25 กรกฎาคม 2559

อยากจะพบใคร หรือ พบอะไรในที่ทำงาน?

วันนี้...เมื่อเราไปที่ทำงาน
เราจะพบใครบ้าง?
เราจะพบอะไรบ้าง?

แน่นอนว่า...เราพบเพื่อนร่วมงานของเรา
ทั้งเพื่อนที่เรารัก...ดีใจที่ได้พบ
ทั้งคนที่เราไม่ชอบ...อยากหลบหน้าไปไกล ๆ
เราพบงานที่เราทำสำเร็จเมื่อวันวาน...เราภูมิใจ
เราพบงานที่ค้างคาไม่รู้จะไปต่ออย่างไร...ทำไมต้องเป็นเรา
เราพบ...อีกมากมาย

แต่ขอถามว่า...?
เราพบพระเยซูคริสต์ในที่ทำงานวันนี้ไหม?
ถ้าพบ...เราเห็นพระองค์กำลังทำอะไร?
เราเข้าไปร่วมงานกับพระองค์หรือไม่?  อย่างไร?  ทำไม?

แท้จริงแล้ว  พระองค์มาถึงที่ทำงานก่อนเราเสียอีก!

แต่บ่อยครั้งนักที่เรามองไม่เห็นพระองค์   เราหาพระองค์ไม่พบ
เพราะเรามัวมุ่งมองหาแต่คนที่เราชอบ  คนที่เราอยากพบ
เรามองหาความสำเร็จในงานที่ทำ  ซึ่งเป็นความสำเร็จตามใจปรารถนาของเรา
เราพยายามหาช่องหลบลี้หลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ที่เราไม่สบายใจ  ที่เราไม่อยากพบ

เราจึงมองไม่เห็นพระเยซู
เราจึงหาไม่พบว่า พระองค์กำลังทำอะไรที่ไหน!
ถ้าเรามุ่งมองหาพระองค์ในที่ทำงานของเราด้วยความตั้งใจและจริงใจ
แล้วเราจะได้เข้าไปหาพระเยซู  และทำงานร่วมกับพระองค์

การทำงานกับพระองค์
เราได้เรียนรู้วิธีการทำงาน
เราได้เรียนรู้การเสริมสร้างความสัมพันธ์
เราได้เรียนรู้ที่จะทำงานด้วยจิตใจที่รัก เมตตา
เราได้เรียนรู้การทำงานที่ทำด้วยการให้ชีวิตของเราแก่เพื่อนร่วมงาน  และคนอื่น


เมื่อพระเยซูคริสต์ทำงานจนสำเร็จ  เราก็ร่วมในความสำเร็จกับพระองค์ และ ทีมงาน
นี่มิใช่หรือคือการทรงนำของพระคริสต์ในอาชีพการงานที่เราทำ

ดังนั้น  เราจึงได้ใกล้ชิดติดสนิทกับพระคริสต์ตลอดวันในงานที่ทำ (ไม่ใช่เฉพาะตอนเฝ้าเดี่ยว)
เราจึงมีความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน
เราจึงบรรลุความสำเร็จของการทำงานร่วมกับพระคริสต์ และ เพื่อนร่วมงาน
นี่มิใช่หรือคือการทำงานที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และ เป็นการนมัสการพระองค์?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

18 กรกฎาคม 2559

ทำงานเพื่อ...ถวายเกียรติพระเจ้า หรือ กราบไหว้งานที่ทำ?

อาชีพการงานเป็นสิ่งที่เราท่านต่างเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องทำ  และต้องทำอย่างดีในแต่ละวัน

สำหรับเรามองและเข้าใจว่า เราทำงานอาชีพแต่ละวันไปทำไม?  

อะไรคือเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน และประกอบอาชีพของเรา?  

เรารู้อยู่แก่ใจแล้วว่า  เหตุผลหนึ่งของการทำงานประกอบอาชีพก็เพื่อที่จะได้รับค่าจ้างหรือค่าแรงที่จะนำมาเลี้ยงตนเองและครอบครัว   เหตุผลที่สูงขึ้นเพื่อแสดงถึงความรู้ความสามารถของเรา  ศักยภาพ สมรรถนะในงานที่เราทำ   เพื่อนำไปสู่การได้รับหน้าที่ตำแหน่งที่สูงขึ้น  แน่นอนครับได้รับเงินเดือน และ สวัสดิการเพิ่มขึ้นด้วย  มีความมั่นคงในงานที่ทำและความมั่นคงในรายได้ต่อไปในอนาคต

จึงไม่น่าแปลกใจที่เกิดการแก่งแย่งตำแหน่งหน้าที่ในการทำงานกันแบบเอาเป็นเอาตาย  แบบเอาด้วยเล่ห์ไม่ได้ก็เอาด้วยเหลี่ยม เอาด้วยผลงานไม่ได้ก็เอาด้วยการเป็น “เด็กเส้น” ของใคร   ในเหตุการณ์นี้มีทั้งคนที่สมหวัง และ คนที่เสียใจจนสิ้นหวัง   หมดกำลังใจที่จะทำงานต่อไป   หรือหมดความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำดีทำถูกต้องต่อไป   มาตรการเกียร์ว่างก็อาจะเกิดขึ้นได้

แล้วคริสตชนมีความเชื่อ และ มุมมองเกี่ยวกับ การทำงานประกอบอาชีพอย่าง?   ท่านเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร?

คริสตชนทำงานเพราะ ตนเชื่อว่า การทำงานเป็นการทรงเรียกของพระเจ้าที่ทรงมีสำหรับแต่ละคน   ดังนั้นงานที่เราทำ อาชีพที่เราประกอบจึงเป็นการที่เราทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ และ การกระทำเพื่อตอบสนองสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ให้เรากระทำ  

ดังนั้น  การทำงานประกอบอาชีพของคริสตชนจึงเป็นการทำงานร่วมและสานต่อพระราชกิจของพระเจ้าให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นในโลกที่พระองค์ทรงสร้าง   กระทำให้เกิดสิ่งดี ๆ แก่ชีวิตมนุษย์ในสังคมโลก   การทำงานและประกอบอาชีพในแต่ละวันของเราจึงเป็นการทำงานร่วมกับพระเจ้า   เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตในสังคมชุมชนโลกตามพระประสงค์ของพระเจ้า   ที่ทรงต้องการให้ “แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่  สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เกิดขึ้นในสวรรค์ก็ให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมในสังคมชุมชนโลกด้วย”   

การกระทำงานประกอบอาชีพประจำวันของเราควรมีความมุ่นมั่นตั้งใจทำอย่างที่พระบิดาทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้คือ  “...​พระ​องค์​ทรง​ให้​ดวง​อาทิตย์​ของ​พระ​องค์​ขึ้น​ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ดี​และ​คน​ชั่ว​เสมอ​กัน และ​ให้​ฝน​ตก​แก่​คน​ชอบ​ธรรม​และ​คน​อธรรม... เพราะ​ฉะนั้น​พวก​ท่าน​จง​เป็น​คน​ดี​พร้อม เหมือน​อย่าง​ที่​พระ​บิดา​ของ​ท่าน ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​ดี​พร้อม” (มัทธิว 5:45, 48) 

การทำงานประกอบอาชีพประจำวัน  บนรากฐานความเชื่อและคุณธรรมข้างต้น   คริสตชนจึงมองว่า  การทำงานประกอบอาชีพประจำวันเป็นการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า  และเป็นการกระทำเพื่อเป็น “การนมัสการพระเจ้า”   ที่ว่าเป็นการนมัสการพระเจ้าเพราะ เราน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเรา   เราเชื่อฟังพระองค์ มีพระองค์เป็นเอกเป็นต้นในชีวิตของเรา  ในการคิด การตัดสินใจ และ ในการกระทำทุกเรื่องของเราด้วยความสัตย์ซื่อ

แต่น่าอันตรายสำหรับการทำงานและประกอบอาชีพของคริสตชนในปัจจุบัน!   เกิดคำถามว่า   การทำงานและประกอบอาชีพของคริสตชนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ “เป็นการนมัสการพระเจ้า”  หรือ “เป็นการนมัสการสิ่งอื่น”?   “คริสตชนกำลังนมัสการใคร? หรือ กำลังนมัสการอะไรกันแน่?

เราทำงานด้วยความหวังสูงสุด... 

(1)  เพื่อที่จะทำงานสานต่อตามพระประสงค์ของพระเจ้า และทำงานเพื่อให้เกิดสิ่งดี ๆ ในชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมแก่ผู้คนรอบข้าง และ คนในสังคมโลก  เยี่ยงการทำงานของพระบิดาที่ทรงกระทำสิ่งดี ๆ แก่ผู้คนทั้งคนดีและคนชั่ว?  หรือ

(2)  เพื่อที่เราจะได้รายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว?

(3)  เพื่อเป็นการไต่เต้าตำแหน่งที่สูงขึ้น   มีเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น  มีชื่อเสียงที่ดังขึ้น...? หรือ

(4)  เพื่อตอบสนองความปรารถนาทางจิตใจที่อยากได้รับใช้พระเจ้า “ในตำแหน่งนี้”? หรือ

(5)  เพื่อแสดงให้ผู้คนได้เห็นชัดถึงศักยภาพ ความสามารถของตน ที่สามารถได้รับเลือกให้รับตำแหน่งนี้?

(6)  เพื่อความมั่นใจว่าตนมีคุณค่าที่คนอื่นยังเรียกใช้?  แม้ฝ่ายตรงกันข้ามก็ยังเรียกใช้?

(7)  เพื่อประคับประคองให้ตนเองยืนบนตำแหน่งนี้ให้นานเท่านาน?   ตราบจนหมดโอกาส?   เพื่อแสดงออกถึงความรับผิดชอบ   แม้จะทำอะไรไม่ได้อย่างใจมุ่งหวังก็ตาม?

แล้วท่านทำงานโดยมีความหวังสูงสุดในข้อไหนครับ?

ถ้าท่านทำงานด้วยความหวังสูงสุด...ตามข้อ (1)  ท่านมุ่งที่จะทำงานเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า   การทำงานของท่านเป็นการนมัสการพระเจ้าครับ   เป็นการสานต่อพระราชกิจของพระเจ้า   เป็นการตอบสนองการทรงเรียกอย่างสัตย์ซื่อ   ถ้าท่านทำงานโดยมีจุดประสงค์นี้สูงสุดเป็นเป้าหมาย  ด้วยความจริงใจไม่มีเหตุอื่นแอบแฝง

ถ้าท่านเลือกข้อ (2)  ถึง (7)  ข้อใดข้อหนึ่ง หรือ มากกว่าหนึ่งข้อ   ท่านกำลังทำงานด้วยการกราบไหว้งานที่ทำอยู่   และเพื่อบูชาตนเองครับ

แต่บางท่านจะเลือกข้อ (1) และ ข้อใดข้อหนึ่ง หรือ มากกว่าหนึ่งข้อจากข้อ (2) ถึง (7)  ท่านกำลังนมัสการพระเจ้า และ ในเวลาเดียวกันกำลังกราบไหว้งานที่ทำ และ ตนเองครับ   ประการหลังนี้น่าจะอันตรายที่สุดครับ 

ท่านคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ครับ?   แบ่งปันให้รับรู้กันได้ไหมครับ?

คริสตจักรไทยสอนอะไร อย่างไรในเรื่องนี้ครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

11 กรกฎาคม 2559

ทุกวันนี้...คริสตชนทำงานไปทำไม?

เราก็เป็นเหมือนคริสตชนอื่น ๆ ที่เติบโตในสมัยที่เชื่อว่าการทำงานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก   เพราะด้วยการทำงานเราจะได้รับค่าแรงที่จะเลี้ยงตนเองและครอบครัว   และ เงินบางส่วนที่ได้รับจากการทำงานเรายังสามารถใช้สนับสนุนพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้ที่กระทำผ่านคริสตจักร และ องค์กรคริสตชนต่าง ๆ   และในที่ทำงานยังมีคุณค่าและความสำคัญเพราะเป็นที่ที่เอื้อให้เราแต่ละคนที่จะแบ่งปันความเชื่อของเรากับเพื่อนร่วมงานในที่ทำงานนั้น   ดังนั้น  การทำงานมีความสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นทั้งส่วนตัวและครอบครัว   สนับสนุนการทำงานของพระเจ้า และการแบ่งปันความเชื่อศรัทธาแก่ผู้คนในที่ทำงาน

แน่นอนว่า  การทำงานก็เป็นการนมัสการพระเจ้าด้วย   เพราะการทำงานสามารถเป็นการยกย่องสรรเสริญพระเจ้า  และสร้างความสำคัญต่องานของพระเจ้าบนโลกใบนี้   แต่การทำงานมิใช่เป็นการนมัสการพระเจ้าเท่านั้น   แต่อาจจะเกิดสิ่งที่ตรงกันข้ามก็ได้  กล่าวคือการทำงานบางอย่างเป็นการไม่ให้เกียรติแด่พระเจ้า  ทำร้ายทำลายงานของพระเจ้าบนโลกนี้ก็ได้

เมื่อ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา   คริสตชนหลายคนเริ่มเข้าใจว่าการทำงานเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต   มิเพียงเพราะเป็นที่มาของรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวเท่านั้น   แต่โดยเนื้อแท้ในตัวงานของมันเองมีสิ่งดี และ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้าด้วย   เพราะด้วยการทำงานของเรา เราสามารถรับใช้ผู้คน   ด้วยการทำงานของเรา เราสามารถฟื้นฟูสภาพโลกใบนี้   ด้วยการทำงานของเรา เราได้ค้นพบคุณค่าและความหมายในชีวิตของเรา   และผ่านการทำงานเราสามารถนมัสการยกย่องสรรเสริญพระองค์   และถ้าเราพิจารณาจากพระคัมภีร์  เราพบว่า การทำงานเป็นแกนกลางแห่งพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา   ด้วยการทำงานเราสามารถที่ยกย่องถวายเกียรติแด่พระเจ้า และ ร่วมในพระราชกิจของพระองค์ที่ทรงกระทำในโลกนี้   และสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ที่ทรงเรียกให้เรากระทำ ที่สามารถกระทำมากกว่าที่ตัวคริสตจักรเองกระทำ และนี่คือ “การทำงานเป็นการนมัสการพระเจ้า”

ถ้าคริสตชนมีมุมมอง ทัศนคติ และ รากฐานความเชื่อที่ว่า   การทำงานเป็นการนมัสการพระเจ้าแล้ว   รากฐานดังกล่าวนี้จะเป็นตัวที่แปรเปลี่ยนงานที่เราทำในแต่ละวัน   และในเวลาเดียวกันก็จะเปลี่ยนชีวิตของคนทำงานทั่วทั้งโลกได้   รากฐานความเชื่อที่ว่า “การทำงานเป็นการนมัสการพระเจ้า” มีพลังมหาศาลที่จะเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่   ปรับเปลี่ยนชีวิตและความสัมพันธ์ขึ้นใหม่ในที่ทำงานของเรา   และยังเป็นการสร้างโลกของเราขึ้นใหม่อีกด้วย

แต่บ่อยครั้งที่การทำงานของเราไม่ได้เป็นการนมัสการพระเจ้าเลย   ผมเชื่อแน่ว่า การทำงานของเราแต่ละวันสามารถที่จะเป็นการทำงานที่นมัสการยกย่องสรรเสริญพระเจ้า   และส่งผลสำคัญต่องานของพระเจ้าบนโลกใบนี้   แต่การทำงานก็สามารถที่กลับกลายเป็นอย่างอื่นไปได้ด้วยเช่นกัน   การทำงานบางครั้งบางอย่างก็เป็นการทำลายทำร้ายงานของพระเจ้าในสังคมโลกนี้   ตัวอย่างเช่น การงานที่เกี่ยวข้องกับการทำอาวุธสงครามเพื่อประหัตถ์ประหารกัน   การผลิตระเบิดเพื่อทำลายล้างผู้คน ๆ ละฝ่ายกับตน   การไปสอนผู้คนในพื้นที่ในการที่จะใช้อาวุธเพื่อสามารถต่อสู้กับฝ่ายตรงกันข้ามของตน   โดยบอกว่าเป็นการกระทำเพื่อสอนชาวบ้านป้องกันตนเอง   กระทำในนามของโลกประชาธิปไตยที่ขัดขวางการขยายพื้นที่ของศัตรูตน   และที่แย่กว่านั้น เขาบอกว่าเป็นการกระทำเพื่อสร้างสันติภาพและสันติสุขในสังคมโลก

การทำงานที่ทำลาย หรือ ทำร้ายชีวิตผู้คนเท่านั้น  ที่เป็นการทำงานที่ไม่เป็นการนมัสการพระเจ้าหรือ?   ถ้าไม่ทำร้ายทำลายชีวิตก็เป็นงานที่นมัสการพระเจ้าเช่นนั้นหรือ?   แต่เรื่องนี้มีรายละเอียดมากกว่านั้น   โรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันดำควันพิษ   เกษตรกรรมแบบใช้เคมีที่ทำร้ายทำลายแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสร้าง  ทำลายสายน้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนเกิดการปนเปื้อนสารเคมี  ทำลายชีวิตผู้ดื่มบริโภค   และยังรวมไปถึงการผลิตพืชผักผลไม้ทางการเกษตรที่มีสารปนเปื้อนที่สามารถเป็นอันตรายทำร้ายทำลายชีวิตผู้บริโภคได้

การเอารัดเอาเปรียบในเชิงการค้า   การทุจริตฉ้อฉลในวงราชการ และ การเมือง   การใช้การเมืองเพื่อสร้างผลประโยชน์เชิงอำนาจ  เงินทอง  และทรัพย์สินล่ะ  การทำงานเหล่านี้มีสิ่งแอบแฝงข้างหลังเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วยหรือ?   สิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาคือ   การกระทำเช่นที่กล่าวข้างต้นเขาไม่ได้กระทำเพื่อรับใช้พระเจ้า   แต่เขากระทำเพื่อรับใช้ตนเองและพวกพ้อง

แท้จริงแล้ว คริสตชนดำเนินชีวิต และ ทำงานประจำวันก็เพื่อที่จะเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า   เราปรารถนาที่จะเห็นธุรกิจ  การขับเคลื่อนองค์กรคริสเตียน  เป็นการนมัสการพระเจ้าจากผู้กระทำ   และเป็นการนมัสการพระเจ้าในทุก ๆ อย่างที่เรากระทำในชีวิตรวมถึงการงานที่เราทำด้วย   คริสตชนจำนวนมากในปัจจุบันไม่ต้องการมีชีวิตที่แบ่งแยกชีวิตประจำวัน  การทำงานอาชีพออกจากการเชื่อศรัทธาและนมัสการพระเจ้า   ไม่ต้องการแยกชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณออกจากชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง หรือ ฝ่ายโลก   เราต้องการดำเนินชีวิตทั้งชีวิตที่เป็นหนึ่งเดียวที่ทั้งชีวิตขับเคลื่อนสอดคล้องและสอดรับกันและกัน   เราต้องการให้ทั้งชีวิตของเราเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า  มิใช่เพียงแต่ชีวิตจิตวิญญาณที่นมัสการพระเจ้าในคริสตจักร หรือ ในชีวิตเฝ้าเดี่ยวเท่านั้น    แต่เราต้องการมีชีวิตที่นมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริงด้วยทั้งชีวิตทุกมิติชีวิตของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 กรกฎาคม 2559

ท่านเคยนำหัวหน้าของท่านไหม?

ถ้าใครเป็นผู้นำ   สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือคนนั้นต้อง “ตัดสินใจ”   เขาต้องสื่อสารถึงวิสัยทัศน์ และ ทิศทางที่จะนำไป  และเป็นคนที่กระตุ้นหนุนเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนไป   คนนั้นมีประสบการณ์ทั้งชัยชนะ  ความสำเร็จ และความล้มเหลว หรือ ความพ่ายแพ้มาแล้ว

มีความจริงอีกประการหนึ่งคือ ผู้นำต้องมีผู้ตาม หรือ ต้องมีทีมงาน   ท่านต้องมีลูกทีมที่ร่วมทำงานกับท่าน   พวกเขามุ่งมองการนำของท่าน  พวกเขาต้องการการชี้นำและทิศทางการทำงานจากท่าน  การท้าทาย  หรือแม้แต่กำลังใจจากท่าน   และอาจจะมีผู้ตามบางคนบางกลุ่มที่ไว้วางใจท่านและจะตามท่านไป   แต่ก็มีบางคนบางกลุ่มที่ยังไม่ยอมติดตามท่าน

สำหรับคริสตชนแล้ว  การเป็นผู้นำเป็นการทรงเรียกจากเบื้องบน  และเป็นภาระหน้าที่ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ   ความรับผิดชอบนี้มิได้สำเร็จหรือสิ้นสุดเมื่อทำงานนั้นสำเร็จ หรือ ไปถึงเป้าหมาย   เพราะความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของการเป็นผู้นำจะต้องมีคือ ความรับผิดชอบต่อผู้คนที่ตนนำ

ผู้นำของ “ทีม” เกิดจากการที่มีคน ที่มีความคิด และมีความปรารถนาที่ต้องการทำให้สำเร็จ ทั้งในด้านการงาน และ ในชีวิต   ผู้นำที่ละเลยและละทิ้งชีวิตของผู้คนที่ตนนำ   แล้วมุ่งให้ความสนใจและความสำคัญแต่งานที่ทำ   เขาจะประสบพบกับความจริงว่า  เขาจะไม่มีทีมที่เขาจะนำเวลาในไม่ช้า

แล้วผู้นำที่จะมุ่งเน้นและมุ่งมั่นให้องค์กรที่ตนนำมุ่งไปข้างหน้า และ ในเวลาเดียวกันผู้นำจะทุ่มเททุ่มชีวิตของตนแก่ทีมงานที่ตนนำได้อย่างไร?

คำตอบหนึ่งที่ผู้นำจะต้องตระหนักชัดคือ   ผู้นำจะต้องตระหนักรู้ชัดว่า   แต่ละคนในทีมงานที่ตนนำนั้น  ทุกคนมีความสามารถที่จะ “มองเห็น” และ “ทำ” ในบางสิ่งที่ผู้นำอาจจะไม่สามารถมองเห็น หรือ ทำ ได้

เมื่อผู้นำตระหนักรู้เช่นนี้แล้ว   จึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องใส่ใจและเข้าถึงให้รู้ว่าทีมงานแต่ละคนมีตะลันต์ความสามารถเฉพาะตัว หรือ ความสามารถพิเศษอะไรบ้าง    

ผมเคยได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่ายิ่งจากผู้นำทีมท่านหนึ่ง   เขามีคุณสมบัติในการเป็นผู้นำที่มีกระบวนการนำทีมงานของเราให้ประสบความสำเร็จ   วิสัยทัศน์ของเขามั่นคงและชัดเจน  แต่ความสามารถของเขาในการที่จะทำให้ทีมของเราขับเคลื่อนไปอย่างเป็นทีมงานที่สอดประสานกันดูจะมีจุดอ่อนด้อยบางจุด   แต่หัวหน้าทีมของผมคนนี้แตกต่างจากผู้นำทั่วไป   เขารับมือกับภาวะนี้ด้วยการร้องขอให้ทุกคนในทีมงานที่เขานำช่วยเขาในการนำทีมที่เป็นจุดโหว่หรือจุดอ่อนของเขา 

สิ่งที่หัวหน้าคนนี้ของผมให้เราช่วย “นำในการนำทีม” ของเขา   เขาได้ตั้งทีมงานขึ้นคณะหนึ่งที่เขาเรียกว่า  “ทีมที่ฟังเพื่อหนุนเสริมกันและกัน”   ในการนี้เราต่างรู้ว่า หัวหน้าคนนี้ยังเป็นผู้นำของเรา  เขาเป็นคนดูแลการทำงานเสริมกันและกัน   แต่หัวหน้าทีมท่านนี้เขาชัดเจนว่า  เขาต้องการให้พวกเราหนุนเสริมเขาในด้านความคิด  ตั้งคำถามให้เขาคิดและตอบ  หรือ  แม้แต่คัดค้าน ท้วงติงในทุกเรื่องที่ทีมงานเห็นว่ากำลังขับเคลื่อนไปผิดทิศผิดทาง

สิ่งที่หัวหน้าทีมท่านนี้ขอร้องการหนุนเสริมจากทีมคือ “การนำหัวหน้า”

จอห์น แม็กแวลล์ พูดถึงประเด็นนี้ในหนังสือ “ผู้นำ 360 องศา”   และได้อธิบายหลักคิดประการนี้ว่า  การที่ผู้นำคนหนึ่งคนใด และ ที่เป็นผู้นำในระดับหนึ่งระดับใด   ที่มีความจำเป็นต้องการให้คนในทีมงานของตนแต่ละคนใช้ภาวะผู้นำที่แต่ละคนมีอยู่ในการหนุนเสริมผลักดันผู้นำทีมงานของตน

ไม่มีผู้นำแท้จริงคนใดที่ต้องการทีมงานแบบ  “ครับ...หัวหน้า”  และก็ไม่มีผู้นำที่แท้จริงคนใดที่ต้องการนำในภาวะปราศจากความมั่นใจในตนเอง   หัวหน้าทีมคนนั้นของผมเคยบอกทีมงานของเราว่า  เขาไม่ต้องการเป็นจักรพรรดิที่เปล่าเปลือยล่อนจ้อน   ถ้ามีสิ่งบกพร่องผิดพลาดประการใดเกิดขึ้น   หัวหน้าทีมคนนี้ต้องการให้เราบอกเราพูดให้เขารู้ตัว   และเมื่องานของทีมถูกกดดัน   เขาต้องการความช่วยเหลือจากทีมงาน

“การนำหัวหน้า”  มิใช่การบอกหัวหน้าถึงความคิดที่เราไม่เห็นด้วยเท่านั้น   แต่เป็นการให้การสนับสนุนทั้งวาจา  กำลังใจ  และการหนุนเสริมในเวลาที่ผู้นำประสบกับความยากลำบากในการขับเคลื่อนงานให้เดินไป  และความสัมพันธ์ที่จะต้องมีในทีมงาน   “การนำหัวหน้า” ต้องการความจริงใจ  ความสัตย์ซื่อ  การทุ่มเทและอุทิศตน   แม้ว่าจะต้องอยู่ในภาวะที่รู้สึกลำบากขัดแย้งก็ตาม

ในฐานะคริสตชน   “การนำหัวหน้า” ได้ดีในทีมงานเมื่อเราทุกคนในทีมงานได้อุทิศตนและทุ่มเทการงานและชีวิตเพื่อพระคริสต์    ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ท้าทายและที่ช่วยให้ “การนำหัวหน้า” เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ง่ายขึ้น   เพราะในการทำงานในทีมของเรานั้น เราไม่ได้ทำเพื่อหัวหน้าคนนั้นของเรา   แต่เรารู้ว่าเรากำลังทำเพื่อตอบสนองการทรงเรียกของพระคริสต์

สิ่งที่ทำให้ทีมงานที่รู้สึก “ง่อยเปลี้ย ไม่มีแรงในการนำหัวหน้า” คือ  ทีมรู้สึกว่าตนไม่มีสิทธิมีเสียง

เมื่อผมถามทีมทำงานว่า   หัวหน้าของคุณไว้วางใจให้ทำงานนี้หรือไม่?  เขาให้อำนาจคุณในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวหรือไม่?   แล้วหัวหน้าของคุณจะรู้ว่ามีปัญหาก็ต่อเมื่อคุณจะบอกเขาใช่ไหม?    บ่อยครั้งมักได้ยินจากเพื่อนร่วมงานบอกว่า  เกิดความไม่สบายใจ เพราะหลายครั้งที่ต้องการบอกหัวหน้าทีมในปัญหาบางเรื่องที่เกิดขึ้น   หัวหน้าทีมมักทำตัวว่า “ฉันรู้แล้ว”  

หลายครั้ง  เราพบเพื่อนร่วมงานไม่อยากหรือไม่เต็มใจที่จะเป็นคนบอกหัวหน้าถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

หัวหน้าทีมทุกคนต้องสร้างบรรยากาศที่ทีมงานสามารถ “นำหัวหน้า”   และในเวลาเดียวกันคนในทีมงานต้องเต็มใจที่จะ “นำหัวหน้า” ในประเด็น/ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในทีม

จากประสบการณ์ของผม   ผมพบว่า บางครั้งหัวหน้าทีมได้ให้ความคิดแก่ทีมของเรา   และทีมงานของเราได้ก้าวเดินตามความคิดนั้น   แต่ในบางเวลา หัวหน้าทีมไม่แน่ใจในความคิดบางเรื่อง   แต่ทีมงานของเราได้ผลักดันหนุนเสริมให้หัวหน้าก้าวไปข้างหน้า   ด้วยการทำงานทีมแบบนี้เองที่หัวหน้าทีมก็ไว้วางใจว่าทีมงานของเขามิเพียงแต่พยายามทำงานด้วยกันได้เท่านั้น   แต่ทีมงานพร้อมที่จะเดินตามคำแนะนำที่ดีที่หัวหน้าให้   และพร้อมจะแนะนำไปในทางที่ถูกต้องแก่หัวหน้าทีม    เพื่อที่จะมีการตัดสินใจที่ดีที่สุดของทีม

“การนำหัวหน้า”  มิใช่เป็นการไม่เห็นด้วยกับหัวหน้าทีมเท่านั้น   แต่หมายถึงการที่ลูกทีมจะหนุนเสริมเพิ่มพลัง (empower) แก่หัวหน้าทีมให้ก้าวเดินหน้าเมื่อเขาคิดว่าเขาทำไม่ได้ หรือ ไม่มั่นใจที่จะก้าวต่อไป   และก็มิใช่การหนุนเสริมเพิ่มพลังหัวหน้าด้วยความจริงใจเท่านั้น   แต่รวมถึงการหนุนเสริมให้หัวหน้ามุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อองค์กรด้วย

การตัดสินใจที่หนุนเสริมกันและกันในทีมงาน (ทั้งหัวหน้าและลูกทีม)   ถ้าเป็นประเด็นที่เป็นเรื่องส่วนตัวของหัวหน้า (เช่น ทัศนคติ หรือ ท่าที  พฤติกรรมส่วนตัวของหัวหน้าที่แสดงออก) ให้คุยกับหัวหน้าในเรื่องเหล่านี้เป็นการส่วนตัว   แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการ แผนงาน หรือ ยุทธศาสตร์ในการทำงาน   ให้พูดคุยเรื่องเหล่านี้ในทีมงาน   ให้เป็นการปรึกษาหารือ หรือ ค้นหาค้นคิดร่วมกัน   และขอย้ำว่า “การนำหัวหน้า” ไม่ใช่เรื่องไม่เห็นด้วยกับความคิดของหัวหน้าทีมเท่านั้น   แต่เป็นการเสนอความคิดที่หนุนเสริมกันและกันของทั้งหัวหน้ากับลูกทีมที่ทำให้สามารถตัดสินใจร่วมกัน  เพื่อให้ได้การการตัดสินใจที่ดีที่สุด

ผู้นำทุกคนต้องการอะไร?

ผู้นำ  ต้องการให้ทุกคนในทีมงานของตนรักองค์กรและผู้นำ  อย่างสัตย์ซื่อและเปิดใจ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน  จะถอยหลังหรือเดินหน้า   และทุกคนในทีมทุ่มเทศักยภาพความสามารถของตนอย่างเต็มที่   เพื่อที่จะให้องค์กร  ทีมงาน และแต่ละคนก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นกว่าที่คิด

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

27 มิถุนายน 2559

ทำงานด้วยความเข้าอกเข้าใจคนอื่น!

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่าน   ผมได้รู้จักองค์กรหนึ่งเป็นอย่างดี   เป็นที่รู้กันในองค์กรนั้นว่า  ลัดดา(นามสมมติ) เป็น นักการเงินการบัญชีตัวยงหาตัวเปรียบยาก   แต่เธอกลับอ่อนด้อยในทักษะด้านความสัมพันธ์กับผู้คน   และในเวลาเดียวกันก็ไม่เห็นทางที่เธอจะได้รับการเลื่อนขั้นหน้าที่ตำแหน่งการงานในระดับที่สูงขึ้นได้

หลายคนที่ไต่เต้าถึงตำแหน่งระดับหนึ่งจากความสามารถทักษะเฉพาะด้านที่เขามีอยู่อย่างเยี่ยมยอด   แต่เพราะขาดการพัฒนาทักษะความสัมพันธ์กับคนทำงานในทีม   ทำให้ทำงานร่วมกับคนอื่นด้วยความยากลำบาก   ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเธอมีท่าทีที่ไม่สนใจความรู้สึกของทีมงาน   เธอทำงานแบบ “หัวสี่เหลี่ยม” ตามหลักการความรู้และกรอบงานที่เธอรับผิดชอบเป็นมาตรฐานในการทำงานทุกด้าน และ ในความสัมพันธ์กับผู้คน   เธอจะเรียกร้องให้ทุกคนต้องเตรียมหลักฐานเอกสารครบถ้วนตามหลักการของเธอ   เธอดูเหมือนว่าไม่เคยฟังคนอื่นอย่างตั้งใจและใส่ใจ   เธอขาดความอดกลั้น  ไม่อดทน  ไม่ผ่อนปรน ซึ่งรวมถึงในวิธีการทำงานด้วย

ท่านมีเพื่อนร่วมงานในลักษณะนี้ไหม?   หรือท่านอาจจะมีลักษณะอย่างลัดดาก็ได้นะ?

คนทำงานที่อ่อนด้อยทักษะการสัมพันธ์กับผู้คนมักจะต้องพบกับความขัดแย้งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น   และนี่สร้างความอ่อนล้าระอาใจ และ ความเครียดสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง   และยังสามารถที่จะทำลายให้แผนงานที่วางไว้อย่างดีต้องเสียหาย ล้มเหลวได้

เป็นที่แน่ชัดว่า  เราท่านอาจจะมั่นใจว่า  เราสามารถพัฒนาเทคนิค ทักษะ การทำงานใหม่ ๆ  และ เสริมเพิ่มความรู้ผ่านการฝึกอบรมและประสบการณ์งาน    แต่ในเวลาเดียวกัน ความจริงประการหนึ่งคือ  “คุณเป็นอย่างที่คุณเป็น”  ในด้านเกี่ยวกับทักษะความสัมพันธ์กับผู้คน   แล้วเราจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ล่ะ?

จริงยิ่งกว่าจริง   จุดเริ่มพัฒนาทักษะความสัมพันธ์กับผู้คนที่น่าจะดีที่สุดคือ  การพัฒนาความสามารถที่จะ “ความเข้าอกเข้าใจ” คนอื่น

การเข้าอกเข้าใจนั้นเป็นอย่างไร?

การเข้าอกเข้าใจคือ  การที่เรารู้จักเท่าทันถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น   และสามารถที่จะ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”  กล่าวคือเข้าใจถึงมุมมองของคนอื่น  บริบท  หรือสถานการณ์จริงในชีวิตที่เขากำลังเผชิญอยู่

การที่เราจะมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่น   แน่นอนครับ เราต้องคิดมากกว่าที่คิดถึงตนเอง และ คิดแต่สิ่งที่เราสนใจเท่านั้น   เมื่อเราสามารถที่จะมองกว้างและไกลกว่า “โลกของตนเอง” เราก็จะพบความจริงว่า ยังมีความจริงของโลกที่มากกว่า กว้างกว่า ซับซ้อนกว่าโลกของเราเอง  แล้วเราอาจจะทึ่งว่าเขาจะจัดการอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้นในชีวิตของเขา

คนที่ถูกตีตรากล่าวหาว่า  เป็นคนที่สนใจแต่ตนเอง เป็นคนเห็นแก่ตัว  มักเป็นคนที่ขาดมุมมองที่เป็นภาพใหญ่ของชีวิตและเหตุการณ์ของผู้คนที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย   เขามองและใส่ใจที่ตนเองเท่านั้น  ทั้ง ๆ ที่เขาจะต้องมีชีวิตและปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างที่แตกต่างจากเขามากมายหลายคน

ถ้าเราถูกเรียก ถูกตั้งฉายา หรือ ถูกกล่าวถึงว่าเป็นคนที่มีลักษณะอย่างที่กล่าวข้างต้น  อาจจะเป็นโอกาสที่เราจะต้องเตือนตนเองว่า  เรายังต้องอยู่และทำงานกับผู้คนมากมาย  และเราไม่สามารถที่จะหลบลี้หนีซ่อนจากผลกระทบที่มาจากคนเหล่านั้นที่มีต่อตัวเราเองแน่    และมากยิ่งกว่าเพียงการยอมรับความจริงสิ่งเหล่านี้เท่านั้น  แต่เรายังต้องเสริมสร้างสัมพันธภาพ และ เข้าอกเข้าใจคนล้อมรอบที่เราต้องมีปฏิสัมพันธ์   แทนที่จะยืนหยัดบนจุดยืนของตนแต่เพียงคนเดียว

ใช้ความเข้าอกเข้าใจคนอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
การเริ่มใช้ความเข้าอกเข้าใจอย่างมีประสิทธิภาพสูง  ให้เราพิจารณาประเด็นต่อไปนี้

1. “ละแล้ววาง” มุมมองทัศนคติของท่านเองลงก่อน   แล้วพยายามมองสิ่งต่าง ๆ จากมุมมอง แง่มุม หรือ ทัศนคติของคนอื่นบ้าง
ถ้าเราทำเช่นนี้   เราจะรู้และสำนึกว่า คนอื่นไม่ได้เป็นคนเลวร้าย  ไม่ดี  งี่เง่า  หรือ เป็นคนที่ไร้เหตุผล   สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียงปฏิกิริยาที่เขาตอบโต้ต่อสถานการณ์นั้น ๆ ตามข้อมูล ความรู้ และสถานการณ์ที่เขารับรู้เท่านั้น

2. เห็นความมีเหตุมีผลในมุมมอง หรือ การรับรู้ของคนอื่น
เมื่อเรา “เข้าอกเข้าใจ” ถึงความเชื่อของคนอื่นว่า ทำไมเขาถึงเชื่อถึงคิดเช่นนั้น  ทำให้เรารับรู้ เรายอมรับ   ในที่นี้เราต้องชัดเจนว่า  “การรับรู้และการยอมรับ”  ไม่ได้หมายความว่า “เราเห็นด้วย”   เราสามารถยอมรับความเห็นต่างของเพื่อนร่วมงานคนนั้นว่าแตกต่างจากความคิดเห็นของเรา   และเขาคงมีเหตุผลที่ดีที่เขามีความคิดความเห็นเช่นนั้น

3. ตรวจสอบ รู้เท่าทันทัศนะมุมมองของตนเอง
เรายังต้องการดำเนินไปตามเส้นทางความเข้าใจของตนเอง  เรายังต้องการเป็นฝ่ายชนะ  หรือ เรายังต้องการเป็นผู้ที่ถูกต้องหรือไม่?   หรือ สิ่งสำคัญประการแรก เราต้องการทางออก  เสริมสร้างความสัมพันธ์  และการยอมรับคนอื่นใช่ไหม?   ถ้าเราไม่ยอมเปิดจิตใจ ความคิด และมุมองทัศนคติของเรา   เราอาจจะไม่มีพื้นที่ว่างในชีวิต/อารมณ์/ความรู้สึก พอสำหรับการเข้าอกเข้าใจคนอื่น

4. ฟังอย่างใส่ใจ
ตั้งใจฟังถึงเนื้อหา/เรื่องราว/ความรู้สึก ที่คนรอบข้างพยายามจะสื่อสารกับเรา
©       ฟังด้วยหู:  เขาคนนั้นกำลังพูดอะไรนะ?   ด้วยน้ำเสียงแบบไหน?
©       ฟังด้วยตา:  เขาคนนั้นกำลังมีท่าที หรือ ทำอะไรในขณะที่กำลังพูด?
©       ฟังด้วยสัญชาตญาณ:  เรารู้สึกหรือไม่ว่า เขาคนนั้นกำลังสื่อสารในสิ่งที่เป็นสาระหรือเรื่องที่สำคัญหรือไม่?
©       ฟังด้วยใจ:  เราคิดว่าคน ๆ อื่นกำลังรู้สึกอย่างไร?

5. ถามถึงสิ่งที่คน ๆ นั้นจะทำ
เมื่อยังสงสัย ให้เราขอเขาอธิบายถึงหลักคิดจุดยืนของเขาในเรื่องนั้น   วิธีนี้อาจจะเป็นวิธีธรรมดา และ ตรงไปตรงมาที่สุดที่จะช่วยให้เราเข้าอกเข้าใจคนอื่น   แต่กลับเป็นวิธีการที่จะพัฒนาความเข้าอกเข้าใจได้น้อยที่สุด  ดังนั้น  การถาม หรือ ขอเขาช่วยอธิบายเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจเพื่อนร่วมทีมคนนั้นได้อย่างดี

อาจจะเป็นการดีถ้าเราจะถามถึงสิ่งที่คนนั้นต้องการ  แต่เราจะไม่ได้คำตอบหรือคำอธิบายที่มากกว่าคำตอบถึงสิ่งที่เขาต้องการ   เราจะไม่ได้ข้อมูลที่จะนำมาพิจารณาไตร่ตรอง   แต่การถามถึงความคิด  ความรู้สึกของเขาในความต้องการ หรือ ความกังวลในเรื่องดังกล่าวด้วยจะช่วยให้เรามีข้อมูลที่จะใช้ไตร่ตรองถึงความต้องการด้วยความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น  หัวหน้าคนหนึ่งเอาคูปองแลกไก่ย่าง 5 ดาวแจกให้กับลูกน้องในทีม   สำหรับวันขึ้นปีใหม่   เพราะหัวหน้ารู้ว่าทีมงานหนุ่มสาวของเขาไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง   นี่เป็นความคิดของหัวหน้าว่าเป็นการให้ของขวัญปีใหม่ที่จะเป็นประโยชน์และเข้าท่าที่สุด...   แต่นี่ไม่ใช่ความคิดของลูกน้อง (แต่ถ้าต้องการรู้ความคิดลูกน้องเขาต้องถาม)

การที่เราใช้ทักษะที่มีปฏิสัมพันธ์บ่อย ๆ หรือเป็นประจำกับคนอื่น   เราจะค่อย ๆ สร้างความใส่ใจต่อผู้อื่นให้เกิดขึ้นในตัวเรามากขึ้น  และสามารถเข้าถึงคนอื่นได้ดียิ่งขึ้น  ทั้งนี้เพราะเราเสริมเพิ่มความสนใจของเราในคนอื่นว่า เขาคนนั้นมีความรู้สึก และมีประสบการณ์ชีวิตเช่นไรบ้าง  

นี่เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่เราเต็มใจและตั้งใจที่จะมองโลกจากมุมมองที่หลากหลายของผู้คนต่าง ๆ ที่เราเกี่ยวข้องด้วย   และเป็นของขวัญชีวิตที่เราสามารถใช้ในทุกเวลา และ ในทุกสถานการณ์

ประเด็นที่น่าสนใจในการสนทนาอย่างเข้าอกเข้าใจ
©       มิเพียงสนใจแต่เรื่องที่เขาพูด   แต่ให้ใส่ใจในท่าทาง (ภาษากาย) และ สิ่งที่อยู่ในใจ  ในสิ่งที่สื่อสาร หรือ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
©       ฟังอย่างใส่ด้วยความระมัดระวัง  และบันทึกสิ่งที่เป็นคำ หรือ ประโยคสำคัญที่เขาพูด
©       กระตุ้นให้สนทนาในประเด็นหลัก/สำคัญของการสนทนาในครั้งนั้น
©       ให้เรายืดหยุ่น   เตรีมพร้อมที่อาจจะต้องเปลี่ยนไปตามแนวทาง/ทิศทางในการสนทนาตามความคิดและความรู้สึกของผู้ที่เราสนทนาด้วย
©       แสวงหาโอกาสที่จะไปสู่เป้าหมาย

หลักคิด
การพัฒนาความเข้าอกเข้าใจ เป็นความพยายามที่สำคัญยิ่งในการที่เราจะพัฒนาทักษะความสัมพันธ์กับผู้คน   เมื่อเราเข้าอกเข้าใจคนอื่น  ก็เป็นโอกาสที่คนอื่นต้องการที่จะเข้าใจในตัวเรา   และนี่คือจุดที่เราสามารถเริ่มต้นสร้างความร่วมไม้ร่วมมือ และ การทำงานอย่างเป็นทีมที่เหนียวแน่นขึ้น

เรียบเรียงจาก  MindTools.com

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

19 มิถุนายน 2559

เมื่อผู้นำสูญเสียความไว้วางใจจากผู้ตาม

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ย่อมรู้ค่าราคาของความไว้วางใจที่เขาได้รับ
และเขาทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องรักษามันไว้

การสูญเสียที่สำคัญยิ่งใหญ่สำหรับผู้นำคือ เมื่อเขาสูญเสียความนิยมยอมรับและความไว้วางใจจากผู้คนที่เขานำ   เป็นการยากลำบากอย่างยิ่งที่ผู้นำคนนั้นจะเรียกความไว้วางใจ หรือ ความเชื่อมั่นคืนมาใหม่

ขอตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่งเป็นผู้นำยาวนานแค่ไหน   เป็นการง่ายที่ผู้นำคนนั้นจะสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจจากคนที่เขานำมากขึ้นแค่นั้น  ยิ่งในยุคปัจจุบัน  สำหรับผมแล้วดูเหมือนว่า  ผู้คนมีความสงสัยในตัวผู้นำมากยิ่งกว่ายุคสมัยที่ผ่านมา

แล้วอะไรล่ะ ที่เป็นสาเหตุให้ผู้นำสูญเสียความไว้วางใจจากคนที่เขานำ   คงมีหลายสาเหตุด้วยกัน   ขอกล่าวถึง 9 สาเหตุที่ผู้นำสูญเสียความไว้วางใจจากคนที่เขานำ

1.  ทำงานแบบลวก ๆ:  
บางครั้งเมื่องานประดังทับถมจนล้นมือที่จะรับไว้  หรือ บางครั้งเกิดความเบื่อหน่ายในงานที่ทำ   มีแนวโน้มที่เราจะทำแบบลวก ๆ หรือ ทำให้เสร็จ   เราละเลย ไม่ใส่ใจ หรือ ไม่ระมัดระวังหลักการในการเป็นผู้นำที่ดีที่เรารู้   เราทำผิดพลาดมากกว่าปกติ   คนอื่นรอบข้างมองว่า เราไม่สนใจในงานที่กำลังทำ  คนรอบข้างเริ่มสงสัยในตัวเรา

ประเด็นท้าทาย:  ลดความรีบเร่ง เร่งด่วนในการทำงานลง แบ่งความรับผิดชอบในงานที่ทำ  ขอให้เพื่อนร่วมงานช่วยตรวจสอบความถูกต้อง

2.  ใช้อำนาจเผด็จการผ่านอีเมล์:
ในยุคความทันสมัยที่สื่อสารด้วยระบบดิจิตอล   โดยเฉพาะในการใช้อีเมล์  อีเมล์มักสร้างความเข้าใจผิดได้บ่อย   มักสร้างความเข้าใจที่สับสน  บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตอบสวนกลับ แก้เผ็ด   ทำให้เกิดความกลัว   การกระทำแบบนี้เป็นภาวะผู้นำที่ไม่เป็นกันเองกับผู้ที่เราสื่อสาร   เมื่อผู้นำเลี่ยงการสื่อสารแบบปรึกษาสนทนาต่อกัน   ซึ่งเป็นการจัดการงานแบบสัมพันธ์ตรง   เมื่อนั้นผู้นำเริ่มสูญเสียความชื่นชอบยอมรับ แล้วนำไปสู่ความสูญเสียความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงาน

ประเด็นท้าทาย:  ในเรื่องที่มีสาระสำคัญ และมีเรื่องความถูกต้องชัดเจนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย   บางครั้ง เราจำเป็นที่จะต้องยกหูโทรศัพท์ปรึกษา หรือ นัดหมายเวลาที่จะพบปะพูดคุยกัน

3.  ผู้นำหายตัว...ไม่รู้ไปอยู่ไหน
เมื่อผู้นำมีงานความรับผิดชอบมากมาย   และบางครั้งต้องการที่จะแยกหรือเก็บตัวเพื่อสามารถจัดการกับงานรับผิดชอบนั้นให้สำเร็จลุล่วง   ถ้าผู้นำไม่ระมัดระวัง   แทนที่จะเลี่ยงออกไปทำงานให้เสร็จ   เพื่อที่จะได้งาน   แต่ผู้นำกลับถูกมองว่า “หายตัวไปไหนไม่รู้” ทำให้คนรอบข้างเข้าใจได้ว่า  ผู้นำคนนี้ไม่สนใจในงานที่เขาต้องรับผิดชอบ   เป็นผู้นำที่ไม่ทุ่มเท   มีความอ่อนแอในการนำในสายตาของทีมงาน

ประเด็นท้าทาย:  แสดงตารางเวลาการทำงานของตนให้ทีมงานสามารถรับรู้ชัดเจน  เป็นช่องทางให้สามารถสื่อสารกับทีมงานสม่ำเสมอ

4.  พูดเอาใจทีมงาน
ทุกคนต้องการคนชอบและชื่นชมตน   ถ้าผู้นำไม่ระมัดระวัง  แล้วไปพูดชื่นชมในสิ่งที่ทีมงานต้องการได้ยิน  ทั้ง ๆ สิ่งนั้นไม่ถูกต้อง   การพูดชื่นชอบทีมงานแบบนี้ทำให้เราสูญเสียความไว้วางใจจากคนในทีมงานที่พยายามทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ประเด็นท้าทาย:  เป็นคนที่จริงใจ โปร่งใส  พูดเรื่องต่าง ๆ ด้วยความรัก  และไม่พยายามสื่อสารในสาระที่มีความหมายแอบแฝงซ่อนเร้น   จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่

5.  ผู้นำแบบ “รู้แล้ว...รู้แล้ว”
ผู้นำสูญเสียความชื่นชอบและไว้วางใจเมื่อผู้นำตัดสินใจเองทุกเรื่อง   ทั้งนี้ผู้นำทึกทักเอาว่าตนเองรู้ทุกอย่าง  ตนเองมีคำตอบสำหรับทุกเรื่องแล้ว  ไม่จำเป็นต้องถามต้องปรึกษาคนในทีมงาน   ไม่มีอะไรที่ตนต้องเรียนรู้  เพราะเขามั่นใจว่าตน “รู้แล้ว” ทุกเรื่อง  เพื่อนร่วมงานในทีมจะรู้สึกด้อยค่า  และเขายังรู้สึกว่า เขาไม่ได้อยู่และทำงานเพื่อความคาดหวังของคนอื่น   แต่เขาเองมีค่าและมีความคาดหวังในที่ทำงานด้วย   ผู้คนในทีมจะมองว่า ผู้นำคนนี้หยิ่งผยอง

ประเด็นท้าทาย:  บางครั้งเราในฐานะผู้นำเราอาจจะไม่มีคำตอบในเรื่องนั้นอย่างแท้จริง   นี่เป็นความจริงที่เป็นธรรมดามิใช่หรือ  จำเป็นด้วยหรือที่ผู้นำจะต้องรู้ไปเสียทุกเรื่อง   เมื่อเรายังไม่รู้และไม่มีคำตอบให้เราเงียบและฟังจะดีไหม   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องนั้นมิใช่เรื่องคอขาดบาดตายต่อองค์กร   เปิดโอกาสให้คนในทีมได้ช่วยกันให้คำตอบ   ให้ทีมงานได้แสดงศักยภาพ ความรู้ และแสดงออกถึงภาวะผู้นำทางความคิด    แต่มิใช่ให้คนใดคนหนึ่งพูดอยู่คนเดียว

6.  เหยียดคุณค่างานของคนอื่นให้ด้อยลง
ในฐานะผู้นำองค์กร   บางครั้งเรามีความคิด “ภาพใหญ่” ขององค์กร   จนบางครั้งเราลืมที่จะให้ความสนใจถึงความคิดดี ๆ ของเพื่อนร่วมงานที่เสนอขึ้นมา   ผู้นำล้มเหลวที่จะเรียนรู้ รับรู้ และชื่นชมในความคิดที่มีคุณค่าของผู้ร่วมทีมงานคนนั้นและความสำเร็จของเขา

ประเด็นท้าทาย:  โปรดระมัดระวัง  จงเป็นผู้นำที่มีความรู้สึกไวที่จะเห็นและได้ยินถึงความคิดที่มีคุณค่าและความสำเร็จของผู้ร่วมงานในทีม   พร้อมทั้งแสดงความยินดีชื่นชมในสิ่งดี ๆ ของแต่ละคนในทีมที่ทำให้เกิดความสำเร็จแก่ทีมงาน

7.  อ่อนด้อยความกล้าหาญ
เราไม่สามารถเป็นผู้นำโดยไม่กล้าที่จะเสี่ยง   เมื่อผู้นำขาดความกล้าหาญ   ผู้ร่วมทีมย่อมต้องมุ่งมองหาใครคนอื่นบางคนที่จะนำพวกเขาไปให้ถึงที่ ๆ เขายังไม่รู้จัก

ประเด็นท้าทาย:  จงยืนมั่นบนความเชื่อศรัทธาของท่าน   และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยเชื่อมั่นว่า  พระเจ้าทรงอยู่ข้างหน้าเราและกำลังกระทำพระราชกิจเพื่อให้เกิดสิ่งดียิ่งแก่ทีมงานของเรา

8.  บุคลิกที่ลื่นไหล พลิกพลิ้ว
การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้นำได้   คน ๆ นั้นจะต้องได้รับความไว้วางใจจากทีมงาน  และต้องเป็นความไว้วางใจแบบไม่สั่นคลอน หวั่นไหว หรือ โอนเอน และชื่อเสียงของผู้นำเป็นสิ่ง “บอบบาง” (แตกหักง่าย)   คนรอบข้างมักประเมินผู้นำคนนั้น  ที่ความเข้มแข็งทางใจและคุณธรรมของผู้นำ   เช่น  ความสัตย์ซื่อและเป็นคนที่มีคุณธรรมย่อมเป็นคุณลักษณะสำคัญเหนือบุคลิกภาพอื่น ๆ และตำแหน่งที่เขามีอยู่ในเวลานั้น   การที่ผู้นำเป็นผู้ที่มีความสัตย์ซื่อและคุณธรรมเป็นตัวตัดสินว่าผู้นำคนนั้นจะได้รับการยอมรับ ชื่นชอบ  และความไว้วางใจจากทีมงานหรือไม่

ประเด็นท้าทาย:  “จง​ระ​แวด​ระ​วัง​ใจ​ของ​เจ้า​ยิ่งกว่า​สิ่ง​อื่น​ใด   เพราะ​ทุก​สิ่ง​ที่​เจ้า​ทำ​ออก​มา​จาก​ใจ” (สุภาษิต 4:23 มตฐ.)  ให้ผู้นำทำสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดี และ มีวินัยชีวิตที่จะหลีกเลี่ยงอำนาจแห่งการทดลองชีวิตในลักษณะต่าง ๆ

9.  หยิ่งยโส อหังการ
ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ผู้นำต้องสูญเสียการยอมรับ และ ไว้วางใจอย่างรวดเร็วเท่ากับ การเป็นผู้นำที่หยิ่งยโส อหังการ  คุยโตโอ้อวด (ขี้คุย)   ถ้าทีมงานใดมีผู้นำแบบนี้   ลูกทีมมักไม่พูดอะไรมาก  แต่ปล่อยให้ผู้นำคนนั้นชื่นชมความเก่งกาจของตนไปคนเดียว

ประเด็นท้าทาย:  ผู้นำจะต้องถ่อม   และถ้าผู้นำคนใดไม่รู้ว่าตนจะถ่อมได้อย่างไร  ทูลถามพระเจ้าและทูลขอพระองค์ช่วยให้ท่านเป็นคนที่ถ่อมลง  พระเจ้าช่วยท่านได้   และนี่น่าจะเป็นทางออกสำหรับผู้นำที่ทุกครั้งต้องการที่จะเป็นผู้นำที่ถ่อม

ไม่มีผู้นำคนใดที่ต้องการสูญเสียการยอมรับ  ชื่นชอบ  และการไว้วางใจจากทีมงานของตน   ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ย่อมรู้ซึ้งในความสำคัญยิ่งของ “ความไว้วางใจ” ที่ทีมงานให้กับตน และ ทุ่มเททำงานหนักเพื่อบรรลุความสำเร็จ


เรียบเรียงจาก ข้อเขียนของ Ron Edmondson,  Churchleader.com


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

13 มิถุนายน 2559

ชีวิตนิรันดร์...ตามความหมายของพระเยซูคริสต์

น่าสังเกตว่า   ผู้เชี่ยวชาญทางธรรมบัญญัติอยากจะรู้ว่า   ตนเองต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะได้ชีวิตนิรันดร์  จึงมาถามพระเยซูว่า... “ท่าน​อาจารย์  ข้าพเจ้า​จะ​ต้อง​ทำ​อะไร​เพื่อ​จะ​ได้​รับ​ชีวิต​นิรันดร์?

แต่พระเยซูตอบกลับเขาในสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญ คือ... “ใน​ธรรม​บัญญัติ​เขียน​ว่า​อย่างไร? ท่าน​อ่าน​แล้ว​เข้าใจ​อย่างไร?”   ผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติตอบได้อย่างฉะฉานว่า   ถ้าจะได้ชีวิตนิรันดร์เขาจะต้องปฏิบัติตามธรรมบัญญัติสำคัญยิ่งสองประการคือ   รักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ  สิ้นสุดความคิด  สิ้นสุดกำลัง   นั่นหมายความว่าต้องรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดทั้งชีวิตของเขา   และจะต้องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   พระเยซูคริสต์ตอบเขาว่า   สิ่งที่เขาว่ามาทั้งหมดถูกต้อง   และถ้าต้องการมีชีวิตนิรันดร์ให้ดำเนินชีวิตตามบัญญัติใหญ่สองประการดังกล่าว  

ในที่นี่พระเยซูคริสต์เน้นว่า  ให้ทำตามสิ่งที่ตนรู้และเข้าใจ!   ความรู้เท่านั้นไม่เพียงพอ  การได้อ่านร้อยครั้งพันรอบ  การท่องจำได้ไม่สามารถมีชีวิตนิรันดร์ได้   แต่การกระทำ หรือ ดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติของพระเจ้าที่ทำให้ชีวิตของคน ๆ นั้นได้รับการเปลี่ยนแปลง พัฒนา และเสริมสร้างเป็นชีวิตนิรันดร์

ถ้าต้องการได้ชีวิตนิรันดร์ต้องเป็นชีวิตที่กระทำตามพระบัญญัติ   ไม่ใช่เพียงรู้พระบัญญัติ!   รับบัพติศมาเท่านั้น  ไปโบสถ์วันอาทิตย์เท่านั้น   ฟังเทศน์เท่านั้นไม่เพียงพอ   แต่ชีวิตนิรันดร์คือชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง  พัฒนา  และเสริมสร้างให้เป็นชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า  คือรักพระองค์ด้วยทั้งชีวิต และ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

โดนคำตอบแบบตรงไปตรงมาของพระเยซูแบบนี้   ท่านผู้เชี่ยวชาญทางธรรมบัญญัติถึงกับเสียหน้า   เพราะเป็นที่รู้กันทั้งประชาชนและสำนึกในตนเองว่า   เขาเชี่ยวชาญในการรู้และใช้ธรรมบัญญัติในการตัดสินคนอื่น   แต่ไม่ได้มีชีวิตที่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ 

เสียหน้าอย่างยิ่งครับ!

แต่ผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติคนนี้ไม่ยอมลดราวาศอก   เขาต้องการรุกคืบเอาชนะพระเยซูบ้าง?   จึงตั้งคำถามว่า  “แล้วใครคือเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?”

พระเยซูไม่ตอบโต้นักชำนาญการธรรมบัญญัติคนนั้นด้วยการใช้ตรรกะที่เขาชำนาญ   แต่พระเยซูคริสต์กลับเล่าเรื่องราวของชายสะมาเรียคนหนึ่งแทน   ทั้งนี้เพื่อชาวบ้านสามัญชนจะเข้าใจและเข้าถึงความหมายอย่างลึกซึ้ง   ประเด็นแสนแสบในเรื่องนี้คือ
  • คนที่รักเพื่อนบ้านของตนในเรื่องคือ  ศัตรูคู่อาฆาตที่พวกยิวดูหมิ่น...คนนั้นเป็นชาวสะมาเรีย
  • คนที่เป็น “เพื่อนบ้าน” ที่ต้องการความช่วยเหลือ   กลับเป็นคนยิว  
  • แสบกว่านั้น  คนยิวด้วยกันเองที่มีตำแหน่งสูงทางศาสนา   ที่รู้ว่าควรจะมีชีวิตตามธรรมบัญญัติอย่างไร  ทั้งปุโรหิต และ เลวี กลับหลบเลี่ยง  ข้ามฟากไปเดินเสียอีกฟากหนึ่งของถนน


เรื่องอุปมานี้กลับมาตอกย้ำซ้ำเติมลงที่แผลเดิมในชีวิตคือ  รู้แต่ไม่ยอมทำ!   แต่ที่น่าเจ็บแสบกว่านี้คือ   คนที่เขาเกลียดเหยียดหยามคือชายสะมาเรียกลับเป็นคนที่ “รักเพื่อนบ้าน”  เขารักคนยิวคนนั้นที่ถูกปล้นและถูกทำร้ายจนปางตายด้วยการลงมือกระทำ  ด้วยการช่วยจากสิ่งที่เขามีในเวลานั้น
  • เข้าไปหาคนนั้น  
  • เอา​เหล้า​องุ่น​กับ​น้ำมัน​เท​ใส่​บาด​แผล​
  • เอา​ผ้า​มา​พัน​ให้
  • แล้ว​ให้​เขา​ขึ้น​ขี่​สัตว์​ของ​ตน​เอง​ (ส่วนตนเองกลับลงมาจูงลาที่เป็นพาหนะของตน)
  • พา​มา​ถึง​โรง​แรม และ​ดู​แล​รักษาพยาบาล
  • เอา​เงิน​สอง​เดนา​ริ​อัน​ให้​กับ​เจ้า​ของ​โรง​แรม และ ขอช่วยดูแลคนยิวที่ถูกโจรปล้น
  • กลับมาติดตามดูแลรับผิดชอบจนถึงที่สุด


ขอตั้งข้อสังเกตว่า   ชายสะมาเรียที่รักเพื่อนบ้านที่เป็นยิว   เป็นการ “รักเพื่อนบ้าน”  ในชีวิตประจำวัน   ในเวลาที่กำลังทำกิจธุระ/อาชีพในแต่ละวัน   ไม่ใช่รักเพื่อนบ้านด้วยการทำโครงการการประกาศฯ   ไม่ใช่รักเพื่อนบ้านเพราะเราได้รับการสนับสนุนทุนจากแหล่งทุน   ชายสะมาเรียเขาใช้ทรัพยากรที่เขามีในการช่วยเหลือเพื่อนบ้านชาวยิวที่ปางตายคนนั้น   และ ที่สำคัญประการหนึ่งคือ   การรักเพื่อนบ้านคือการรับใช้เพื่อนบ้าน   ในเรื่องนี้ชายสะมาเรียยอมลงจากหลังลาของตนเอง   แล้วให้ชายยิวนั่งบนหลังลา   และตนจูงลานั้นเข้าเมืองจนถึงโรงแรม   เขารักเพื่อนบ้านชาวยิวคนนี้ด้วยการยอมถ่อมรับใช้ชาวยิวที่ปางตาย

ประการสุดท้าย   การรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   เริ่มต้นที่มีใจเมตตา   เริ่มจากการเกิดใจสงสาร (ข้อ 33, 37)   ทำให้ระลึกถึงคำสอนของพระคริสต์ที่ว่า   “พวก​ท่าน​จง​เป็น​คน​ดี​พร้อม เหมือน​อย่าง​ที่​พระ​บิดา​ของ​ท่าน ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​ดี​พร้อม (ข้อ 48)...ที่ทรง​ให้​ดวง​อาทิตย์​ของ​พระ​องค์​ขึ้น​ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ดี​และ​คน​ชั่ว​เสมอ​กัน และ​ให้​ฝน​ตก​แก่​คน​ชอบ​ธรรม​และ​คน​อธรรม” (ข้อ 45)

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ   พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ท่าน​จง​ไป​ทำ​เหมือน​อย่าง​นั้น”

พระคริสต์ตรัสกับเราแต่ละคนว่า  ท่าน​จง​ไป​ทำ​เหมือน​อย่าง​นั้น” ในวันนี้   ท่ามกลางงานชีวิตประจำวัน   และด้วยสิ่งที่ท่านมีอยู่   ด้วยใจเมตตา   และนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตนิรันดร์   ด้วยชีวิตที่รักพระเจ้าทั้งชีวิต และ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499