05 สิงหาคม 2563

จะทำให้คริสตจักรเติบโต มั่นคง หรือ จะสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชน?

การทำให้คริสตจักรเติบโต และ การสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชนเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนไปด้วยกัน แท้จริงแล้ว ทั้งสองเป็นพันธกิจที่ทับซ้อนต่างสัมพันธ์กันอย่างยากที่จะแยกออก

ประเด็นอยู่ที่การจัดลำดับขั้นตอนความสำคัญของความพยายามและแรงจูงใจต่อการทำพันธกิจทั้งสอง ถ้าจัดลำดับพันธกิจการพัฒนาเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในชุมชนเป็นลำดับแรก ที่เป็นทั้งแรงกระตุ้นและพลังขับเคลื่อน การเจริญเติบโตของคริสตจักรมักจะตามมา

เมื่อเราคุยกันในเรื่องนี้ มักมีคำถามว่า แล้วจะทำพันธกิจชุมชนอย่างไร? แบบไหน? ที่จะสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่เป้าหมายที่เราทำพันธกิจ

สัญญาณ 5 ประการ ที่พันธกิจจะส่งผลกระทบที่ดีต่อคุณภาพชีวิตชุมชน

1) เมื่อพระเยซูคริสต์ทำพันธกิจเกือบทุกครั้งพระองค์จะทำในชุมชน ตามข้างถนน มิใช่ในพระวิหาร (แล้วท่านทำพันธกิจชีวิตชุมชนในคริสตจักร หรือ ในชุมชน?)

พระเยซูคริสต์ไปหาประชานเพื่อทำพันธกิจกับพวกเขา (มิใช่รอให้ประชาชนมาหาตน)

เรื่องราวในพระกิตติคุณเราจะเห็นถึงปฏิสัมพันธ์ที่พระองค์มีกับประชาชนหลากหลายกลุ่ม พระองค์ใช้ชีวิตกับประชาชน พระองค์มิได้มีคริสตจักร(สถานที่ อาคาร เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ) เหมือนเราท่านในปัจจุบัน   แต่พระองค์มุ่งมั่นตั้งใจใช้ชีวิตอยู่กับประชาชนในชุมชน

น่าสังเกตว่า มีความแตกต่างในการทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์ กับ คริสตจักรของเราในปัจจุบันเป็นอย่างมาก   คริสตจักรที่ใหญ่และประสบความสำเร็จ จะเป็นคริสตจักรที่จะสนใจจัดการภายในคริสตจักรทั้งชีวิตการงานและโปรแกรมต่าง ๆ ที่ทำมากกว่าภายนอกรั้วคริสตจักร

นี่อาจจะเป็นความจริงที่เราพบในปัจจุบัน และนี่มิใช่การกล่าวหาคริสตจักรใหญ่ในทุกวันนี้ แต่ต้องการให้เราพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความสัตย์ซื่อว่า เราจะตอบสนองต่อคุณภาพชีวิตชุมชนในทางที่ดีที่สุดได้อย่างไร

เป็นการสำคัญสำหรับเราที่จงใจใช้พลังที่เรามี เวลาของเรา และ ทรัพยากรด้านต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ พร้อมกับความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ที่พระเจ้าได้ประทานแก่คริสตจักรของเราเข้าไปในชุมชน มิใช่มัวใส่ใจทุ่มเทสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีอยู่กับคนที่รู้จักกับพระคริสต์แล้ว หรือสร้างโปรแกรม-โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน โดยให้คนที่สนใจต้องมาร่วมในคริสตจักร

ข้อคิดอีกประการ ในที่นี้เรามิได้ให้ความสำคัญว่า เรานำคริสตจักรของเราเข้าไปข้องเกี่ยวกับชีวิตชุมชนกี่เรื่อง กี่โครงการ หรือ ใช้ทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน แต่ควรพิจารณาว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์และทำพันธกิจในชุมชนเป้าหมายนั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วงานที่เราทำเป็นอย่างไรบ้าง? เกิดผล และ สร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตชุมชนหรือไม่อย่างไร?

2) เมื่อคริสตจักรของท่านเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชุมชน คนในชุมชนจะยอมรับพันธกิจที่ท่านทำ และ ข่าวสารความจริงที่ท่านนำเข้าในชุมชนมากยิ่งขึ้น

วิธีการการทำพันธกิจของพระคริสต์ในชุมชนมีหลากหลายมากมาย พันธกิจที่เราเลือกทำในชุมชนนั้นต้องตอบสนองต่อความจำเป็นต้องการของผู้คนในชุมชน ด้วยศักยภาพและของประทานที่คริสตจักรได้รับจากพระเจ้า   และเป็นพันธกิจที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน  

เช่น ถ้าเป็นชุมชนเกษตรกร คริสตจักรอาจจะสามารถทำพันธกิจการทำเกษตรอินทรี เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและครอบครัว และผู้บริโภค อีกทั้งเป็นที่นิยมต้องการของตลาดมากขึ้นในปัจจุบัน  

หรือ ถ้าในชุมชนมีเด็กเล็กก่อนวัยเรียนจำนวนมาก แต่ไม่มีคนเอาใจใส่ดูแล คริสตจักรสามารถทำพันธกิจศูนย์เด็กเล็ก เพื่อดูแลและเอาใจใส่พัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็กเหล่านั้น พร้อม ๆ กับการให้ความรู้เชิงปฏิบัติด้านการเลี้ยงดู และ ดูแลสุขภาพเด็กเล็กแก่พ่อแม่ของเด็กในชุมชนด้วย

แต่ขอกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การทำพันธกิจในชุมชนมิได้มุ่งเน้นว่ามีกี่โครงการ โครงการใหญ่โตหรือไม่ แต่เรามองว่า พันธกิจที่คริสตจักรทำนั้นทำให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในชุมชนหรือไม่ ขอเน้นย้ำว่าอย่าทำพันธกิจมากมายหลายด้านเกินไป แต่ทำแล้วไปได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เกิดผลแท้จริงยั่งยืน สู้ทำเพียง 1-2 พันธกิจที่สามารถทำอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ เกิดผลและผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อคนในชุมชนมองเห็นสิ่งที่คริสตจักรทำ ได้สัมผัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากงานพันธกิจของคริสตจักร ชุมชนรับรู้ได้ว่า คริสตจักรทำพันธกิจด้วยใส่ใจชีวิตคนในชุมชน โดยไม่มีจุดประสงค์แอบแฝง สายตาคนในชุมชนมองดู คริสตจักรก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีทางที่บวก

ผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในชุมชน จะเป็นกุญแจไขประตูใจของชุมชนเปิดออกยอมรับพระกิตติคุณที่คริสตจักรนำเข้าไปแบ่งปันแก่ชุมชน ผ่านชีวิตผู้เชื่อและพันธกิจที่ทำ

คนในชุมชนอาจจะไม่เคยเข้ามาในบริเวณคริสตจักรของท่าน คนในชุมชนอาจจะมองว่าคริสตจักรเป็นตัวประหลาดในชุมชน หรือเป็นสถานที่ลึกลับน่าสงสัย มองว่าคริสตจักรคือตัวการที่จะเปลี่ยนศาสนาของชุมชน แต่เมื่อสัมผัสกับการทำพันธกิจ และ ผลจากจากการทำพันธกิจชุมชนของคริสตจักรแห่งนั้น ท่าที ความเข้าใจเปิดรับคริสตจักรจะมากขึ้น จากที่เคยต่อต้านคริสตจักร กลับกลายเป็นคนบอกให้ลูกหลานมาที่คริสตจักรเพื่อร่วมในโปรแกรมช่วยน้องทำการบ้านที่คริสตจักรจัดขึ้น หรือให้มาเรียนดนตรีที่คริสตจักรเปิดสอน (สิ่งที่เกิดขึ้นจริง)

3) การทำให้คริสตจักรเจริญเติบโตเป็นสิ่งที่เราทำตามความต้องการของเรา แต่การที่เราสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตชุมชนเราจะต้องทำตามความต้องการจำเป็นของชุมชน

เราตัดสินใจว่าคริสตจักรของเราต้องการมีโครงสร้างและการบริหารแบบไหน หรือจะมีโปรแกรมในคริสตจักรอะไรบ้าง ผู้นำคริสตจักรจะเป็นคนรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ ทำหน้าที่ในการตัดสินประเด็นหลัก ๆ ตามวัฒนธรรม และ ประเพณีปฏิบัติในคริสตจักรของเรา

แต่เมื่อเราจะทำพันธกิจที่ส่งผลลัพธ์และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในชุมชน เราจำเป็นจะต้องลงไปสอบถามคนในชุมชน ถึงชีวิตจริงที่พวกเขาประสบอยู่ ในบริบทที่เป็นจริงของเขาว่าเขามีความจำเป็นต้องการการหนุนเสริมในด้านใดของชีวิต ไม่ใช่ทำโครงการที่นำเข้าชุมชนตามงบประมาณที่มีผู้ถวาย หรือ ตามแหล่งทุน หรือ โครงการของเอ็นจีโอ หรือหน่วยงาน

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะทำลีกกีฬาขึ้นในคริสตจักรและคาดหวังให้ชุมชนเข้ามาร่วม ทำไมคริสตจักรไม่เข้าไปในชุมชนสำรวจถึงความจำเป็นต้องการ และอาจจะอาสาที่จะนำ โค้ช หรือสนับสนุนการเงิน สำหรับกลุ่ม(ลีก)กีฬาต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในชุมชน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือ ถูก แต่บางวิธีในการทำพันธกิจจะช่วยให้คริสตจักรสามารถเข้าร่วมชีวิตชุมชนได้ดีกว่า

4) ท่านสามารถที่จะทำให้คริสตจักรเจริญเติบโตบนฐานรากทางประวัติศาสตร์และประเพณีนิยมของคริสตจักร แต่ท่านจะสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชนได้ด้วยกระบวนการที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน

เป็นความจริงว่า เมื่อคริสตจักรมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และ ทำพันธกิจได้ดี ย่อมดึงดูดความสนใจคริสตชนจำนวนมาก

แต่ถ้าคริสตจักรจะรับใช้คนที่ได้รับความเจ็บปวดในชีวิต หรือคนที่ออกห่างไปจากพระเจ้า การแสดงออกถึงความรักเมตตาต่อคนเหล่านี้อาจจะไม่ช่วยให้คริสตจักรของท่านมีชีวิตในคริสตจักรที่ดีขึ้น แต่แน่นอนการทำพันธกิจเช่นนี้เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า

ดังนั้น ถ้าคริสตจักรจะทำพันธกิจเพื่อสร้างผลกระทบที่มีพลังต่อชีวิตของคนในชุมชน ชีวิตของคนในชุมชนย่อมต้องเป็นความใส่ใจหลักของเรา เพื่อคริสตจักรจะสามารถเข้าถึงชีวิตของชุมชนด้วยพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

5) ยิ่งถ้าคริสตจักรของท่านได้สร้างผลกระทบที่ดีต่อคุณภาพชีวิตชุมชน มีโอกาสที่คริสตจักรจะได้รับการต่อต้านจากคนบางคนบางกลุ่มในคริสตจักร

เมื่อคริสตจักรทำพันธกิจชีวิตชุมชนอย่างเกิดผล มิใช่จะได้รับการยอมรับ-ชื่นชอบจากชุมชนเท่านั้น แต่ในบางครั้งอาจจะได้รับการต่อต้าน หรือ ขัดขวางจากคนบางกลุ่ม/บางคนใน "คริสตจักร" ก็ได้

ศัตรูของคริสตจักรชอบที่คริสตจักรชื่นชมแสวงหาความสุขสะดวกสบายเล็ก ๆ น้อย ๆ และเน้นพันธกิจในขอบรั้วคริสตจักร คริสตจักรที่อยู่อย่างสะดวกสบาย ศัตรูหรือมารร้ายจะไม่คุกคามข่มขู่จิตวิญญาณของคริสตจักรนั้น

ในทางตรงกันข้าม เมื่อคริสตจักรเริ่มทำพันธกิจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยศักยภาพที่คริสตจักรมีอยู่ และด้วยรูปแบบพันธกิจต่าง ๆ จากความรักเมตตาไปสู่ความยุติธรรม บนฐานรากความเมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์ ศัตรูหรือมารร้ายจะทำให้คริสตจักรต้องพบกับปัญหาต่าง ๆ เพื่อขัดขวางยับยั้งพันธกิจชุมชนที่คริสตจักรทำนั้น

น่าประหลาดใจอย่างมาก เมื่อคริสตจักรพยายามที่จะกระทำความเมตตากรุณาด้วยน้ำใจที่กว้างขวางแก่ผู้คนในชุมชนที่ตกอยู่ในความจำเป็นต้องการ ก็จะเกิดการต่อต้านในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้น “ในคริสตจักร” เพราะมารต้องการขัดขวางการที่คริสตจักรมุ่งรับใช้พระคริสต์ในชุมชน แต่เราจะไม่ยอมปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มาหยุดเราในการทำพันธกิจของพระคริสต์ในชุมชน

วิธีการที่ยิ่งใหญ่ในการต้อสู้กับศัตรูผู้ต่อต้านการทำพันธกิจของพระคริสต์ในชุมชนคือ ชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในพระนามของพระเยซูคริสต์ และแน่นอนว่า ชัยชนะเหนือศัตรูของคริสตจักรจะไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่ยอมต่อสู้กับมารร้ายนี้ แต่เราต้องสู้กับมารร้ายนี้ด้วยพระกำลังและสิทธิอำนาจจากพระเยซูคริสต์ มิใช่ด้วยกำลังความสามารถของเราเอง

อาวุธที่ยิ่งใหญ่ของคริสตจักรในการต่อสู้กับมารร้ายคือการอธิษฐาน และ พลังอำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่เคียงข้างพวกเรา ให้เรามุ่งมั่นก้าวต่อไปข้างหน้า และนี่คือเส้นทางที่จะเสริมสร้างให้สมาชิกในคริสตจักรเติบโต แข็งแรง และ เกิดผล คือมีคริสตจักรที่เติบโต

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




03 สิงหาคม 2563

หนุนเสริมเพิ่มพลังเพื่อน...เมื่อเขาตกในวิกฤติชีวิต!

ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ทำให้เกิด “ชุดวิกฤติชีวิต” กล่าวคือ เป็นวิกฤติสุขภาพ วิกฤติเศรษฐกิจในทุกระดับ วิกฤติทางสังคม-ความสัมพันธ์ วิกฤติในการประกอบอาชีพการงานและการศึกษา อีกทั้งเป็นวิกฤติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนกระทบต่อศานติสุข สงบสุข และสันติภาพของสังคมโลก

ในภาวะที่เราท่านต่างต้องเผชิญหน้ากับ “ชุดวิกฤติชีวิต” ในแต่ละวัน สิ่งหนึ่งที่เราพบเป็นประจำในทุกวันนี้คือ เพื่อนฝูง คนสนิท คนรอบข้างเราหลายคนที่ต้องประสบกับ “เวลาที่ยากลำบาก” แล้วมาระบาย ปรึกษาเรา แล้วเราในฐานะคริสตชนจะหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เขาเหล่านี้ได้อย่างไร?

1. อธิษฐานเพื่อเพื่อนคนนั้นโดยเฉพาะ

สิ่งที่ดีที่สุดในวิกฤติกาลนี้ที่เราสามารถทำได้เพื่อเพื่อนคนนี้คือ อธิษฐานเพื่อเขาในการที่จะเดินหน้ากล้าเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่เข้ามาในชีวิต เพื่อเขาจะได้รับการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิต และมีชัยในพระคริสต์ในสถานการณ์วิกฤตินี้ ในพระคัมภีร์บอกเราแล้วว่าให้เราอธิษฐานเพื่อกันและกัน 

ยากอบเขียนไว้ว่า “[16] เพราะฉะนั้นท่านจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเผื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากและเกิดผล” (ยากอบ 5:16 มตฐ.) และให้เราทำอย่างที่เปาโลทำคือ “[16] ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งเพราะท่านและเฝ้าอธิษฐานเผื่อท่าน” (เอเฟซัส 1:16 อมธ.) และให้ทำเช่นนี้บ่อย ๆ อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อเขา และบอกให้เจ้าตัวรู้ว่าเราอธิษฐานเผื่อเขาเสมอ

2. หนุนเสริมเพิ่มพลังใจแก่เพื่อน

ตามที่เปาโลเขียนไว้ว่า “[11] เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น” (1เธสะโลนิกา 5:11 มตฐ.) 

ให้เราแต่ละคนมีชีวิตที่หนุนเสริมเพิ่มกำลังคนอื่นให้ยืนหยัดอยู่ได้ เพราะพลังแห่งโลกนี้มีแต่ปัญหาอุปสรรคจะกดทับให้ชีวิตของแต่ละคนจมลง อย่างที่เราท่านต่างก็เคยประสบพบเจอมาแล้ว ในเวลาวิกฤติเช่นนี้ในชีวิตเพื่อนสิ่งสำคัญคือ “หนุนใจและเสริมสร้างกัน” คำนี้ในภาษากรีกหมายถึง “เราอยู่ข้างเดียวกัน” “เราอยู่เคียงข้างกัน” ดังนั้น ให้เราเคียงข้างไปในชีวิตของเขาทั้งในเวลาที่เขาทุกข์ยากโศกเศร้า ลำบาก และในเวลาที่กลับมีชีวิตที่ชื่นชมยินดี

3. ให้เวลาแก่เพื่อน

ในยุคนี้เราต่างมีภาระความรับผิดชอบมากมาย จนเรา “ไม่มีเวลา” เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับทุกคน ดังนั้น ของขวัญที่ดีที่สุดที่เราสามารถให้กับเพื่อนในการเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิตคือ “เวลา” เวลาในการอธิษฐานด้วยกัน  เวลาที่จะอยู่พูดคุยกัน เวลาที่จะรับประทานอาหารด้วยกัน หรือ ช่วยทำในสิ่งที่เพื่อนต้องการจำเป็นและเราสามารถที่จะทำได้ เราสามารถที่จะให้สิ่งของ ทรัพย์สิน เงินทอง ตะลันต์ความสามารถ และเวลา แต่ในวิกฤติชีวิตเช่นนี้ “เวลา” และ “โอกาส” เป็นสิ่งที่เพื่อนต้องการอย่างมาก

4. ให้ความเข้าอกเข้าใจเพื่อน

เปาโลได้แสดงให้เราเห็นชัดถึง “ความเข้าใจในความแตกต่าง” ว่า “[7] พวกท่านที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจ ในฐานะที่เธอเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และจงให้เกียรติเธอ...” (1เปโตร 3:7 มตฐ.)  

พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามี-ภรรยา แต่กระตุ้นให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนต่าง ๆ ท่ามกลางความแตกต่างในชีวิตของแต่ละคน ที่มีทั้งสิ่งดีเด่น เข้มแข็ง อ่อนแอ หรือ ข้ออ่อนด้อย เพราะถ้าเราไม่ระมัดระวังในความแตกต่างกันของเรา เราอาจจะพูดหรือกระทำบางสิ่งบางอย่างกระทบ ระคายเคืองต่อความความรู้สึกและความสัมพันธ์ของกันและกัน และอาจจะขยายลงลึกถึงการทำร้ายต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อกันทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ได้

ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเรา เมื่อเรามีความเข้าอกเข้าใจถึงความแตกต่างของคู่ชีวิต คนแต่ละคนในครอบครัว  และกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่แตกต่างจากเรา และเมื่อคนรอบข้างเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก พวกเขาต้องการคนที่สามารถเข้าอกเข้าใจเขา และท่านคือคนที่เขาไว้วางใจและต้องการพึ่งพิง

5. แบ่งปันประสบการณ์ผ่านวิกฤติชีวิตแก่เพื่อน

เมื่อเราพบว่าเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ยากลำบาก ทำให้เราหวนคิดถึงครั้งเมื่อ “จิตวิญญาณของเราต้องพบกับค่ำคืนที่มืดมิด” และเพื่อนคงผ่านสถานการณ์บางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับที่เราเคยพบมาแล้ว  

และในสถานการณ์นั้นเราพบว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์ที่เลวร้ายทั้งหมดไว้ เราสามารถเล่าแบ่งปันถึงเหตุการณ์เหล่านั้นให้เพื่อนเพื่อหนุนใจ และให้รู้ด้วยอีกว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์ของเราที่ผ่านมาอย่างไร พระคัมภีร์บอกกับเราว่า

“[4] พระองค์ผู้ทรงหนุนใจเราในความยากลำบากทั้งหมดของเรา เพื่อเราจะสามารถหนุนใจคนทั้งหลาย ที่มีความยากลำบากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยการหนุนใจ ซึ่งเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2โครินธ์ 1:4 มตฐ.)  

เมื่อทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของเรา ในบางเหตุการณ์เราพบว่า พระเจ้าทรงใช้บางคนในกลุ่มเพื่อนของเราเพื่อปลอบประโลมหนุนเสริมเราใช่ไหม?

เช่นกัน เราสามารถแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของเราเพื่อเป็นการหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เพื่อนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต

สรุป

ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่เราสามารถใช้เพื่อช่วยเพื่อนให้เพื่อนคิดได้ว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่เขากำลังประสบอยู่ ผมยอมรับว่า บ่อยครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนแต่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไร อย่างไร และ แนะนำเช่นไร เฉกเช่นกับเพื่อนของโยบในพระคัมภีร์ พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่นั่งเงียบด้วยกันกับโยบ ในเวลาเช่นนี้ไม่มีวิธีการที่แน่นอนตายตัว ให้เราอธิษฐานเพื่อเพื่อน และบอกเพื่อนว่าเราอธิษฐานเพื่อเขา แล้วหนุนเสริมเพิ่มกำลังใจแก่เพื่อน สิ่งที่มีค่าในเวลาวิกฤติเช่นนี้คือการที่อยู่เคียงข้างเขา ให้ตัวท่านแก่เขา หมายความว่า ให้เวลาของท่าน ให้ความใส่ใจ ให้หูที่จะฟังอย่างใส่ใจ ให้ความเข้าอกเข้าใจ ให้การประเล้าประโลมเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม อย่างที่พระเจ้าเคยประเล้าประโลมเราเมื่อเราต้องอยู่ในวิกฤติ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




31 กรกฎาคม 2563

ต้องการการเปลี่ยนแปลง...จำเป็นต้องคิดใหม่!

การปล้ำสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราเริ่มต้นด้วยการปล้ำสู้ในความนึกคิดและจิตใจของเรา ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือ การดำเนินชีวิตของเรา เราต้องเริ่มต้นปล้ำสู้ในความนึกคิดและในจิตใจของเรา   เราต้องเปลี่ยนแปลงฐานเชื่อ กระบวนคิด แล้วมุมมองของเราจะเปลี่ยนแปลง ที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงของการตัดสินใจ แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม และ การดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

การเปลี่ยนแปลงความนึกคิด/จิตใจของเรา ในพระคริสต์ธรรมพระคัมภีร์ใช้คำว่า “การกลับใจเสียใหม่” บางคนไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะคำนี้บ่งบอกชี้ชัดว่า “เราคิดพลาดเราทำผิด” “เราเป็นคนบาป”

แท้จริง “การกลับใจเสียใหม่” เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นสำหรับเราแต่ละคน การกลับใจเสียใหม่มิได้เริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา แต่เริ่มต้นในการเรียนรู้ที่จะคิดต่างไปจากเดิม การกลับใจเสียใหม่ หรือ การเปลี่ยนใจใหม่ เป็นเหมือนการที่เราทำให้เกิดการ “ยูเทิร์น” หรือเป็นเหมือนการกลับรถ ซึ่งเป็นสิ่งเริ่มต้นในความนึกคิดของเรา มิใช่เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา แต่เมื่อใดที่เราเปลี่ยนวิถีการนึกคิดของเรา  เรา ที่จะนำสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา

สำหรับการกลับใจใหม่หมายถึงการที่เรา หันออกจากความรู้สึกผิดไปสู่การยกโทษ หันออกจากการที่ชีวิตไร้เป้าหมายสู่ชีวิตที่มีเป้าหมาย หันออกจากความสิ้นหวังสู่ความหวัง หันออกจากความผิดหวังการตกในกับดักชีวิตไปสู่ชีวิตที่มีเสรี มีชีวิตในความเป็นไท หันออกจากความมืดสู่ความสว่าง หันออกจากความตายไปสู่ชีวิตใหม่ หันออกจากความเกลียดสู่ความรักเมตตา...

การกลับใจใหม่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและความเข้าใจของเราเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้ามิได้โกรธเกลียดเรา แต่พระองค์ไม่พอพระทัยที่เราดำเนินชีวิตบนเส้นทางที่เป็นอยู่

การกลับใจใหม่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดที่เราคิดเกี่ยวกับตนเอง คู่ชีวิตของตน ลูกหลานของตน คนที่ท่านรัก และวิธีการคิดถึงอดีตของตนเอง คิดถึงปัจจุบันที่เราเป็นอยู่ และเกี่ยวกับอนาคตของเรา

พลังการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของเรามาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา ทรงช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงความนึกคิดของเรา เพื่อเราจะมีชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน

วันนี้ท่านคาดหวัง และ ต้องการให้ชีวิตของท่านเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร?

ถ้าเช่นนั้น ท่านจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงความนึกคิดในเรื่องอะไร?

แล้วท่านจะใช้พลังจากที่ใด หรือ พลังอะไรที่จะจุดประกายและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในความนึกคิดจิตใจของท่าน?

[23] เพื่อรับการสร้างท่าทีความคิดจิตใจ(จิตวิญญาณ)ขึ้นใหม่  [24] และเพื่อสวมตัวตนใหม่ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นให้เป็นเหมือนพระองค์ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง (เอเฟซัส 4:23-24 อมธ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




29 กรกฎาคม 2563

เมื่อทางชีวิตถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ

บางครั้งชีวิตของเราต้องประสบกับความเบลอมัวถูกปกคลุมไปด้วยหมอกแห่งความสับสน ความกลัวหวาดหวั่น  และ ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในชีวิต ยิ่งในช่วงที่ต้องเผชิญหน้ารับมือกับภัยร้ายภัยร้อนของโควิด 19 ที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของเราอย่างรอบด้าน ทั้งทางกาย อารมณ์ จิตใจ และเขย่าสั่นคลอนถึงรากฐานทางจิตวิญญาณของเรา   เวลาเช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดี?

สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ในทุกยุคทุกสมัย แม้เมื่อกว่า 3,000 ปีก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นกับกษัตริย์ในตะวันออกกลาง กษัตริย์เยโฮชาฟัท แห่งยูดาห์ ที่เราอ่านรายละเอียดของเรื่องนี้ได้ใน 2พงศาวดาร บทที่ 20  

เมื่อกษัตริย์เยโฮชาฟัทได้ยินข่าวรายงานว่า ศัตรูคือ เอโดมและพันธมิตรของเขากำลังเดินทางใกล้เข้ามาเพื่อทำสงครามกับเยโฮชาฟัท  เยโฮชาฟัทวุ่นวายใจ สับสนไม่รู้จะสู้กับศัตรูได้อย่างไร เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก พระคัมภีร์บรรยายไว้สั้น ๆ ว่า “และเยโฮชาฟัทก็กลัว...” (ข้อ 3 มตฐ.) ขอให้เราอ่านอย่างละเอียดในเหตุการณ์ตอนนี้จากพระคัมภีร์ เพื่อแสวงหาว่า เมื่อเยโฮชาฟัทเกิดความกลัว เกิดความกังวลสับสน ไม่รู้จะทำอย่างไร ในวิกฤติเช่นนั้น เยโฮชาฟัททำอะไร?  

จาก 2พงศาวดาร 20:1-4 เขียนไว้ว่า “[1] ต่อมาภายหลัง คนโมอับและคนอัมโมนพร้อมกับคนเมอูนีบางส่วนมาทำสงครามกับเยโฮชาฟัท [2] มีคนมาทูลเยโฮชาฟัทว่า “มีคนมากมายจากเอโดม และจากฟากข้างนั้นของทะเล ยกมาสู้รบกับฝ่าพระบาท ดูสิ พวกเขาอยู่ในฮาซาโซนทามาร์” (คือ เอนกาดี) [3] และเยโฮชาฟัทก็กลัว และทรงมุ่งแสวงหาพระยาห์เวห์ ทั้งทรงประกาศให้อดอาหารทั่วยูดาห์ [4] แล้วยูดาห์ชุมนุมกันและแสวงหาความช่วยเหลือจากพระยาห์เวห์ เขาทั้งหลายมาจากทุกเมืองของยูดาห์ เพื่อแสวงหาพระยาห์เวห์” (มตฐ.)

สิ่งที่กษัตริย์เยโฮชาฟัททำในขณะที่พระองค์ตกใจกลัว สับสน และไม่รู้จะทำอย่างไรดี พระองค์กระทำ 4 ประการด้วยกัน ดังนี้

1. นำสถานการณ์ที่เลวร้ายวางต่อหน้าพระเจ้า

กษัตริย์เยโฮชาฟัทเมื่อเกิดความกลัวจนสับสนนั้น พระองค์ไม่ได้พยายามคิดให้ออกว่าตนจะทำอย่างไรจนเครียดจัด   หรือไม่ได้เอา “หัวมุดทราย” (ไม่รับรู้) เหมือนนกชนิดหนึ่ง หรือไม่ได้ทำเป็นไม่กลัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือไม่สนใจกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นโดยคิดว่าเดี๋ยวมันก็จะคลี่คลายไปเอง แต่สิ่งที่เยโฮชาฟัททำคือ “มุ่งแสวงหาพระเจ้า” มอบเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นกับตนให้อยู่ต่อหน้าพระเจ้า โดยไม่พยายามลงมือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเอง ที่อาจจะก่อเกิดเกิดกังวลสับสนมากขึ้น

2. แสวงหาเสียงตรัสของพระเจ้าท่ามกลางเสียงโกลาหล

ปรับเปลี่ยนจิตใจ ความนึกคิดของเรา ที่พึ่งพิงในตัวเลข (สถิติต่าง ๆ) ข้อมูลข่าวสารที่ครึกโครมมากมายที่บ่าล้นท่วมความนึกคิดของเรา ทั้งที่เป็นข้อมูลจริง หรือ ข่าวเท็จเรื่องปลอม ตลอดถึงการคาดเดาของข่าวสารต่าง ๆ ที่ไหลบ่ามาในสื่อต่าง ๆ เสียงเหล่านี้กำลังดังมากขึ้น อย่างที่เรารู้ชัดว่ามันเป็นเสียงสร้างความโกลาหลอย่างยิ่ง

กระแสคำพูดต่าง ๆ เหล่านี้ไหลบ่าท่วมทับจิตใจและความนึกคิดของพวกเรา แต่ในที่นี้ผมมิได้บอกให้เรามองข้ามรายละเอียดที่มีสติปัญญาจากข่าวดีดีที่กำลังไหลท่วมชีวิตเราทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการแพทย์และสาธารณสุข เศรษฐกิจ และความปลอดภัยทางสังคมแต่อย่านำข้อมูลเหล่านี้มาเป็น “ข้อมูลแก่นหลัก” ของเราในการรับมือกับสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญหน้าที่เราท่านจะไว้วางใจอย่างสูงสุด

ปรับ “เครื่องรับ” เสียงในภาวะสับสนนี้ให้รับเสียงจากพระสัญญา และ เสียงการชี้นำจากพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นเสียงแห่งความหวัง กษัตริย์เยโฮชาฟัท “มุ่งหน้าแสวงหาพระเจ้า” ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เยโฮชาฟัทสามารถอยู่เหนือความอลหม่านสับสน ความหวาดกลัว และความว้าวุ่นใจในสถานการณ์ที่เลวร้ายดังกล่าว เพราะเยโฮชาฟัทมิได้แสวงหาทางออกตามวิถีแห่งสังคมโลกในเวลานั้น แต่เขาหวังใน “พระปัญญา” จากเบื้องบน

3. ทบทวนถึงสิ่งที่เรารู้ว่าเป็นรากฐานความเชื่อและความจริง 

กษัตริย์เยโฮชาฟัทย้อนทบทวนถึงความเชื่อศรัทธาที่ตนมีในพระเจ้า ถึงความดีของพระเจ้าที่มีในชีวิตของตน   กล่าวทบทวนถึงสัจจะความจริงที่พระเจ้าทรงชี้นำเขาและปกป้องรักษาในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา เตือนตนเองว่าเรามิได้อยู่โดดเดี่ยวคนเดียว และย้ำเตือนแก่ตนเองว่าพระผู้ทรงสร้างเราทรงรักและเอาใจใส่เราเสมอ และนี่คือวิธีปฏิบัติที่สำคัญของผู้คนในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม พวกเขาย้ำเตือนตนเองถึงความสัตย์ซื่อเที่ยงธรรมของพระเจ้า จิตใจที่สำนึกในพระคุณของพระเจ้าเป็นจิตใจที่มีพลังแข็งแรงในยามวิกฤติเช่นนี้

4. เดินตามขั้นตอนที่ทรงชี้นำ และเรียนรู้ที่จะวางใจว่าความสำเร็จเป็นพระราชกิจของพระเจ้า มิใช่ความสามารถและเครื่องมือทันสมัยของเรา

ขั้นตอนนี้เป็นการยอมรับความจริง 2 ประการ เรามีความรับผิดชอบแต่ในเวลาเดียวกันเรามิใช่ผู้ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ ให้เราเรียนรู้ที่จะมีชีวิตด้วยการมีฐานเชื่อกรอบคิดว่าพระเจ้าทรงครอบครองสูงสุดเหนือทุกสิ่งในเชิงปฏิบัติ (practical mindset of God’s sovereignty) เรียนรู้ว่าจะมีศานติสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าสถานการณ์และสภาพการแวดล้อมในเวลายากลำบากนั้น เรียนรู้ที่จะไม่หมกมุ่นกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นราวกับว่าเราสามารถจัดการสิ่งเหล่านี้ได้เอง เรียนรู้ว่าแม้แต่คนที่ฉลาดยอดเยี่ยมที่สุดท่ามกลางเราเขาเป็นได้แค่คนที่เห็นทางข้างหน้าที่นำไปสู่ความสำเร็จเท่านั้น แต่มิใช่ผู้ที่กระทำให้สำเร็จได้

เยโฮชาฟัท มุ่งมองและพึ่งพิงในพระเจ้าด้วยความถ่อม จิตอธิษฐาน สารภาพด้วยจริงใจว่า เขาไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว นอกจากที่เขาจะมุ่งมองไปยังพระองค์เท่านั้น  

ท่ามกลางความโกลาหลของสภาพสังคม ท่ามกลางความกลัวที่เจาะไชลงลึกในหัวใจ แต่ถ้าเราเป็นอย่างเยโฮชาฟัท แสงสว่างก็จะโผล่ขึ้นจากท่ามกลางความโกลาหลเหล่านั้น กลับกลายเป็นพระพรเหลือล้น ที่เป็นเหตุให้อิสราเอลโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้าของเขา และประเทศรอบด้านก็เกรงกลัวพระเจ้าของอิสราเอล  เพราะพระองค์รบแทนอิสราเอล

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




27 กรกฎาคม 2563

สิ่งดีดีที่ได้จากการนมัสการพระเจ้าทางออนไลน์ในครอบครัว

อย่างที่เราเคยคุยกันแล้วว่า ในวิกฤติโควิด 19 เราต้องหยุดการนมัสการพระเจ้าร่วมกันในอาคารคริสตจักรตามแผนการหยุดยั้งการแพร่ระบาดเชื้อโควิด 19 และก็สามารถเห็นผลของกระบวนการการป้องกันการแพร่ระบาดที่รุนแรง  

จนกระทั่งไม่นานมานี้เรากลับมานมัสการพระเจ้าที่ตัวอาคารคริสตจักรอีกครั้งหนึ่งภายใต้มาตรการการวางระยะห่างระหว่างบุคคล การสวมหน้ากากอนามัยทุกคน ล้างมือให้สะอาดเสมอ และ กินร้อนช้อนตัว ส่วนใหญ่ที่มีการเลี้ยงอาหารจะเป็นข้าวกล่องที่แต่ละคนรับประทานของตนเอง จนถึงขณะนี้ส่วนตัวผมเองยังไม่ได้รับข่าวว่าเกิดการแพร่เชื้อจากการกลับมานมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ที่ไปรวมตัวกันในอาคารคริสตจักรในประเทศไทยของเรา

ข้อมูลที่ใช้ในข้อเขียนนี้เป็นข้อมูลจากการพูดคุย/สัมภาษณ์จากการนมัสการออนไลน์เป็นครอบครัว (ไม่ใช่คนเดียว)   และได้ทำเช่นนี้ติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 3 อาทิตย์ (3 ครั้ง) และเน้นค้นหาสิ่งดีดีที่ผู้ให้ข้อมูลได้รับจากการนมัสการพระเจ้าออนไลน์ร่วมกันในครอบครัว ซึ่งสามารถประมวลถึงประโยชน์จากการนมัสการพระเจ้าออนไลน์ในครอบครัว 3 ประการใหญ่ ๆ คือ  

ประการแรก การนมัสการพระเจ้าออนไลน์ทำให้เราไม่ต้องขาดการนมัสการพระเจ้า

แม้วันนี้มีบางคนในครอบครัวตื่นสายไปหน่อยก็ไม่ต้องขาดการนมัสการพระเจ้าร่วมในครอบครัว ทั้งนี้เพราะ การนมัสการออนไลน์ที่บ้านไม่ต้องแต่งตัวที่สุภาพเรียบร้อยอย่างไปที่โบสถ์ วัยรุ่นบอกว่า ไม่ต้องแปลกใจว่าบางคนในครอบครัวมาร่วมนมัสการออนไลน์ด้วยชุดนอน และเมื่อพลาดเวลานมัสการจริง ก็ยังสามารถเปิดเทปที่คริสตจักรบันทึกไว้แล้วนมัสการพระเจ้าร่วมกันทั้งครอบครัวได้อยู่

คนรักดื่มกาแฟก็บอกว่า เมื่อกำลังนมัสการอยู่บางคนก็สามารถลุกเดินไปเติมกาแฟที่โต๊ะอาหารได้ บางคนฟังเทศนาไปแล้วเอนตัวคว่ำลงบนพื้นฟังเทศน์และสามารถลุกไปเอาอะไรมาบันทึกประเด็นที่น่าสนใจหรือสงสัยได้

พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า การนมัสการพระเจ้าออนไลน์รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องเครียดกับท่าทาง กริยา หรือ ระวังการมองจากผู้ใหญ่หรือคนอื่น ๆ ในคริสตจักร วางตัวในการนมัสการพระเจ้าตามอย่างที่ตนเองถนัดและรู้สึกสบายกายและใจ

ประการที่สอง เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในเนื้อหาคำเทศนา ด้วยการพูดคุยในครอบครัว

พ่อแม่บอกว่า ลูกวัยรุ่นของเขามีคำถามที่น่าสนใจมากจากการฟังคำเทศนา (ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน) และที่ถามกันมากเช่น  ในตอนนั้น เรื่องนั้น หรือวลีนั้นมันหมายความว่าอะไร? ที่ว่า.... มันเป็นเรื่องจริงหรือ? ทำให้เราที่เป็นพ่อแม่ต้องเปิดพระคัมภีร์ อ่านด้วยกัน และแบ่งปันความเข้าใจในเรื่องนั้นแก่กันและกัน และสามารถที่จะหยุดเทปเทศนาไว้ที่นั่นก่อนแล้วค้นหาคำตอบร่วมกันได้ด้วย มีพ่อแม่ครอบครัวหนึ่งเล่าว่า เขาเจอคำถามลูกวัยรุ่นที่ตอบไม่ได้ พอดีเป็นการเปิดเทปนมัสการร่วมกันเลยโทรศัพท์หาอาจารย์ศิษยาภิบาล และท่านก็ได้อธิบายให้ทุกคนฟังจนเข้าใจ ไม่ต้องรอนมัสการเสร็จ กลับบ้านแล้วค่อยถามพ่อแม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะลืม ไม่ได้ถาม เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ เข้ามาแทนที่

ผู้ใหญ่บางท่านบอกว่า หลายครั้งคำถามที่ลูก หรือ หลานวัยรุ่นถามนั้น จริง ๆ แล้วเป็นคำถามทางศาสนศาสตร์ที่สำคัญ ทำให้วันนั้นในครอบครัวได้เกิดการพูดคุยแสดงความคิดเห็นความหมายทางพระคัมภีร์ และ ศาสนศาสตร์   มีครอบครัวหนึ่งบอกว่า ในการนมัสการพระเจ้าร่วมกันบางครั้งเป็นเหมือนชั้นเรียนในวิทยาลัยพระคริสต์ธรรม

บรรยากาศเช่นนี้นอกจากที่สามารถเกิดขึ้นในการนมัสการพระเจ้าในครอบครัวแล้ว จะให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในการนมัสการพระเจ้าร่วมกันในอาคารคริสตจักรได้อย่างไร? โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ร่วมกัน การแบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นแก่กันและกัน การแสวงหาคำตอบชีวิตจากพระวจนะของพระเจ้าด้วยกัน

ประการที่สาม มิใช่เป็นเพียงความรู้และความรู้สึกเท่านั้น แต่เอื้อให้เกิดการนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตจริง ไม่ต่ำกว่า 3 ครอบครัวที่บอกว่า หลังการพูดคุยกันแล้ว พ่อแม่มักจะถามต่อไปว่า สิ่งที่เราพูดคุยกันในวันนี้ เราจะนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างไร? ซึ่งแต่ละคนมีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงปฏิบัติตามบริบทชีวิตประจำวันของตนเอง  

ในแต่ละวัน เมื่อกลับบ้านมารับประทานอาหารเย็นด้วยกัน จะเป็นโอกาสที่พ่อแม่หรือผู้นำครอบครัวจะถามไถ่ถึงชีวิตในวันนั้น พร้อมด้วยการถามถึงสิ่งที่แต่ละคนตั้งใจจะปฏิบัติที่เสนอในวันอาทิตย์ว่า เป็นอย่างไรบ้าง เป็นโอกาสที่เราจะชื่นชมกัน หรือ ให้กำลังใจที่จะบากบั่นมุ่งหน้าต่อไป หรือ มีความคิดเห็นข้อแนะนำกันและกันในครอบครัว

เราสามารถใช้ 3 คำถามต่อไปนี้ นำการพูดคุยหลังการฟังคำเทศนาแล้ว คือ

1) จากคำเทศนาในวันนี้ เราได้เรียนรู้อะไร? หรือ เตือนเราในเรื่องอะไรบ้าง?

2) เราจะประยุกต์พระวจนะจากคำเทศนาในวันนี้ไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนอย่างไรบ้าง?

3) เราจะทำอย่างไรบ้างที่คนรอบข้างจะมองเห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตแต่ละวันของเรา?

และนี่คือกระบวนการฟังเทศนาและศึกษาพระคัมภีร์เชิงปฏิบัติ หรือ การฟังเทศนาและศึกษาพระคัมภีร์ด้วยชีวิตที่เชื่อฟัง สอดคล้องกับพระธรรมยากอบ 1:22 ว่า “[22] แต่จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น...” (มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




24 กรกฎาคม 2563

ท่านเป็น “นักพูด” หรือ “นักฟัง”?

เรามักจะยกย่องชื่นชม “คนที่พูดเก่ง” ว่าเป็น “นักพูด”  แต่น้อยครั้งนักที่จะได้ยินการชื่นชมคนที่ “ฟังอย่างใส่ใจ” ว่าเป็น “นักฟัง”

เรามีหลักสูตร “สร้างนักพูด” (รวมถึงนักเทศน์) ที่ใช้อบรมกันมากมาย แต่เราไม่ค่อยได้ยินถึงเรื่องหลักสูตร “นักฟัง”  หรือการอบรมให้เรารู้จักการฟังที่มีประสิทธิภาพ?

คริสต์ชนจำนวนมากชอบในการอธิษฐานแต่ไม่เคย “สงบปากสงบคำ” ที่จะเงียบเพื่อจะฟังพระเจ้าตอบ แล้วก็มักบ่นว่า พระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานของตน

นักพูดที่แท้จริงมิใช่ผู้พูดที่ “พูดเก่ง” หรือ “พูดฟังสนุก ตลก” แต่เป็นนักพูดที่ “พูดได้สาระ” พูดแล้วเสริมสร้างกำลังใจ เกิดแรงกระตุ้นหนุนใจคนฟังให้เกิดพลังที่จะก้าวเดินต่อไปในชีวิต

ตรงกันข้ามกับคนที่ “พูดมาก” “พูดอวดรู้” (คนกลุ่มนี้เมื่อใครพูดเรื่องอะไรเขาจะบอกว่า “รู้แล้ว รู้แล้ว” ไปเสียทุกเรื่อง) หรือพวกที่พูดเพื่อจะอวดคนอื่นว่าตนเองรู้ทุกเรื่อง และถ้ามีการถกเถียงกัน คนพวกนี้จะใช้เสียงตะเบ็งดังขึ้น ๆ ใช้เสียงดังข่มทับเกทับคนอื่น บางครั้งถึงกับตะโกนใส่หน้าคู่ถกเถียง

โดยภาพรวม สังคมเราในปัจจุบันนิยมชมชื่น “คนพูดเก่ง” มากกว่า “คนฟังเก่ง!

แท้ที่จริงแล้วใครที่จะเป็น “นักพูดที่ดี” จะต้องโตมาจากพื้นฐานเป็น “นักฟังที่ดี” ก่อน

เมื่อมีโอกาสที่จะเงียบและใคร่ครวญไตร่ตรองถึงพระลักษณะของพระเจ้า เราคงไม่ปฏิเสธว่า เราต้องการได้ยินเสียงตอบของพระเจ้า เมื่อเราทูลขอต่อพระองค์ เราคาดหวังให้พระองค์ตรัสกับเรา และถ้าพระเจ้าเขียนบล็อกอย่างในปัจจุบันนี้เราคงพากันเข้าไปอ่านกันมากมาย แต่เรามักมีประสบการณ์และพบว่า “พระเจ้าเงียบ ดูเหมือนว่าพระองค์ไม่ตรัสอะไร” และบางครั้งทำให้บางคนเกิดความสงสัยว่า หรือพระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา หรือ ไม่สนใจเรา

การเงียบของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าพระองค์ไม่สนใจเรา และการใส่ใจของพระองค์ต่อชีวิตของเราก็ไม่ได้แสดงออกด้วยการพูด(มาก ๆ)  

แต่พระองค์ใส่ใจด้วยการเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของเราเชิงปฏิบัติ การสนพระทัยของพระองค์ไม่เหมือนอย่างที่เราคิดเราทำกัน แทนที่ความสนใจของพระองค์แสดงออกด้วยการพูด แต่พระองค์ใส่พระทัยเราด้วย “การฟัง”

[*] พระเจ้าทรงฟัง (ได้ยิน) เสียงร้องของเด็กนั้น พระเจ้าทรงฟังเสียงของเด็กน้อยลูกชายของหญิงรับใช้ภรรยาของอับราฮามที่ถูกขับไล่ออกจากบ้าน (ปฐมกาล 21:17)

[*] พระเจ้าทรงได้ยินเสียงคร่ำครวญของพวกแรงงานทาสในอียิปต์ (อพยพ 2:24)

[*] และในพระธรรมสดุดีหลายตอนที่บอกว่าพระเจ้าฟังเสียงร้องของประชาอิสราเอล

พระเยซูคริสต์ก็ไม่ได้แตกต่างจากพระเจ้าพระบิดา พระองค์ฟังผู้คนเสมอ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราทำตามรูปแบบของพระบิดาและพระเยซูคริสต์ที่ให้ความสำคัญกับการฟัง  

มารีย์น้องสาวของมารธาได้รับการยกย่องจากพระคริสต์ที่เธอ “นั่งลงและฟัง” พระเยซูคริสต์ตรัสด้วยความเมตตาต่อมารธาว่า เธอวุ่นวายกับการทำบริการรับใช้มากเกินไป

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่เป็นนักฟังที่เยี่ยมยอด ยิ่งถ้าเป็นผู้อภิบาลด้วยแล้ว ให้เราเลียนแบบขององค์พระผู้เป็นเจ้า และ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ให้เรามีเวลาฟังคนรอบข้างของเรา คนที่ได้รับความเจ็บปวดในชีวิต คนที่มีชีวิตโดดเดี่ยวว้าเหว่  ให้เราเสริมสร้างชุมชนคริสตจักรของเราให้โดดเด่นในการฟังคนอื่น

ท่านพี่น้องครับอย่าลืมคำแนะนำของยากอบที่ว่า... “...ให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด...” (ยากอบ 1:19 มตฐ.)  และเลิกนิสัยชอบพูดมาก ชอบรายงาน(เอาหน้า) เพื่อแสดงว่าตนรู้ทุกเรื่อง?

 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




22 กรกฎาคม 2563

ผลจากอิทธิพลของ “ความเชื่อที่แฝงเร้น”

“ความเชื่อที่แฝงเร้น” เป็นความเชื่อ หรือ ระบบคุณค่า-คุณธรรมที่ถูกปลูกฝังอยู่ภายในชีวิตเราแต่ละคนจนกลายเป็นพฤติกรรมที่คุ้นชินในการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่คน ๆ นั้นกระทำตามความเชื่อที่ปลูกฝังนั้นทั้งที่รู้ตัว และ อาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ และเมื่อคน ๆ นั้นมารับเชื่อในคริสต์ศาสนา หรือ มาเป็นคริสตชน คริสตจักรก็ปลูกฝังความเชื่ออีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นความเชื่อในพระเจ้า 

แต่ความเชื่อชุดเดิมก่อนหน้านี้ยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของคน ๆ นั้น และพฤติกรรมที่แสดงออกเหล่านั้นกลับมาบดบังซ้อนทับ “ความเชื่อในพระเยซูคริสต์” ที่เขารับเชื่อใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อและสัมพันธภาพที่เขาควรจะมีในชีวิตประจำวันกับพระเยซูคริสต์ ทั้งในชีวิตส่วนตัว ในครอบครัว ในอาชีพการงานและในความสัมพันธ์กับสังคมชุมชน และในคริสตจักรด้วย

ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ เรื่องราวของพี่น้องมารีย์ และ มารธา เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่อง “ความเชื่อที่แฝงเร้น” (ดู ลูกา 10:38-42) เมื่อพระเยซูคริสต์และสาวกมาเยี่ยมที่บ้านของพี่น้องทั้งสอง มารีย์ได้มานั่งที่แทบเท้าของพระเยซูเพื่อฟังและซึมซับคำสอนของพระองค์ แต่มารธากำลังวุ่นวุ่นวายไปทั้งบ้านเพื่อเตรียมต้อนรับแขก ยิ่งกว่านั้นยังบ่นว่ามารธาน้องสาวของเธอต่อพระเยซูว่า ขอบอกให้มารีย์ลุกมาช่วยเธอบ้าง

พระเยซูคริสต์ตอบมารธาด้วยความเมตตาว่า “[41]... “มารธา มารธาเอ๋ย เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกิน [42] สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้” (ลูกา 10:41-42 มตฐ.)

มารธา “วุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ” (ข้อ 40) นั่นไม่ใช่สิ่งไม่ดี แต่เธอให้สิ่งดีดีมากมายมาครอบงำชีวิตของเธอ จนพลาดโอกาสที่จะนั่งใกล้ชิดและรับสิ่งที่จำเป็นในชีวิตจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

น่าเศร้าใจ ที่หลายคนในพวกเราตกเป็นเหยื่อของ “ความเชื่อที่แฝงเร้น” จนยอมให้สิ่งดีดีมากมายมายึดครองชีวิตของตน จนไม่มีพื้นที่ว่างในชีวิตสำหรับสิ่งที่จำเป็น สิ่งที่ดีกว่า และสิ่งที่ดีที่สุดจะอยู่ในชีวิตของตนได้  

เราลงทุนลงแรงกระทำตามแรงกระตุ้นของศาสนาที่เราเชื่อมากกว่าสัมพันธภาพที่เรามีกับพระเจ้าที่เราเชื่อศรัทธา   ผลที่เราได้รับจากการ “ความเชื่อที่แฝงเร้น” สามารถเห็นชัดใน 3 ลักษณะด้วยกันในชีวิตประจำวันของเรา คือ

1. ชีวิตที่ถูกครอบงำด้วยกิจกรรมต่าง ๆ และ ธรรมเนียมปฏิบัติ

เมื่อกิจกรรมและงานเกี่ยวกับความเชื่อศรัทธาทับบังและครอบงำความเชื่อของเรา เราจะสูญเสียความชื่นชมยินดี (แม้จะเป็นการกระทำดีก็ตาม) และเมื่อทำการ “รับใช้” กลับทำให้เรามีมุมมองและพฤติกรรมที่วิจารณ์ว่าร้ายคนอื่น  และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับมารธา

2. ชีวิตที่ถูกครอบงำด้วยความยุ่งวุ่นวาย

เราอยู่ในวัฒนธรรมที่มีระบบคุณค่าที่ผิด ๆ เรามักจะมองว่าคนที่มีคุณค่าคือคนที่ต้องทำอะไรมากมาย จนคนในสมัยนี้เวลาและชีวิตถูกครอบงำยึดครองด้วยรายการงานที่ต้องทำเต็มปฏิทิน ที่สำคัญกว่าชีวิตครอบครัว สุขภาพของตนเอง และความสัมพันธ์ที่เราควรมี ผลเลวร้ายที่เราได้รับคือ เรามีการงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาและชีวิตสำหรับพระประสงค์และแผนงานของพระเจ้าที่มีสำหรับชีวิตของเราเอง และในยุคนี้เราพบการสื่อสารให้คนอื่นเห็นว่าเราต้องทำงานมากมายผ่านสื่อออนไลน์ ที่เราเรียกด้วยคำที่สวยหรูว่า “ประชาสัมพันธ์ผลงาน” (เพื่อประชาสัมพันธ์ตนเอง?)

3. ชีวิตที่หมดไฟสิ้นพลัง

ความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในกิจการงานของคริสตจักรสามารถเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อของเรา! เมื่อใดก็ตามที่กิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนากลายเป็นพลังขับเคลื่อนความเชื่อของเรา ความสัมพันธ์ของเรากับพระเยซูคริสต์จะถูกผลักไสไว้ข้างหลัง เราปิดหูปิดใจของเรา ต่อการทรงชี้นำ ต่อพระกำลังจากพระคริสต์ และกำลังใจจากพระองค์   แล้วเรามุ่งแต่พึ่งพากำลังในชีวิตของตนเอง จนต้องพบกับภาวะ “หมดไฟ” ไร้พลังในชีวิต

ไม่มีใครในพวกเราที่ต้องการความเชื่อที่แฝงเร้นนี้ บางครั้งเรารู้ทั้งรู้ แต่เราก็ยังลื่นไถลล้มลงไปในสถานการณ์เช่นนี้   แต่ชีวิตไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ คำถามก็คือว่า...

แล้วเราจะพลิกจาก “ความเชื่อที่แฝงเร้น” ที่มีอำนาจเหนือชีวิตของเรา ไปสู่ “ความเชื่อที่จริงแท้” จากพระคริสต์ได้อย่างไร?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499