเหมือน “ธุรกิจในครอบครัวของตน” (ทำพระราชกิจเพื่อพระเจ้าที่แท่นบูชากลายเป็นธุระกิจการทำมาหากินของตน) ตนอยากทำอย่างไรก็ตามตามใจชอบ (ดู 1ซามูเอล 2:12-17) ใช้ระบบครอบครัวและพรรคพวกเข้ามาแทนที่้ “พระราชอำนาจของพระเจ้า” แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระทำที่ผิดต่อบทบัญญัติ และวินัยชีวิตของผู้รับใช้พระเจ้าก็ตาม และนี่คือความเสียหายร้าวฉานในพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงมอบหมายให้ผู้นำรับผิดชอบ

สิ่งที่ต้องพึงตระหนักชัดเจนว่า พระราชกิจของพระเจ้า และ พันธกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้านั้น ไม่ควรทำให้เป็นธุรกิจครัวเรือน หรือ ธุรกิจการเมืองของพรรคและพวก อย่างที่เกิดแก่ครอบครัวของเอลี ที่อันตรายคือ สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ประชากรของพระเจ้า และ การถวายเกียรติแด่พระองค์ ถูกมองและปล้นมาเป็นผลประโยชน์ครอบครัว และ ผลประโยชน์ที่แบ่งสันปันส่วนในกลุ่มพรรคและพวก เมื่อเกิดความฉ้อฉลเช่นนี้ก็เกิดความแตกแยกอันเกิดจากการแก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งแท้ที่จริงเป็นของพระเจ้า และประชากรของพระองค์ ผลปลายทางที่เกิดขึ้นคือ ประชากรของพระเจ้าถูกปล้นเอาพระพรไปกลายไปเป็นผลประโยชน์กับกลุ่มที่ดูแลพันธกิจและ พระราชกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้รับผิดชอบ ความหายนะเกิดขึ้นแก่องค์กร และ ชุมชน

จากเรื่องครอบครัวเอลี และ การส่งทอดอำนาจการปกครองทั้งในระดับรัฐบาล คริสตจักร การเมืองและองค์กรธุรกิจ และองค์กรอื่น ๆ ต้องระวังที่จะไม่ปล้นเอาพระราชอำนาจของพระเจ้า และ ประโยชน์(พระพร)จากประชาชนและชุมชน และผู้นำองค์กรเหล่านี้ต้องตระหนักชัดว่า ตนเองเข้ามาเพื่อรับใช้ให้เกิดสิ่งดี ๆ แก่ชีวิตประชากรและชุมชน และที่สำคัญคือ ผู้นำทั้งภาครัฐ คริสตจักร เอกชน และองค์กรต่าง ๆ ต้องไม่ฉ้อฉล ดังที่ปัญญาจารย์ได้วิพากษ์เรื่องนี้ไว้ว่า...

“ข้าพเจ้าเกลียดการตรากตรำทั้งสิ้น ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ เพราะข้าพเจ้าจำต้องละการนั้นไว้ให้แก่คนที่มาภายหลังข้าพเจ้า แล้วใครจะไปทราบว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนมีสติปัญญาหรือคนเขลา กระนั้นเขาก็ครอบครองการตรากตรำทุกอย่างของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้ตรากตรำมาและใช้สติปัญญาทำภายใต้ดวงอาทิตย์...” (ปัญญาจารย์ 2:18-19 มตฐ.) และนี่คือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในยุคของเรามิใช่หรือ?

เมื่อพระเจ้าแต่งตั้งได้ พระองค์ก็ทรงถอดถอนได้ พระองค์ถอดถอนทั้งเอลี และ ลูกทั้งสอง ทั้งครอบครัวออกจากการรับใช้พระองค์ แล้วพระองค์ทรงแต่งตั้งคนที่เล็กน้อยสุด ๆ ที่ไม่มีใครคาดคิดล่วงหน้าอย่างซามูเอล ให้มารับผิดชอบในงานใหญ่ที่พระเจ้ามอบหมายในเวลาของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย
สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499