15 มกราคม 2561

ถ้ามีความเชื่อ...ต้องไม่ด่วนยอมแพ้!

อะไรคือความแตกต่างของผู้ที่มีความเชื่อศรัทธา กับ คนที่ไม่มีความเชื่อศรัทธา?

คนที่เชื่อศรัทธาจะไม่ยอมแพ้ “ยกธงขาว” ตั้งแต่เมื่อพบเห็นความยากลำบากครั้งแรก ๆ พวกเขาบากบั่น มุ่งมั่น ไปทีละก้าว ก้าวต่อก้าว ก้าวแล้วก้าวอีกไม่ย่อท้อ คนที่เชื่อศรัทธาเป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่นมุ่งมั่น คนที่มีความเชื่อศรัทธาคือคนที่บากบั่นพากเพียร คนที่มีความเชื่อคือคนที่ยืนหยัดเด็ดเดี่ยว คนที่มีความเชื่อศรัทธาคือคนที่ไม่รู้ว่าจะล้มเลิกท้อถอยอย่างไร เมล็ดไม้สักงอก เติบโต เป็นต้นไม้ใหญ่ได้อย่างไร? ต้นสักที่สูงใหญ่มาจากเมล็ดสักเม็ดเล็ก ๆ เมื่องอกแล้ว ค่อย ๆ เติบใหญ่ ในทุกหน้าแล้งมันเสี่ยงต่อการถูกไฟป่าเผา แต่เพราะมันไม่ย่อหย่อน ท้อถอย และยอมแพ้ต่างหากที่ทำให้มันเป็นต้นสักที่เติบใหญ่ สูงตระหง่านอยู่ได้

ที่ผ่านมา ผมเคยเป็นคนหนึ่งในหลาย ๆ คนที่ทำอะไรมัก “ยอมแพ้” ง่าย ๆ แต่ประสบการณ์ชีวิตสอนผมว่า เราจะไม่ล้มเหลวในชีวิตเลยตราบใดที่เรายังไม่ท้อถอย ยอมแพ้ พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ที่เลวร้าย ลำบาก ทุกข์ยากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เพื่อที่จะทดสอบและเสริมสร้างให้เราเป็นคนที่ยืนหยัด มั่นคง เด็ดเดี่ยว ที่พระองค์จะใช้ได้

ศาสนาจารย์ ริก วอร์เรน เล่าว่า คริสตจักรเซดเดลแบค เขาเทศนาครั้งแรกในคริสตจักรแห่งนี้ให้คนฟัง 1 คน ริก หมายถึงภรรยาของเขา เธอรู้สึกว่าคำเทศนาของ ริก ยืดยาวเกินไป หลังจากนั้นอีก 31 ปี เธอก็ยังบอกกับ ริก ว่า เทศนาของเขายังยาวเกินไป

ริกเล่าอีกว่า เมื่อเขาเริ่มต้นคริสตจักร เขาคาดหวังว่าจะมีตัวอาคารโบสถ์ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ปรากฏว่า คริสตจักรแห่งนี้ไม่มีอาคารโบสถ์เป็นของตนเองเป็นเวลา 15 ปี และใน 13 ปีแรกเราต้องเปลี่ยนที่เช่าหลายที่ ริกถามว่า “ท่านรู้ไหม มีสักกี่ครั้งที่ผมรู้สึกท้อแท้จนอยากจะยอมแพ้? เกือบจะทุกเช้าวันจันทร์ครับ แต่ผมไม่รู้ว่าจะล้มเลิกความตั้งใจอย่างไร”

พระเจ้าตรัสกับ ริก ว่า “ถ้าเราไม่ให้อาคารโบสถ์แก่เจ้า เจ้ายังจะรับใช้เราหรือไม่? ริก ตอบพระเจ้าว่า “แน่นอน ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ข้าพระองค์ยังจะรับใช้พระองค์”

คริสตจักรแห่งนี้เติบโตขึ้นจนมีสมาชิกเกินกว่า 10,000 คน ก่อนที่เขาจะมีตัวอาคารโบสถ์เป็นของตนเอง พวกเขาจะต้องจัดสถานที่นมัสการพระเจ้าสำหรับคน 10,000 คนทุกวันอาทิตย์ แล้วเก็บกวาด จัดเก็บ สถานที่นั้นหลังการนมัสการเลิกทุกวันอาทิตย์ ใครบ้างอยากทำงานลำบากเช่นนั้น? แน่นอน คงไม่มีใครที่อยากทำอย่างนั้น อีกทั้งดูเป็นคริสตจักรที่ไม่น่าชื่นชมสนใจอะไรเลย มีแต่จะต้องทำงานหนัก แต่พระเจ้าทรงใช้เวลาที่พวกเขาต้องทุกข์ยากลำบาก ทำงานหนัก เพื่อทดสอบและเสริมสร้างความมุ่งมั่น ตั้งใจ ยืนหยัด อย่างเด็ดเดี่ยวของพวกเขา

อะไรที่ทำให้เราอดทน บากบั่นจาริกไปได้บนเส้นทาง และ ในเวลาที่แสนทุกข์ยากลำบากเช่นนี้? อาจารย์เปาโล กล่าวจากประสบการณ์ตรงของท่านว่า “...(ที่)เรา...ไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่าสภาพภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่สภาพภายในนั้นก็ได้รับการเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ วัน เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ” (2 โครินธ์ 4:16 มตฐ.)

พระเจ้าสนพระทัยว่า เราจะเป็นคนอย่างไร มากกว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเราในตอนนี้

พระองค์ใช้การประสบกับการทดลอง ความทุกข์ยากลำบาก ความแร้นแค้น และเกิดปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตคนของพระองค์ ที่จะสอนและเสริมสร้างให้เขาเป็นคนที่บากบั่นพากเพียร เป็นคนที่มีความหนักแน่น ตั้งใจ แน่วแน่ และเสริมสร้างอุปนิสัยและบุคลิกคนของพระเจ้า และ มีชีวิตตามที่พระองค์จะทรงใช้ได้

ปัญหา ความทุกข์ยากลำบากที่เราประสบพบเจอในชีวิตปัจจุบันนี้ เป็นการทดสอบ และ เสริมสร้างให้เราเป็นผู้ที่มีความเชื่อศรัทธาที่สัตย์ซื่อ

ท่านยังจะรับใช้พระองค์ต่อไปหรือไม่ เมื่อชีวิตต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบากข้นแค้น?

เปาโลเขียนไว้ใน กาลาเทีย บทสุดท้ายว่า “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บเกี่ยวในเวลาอันสมควร” (6:9 มตฐ.)

ประเด็นใคร่ครวญ และ แบ่งปันความคิดเห็น ประสบการณ์

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับที่กล่าวข้างต้นที่ว่า พระเจ้าสนพระทัยว่าท่านจะเป็นคนอย่างไร มากกว่าที่มีอะไรกำลังเกิดขึ้นในชีวิตของท่านในปัจจุบันนี้? ทำไม?

การที่ท่านรู้ว่า พระเจ้ากำลังทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางสถานการณ์ชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากของท่าน จะช่วยเปลี่ยนท่าที และ แนวทางที่ท่านจะจัดการและรับมือกับสถานการณ์วิกฤติเหล่านั้นหรือไม่? อย่างไร? และทำไม?

ในสถานการณ์แบบไหนที่ท่านพร้อมจะยอมแพ้ “ยกธงขาว”? แต่ถ้าท่านเลือกที่จะไว้วางใจพระเจ้าในสถานการณ์นั้น ขณะที่ท่านบากบั่น พากเพียร และ พยายามในสถานการณ์ดังกล่าว ท่านคิดว่าจะเกิดความแตกต่างหรือไม่? อย่างไร? ทำไม?

ท่านมีตัวอย่าง หรือ ประสบการณ์ตรงในเรื่องข้างต้นนี้หรือไม่? ถ้ามี เล่าแบ่งปันกันฟังและเรียนรู้ด้วยกัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

12 มกราคม 2561

ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่ใช่อำนาจ แต่เชื่อฟังพระเจ้า

ใครคือผู้เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์?
กษัตริย์ ผู้มีอำนาจ? นายพล? คนมั่งคั่งร่ำรวย?

แต่บ่อยครั้งเราพบว่า สามัญชนคนธรรมดาผู้เล็กน้อยในสังคมมีความสำคัญที่ทำให้โลกนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไป

เรามักได้ยินหลายต่อหลายคนบอกว่า ถ้าเขาได้ขึ้นไปในตำแหน่งนั้น ตำแหน่งนี้ เขาจะสามารถบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้นสะดวกขึ้น นั่นเป็นความคิดความเข้าใจที่หลอกลวง กล่าวคือหลอกลวงทั้งตนเอง และ หลอกลวงคนอื่นด้วย

เมื่อฟาโรห์แห่งอียิปต์ กลัวว่าประชากรทาสอิสราเอลจะแผ่กว้างขยายจำนวนมากขึ้น จึงได้สั่งให้นางผดุงครรภ์ ชิฟราห์ และ ปูอาห์ เมื่อทำคลอดถ้าทารกเป็นผู้ชายให้ฆ่าเสีย แต่นางผดุงครรภ์เกรงกลัวพระเจ้าจึงปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งที่ชั่วร้าย แม้ฟาโรห์ตั้งใจคุกคามชีวิตทารกอิสราเอลที่เกิดมา แต่ฟาโรห์ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามคำสั่งของตนเอง ทารกชายอิสราเอลรอดชีวิตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น ถึงแม้นางผดุงครรภ์จะไม่ได้รู้ว่า สิ่งที่เธอกำลังเสี่ยงฝืนคำสั่งฟาโรห์นั้นเป็นการช่วยให้โมเสสรอดชีวิตเมื่อกำเนิด และ นั่นเป็นแผนการของพระเจ้า

การที่นางผดุงครรภ์ไม่ได้ทำตามคำสั่งของผู้มีอำนาจสูงสุดในสังคมขณะนั้น เป็นการที่นางเสี่ยงชีวิตของตนเพื่อปกป้องทารกที่พระเจ้ามอบหมายให้นางดูแลเอาใจใส่ในการทำคลอด เพราะความกล้าหาญของนางพระเจ้าได้ประทานสิ่งดีด้วยการให้นางได้มีครอบครัว แน่นอนว่าลูกหลานของเธอมีส่วนในกระบวนที่อพยพออกจากจากการเป็นทาสในอียิปต์ครั้งสำคัญยิ่งนี้ด้วย

ผู้มีตำแหน่ง ผู้มั่งคั่ง อาจจะใช้อำนาจสั่งการสิ่งชั่วเลวร้าย แต่สามัญชนคนเล็กน้อยที่เกรงกลัวและเชื่อฟังพระเจ้า พระองค์จะทรงใช้คนเหล่านี้ให้ทำการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ นำไปสู่ความสำเร็จ และนำไปสู่การสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่เป็นตามแผนการของพระเจ้า

แต่นางผดุงครรภ์ยำเกรงพระเจ้า จึงไม่ได้ทำตามพระบัญชาของกษัตริย์อียิปต์ ปล่อยให้เด็กชายรอดชีวิต... พระเจ้าจึงทรงดีต่อนางผดุงครรภ์นั้น คนอิสราเอลยิ่งทวีขึ้น และมี กำลังเข้มแข็งมาก (อพยพ 1:17, 20 มตฐ.)


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

10 มกราคม 2561

ไม่ต้อง “หาแพะ” ก็อยู่รอดได้

ชายนั้นทูลว่า “หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กับข้าพระองค์ เธอส่งผลจากต้นไม้นั้นให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับประทาน” (ปฐมกาล 3:12 มตฐ.)

เมื่อเกิดความผิดพลาด ธรรมชาติของคนเราทั่วไปมักหันซ้ายแลขวาควานหา “แพะ” รับผิด ควานหาผู้คน หรือ สิ่งของที่เราจะโยนความผิดให้ และนี่คืออิทธิพลแห่งความบาปที่ส่งผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงเราในปัจจุบันนี้

แล้วถ้าเราจะไม่ “หาแพะมารับผิด” เราจะต้องทำอย่างไร?

เมื่อเกิดการผิดพลาด ล้มเหลว ไม่ว่าในการดำเนินชีวิต หรือ ในการงานที่เรารับผิดชอบ หยุดมองหาแพะ แต่มุ่งมองหา “สาเหตุ” ที่ทำให้เกิดความผิดพลาด เกิดความล้มเหลว

ทำไมถึงเกิดความผิดพลาด? ทำไมถึงเกิดความล้มเหลว?

เพื่อเราจะไม่ทำเช่นนั้นอีก เพื่อเราจะไม่ตกลงในหลุมพรางเดิมอีก มิเช่นนั้นแล้วกระบวนการผิดพลาดล้มเหลวก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเรา เพียงแต่ในงาน หรือ สถานการณ์ที่แตกต่างออกไปเท่านั้น

จากนั้นให้เราถามตนเองต่อไปว่า ถ้าจะทำให้ดีกว่านี้ และ เกิดผลมากกว่านี้จะต้องทำอย่างไร? เราคงไม่พอใจอยู่เพียงว่าทำงานไม่ผิดพลาด แต่เราทุกคนต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเกิดผล

หลังจากที่เราคิดทบทวน ใคร่ครวญ วิเคราะห์ แล้วสังเคราะห์ว่าจะทำอย่างไร สิ่งสำคัญสุดต่อจากนี้คือเราต้องลงมือทำเลยครับ ตามบทเรียนที่เราได้สังเคราะห์ และ ถอดบทเรียนรู้นั้น

เมื่อลงมือทำใหม่อีกครั้งตามบทเรียนที่เราได้เรียนรู้ เมื่อทำแล้วให้ทบทวน และ ถอดบทเรียนรู้อีกครั้ง พร้อมกับเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากครั้งก่อนกับครั้งใหม่นี้ว่า มีอะไรที่เหมือนและแตกต่างกัน? ทำไมถึงเกิดผลเช่นนั้น? และถ้าเราจะทำให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลดีกว่านี้จะทำอย่างไร?

แล้วช่วยบันทึกไว้ด้วยว่า ทั้งหมดนี้ท่านได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
คิดแล้วทำ ทำแล้วคิด Action-Reflection-Action
เราไม่ต้องการแพะต่อไปแล้วครับ แต่เรากลับได้ผลงานและการเรียนรู้!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

08 มกราคม 2561

ปีใหม่นี้...เลือกที่จะเชื่อเหนือที่จะกลัว!

เมื่อเราเริ่มต้นปีใหม่ หรือ วันใหม่ เราต้องเผชิญกับสองสิ่งข้างหน้าเราคือ ความเชื่อ กับ ความกลัว แล้วในแต่ละวันใหม่เราต้องตัดสินใจเลือกว่า เราจะจาริกไปในวันนี้ด้วยความเชื่อ หรือ ก้าวเดินไปในวันนี้ด้วยความกลัว? จากประสบการณ์ในชีวิตพบครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเราเลือกที่จะกลัว ระวังครับ...ความกลัวมันมีอิทธิฤทธิ์มากมายเหลือเชื่อ ที่จะหลอมละลายให้ศักยภาพความสามารถที่พระเจ้าประทานให้เรานั้นอ่อนปวกเปียก แล้วฉุดดึงตรึงเราไว้ไม่ให้เราเริ่มต้น แล้วผูกมัดเราไว้ไม่ให้ความเชื่อแสดงพลังในชีวิตของเราได้

แน่นอนครับ... ผมเลือกที่จะเริ่มต้นด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์เดินเคียงข้างผมไปในที่ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และทุกวันด้วยครับ

แต่ถ้าเลือก หรือ เปิดโอกาส หรือ ปล่อยให้ “ความกลัว” มีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา แทนที่จะเป็นความเชื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดจิตใจคือ สงสัย ระแวง กังขา และ ไม่เชื่อ ทำให้เกิดอาการ “กลัวที่จะทดลอง หรือ ไม่กล้าที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ในวันนั้น”

เมื่อความกลัวเข้ามายึดครองความคิดจิตใจของเรา เราเริ่มที่จะต้องปกป้องตนเองเพื่อความปลอดภัย เราจึงเลือกที่จะทำทุกอย่างทุกทางเพื่อตนเอง จนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

เมื่อความกลัวมีอิทธิพลในการคิดของเราในเวลานั้น เราก็จะกลัว ไม่แน่ใจ ไม่กล้าที่จะอุทิศชีวิตแด่พระเจ้า และไม่ยอมจะแบ่งปันชีวิตแก่คนอื่น ทำให้เราเลือกคิดสั้นคิดง่ายคิดใกล้ คิดเพื่อตนเองเท่านั้น ความกลัวทำให้เรากลับมามองและมุ่งเน้นที่อดีต แล้วชีวิตติดในหล่มโคลนตมประสบการณ์แห่งความล้มเหลวที่ผ่านมา เพิ่มพูนอิทธิพลความกลัวในตัวเรามากยิ่งขึ้น จนไม่กล้าที่จะมองไปในอนาคต หรือ บ้างทำให้ “สายตาสั้น” หรือไม่ก็ “มืดบอด” จนมองไม่เห็นอนาคต

บารทิเมอัส ขอทานตาบอดข้างถนนไปเยรีโค เมื่อเขามีโอกาสเผชิญกับพระเยซู แน่นอนว่า บารทิเมอัส รู้ว่า สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ เขาต้องตัดสินใจเลือกว่าตนจะทำอย่างไร ถ้าจะให้พระเยซูคริสต์รู้ว่า เขาอยู่ที่นั่น เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ เขาต้องตะโกนเสียงดังบอกพระเยซูให้ได้ยิน พระเยซูถึงจะรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น และเขาเชื่อแน่ว่าพระเยซูจะสามารถรักษาการตาบอดของเขาได้

แต่ถ้าเลือกที่จะตะโกนร้องเสียงดังให้พระเยซูได้ยิน เขาก็กลัวว่า เกรงว่า ผู้คนจะมองเขาว่า เขาเป็นคนไม่สุภาพ ทำเสียงดังก่อกวนความสงบในสังคม ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย เขากลัวว่า ผู้คนจะรับการกระทำของเขาไม่ได้ ผู้คนจะต่อต้านการกระทำของเขา เขาจะกลายเป็นคนที่สังคมไม่ยอมรับ เป็นคนที่สังคมประณาม และเขาอาจจะไม่มีที่ยืนและที่อยู่ในสังคมนั้นอีกต่อไป

แต่ถ้าเขาได้รับการรักษาจากพระเยซูคริสต์ ตาของเขาจะเห็นได้ เขาไม่ต้องขอทานพึ่งคนอื่นต่อไป แต่ถ้าจะได้รับการรักษาจากพระคริสต์ เขาต้องทำให้พระคริสต์รู้ว่า เขาอยู่ที่นั่น เขาต้องการการรักษาจากพระองค์ เขาเชื่อว่า พระเยซูคริสต์จะเข้าใจและยอมรับที่เขากระทำเสียงดังเช่นนั้น เขาเชื่อว่า พระองค์รักษาให้เขาหายได้ เขาเชื่อว่า พระเยซูคริสต์คือผู้เปลี่ยนชีวิตของเขาได้

บารทิเมอัส เมื่อเผชิญหน้ากับโอกาสในวันนั้น เขาเลือกที่จะ เชื่อ เป็นพลังกระทำในเวลานั้นของเขาเหนือ อิทธิพลแห่ง ความกลัว เขาตะโกนบอกพระเยซูว่า เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์

หลายคนตำหนิและบอกให้เขาเงียบ แต่เขายิ่งร้องดังขึ้นว่า “บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอท่านเมตตาข้าพระองค์ด้วยเถิด”(มาระโก 10:48 อมธ.)

ผลที่เกิดขึ้นตามมา ทั้งสาวกและผู้คนที่นั่น “ต่างตำหนิ และ บอกให้เขาเงียบ” ถ้าเป็นปัจจุบัน ก็คงจะมีคนพูดแรง ๆกับเขาว่า หุบปากเงียบได้ไหม? พระเยซูคริสต์มีงานอื่นที่สำคัญกว่าที่จะต้องทำ หยุดสร้างสถานการณ์ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย อย่าทำตัวป่วนเมืองได้ไหม? ถ้าคิดจะอยู่ในเมืองนี้ต่อก็หุบปากเสีย!

บ่อยครั้ง ซาตานอำนาจชั่ว มักกระซิบข้างหูของเรา ด้วยหลักการ เหตุผล อ้างความสงบเรียบร้อย อ้างความเป็นระเบียบ อ้างส่วนรวม อ้างแต่สิ่งลบ ๆ ร้าย ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพียงเพื่อที่จะหยุดยั้งสิ่งที่เราคิดเราเชื่อในพระเมตตาของพระเจ้าที่สามารถทำให้เกิดผลดีสร้างสรรค์ได้

แต่สำหรับพระคริสต์แล้ว คิดต่างทำต่างจากสาวกและฝูงชนในเวลานั้น พระเยซูคริสต์สั่งสาวกของพระองค์ว่า “ไปเรียกคนนั้นมา” (ข้อ 49) พระคริสต์ต้องการพบสัมผัสกับเรา ไม่ว่าสถานภาพชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม และ พระคริสต์ถามชายตาบอดนั้นว่า “ท่านต้องการจะให้เราทำอะไรให้ท่าน?” (ข้อ 51) พระคริสต์สนใจสิ่งที่เราคิด เราต้องการ สิ่งที่เราต้องการจากพระองค์ พระคริสต์ตั้งใจที่จะฟังเรา พระคริสต์ต้องการให้เราบอกพระองค์ตรง ๆ ถึงสิ่งที่เราคาดเราหวังจากพระองค์

ในทุก ๆ โอกาส ทุก ๆ ขณะ ที่พระคริสต์สัมผัสชีวิตของเรา พระองค์ต้องการตอบสนองคุณภาพชีวิตของเราที่ขาดที่พร่อง และสำคัญกว่านั้น เป็นเวลาที่จะทรงเสริมเพิ่มและหล่อหลอมความเชื่อศรัทธาของเรา และในเวลาเดียวกันเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของสาวกและคนรอบข้าง ให้มีความคิดความเชื่อและความเข้าใจถึงความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไขของพระคริสต์ และเข้าใจถึงพระราชกิจการให้ชีวิตของพระองค์เพื่อผู้คนจะได้ชีวิตใหม่

พระคริสต์มีพระประสงค์ให้เราเริ่มต้นปีใหม่ วันใหม่ หรือ โอกาสใหม่ ด้วยความเชื่อศรัทธาและไว้วางใจในพระประสงค์ และ พระราชกิจที่พระองค์จะกระทำในชีวิตและเหตุการณ์ที่เราจะประสบพบเจอในแต่ละปี แต่ละวัน และแต่ละโอกาส ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า ทุกขณะจิตพระคริสต์เคียงข้างไปกับเราแต่ละคน และพร้อมที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังกาย ใจ จิตวิญญาณ ความคิด และ ความสัมพันธ์ ให้เราสามารถรับมือจัดการสถานการณ์ชีวิตเวลานั้น ๆ ด้วยพระกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ปีใหม่นี้...เลือกที่จะเชื่อเพื่อจะไม่ต้องกลัว!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

05 มกราคม 2561

ปีข้างหน้า...จะกังวล หรือ จะกล้าเสี่ยง?

ปีใหม่...โอกาสใหม่ ประสบการณ์ใหม่...เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
อย่ากังวลว่า “ข้างหน้า”...เราจะล้มเหลว หรือ ล้มลง
แต่ให้เราใส่ใจ “ข้างหน้า” ที่เป็น "โอกาส" มาถึงเรา
แล้วใช้โอกาสนั้นอย่างสุขุม สร้างสรรค์ และ เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
มิใช่กังวล หรือ กลัวจนพลาดที่จะใช้โอกาสนั้นในชีวิตอย่างเกิดผล และ เรียนรู้
เป็นไรไปที่จะล้มลงอีกสักครั้งหนึ่ง แต่ทำให้เราได้เรียนรู้อีกวิธีหนึ่งที่เราจะไม่ทำซ้ำอีก
ถึงจะ “ล้ม” ก็ได้เรียนรู้อีกวิธีหนึ่งที่จะลุกขึ้น เพื่อชีวิตจะสำเร็จและเกิดผล

จากขวบปีที่ผ่านมา เมื่อหวนไปทบทวนวันคืนเหล่านั้นพบว่า ในแต่ละวันมีสิ่งใหม่ผุดขึ้นในความคิดของเรา หรือสิ่งที่ท้าทายเราให้ต้องตัดสินใจ แต่หลายต่อหลายครั้ง หรือ โอกาสส่วนใหญ่ก็ว่าได้ที่เราละเลยเพิกเฉย เพราะเราบอกกับตนเองว่า “อย่าเสี่ยงดีกว่า!” เรากลัวที่จะผิดพลาด เรากลัวที่จะล้มลง เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเห็นถึงความล้มเหลวในชีวิตของเรา

ความกลัว” คือก้างชิ้นโตที่ขวางไม่ให้เราไปถึงชีวิตที่สำเร็จ ชีวิตที่เกิดผล และ ชีวิตที่เรียนรู้

แม้แต่เรื่องพื้น ๆ ง่าย ๆ เมื่อเราไปร้านอาหารตามสั่ง แม้จะพบว่ามีเมนูอาหารชนิดใหม่ที่เราไม่เคยรับประทานมาก่อน แต่เราก็ไม่กล้าที่จะสั่งมาลองรับประทาน เพราะ “เรากลัว” ว่ารสชาติมันอาจจะไม่เอาไหน มันอาจจะไม่อร่อยอย่างที่เราคิดเราต้องการ เราเลยตัดสินใจไม่สั่งอาหารเมนูใหม่นั้น กลับไปสั่ง “ข้าวกะเพราไข่ดาว” เมนูอาหารคนสิ้นคิด เราจึงชวดที่จะได้ลิ้มรสอาหารเมนูใหม่ ไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่อย่างไร กลับไปใช้ชีวิตซ้ำซากที่คุ้นชิน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันแค่อาหารของคนสิ้นคิด กินเพื่อประทังไม่ให้หิวไปแค่นั้น

แท้จริงแล้ว ในแต่ละวันเมื่อเราเดินไปในที่ต่าง ๆ พบผู้คนมากมาย นั่นเป็น “โอกาสใหม่ ๆ” ที่เราสามารถที่จะฉวยและใช้เป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในชีวิต เราพบหน้าผู้คนผ่านไปผ่านมามากมาย แค่เราจะยิ้ม แล้วเป็นฝ่ายเริ่มต้นทักว่า “สวัสดีครับ” การพบปะ การเป็นฝ่ายริเริ่มก่อน คือจุดที่เอื้อให้เกิดความสัมพันธ์ที่มีต่อกันได้ แต่เรากลับคิดไปว่า “แล้วถ้า” เขาไม่ตอบกลับล่ะ เราก็หน้าแตกซิ? เขาจะคิดว่าเราบ้าหรือไปทักผู้คนเรื่อยเปื่อย? “การเกรงว่า” “การสงสัยว่า” ทำให้เราเสียโอกาสใหม่ ๆ ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในชีวิตแต่ละวัน โอกาสดี ๆ ถูกเพิกเฉยเลยผ่านไปอย่างน่าเสียดาย

ในแต่ละวัน เราแต่ละคนต่างมีโอกาสมากมายที่จะคิดจะฝัน สิ่งใหม่ สิ่งใหญ่เสมอ แต่บ่อยครั้ง ผมก็เตือนตนเอง หรือ หลอกตนเองก็ไม่รู้ว่า “อย่าไปฝันใหญ่ ฝันไกล ไปเลย เพราะฝันมากก็จะเสียใจมาก เพราะเราก็จะผิดหวังมาก! ผมยอมรับครับว่า บางครั้งความฝันของเรามันไม่ได้ไปไกลอย่างที่คาดหวัง แต่ถ้าเราไม่หยุดแค่ความฝันไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิด แล้วกลับมาทบทวน สะท้อนคิด ถอดบทเรียน หาสาเหตุ และ แสวงหาแนวทางว่าจะต้องทำอย่างไรความฝันถึงจะเป็นจริงได้ แล้วฝันใหม่ ฝันใหญ่ ฝันบนฐานของความเป็นจริง แน่นอนว่า จะมีสักครั้งหนึ่งที่ความฝันอันยิ่งใหญ่ก็จะประสบพบกับความสำเร็จเป็นจริง

ปีใหม่นี้ มีคำถามหนึ่งที่เรายังต้องถามตนเองว่า แล้วเราจะกล้าเสี่ยงไหม? เสี่ยงที่จะล้มเหลว เสี่ยงที่คนอื่นอาจจะคิดด้านลบกับเรา เสี่ยงที่ไม่เป็นไปอย่างที่เราฝันเราคาดหวัง? เพราะสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงกระตุ้นที่มหาศาลทำให้เราพบพลังที่นำไปสู่ความสำเร็จ มิใช่ความสำเร็จเพื่อเราเอง แต่เป็นความสำเร็จเพื่อคนอื่นที่เราสัมผัสพบเห็นในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 2894499

03 มกราคม 2561

จะโทษใครดี... เมื่อชีวิตตกต่ำ สับสน ทุกข์ยาก?

เมื่อทบทวนถึงชีวิตที่ผ่านมา บางครั้งเกิดคำถามลึก ๆ ในใจว่า ทำไมพระเจ้าถึงปล่อยให้เราต้องเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ดูยุ่งยากยุ่งเหยิง? ทำไมพระองค์ให้เราต้องเผชิญกับชีวิตที่ซับซ้อนและสับสน? ทำไมพระเจ้าทำให้ชีวิตของเราต้องตกต่ำ ติดหล่มกับดักของอำนาจบาปชั่ว?

จริงอยู่ สิ่งทุกข์ยากในชีวิตอาจเกิดจากการตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินที่ผิดพลาดของเรา แต่ทำไมพระเจ้าปล่อยให้เราเลือกเส้นทางชีวิตที่ผิดพลาด? พระองค์ก็รู้ว่า ถ้าเราเลือกไปบนเส้นทางที่ผิดพลาดเช่นนี้ ชีวิตเราจะต้องได้รับความทุกข์ยาก สับสน วุ่นวาย หลงทาง แต่ทำไมพระองค์ยังยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตคนของพระเจ้า คนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์?

ถามจนไม่รู้จะถามอะไรเลยต้องอยู่ในความเงียบ ตนเองก็ไม่รู้จะตอบตนเองอย่างไร มีเสียงแผ่วเบาและนิ่มนวลเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเป็นชนเผ่ากรรมสิทธิ์ของเรา แต่เจ้ามิใช่อภิสิทธิ์ชน”

เสียงประโยคข้างต้นทำให้ตนเองต้อง “สะอึก” ในที่สุดไม่รู้จะตอบอย่างไรได้ นอกจากจะยอมรับว่า “ใช่พระเจ้าข้า ที่ผ่านมาข้าพระองค์คิดอย่าง “อภิสิทธิ์ชน” คิดเข้าข้างตนเอง คิดแต่สิ่งที่ตนเองอยากได้ และคิดว่า คนอื่นต้องทำเพื่อตนเอง เป็นสิทธิ์ของตนเอง และข้าพระองค์ก็คิดและทำเช่นนี้ต่อพระองค์ด้วย...” ทำให้ตนเองต้องหวนกลับไปอ่านคำของผู้เผยพระวจนะ อิสยาห์ ที่ว่า...

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า
เหตุใดทำให้ข้าพระองค์ทั้งหลายหลงเตลิดจากวิถีทางของพระองค์
และทำให้จิตใจของข้าพระองค์แข็งกระด้างจนไม่ยำเกรงพระองค์?
ขอทรงโปรดกลับมาเพื่อเห็นแก่ผู้รับใช้ของพระองค์
ชนเผ่าซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ (อิสยาห์ 63:17 อมธ.)

อิสราเอล ที่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้นก็ถามคำถามตรง ๆ กับพระเจ้า อย่างที่เราปัจจุบันถามพระองค์เช่นกัน แต่อิสยาห์ไปไกลกว่าคำถามที่ว่า “ทำไมพระเจ้าปล่อยให้ประชาชนของพระองค์เตลิดไปเช่นนั้น” แต่สิ่งที่อิสยาห์ทูลขอในเวลาเช่นนี้ เขาทูลขอโอกาสใหม่ โอกาสอีกครั้งหนึ่ง ที่จะทรงปกป้องคุ้มครอง “ชนเผ่ากรรมสิทธิ์ของพระองค์” เขาทูลขอโอกาสที่จะกลับมาหาพระองค์ใหม่ รับการเสริมสร้างให้เป็นชนเผ่าที่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า แต่มิใช่ชนเผ่าอภิสิทธิ์ชน(ตามใจตน) เป็นชนเผ่าที่ทำตามพระประสงค์ และ มีชีวิตที่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

ในเวลาที่เราพบว่าชีวิตของเราเลือกทางพลาดเดินทางผิด สิ่งสำคัญที่ต้องการในเวลาสับสน วุ่นวายใจ และเจ็บปวดในชีวิตเช่นนี้ เราต้องการการช่วยเหลือจากพระเจ้า ในภาวะเช่นนี้คือภาวะที่เราไม่สามารถที่จะช่วยตนเองได้ ต่อให้มีอภิสิทธิ์อีกกี่ร้อยกี่พันเท่า ก็ไม่ช่วยให้เราช่วยตนเองให้รอดพ้นจากกับดักหล่มโคลนของชีวิตได้ ในภาวะเช่นนี้เราต้องการการช่วยเหลือจากพระเจ้า เราขอพระเมตตาที่จะให้โอกาสใหม่อีกสักครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ ผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดี 46:1 ได้บอกกับเราถึงประสบการณ์ในชีวิตของเขาว่า
พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัยและเป็นกำลังของเรา
เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก...”

ขอให้สัจจะความจริงดังกล่าว ได้ฝังแน่นในก้นบึ้งแห่งชีวิตจิตใจ และ ในจิตใต้สำนึกของเราว่า “พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย เป็นกำลังของเรา และ เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมในยามที่เราเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก” แม้เราได้ตัดสินใจพลาดเลือกทางเดินชีวิตที่ผิด แต่พระเจ้าเป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่สำหรับเราทุกคน กลับมาหาพระเจ้า และบอกพระองค์จากจริงใจว่า เราต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ในชีวิต

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง:

prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

01 มกราคม 2561

ปีใหม่นี้...เราจะไปตามนัดไหม?

ถ้าเรายอมรับว่ามี “ปีใหม่”
นั่นหมายว่า เรายอมรับว่าเรากำลังก้าวเดินเข้าสู่ “ภาวะที่ง่อนแง่น ภาวะที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง”
เรารับรู้ ตระหนักว่า “เราจะอยู่ในความเปลี่ยนแปลง”
เราเตรียมจิต เตรียมใจ เตรียมกาย ที่จะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์

เราคาดหวังว่า ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงนี้เราจะสัมผัสและจะให้ “ความสุข”
เราตั้งใจว่า การเปลี่ยนแปลงคือ “กระดาษทราย” ที่ขัดเกลาชีวิตเราให้ “เรียบรื่น และ ละมุน”
เรารับรู้ และ เรียนรู้ถึง “การที่จะให้ชีวิต เพื่อจะเกิดชีวิตใหม่ในคนอื่นรอบข้าง”
เรามั่นใจว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นพลังหนุนเสริมชีวิตประจำวันของเรา

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การสร้างใหม่ ที่เราจะพบ ผ่าน ประสบ รู้สึก และ เรียนรู้
ให้เราตระหนักรู้ว่า ทุกเสี้ยววินาทีคือ “ชีวิตใหม่” ในกระแสธารแห่ง “ชีวิตนิรันดร์”
ชีวิตนิรันดร์เป็นชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงทุกอณูในชีวิต
ชีวิตนิรันดร์เป็นชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปทุกเสี้ยววินาที ทุกก้าวที่ขยับตัวออกไป เป็นก้าวใหม่ในชีวิตของเรา

สัจจะชีวิต ตั้งแต่ปฐมกาล จนถึง วิวรณ์ ได้ย้ำเตือนเราตลอดเวลาคือ
พระเจ้าคือผู้ที่ก่อเกิด “การเปลี่ยนแปลง”
พระเจ้าองค์นิรันดร์กาลคือ “ผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนทุกย่างก้าวในชีวิต”
พระเจ้า “ผู้ทรงสร้าง” ก็เป็น “ผู้ใส่ใจ” “ผู้เยียวยารักษา” และ “ผู้สร้างใหม่”

พระเจ้าองค์นิรันดร์ เป็นพระเจ้าที่อยู่กับเรา
พระเจ้าพระผู้สร้างอยู่กับเราในสถานการณ์ชีวิตทั้งความสุข และ เจ็บปวด
พระเจ้าผู้สูงสุดอยู่กับเราในเวลาชีวิตที่ตกต่ำ ลำเค็ญที่สุดที่เราต้องประสบพบ
พระเจ้าองค์บริสุทธิ์กลับมาคลุกคลีกับชีวิตของเราที่เปรอะเปื้อนมลทินสิ้นหวัง

เราพบกับพระเจ้าแห่งความหวังท่ามกลางความสิ้นหวัง
เราพบกับพระเจ้าที่เข้มแข็งเมตตา เมื่อเรากำลังสิ้นแรงไร้ที่พึ่งพิง และผู้นำพา
เราพบกับพระเจ้าผู้สร้างใหม่ ให้ชีวิตใหม่ เมื่อเราอยู่ใน “การล้มละลายของชีวิต”
เราพบกับพระเจ้าแห่งสันติสุข ท่ามกลางการแย่งชิง ทำลายล้างผู้อื่น ท่ามกลางที่โลกปกครองด้วย “ผู้นำที่บ้า”

ในปีใหม่พระเจ้านัดพบกับเราในชีวิตประจำวันที่เราจะต้องเผชิญ
ในปีใหม่พระเจ้านัดพบกับเราในภาวะฉ้อฉลที่เราไม่สามารถควบคุมและจัดการได้
ในปีใหม่พระเจ้านัดพบกับเราใน “ทะเลทรายแห่งความเห็นแก่ตัวและทำลายผู้อื่น”
ในปีใหม่พระเจ้านัดพบกับเราในความฉีกขาดและบาดแผลในชีวิตของเรา

ในปีใหม่นี้ เราพร้อมจะไปตามนัดของพระเจ้าหรือเปล่า?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499