04 มีนาคม 2562

จะอธิษฐานเผื่อนักการเมือง และ ผู้นำประเทศของเราอย่างไรดี?

ท่านเคยอธิษฐานเพื่อผู้ปกครองประเทศ   ทั้งองค์พระมหากษัตริย์  นายกรัฐมนตรี  คณะรัฐมนตรี  สภานิติบัญญัติ  ตลอดจนผู้ปกครองท้องถิ่นอย่าง นายก อบต. หรือ เทศบาล  และ สมาชิก อบต. หรือ เทศบาลหรือไม่?   ทำไมท่านถึงอธิษฐานเผื่อผู้นำเหล่านี้?   เมื่อท่านอธิษฐานเผื่อผู้นำเหล่านี้ท่านอธิษฐานเผื่อเขาในเรื่องอะไรบ้าง?   และถ้าผู้นำประเทศ หรือ ผู้ปกครองประเทศและท้องถิ่น ที่ท่านไม่ไว้ใจ  ไม่เห็นด้วย  หรือคนที่ท่านไม่ยอมรับ   ท่านจะอธิษฐานเผื่อเขาหรือไม่?   ทำไม?

เรื่องการเมืองระดับประเทศ และ การเมืองท้องถิ่น เคยเป็นสาเหตุที่ทำให้คริสตจักรเกิดการแตกแยกมาแล้วในอดีตที่ผ่านมา   เมื่อพรรคการเมืองสีหนึ่งชนะเลือกตั้ง   ในการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ศิษยาภิบาลได้ขอให้คริสตจักรอธิษฐานเผื่อนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรีสีที่ชนะเลือกตั้ง   หลังการนมัสการมีผู้ปกครองคริสตจักรคนหนึ่งซึ่งเป็นที่นับถือของสมาชิกคริสตจักรได้มาหาศิษยาภิบาลและบอกศิษยาภิบาลว่า   อาจารย์ไม่สมควรอธิษฐานเผื่อผู้นำประเทศคนนี้   แต่ศิษยาภิบาลยังคงให้มีการอธิษฐานเผื่อผู้บริหารประเทศชุดนี้  ปรากฏว่าผู้ปกครองคริสตจักรท่านนั้นออกจากคริสตจักรเพราะรับไม่ได้ที่ศิษยาภิบาลดื้อรั้นยังอธิษฐานเผื่อนายกรัฐมนตรีที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำ  

ถ้าท่านเป็นศิษยาภิบาลท่านนี้ท่านจะทำอย่างไร?  ทำไมท่านถึงทำเช่นนั้น?

เปาโลเขียนจดหมายฝากไปถึงศิษยาภิบาลหนุ่มทิโมธี  ตอนหนึ่งท่านแนะนำ ศบ. หนุ่มว่า...

1ฉะนั้นก่อนอื่นข้าพเจ้าขอกำชับท่านให้ทูลขอ อธิษฐาน วิงวอน และขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อทุกคน 2เพื่อเหล่ากษัตริย์และผู้มีอำนาจทั้งปวง   เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบและมีสันติในทางพระเจ้า และเป็นที่นับถือ  (1ทิโมธี 2:1-2 อมธ.  ตัวเอน มตฐ.)

ที่เปาโลเขียนเช่นนี้ถึงทิโมธี มิใช่เพราะท่านนิยมชื่นชอบการปกครองของจักรพรรดิในเวลานั้นคือ กษัตริย์เนโร (Nero  ในภาษากรีกมีความหมายว่าสีดำ)  กษัตริย์องค์นี้ได้สั่งฆ่าพวกคริสต์ชนในยุคคริสต์ศตวรรษแรกอย่างเลือดเย็นและบ้าคลั่ง   เป็นจักรพรรดิที่โหดร้าย  เป็นผู้ปกครองเผด็จการ   ดังนั้น  ที่เปาโลแนะนำให้ทิโมธีอธิษฐานเผื่อผู้ปกครองประเทศมิใช่เพราะเขานิยมชมชอบแน่   ตรงกันข้ามเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัวของเปาโลต่างหาก   แต่เปาโลบอกแก่ทิโมธีและเราว่า  ให้อธิษฐานเผื่อผู้ปกครองประเทศ

หลังการเลือกตั้งในประเทศไทยครั้งนี้   ไม่ว่าพรรคไหน พวกไหน หรือ คนไหนที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี   คริสต์ชนจะต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าเผื่อพวกเขา   เพื่อขอพระเจ้าโปรด “ทรงชี้นำ และ ทรงนำผู้นำประเทศคนนั้นและคณะรัฐมนตรีคณะนั้น”  และเราคงไม่อธิษฐานทูลขอพระเจ้าให้ชี้นำนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรีตามความคิดเห็นความต้องการของเรา   แต่ตามการทรงนำของพระเจ้า   เพราะผมเชื่อและไว้วางใจว่าพระเจ้ารู้ว่า  ควรบริหารประเทศไทยไปในทางไหนที่เป็นหนทางที่ดีที่สุด มากกว่าความคิดความต้องการของผม

ส่วนผู้นำเหล่านั้นจะยอมน้อมรับการทรงชี้นำของพระเจ้า หรือ เขาเลือกที่จะไปตามการครอบงำของอำนาจชั่ว   เขาต้องตัดสินใจ  และเขาจะต้องรับผลจากการตัดสินใจของเขาเอง

ส่วนเราต้องอย่าทะนง  แต่ต้องใส่ใจอธิษฐานและฟังการทรงชี้นำจากองค์พระผู้เป็นเจ้า   และยอมทำตาม  เปลี่ยนแปลง  และพัฒนาชีวิตตามการทรงนำจากเบื้องบน

เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบ   มีสันติในทางพระเจ้า และเป็นที่นับถือ 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

21 กุมภาพันธ์ 2562

เมื่อข้างในแตกต่าง ข้างนอกก็แตกต่างไปด้วย

37องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงช่วยข้าพระบาทจากเขี้ยวเล็บของสิงโตและหมี จะช่วยข้าพระบาทจากมือชาวฟีลิสเตียผู้นี้” (1ซามูเอล 17:37 อมธ.)

เราท่านคงมีคำถามในใจเมื่อดาวิดต่อสู้กับโกลิอัธว่า  อะไรที่ทำให้ดาวิดสามารถยืนหยัดที่จะสู้กับศัตรูเจ้าร่างยักษ์ตนนี้ได้   ในขณะที่คนอื่น ๆ ต่างถอยกรูดมุดหัวไม่มีใครกล้าโผล่ออกไปเผชิญหน้ากับโกลิอัธ   แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างระหว่างดาวิดกับอิสราเอลคนอื่น ๆ แน่   และต่อไปนี้คือ 7 สิ่งที่แตกต่างที่ได้จากการถอดบทเรียนในเรื่องนี้

  1. ดาวิดมีมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่น เขาเห็นโอกาส แต่คนอื่นเห็นความตายและพ่ายแพ้
  2. ดาวิดมีวิธีการที่จะใช้ต่อกรกับเจ้ายักษ์ใหญ่แตกต่างจากคนอื่น ดาวิดตัดสินใจใช้เครื่องมือ/อาวุธที่เขาถนัด และมั่นใจว่าจะใช้สลายความยิ่งใหญ่ของศัตรูได้ แทนที่จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทำสงครามสมัยนั้น
  3. ดาวิดมีความมั่นใจว่า พระเจ้าจะทรงเป็นผู้ล้มเจ้ายักษ์ใหญ่ฟิลิสเตียตนนี้ลง เพราะที่เขาท้าทายอิสราเอลนั้นเป็นการท้าทายพระเจ้าของอิสราเอล ดังนั้น ที่ดาวิดกล้าและมั่นใจออกไปเผชิญหน้ากับโกลิอัธเพราะ มิใช่เขาสู้กับเจ้ายักษ์ แต่พระเจ้าต่างหากคือผู้ที่จะล้มเจ้ายักษ์เอง
  4. ดาวิดมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างจากคนอื่น คนอื่น ๆ มองหาการที่จะเอาชนะเจ้ายักษ์ตนนี้ แต่ดาวิดกลับมองต่างว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อที่จะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อให้คนทั้งสากลพิภพได้รู้ถึงฤทธานุภาพที่เกรียงไกรของพระยาเวห์
  5. ดาวิดมีประสบการณ์ที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ เขามีประสบการณ์ที่มีชัยชนะในการต่อสู้กับสิงโตที่ดุร้าย หมีตัวใหญ่ที่ทรงพลัง 
  6. ดาวิดมีประสบการณ์ที่ลุ่มลึกกว่านั้นคือ ชัยชนะที่เขาได้มาแต่ละครั้งเพราะพระเจ้าทรงปกป้องช่วยกู้เขาจากภัยร้ายเหล่านั้นทุกครั้ง นี่ไงที่ทำให้เขามั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงปกป้องเขา ช่วยกู้เขา และพระองค์จะทำการศึกกับโกลิอัธครั้งนี้ด้วย 
  7. ดาวิดมีท่าทีและทัศนคติต่อโกลิอัธที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ คนอื่นมองว่าโกลิอัธมีตัวใหญ่ ผู้ทรงพลัง มีอาวุธคมกริบ เสื้อเกราะที่แข็งแกร่ง และดุร้าย มันคือตัวนำความพ่ายแพ้และความตายมาสู่ชนชาติอิสราเอล ในขณะที่ดาวิดมองว่า โกลิอัธคือเป้าหมายที่พระเจ้าจะช่วยดาวิดเอาชนะในครั้งนี้


นี่ไงครับ  ข้างในแตกต่าง  ก็ทำให้ข้างนอกแตกต่างไปด้วย!

และด้วยเหตุนี้  การเป็นผู้นำจึงต้องเริ่มต้นที่เราเป็น “ฅนนำตน®” ก่อน ที่ตนคิดจะไปนำคนอื่น หรือ สร้างคนอื่นให้เป็นผู้นำ!
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

18 มกราคม 2562

เสียงร้องจากก้นบึ้งแห่งชีวิต


ท่านเคยร้องทูลต่อพระเจ้า  เมื่อชีวิตต้องตกลงใน “ห้วงลึก” แห่งความสิ้นหวัง เจ็บปวด ทุกข์ยากลำบาก  สับสนว้าวุ่นหรือไม่?

อะไรที่ช่วยท่านอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าจาก “ก้นบึ้ง” แห่งจิตใจ  ในเวลาที่สิ้นหวัง หมดกำลังใจเช่นนั้น?

1... ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์จากห้วงลึก 2... ขอทรงสดับฟังเสียงของข้าพระองค์  ขอทรงเงี่ยพระกรรณ(หู)รับฟังคำทูลวิงวอนขอความเมตตาของข้าพระองค์ด้วยเถิด  
(สดุดี 130:1-2 อมธ.)

เสียงร้องทูลของผู้เขียนสดุดี 130  เป็นเสียงร้องต่อพระเจ้าจาก “ห้วงลึก” (หรือ ก้นบึ้ง)แห่งชีวิตของผู้ที่กำลังตกลงในสภาพชีวิตที่ถูกถาโถม ครอบงำให้จมลงในสภาพชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก  เจ็บปวด  ว้าวุ่น  ท้อแท้ และสิ้นหวัง

แท้จริงแล้ว  มิใช่เป็นแต่เพียงเสียงร้องของผู้เขียนสดุดี 130 เท่านั้น  เราท่านปัจจุบันต่างก็เคยพบประสบกับสถานการชีวิตที่ตกลงใน “ห้วงลึก” เช่นกัน   และในสถานการณ์ชีวิตเช่นนั้น   เราก็ร้องทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า  ดังก้องประสานเสียงร้องไปกับผู้เขียนสดุดี 130 เช่นกัน

คำว่า “ห้วงลึก” ตามตัวอักษร ในที่นี้มุ่งหมายถึง ที่ลึกลงไปในท้องทะเล  เช่นในอิสยาห์ 51:10 “ไม่ใช่พระองค์หรือที่ทำให้ทะเลแห้งเหือด?   คือทำให้ ห้วงสมุทรอันลึก แห้งไป   ผู้ทรงทำทางไว้ในทะเลลึก   เพื่อผู้ที่พระองค์ทรงไถ่ไว้จะข้ามฟากไปได้”  

แต่ถ้าเป็นการพูดแบบเปรียบเทียบ ในที่นี้ “ห้วงลึก” นี้อาจจะหมายถึง “ห้วงลึก” ในชีวิตจิตใจของมนุษย์เรา หมายถึงส่วนลึกลงไปที่เป็นรากฐานชีวิตของเรา ที่กำลังปั่นป่วน ถูกรื้อทำลาย หรือกระทำให้ล้มครืนลง กระทบต่อความมั่นคงอยู่รอดในชีวิตของเรา และยังสามารถมุ่งหมายถึง “ส่วนลึกในจิตใจของเรา” ที่กำลังมีสภาพที่ปั่นป่วน สับสน วุ่นวาย เจ็บปวด ทุกข์ยากสาหัส  อ่อนแรง ห่อเหี่ยว จนตรอกหาทางออกในชีวิตไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ ตลอดจนคุณค่าและความหมายในชีวิต

สดุดี 130:1-2 เตือนเราถึงความเชื่อที่สำคัญยิ่งยวดในสถานการณ์ชีวิตเช่นนี้ 2 ประการ

ประการแรก  บางครั้งชีวิตของเราจะตกลงในสถานการณ์ “ห้วงลึก” ในชีวิตได้ไม่ว่า ห้วงลึกแห่งความสิ้นหวัง ความสงสัย ชีวิตตกลงในภาวะล่อแหลมร้ายแรง ในเวลาที่เรารู้สึกว่าชีวิตของเรากำลังแตกหัก ฉีกขาดเป็นเสี่ยง ๆ เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ประการที่สอง เมื่อชีวิตของเราตกลงใน “ห้วงลึก” ในสภาพที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ผู้เขียนสดุดีบทนี้บอกเราว่าให้เราร้องทูลขอต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจากก้นบึ้งแห่งจิตใจจากสภาพชีวิตที่เรากำลังเผชิญหน้า ไม่ต้องทำทีว่าเรามั่นคง เรายังไว้วางใจพระเจ้า มีชีวิตที่สงบ และก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสรรหาคำที่มาอธิษฐานให้ไพเราะ  ใช้ราชาศัพท์อย่างถูกต้อง หรือใช้คำพูดที่ไพเราะสุภาพ แต่ให้เราร้องทูลต่อพระเจ้าออกมาจากก้นบึ้งแห่งจิตใจของเรา จากก้นบึ้งแห่งความรู้สึกที่แท้จริงของเรา รวมไปถึงการที่เราจะคร่ำครวญต่อพระองค์ที่มาจากจิตใจโดยธรรมชาติในตัวเราในเวลานั้น เฉกเช่นผู้เขียนสดุดีได้ทูลขอวิงวอนความเมตตาจากพระเจ้า ด้วยความสำนึกและรู้ว่า พระเมตตาของพระเจ้านั้นสดใหม่ทุกเช้า  และไม่มีสิ่งใดที่จะขวางกั้นแยกถ่างสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างออกไปจากพระองค์ (บทเพลงคร่ำครวญ 3:32-33;  โรม 8:38-39 อมธ.)

ถ้าขณะนี้ชีวิตของท่านตกลงใน “ห้วงลึก” ให้ท่านร้องทูลต่อพระเจ้าจาก “ก้นบึ้ง” อย่างจริงใจตามสภาพที่เป็นจริงในชีวิตของท่านเวลานี้ และถ้าเป็นไปได้  ท่านอาจจะไปหาเพื่อน คนที่ท่านไว้วางใจในพระคริสต์ที่เขาเต็มใจและพร้อมที่จะร่วมร้องทูลขอต่อพระเจ้าเพื่อสถานการณ์ในชีวิตของท่าน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

16 มกราคม 2562

กรอบคิดมาจากไหน?

พ่อ:     วันนี้วันเด็ก   ลูกจะไปไหน?
ลูก:     จะไปโรงเรียน
พ่อ:     ไปทำอะไร?                                           ทำอะไร?
ลูก:     ไปเต้นบนเวที
พ่อ:     เต้นอย่างไง?                                          ทำอย่างไร?
ลูก:     (ลูกเต้นให้พ่อดู)
พ่อ:     แล้วเขาจะให้อะไรลูก?                               เขาจะให้อะไร?
ลูก:     (ทำหน้าเหรอหรา  ไม่รู้จะตอบอย่างไร)
พ่อ:     แล้วลูกจะได้อะไร?                                   ลูกจะได้อะไร?
ลูก:     ???

พ่อไม่รู้หรอกว่า  คำถามของตนนั้นกำลังกำหนดกรอบคิด (หรือวางฐานคิด) ให้กับลูก
กรอบคิดของพ่อคือ...

ต้องรู้ว่าจะทำอะไร?   แล้วต้องรู้ต่อมาว่า ทำอย่างไร? (ต้องทำได้)   ทำแล้วตนจะได้ผลประโยชน์อะไร?  หรือทำแล้วเขาจะให้อะไรแก่ตน?

เมื่อลูกไปร่วมงานวันเด็กแล้ว  ลูกก็ได้ประสบการณ์ตรง  เขาได้ขนมจากครู   ซึ่งเป็นการตอกย้ำคำถามของพ่อว่า  ทำแล้วตนจะต้องได้รับผลประโยชน์อะไร   เป็นสิ่งดี ๆ ที่ตนชอบ   นี่เป็นกรอบคิดของพ่อ   แต่เมื่อพ่อถามลูกอย่างเป็นระบบ   พ่อบางคนอาจจะไม่รู้หรอกว่า  เขากำลังวาง “กรอบคิด” หรือ “หลักคิด” ให้กับลูก

ใช่แล้ว   พ่อกำลังวางกรอบคิดแบบ “ผลประโยชน์นิยม” ลงในตัวลูก  อย่างไม่รู้ตัว และ ไม่ตั้งใจ

แต่เมื่อกระบวนการแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดการก่อตัวกลายเป็นกรอบคิดในตัวลูก

กรอบคิดของพ่อ  เกิดการซึมซับ ถ่ายทอดไปก่อร่างเป็นกรอบคิดของลูก  ที่ทั้งพ่อและลูกไม่รู้ตัว

ณ วันนี้ ท่านมีกรอบคิดอะไร?   กรอบคิดแบบไหน?

ใครบ้างที่มีอิทธิพลทำให้เกิดการก่อตัวของกรอบคิดที่ท่านมีอยู่ในปัจจุบัน?

กรอบคิดของท่านมาจากไหน?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

14 มกราคม 2562

จะหาลูกน้องที่จงรักภักดีได้จากไหน?

ทุกวันนี้ “ผู้นำ” ต่างต้องการ “ลูกน้อง” ที่จงรักภักดีต่อตน!
แล้ว “ผู้นำ” จะได้ลูกน้องที่จงรักภักดีได้อย่างไร? หรือ จากที่ไหน?

15ดาวิดกระหายน้ำและเปรยขึ้นว่า “ถ้ามีใครไปนำน้ำจากบ่อใกล้ประตูเมืองเบธเลเฮมมาให้เราดื่มก็ดี!” 16คน (วีรบุรุษ) ทั้งสามก็ตีฝ่าแนวรบของฟีลิสเตียไปตักน้ำจากบ่อนั้นมาให้ แต่ดาวิดไม่ยอมดื่ม กลับรินลงต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า (2ซามูเอล 23:15-16 อมธ., ในวงเล็บสำนวน มตฐ.)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงเพราะดาวิดเปรยขึ้นเท่านั้น   แต่ทหารวีรบุรุษ 3 คนบังเอิญได้ยินคำเปรยนั้น   ทันทีทั้งสามคนก็ตีฝ่าแนวรบ คมดาบคมหอกของฟิลิสเตียอย่างกล้าหาญเพื่อไปตักเอาน้ำจากบ่อนน้ำใกล้ประตูเมืองเบธเลเฮมมาให้ดาวิด

ความจงรักภักดีอย่างน่าทึ่งนี้มิได้เกิดขึ้นเพราะเป็นบทบาทหน้าที่ที่ทั้ง 3 ต้องทำ  แต่ความจงรักภักดีแบบนี้มาจากแบบอย่างที่ทั้ง 3 ได้เห็น   ที่ดาวิดได้มีชีวิตเป็นแบบอย่างในการที่มีจิตใจรับใช้แบบ “ไมล์ที่สอง” แก่ผู้คนที่อยู่ร่วมกับตนมายาวนานและต่อเนื่อง

เพราะดาวิดมีชีวิตและจิตวิญญาณที่รับใช้ลูกน้องด้วยจงรักภักดีมากกว่าทำตามหน้าที่   เขาจึงมีลูกน้องที่จงรักภักดีด้วยชีวิต

เรายังเห็นพฤติกรรมของดาวิดแสดงออกต่อมาในเรื่องนี้คือ  ดาวิดให้คุณค่าและให้เกียรตินับถือในการเสียสละของทหารวีรบุรุษทั้งสามด้วยการ “ไม่ยอมดื่มน้ำนั้น” แต่กลับรินน้ำนั้นลงต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าและถวายน้ำนั้นแด่พระเจ้า

นี่เองที่ทำให้เห็นได้ชัดถึงคำตอบว่า  ทำไมนักรบมือเอกทั้งสามของดาวิดถึงจงรักภักดีต่อดาวิดด้วยความรักและชีวิตถึงเพียงนี้   เพราะนอกจากดาวิดเป็นผู้นำที่ “รับใช้ลูกน้องมากกว่าหน้าที่” แล้ว   ดาวิดยังให้เกียรติ ให้คุณค่า  และยกย่องเพื่อนร่วมงาน/ลูกน้อง  ทั้งต่อหน้าทุกคนและต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย   และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ดาวิดเป็นผู้นำที่รับใช้ทีมงานที่ “ไม่ยอมให้ตนเอง” เอารัดเอาเปรียบลูกน้องด้วยการ “ตักตวง ดื่มกิน” สิ่งที่ตนเองอยากได้อยากดื่ม

ดาวิดไม่ยอมที่จะ “ฉวยโอกาส” ดื่มกินความเสียสละด้วยชีวิตเลือดเนื้อของเพื่อนร่วมทีมเพื่อความสุขของตนเอง ความยิ่งใหญ่ของตนเอง  แต่กลับยกย่องความจงรักภักดีด้วยการเสี่ยงตายของทหารเอกทั้งสามว่า   เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงส่ง  ที่ตนไม่คู่ควรจะได้รับ   แต่เป็นสิ่งที่ควรจะถวายแด่พระเจ้า

ในทุกวันนี้  เราจะแสวงหาพบผู้นำแบบนี้ได้ที่ไหนหนอบนแผ่นดินนี้?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

21 ธันวาคม 2561

ของขวัญคริสต์มาสที่เราอาจจะลืม!

เมื่อถึงคริสต์มาสของแต่ละปี อะไรที่ทำให้เราตื่นเต้นในชีวิต? อะไรที่ทำให้เรามีสันติสุขภายใน? ถ้าท่านจะเขียนรายการสิ่งสำคัญที่สุด 5 รายการในช่วงเฉลิมฉลองคริสต์มาสที่ท่านได้ทำ (จริง ๆ) ตามลำดับความสำคัญมีอะไรบ้าง? มีปีไหนบ้างไหม ที่ท่านได้จัดเวลาที่ชัดเจนในแต่ละวันช่วงที่เขาเฉลิมฉลองคริสต์มาส เพื่อใช้เวลานั้นในการอธิษฐานกับพระเจ้าอย่างตั้งใจและจริงใจ เป็นการส่วนตัว?

ผมเห็นด้วยครับให้เราทำเรื่องนี้ในปีนี้ให้เป็นรายการแรกในสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะทำในช่วงเวลาเฉลิมฉลองคริสต์มาส แต่บางท่านจะถามว่า แล้วจะให้เราอธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องอะไรบ้าง? ผมส่วนตัวคิดว่า ก็อธิษฐานประเด็นชีวิตประจำวันในช่วงคริสต์มาสที่เกิดขึ้นกับเราแต่ละท่านครับ ส่วนตัวผมมีรายการอธิษฐานส่วนตัวกับพระเจ้าในช่วงเฉลิมฉลองนี้ เช่น...

วันแรก: อธิษฐานเผื่อผู้คนอีกจำนวนมากมายที่ไม่รู้ถึงพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด และเป็นคำตอบโจทย์ในชีวิตของเขา ให้ทุกแห่งที่เฉลิมฉลองคริสต์มาส เป็นสื่อกลางที่จะนำให้คนทั้งหลายที่มาร่วมงานได้พบกับองค์พระคริสต์เป็นการส่วนตัว ให้พระคริสต์บังเกิดในชีวิตของเขา

วันที่สอง: อธิษฐานเผื่อผู้คนที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดในชีวิตในช่วงคริสต์มาสนี้ โดยท่านเองมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นใครที่ท่านได้พบเห็น เกี่ยวข้อง และถามพระเจ้าว่า พระองค์ประสงค์ให้ท่านทำอะไร เช่นไรกับคน ๆ นั้น? แล้วมีเวลาเงียบฟังเสียงจากเบื้องบน แล้วทำตามเสียงนั้น

วันที่สาม: ในคริสตจักรของท่าน มีใครบ้างที่ห่างหายจากคริสตจักร อธิษฐานเผื่อคน ๆ นั้น และทูลขอให้พระเจ้าทรงประทานความเข้าใจแก่ท่าน ที่จะเข้าใจถึงชีวิตของเขา เข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วขอพระเจ้าทรงชี้นำว่าในคริสต์มาสปีนี้ พระองค์เปิดโอกาสอะไรบ้างแก่ท่านที่จะเข้าถึงคน ๆ นี้ เข้าใจคนนี้ เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาในปีข้างหน้านี้ แล้วหาโอกาสที่จะไปเยี่ยมเยียนเขา พูดคุยกับเขา  ห่วงใยใส่ใจเขา และถามเขาว่า ท่านเองจะเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาได้หรือไม่ และอยากให้ทำอย่างไร? แล้วฟังเขาอย่างใส่ใจ

วันที่สี่: ให้อธิษฐานเผื่อผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่เดินเหินลำบาก ทั้งในคริสตจักรและรอบคริสตจักร โดยอธิษฐานเผื่อเป็นรายบุคคลชัดเจนเจาะจง (ไม่อธิษฐานแบบหว่านแห) ออกชื่อของเขาในการอธิษฐาน เลือกไม่เกิน 3 คนก็จะดีมาก และปรึกษาพระเจ้าว่า ในปีข้างหน้านี้ ท่านจะมีพันธกิจกับทั้ง 3 คนนี้อย่างไรบ้าง? ขอพระเจ้าโปรดชี้นำว่า ท่านเองจะเข้าถึง และรู้จักทั้ง 3 คนนี้ได้อย่างไร ฟังเสียงการชี้นำจากพระเจ้า แล้วเริ่มทำตามเสียงนั้น เมื่อท่านได้เข้าถึงและเรียนรู้ถึงโจทย์ชีวิตของแต่ละท่านแล้ว ให้ท่านนำประเด็นชีวิตเหล่านั้นมาทูลปรึกษาพระเจ้าว่า พระองค์จะให้ความเข้าใจ เกิดแสงสว่างแก่ท่านว่าจะนำความรักเมตตาของพระคริสต์ไปตอบโจทย์ชีวิตของทั้งสามนี้อย่างไร? แล้วกระทำตามเสียงเปิดเผยจากเบื้องบน

วันที่ห้า: อธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาล และ ผู้นำในคริสตจักรของท่าน ในการทำงานรับใช้พระเจ้าในคริสตจักรและชุมชนในปัจจุบัน ทูลขอพระเจ้าทรงชี้นำว่า ตัวท่านเองจะมีโอกาสและวิธีการที่จะให้กำลังใจ และ เสริมหนุนการรับใช้ของผู้นำเหล่านี้ให้เกิดผลตามพระประสงค์ของพระองค์ได้อย่างไร ในปีใหม่นี้ให้ท่านหาโอกาสที่จะสัมพันธ์ใกล้ชิดเพื่อหนุนเสริมชีวิตของพวกเขาด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่เหมาะสม   ที่พระเจ้าตรัสเปิดเผยกับท่าน

การอธิษฐานเหล่านี้เป็นของขวัญที่สูงค่าประเมินราคามิได้ ที่ท่านให้แก่คนเหล่านี้ ใช้การอธิษฐานทั้ง 5 วันในช่วงคริสต์มาสเป็นการ “เริ่มต้น” (Startup) ชีวิตสาวกพระคริสต์ที่รับใช้ตามพระบัญชาในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนตลอดปีข้างหน้าที่พระเจ้าประทานแก่เรา 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

19 ธันวาคม 2561

“พิษสภาวะ” ในผู้นำคริสต์ชน

เมื่อพูดถึงเรื่อง “ผู้นำที่เป็นพิษ” ผู้คนมักมองว่าเป็น “ลักษณะ” ของคนอื่น  ไม่ใช่ตนเอง!

ความเป็นจริงอีกประการหนึ่งคือ  คนส่วนใหญ่ที่ทำงาน หรือ ผ่านการทำงานร่วมกับคนส่วนมากมาแล้วมักเคยพบกับ “ผู้นำที่เป็นพิษ” หรือ “พิษภาวะ” ของผู้นำ

แต่ถ้าจะเป็นประโยชน์สำหรับเราเองแล้ว คงต้องถามตนเองว่า ที่เป็นมาเรามีลักษณะผู้นำที่เป็นพิษประการใดบ้างที่มีในตัวเรา หรือ มีแนวโน้มที่เราจะมีลักษณะผู้นำใดบ้างที่เป็นพิษในการผู้นำ? เพื่อเราจะสามารถรู้เท่าทันตนเอง และหาทางแก้ไขและป้องกันก็จะเป็นประโยชน์แก่เราเองอย่างยิ่ง

การที่คริสตจักรใด องค์กรใดมีผู้นำที่เป็นพิษมิเพียงแต่สร้างผลเสียแก่เจ้าตัวเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมงาน และ ลูกน้อง อีกทั้งสร้างผลกระทบที่เลวร้ายต่อองค์กร หรือ คริสตจักรอีกด้วย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ผู้นำที่เป็นพิษมี “พิษลักษณะ” หรือ “พิษสภาวะ”(?) ดังนี้

1. ผู้นำที่ไม่สำแดงคุณลักษณะผลของพระวิญญาณ ในพระธรรมกาลาเทีย บทที่ 5 กล่าวถึงผลของพระวิญญาณไว้ดังนี้  “22ส่วนผลของพระวิญญาณนั้นคือ ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ 23ความสุภาพอ่อนโยนและการควบคุมตนเอง...” (อมธ.) ในที่นี้ขอตั้งข้อสังเกตที่สำคัญคือ  ในพระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึง “ผลของพระวิญญาณ” ที่เป็นเอกพจน์ มิใช่พหูพจน์  คือคุณลักษณะทั้ง 9 ประการรวมกันเป็นผลของพระวิญญาณ  มีความหมายถึงการที่ผู้นำคนนั้นจำเป็นจะต้องอยู่ภายใต้การทรงนำ การชี้นำอย่างแท้จริงที่เปี่ยมล้นจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาจึงเป็นผู้นำที่สามารถนำให้เกิดผลของพระวิญญาณ เพราะองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้กระทำให้ชีวิตผู้นำของเขาเกิดผล

ผู้นำที่เป็นพิษ เป็นผู้นำที่ไม่สำแดงผลของพระวิญญาณออกมาในการเป็นผู้นำของเขา เพราะเขามิได้ยอมให้องค์พระวิญญาณทรงควบคุม และชี้นำการเป็นผู้นำของเขา เขาจึงไม่สำแดงผลของพระวิญญาณทั้ง 9 ประการ

2. ผู้นำที่นำด้วย “ความคิดและจิตใจ” ของตนเอง กล่าวคือเขาเป็นผู้นำที่ไม่สนใจว่าทีมงาน/ลูกน้องคิดอย่างไรในเรื่องนั้น ไม่ปรึกษา หรือขอความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ หรือ การสะท้อนคิดในเรื่องที่ต้องตัดสินใจทำด้วยกันจากเพื่อนร่วมงาน/ทีมงานของตน เป็นผู้นำที่ไม่สนใจความคิดเห็น ความรู้สึกของลูกน้องและทีมงาน ลึก ๆ ของผู้นำพวกนี้คือสำคัญตนเองว่า “ตนเองรู้แล้ว”  “ตนเองรู้ดีกว่า”  “ใครจะรู้ดีเท่าตนเองในเรื่องนี้” เป็นผู้นำที่ไม่เห็นคุณค่า ความสำคัญของลูกน้อง ไม่เห็นความสำคัญของการทำงานแบบมีส่วนร่วม เป็นผู้นำที่ “เอาแต่ใจตนเอง”

3. ผู้นำที่คาดหวังให้คนอื่นมีพฤติกรรมที่ตนต้องการ แต่กลับมิได้คาดหวังพฤติกรรมดังกล่าวจากตนเอง เรามักได้ยินผู้นำประเภทนี้สั่งทีมงานว่า “อย่าทำอย่างนี้” หรือ “ให้ทำแบบนี้” แต่ปรากฏว่าผู้นำคนนี้ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองสั่งลูกน้องของตน เขาไม่ทำในสิ่งที่ตนเองพูดตนเองสั่ง

4. มองผู้ร่วมงานว่าไม่รู้ ไม่สามารถ หรือ เป็นคนที่อ่อนด้อย/อ่อนหัดในด้านต่าง ๆ ตรงกันข้ามมักมองว่าตนเองทำได้ดีกว่าทุกเรื่อง เป็นคนที่เหนือกว่าลูกน้องและทีมงาน ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องนำต้องตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว (เชื่อมโยงกับประการที่ 2)

5. เป็นผู้นำเลือกที่รักมักที่ชัง  เป็นผู้นำที่มีอคติต่อบางคน น่าสังเกตว่า ผู้นำพวกนี้จะชื่นชมลูกน้องที่ไม่โต้เถียง ไม่แสดงความคิดเห็น แต่กลับไม่ค่อยชอบและถูกใจลูกน้องที่มักแสดงความคิดเห็น หรือ มีข้อเสนอแนะ (ที่ตนไม่ต้องการ) เขาชอบลูกน้องพวกที่ “ค่ะ/ครับ เจ้านาย” หรือถ้านำไปเชื่อมกับข้อ 4  คือ ผู้นำพวกนี้จะชอบคนที่ไม่พูด  คนที่ไม่ทำงานจริงจัง แต่จะไม่ชอบพวกที่ทำงานเอาใจใส่และทำงานอย่างใช้สติปัญญา เขาไม่ชอบลูกน้องที่ไม่เห็นด้วยกับเขา แต่โปรดปรานลูกน้องที่ว่าไปตามที่เจ้านายคิด หัวหน้าต้องการ (เพื่อรักษา/ต้องการผลประโยชน์แห่งตน) 

6. เป็นผู้นำที่ไม่ชอบการตอบสนองในเชิงลบ หรือ ที่ไม่เหมือนกับตน หรือ ที่ไม่ยอมเออออห่อหมกกับตน ดังนั้น เขาจะมีคนห้อมล้อมที่เป็นลูกน้องจำพวก “เอาใจเจ้านาย”  “ว่าอย่างเจ้านาย”  “เอาอย่างที่หัวหน้าว่า” และมักจะถูกห้อมล้อมด้วยลูกน้องที่เป็นพิษ ที่ยกยอปอปั้นเจ้านาย  เอาใจเจ้านาย ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า  เจ้านายคิดผิด หรือ หัวหน้าจะทำเลวร้าย ฉ้อฉลอย่างไรก็ยังเอาใจหัวหน้า (เพื่อผลประโยชน์แห่งตนเอง)

7. ผู้นำที่คิดถึงแต่ตนเอง  ฉัน  ตัวฉัน  ฉันเอง...  เป็นผู้นำที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง  ผู้นำพวกนี้มุ่งมองสนใจแต่ว่า ฉันจำเป็นอะไร ฉันต้องการอะไร ผู้นำแบบนี้ไม่สามารถที่จะมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ไม่รู้เท่าทันตนเอง และก็จะไม่รู้ด้วยว่าคนอื่นมองตนเองอย่างไรบ้าง เวลาพูดคุยกับคนอื่นก็จะพูดแต่เรื่องของตนเอง ความโดดเด่น สำคัญของตนเอง โอ้อวดตนเอง

ทั้ง 7 ลักษณะที่เป็นพิษของผู้นำดังกล่าวนี้ จะเป็นผู้นำที่สร้างผลกระทบที่ “หายนะ” แก่องค์กร คริสตจักร สร้างความเดือดร้อนแก่ทีมงานที่ตั้งใจทำงาน ทำลายความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทีมงาน และทั้ง 7 ลักษณะที่เป็นพิษนี้เองที่จะกลับมาทำร้ายเจ้าตัวในที่สุด

น่าจะเป็นของขวัญล้ำค่าในคริสต์มาส 2018 นี้แก่องค์กร คริสตจักร ตัวผู้นำเอง และเพื่อนร่วมงานอย่างมาก   ถ้าผู้นำคริสต์ชนจะ “ล้างพิษ” (detoxify) หรือ ที่เรารู้ในภาษาว่า “ดีทอกซ์”  หรือ การ “ล้างพิษสภาวะ” ของผู้นำเสีย   ท่านผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499