27 กุมภาพันธ์ 2560

เรียนรู้ที่จะพอใจในทุกสถานการณ์

เรื่องเล่าว่า... มีนักธุรกิจอุตสาหกรรมที่มั่งคั่งคนหนึ่ง   เมื่อเขาเดินผ่านชาวประมงในวันหนึ่ง   เขารู้สึกรำคาญใจที่พบว่า ชายชาวประมงคนนั้นนั่งขี้เกียจอยู่ข้างเรือของเขา   แทนที่จะออกเรือไปในทะเล   นักธุรกิจผู้มั่งคั่งคนนั้นจึงถามชาวประมงคนนั้นว่า   “ทำไมคุณไม่ออกเรือไปหาปลา?”

ชายชาวประมงตอบว่า   “เพราะวันนี้ฉันจับปลาได้เพียงพอแล้ว”

นักธุรกิจถามต่อไปว่า   “ทำไมคุณไม่จับปลาให้ได้มากกว่าที่ต้องการล่ะ?   คุณยังจับปลาได้อีกมากมาย”

ชายชาวประมงตอบว่า  “แล้วฉันจะเอาปลาที่จับได้เพิ่มมาไปทำอะไรล่ะ?”

“อ้าว...เพื่อคุณจะสามารถมีเงินทองไปซื้อเรือที่ดีกว่านี้   เพื่อที่จะไปในเขตทะเลลึกเพื่อจะจับปลาได้มากขึ้น”   นักธุรกิจมั่งคั่งพูดต่อไปด้วยอารมณ์   “แล้วคุณก็สามารถซื้อแห ซื้ออวนที่ใหญ่ขึ้น  ที่ดีขึ้น  เพื่อจะจับปลาได้มากขึ้น   แล้วคุณก็จะได้เงินมากขึ้นด้วย   แล้วคุณก็จะได้มีคาราวานเรือหาปลา   แล้วก็จ้างคนมาทำงานให้คุณ   แล้วก็มั่งคั่งอย่างฉันไงล่ะ?

ชายประมงนั่งเงียบพักหนึ่ง   เขาถามนักธุรกิจคนนั้นว่า “แล้วยังไงต่อไปล่ะ?”

นักธุรกิจตอบว่า  “แล้วคุณก็นั่งลงและมีความสุขกับชีวิตอย่างฉันนี้ไงล่ะ?

ชายชาวประมงมองไปยังทะเลด้วยความสงบ   แล้วตอบนักธุรกิจคนนั้นว่า...

“แล้วคุณคิดว่า ตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่ล่ะ?

ชาวประมงถูกต้องครับ... คนเราจะรู้จัก “พอเพียง” ได้อย่างไร  ถ้าไม่รู้จัก “พอใจ” ในสิ่งที่เขามีเขาเป็น?   และไม่วางใจในของประทานจากเบื้องบน?   และเชื่อมั่นในการทรงครอบครองของพระเจ้าในชีวิตของตน?

เปาโลกล่าวกับคนในคริสตจักรฟิลิปปีว่า  “...​ข้าพ​เจ้า​เรียน​รู้​ที่​จะ​พอใจ​ใน​สภาพ​ที่​เป็น​อยู่  ข้าพ​เจ้า​รู้​จัก​ความ​ขาดแคลน​และ​รู้​จัก​ความ​อุดม​สม​บูรณ์ ไม่​ว่า​ใน​กรณี​ใด​หรือ​ใน​ทุก​กรณี ข้าพ​เจ้า​ได้​เรียน​รู้​เคล็ด​ลับ​ใน​การ​เผชิญ​ความ​อิ่ม​ท้อง​และ​ความ​อด​อยาก ความ​อุดม​สม​บูรณ์และ​ความ​ขัด​สน​แล้ว  ข้าพ​เจ้า​เผชิญ​ได้​ทุก​อย่าง​โดย​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เสริม​กำ​ลัง​ข้าพ​เจ้า” (ฟิลปปี 4:11-13 มตฐ.)

ไม่ว่าชีวิตของเราจะต้องประสบกับสถานการณ์ใดก็ตาม   จะดีหรือเลวร้าย   จงเรียนรู้ที่จะค้นพบพลังชีวิตจากพระคริสต์   จงพึ่งพิงในของประทานจากพระองค์   ดูเหมือนจะไม่ง่ายนักที่เราแต่ละคนจะเชื่อและวางใจในของประทานจากพระเจ้าที่ให้แก่เราในเวลาที่เราจำเป็นต้องการ หรือ อยากได้ใคร่มี  แต่ให้เราชื่นชมยินดีในสิ่งที่พระองค์ประทานแก่เราตามสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญ  และจงวางใจในเวลาที่เหมาะสมของพระองค์

“ท่าน​อย่า​เป็น​คน​เห็น​แก่​เงิน จง​พอใจ​ใน​สิ่ง​ที่​ท่าน​มี​อยู่
เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ได้​ตรัส​ว่า “เรา​จะ​ไม่​ละ​ท่านหรือ​ทอด​ทิ้ง​ท่าน​เลย” (ฮีบรู 13:5 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 กุมภาพันธ์ 2560

เมื่อชีวิต...ถูกปฏิเสธ

ท่านเคยถูกปฏิเสธบ้างไหม?
เมื่อถูกปฏิเสธท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง?
แล้วท่านจัดการอย่างไรกับความรู้สึกนั้น?

ในปี ค.ศ. 1888  แคมแบลล์ มอร์แกน  เป็นคนหนึ่งเข้าสอบเป็นศาสนาจารย์  ภายหลังที่เข้ารับการสอบสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักข้อเชื่อ   เขาสามารถสอบผ่านหลักข้อเชื่อ    เขาเข้าสอบการเทศนา   แต่ในเวลานั้นเขารู้สึกว่าตนถูกกดดันสูง   เขาตัดสินใจลดคำเทศนาของเขาให้สั้นลง   ผลการสอบปรากฏว่าเขาถูกปฏิเสธให้เป็นศาสนาจารย์ในปีนั้น   เขาส่งโทรเลขถึงพ่อของเขาเพียงสั้น ๆ คำเดียวว่า “ถูกปฏิเสธ”

พ่อของเขารีบโทรเลขกลับว่า  “ถูกปฏิเสธบนโลกนี้  แต่เป็นที่ยอมรับบนสวรรค์”  พ่อ

หลังจากนั้นอีกหลายปี    มอร์แกนกล่าวว่า  “ในสัปดาห์ที่แสนจะว้าเหว่และมืดครึ้มในชีวิต  พระเจ้าตรัสกับผมว่า  “เราต้องการให้เจ้าหยุดในการวางแผนชีวิตของตนเอง  แล้วปล่อยให้เราเป็นคนวางแผนในชีวิตของเจ้า”

เราแต่ละคนต่างเคยถูกปฏิเสธไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง   ไม่ว่าจะถูกให้ออกจากงาน  หรือไม่เพื่อนสนิทตีตนห่างเหิน   คนในครอบครัวหมางเมิน   แม้ท่านจะต้องเผชิญหน้ากับวันที่แสนมืด   จำไว้เสมอว่า   พระเจ้าไม่เคยปฏิเสธ หรือ ทอดทิ้งเรา  เมื่อชีวิตของเราอยู่ในพระคริสต์   ชีวิตของท่านมีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระองค์  แล้วพระองค์ทรงเข้ามาเคียงข้างและร่วมวางแผนชีวิตกับเรา

เพราะ​พระ​เจ้า​จะ​ไม่​ทอดทิ้ง​ประชากร​ของ​พระ​องค์...  (สดุดี 94:14 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

20 กุมภาพันธ์ 2560

เมื่อพระเจ้าแทรกแซงชีวิตประจำวันของเรา

ท่านคิดอย่างไรถ้าจะกล่าวว่า 

“การทรงเรียก หรือ คำตอบจากพระเจ้า คือการที่พระองค์ทรงแทรกแซงเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา?”

สำหรับผมส่วนตัวเห็นว่า “จริง”   เพราะเมื่อพระองค์ทรงเรียกใครก็ตาม  พระองค์ทรงเรียก หรือ ตอบคำทูลขอของคน ๆ นั้น   พระองค์ตอบและเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์  พระองค์มิได้ทรงเรียกเขาคนนั้นตามที่ใจปรารถนาต้องการของเขา   เพราะถ้าพระเจ้าตอบ หรือ ทรงเรียกตามใจปรารถนาของคน ๆ นั้นจริงพระองค์ไม่จำเป็นทรงเรียกคนนั้น   เพราะเขาตั้งใจและปรารถนาที่จะทำที่จะเป็นเช่นนั้นแล้ว

เมื่อพระคริสต์ทรงบังเกิดในโลกนี้   พระเจ้าทรงเรียกผู้คนหลากหลายคนด้วยกัน   เริ่มต้นตั้งแต่ทรงเรียกเศคาริยาห์และเอลิซาเบธ   มารีย์สาวพรหมจารี  โยเซฟ  คนเลี้ยงแกะ  นักปราชญ์  และ เจ้าของคอกสัตว์ที่พระคริสต์บังเกิด

ทรงเรียกมารีย์สาวพรหมจารี

งานใหญ่ในชีวิตของมารีย์ในเวลานั้นคือ การเตรียมตัวแต่งงานกับโยเซฟที่ได้หมั้นหมายไว้แล้ว   แต่จู่ ๆ  กาบรีเอล ทูตของพระเจ้าทรงปรากฏกับนางมารีย์   แล้วแจ้งแก่เธอว่า   เธอจะตั้งครรภ์และมีบุตรชาย...

แผนงานตามใจปรารถนาของมารีย์คือการแต่งงานกับโยเซฟ  มีบุตร และ ตั้งครอบครัวด้วยกัน   แต่แผนการตามการทรงเรียกของพระเจ้าคือ   มารีย์จะมีบุตรชายโดยไม่ได้แต่งงาน   ซึ่งเป็นแผนการของพระผู้เป็นเจ้าที่ให้พระคริสต์มาบังเกิดเพื่อช่วยกอบกู้โลกนี้ให้รอดพ้นจากอำนาจแห่งความชั่วร้าย

พระเจ้าทรงแทรกแซงแผนการของพระองค์เข้ามาในแผนการชีวิตประจำวันของมารีย์   แต่แผนการที่ทรงแทรกแซงดังกล่าวสร้างผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงแก่ชีวิตประจำวันของมารีย์อย่างมาก   เธอจะถูกมองว่ามีลูกไม่มีพ่อ   จะถูกมองว่าเธอนอกใจโยเซฟ  ทำผิดบทบัญญัติศาสนายิว   แล้วเธอจะตอบคนทั้งหลายในชุมชนถึงเรื่องการตั้งท้องอย่างไรดี   และนี่คือความเสี่ยง  ที่เธอจะต้องหาความปลอดภัยในชีวิตของเธอ

แต่นี่คือแผนการของพระองค์สำหรับมารีย์  และนี่คือการทรงเรียกที่สูงส่งที่ทรงมีต่อมารีย์

เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเยเรมีย์   สิ่งที่พระเจ้าเรียกเขาให้ทำเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากทำ  เป็นสิ่งที่เขาไม่มีความพร้อม   บ่อยครั้งเรามักพูดถึงเรื่องการทรงเรียกของพระเจ้าในลักษณะ “มองโลกสวย”   พระเจ้าเรียกเราเป็นผู้รับใช้ของพระองค์   ให้มีตำแหน่งนั่นตำแหน่งนี่   เป็นศาสนาจารย์ เป็นศิษยาภิบาล เป็นผู้ปกครอง ฯลฯ 

เรา “มองการทรงเรียกของพระเจ้าแบบโลกสวย”  เพราะเรามองว่าเราจะมีตำแหน่ง “ฐานะพิเศษ” เราจะได้  “อภิสิทธิ์”   แต่ที่พระเจ้าทรงเรียกคนต่าง ๆ ในพระคัมภีร์นั้นมิใช่เช่นนั้น   การแทรกแทรงทรงเรียกแต่ละคน   เขาคนนั้นต้อง “เสี่ยง” เขาต้อง “เสีย”   แต่มีคุณค่าอย่างยิ่งเพราะได้เป็นชีวิตที่พระองค์ทรงใช้   แล้ววางใจพระองค์แม้ชีวิตของตนจะต้อง “เสี่ยง” และต้อง “เสีย” ก็ตาม

ถ้าอย่างนี้ท่านยังคิดจะให้พระเจ้าเข้ามาแทรกแทรงชีวิตของท่าน  ตอบคำอธิษฐานของท่าน  ท่านยังคิดที่จะให้พระองค์ทรงเรียกท่านหรือไม่?   แต่สำหรับมารีย์บอกว่า   “ข้าพระองค์เป็นทาสรับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่พระองค์ประสงค์เถิด”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

15 กุมภาพันธ์ 2560

ขุมพลังของการทำธุระกิจการงานในฐานะคริสตชน

ทุกวันนี้ หลายคนมีความรู้สึกว่า หลักความเชื่อศรัทธาของคริสตชนมีความแตกต่างจากค่านิยมตามกระแสสังคมโลกในปัจจุบันนี้   แต่ความแตกต่างดังกล่าวกลับมิได้ถูกมองว่านี่คือ “จุดแข็ง” ของการทำธุระกิจการงานของคริสตชน   เรามักคล้อยตามคำกล่าวที่ว่า  “ถ้าจะทำธุระกิจการงานในปัจจุบันมัวแต่จะคิดถึงคุณธรรมความสัตย์ซื่อแล้วไม่ทันกินหรอก”  หรือ  “ถ้าจะทำตัวเป็นพระก็ไปอยู่ในวัดดีกว่าที่มาอยู่ในวงการธุรกิจ”   แต่นี่คือต้นตอที่มาของ “อาการโรซ์รอยส์เป็นพิษ” มิใช่หรือ?

แต่สำหรับคริสตชนที่เชื่อและไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจ   ความเชื่อศรัทธาของเราเป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่  ที่จะนำนาวาธุรกิจ/การงานของเราที่กำลังฝ่าคลื่นลมที่บ้าคลั่งไปได้

“จุดแข็ง” ในการทำธุระกิจการงานของคริสตชนที่เดินเคียงข้างไปกับพระคริสต์   และพลังที่เป็นพระพรในการทำธุระกิจการงานที่เราจะได้รับเช่น ความปรารถนาที่จะทำธุระกิจการงานด้วยสัตย์ซื่อ   ด้วยความถ่อมใจ   ด้วยคุณธรรมตามพระกิตติคุณ  และด้วยความบากบั่นหมั่นเพียรอดทน   พระวิญญาณที่สถิตในชีวิตจิตใจของเรา  และ ในความปรารถนามุ่งมั่นในแผนงานที่เราทำ  จะเป็นพลังที่เข้มแข็งหนักแน่นที่ช่วยเราทำธุระกิจการงานที่สำแดงพระคริสต์ผ่านชีวิตและการงานที่เราทำ   และผู้คนจะสามารถมองเห็นแสงสว่างของพระคริสต์ผ่านชีวิตการงานและธุระกิจที่เราทำ

ขุมพลังความเข้มแข็งที่คริสตชนได้จากการดำเนินธุระกิจการงานไปบนเส้นทางความเชื่อศรัทธา 4 ประการมีดังนี้

ขุมพลังจากความเชื่อศรัทธาประการแรก:  เป็นผู้ที่สัตย์ซื่อ

แค่เป็นคนที่พูดสัจจะความจริงก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะทำกันในวงการธุระกิจการงานต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบัน   แต่ตามความเชื่อศรัทธาของคริสตชนเรารู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด   พระธรรมสุภาษิต 12:22  บอกแก่เราว่า  “พระ​ยาห์​เวห์​ทรง​เกลียด​ชัง​ปาก​ที่​พูด​มุสา  แต่​ทรง​ปีติ​ยินดี​ใน​คน​ที่​ประ​พฤติ​อย่าง​ซื่อ​สัตย์”

การเป็นคนที่เปิดเผย จริงใจ และทำทุกอย่างบนสัจจะความจริงนั้น  เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจของเรากับลูกค้า และ คนร่วมงานของเรา   และเมื่อผู้คนไว้วางใจในตัวเรา   เขาก็จะติดต่อกับเรามากยิ่งขึ้น... เมื่อเราเปิดเผย และ จริงใจ ทุกคนที่เราติดต่อทำงานด้วยเขาก็จะมั่นใจว่า เขาจะคาดหวังอะไรจากเราได้

ขุมพลังจากความเชื่อศรัทธาประการที่สอง:  มีชีวิตที่สำแดงความถ่อม

ในพระธรรมอิสยาห์ 57:15  พระเจ้าตรัสว่า...  “เรา​ดำรง​อยู่​ใน​ที่​สูง​และ​บริ​สุทธิ์   และ​อยู่​กับ​ผู้​สำ​นึก​ผิด​และ​มี​วิญญาณ​จิต​ที่​ถ่อม   เพื่อ​ฟื้น​ฟู​วิญญาณ​จิต​ของ​ผู้​ที่​ถ่อม   และ​ฟื้นฟู​ใจ​ของ​ผู้​สำ​นึก​ผิด”   และในพระธรรมยากอบ 4:6  บอกกับเราอีกว่า  “...“พระ​เจ้า​ทรง​ต่อ​สู้​คน​ที่​หยิ่ง​จอง​หอง   แต่​ประ​ทาน​พระ​คุณ​แก่​คน​ที่​ถ่อม​ใจ” 

คุณธรรมประการนี้พระเจ้าทรงให้ความสำคัญมาก   เพราะคุณธรรมประการนี้มักถูกละเลยหรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตาม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการธุรกิจ และ การทำงานปัจจุบัน   การที่เรามีจิตใจที่ถ่อมลงนั้น  ทำให้เราเป็นคนที่รับการสั่งสอนได้   และทำให้เป็นคนที่จะใส่ใจฟังคนอื่นรอบข้าง   และเปิดรับการเรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างจากตน   อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนคำวิพากษ์วิจารณ์ให้กลายเป็นโอกาสที่จะเสริมสร้างให้เรามีชีวิตที่เติบโต

ขุมพลังจากความเชื่อศรัทธาประการที่สาม:  การทำงานและเป็นผู้นำที่สัตย์ซื่อและมีคุณธรรม

ลูกา 16:10  กล่าวไว้ว่า  “คน​ที่​ซื่อ​สัตย์​ใน​ของ​เล็ก​น้อย​จะ​ซื่อ​สัตย์​ใน​ของ​มาก​ด้วย และ​คน​ที่​ไม่​ซื่อ​สัตย์​ใน​ของ​เล็ก​น้อย จะ​ไม่​ซื่อ​สัตย์​ใน​ของ​มาก​เช่น​กัน...”

การที่คริสตชนกระทำในสิ่งที่ถูกต้องมีคุณธรรม   แม้จะเป็นการกระทำที่อาจจะดูว่ามากกว่าปกติก็เป็นสิ่งที่คริสตชนควรกระทำอย่างยิ่ง   คริสตชนจะตอบสนองต่อสิ่งที่กระทำไม่ถูกต้อง  ด้วยการกระทำสิ่งที่ถูกต้องมีคุณธรรม   การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่สังคมปัจจุบันกำลังโหยหา   เป็นเหมือนอากาศบริสุทธิ์ที่ผู้คนต้องการอย่างมากในสังคมธุรกิจ และ การทำงานของเราในปัจจุบัน

ความสัตย์ซื่อมีคุณธรรมเสริมสร้างความมั่นใจแก่ทั้งผู้ทำธุรกิจและลูกค้า  แก่ทั้งเราและเพื่อนร่วมงานที่เราทำงานด้วย   ในฐานะคริสตชนผู้คนรอบข้างที่เราทำงานด้วยจะสังเกตดูพฤติกรรมและการกระทำของเราในชีวิตประจำวัน   การที่เราสำแดงชีวิตที่สัตย์ซื่อมีคุณธรรมเป็นการมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่สำคัญแก่ผู้คนที่พบเห็นและสัมพันธ์ด้วย   แม้คนอื่นจะมีคุณธรรมความสัตย์ซื่อหรือไม่   แต่เขาเหล่านั้นต่างตั้งตาสังเกตว่าเราในฐานะคริสตชนเป็นคนแบบไหน

ขุมพลังจากความเชื่อศรัทธาประการที่สี่
:  บากบั่นพากเพียร

พระธรรมฮีบรู 12:1 เขียนไว้ว่า  “เพราะ​ฉะนั้น เมื่อ​เรา​มี​พยาน​มาก​มาย​อยู่​รอบ​ข้าง​อย่าง​นี้​แล้วก็​ขอ​ให้​เรา​ละ​ทิ้ง​ทุก​อย่าง​ที่​ถ่วง​อยู่ และ​บาป​ที่​เกาะ​แน่น ขอ​ให้​เรา​ยังคง​วิ่ง​แข่ง​ด้วย​ความ​ทร​หด​อด​ทน​ใน​การ​แข่ง​ขัน​ที่​อยู่​ข้าง​หน้า​เรา...”

เมื่อเราต้องดำเนินไปบนเส้นทางที่ทุกข์ยากลำบากและสับสน   ในฐานะคริสตชนเราได้รับการฝึกฝนให้เป็นคนที่บากบั่นพากเพียร ด้วยความทรหดอดทน   เมื่ออุปสรรคหรือสิ่งท้าทายลุกขึ้นขวางหน้าทั้งในธุรกิจ การงานที่เราทำ หรือแม้แต่ชีวิตในครอบครัว   เราได้รับการสอนว่าให้เรามุ่งมั่นเดินต่อไป  ด้วยความสัตย์ซื่อมั่นคง   มุ่งสู่เป้าหมายด้วยความเชื่อมั่น   เราต่างรู้ว่า การเดินบนวิถีแห่งความเชื่อศรัทธานั้นยากเย็นแสนเข็ญเช่นไร   และนี่เป็นสิ่งล้ำค่าที่เราจะได้รับจากชีวิตธุรกิจ การทำงานในชีวิตประจำวันของเรา

การที่เราต้องพบกับความยากลำบากทั้งชีวิต และ ธุระกิจการงาน เป็นการที่เราบริหารมัดกล้ามเนื้อแห่งความเชื่อศรัทธาของเราให้เข้มแข็งมีกำลังมากขึ้น   ถ้าเราใช้พลังชีวิตของเราในวิถีทางของพระเจ้า   เราก็จะพบว่าเราสามารถทำให้เกิดผลเพิ่มพูนมากมายในชีวิตเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า

เมื่อเรากระทำธุรกิจ การงานอาชีพของเรา พระเจ้าทรงอวยพระพร   เราต้องตระหนักชัดเสมอว่า พระเจ้าทรงเอาใจใส่ธุระกิจการงานอาชีพที่เราแต่ละคนต้องกระทำและรับผิดชอบ   และเมื่อเราไว้วางใจในพระองค์   เราจะพบสัจจะความจริงว่า   พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างและอยู่ฝ่ายเรา   และไม่มีใครที่จะต่อต้านเราได้

แม้ความยากลำบากที่เกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา  ไม่ว่าในธุรกิจ การงาน และอาชีพที่เราทำ   ในชีวิตครอบครัว หรือ ในความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชุมชน   แต่พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเรา   และนี่คือพระพรอันยิ่งใหญ่  และพระกำลังที่ไม่มีกำลังจากที่ใดจะเทียบเท่าได้   และนี่คือจุดแข็งที่สำคัญในการมีชีวิตคริสตชนไม่ว่าในมิติใด หรือ บริบทใดก็ตาม

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

13 กุมภาพันธ์ 2560

คุณเป็นสาวกพระคริสต์แบบไหน? สูตรใด?

การเป็นสาวกพระคริสต์ไม่ได้มีสูตรเดียว จริง ๆ แล้วไม่มี “สูตรตายตัว”

ดังนั้นการสร้างสาวกพระคริสต์ในทุกวันนี้จึงไม่ควรยึดมั่นจำกัดในสูตรเดียว “ตายตัว” เช่นกัน

เมื่อเรากลับไปศึกษาพิจารณาและใคร่ครวญการทรงเรียกสาวกของพระคริสต์   พระองค์ทรงเรียกบุคคลต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลาย   แล้วพระองค์ก็ทรงเรียกให้แต่ละคนมีรูปแบบ บทบาทในการเป็นสาวกของพระองค์ที่ไม่เหมือนกันด้วย   เพื่อที่จะเป็นสาวกของพระคริสต์ในสถานการณ์ และ บริบทที่แตกต่างกัน   ด้วยรูปแบบ การสำแดงออกของชีวิตที่เป็นสาวกไม่เหมือนกัน   แล้วแต่เส้นทางชีวิตประจำวัน บริบทชีวิต  และ ทักษะความสามารถ/ของประทานของคน ๆ นั้น   แต่มีเป้าประสงค์เดียวกันคือ ตามพระประสงค์ของพระคริสต์

เมื่อพระเยซูคริสต์กระทำพระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้   มีหลายต่อหลายคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์  และเราพบความจริงว่า  มีสาวกหลายรูปแบบ และ และหลายบทบาทที่ไม่เหมือนกัน   ในช่วงแรกเริ่มพระราชกิจของพระองค์เป็นช่วง “มาดูเถิด” (ยอห์น 1:39 มตฐ.)   และจากกลุ่มคนที่ติดตามพระองค์ไป   พระองค์ทรงเลือกสาวกใกล้ชิด/สาวกใกล้ตัว 12 คน   จากกลุ่มคนที่ติดตามพระองค์หลายคน

เรายังพบอีกว่ามีบางคนที่เข้าร่วมกระบวนการของพระคริสต์ในบางเวลา   และคนเหล่านี้อาจจะไม่ปรากฏชื่อในพระคัมภีร์   หรือ ไม่พบว่าเขาได้รับการทรงเรียกเป็นการส่วนตัวจากพระเยซู   แต่เราก็พบด้วยเช่นกันว่า  บางคนเป็นสาวกติดตามพระคริสต์อย่างเงียบ ๆ เช่น นิโคเดมัส ที่ต้องมาพบพระคริสต์ในเวลาค่ำคืน   หรือ อย่าง โยเซฟชาวอาริมาเธีย ที่เป็นสาวกลับๆ (ยอห์น 19:38 มตฐ.)   ขอย้ำว่า คนเหล่านี้เป็นสาวกของพระคริสต์ และ มีบทบาทในการเป็นสาวกที่แตกต่างกันออกไป   ตามบริบทและสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน   พระคัมภีร์ไม่ได้ขีดเส้นจำกัดตายตัวถึงรูปแบบการเป็นสาวกที่แท้จริงของพระคริสต์   แต่พระคริสต์กำหนดคุณภาพชีวิตในการเป็นสาวที่เหมือนกัน

คนแบบไหนที่เป็นสาวกพระคริสต์

คนเหล่านี้แต่ละคนก็ยังเป็นสาวกของพระคริสต์  ผู้คนจำนวนมากที่อยากรู้อยากเห็นแล้วติดตามไปฟังคำสอนของพระเยซูคริสต์และก็เข้าใจแล้วก็ตัดสินใจเป็นการส่วนตัวว่าเป็นสาวกของพระองค์   แล้วสาวกในกลุ่มนี้บางคนก็เลิกติดตามพระองค์ เพราะมีคำสอนของพระคริสต์ที่เขารู้สึกลำบากใจ  หรือไม่เข้าใจ  หรือต้องประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในชีวิต (อย่างเช่น  พระเยซูทรงเลี้ยงประชาชน 5,000 คนในยอห์น 6:1-15  แต่สาวก​ของ​พระ​องค์​หลาย​คน​ก็​ท้อถอย ไม่​ติดตาม​พระ​องค์​ต่อไป เพราะได้ยินคำสอนที่ยาก ดู ยอห์น 6:60-70)   สาวกที่แท้จริงจึงอยู่ในช่วงที่สองคือ ผู้ที่ยังยืนหยัดติดตามพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าสถานการณ์ชีวิตจะพลิกผันยากลำบากเช่นใดก็ตาม  

บ่อยครั้งเรามักสำคัญตระหนักผิดว่า   สาวก “วงใน” เป็นสาวกจริงแท้ที่สุด   แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน  ยูดาส ทรยศ “ขายพระเยซู” เพื่อจะได้เงิน 30 แผ่น   สาวกคนอื่นก็ละทิ้งหนีเอาตัวรอดเมื่อสถานการณ์วิกฤติคับขัน   เปโตรที่ยืนยันพร้อมตายกับพระคริสต์ แต่กลับปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง   แล้วเหลือใครที่เป็นสาวกในสายตาของเราท่านครับ?   ใต้กางเขนที่ตรึงพระเยซู   มีมารีย์มารดา  ยอห์น และ สตรีบางคนที่เคยติดตามพระองค์   แล้วพบอีกว่า โยเซฟชาวอาริมาเธีย ที่เป็นสาวกพระคริสต์เป็นการลับ   กลับเป็นคนที่ขอพระศพพระคริสต์จากปีลาตแล้วนำไปฝังที่อุโมงค์ของตน   แล้วเราคิดว่า “ใครคือสาวกพระคริสต์ที่จริงแท้” ในเวลานั้น?

หลังจากช่วง “มาดูเถิด” ต่อไปในช่วง “จงติดตามเรามา” ในช่วงนี้มีสาวกที่มีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป และ มีบทบาทที่ไม่เหมือนกัน   ในสมัยของพระเยซูคริสต์  มีสาวกบางคนที่ละทิ้งบ้านและอาชีพ แล้วติดตามพระเยซูคริสต์ไปในที่ต่าง ๆ  

แต่เราก็พบความจริงอีกเช่นกันว่า หลายคนที่ได้รับการรักษา หรือ ขับวิญญาณชั่วออกต้องการติดตามพระองค์ในที่ต่าง ๆ   แต่พระคริสต์กลับบอกให้เขา “กลับบ้าน”  เช่นหญิงที่ชโลมพระบาทพระคริสต์ด้วยน้ำหอม   หลังจากนั้นพระองค์ตรัสกับเธอว่า ...“ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​ได้​ทำ​ให้​เจ้า​รอด จง​ไป​เป็น​สุข​เถิด” (ลูกา 7:50 มตฐ.)   และพระเยซูบอกกับคนโรคเรื้อนที่พระองค์รักษาหายว่า  “จง​ลุก​ขึ้น​ไป​เถิด ความ​เชื่อ​ของ​เจ้า​ได้​กระทำ​ให้​ตัว​เจ้า​หาย​ปกติ” (ลูกา 17:19 มตฐ.)   ชายที่ถูกผีโสโครกสิง และ อยู่ที่อุโมงค์ฝังศพ   เมื่อพระเยซูคริสต์ขับผีออกจากเขาแล้ว   เขาขอติดตามพระองค์ไป   ​พระ​องค์​ไม่​ทรง​อนุญาต แต่​ตรัส​แก่​เขา​ว่า “จง​ไป​หา​พวก​พ้อง​ของ​เจ้า​ที่​บ้าน​ แล้ว​บอก​เขา​ถึง​เรื่อง​เหตุการณ์​ใหญ่ ซึ่ง​พระ​เป็นเจ้า​ได้​ทรง​กระทำ​แก่​เจ้า และ​ได้​ทรง​พระ​เมตตา​แก่​เจ้า​แล้ว” (มาระโก 5:19)   และพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ด้วยว่า  “ฝ่าย​คน​นั้น​ก็​ทูล​ลา แล้ว​เริ่ม​ประกาศ​ใน​แคว้น​ทศ​บุรี ถึง​เหตุการณ์​ที่​พระ​เยซู​ได้​ทรง​กระทำ​เพื่อ​ตัว และ​คน​ทั้ง​ปวง​ก็​ประหลาด​ใจ​นัก​” (ข้อ 20)

ผู้คนจำนวนมากในหมู่บ้าน ในพื้นที่ที่พระเยซูคริสต์กระทำพระราชกิจของพระองค์  ที่มิได้ติดตามพระองค์ไปในที่ต่าง ๆ อย่างสาวกวงใน   แต่คนเหล่านั้นหลายต่อหลายคนที่ก็เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์   พวกเขาเชื่อในพระองค์  แล้วดำเนินชีวิตประจำวันตามคำสอนของพระองค์   เราต้องตระหนักความจริงให้ชัดเจนว่า  มีผู้คนจำนวนมากที่มีชีวิตติดตามพระเยซูคริสต์ในชีวิตประจำวัน   ในสถานการณ์ และ บริบทชีวิตของแต่ละคน   คนเหล่านี้เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ด้วย

ตลอดประวัติศาสตร์แห่งพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ และ การขับเคลื่อนชีวิตและพันธกิจคริสตจักร   สาวกที่เชื่อและติดตามพระคริสต์ด้วยการดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์เป็นพลังขับเคลื่อนตามที่พระคริสต์สั่งบัญชามากที่สุด และ สำคัญที่สุด   สาวกเหล่านี้ได้รับการทรงเรียกให้ทำงานอาชีพในชีวิตประจำวัน   ดำเนินชีวิตในครอบครัวบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์   สำแดงชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์ท่ามกลางสังคมชุมชนที่เขาใช้ชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   เป็นแสงสว่างของพระคริสต์ในที่ทำงาน  ในชุมชน  และในกลุ่มเพื่อน   สาวกพระคริสต์ส่วนมากไม่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นมิชชันนารี  ศิษยาภิบาล  ศาสนาจารย์  ครูศาสนา  ผู้ปกครองคริสตจักร หรือ ผู้นำ ผู้บริหารหน่วยงานคริสตชน   แต่คนเหล่านั้นเป็นสาวกที่ขับเคลื่อนสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์

สาวกหลายรูปแบบ หลายบทบาท เพื่อตอบสนองหลายสถานการณ์ชีวิต

แต่ผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นสาวกในชีวิตประจำวันเหล่านี้เป็น “สาวก” จำนวนมากที่สุดที่ “ออกไป” และ “นำชนทุกชาติให้มาเป็นสาวกของพระคริสต์”  เป็นกลุ่มสาวกที่หลากหลายรูปแบบ  มากด้วยวิธีการ  ตอบสนองหลากหลายสถานการณ์ชีวิต  และด้วยหลายบทบาทที่ตอบโจทย์ชีวิตของกลุ่มเป้าหมายของเขา  เป็นพลังขับเคลื่อนหลักที่สานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ทุกวันในชีวิตประจำวัน   ทั้งในครอบครัว ในที่ทำงาน ในกลุ่มเพื่อนฝูง และ ในสังคมชุมชน

แล้วท่านเป็นสาวกของพระคริสต์ในชีวิตประจำวันแต่ละวันหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 กุมภาพันธ์ 2560

ท่านผู้นำครับ...อย่าให้โอกาสกับกลลวง

เนหะมีย์ต้องเผชิญหน้าและต่อสู้กับ “โรคร้ายที่แพร่ระบาด” เฉกเช่นผู้นำในปัจจุบันกำลังประสบ

โรคร้ายที่ว่านี้คือ “ความหลอกลวง”  “สร้างความเจ็บปวดแก่ฝ่ายตรงกันข้าม”  และ ทุกวิธีการที่จะทำให้คู่ปรปักษ์ “อ่อนแรง สับสน หมดกำลัง” ที่จะดำเนินงานต่อไป

สันบาลลัท พยายามที่จะทำให้การซ่อมกำแพงกรุงเยรูซาเล็มต้องชะงักและล้มเหลว ด้วยการเยาะเย้ย  ยั่วเย้า และ เย้ยหยัน พวกยิว   เมื่อแผนการร้ายนี้ไม่ได้ผล   เขาก็เปลี่ยนไปใช้ยุทธวิธีสร้างความคร้ามกลัว  การวางกับดัก  และ การต้อนให้จนมุมด้วยความชาญฉลาดแกมโกงของตน   เพื่อจุดประสงค์ไม่ให้พวกยิวมีกำลังปกครองตนเองได้   เพื่อพวกตนจะสามารถครอบงำพวกยิวต่อไป

แต่เมื่อกลับมาพิจารณาภาวะผู้นำของเนหะมีย์กลับเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน   เนหะมีย์สามารถตอบโต้ทุกแผนการชั่วของสันบาลลัท   และ หนุนเสริมประชาชนคนยิวให้ยืนหยัดมั่นคงในภาวะสุ่มเสี่ยง หมิ่นเหม่ และ อันตราย   จนนิมิตหมายแห่งพระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จ

ผู้นำคริสตจักร หน่วยงาน และสถาบันคริสตชนสามารถเรียนรู้จากบทเรียนภาวะผู้นำของเนหะมีย์ในสถานการณ์ที่ถูกข่มขู่ คุกคาม  ทำร้าย  และอุบายล่อลวงต่าง ๆ ที่ฝ่ายตรงกันข้ามสร้างขึ้น   ผู้นำท่ามกลางวิกฤติขัดแย้งต้องมีคุณลักษณะดังนี้
©       ผู้นำต้องรู้เท่าทันว่าอะไรคือกลลวง และ กับดักของฝ่ายตรงกันข้าม
©       อย่าเสียเวลากับกลลวงเหล่านั้น
©       จงวางใจในการทรงปกป้องของพระเจ้า และ มอบชื่อเสียงของท่านไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์
©       จงจับคันไถไว้ให้มั่น  แล้วไถไปข้างหน้า   โดยไม่หยุดการไถ หรือ หันหลังกลับ

“แต่​เมื่อ​สัน​บาลลัท​ และ​ โท​บี​อาห์​กับ​ชาว​อาหรับ ​และ ​คน​อัม​โมน​และ​ชาวอัศ​โดด ได้​ยิน​ว่า​การ​ซ่อมแซม​กำแพง​เยรูซาเล็ม​นั้น​กำลัง​คืบหน้า​ต่อไป และ​กำลัง​ปิด​ช่อง​โหว่​ต่าง ๆ เขา​ทั้ง​หลาย​ก็​โกรธ​มาก   และ​เขา​ก็​ปอง​ร้าย​กัน​จะ​มา​สู้​รบ​กับ​เยรูซาเล็ม และ​ก่อ​การ​โกลาหล​ขึ้น​ใน​นั้น​    แต่​เรา​ทั้ง​หลาย​ได้​อ้อน​วอน​ต่อ​พระ​เจ้า​ของ​เรา และ​วาง​ยาม​ป้องกัน​เขา​ทั้ง​หลาย​ทั้ง​กลางวัน​และ​กลางคืน” (เนหะมีย์ 4:7-9 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

05 กุมภาพันธ์ 2560

เป็นผู้นำได้แม้ถูกจำขัง

การที่ใครคนใดคนหนึ่งมีความสามารถที่จะทำงานต่าง ๆ เกิดผลในคนอื่น และ ผ่านคนอื่นนั้น  คน ๆ นั้นจะต้องมีความสามารถในการนำคนเหล่านั้นอย่างแน่นอน   และนี่คือภาวะผู้นำ   ถ้าปราศจากภาวะผู้นำการทำงานเป็นทีมก็จะไม่เกิดขึ้น   แต่ละคนเหล่านั้นต่างก็ทำไปตามทางที่ตนเองสนใจหรือต้องการ

ถ้าใครก็ตามที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่  และจำเป็นที่จะต้องมีทีมงานที่ร่วมกันทำให้สำเร็จตามความฝันของเขาแล้ว   เขาต้องการทีมงานเป็นอย่างมาก   เขาต้องการคนอื่นที่จะขับเคลื่อนความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาให้สำเร็จ   ดังนั้น  เขาคนนั้นที่เป็นผู้นำจะต้องเลือกผู้คนที่จะร่วมในทีมงานของตนที่จะขับเคลื่อนความฝันของตนให้ก้าวไป   ที่สำคัญคือ ผู้นำคนนั้นจะต้องเลือกผู้คนในทีมที่ตนสามารถทำงานในตัวของคนเหล่านั้นและผ่านคนเหล่านั้นได้   หรือที่เรามักเรียกว่า “มีอิทธิพลต่อคนเหล่านั้น” ที่เป็นทีมงานของตน

สิ่งที่ผู้นำมีเหมือน ๆ กันคือ   เมื่อเขามุ่งหน้าสู่ทิศทางใดก็ตาม  ผู้นำคนนั้นสามารถที่จะโน้มน้าวให้คนอื่น ๆ ในทีมไปในทิศทางที่ตนต้องการไปได้   และขอตั้งข้อสังเกตว่า   การที่คนอื่น ๆ ในทีมยอมตามเขาไปมิใช่เพราะเงื่อนไขทางผลประโยชน์ที่คนเหล่านั้นจะได้รับ  หรือ เพราะผู้นำใช้อำนาจกดดันบีบบังคับให้ต้องไปตามผู้นำ   แต่คนในทีมงานมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมขับเคลื่อนให้ความฝันของผู้นำสำเร็จ   ไม่ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นจะเป็นอย่างไร  หรือ มีเงื่อนไขเช่นไรก็ตาม

อย่างเช่น  เปาโลที่ใฝ่ฝันอย่างยิ่งว่าจะประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์แก่ผู้คนทั้งหลายที่ไม่ใช่ยิวให้มากที่สุดเพื่อคนเหล่านั้นจะได้มีชีวิตในพระคุณของพระเยซูคริสต์   แต่ในช่วงหลังเปาโลตกเป็นนักโทษที่ถูกคุมขัง หรือ ควบคุมจากอำนาจทางการของโรมัน   แต่น่าสังเกตว่า   แม้เปาโลจะถูกจำจองแต่เขายังมีทีมงานที่ติดตามเขาไปในที่ต่าง ๆ เพื่อทำพันธกิจสานต่อจากพระเยซูคริสต์  เช่น  มาระโก อา​ริส​ทาร​คัส เด​มาส และ​ลูกา  รวมถึงเอปา​ฟรัสด้วย

“เอปา​ฟรัส ผู้​ที่​ถูก​ขัง​ร่วม​กับ​ข้าพ​เจ้า​เพื่อ​พระ​เยซู​คริสต์ ฝาก​คำ​ทัก​ทาย​มา​ยัง​ท่าน  มาระโก อา​ริส​ทาร​คัส เด​มาส และ​ลูกา ซึ่ง​เป็น​พวก​เพื่อน​ร่วม​งาน​ของ​ข้าพ​เจ้า​ก็​ฝาก​คำ​ทัก​ทาย​มา​ยัง​ท่าน​ด้วย    ขอ​พระ​คุณ​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ดำ​รง​อยู่​กับ​จิต​วิญ​ญาณ​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เถิด” (ฟิเลโมน ข้อ 23-25 มตฐ.)

วันนี้ท่านลองพิจารณาผู้คนในองค์กร/หน่วยงานของท่านดูว่า   ใครคือผู้ที่มีอิทธิพลต่อคนในองค์กร?   เขามีอิทธิพลต่อคนกลุ่มใดในองค์กร?   แล้วอิทธิพลที่ผู้นำองค์กรมีต่อคนในองค์กรกำลังมีเพิ่มขึ้น หรือ กำลังลดน้อยถอยลง?

ในกรณีนี้  เราสามารถวัดได้ว่า   ผู้ที่มีภาวะผู้นำที่ยิ่งใหญ่ คือผู้นำที่สามารถมีอิทธิพลต่อคนในทีมงานให้ขับเคลื่อนหนุนเนื่องงานให้เป็นไปในทิศทางที่ผู้นำใฝ่ฝัน   กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้นำมีศักยภาพและความสามารถที่จะทำให้ทีมงานทำงานร่วมกันกับตนให้สำเร็จบรรลุตามความฝันของตนได้   แม้ผู้นำไม่ต้องลงมือนำเองก็ตาม

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499