10 พฤษภาคม 2564

พระคริสต์ไม่เคยมีบัญชาให้หาสมาชิกมาเต็มอาคารโบสถ์

คริสตจักรมิใช่ที่รวมตัวกันเพื่อประกอบศาสนพิธีอย่างมีชีวิตชีวา เพราะมีผู้คนมาร่วมกันมากมายหลายคน

คริสตจักรมิใช่ที่ที่เราจะมาเพียงเพื่อผ่อนคลายความเครียด หรือ ระบายอารมณ์

คริสตจักรมิใช่เพียงที่ที่เราจะพบปะสังสรรค์และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับคนพวกเดียวกัน

คริสตจักรของพระเยซูคริสต์มิได้วัดกันว่า วันอาทิตย์นี้ คืนวันพุธอาทิตย์นี้ มีคนมาเต็มอาคารโบสถ์หรือไม่? ตัวชี้วัดสุขภาพ ประสิทธิภาพ และสมรรถภาพของชีวิตคริสตจักรมิได้วัดกันที่ว่ามีคนมาโบสถ์มากน้อยแค่ไหน หรือมีคนมาเต็มโบสถ์-ล้นโบสถ์หรือเปล่า เพราะพระเยซูคริสต์ไม่เคยสั่งพวกสาวกและพวกเราว่า "ท่านจงหาคนมาก ๆ ให้มาเข้าโบสถ์ในวันอาทิตย์ เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าท่านทั้งหลายรักเราจริง” แต่ถ้ากลับมาพิจารณาพฤติกรรมการทำพันธกิจของคริสตจักรและศิษยาภิบาลจำนวนมากในปัจจุบันได้ทุ่มเทเวลา กำลัง และวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้มีคนมาร่วมกันในอาคารโบสถ์มากยิ่งขึ้น เรากำลังกระทำคลาดเคลื่อนจากพระประสงค์ที่แท้จริงของพระคริสต์หรือเปล่า?

ทั้งพระเยซูคริสต์และสาวกไม่เคยเน้นย้ำเรื่อง “การไปที่อาคารคริสตจักร” แต่จะเน้นย้ำเรื่อง “การเป็นคริสตจักร” และในมาระโก 16:15 บอกให้เราทุกคนว่า “จงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนทั้งปวง...”  (อมธ.)

พระเยซูคริสต์ไม่เคยสอนให้เราอธิษฐานว่า “ขอให้มีคนมาเต็มอาคารคริสตจักร” แต่พระองค์บอกให้เราว่า “งานเก็บเกี่ยวมีมากแต่คนงานมีน้อยนัก เหตุฉะนั้นจงทูลขอต่อพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว ให้ส่งคนงาน มายังทุ่งแห่งการเก็บเกี่ยวของพระองค์” (ลูกา 10:2 อมธ.)  พระเยซูคริสต์มุ่งเน้นที่การขอคนทำงานตามพระบัญชาของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ขอให้มีคนมาก ๆ มานั่งในโบสถ์

การทำตามพระบัญชาของพระเยซูคริสต์ เป้าหมายของคริสตจักรไม่ใช่ การเติมเต็มคนที่เข้ามาในอาคารโบสถ์หรือคริสตจักร ให้เต็มอาคาร แต่เป็นการเติมเต็ม “ข่าวดีแห่งความรักเมตตาของพระเยซูคริสต์” ให้เต็มล้นในชีวิตเพื่อนบ้านในชุมชนเป้าหมาย

บางท่านอาจจะคิดในใจ หรือเตรียมพร้อมงัดเอาพระธรรม ลูกา 14:23 มาสวนกลับที่กล่าวมาข้างต้นว่า แล้วในคำอุปมาเรื่องงานเลี้ยง แขกที่เชิญไม่มีใครมา เจ้าของงานเลี้ยงยังให้คนใช้ไปกวาดต้อนเอาคนข้างถนนมาให้เต็มบ้านว่า “จงไปตามถนนหนทางในชนบท และระดมพวกเขามาให้เต็มบ้านของเรา” (อมธ.) คนเต็มบ้านในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงคนเต็มอาคารคริสตจักรหรือ? คำอุปมานี้พระเยซูคริสต์เล่าเพราะมีคนถามพระองค์ถึงเรื่องคนที่มาร่วมงานเลี้ยง “ในแผ่นดินของพระเจ้า” และการที่มีคนมาเต็มบ้านในพระธรรมตอนนี้หมายถึงการนำพระกิตติคุณ (คำเชิญชวนให้มางานเลี้ยง) ของพระองค์ให้ไปประกาศนำคนทั้งหลายมาเต็ม “แผ่นดินของพระเจ้า”  (ดูข้อ 15 มตฐ.) ไม่ใช่ “อาคารคริสตจักร”

พระเยซูคริสต์เน้นการออกจากคริสตจักรแล้วเข้าไปในสังคม ไม่ใช่ให้มาเก็บตัวรวมหัวกันในอาคารคริสตจักร

เป็นเรื่องเยี่ยมยอดเลยที่อาคารคริสตจักรจะเต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นผู้เชื่อที่นมัสการพระเจ้าด้วยความกระตือรือร้น มีชีวิตชีวา และแสวงหาพระเจ้าด้วยความจริงใจ แต่การที่จะหาคนมาใส่ให้เต็มอาคารคริสตจักรไม่ใช่เป้าหมายของพระบัญชาของพระเยซูคริสต์

พระเจ้าต้องการใช้อาคารคริสตจักรเป็น “เครื่องมือ” ที่เตรียมและเสริมสร้างสมาชิกให้เข้าไปถึงสังคมโลก อาคารคริสตจักรมิใช่ “เป้าหมาย” ของการมีคริสตจักร

คริสตจักรมากมายในปัจจุบัน ที่มีคนจำนวนมากมาเต็มอาคารคริสตจักร แล้วก็ทำกิจกรรมและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ในคริสตจักร แต่ชุมชนเพื่อนบ้านโดยรอบคริสตจักรกลับไม่ได้รับการดูแล เอาใจใส่จากคริสตจักรเลย ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ไม่ได้ตกลงในชีวิตและในชุมชนคนเหล่านั้น

ดังนั้น คริสตจักรที่ยิ่งใหญ่เข้มแข็งจึงมิได้ดูกันที่ขนาดอาคารและบริเวณคริสตจักร หรือจำนวนคนที่มาในตัวอาคาร แต่ตัวชี้วัดความยิ่งใหญ่และเข้มแข็งของคริสตจักรควรวัดกันที่ “คุณภาพชีวิตการเป็นสาวกพระคริสต์” ในชีวิตของสมาชิกแต่ละคน และ ชีวิตที่ร่วมกันของคนเหล่านี้   เป็นชุมชนผู้เชื่อที่เน้นและสำแดงออกถึงชีวิตที่เป็นรูปธรรม 2 ด้านคือ

(1) ชีวิตของสมาชิกแต่ละคนเป็นชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง หรือ เป็นขึ้นใหม่โดยพระคริสต์

(2) เป็นคริสตจักรที่ “เสริมสร้าง” และ “ส่งสมาชิกแต่ละคนและทุกคนให้เข้าไปในสังคมชุมชนด้วยความรักเมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์ รับใช้ และ แบ่งปัน “ข่าวดีของพระคริสต์” อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการกระทำในชีวิตของสมาชิกแต่ละคน เพื่อตอบสนองความหิวกระหายในชีวิตของผู้คนรอบข้างคริสตจักร

ดังนั้น เราคงต้องชี้วัดคุณภาพ ประสิทธิภาพ สมรรถภาพ สุขภาพ และความเข้มแข็งของคริสตจักรจากการที่คริสตจักรนั้น ๆ สามารถที่จะ “ส่ง” สมาชิกของตนให้ออกจากคริสตจักรเข้าไปในสังคมชุมชนเพื่อแบ่งปันข่าวประเสริฐด้วยชีวิตมีประสิทธิภาพแค่ไหน ไม่ใช่นับจำนวนคนที่มีในอาคารและบริเวณโบสถ์ว่ามีมากเท่าใด

คริสตจักรนำผู้คนมาเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะเตรียม เสริมสร้างพวกเขาแต่ละคนให้เข้มแข็งแล้วส่งพวกเขาให้ออกจากคริสตจักร เพื่อนำพระกิตติคุณของพระคริสต์ไปยังชีวิตของคนรอบข้างที่เขาพบเห็น สัมผัส ในชีวิตประจำวันในชุมชนที่เขาอยู่และทำงาน ผ่านการดำเนินชีวิตที่สำแดงความรักเมตตาที่เสียสละของพระคริสต์

ถ้าเป็นเช่นนี้ แม้อาคารคริสตจักรของเราจะดู “โหรงเหรง” แต่เป็นที่น่าภูมิใจยิ่งครับ!



07 พฤษภาคม 2564

จัดการกระบวนคิดของท่านเพื่อประสิทธิผลในการทำพันธกิจ

สุขภาพจิตของเรามีส่วนสำคัญยิ่งในการเกิดประสิทธิผลในการทำพันธกิจ เป็นการง่ายที่เรามักคิดไปว่า ปัญหาของเรามีสาเหตุจากสถานการณ์โดยรอบของเรา หรือเพราะเราขาดทรัพยากรที่ใช้ในการทำพันธกิจ หรือเพราะชุมชนคริสตจักรของเราไม่ใส่ใจแยแสต่อจิตวิญญาณ หรือเพราะการปล้ำสู้กันในชีวิตที่เรากำลังเผชิญ และส่วนใหญ่แล้วเราไม่ค่อยคิดถึงว่าสาเหตุของปัญหามาจากวิธีการคิด หรือ กระบวนคิดของเรา

แต่สัจจะความจริงก็คือว่า พระเจ้าสนใจที่จะเปลี่ยนความนึกคิดของเรามากกว่าสถานการณ์โดยรอบของเรา เราต้องการให้พระเจ้าช่วยเปลี่ยนสถานการณ์โดยรอบของเรา และช่วยขจัดปัดเป่าความเจ็บปวดและความโศกเศร้าที่เราได้รับ ประเด็นนี้ก็สำคัญ แต่พระเจ้าต้องการจัดการกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ภายในชีวิตของเรามากกว่า (สิ่งที่อยู่ภายนอกชีวิตของเรา)

เปาโลบอกเราว่า“อย่าดำเนินชีวิตตามอย่างคนในโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจความนึกคิดของท่านใหม่จากพระเจ้า เพื่อให้ท่านเป็นคนใหม่  แล้วท่านจึงจะสามารถพิสูจน์และยืนยันได้ว่าสิ่งใดคือพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นพระประสงค์อันดีอันเป็นที่พอพระทัยและสมบูรณ์พูนพร้อมของพระองค์” (โรม 12:2 สมช.)

จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในชีวิตและการทำพันธกิจเลย นอกจากท่านจะเปลี่ยนวิธีคิด หรือ กระบวนคิดก่อนเท่านั้น ริก วอร์เรน ได้กล่าวถึง กระบวนยุทธการต่อสู้ทางความคิดไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ครับ

·         เพราะความนึกคิดควบคุมชีวิตของท่าน  ทุก ๆ พฤติกรรม หรือ การกระทำเริ่มมาจากความนึกคิด ถ้าเราไม่คิดเช่นนั้นเราก็จะไม่ทำเช่นนั้น สุภาษิต 4:23 กล่าวไว้ว่า “จงระแวดระวังใจของเจ้ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด  เพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำออกมาจากใจ” (มตฐ.)

แม้แต่ความคิดที่ไม่จริงก็จะหล่อหลอมชีวิตทั้งชีวิตหากท่านไม่ตรวจสอบความคิดนั้น

  • ความนึกคิดคือสมรภูมิกับอำนาจแห่งความบาปชั่ว เราชนะหรือพ่ายแพ้ในการต่อสู้กับอำนาจแห่งความบาปชั่วก็เริ่มต้นจากความนึกคิดของเรา การถูกทดลองล่อลวงล้วนเกิดขึ้นที่ความนึกคิดของเรา ผลที่ตามมาก็คือ ความบาปก็เกิดขึ้น เปาโลอธิบายกระบวนการที่เกิดขึ้นของความบาปในความนึกคิดของเราไว้เช่นนี้ว่า “เพราะในส่วนลึกข้าพเจ้าชื่นชมในบทบัญญัติ (มาตรฐานตามพระประสงค์) ของพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าเห็นกฎอีกข้อหนึ่ง (อีกมาตรฐานหนึ่ง) อยู่ในกายของข้าพเจ้า กฎนี้ต่อสู้กับกฎภายในจิตใจของข้าพเจ้า และทำให้ข้าพเจ้าเป็นนักโทษของกฎแห่งบาปซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า” (โรม 7:22-23 สมช.สมช3ะเจ้าะสงคพระเจ้า  3รต่อสธู้กคิดของเรา   การถราไม่คิดเช่นนั้นเรากะ)  

ความนึกคิดของท่านเป็นพื้นที่การทำงานในชีวิตที่สำคัญที่สุด  และซาตานต้องการเข้าไปควบคุมกระบวนการคิดของท่าน

  • การจัดการความนึกคิดของท่านเป็นกุญแจดอกสำคัญสู่สงบสันติและความสุข   การที่ไม่มีการจัดการความนึกคิดย่อมนำสู่ความเครียด กดดัน และ ความขัดแย้ง ส่วนการที่มีการจัดการทางความนึกคิดจะนำสู่สันติสุข ความเยือกเย็น และความมั่นใจ ในโรม 8:6 กล่าวว่า “จิตใจของคนบาป หรือ จิตใจที่จดจ่ออยู่กับเนื้อหนังนำไปสู่ความตาย...” (อมธ.)

นิสัย และ วินัยชีวิตประจำวัน 3 ประการ ที่จะช่วยท่านบ่มเพาะความนึกคิดที่เข้มแข็ง:

(1) การหล่อเลี้ยงความนึกคิดของท่านด้วยสัจจะความจริง

เราต่างรู้ถึงความสำคัญของอาหารที่บำรุงเลี้ยงเรา สารอาหารที่ดีช่วยให้เราแข็งแรง และให้พลังงานมากขึ้น สารอาหารที่ไม่ดีอันตรายต่อร่างกายของเรา

นี่ก็เป็นความจริงเกี่ยวกับความนึกคิดของเรา เพื่อที่เราจะมีชีวิตที่มีสุขภาพทางความนึกคิด เราจำเป็นต้องหล่อเลี้ยงความคิดของเราด้วยสัจจะความจริง ไม่ใช่ด้วยขยะความคิด หรือ ความคิดที่เป็นพิษ

พระเยซูคริสต์ได้บอกเราเกี่ยวกับ “อาหารความคิด” ที่ดีเมื่อพระองค์ตอบโต้กับซาตานว่า  “มนุษย์ไม่อาจดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ดำรงชีวิตด้วยทุกถ้อยคำจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (มัทธิว 4:4 อมธ.)

ท่าน...ครับ พระคัมภีร์เป็นอาหารสำหรับจิตวิญญาณของเรา เรามิเพียงอ่านเพื่อเตรียมสิ่งที่เราจะสอนและเทศน์ในวันอาทิตย์เท่านั้น แต่เราอ่านพระคัมภีร์เพื่อที่จะทำให้เรามีสุขภาพความนึกคิดที่ดีและแข็งแรงในทุก ๆ วัน

(2) การปลดปล่อยความคิดของเราจากความคิดที่ทำลายล้าง

ความนึกคิดของเราต้องการการปลดปล่อย เราเป็นนักโทษของความคิดของตนเอง เราได้รับการบอกเล่าเรื่องที่ไม่จริงเกี่ยวกับตัวเรา และเราได้หลงในหลายเรื่องที่ไม่จริงเหล่านั้น และความนึกคิดที่ชั่วเหล่านั้นได้เข้าครอบงำควบคุมการกระทำในชีวิตของเรา

ทุกวันเราต้องต่อสู้กับซาตาน ซึ่งเป็นธรรมชาติตัวเก่าของเราและระบบคุณค่าแห่งสังคมโลกนี้   แต่พระคัมภีร์บอกแก่เราว่า “อาวุธที่เราใช้ต่อสู้ไม่ใช่อาวุธของโลก แต่เป็นอาวุธที่เปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าสามารถทำลายล้างที่มั่นต่าง ๆ ได้ เราทำลายล้างประเด็นโต้แย้งและคำแอบอ้างทั้งปวงที่ตั้งตัวขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และเราสยบทุกความคิดให้ยอมจำนนเชื่อฟังพระคริสต์” (2โครินธ์ 10:4-5 อมธ.)

เบื้องหลังบาปทุกอย่างเป็นเรื่องโกหกที่เราเลือกที่จะเชื่อ และมันจะกลายเป็น “ฐานคิด” ที่แข็งแรง แต่เปาโลบอกเราว่า ให้เรา “สยบทุกความคิดให้ยอมจำนนเชื่อฟังพระคริสต์” 

เราต้องตัดสินใจให้ความนึกคิดของพระคริสต์ครอบครองในแต่ละวันของเรา เวลาที่ดีที่สุดที่จะต่อสู้เอาชนะการทดลองล่อลวง คือเราต้องจัดการควบคุมอำนาจชั่วในความนึกคิดของเราก่อนที่จะมีการลงมือกระทำ

(3)  มุ่งมองไปยังสิ่งที่ถูกต้อง

ในฟิลิปปี 4:8 กล่าวไว้ว่า “...จงใคร่ครวญถึงสิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ รวมทั้งถ้ามีสิ่งใดที่ยอดเยี่ยม สิ่งใดที่น่ายกย่อง” (มตฐ.) แล้วอะไรคือสิ่งดีที่เราควรให้ความสำคัญ?

  • คิดถึงพระเยซูคริสต์ ตามที่มีคำกล่าวว่า ท่านจะเป็นอย่างคนที่ท่านคิดถึงมากที่สุด   ถ้าท่านคิดเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ท่านก็จะเป็นอย่างพระองค์ ดังนั้น เมื่อเรากำลังจะยอมแพ้ให้เราคิดถึงพระเยซูคริสต์
  • คิดถึงคนอื่น ทุกอย่างในโลกนี้จะสอนให้เราคิดถึงตัวเราเอง และไม่ต้องคิดถึงใครคนอื่นใด แต่พระคัมภีร์ บอกแก่เราว่า ชีวิตมิใช่เรื่องเกี่ยวกับตัวเราเอง เราจะรู้ถึงความหมายที่แท้จริงเกี่ยวกับชีวิต เมื่อเราเรียนรู้ที่จะให้ชีวิตของเราแก่ผู้อื่น
  • คิดถึงเรื่องที่เป็นนิรันดร์ ชีวิตเป็นเรื่องที่มากกว่า “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” เรามักคิดสั้นคิดแคบคิดใกล้ตัวเราเอง โคโลสี 3:2 กล่าวว่า“จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก” (อมธ.)  

การเรียนรู้การจัดการเกี่ยวกับความนึกคิดของเราจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราและพันธกิจที่เรากระทำ พระเจ้าประทานความนึกคิดแก่เรา และสิ่งนี้คือสิ่งมีค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา

ได้เวลาที่เราจะใส่ใจต่อสู้กับอำนาจแห่งความชั่วที่ทำสงครามในความนึกคิดของเราในแต่ละวัน



05 พฤษภาคม 2564

พระเจ้าหล่อหลอมชีวิตเราบนเส้นทางทุรกันดาร

ใคร ๆ ก็อยากมีชีวิตที่สุข สะดวกสบาย และปลอดภัย

หลายคนที่รักการผจญภัยได้สมัครเข้าร่วมในกิจกรรมที่ยากลำบาก ในพื้นที่ต้องผ่าฟันอันตราย   เพื่อแสวงหาประสบการณ์ทักษะการอยู่รอดที่จะช่วยเขาให้ปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงภัย ยากลำบาก  

ถิ่นทุรกันดาร เป็นพื้นที่ป่า บางแห่งที่แห้งแล้ง เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยของคน  แต่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า สัตว์ร้ายเท่านั้น ในบริบทของพวกอิสราเอลยังหมายถึงทะเลทรายที่แห้งแล้ง

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 2:1-7 บอกเราถึงว่า พวกอิสราเอลเดินวนที่ภูเขาเสอีร์และพระเจ้ามีบัญชาให้พวกเขาเดินทางไปทางทิศเหนือซึ่งต้องผ่านดินแดนที่อยู่ของลูกหลานเอซาว ให้อิสราเอลซื้ออาหาร และ น้ำดื่มจากพวกเขา พระเจ้าตรัสกับชนอิสราเอลว่า 

“พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงอวยพรการงานทุกอย่างที่ท่านทำ ทรงดูแลท่านตลอดการเดินทางผ่านถิ่นกันดารอันกว้างใหญ่นี้ พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านสถิตกับท่านตลอดสี่สิบปีมานี้ และท่านไม่ได้ขัดสนสิ่งใดเลย” (ข้อ 7 อมธ.) พระเจ้าจะทรงนำพวกเขาเดินผ่านดินแดนนี้ไปอย่างสงบ และพระเจ้าบัญชาให้อิสราเอลเดินผ่านแผ่นดินลูกหลานของเอซาว และ โมอับอย่างสันติ ไม่ให้ยั่วยุให้เกิดการต่อสู้หรือทำสงครามกัน (ข้อ 9)

คำว่า “ถิ่นทุรกันดาร” เราอ่านพบในพระคัมภีร์ในหลาย ๆ แห่ง พระคัมภีร์มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับผู้เชื่อที่ต้องดั้นด้นอย่างเหน็ดเหนื่อยไปในถิ่นทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลที่เดินทางไปยังแผ่นดินคานาอัน กษัตริย์ดาวิดที่ต้องหลบลี้หนีและซ่อนตัวจากกษัตริย์ซาอูลที่ตามล้างตามผลาญชีวิตของเขา และเรายังพบอีกว่าพระเยซูคริสต์เองก็ถูกมารทดลองในถิ่นทุรกันดารยูเดียด้วย

ดูเหมือนว่า คำว่าถิ่นทุรกันดารในพระคัมภีร์บ่งบอกถึงชีวิตที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก   แต่เราทุกคนต่างจำเป็นที่จะต้องผ่านการฝึกฝนชีวิตใน “ถิ่นทุรกันดาร”  และแสวงหาความอยู่รอดในชีวิตจิตวิญญาณของเรา

พระเจ้าคือพระผู้ทรงสร้างแผ่นดินที่ว่างเปล่า และพระองค์ทรงสร้างที่รกร้างว่างเปล่าที่กว้างใหญ่ไพศาลในจักรวาล และพระองค์ที่ล่วงรู้ถึงทุกย่างก้าวขั้นตอนบนเส้นทางเหล่านั้นในถิ่นทุรกันดาร

สิ่งสำคัญที่สุดของการฝึกฝนหล่อหลอมชีวิตใน “ถิ่นทุรกันดาร” คือการที่เราจะต้องมีการชี้นำที่ถูกต้อง เราพบว่า ถิ่นทุรกันดารไม่สามารถคุกคามพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์ยืนหยัดเผชิญกับภัยร้ายด้วยพระวจนะของพระเจ้า และไม่ตกหลุมพรางกับดักของมารร้าย 

วันนี้ขอท่านอย่าวิตกกังวล เพราะการทรงนำของพระเจ้าเราจะสามารถที่จะก้าวย่างเดินไปในเส้นทางผ่านทะลุถิ่นทุรกันดารด้วยการทรงนำเพื่อหล่อหลอมชีวิตของเรา

“องค์พระผู้เป็นเจ้าของผมผู้ทรงรู้ทะลุปรุโปร่ง
ถึงวิถีทางที่ต้องผ่านทะลุถิ่นทุรกันดาร 
สิ่งที่ผมจะต้องทำคือ เดินตามพระองค์ไป” 

(ซิดนี่ อี. คอกซ็  Sidney E. Cox)




03 พฤษภาคม 2564

พระเจ้าทำอะไรบ้างเมื่อชีวิตของเรา “กำลังจมลง”

ใช่...พระเจ้าทำอะไรอยู่ เมื่อเจ้าเชื้อร้ายโควิด 19 ออกแพร่ทำร้ายทำลายชีวิตมนุษย์!

เมื่อท่านต้องก้าวเข้าในพายุชีวิต พระเจ้าไม่ได้อยู่ห่างไกลท่าน และพระองค์ไม่ได้เพียงยืนดูชีวิตที่กำลังเป็นไปของท่าน แต่พระองค์เคียงข้างในสถานการณ์ชีวิตนั้น สำคัญกว่านั้นพระองค์ทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของท่านในเวลาที่ชีวิต "ตกต่ำดำดิ่ง" เพื่อให้เกิดสิ่งดีในชีวิตของท่าน

ถ้าตอนนี้ท่านกำลังหวาดหวั่น หรือ กลัวว่า ชีวิตของท่านกำลังจมลงในทะเลแห่งพายุชีวิตที่น่ากลัว ขอบอกว่า พระองค์ไม่ได้ยืนดูชีวิตที่กำลังจมลงของท่าน แต่พระองค์ประสงค์ให้ท่านทำ 5 ประการร่วมกับพระองค์ เพื่อให้เกิดสิ่งดีในชีวิตของท่าน

(1) จงมีความกล้าหาญเพราะ “พระคริสต์อยู่กับท่าน”

เลิกต่อล้อต่อเถียงกับความกลัว แต่บอกความกลัวว่า ให้มันไปเถียงกับพระเยซู!
(2) กล้าเสี่ยงด้วยความศรัทธา “ในสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้เราทำ”

อย่าทูลขอให้พระเจ้าอวยพระพรในสิ่งที่ท่านทำ แต่ให้ทำในสิ่งที่พระองค์อวยพระพร ทูลถามพระองค์ว่าพระองค์ประสงค์ให้ท่านทำอะไร จากนั้นให้ท่านทำสิ่งนั้นด้วยความเต็มใจไปพร้อมกับพระองค์

(3) มุ่งมองจดจ่อไปที่พระเยซู  “เพื่อท่านจะเดินบนคลื่นลมแรงได้อย่างพระคริสต์”

เวลาใดก็ตามที่ท่านละสายตาไปจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เวลานั้นชีวิตท่านจะ “จมลง” มัทธิว 14:30 กล่าวว่า “แต่พอเปโตรเห็นว่าลมพัดแรงก็กลัวและเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยด้วย!” (สมช.) ถ้าจิตใจของเราจดจ่อมุ่งมองไปที่คลื่นลมที่พัดแรง ซึ่งเป็นสถานการณ์แวดล้อมในเวลานั้นของท่าน เช่นบางคนเสพข่าวสารสถานการณ์ร้าย ๆ จนถูกข่าวสารนั้นกระหน่ำซ้ำเติมความรู้สึกจนชีวิตจมดิ่ง ท่านจะจมลงเฉกเช่นกับเปโตร แต่ถ้าท่านจดจ่อมุ่งมองที่พระเยซูคริสต์ ท่านจะก้าวเดินไปบนคลื่นลมที่บ้าคลั่งนั้นได้อย่างพระองค์

(4) อย่าสงสัย แต่ “จงวางใจในพระเยซูคริสต์

ไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่มากมายอะไรที่ท่านจะก้าวผ่านพายุในชีวิตของท่าน   เพียงแต่ท่านจำเป็นต้องเชื่อวางใจให้ถูกผู้ถูกคน... ท่านจำเป็นต้องเชื่อวางในในพระเยซูคริสต์

(5) สรรเสริญพระเจ้า ที่พระองค์ “กระทำพระราชกิจในชีวิตท่าน”

ถึงแม้ท่านต้องตกอยู่ท่ามกลางพายุชีวิตที่บ้าคลั่งแรงกล้า แม้ในเวลาที่ท่านรู้สึกว่าชีวิตกำลังจมลง หรือแม้แต่ในเวลาที่ท่านกลัวจนตัวสั่นว่าท่านจะต้องประสบกับความตาย ให้ท่านสรรเสริญพระองค์ในทุกขณะเวลา ให้ท่านขอบพระคุณพระองค์ท่ามกลางพายุชีวิตที่แรงกล้า

การที่องค์พระผู้เป็นเจ้ายอมให้ท่านก้าวผ่านเข้าไปในพายุแรงกล้าแห่งชีวิตครั้งนี้ก็เป็นเหตุผลเดียวกับการที่พระองค์ส่งให้เหล่าสาวกของพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับพายุแรงกล้าในทะเล   พระองค์ต้องการให้ท่านตระหนักเรียนรู้ว่า “พระองค์เป็นทุกสิ่งที่ท่านต้องการ พระองค์สามารถที่จะรับมือในทุกเรื่องทุกสถานการณ์ พระองค์ดำเนินไปเหนือทุกสิ่งที่ทำให้ท่านกลัวลานมากที่สุด   พระองค์ไม่ได้สั่งให้เราเข้าไปหาพระองค์ แต่พระองค์ก้าวเข้ามาหาชีวิตของเรา และคว้ามือเราไว้ต่างหาก”

ถ้าท่านกำลังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะล่มจมในชีวิตวันนี้ ท่านจะพบว่าพระองค์อยู่กับท่านในขณะนี้ พระองค์ประสงค์กระทำพระราชกิจให้เกิดสิ่งดีดีในชีวิตของท่าน ท่านพร้อมจะน้อมรับด้วยความเชื่อในสิ่งที่พระองค์จะทำในชีวิตท่านหรือไม่? หรือท่านต้องการทูลขอให้พระองค์ทำในสิ่งที่ท่านต้องการมากกว่า?



01 พฤษภาคม 2564

ความเชื่อ กับ ความวิตกกังวลในการฉีดวัคซีน โควิด 19

ในช่วงนี้เราท่านต่างตกอยู่ในภาวะที่สับสนว่า เราควรจะฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 หรือไม่ ถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่า ชีวิตตอนนี้เป็นชีวิตที่ต้องเสี่ยง คือจะเลือก “เสี่ยงรับเชื้อโควิด 19 หรือ จะเสี่ยงรับผลกระทบข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน”

คนในสายวิทยาศาสตร์การแพทย์บอกเราว่า วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 แต่ทุกคนจะต้องตระหนักความจริงว่า เมื่อฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอยู่ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ไวรัสโควิด 19 แพร่ระบาดที่รุนแรงอย่างที่เป็นอยู่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวเรื่องผลข้างเคียงการฉีดวัคซีนโควิดฯ ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ก็มีออกมาไม่ขาดสาย แม้จะมีจำนวนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้รับการฉีดวัคซีนก็ตาม   แต่ข่าวคราวเหล่านั้นมีอิทธิพลสร้างความกลัว หรือ อย่างน้อยสร้างความไม่มั่นใจแก่คนเหล่านั้นที่จะต้องตัดสินใจรับการฉีดวัคซีนหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวม หรือ โดยภาพใหญ่แล้ว จำนวนประชาชนที่ได้รับวัคซีน เมื่อนำมาเสริมหนุนกับกระบวนการป้องกันอื่น ๆ ไม่ว่า วินัยในการใส่หน้ากากอนามัย การรักษาสุขอนามัยส่วนตัวของแต่ละคน และการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ตลอดจนมาตรการการกักเก็บรักษาตัวกลุ่มบุคคลที่ต้องสงสัย การฉีดวัคซีนได้เข้ามาเสริมให้ประสิทธิภาพในการป้องกันและความพยายามหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในภาวะวิกฤติรุนแรงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ ผมมองว่านี่คือวิกฤติชีวิตที่คริสตชนต้องพึ่งความเชื่อศรัทธาอย่างแรงกล้ามั่นคง และ เชื่อฟังตามพระบัญชาของพระเจ้า

(1) การรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองในภาวะวิกฤติ การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เป็นเรื่องของการที่คริสตชน “รักเพื่อนบ้านและดูแลเอาใจใส่ตนเอง” ตามพระบัญชาของพระเจ้า วิธีการการป้องกันดังกล่าวเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อจากเรา(ถ้ามี)ไปยังคนอื่น และในเวลาเดียวกันเป็นการป้องกันตัวเราเองจากกรรับเชื้อจากคนอื่น(ถ้ามี)ที่เราพบปะ สัมผัส และอยู่ใกล้ชิด และกระบวนการป้องกันนี้เป็นสติปัญญาจากพระปัญญาของพระเจ้าที่ประทานให้แก่เราในทางความรู้ด้านการแพทย์ การดูแลรักษาสุขภาพ และการดูแลสุขอนามัยในชีวิตของเรา

(2) การรับมือกับสิ่งที่เราไม่รู้อีกหลายเรื่อง ตามสถานการณ์ในขณะนี้ มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขที่ยังไม่รู้ รวมไปถึงวัคซีนที่มนุษย์พยายามผลิตขึ้น และลองใช้ในเวลานี้ เราไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีผลข้างเคียง ผลกระทบระยะยาวอย่างไรบ้าง อย่างที่บอกแล้วว่า การฉีดวัคซีนเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่อาจจะต้องรับผลข้างเคียง แต่ในขณะที่การไม่รับฉีดวัคซีนก็เผชิญกับอีกความเสี่ยงหนึ่งในการรับเชื้อร้ายตัวนี้

วิกฤติในประการนี้ผมขอเรียกว่า “วิกฤติความจำกัดทางปัญญา” ของมนุษย์เราในเวลานี้ สิ่งที่ทำได้คือการทูลขอพระปัญญาของพระเจ้าที่จะช่วยเปิดเผย ชี้ทาง ให้เราค่อย ๆ เรียนรู้จะพบวิธีการที่มีประสิทธิภาพ  

พระธรรมยากอบ 1:5 บอกเราว่า “แต่ถ้าใครในพวกท่านขาดสติปัญญา ให้คนนั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานให้กับทุกคนด้วยพระทัยกว้างขวางและไม่ทรงตำหนิ แล้วเขาก็จะได้รับตามที่ทูลขอ” (มตฐ.) และในที่นี้รวมถึงกรณีของคนที่ไม่มั่นใจในการรับฉีดวัคซีนไวรัสโควิด 19 ด้วย

(3) การไว้วางใจในแผนการของพระเจ้า ท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19   สร้างความเครียดกังวลในชีวิตของผู้คนอย่างมากมาย รวมถึงคนที่บอกว่าตนเองเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วย ใน ฟิลิปปี 4:6-7 บอกแก่เราชัดเจนว่าในภาวะที่กังวล สับสน สิ้นหวัง ในความไม่แน่นอนนี้ให้เรา “อย่ากระวนกระวายในเรื่องใด ๆ เลย แต่ “จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอนพร้อมกับการขอบพระคุณ” แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”  (สมช.)



อธิษฐานเพื่อขอการทรงปกป้องคุ้มครองในวิกฤติ “โควิด 19”

องค์พระผู้เป็นเจ้าของลูก พระองค์ล่วงรู้ถึงระบบการทำงานภายในร่างกาย ชีวิต จิตใจของลูกทั้งหมด และพระองค์ทรงรู้ลึกถึงผลร้ายจากไวรัสตัวนี้ และ ผลกระทบจากวัคซีนที่ฉีดเข้าร่างกายลูก  

ในพระธรรมสดุดี บอกลูกว่า “เพราะพระองค์ทรงสร้างส่วนลึกล้ำภายในตัวข้าพระองค์ พระองค์ทรงถักทอข้าพระองค์ขึ้นในครรภ์มารดา...พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม...” “...พระเนตรของพระองค์ทรงเห็นข้าพระองค์ตั้งแต่ข้าพระองค์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง” นั่นหมายความว่า ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่จะฉุดลากชีวิตของลูกให้ออกไปจากโลกนี้ได้ ถ้ามิใช่แผนการของพระองค์  

เพราะข้าพระองค์เป็นของพระองค์ ลูกเชื่ออย่างมั่นคงว่า ไม่มีใครหรืออะไรที่จะแตะต้องชีวิตของลูกได้ถ้าไม่ได้ผ่านพระหัตถ์ที่รักเมตตาของพระองค์ก่อน แม้ในกรณีของชีวิตบางคนที่ตกเป็นเครื่องมือของความชั่วร้าย แต่พระองยังคงสามารถใช้ชีวิตคนนั้นเพื่อให้เกิดสิ่งดีได้   ขอบพระคุณที่ทรงปกป้องรักษาและนำลูกไปสู่วิถีแห่งสันติสุข

เพราะพระองค์ทรงรู้ลึกซึ้งถึงระบบต่าง ๆ ของการทำงานในร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของลูก ลูกทูลขอพระหัตถ์ที่จะเสริมสร้างความสงบสันติสัมผัสในชีวิตลูก ตามที่พระองค์จะอนุญาตให้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่จะกระตุ้นให้เกิดการป้องกันให้ชีวิตได้รับสวัสดิภาพ

พระบิดาเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งการหนุนใจ พระองค์ทรงเป็น “ศิลาให้ข้าพระองค์เข้าลี้ภัย   และเป็นป้อมปราการมั่นคงเพื่อช่วยข้าพระองค์ให้ปลอดภัย” พระองค์ทรงเป็นแพทย์รักษาที่อ่อนโยนของลูก ลูกขอจำนนต่อพระองค์และทูลขอให้พระองค์ปกป้องคุ้มครองในกระบวนการต่าง ๆ ที่ลูกกระทำเพื่อขจัดการแพร่ระบาดของเจ้าเชื้อร้ายตัวนี้ ไม่ว่าจะระบาดจากตัวลูกไปยังคนอื่น หรือจากคนอื่นมายังลูกก็ตาม

ข้าแต่พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของลูก อย่าเพียงปกป้องร่างกายของลูกเท่านั้น แต่โปรดปกป้องจิตใจ ความนึกคิดของลูก โปรดตรวจสอบถึงส่วนลึกในจิตใจของลูก “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจตรา และทรงทราบถึงจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงตรวจสอบและประจักษ์แจ้งความคิดกระวนกระวายของข้าพระองค์ โปรดดูว่ามีสิ่งใดบ้างในตัวของข้าพระองค์ซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัย และขอทรงนำข้าพระองค์ไปตามวิถีนิรันดร์”

โปรดปกป้องลูกจากการความหยิ่งผยองกล่าวอวดตัวว่า “ฉันจะไม่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้” โปรดปกป้องลูกจากความโอหังลำพองใจเพราะยังไม่ติดเชื้อนี้ แต่โปรดประทานจิตใจที่ไวต่อเสียงและน้ำพระทัยของพระองค์ และใส่ใจคนอื่นรอบข้างอย่างที่ตนใส่ใจตนเอง โปรดปกป้องลูกจากการมีจิตใจที่อหังการว่า “ฉันสามารถปกป้องตนเองให้ปลอดภัยได้  ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือหรือพึ่งใคร”

ขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์เป็น “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประคับประคองผู้ที่ล้มลงให้ลุกขึ้น และทรงยกชูผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน” ขอพระคุณพระองค์อยู่เคียงข้างลูกในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดของไวรัสฯ อย่างหนัก และในขั้นตอนของการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน ขอพระคุณสำหรับความรอบรู้ พระเมตตา และการปกป้องคุ้มครองทั้งสิ้น ลูกขอมอบชีวิตของลูกไว้ในพระหัตถ์ของผู้ทรงรอบรู้ระบบการทำงานทั้งสิ้นในชีวิตลูก และวางใจในพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำและปกป้องชีวิตของลูก  

อธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า  อาเมน



เปลี่ยน!... “ปณิธาน ที่ อันตรธาน” เป็น...ความมุ่งมั่น 5 ขั้นตอนของผู้นำคริสตจักร (3)

ที่เรามาเป็นศิษยาภิบาล และ ผู้นำในด้านพันธกิจเพราะเรารักพระเจ้า และ รักมนุษย์ เรารักคนที่มาร่วมกันในคริสตจักรของเรา

ประเด็นปัญหา และ อันตรายในการทำงาน “เพื่อพระเจ้า” คือ  เมื่อเราเริ่มมีความคิดว่าในการทำงานเพื่อพระองค์เราไม่จำเป็นต้องมี “พระคุณพระเจ้า” ที่เราเทศนาและสั่งสอนในคริสตจักร   กล่าวคือเรามุ่งที่จะทำด้วยกำลังชีวิตของตนเอง มิได้สำนึกถึงการที่ “พระเจ้ากระทำเพื่อชีวิตของเรา” แย่กว่านั้น เรากลับคิดไปว่า “เรากำลังทำเพื่อพระเจ้า”

ในข้อเขียนนี้ได้กล่าวถึงขั้นตอนที่ 4 และ 5 ในความมุ่งมั่น 5 ขั้นตอนของผู้นำคริสตจักร

4.  มุ่งมั่นทุ่มเทใส่ใจชีวิตจิตวิญญาณตน

การใส่ใจต่อจิตวิญญาณนั้นมีความสำคัญยิ่งต่อสุขภาพในทุกด้านของเรา สุขภาพทางจิตใจ จิตวิญญาณ อารมณ์ และ ด้านร่างกาย การที่เราเอาใจใส่ต่อ “วันสะบาโต” เป็นประจำในแต่ละสัปดาห์นั้นทำให้เรามีเวลาโอกาสในการเติมพลังชีวิต ทำให้ชีวิตจิตวิญญาณกลับมีความสุขสดชื่น

นั่นหมายความว่าเรามีเวลาที่จะพักผ่อน

ความเงียบสงบก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดูแลใส่ใจชีวิตด้านจิตวิญญาณ เครื่องมือสื่อสารที่สะดวกรวดเร็วและทันสมัยทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไปทุก ๆ ที่กับเรา ทุกที่มีเสียงดัง   เราสูญเสียวินัยชีวิตในความเงียบ ที่เราจะฟังเสียงจากพระเจ้า 

ขอย้ำว่า...มิใช่ที่เราจะพูดกับพระเจ้าเท่านั้น แต่ที่เราจะมีโอกาสที่จะฟังพระเจ้าด้วย

การอยู่โดดเดี่ยว การอยู่กับตนเองก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน ผมชอบที่จะไปเดินตัวคนเดียวทั้งเช้าและเย็น ในเวลาเช่นนั้นผมต้องการมีประสบการณ์ของการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า

การเติบโตขึ้นในพระเยซูคริสต์ต้องการเวลาของชีวิต เมื่อเราได้รับการทรงสร้างใหม่ เราเริ่มรับการเสริมสร้างที่แก่นหลักของชีวิต แต่ในชีวิตของเรายังมีร่องรอยแผลเป็นของวิถีชีวิตเก่า ที่วันดีคืนดีถ้ามันได้โอกาสก็จะกลับมาหลอกล่อและหลอกลวงเรา แผลเป็นนั้นอาจจะอักเสบ และบ่มหนองได้

พระเจ้าใช้เวลาไม่มากนักที่จะนำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ แต่ต้องใช้เวลาชั่วชีวิตที่จะขจัด “ความเป็นอียิปต์” ออกไปจากชีวิตของอิสราเอล

เรามีผู้นำคริสตจักร และ ผู้นำบรรดาสมาชิกรับใช้ในคริสตจักร และ ในพันธกิจที่เราสามารถไว้วางใจได้ไหม? ผู้นำในคริสตจักรไม่ได้เป็นผู้เข้มแข็งตลอดกาล

การแสดงออกถึงความอ่อนแอหรือความเปราะบางของผู้นำเป็นเรื่องปกติ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เท่านั้น แต่เป็นการดีเหมาะสมที่จะแสดงออกเช่นนั้นด้วยความจริงใจ

5. มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนจากสมาชิกที่คอย “รับ” ไปเป็นสาวกพระคริสต์ที่ “ให้และมีส่วนร่วม”

ดูเหมือนจะเป็นวัฒนธรรมของคริสตจักรในบ้านเมืองเรา ที่ผู้นำคริสตจักรคิดและรู้สึกว่า หน้าที่ของบรรดาผู้นำคือการตอบสนองความจำเป็นต้องการของสมาชิกในคริสตจักร แต่พระเจ้าทรงเตรียมทุกคนที่อยู่ในพระคริสต์ให้เป็นตัวแทนแห่งพระราชกิจของการทรงกอบกู้ไถ่ถอนสังคมโลก

ที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนในคริสตจักรจะต้องเป็นผู้นำในงานพันธกิจใดพันธกิจหนึ่ง แต่ผู้นำคริสตจักรมีหน้าที่ในการเสริมสร้างโอกาส และ ช่องทางให้สมาชิกแต่ละคนสามารถเข้าร่วมพันธกิจนของพระคริสต์ตามเวลา ตะลันต์ความสามารถ และ ทรัพยากรตามที่แต่ละคนมีอยู่

ตัวอย่างเช่น การที่หนุนเสริมให้สมาชิกที่จะให้สิ่งที่เป็นความจำเป็นต้องการของชุมชน เช่น ด้วยการที่คริสตจักรของเราเข้าไปมีส่วนร่วมงานกับโรงเรียนในชุมชน หรือการมีส่วนร่วมในการจัดหาสิ่งที่โรงเรียนจำเป็นต้องมี หรือ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน

นี่มิใช่การช่วยเหลือวัตถุสิ่งของสำหรับเด็ก ๆ ที่ไม่สามารถมีได้เท่านั้น แต่ก็เป็นการช่วยเหลือลูกหลานของสมาชิกคริสตจักรที่เรียนในโรงเรียนนั้นด้วย ไม่ว่าคนในชุมชนจะมีจิตวิญญาณหรือความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่นี่เป็นการที่สมาชิกคริสตจักรมีส่วนร่วมในงานแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในชุมชน แม้บางครั้งจะดูเหมือนว่าคริสตจักรมีส่วนร่วมด้วยสิ่งของวัสดุเครื่องใช้ทางการศึกษาเพียงน้อยนิดก็ตาม

ตอนท้ายของการเทศนาของทุกอาทิตย์ หรือ ในช่วงท้ายของการนมัสการทุกครั้ง ศิษยาภิบาลจะกล่าวในทำนองว่า ในพระนามขององค์พระเยซูคริสต์ ศิษยาภิบาลขอส่งทุกท่านกลับไปยังครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน หรือในที่ที่สมาชิกจะใช้เวลาและชีวิตของเขาตลอดอาทิตย์ข้างหน้า เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่จะเกิดขึ้นในที่เหล่านั้น

ความมุ่งมั่น 5 ขั้นตอนของผู้นำคริสตจักรดังกล่าวมานี้ เป็นขั้นตอนที่เริ่มต้นเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในตนเองของเราแต่ละคนก่อน หรือ เสริมสร้างความเข้มแข็งและภาวะผู้นำภายในชีวิตของผู้นำก่อน จนกลายเป็นอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนรอบข้างที่เขานำต่อไป