20 มิถุนายน 2562

พระเจ้าใช้คนที่เต็มใจที่จะเสี่ยงต่อความล้มเหลว


พระเจ้ามิได้ใช้คนที่มีแต่วิสัยทัศน์หรือนิมิตเท่านั้น แต่พระองค์ใช้คนที่ลงมือทำตามวิสัยทัศน์ และแน่นอนว่า เมื่อเราลงมือเริ่มทำตามวิสัยทัศน์ เรามักพบกับอุปสรรค ปัญหา และที่สำคัญที่หลายคนกลัวคือ “เสี่ยงต่อความล้มเหลว”

คนลักษณะที่สองที่พระเจ้าทรงใช้คือ คนที่รู้อยู่แก่ใจว่า เขาต้องพบกับอุปสรรค ปัญหา และเสี่ยงที่จะล้มเหลว แต่เขายังยืนหยัดก้าวต่อไปด้วยความไว้วางใจว่า พระเจ้าจะทรงนำ พระเจ้าเคียงข้างเขาไปในทุกที่ทุกสถานการณ์ เขาเชื่อในพระสัญญาครับ

พระเจ้ามิได้ใช้เพียงคนที่มีนิมิต/วิสัยทัศน์ที่สำคัญและยิ่งใหญ่เท่านั้น 

แต่คน ๆ นั้นต้องเต็มใจที่จะเสี่ยงกับความล้มเหลวในชีวิตในการขับเคลื่อนมุ่งสู่วิสัยทัศน์ดังกล่าว นั่นหมายความว่า เขาวางความเสี่ยงที่จะล้มเหลว-ล้มลงบนเส้นทาง-กระบวนการมุ่งสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์นั้นด้วย ดังคำโบราณกล่าวว่า  “เจ้าเต่าจะเดินก้าวไปข้างหน้าได้ก็ต่อเมื่อมันต้องกล้าเสี่ยงยื่นหัวออกจากกระดองของมันเท่านั้น”

วิสัยทัศน์/นิมิต จะไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าปราศจากความเสี่ยง ถ้าเราต้องการเป็นคนที่พระเจ้าใช้ เราต้องการรับใช้พระองค์ เราต้องเรียนรู้ที่จะเสี่ยง

ในอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ (ดู มัทธิว 25:14-27) คนใช้สองคนแรกนำเงินที่เจ้านายให้แม้จะมีจำนวนที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองก็สามารถนำไปลงทุนจนได้กำไรอีกเท่าตัว นายจึงกล่าวแก่คนรับใช้ทั้งสองว่า “...เจ้าเป็นบ่าวที่ดีและซื่อสัตย์...” 

แต่คนใช้คนที่สามที่ได้นำเงินที่เจ้านายให้ไปฝังดินเสีย เพราะไม่กล้าเสี่ยงกลัวจะขาดทุน แต่ยังมีหน้ามารายงานว่า เงินที่นายฝากให้ดูแลนั้นมีอยู่ครบถ้วน แต่นายตอบคนใช้คนที่สามว่า “ไอ้บ่าวเลวแสนขี้เกียจ!...” บ่าวที่ไม่มีความสัตย์ซื่อในความรับผิดชอบต่อเงินที่นายได้มอบหมายไว้ เพราะสิ่งที่นายฝากไว้คาดหวังว่า ต้องการให้เขานำไปลงทุนให้เกิดประโยชน์   แต่เขากลับเอาไปฝังซ่อนไว้ในดิน แล้วยังมีหน้ามาบอกเจ้านายว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ยังอยู่ครบ  แต่นายบอกว่า ถ้าเขากลัวขาดทุนเขาควร “เอาเงินของเราไปฝากกับนายธนาคาร เมื่อเรามาก็จะได้รับเงินทั้งดอกเบี้ยด้วย” ในที่นี้กำลังบอกเราว่า คนรับใช้ที่สัตย์ซื่อในที่นี้หมายถึง สัตย์ซื่อในความรับผิดชอบที่ตนได้รับ และการที่จะมีความสัตย์ซื่อในความรับผิดชอบย่อมรวมถึงต้องกล้าที่จะเสี่ยงด้วย

ถ้าเราไม่ยอมรับความเสี่ยงในพันธกิจที่เราทำ เราก็ไม่เข้าใจถึงความสัตย์ซื่อในการทำพันธกิจใด ๆ ที่พระเจ้าทรงเรียก หรือ ทรงมอบหมายให้เราทำ   เพราะถ้าไม่มีความเสี่ยงเราก็ไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อศรัทธา เราต้องมีความเชื่อศรัทธาเพราะพันธกิจที่เราได้รับมอบหมายมีความเสี่ยงสูงมาก และในเวลาเดียวกันพระเจ้าประสงค์ที่จะใช้ประสบการณ์ในการรับมือกับความเสี่ยงนั้นเสริมสร้างศรัทธาของเราในพระองค์ที่มั่นคง แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ยิ่งเสี่ยงสูงศรัทธายิ่งมีโอกาสที่จะเข้มแข็งมาก

สิ่งที่ท้าทายเหล่านี้  เราไม่สามารถรับมือจัดการให้สำเร็จด้วยพลังความสามารถของเราเองได้ใช่ไหม?  หลายเรื่องหลายประเด็นในงานพันธกิจคริสตจักรที่เราอธิบายไม่ได้  นอกจากต้องพึ่งในพลังที่ทรงอานุภาพจากพระเจ้าเท่านั้น  ให้เรากล้าที่จะก้าวเข้าไปในกระบวนการของพันธกิจนั้น   แล้วก้าวเดินไปทีละก้าวกับพระเยซูคริสต์   ประสบการณ์นี้จะสอนและเสริมความเชื่อศรัทธาของเราว่า  พระเจ้ากำลังกระทำพระราชกิจของพระองค์ในงานพันธกิจที่เรารับผิดชอบ อย่ากลัวที่จะเสี่ยงจนไม่กล้าทำอะไร กลัวจนหัวหดอยู่ในกระดอง? หรือ ไม่ก็เป็นผู้นำที่เอาตัวรอด เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น อะไรต้องเสี่ยง “เว้น” “หลีก” “หลบ” เสีย?

เมื่อเรากล้าที่จะก้าวออกไปกับพระคริสต์ในกระบวนพันธกิจทีละก้าว เราจะพบและเริ่มการเรียนรู้ว่า พระคริสต์ทำให้เกิดผลได้

ผู้นำแบบนี้ต่างหากที่พระเจ้าทรงใช้!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

17 มิถุนายน 2562

พระเจ้าใช้คนที่มี “วิสัยทัศน์” มี “นิมิต”

มักมีคนถามเสมอว่า  “คุณบอกหน่อยได้ไหมว่า... พระเจ้าใช้คนแบบไหน?

พระคัมภีร์บอกเราว่า พระเจ้าทรงใช้คนที่มีความเชื่อศรัทธา  “ถ้าไม่มีความเชื่อก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย...” (ฮีบรู 11:6 อมธ.) 

คนลักษณะแรกที่พระเจ้าทรงใช้คือ พระเจ้าใช้คนที่มีวิสัยทัศน์ คนที่มีนิมิต มีความฝัน  หรือ ผู้นำที่มีเป้าหมาย เพราะสิ่งเหล่านี้สำแดงออกมาให้เราเห็นว่า คนเช่นนี้มีความเชื่อศรัทธา

คริสตจักรย่อมไม่เจริญเติบโตเกินกว่านิมิตหมายที่ผู้นำคริสตจักรมี และไม่กว้างไกลไปกว่าภาวะผู้นำของผู้นำคริสตจักร และวิสัยทัศน์/นิมิตของภาวะผู้นำก็จะไม่กว้างไกลไปกว่าวิสัยทัศน์/นิมิตของพันธกิจการอภิบาลชีวิตคริสตจักรและชุมชน ตามพระมหาบัญชาของพระคริสต์  

สำหรับคริสตจักรแล้ว มิใช่มี...วิสัยทัศน์ที่ตอบสนองความต้องการของใครบางคน   ตอบสนองนโยบายของแหล่งทุน ตอบสนองนโยบายขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องตอบสนองพระมหาบัญชาของพระคริสต์ที่ตั้งคริสตจักรขึ้น เพื่อประสงค์ให้คริสตจักรสานต่อพระราชกิจที่พระองค์เริ่มต้นไว้แล้วบนแผ่นดินโลกนี้  

ถ้าเรามีเป้าหมายที่ดี เราก็เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า (ดู สุภาษิต 11:27 มตฐ.) ในที่นี้ขอท้าทายเราทุกคนว่าให้เรามีวิสัยทัศน์/นิมิตที่สำคัญ ที่ยิ่งใหญ่ที่พระคริสต์ประทานแก่คริสตจักร  ด้วยความเชื่อศรัทธาว่า พระองค์จะเคียงข้าง นำเรา ให้กำลังแก่เราที่จะทำสำเร็จตามวิสัยทัศน์ที่สำคัญยิ่งใหญ่ดังกล่าว

สิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของนิมิต/วิสัยทัศน์ที่เรามีนั้น  เราไม่ต้องลงทุนหรือเสียค่าราคาอะไรเลย เพราะวิสัยทัศน์/นิมิต เป็นเรื่องของความเชื่อที่เราซื้อขายกันไม่ได้ และย้ำว่าวิสัยทัศน์/นิมิต นั้นเป็นความเชื่อไม่ใช่ “ความอยากได้ใคร่มี/ใคร่ทำของเราเอง”  

ดังนั้น ให้เรามีวิสัยทัศน์/มีนิมิต ถึงสิ่งที่เราต้องการให้พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา ทำพระราชกิจในคริสตจักรของเรา นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าราคาที่เราต้องลงทุน ไม่เกี่ยวกับว่า คริสตจักรมีงบประมาณเรื่องนี้หรือไม่? ไม่ขึ้นกับว่าจะได้เงิน “ตอบสนองนโยบายของ.....” หรือไม่ อย่าลืมว่า ความเชื่อศรัทธาทำให้เรากล้าที่จะมีเป้าหมาย ความเชื่อศรัทธาให้เรากล้าที่จะฝันในชีวิต  

ด้วยความเชื่อศรัทธาทำให้เรากล้าที่จะมีนิมิต/วิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นตั้งใจจะทำตามพระบัญชาของพระคริสต์ ในการสานต่อพระราชกิจของพระองค์ ด้วยความไว้วางใจและเชื่อมั่นในการทรงนำและเคียงข้างของพระองค์

แต่เราต้องย้อนกลับมาพิจารณาตนเองว่า ที่ผ่านมา เราผิดพลาดอะไรบ้างไหมในการกำหนดวิสัยทัศน์/นิมิต/เป้าหมายของเรา?  

ประการแรก เรากำหนดเป้าหมาย “ต่ำ” กว่าศักยภาพ ความสามารถ และ ความเชื่อที่เราเชื่อว่าพระเจ้าจะทำได้ในชีวิต/ในคริสตจักรของเรา (แต่เราไปกำหนดตามตัวเงินที่เรามี?)

ประการที่สอง เราพยายามที่จะเผด็จศึกให้แผนงานที่กำหนดเสร็จอย่างด่วนเร็วเกินไป   อย่าลืมว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ” “แสนลี้เริ่มต้นที่ก้าวแรก” เวลาเรากินข้าวโพดต้มจากฝัก เราแทะทีละเล็กทีละน้อย ค่อยแทะ ค่อย ๆ เคี้ยว แล้วค่อยกลืน แล้วแทะใหม่ในที่ใหม่ต่อไป เราไม่ได้กลืนข้าวโพดครั้งละฝัก! และนี่คือวิถีการทำงานของคริสตจักรร่วมสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในชีวิตประจำวันของสมาชิกแต่ละคน

ประการที่สาม ที่ผ่านมาเรามักกำหนด วิสัยทัศน์/นิมิต/เป้าหมาย ตามที่เราคิด เราอยากทำ เราอยากได้ มิได้กำหนด วิสัยทัศน์/นิมิต/เป้าหมาย ที่สอดคล้องกับพระมหาบัญชา หรือ สิ่งที่พระคริสต์ต้องการให้คริสตจักรทำอย่างเป็นกระบวนการ  

นี่คือสาเหตุหลักในความผิดพลาดของคริสตจักร!

พระราชกิจของพระเจ้าที่กระทำในชีวิตของเราและของคริสตจักร ไม่ได้ทำแบบ “ไฟลามทุ่ง” ไม่ใช่ทำแบบสร้าง “อีเวนท์” (Event) ทำครั้งเดียวจบ? แต่ทำอย่างเป็นกระบวนการต่อเนื่อง เพราะคริสตจักรต้องทำการสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์บนโลกนี้!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

13 มิถุนายน 2562

คริสตชน... “มองบวก” อย่างไร?

การมองบวกนั้นเป็นการมองแบบไหน?

การมองบวก มิใช่ การมองทุกอย่างว่าดี ทั้ง ๆ ที่บางสิ่งบางอย่างเรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งนั้นไม่ถูก สิ่งนั้นไม่จริง สิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนั้นกำลังมีปัญหา

แต่การมองบวกคือ  การมองทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์  บนความเป็นจริง และ รับรู้สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง แต่ด้วยกระบวนทัศน์*ที่สร้างสรรค์  กล่าวคือ มีกระบวนทัศน์ที่มองในสิ่งที่ดีถูกต้องว่าจะพัฒนาให้สิ่งนั้นดีและถูกต้องยิ่งขึ้นได้อย่างไร และ มีกระบวนทัศน์ในการมองสถานการณ์ที่เลวร้าย ว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้องนี้จะต้องมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและทำให้เกิดสิ่งดีต่อส่วนรวมอย่างไร
(*กระบวนทัศน์คือ การมองแต่ละเรื่องอย่างตลอดรอดฝั่งและทะลุปรุโปร่งและเป็นกระบวนการ)

กรอบคิดฐานเชื่อ (Mindset) ที่ทำให้มองบวก คิดบวก

ฐานเชื่อกรอบคิด ที่มีอิทธิพลต่อมุมมองรับรู้ในเชิงบวก (มองบวก คิดบวก)  สำหรับความเชื่อของคริสตชนคือ “ความรักเมตตาที่เสียสละ หรือ การให้ชีวิต เพื่อคนอื่นจะมีชีวิตใหม่”  ซึ่งเป็นกรอบคิดฐานเชื่อแบบพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ใช้ในการดำเนินชีวิตและกระทำพระราชกิจของพระเจ้าที่พระบิดามอบหมายให้พระเยซูคริสต์กระทำในโลกนี้ จุดสำคัญสุดยอดคือ การเป็นขึ้นมีชีวิตใหม่ และ ถ้าใครก็ตามที่ยอม “อยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์มีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนนั้น” พลังแห่งชีวิตใหม่ของพระคริสต์ก็จะมีอิทธิพลและทำให้สาวกของพระองค์คนนั้นบังเกิดชีวิตใหม่ เป็นชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นจากที่พระคริสต์ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคนนั้น  

การที่เราจะมีมุมมองบวก กรอบคิดฐานเชื่อที่สำคัญคือ “การให้ชีวิตตนเองแก่คนอื่น”  และการที่จะให้ชีวิตแก่ใครเราต้องมองคนนั้นในความเป็นจริงที่เขาเป็น อย่างพระคริสต์มองมนุษย์เราแต่ละคนเป็นคนบาป ตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่วร้าย ถูกครอบงำโดยอำนาจบาปในการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา แต่มนุษย์เราทุกคนแม้ชีวิตอยู่ในสภาพใดก็ตามพระคริสต์มองว่า  พระองค์ต้องการช่วยกู้เขาให้หลุดรอดออกจากกงเล็บความบาปชั่วที่ครอบงำกดทับชีวิตของเราแต่ละคน เพื่อที่เราจะหลุดรอดออกมาได้ แล้วมามี “ชีวิตอยู่ในพระคริสต์” มีพระคริสต์อยู่ในชีวิตเรา เปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตใหม่ในเราแต่ละคน จากคนใต้อำนาจบาปเราจึงได้เป็นคนใหม่  มาอยู่ภายใต้ร่มพระคุณ เพราะพระราชกิจของพระคริสต์ ที่เกิดสิ่งดีมีค่าอย่างยิ่งในชีวิตของเราได้เช่นนี้เพราะ “พระคริสต์มองบวก” 

คริสตชนมองบวก

การที่เราแต่ละคนจะมองคนอื่นเชิงบวกได้นั้น เราต้องมองเห็นคุณค่าของคนนั้น และ มองว่าชีวิตของมนุษย์แต่ละคนว่า พระคริสต์ทรงเปลี่ยนแปลง สร้างให้เป็นชีวิตใหม่ได้ การมองว่าแต่ละคนมีคุณค่าและความสำคัญนั้นจะเป็นก้าวแรกที่เรายอมทุ่มเทให้ชีวิตของเราในด้านต่าง ๆ แก่คนอื่น เพื่อช่วยและเอื้อให้เขาได้รู้จักพระคริสต์ มีประสบการณ์ชีวิตกับพระองค์ ยอมอยู่ภายใต้พระคุณของพระคริสต์ มีชีวิต “อยู่ในพระองค์” และ พระคริสต์อยู่และทำงานในชีวิตประจำวันของเขา เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงเสริมสร้างใหม่จากพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน   เขาได้รับชีวิตใหม่ในพระคริสต์

ทั้งสิ้นนี้เกิดขึ้นเพราะพระคริสต์ “มองบวก” และ สร้างเราให้เป็นคนที่ “มองบวก” ในชีวิตประจำวัน เพื่อเราจะทำตามพระบัญชาของพระคริสต์ ในการสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตประจำวันในสังคมชุมชนทุกแห่งหนที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้

“คริสตชนมองบวก” จึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่คนจะเป็นสาวกพระคริสต์จะต้องได้รับการเสริมสร้างจากพระคริสต์ ผ่านการรับใช้ของชุมชนคนในคริสตจักร!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

10 มิถุนายน 2562

ใส่ความรักเมตตาลงในงานที่ทำวันนี้

สุขสันติวันจันทร์...วันทำงาน!

เราคิดว่า อะไรคือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนการกระทำในงานชีวิตทุกอย่าง  ตลอดจนถึงอาชีพการงานที่เราทำในแต่ละวัน?

เปาโล กล่าวว่า “14จงทำทุกสิ่งด้วยความรัก” (1โครินธ์ 16:14 อมธ.)   เปาโลไม่ได้กล่าวว่า ให้เราทำงานบางอย่างที่เราชอบด้วยความรัก   แต่กล่าวว่า “จงทำ ทุกสิ่ง (ทุกงาน) ด้วยความรัก”   และท่านกล่าวอีกว่า  “3แม้ข้าพเจ้ายกทรัพย์สินทั้งหมดให้คนยากไร้และยอมพลีกายให้เอาไปเผาไฟ แต่ไม่มีความรักเมตตา ก็เป็นการเปล่าประโยชน์” (1โครินธ์ 13:3 สมช.)

ในที่นี้ประเด็นที่สำคัญคือ   ไม่ว่าจะเป็นงานใด  หรือ การกระทำใด ๆ ที่เราทำในชีวิตประจำวันของเรา  ทุกการกระทำนั้นจะนำไปสู่การยกย่อง นมัสการพระเจ้า   เมื่อเราทำงานนั้น ๆ บนรากฐานแห่งความรักเมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์   และเมื่อเราทำแต่ละงานในชีวิตประจำวันของเราเช่นนั้น  ความรักของพระคริสต์จะสำแดงออกมาเป็นรูปธรรมผ่านชีวิต ท่าที และการกระทำของเราไปถึงเพื่อนร่วมงาน  ไปถึงคนที่ท่านเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย   ไปถึงลูกค้า  ไปถึงคนที่ท่านรับใช้และให้บริการ   คุณแม่เทราซา เคยกล่าวไว้ว่า  “ความสำคัญมิได้อยู่ที่ว่าท่านได้ทำอะไรมากมายแค่ไหน  แต่อยู่ที่ท่านเอาความรักเมตตาใส่ลงไปในการกระทำของท่านต่างหากที่สำคัญยิ่ง” 

เมื่อเราทำอาชีพการงานในชีวิตประจำวันของเรา  จอห์น รัสกิน (John Ruskin) ผู้มีใจเมตตาได้กล่าวว่า  “เมื่อความรักและทักษะมาบรรจบกัน  ก็คาดหวังได้เลยว่า จะเกิดผลงานชิ้นเอก" 

ดังนั้น  เมื่อเราเริ่มต้นในวันใหม่แต่ละวัน   ให้เราตั้งจิตอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย  วันนี้ลูกต้องการและตั้งใจที่จะนมัสการพระองค์ด้วยการกระทำ และทุกงานชีวิตและงานอาชีพที่ลูกจะทำในวันนี้   ลูกตั้งใจและต้องการที่จะใช้ “ของขวัญที่พระองค์ประทานให้” ในชีวิตลูก   เพื่อสำแดงออกถึงความรักเมตตาของพระองค์   เพื่อให้เกิดการสรรเสริญถวายพระเกียรติแด่พระองค์   และลูกต้องการกระทำ “ทุกงาน” ในวันนี้ด้วยความรักเมตตาของพระคริสต์”

1เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เมื่อพิจารณาถึงพระเมตตาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทั้งหลายถวายตัวของท่านแด่พระเจ้าเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต ที่บริสุทธิ์ และที่พระเจ้าพอพระทัย นี่เป็นการนมัสการที่แท้จริงที่ท่านควรถวายแด่พระองค์ (โรม 12:1 สมช.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

07 มิถุนายน 2562

ผู้นำที่ฉันฝันหา...!

  1. ฉันฝันหา...ผู้นำที่ปราดเปรื่อง ที่เป็นผู้นำที่ตระหนักรู้เท่าทันตนเอง มิใช่รู้สารพัดเรื่อง แต่กลับไม่รู้เท่าทันตนเอง
  2. ฉันฝันหา...ผู้นำที่ประสบความสำเร็จที่เป็นผู้นำที่รับผิดชอบต่อผลจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้น มิใช่ผู้นำที่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ลูกน้อง สาดโคลนฝ่ายตรงกันข้าม
  3. ฉันฝันหา...ผู้นำที่นำบวก ใช้ช่วงเวลาแห่งวิกฤติ เป็นช่วงเวลาของความเชื่อศรัทธา “กล้าที่จะก้าวเท้าออกจากเรือ หยั่งเท้าลงในคลื่นทะเลที่กำลังบ้าคลั่ง” อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้นฟังเสียงของพระคริสต์ และกระบวนการนี้มิใช่กล้าที่จะเชื่อศรัทธาเท่านั้น แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เสริมสร้างความเชื่อศรัทธาแก่ทั้งผู้นำและเพื่อนร่วมองค์กรด้วย
  4. ฉันฝันหา...ผู้นำที่ตระหนักรู้ชัดว่ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมโลกทั้งใบ แต่ “ช่วงเวลาวิกฤติเป็นช่วงเวลาแห่งความเชื่อ คือเชื่อในการทรงนำตามแผนการของพระเจ้า มิใช่เชื่อในความรู้ความสามารถของ “ตนเอง” หรือ เชื่อว่า “กูทำได้”  “ฉันมีแผนแล้ว” 
  5. ฉันฝันหา...ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะให้สิ่งดีขององค์กรมาเป็นอันดับต้น ก่อนความสนใจและสิ่งดี ๆ สำหรับตนเอง มิใช่ “ฉันมาก่อน พวกพ้องตามมา ส่วนบรรดาประชากรค่อยวันกันทีหลัง”


ชีวิตองค์กรจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ก็อยู่ที่ภาวะผู้นำ ของคน ๆ นั้น ทีม ๆ นั้น และ ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ...คนในองค์กรนั้น ๆ ว่ามี “ฐานเชื่อกรอบคิด” (mindset) เกี่ยวกับองค์กรของเราอย่างไร?

ผมเชื่อว่า... สิ่งแรกคือ อยู่ที่ภาวะผู้นำของตัวฉันเองว่าเป็นอย่างไรกันแน่!? ในฐานะที่เป็นอวัยวะหนึ่งในองค์องค์กรนี้

ฉันฝันหา... “ฅนนำตน”  มิใช่เริ่มต้นที่  “ตนนำคนอื่น” ครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

03 มิถุนายน 2562

แล้วแผ่นดินของพระเจ้ามีลักษณะอย่างไร?

มีหลายท่านที่ได้ถามว่า ที่ว่าแผ่นดินของพระเจ้าได้ปรากฏขึ้นแล้วในโลกนี้นั้นเป็นอย่างไรกันแน่? และที่ว่าแผ่นดินของพระเจ้าได้มาแล้วในโลกนี้ แต่ยังไม่ใช่ทุกแห่งหนในโลก (หรือ ยังไม่ครบสมบูรณ์) นั้นเป็นไปได้อย่างไร?

ที่ใดก็ตามที่พระคริสต์ทรงครอบครอง แผ่นดินของพระเจ้าก็ปรากฏขึ้นในที่นั้นแล้ว และนี่เป็นตัวชี้วัดง่าย ๆ ที่ไหนบ้างที่แผ่นดินของพระเจ้าปรากฏ และมีแนวโน้มที่จะขยายความเป็นแผ่นดินของพระเจ้าให้กว้างไกลออกไป

ปราการแรกสุด แผ่นดินของพระเจ้าปรากฏในพระกิตติคุณ พระเยซูคริสต์เองเรียกพระกิตติคุณว่า “ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า” (ลูกา 4:43 มตฐ.) การเข้าใจอย่างถูกต้องคือ ข่าวประเสริฐคือการป่าวประกาศถึงการครอบครองของพระเจ้า และเป็นข่าวดีสำหรับคนทั้งปวง (ลูกา 2:10)

ประการที่สอง แผ่นดินของพระเจ้าก็อยู่ในชีวิตของผู้เชื่อในข่าวประเสริฐ และ ผู้ติดตามพระคริสต์แต่ละคน เมื่อพระคริสต์ทรงครอบครองความนึกคิดจิตใจของเรา แผ่นดินของพระเจ้าก็จะครอบครองทั้งชีวิตของเรา (โคโลสี 3:15)

ประการที่สาม เมื่อพระคริสต์ทรงครอบครองในชุมชนคริสตจักรท้องถิ่นของเรา   แผ่นดินของพระเจ้าก็จะอยู่และปรากฏท่ามกลางชุมชนคริสตจักรของเรา (วิวรณ์ 1:6) กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อผู้เชื่อรวมตัวกันเป็นชุมชนผู้เชื่อในพระคริสต์ที่เราเรียกว่าคริสตจักร มีชีวิตที่ยอมจำนนต่อพระคริสต์ และ อ่อนน้อมรับใช้กันและกัน แผ่นดินของพระเจ้าก็อยู่ท่ามกลางชุมชนคริสตจักรนั้น

เราพึงตระหนักชัดว่า การครอบครองของพระเจ้าจะขยายพื้นที่กว้างไกลออกไปทุกครั้ง เมื่อมีคนได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐ และ ตัดสินใจเริ่มติดตามพระเยซูคริสต์ด้วยความเชื่อในข่าวประเสริฐของพระองค์

จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง Ben Sobels (เบน) ได้เป็นพยานชีวิตเรื่องแผ่นดินของพระเจ้ากับชายผู้สูงอายุที่ชื่อ Bob (บ๊อบ) ซึ่ง Mickey ภรรยาของเขาได้อธิษฐานเผื่อเขาเป็นเวลา 50 ปีเพื่อให้สามีตัดสินใจรับเชื่อและติดตามพระเยซูคริสต์ เมื่อสองปีที่ผ่านมา ซึ่งเขามีอายุ 76 ปี  เขาตัดสินใจรับเชื่อและติดตามพระเยซูคริสต์ รับบัพติสมาในคริสตจักรของ Ben การครอบครองของพระเจ้าได้ลุกล้ำขยายเข้าในชีวิตส่วนตัวและชีวิตสมรสของบ๊อบ ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย 

หนึ่งปีที่ผ่านมา บ๊อบ ได้มาหาเบนแล้วถามว่า “ฉันเชื่อในพระกิตติคุณ ฉันได้รับบัพติสมา  และเข้าร่วมกับชุมชนคริสตจักรในทุกวันอาทิตย์ แล้วต้องทำอะไรต่อไป?”  นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก เบนจึงถามบ๊อบว่า เขาสนใจที่จะเข้าร่วมกลุ่มสาวกพระคริสต์ไหม? โดยเข้าร่วมกับเบนและเพื่อนอีกสองคน ในกลุ่มนี้เราศึกษาพระกิตติคุณมาระโกด้วยกันประมาณครั้งละ 1 บท เพื่อจะแสวงหาว่า มีคำสอนของพระเยซูคริสต์อะไรบ้างที่เราจะนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเมื่อเขาอ่านพระกิตติคุณตอนไหนที่พระเยซูคริสต์สั่ง/สอนให้เราทำ เขาจะนำคำสอน/สั่งนั้นไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของเขาตลอดสัปดาห์ข้างหน้า หรือมีอะไรที่พระองค์กระทำกับสาวกของพระองค์ในพระกิตติคุณตอนที่เขาได้อ่าน เขาก็จะทำตามพระองค์ เขาทั้งสี่คนในกลุ่มตั้งใจที่จะทำตามนี้ร่วมกัน (ยากอบ 1:22 อมธ.) ในฐานะผู้เชื่อใหม่ บ๊อบ ซึมซับเอาคำสอน และ แบบอย่างชีวิตของพระเยซูคริสต์เข้าในการดำเนินชีวิตประจำวันของตน

ด้วยการฝึกฝนเสริมสร้างชีวิตสาวกพระคริสต์ดังกล่าว บ๊อบได้เรียนรู้อีกว่าเมื่อเขาเป็นสาวกของพระคริสต์แล้ว เขาสามารถที่จะหนุนเสริมคนอื่นให้เป็นสาวกของพระคริสต์ด้วย เฉกเช่นมีผู้กล่าวไว้ว่า “มีแต่สาวกของพระคริสต์เท่านั้นที่จะสร้างสาวกพระคริสต์ได้” (คนที่ยังไม่เคยรับการสร้างให้เป็นสาวกพระคริสต์ย่อมสร้างสาวกพระคริสต์ไม่ได้)

กลุ่มนี้ใช้เวลา 6 เดือน ในการศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนและรูปแบบชีวิตของพระคริสต์ตามพระกิตติคุณมาระโก บ๊อบเองก็เริ่มรวบรวมกลุ่มเสริมสร้างสาวกของตนขึ้น และการลงแรงลงชีวิตในการเสริมสร้างสาวกพระคริสต์ของเขาเกิดผล หลังจากที่เขาเริ่มกลุ่มของเขาไม่นานมีสองคนในกลุ่มขอรับบัพติสมา ในเวลานี้ บ๊อบได้นำกลุ่มเสริมสร้างสาวกพระคริสต์กลุ่มที่สองอยู่ และเขาเตรียมตัวในการที่จะสอนชั้นเรียนของผู้ที่จะประกาศตัวเป็นสมาชิกในคริสตจักรและเป็นสาวกของพระคริสต์

ตอนนี้ บ๊อบ อายุ 78 ปี มาเป็นสาวกพระคริสต์ได้สองปี และทำงานเสริมสร้างสาวกอย่างเอาจริงเอาจัง พระเจ้าทรงเพิ่มพูนผลงานในการลงแรงลงชีวิตของเขา เขามีประสบการณ์การชื่นชมยินในพระเจ้า เขามิใช่เพียงแต่มีชีวิตที่กลับใจเชื่อเท่านั้น แล้วเขาก็ไม่ใช่มีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง “ส.ว. (สาวก) ของพระเจ้า” เท่านั้น แต่บ๊อบมีความเข้าใจอย่างชัดเจนและเป็นพยานชีวิตว่า แผ่นดินของพระเจ้ามาปรากฏและขยายกว้างไกลออกไปในโลกนี้อย่างไร เมื่อใครก็ตามที่เป็นสาวกพระคริสต์ในแผ่นดินของพระเจ้า อย่างเช่น บ๊อบ เขาจะเสริมสร้างให้คนอื่นเป็นสาวกพระคริสต์เพิ่มมากขึ้น เพื่อว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะขยายออกไปทั่วทั้งโลก  

พระเยซูคริสต์ทรงเรียกเราทุกคนในฐานะสาวกของพระองค์ ให้ดำเนินชีวิตสมกับการเป็นสาวกพระคริสต์ และ สร้างสาวกพระคริสต์เฉกเช่นที่บ๊อบได้ทำแล้ว

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

29 พฤษภาคม 2562

เมื่อพระกิตติคุณเพี้ยน สาวกที่สร้างก็ง่อยเปลี้ย!

อุปสรรคที่กีดขวางอันใหญ่ต่อการเจริญเติบโตของคริสตจักรในยุคนี้คือ  ความเชื่อเกี่ยวกับพระกิตติคุณพระคริสต์ของคริสตจักรถูกบิดเบือนจนผิดรูปผิดแบบจากที่ควรจะเป็น   ส่วนหนึ่งเกิดจากการเทศนาของคริสตจักร (และอีกส่วนที่คริสตจักรจำเป็นจะต้องพูดให้ชัดเจน  แต่กลับไม่พูดถึงในการเทศนาของตน)  

ขอตั้งข้อสังเกตว่า พระกิตติคุณพระเยซูคริสต์ที่เทศนาในประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็น “พระกิตติคุณของผู้บริโภค”  ที่เน้นแต่เรื่องการอภัยโทษบาปเท่านั้น แต่ไม่พูดถึงชีวิตที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงจากพระราชกิจของพระคริสต์ภายในชีวิตของแต่ละคน ปัญหาของพระกิตติคุณประเภทนี้คือ เป็นการเสนอความจริงของพระกิตติคุณเพียงส่วนเดียวเท่านั้น และพระกิตติคุณขาดอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

ส่วนอีกหลายประเทศที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ก็มีพระกิตติคุณที่บิดเบือนไปอีกด้านหนึ่งเช่นกัน จากที่สังเกตเห็น พระกิตติคุณคล้าย ๆ ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ “พระกิตติคุณเพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย”  ทำให้การเสริมสร้างสาวกพระคริสต์เกือบไม่สามารถสอนถึงหัวใจของพระกิตติคุณ พระกิตติคุณประเภทนี้ทำให้คริสตชนทุกคนกลายเป็นผู้บริโภคสินค้าและบริการทางคริสต์ศาสนา (ซึ่งมีหลายรูปแบบด้วยกัน) และ การนมัสการเป็นการปลดปล่อยทางอารมณ์ (การบริการทางอารมณ์)

ไม่ว่าจะเป็นพระกิตติคุณที่เน้นเรื่องการอภัยโทษเท่านั้น หรือ พระกิตติคุณแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย รวมถึงการสร้างสาวกให้เป็นอย่างที่ตนเชื่อในสองกลุ่มนี้ พระกิตติคุณทั้งสองประเภทดังกล่าวไม่มีพื้นที่สำหรับวิถีทาง และ วิธีการแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่พระเยซูได้ถ่ายทอดส่งต่อผ่านมาทางสาวกที่ติดตามพระองค์ ไม่มีช่องทางที่จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงชีวิต และไม่คาดหวังว่าคนที่ได้รับความรอดจะติดตามพระเยซูคริสต์อย่างจริงจัง  

ยิ่งกว่านั้น พระกิตติคุณทั้งสองแบบดังกล่าว ไม่ได้ให้แบบอย่างของการเสริมสร้างสาวก  และแบบอย่างสาวกผู้สร้างสาวก ความคิดที่ว่าผู้เชื่อทุกคนในพระคริสต์เป็นผู้ติดตามพระคริสต์ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนศาสตร์  โปรแกรม หรือหลักสูตรของคริสตจักรเหล่านี้  

กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระกิตติคุณทั้งสองประเภทเป็นอันตรายถึงกับทำให้คริสตจักรตายได้   เพราะทั้งสองพระกิตติคุณต่างแยกการกลับใจใหม่ออกจากการสร้างสาวกพระคริสต์  แล้วให้การเสริมสร้างสาวกพระคริสต์เป็นสิ่งที่คริสตจักรจะเลือกทำและไม่ทำก็ได้

ประเด็นสำคัญในการเสริมสร้างสาวกพระคริสต์คือ
  • เราไม่สามารถเสริมสร้างสาวกที่มีชีวิตตามแบบพระคริสต์โดยสาวกที่ไม่มีพระกิตติคุณที่ถูกต้องของพระคริสต์
  • เนื้อหาที่เราเทศน์คือตัวกำหนดลักษณะสาวกที่เราเสริมสร้าง


ถ้าคริสตจักรเทศนาพระกิตติคุณที่ผิดพลาดบิดเบือน ต่อให้คริสตจักรต่าง ๆ พยายามทำพันธกิจอย่างจริงจังต่อไปอีก 50 ปี เทศนาเช่นนั้นจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก แต่ก็จะทำให้พระเยซูคริสต์ต้องรอเวลาที่จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งต่อไปอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะคริสตจักรเทศนา หรือ สอนพระกิตติคุณที่ผิดพลาดบิดเบือน พระเยซูตรัสว่า “ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านี้จะถูกประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง” (มัทธิว 24:14 มตฐ.)

พระกิตติคุณเทียมเท็จกล่าวว่า ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งที่ “พระคริสต์ตายเพื่อความบาปผิดของท่าน พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย และเสด็จสู่สวรรค์ แล้วพระองค์จะเสด็จกลับมาในวันใดวันหนึ่ง เพื่อจะมารวบรวมคริสตจักรของพระองค์ ใครก็ตามที่เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงนี้ของคริสตจักร และ เข้ารับบัพติสมา คนนั้นก็เป็นคริสตชนแล้ว คนนั้นก็รอดแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีก และเป็นความจริงว่าท่านไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เพราะทั้งสิ้นนี้เป็นไปได้ก็ด้วยพระคุณของพระเจ้า”

แต่ ดร.ดาลัส วิลลาร์ด นักคริสต์ศาสนศาสตร์ร่วมสมัยได้กล่าวไว้อย่างแหลมคมว่า “เรามิใช่ได้รับความรอดโดยพระคุณเท่านั้น เรากลายเป็นคริสตชนที่รอดแล้ว แต่ง่อยเปลี้ยหมดแรงโดยพระคุณ(ที่เราเข้าใจ)ด้วย” คริสตจักรปัจจุบันกลายเป็นผู้ที่เป็นง่อยเปลี้ย หมดแรง จำนวนมากมาย เพราะมีมุมมองที่บิดเบี้ยวคดงอในเรื่อง “เรื่องพระกิตติคุณของพระคริสต์”  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499