11 กุมภาพันธ์ 2563

ความชาชินทางจิตวิญญาณ


อาการชาทางกายภาพที่ใดที่หนึ่ง เป็นอาการบ่งบอกถึงความผิดปกติของร่างกายส่วนนั้นของเรา บางครั้งถ้าเราใส่ใจต่อการเกิดอาการชาของร่างกายส่วนนั้นเราก็จะสามารถรักษาแก้ไขได้ ไม่ปล่อยให้ลุกลามจนกลายเป็นอาการที่ร้ายแรง ในเวลาเดียวกัน ในฐานะคริสตชนจะต้องใส่ใจตรวจสอบจริงจังอย่างสม่ำเสมอว่า ชีวิตด้านจิตวิญญาณของเราส่วนไหนบ้างที่เกิดอาการชาชิน เพื่อเราจะได้เยียวรักษาแก้ไข “ระบบประสาท” ทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับส่วนนั้น ๆ

ความชาชินทางจิตวิญญาณต่อไปนี้ เขียนขึ้นจากประสบการณ์ในชีวิตของผม และที่ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนพ้องน้องพี่ เมื่อประมวลรวบรวมขึ้นมาแล้วก็น่าตกใจครับ!

1. ชาชินกับผู้คนมากมายที่ไม่รู้จักกับพระคริสต์

คริสตจักรไม่รู้สึกร้อนรู้สึกหนาวกับการที่คนรอบข้างตนจำนวนมากมายที่ไม่มีโอกาสสัมผัสกับความรักเมตตาของพระเยซู แย่ยิ่งกว่านั้นกลับรู้สึกว่า ไม่สนใจใยดีในชีวิตประจำวันต่อความรอดของเพื่อนบ้าน

2. ชาชินที่เป็นคริสตจักรบนหอคอยงาช้าง

คริสตจักร คนในคริสตจักรไม่รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องเข้าถึงผู้คนในชุมชน หรือ เพื่อนบ้านรอบข้าง การแยกตัวอยู่ต่างหากจากชุมชนกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ของคริสตจักร

3. ชินชากับกับชีวิตแต่งงานตามกระแสสังคม

สมาชิกคริสตจักร คริสตชนจำนวนมากในปัจจุบันไม่สนใจชีวิตสมรสและชีวิตครอบครัวแบบคริสตชน ที่จะต้องมีการเข้มแข็งและเติบโตตลอดเวลา แต่ปัจจุบันสมาชิกคริสตจักรส่วนมากปล่อยให้ชีวิตสมรสและชีวิตครอบครัวไหลไปตามอิทธิพลของกระแสสังคมทันสมัยในปัจจุบัน

4. ชาชินกับการหย่าร้างถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

เนื่องจากการยอมรับการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นของวัฒนธรรมตามกระแสสังคมปัจจุบัน เราจึงลดมาตรฐานการแต่งงานของเรา เราไม่เสียใจหรือเจ็บปวดที่ต้องหย่าแยกกันในชีวิตสมรส

5. ชาชินกับการไม่มีการอธิษฐานในครอบครัว

เป็นการง่ายที่จะมีการอธิษฐานในครอบครัวพร้อมหน้าเมื่อลูก ๆ ยังเล็ก แต่เมื่อเขาโตเป็นเด็กโตและวัยรุ่นการอธิษฐานในครอบครัวกลับกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ และในหลายครอบครัวก็สูญหายไปโดยปริยาย และเราก็ชาชินไม่รู้สึกเช่นไรเลยกับการไม่มีการอธิษฐานร่วมกันในครอบครัว

6. ชาชินกับกามารมณ์ตามกระแสวัฒนธรรมทันสมัย

คริสตชนเคยเสียใจที่เห็นในหมู่ผู้เชื่อขาดการเติบโตทางด้านเพศและกามารมณ์ แต่ตอนนี้เรากลับเห็นว่ามันเป็นแค่เรื่องบรรทัดฐานทางความเชื่อเท่านั้น เราแยกการปฏิบัติเรื่องนี้ออกจากความเชื่ออย่างชัดเจนเด็ดขาด

7. ชาชินกับความขัดแย้งในคริสตจักร

ทั้ง ๆ ที่ศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักรเห็นแล้วว่า คริสตจักรกำลังก่อตัวขึ้นความขัดแย้งต่อสู้กันขึ้นในคริสตจักร แต่พวกเขากลับไม่ทำอะไร รอให้ความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

8. ชาชินกับการนมัสการที่เป็นเพียงพิธีกรรม

ตอนนี้การนมัสการพระเจ้าถูกลดทอนคุณค่าลงมาเป็นการประกอบพิธี หรือไม่ก็กลายเป็นการกระทำเป็นกิจวัตรอย่างคุ้นชิน - ในการนมัสการไม่ใช่โอกาสที่ผู้เข้าร่วมนมัสการพระเจ้าเผชิญหน้ากับพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เรานมัสการพระเจ้าอย่างชาชินเป็นกิจกรรมธรรมดากิจกรรมหนึ่งทางคริสต์ศาสนา

9. ชาชินกับการถวายเป็นพิธี

การถวายกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา หลายคนถวายเพื่อหวังผล เรามักถวาย “เป็นพิธี” แต่เราไม่ค่อยท้าทายตัวเองที่จะถวายอย่างสุดกำลัง เราไม่เสียสละจนถึงจุดที่รู้สึกเจ็บ หรือ เสี่ยง

10. ชาชินกับการทำความบาปส่วนตัว

เมื่อก่อน คริสตชนถ้าตนได้กระทำบาปจะรู้สึกผิดและเจ็บปวดในชีวิต ผู้เชื่อแต่ละคนจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าตนดำเนินชีวิตประจำวันไปอย่างบริสุทธิ์ แต่ผู้เชื่อในปัจจุบันมักไม่ใส่ใจตรวจสอบการดำเนินชีวิตของตนเอง ชาชินกับชีวิตที่ดำเนินไป แต่โมเม สรุปว่า “ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้เลวร้ายมากมายอะไร”

เมื่อเรามีโอกาสประเมินชีวิตคริสตชนของตนเองอย่างจริงใจในด้านต่าง ๆ ข้างต้น มีส่วนใดบ้างไหมในชีวิตของท่านที่เกิดอาการชาชิน? แล้วเราจะทำอย่างไรดีในชีวิต และ คริสตจักรของเรา?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



07 กุมภาพันธ์ 2563

รีไซเคิลคริสตจักร: พันธกิจ "ปลูก-ตั้งคริสตจักรขึ้นใหม่"


ในที่นี้ผมไม่ได้พูดถึง "การตั้งคริสตจักรใหม่" แต่ท้าชวนในเรา "ตั้งคริสตจักรขึ้นใหม่"

ผมหมายความว่า แทนที่เราจะออกไปตั้งคริสตจักรใหม่ในพื้นที่ใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีคริสตจักร แต่ในที่นี้ผมท้าทายให้บรรดาศิษยาภิบาล หรือ คนที่เรียนจบพระคริสต์ธรรมให้ "บ่มเพาะ เสริมสร้าง คริสตจักรที่มีอยู่แล้ว" ซึ่งหลายคริสตจักรตั้งมานมนานหลายปีแล้ว และกำลังตกลงในสภาพที่อ่อนกำลัง ปวกเปียก เหมือนคนสูงอายุที่ไม่รู้จะทำอะไร หรือทำอะไรไม่ไหว ได้แต่นั่งเฝ้าบ้าน แล้วหวนคิดถึงความรุ่งเรืองในอดีต ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของตน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรในวันนี้ และก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต ลึก ๆ ในความนึกคิดมีแต่ความสั่นคลอน ทรงตัวอยู่ลำบาก

นี่คือสภาพคริสตจักรหลาย ๆ แห่งในสภาฯ ของเราปัจจุบันใช่ไหม?

ทำอย่างไรที่เราจะ "ตั้งคริสตจักรเก่าแก่ของเราให้กลับมาเป็นคริสตจักรที่มีพลังขับเคลื่อนเหมือน "คริสตจักรวัยหนุ่มสาว" หรือที่อิสยาห์บอกว่า "เจ้าจะบินไป..และไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย"

ผมเคยพูดคุยเรื่องนี้กับศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรหลายท่าน คำตอบหรือคำแนะนำที่ได้คือ "ไปตั้งคริสตจักรใหม่ง่ายกว่าเยอะ"

เมื่อผมมาใคร่ครวญเรื่องนี้ ในความเงียบผมเกิดคำถามภายในผมว่า คริสตจักรที่เคยทรงพลังในอดีตเป็นของประทานจากพระเจ้า เป็นพระราชกิจที่พระองค์ได้กระทำ ตอนนี้กลายเป็น "ของเก่า" ที่เราจะโยนทิ้ง หรือ เอาไปขายเป็นเศษวัสดุราคาถูก ๆ ให้กับ "เซียงกง" หรือ คนที่ "ต้องการ" จะเอาไปแก้ไขดัดแปลงเพื่อใช้ใหม่ตามวัตถุประสงค์ของเขาหรือ?

ใคร... คือ "เซียงกง" รับซื้อคริสตจักรเก่า?

ใครจะสนใจ... รับแยกขยะ แล้วเอาสิ่งที่ยังดีน่าจะมีประโยชน์ไปใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง?

ใครที่จะสอนและฝึกคน "คัดแยกขยะ" แล้วนำสิ่งที่ยังดีมีค่ามาทำเป็น "คริสตจักรที่มีค่าและมีพลังขับเคลื่อน" ใหม่อีกครั้งหนึ่ง?

มีสถาบันไหนไหมที่คิดจะสร้างผู้นำ ศิษยาภิบาลที่มีสมรรถนะในการจัดการ "คริสตจักรที่ถูกโยนทิ้งแล้ว" (ขยะ) มาดัดแปลง บ่มเพาะ เสริมสร้างใหม่ ให้เป็นคริสตจักรที่กลับมามีชีวิตใหม่ พลังใหม่ สานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ ? ถ้าจะเรียกสถาบันนี้ว่า "สถาบันรีไซเคิลคริสตจักร" ก็คงไม่น่าเกลียดเกินไปนะครับ!

ทำอย่างไรที่เราจะช่วยกันรับผิดชอบต่อของประทานอันมีค่ายิ่งแก่เรา คือคริสตจักรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน จากคริสตจักรที่คนทั่วไปมองว่า "ไม่มีค่าแล้ว" "ไม่มีพลังแล้ว" ให้กลับไปสู่ "คริสตจักรวัยหนุ่มสาวที่มีพลังอย่างนกอินทรี" ที่จะวิ่งไป เหินสู่ฟ้า แล้วบินทะยานไปด้วยพลังจากเบื้องบนอีกครั้งหนึ่ง?

ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ?
ท่านมีข้อเสนออะไรไหมครับ?
ท่านเห็นว่าเราน่าจะเริ่มทำอะไร อย่างไรไหมครับ?

ช่วยด้วยครับ...

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



05 กุมภาพันธ์ 2563

วางเป้าหมายให้บรรลุตามพระประสงค์ของพระเจ้า

พระเจ้ามีพระประสงค์ในชีวิตของเราแต่ละคน แต่เราจำเป็นที่จะต้องมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของเรา “เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานของพระเจ้าซึ่งทรงสร้างในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เราทำ” (เอเฟซัส 2:10 อมธ.)

ขอยกตัวอย่างชัด ๆ จากปฐมกาลบทที่ 24 ซึ่งเป็นเรื่องของคนใช้ที่สัตย์ซื่อและไว้ใจได้ของอับราฮัม ที่อับราฮัมใช้เขาไปหาหญิงที่เป็นเชื้อชาติเดียวกันในหมู่ญาติในดินแดนบ้านเกิดให้มาเป็นภรรยาของอิสอัคบุตรชายของอับราฮัม จากเรื่องนี้เราเรียนรู้ว่า คนใช้ของอับราฮัมมีเป้าหมายที่ชัดเจน ตระหนักชัดว่า ความสำเร็จของตนต้องพึ่งในการชี้นำของพระเจ้า และมั่นใจว่าจะทำสำเร็จตามเป้าหมาย เขามีแผน กำหนดแนวทางปฏิบัติ กำหนดเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน

1) รู้ถึงเป้าหมายอย่างชัดเจน

เจ้านายของคนใช้คือ อับราฮัม ได้กำหนดจุดประสงค์ของตนที่ชัดเจนคือ ให้คนใช้ของตนไปหาหญิงที่มีเชื้อชาติเดียวกัน ในหมู่ญาติของอับราฮัมเพื่อให้มาเป็นภรรยาของอิสอัคบุตรชายของตน อับราฮามให้เป้าหมายแก่คนใช้ของตนอย่างชัดเจน และคนใช้ของอับราฮัมมุ่งทำให้สำเร็จตามเป้าหมายนั้น ด้วยเชื่อและไว้วางใจในการทรงนำของพระเจ้า

2) แยกแยะให้ชัดเจนถึงสิ่งที่ต้องพึ่งการทรงกระทำของพระเจ้าเท่านั้น

คนใช้ของอับราฮัมอธิษฐานขอการทรงชี้นำจากพระเจ้า 2 เรื่องที่เขาทำเองไม่ได้
1) พระองค์จะทรงเลือกหญิงคนใดให้เป็นภรรยาของอิสอัค
2) ขอพระเจ้าทรงนำให้หญิงคนนั้นยอมไปกับตนยังเมืองที่อับราฮัมอาศัยอยู่

บ่อยครั้งเรามักจะวางแผนขั้นตอนต่าง ๆ ในสิ่งที่เราจะทำได้เท่านั้น แต่ไม่ให้ความสำคัญและสนใจในสิ่งที่เราทำเองไม่ได้แต่ต้องพึ่งในการทรงนำและกระทำของพระเจ้าเท่านั้น

3) เชื่ออย่างมั่นใจว่าเราจะทำสำเร็จได้โดยทางของพระเจ้า

เรามุ่งมองอนาคตด้วยความเชื่ออย่างมั่นใจว่าในกระบวนเหตุการณ์ที่จะคลี่คลายในข้างหน้านั้นพระเจ้าอยู่ด้วยกับเรา พระองค์อยู่ในชีวิตของเรา พระองค์ทรงมีสิ่งต่าง ๆ อย่างเพียบพร้อมที่จะทำพระราชกิจในชีวิตเรา (ฟีลิปปี 4:19) และ พระองค์ทรงกระทำตามพระสัญญาของพระองค์ (2โครินธ์ 4:19)

4) มีความตั้งใจและปรารถนาที่จะทำให้สำเร็จตามแผนการของพระเจ้า

คนใช้ของอับราฮัมมุ่งที่จะทำให้เป้าหมายที่อับราฮัมกำหนดแก่ตนให้สำเร็จ โดยมีการเตรียมการล่วงหน้า มุ่งทำตามแผนที่กำหนดไว้ ไม่วอกแวกแวะทำสิ่งอื่น มุ่งทำตามแผนให้จุดประสงค์ของเจ้านายบรรลุความสำเร็จ

5) กำหนดแนวทางปฏิบัติ

อย่างที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า ในการทำแผนงานพันธกิจนั้นแตกต่างจากแผนงานอื่น ๆ โดยทั่วไป แผนงานพันธกิจต้องคำนึงถึงสิ่งที่เราจัดการเองไม่ได้แต่ต้องพึ่งในการทรงนำและการกระทำของพระเจ้าในเหตุการณ์เฉพาะต่าง ๆ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถกำหนดแผนการล่วงหน้าอย่างกับสิ่งที่เราจะสามารถทำเองได้ ดังนั้น ขณะที่เราพบกับเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์เราต้องขอการทรงนำของพระเจ้า และ เราต้องการทำตามพระประสงค์ของพระองค์มิใช่ตามความต้องการหรือที่เราคาดคิดเอาเอง เช่น ในกรณีขอหมายสำคัญว่าพระเจ้าทรงเลือกหญิงคนไหน หรือ ในกรณีเรื่องการต่อรองเรื่องเวลาออกจากบ้านของครอบครัวเรเบคาห์ เป็นต้น

6) มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน

พี่ชายและญาติของเรเบคาห์ต้องการให้เรเบคาห์อยู่ที่บ้านอย่างน้อย 10 วันก่อนจะเดินทางไปกับคนใช้ของอับราฮัม แต่คนใช้ของอับราฮัมรักษาตารางเวลาในแผนการ และที่สุดเรเบคาห์ตัดสินใจไปกับคนใช้ของอับราฮัมในวันต่อมา

ท่านได้ขับเคลื่อนชีวิตของท่านไปทีละก้าวมุ่งสู่พระประสงค์ของพระเจ้าหรือไม่?

แต่ถ้าท่านไม่แน่ใจว่าพระเจ้ามีพระประสงค์อะไรในชีวิตของท่าน ท่านทูลขอเบื้องบนขอประทานพระปัญญาและการทรงนำแก่ท่านได้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


03 กุมภาพันธ์ 2563

“แม่ยาย”... “แม่ผัว” อย่าทำอย่างนั้น!

ไม่ว่า “แม่ยาย...แม่ผัว” หรือ “พ่อตา...พ่อผัว” ต่างก็มีความตั้งใจที่จะช่วยหนุนเสริมครอบครัวของลูกให้มีชีวิตที่มีความสุข เข้มแข็ง สนิทสนม และสร้างสรรค์ แต่บางครั้งเรื่อง “แม่ยาย แม่ผัว” ก็เป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์อกหนักใจแก่คู่สมรส จนกลายเป็น “อคติ” ถึงความสัมพันธ์เชิงลบของ “แม่ผัวกับลูกสะใภ้” ขอถอดประสบการณ์จากการสังเกตเรื่องนี้ในครอบครัวต่าง ๆ ผมพบข้อพึงใส่ใจอย่างระมัดระวัง ที่เตือนตนเอง ดังนี้ครับ

1. เคียงข้างแต่อย่าเข้าข้าง

เมื่อคู่ชีวิตครอบครัวใหม่ของลูกเกิดการถกเถียง โต้แย้ง หรือ ทะเลาะกัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว ในฐานะ “แม่ยาย แม่ผัว พ่อตา พ่อผัว” อย่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะเป็นการเข้าไปแทรกแซงที่ไม่สร้างสรรค์นัก ให้ระลึกถึงพระวจนะของพระเจ้าครั้งเมื่อมีการแต่งงานที่ผู้ประกอบพิธีอ่านจากปฐมกาล 2:24 ว่า “เพราะเหตุนั้นผู้ชายจะละจากบิดามารดาของเขาไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน” (มตฐ.) ทั้งสองจะ “ละบิดามารดา” ของตนและทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้น การที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายจะเข้าไป “แทรกแซง” ด้วยวิธีการใดก็ตาม ขอเป็นการเคียงข้างเขาทั้งสองคน เพราะทั้งสองเป็นคนเดียวกันแล้ว “อย่าเข้าข้างครับ”

2. ระวัง...คำพูดที่ทำให้ “สามี-ภรรยา” รู้สึกอับอาย

คำพูดของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายที่ทำให้คนใดคนหนึ่งรู้สึกอับอาย ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจมีผลกระทบต่อความรู้สึก และ มุมมองของคู่สมรส และที่สำคัญกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวของลูก ซึ่งบางครั้งเป็นความรู้สึกขมขื่น ไม่พอใจ ที่สะสมในจิตใจของคู่สมรสหรือคนใดคนหนึ่ง ซึ่งถ้าถึงจุดระเบิดออกมาเมื่อใดย่อมก่อเกิดผลร้ายต่อครอบครัวลูกแน่นอน

ดังนั้น เมื่อพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจะพูด จะวิพากษ์ วิจารณ์อะไรพึงระมัดระวัง ขอให้เป็นการเสริมหนุนครอบครัวของลูกให้เข้มแข็งขึ้น มิใช่สร้างความอับอายแคลงใจแก่ครอบครัวลูก แต่ถ้ามีเรื่องสำคัญจะต้องพูด ขอให้หาเวลาที่เป็นการพูดกันส่วนตัว

3. วิพากษ์วิจารณ์เรื่องบ้านของลูก

ปัจจุบันคู่สมรสมักจะหาบ้านพักสำหรับครอบครัวใหม่ของตน ไม่ว่าเช่าบ้าน ผ่อนบ้าน หรือ ซื้อบ้านใหม่ ถ้าลูกทั้งสองไม่ได้ขอให้เราช่วยให้คำแนะนำ หรือ ความคิดเห็น อย่าด่วน “หลุดปาก” ไปวิจารณ์ แนะนำ ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี แย่กว่านั้น ไปสั่งให้ย้ายโน่นแก้ไขนี่ ตามรสนิยม หรือ ความคิดเห็นของตนเอง(แม่ยาย-แม่ผัว พ่อตา-พ่อผัว)

ให้เขาทั้งสองปรึกษา ตัดสินใจเลือกด้วยกัน และนี่คือโอกาสที่เขาทั้งสองจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ฟังเขาทั้งสองอย่างตั้งใจว่า ทำไมเขาเลือกบ้านนี้ จัดบ้านแบบนี้ เขารู้สึกอย่างไรกับบ้านใหม่ของเขา ร่วมชื่นชมยินดีกับเขาทั้งสองสำหรับก้าวใหม่อีกก้าวหนึ่งในชีวิตครอบครัว

4. วิพากษ์วิจารณ์ คู่ชีวิตในการเอาใจใส่ “ลูก” ของตน

บางครั้งการพูดถึงการดูแลเอาใจใส่ของคู่สมรสที่มีต่อลูกของตนทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ อาจะจะกระทบต่อจิตใจความรู้สึกของคู่สมรสอีกคนหนึ่งได้ เช่น ทำไมดูลูกผอมลงนะ อาหารไม่อร่อยเหมือนที่บ้านใช่ไหม? ไม่มีใครรีดเสื้อผ้าให้ลูกหรือ?... ทำไมเสื้อยับอย่างงี้? ใส่ไปทำงานได้ยังไงกัน? หรือ บางครั้งก็มีการพูดถึงคู่สมรสว่า “ทำอาหารไม่เป็น ทำอาหารไม่เก่ง” คำพูดเหล่านี้เมื่อคู่ชีวิตของลูกได้ยินเข้า ย่อมรู้สึกไม่สบายใจแน่ และ อาจจะกลายเป็น “จุด” ที่ทำให้เกิด “รอยร้าว” (ที่ซ่อนเร้น) ในความสัมพันธ์ของคู่ชีวิตได้

5. วิจารณ์วิธีการเลี้ยงลูกของคู่สมรสของลูก

กรณีนี้มักเกิดขึ้นกับ “แม่ผัวกับลูกสะใภ้” ซึ่งต่างอยู่ในช่วงเวลา และ บริบทที่แตกต่างกัน และมีชุดความรู้การเลี้ยงลูกที่อาจจะไม่เหมือนกัน คำพูดที่ว่า “แม่ไม่เคยเลี้ยงลูกอย่างนี้เลย” “แม่ไม่เคยปล่อยให้ลูกทำอย่างนี้เลยนะ” ความรู้สึกของลูกสะใภ้ หรือ ลูกสาว ก็อาจจะเถียงในใจว่า ก็แม่เลี้ยงลูกแบบหัวโบราณนี่ เดี๋ยวนี้เขาไม่เลี้ยงแบบนั้นแล้ว และแย่ที่สุดคือ แม่ผัว หรือ แม่ตัว แย่งเอาลูกไปเลี้ยงตามวิธีของตนเอง นี่รังแต่สร้างความไม่พึงพอใจ หรือ ความโกรธในใจแก่ “พ่อ-แม่มือใหม่”

6. พูดถึง “แฟนเก่า” ของลูกตน

การที่ “แม่ยาย/พ่อตา” หรือ “แม่ผัว/พ่อผัว” รื้อฟื้นพูดถึงเรื่องของแฟนเก่าของลูกตน ไม่ว่าจะเป็นด้านดี หรือ ล้มเหลว ย่อมสร้างสิ่งที่กระทบกระเทือนใจคู่สมรสของลูก เรื่องมันถูกฝังไปในอดีตแล้วจะขุดขึ้นมาพูดอีกทำไม? มันไม่ได้แก้ไขทำให้สิ่งเลวร้ายมันดีขึ้น แต่มันกลับจะสร้างบาดแผลรอยร้าวในจิตใจ ยิ่งถ้าเกิดการนำเอาแฟนเก่ามาเปรียบเทียบ เช่น ถ้าลูกแต่งงานกับแฟนเก่าคนนั้น ตอนนี้ก็จะได้เป็นเมียหมอ! เมียนายพล! ตอนนี้ก็จะได้ไปอยู่ในออสเตรเลียแล้ว! ฯลฯ อย่านำเรื่องแฟนเก่าของลูกมาพูดในครอบครัวใหม่

ทางเลือกที่ดีที่สุด เราต้องอดทนให้โอกาสแก่คู่สมรสเผชิญปล้ำสู้กับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเขาทั้งสอง เราผู้เป็นพ่อแม่พึงตระหนักชัดว่า การที่เราเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในครอบครัวของคู่สมรสลูกรังแต่จะสร้างบาดแผลรอยร้าวในความสัมพันธ์ และ ความไว้วางใจที่มีต่อกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่จำเป็นทำให้มันเกิดขึ้นเลย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


01 กุมภาพันธ์ 2563

3 เส้นทางชีวิตติดตามพระคริสต์ที่ไม่มีทางเลี่ยง

ใคร ๆ ที่เป็นคริสตชน ก็มักบอกว่า ตนมีชีวิตที่ติดตามพระคริสต์ ตนเป็นสาวกของพระคริสต์ เมื่อกล่าวถึงการติดตามพระคริสต์ เราสามารถติดตามในหลายลักษณะด้วยกัน แต่มีเส้นทางติดตามพระคริสต์ “สามเส้นทาง” ที่คริสตชนทุกคนจะต้อง “ร่วมเดินไปกับพระองค์” อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ...

(1) ร่วมในการทนทุกข์กับพระองค์

หลายต่อหลายคนบอกว่าต้องการมีส่วนร่วมในพันธกิจแห่งความรักของพระคริสต์ แต่เราตระหนักรู้ชัดหรือไม่ว่าการมีส่วนร่วมในพันธกิจแห่งความรักเมตตาของพระคริสต์นั้นเป็นอย่างไร? และการเข้ามีส่วนร่วมในพันธกิจดังกล่าวเป็นจุดประสงค์ของการเป็นสาวกพระคริสต์

เปาโล บอกเราว่า “จงชื่นชมยินดีที่ได้ร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อท่านจะได้ชื่นชมยินดีเป็นล้นพ้นเมื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ปรากฏ” (1เปโตร 4:13 อมธ.)

เปาโลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “เพราะการทนทุกข์ของพระคริสต์หลั่งล้นเข้ามาในชีวิตของเราฉันใด การปลอบประโลมใจของเราก็ท่วมท้นโดยทางพระคริสต์ฉันนั้น” (2โครินธ์ 1:5 อมธ.)

ทั้งนี้ “เพราะข้าพเจ้าต้องการรู้จักพระคริสต์และมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจแห่งการคืนพระชนม์ของพระองค์และร่วมสามัคคีธรรมในการทนทุกข์ของพระองค์ เป็นเหมือนพระองค์ในการสิ้นพระชนม์” (ฟิลิปปี 3:10 อมธ.) และที่ว่านี้คือความหมายของมีชีวิตที่ติดตามพระคริสต์

(2) ร่วมในการถูกข่มเหงของพระองค์

เมื่อผู้คนเกลียดท่านเพราะท่านติดตามและมีชีวิตแบบพระเยซูคริสต์ นั่นเป็นตัวบ่งชี้ว่า ท่านกำลังมีชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์ เพราะพระองค์กล่าวว่า ถ้าโลกนี้เกลียดชังพวกท่าน ก็จงรู้ว่าโลกเกลียดชังเราก่อน” (ยอห์น 15:18 มตฐ.) “คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่านเพราะนามของเรา” (มัทธิว 10:22 มตฐ.) พระเยซูเตือนความจำเราว่า จงระลึกถึงคำที่เรากล่าวกับพวกท่านแล้วว่า ‘บ่าวไม่ได้เป็นใหญ่กว่านาย’ ถ้าพวกเขาข่มเหงเรา เขาก็จะข่มเหงพวกท่านด้วย ถ้าเขาปฏิบัติตามคำของเรา พวกเขาก็จะปฏิบัติตามคำของพวกท่านด้วย” (ยอห์น 15:20 มตฐ.) และนี่คือสาวกที่เดินตาม “รอยพระบาทพระคริสต์” ตัวจริง

(3) สานต่อพระราชกิจของพระองค์

เรารู้ว่า พระเยซูคริสต์เข้ามาในโลกนี้เพื่อที่จะให้ชีวิตของพระองค์เพื่อเป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก (มาระโก 10:45) และพระคริสต์กล่าวไว้อีกว่า “เพราะว่าบุตรมนุษย์มาเพื่อจะแสวงหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด” (ลูกา 19:10 มตฐ.) และนี่คือพระราชกิจและพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์ที่เป็นพันธกิจและพระประสงค์ที่เราแต่ละคนต้องกระทำคือ “เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28:19-20 มตฐ.) นี่เป็นพระบัญชาของพระคริสต์ที่สาวกตัวจริงของพระองค์แต่ละคนไม่มีทางเลี่ยงได้ ถ้าใครคิดจะติดตามเป็นสาวกพระคริสต์ ก็ต้องกระทำตามที่พระองค์บัญชาไว้

แต่ละคนต้องตัดสินใจ

ทั้งนี้มีประเด็นปลีกย่อยอื่น ๆ อีกของการติดตามในฐานะสาวกพระคริสต์ แต่ทั้งสามเส้นทางในการติดตามเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ที่กล่าวข้างต้นนี้ เป็นเส้นทางการเป็นสาวกพระคริสต์ที่ไม่มีทางเลี่ยงได้ ที่สาวกพระคริสต์ทุกคนจะต้องร่วมในชีวิตที่ทนทุกข์ ร่วมในชีวิตที่ถูกข่มเหงและเกลียดชังเพราะการมีชีวิตแบบพระคริสต์ และ ร่วมในการสานต่อพระราชกิจที่พระคริสต์ได้เริ่มไว้แล้วนั้น อันเป็นพระบัญชาที่ไม่มีสาวกคนไหนจะเลี่ยงหลีกได้ และก็ไม่มีแผนสำรองสำหรับการติดตามเป็นสาวกของพระคริสต์นอกจากเราจะต้องทำในสิ่งที่พระองค์ได้กระทำมาแล้ว และนั่นหมายความว่า เราจะต้องก้าวออกจากมุมสะดวกสบายและคุ้นชินในชีวิตประจำวันของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


30 มกราคม 2563

จะแก้ไขที่ “ฉัน” หรือแก้ไขที่ “เรา”?


การบริหารจัดการชีวิตคู่อุปถัมภ์

ปัจจุบันในสังคมไทยชีวิตแต่งงานดูเปราะบางแตกร้าวง่ายกว่าอดีต?

บ่อยครั้งเมื่อชีวิตแต่งงานประสบปัญหา คู่สมรสจะไม่เอ่ยถึงประเด็นปัญหาของความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ และมักคิดว่า “ตนเอง” ควรปรับปรุงชีวิตตัวเองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ก่อนที่จะหันมาพิจารณาชีวิตสมรส และที่แย่กว่านั้น บางคนกลับมองว่า “คู่ชีวิตของตน” ต้องปรับปรุงตนเองจึงจะแก้ปัญหาชีวิตคู่ได้?

แล้วเราจะทำ หรือ จัดการอย่างไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส?

บางคนขอเวลานอกถอยตัวออกมาแก้ไขชีวิตตนเองก่อน แต่บางคนมองว่าปัญหาที่เป็นอยู่ต้องแก้ไขชีวิตของคู่สมรส แต่บางคนมองว่า จะต้องจัดการแก้ไขที่ความสัมพันธ์ของเราสองคน

การเลือกจัดการปัญหาชีวิตคู่ประเด็นใดประเด็นเดียวข้างบนนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตคู่

การจัดการแก้ปัญหาชีวิตคู่เป็นเรื่องการจัดการปัญหาชีวิตอย่างเป็นกระบวนการ!

ชีวิต มิใช่เรื่องจะเลือกซ้ายหรือขวา ไปหน้าหรือถอยหลัง แต่ชีวิตเป็นเรื่องของความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในหลายมิติ หรือ หลายด้าน หลายระดับ และอาจจะเกี่ยวข้องกับทั้งทางซ้ายและทางขวา หรือ อาจจะต้องถอยหลังและไปข้างหน้าด้วย ชีวิตจึงมิใช่เรื่องที่จะเลือกเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น การเจริญเติบโต และ แข็งแรงของชีวิต จึงมิใช่การจัดการเพียงด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

แต่เราจะต้องพิจารณาและตัดสินใจว่า “เราจะเลือกเริ่มต้นที่ตรงไหน ที่จุดไหนในบริบทชีวิตของเรา และเมื่อลงมือจัดการเสริมสร้างกับประเด็นที่เลือก เราจะเห็นประเด็นที่ต้องจัดการต่อเนื่องเป็นประเด็นอะไร แล้วลงมือจัดการแก้ไขและเสริมสร้างต่อไป

ตัวอย่างเช่น เราเห็นว่าสุขภาพของเราย่ำแย่ เราต้องมีเวลาออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดไขมัน แล้วเราก็เลือกที่จะว่ายน้ำ แล้ววิ่ง แต่เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร เริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่สัมพันธ์กับการลดความอ้วนที่สำคัญอีกมิติหนึ่งคือเรื่องการกิน การกินอาหารที่ทอด ที่มัน มันไม่ช่วยให้ร่างกายของเราสุขภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งยังดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากก็เป็นอันตรายต่อร่างกายสุขภาพของเราด้วย

เมื่อเราเห็นด้านต่าง ๆ มิติต่าง ๆ เหล่านี้ เราเริ่มคิดว่าเราจะต้องเริ่มต้น จัดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านี้ด้วย (มิใช่แค่ออกกำลังกายเท่านั้น) เมื่อเราเริ่มต้นจากด้านใดด้านหนึ่งที่เราเห็นที่เราตระหนัก ก็จะทำให้เราสามารถเห็นถึงความจำเป็นในการจัดการด้านอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น การเจริญ เติบโต และแข็งแรงในชีวิตของเราก็เริ่มเติบโต แข็งแรง และขยายมิติในหลากหลายด้านออกไป

เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มต้นปรับปรุง จัดการ พัฒนาตนเอง ก็จะนำเราไปมีความสัมพันธ์ที่ดีกับด้านอื่น ๆ มิติอื่น ๆ ในชีวิตด้วย และเมื่อเราเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเอง และ เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาในมิติความสัมพันธ์ จึงมิใช่การเลือกว่าเราจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เรากำลังก้าวเดินไปในเส้นทางสู่การเสริมสร้างการเติบโต เข้มแข็งในชีวิตคู่ของเรา

ดังนั้น การที่เราจะเริ่มต้นจากจุดใด สิ่งใด เรื่องใดในชีวิตมิใช่เป็นเรื่องสำคัญตายตัว แต่นั่นเป็น “จุดเริ่มต้น” และเป็นโอกาสที่เราจะเสริมสร้างพฤติกรรมความรับผิดชอบของเราในการที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางที่เสริมสร้างให้ชีวิตคู่ของเราเติบโต เข้มแข็ง กว้างไกล และชัดเจนยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเส้นทางการดำเนินชีวิตคู่ของเรา

ที่พึงตระหนักคือ การที่เราพัฒนาชีวิตของตนให้เจริญเติบโต (สนใจแต่ตนเอง) แต่ไม่สนในการเจริญเติบโตในชีวิตคู่ “ของเรา” (ไม่สนใจในความสัมพันธ์) ไม่ว่าครอบครัว เพื่อนฝูง หรือ ใครคนอื่น นี่เป็นเส้นทางชีวิตคู่ที่อันตรายอย่างยิ่ง การเจริญเติบโตของชีวิตที่ดีแข็งแรงคือการเจริญเติบโตจากชีวิตด้านหนึ่งหรือจุดหนึ่งไปสู่ด้านอื่น ๆ จุดอื่น ๆ ที่มีบนเส้นทางชีวิต ซึ่งหมายความว่าเราต้องสนใจใส่ใจการเจริญเติบโตในความสัมพันธ์ของชีวิตด้วย

ดังนั้น การที่เราจะเริ่มจัดการพัฒนาชีวิตคู่ คงไม่ใช่มาเจาะจงเฉพาะว่า เราจะเริ่มต้นที่ตนเอง หรือ เราจะเริ่มต้นที่ “เรา” (สองคน) แต่ในที่สุด ทั้งสองชีวิตต้องเป็นชีวิตที่ไปด้วยกัน เป็นชีวิตเดียวกัน ชีวิตคู่มี 3 มิติ ที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตน (เพื่อเป็นคนที่ดีกว่าที่เป็นอยู่) และร่วมกันเสริมสร้างเส้นทางชีวิตคู่ที่เราจะต้องไปด้วยกัน ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในชีวิต

ให้เรามาเสริมสร้างชีวิตคู่ที่พัฒนาตัวตนของตนเองให้ดีกว่าเดิม และพัฒนาความสัมพันธ์ชีวิตคู่ของเรา ที่นำสู่การพัฒนาเส้นทางชีวิตคู่ที่เราจะเดินไปด้วยกัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



27 มกราคม 2563

คริสตชนจะทำงานกับเจ้านายยอดแย่ได้อย่างไร?

ในยุคนี้ ไปที่ไหนมักได้ยินแต่เสียงบ่นถึงเรื่อง “เจ้านาย” ที่แย่ ๆ ตั้งแต่เจ้านายที่ด้อยประสิทธิภาพ ด่างพร้อยในด้านคุณธรรม ความสัตย์ซื่อพร่องหาย วุฒิภาวะตกต่ำ และ ฯลฯ แล้วเราจะทำงานกับเจ้านาย/หัวหน้าแบบนี้อย่างไรดี?

จงรับใช้นายด้วยความกระตือรือร้น อย่างที่ทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ทำต่อมนุษย์ เพราะพวกท่านรู้ว่าใครทำความดีอะไรไว้ ก็จะได้รับอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าทาสหรือไท (เอเฟซัส 6:7-8 มตฐ.)

1) การทำงานเป็นการทรงเรียกที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นแกนกลาง

โดยปกติแล้วเราไม่ได้มีความคิดอย่างที่เปาโลกกล่าวในพระธรรมตอนนี้ เปาโลบอกให้คริสตชนทำงานทุกอย่างด้วยความกระตือรือร้น “อย่างทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ทำต่อมนุษย์” ไม่ว่าเจ้านาย หรือ หัวหน้าคนนั้นจะเป็นคนอย่างไร

นั่นหมายความว่า ในขณะที่เรากำลังทำงานนั้น ความคิดจิตใจของเรามุ่งมองอยู่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะถามความนึกคิดจิตใจของตนเองว่า

1) ทำไมพระเจ้าถึงต้องการให้เราทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ?
2) พระองค์ต้องการให้เราทำงานนี้ให้สำเร็จอย่างไร?
3) พระเจ้าต้องการให้งานนี้สำเร็จเมื่อใด?
4) องค์พระผู้เป็นเจ้าจะช่วยฉันในการทำงานนี้หรือไม่?
5) เมื่อทำงานนี้สำเร็จจะเป็นการถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร?

กล่าวอีกนัยหนึ่งในการทำอาชีพการงานในชีวิตประจำวันของคริสตชน หมายถึงการมีชีวิตและการทำงานโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง

2) การทำงานเป็นการทรงเรียกให้เป็นคนดี

การดำเนินชีวิตที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลาง หมายถึงการที่เป็นคนดีตามพระประสงค์ของพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า “...รับใช้ด้วยความกระตือรือร้น” ซึ่งเป็นการทำดี ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อใครก็ตาม พระคริสต์กล่าวไว้ว่า “...พวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มัทธิว 5:16 มตฐ.)

3) ทำความดีโดยไม่สนใจว่าหัวหน้า หรือ เจ้านายเป็นคนอย่างไร

เป้าหมายของพระธรรมตอนนี้เปาโลต้องการที่เสริมเพิ่มพลังแก่คริสตชน ด้วยการมีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตและการทำงาน เพื่อทำสิ่งที่ดีแก่ผู้บังคับบัญชาไม่ว่าเขาจะเป็นคนอย่างไร เช่น เจ้านายที่เอาแต่ใจตนเอง แล้วเราจะยังคงทำดีต่อไปได้อย่างไรเมื่อผู้บังคับบัญชาของเราเอารัดเอาเปรียบเรา ใส่ร้าย วิพากษ์วิจารณ์เราให้เสีย ๆ หาย ๆ? เปาโลตอบคำถามนี้ว่า หยุดคิดถึงผู้บังคับบัญชาของเรา แล้วเริ่มทำงานที่เราต้องทำนั้นเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ทำเช่นนี้ในทุกงานที่เราได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา

4) ไม่มีการดีใดที่เราทำแล้วจะไร้ประโยชน์

ประโยคที่น่าประหลาดใจที่สุดในพระธรรมตอนนี้คือ “...ใครทำความดีอะไรไว้ ก็จะได้รับอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” นี่น่าอัศจรรย์มาก! ความดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความดีต่อใคร ทุกสิ่งดีที่กระทำ ไม่ว่าจะเป็นความดีที่เล็กน้อยปานใดที่เรากระทำ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็น และให้คุณค่า เราจะได้รับการตอบแทนจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่จากเจ้านายของเรา

ที่พระเจ้าทรงตอบแทนเรานั้น มิใช่เพราะพระองค์เป็นหนี้บุญคุณเราในเรื่องอะไร แต่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกที่ตอบแทนเราด้วยความเมตตาเพราะสิ่งดีที่เรากระทำด้วยความเชื่อศรัทธาต่างหาก

5) การตอบแทนจากเบื้องบนไม่ขึ้นอยู่กับสถานภาพของเราบนโลกนี้

องค์พระผู้เป็นเจ้าจะตอบแทนเราทุกสิ่งดีที่เรากระทำ “ไม่ว่าเราจะเป็นทาสหรือไท” ผู้บังคับบัญชาอาจจะมองว่า เราไม่สำคัญอะไร แค่คนทำงานคนหนึ่ง หรือ เขาอาจจะมองข้ามหัวเราไป นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่พระเจ้ารู้เห็นและรู้ว่าเราเป็นอยู่อย่างไร และรู้ถึงสิ่งดีที่เราได้กระทำ ความสัตย์ซื่อใด ๆ ที่เรากระทำจะไม่ไร้ค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า

การทำงานในวันนี้ และ วันต่อ ๆ ไปทุกวันของเรา ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า เราทำงานถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ทุกการกระทำของเราอยู่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เห็นคุณค่าความตั้งใจในการกระทำของเรา และผู้ที่ตอบแทนสิ่งที่เรากระทำในอาชีพการงานคือ องค์พระผู้เป็นเจ้า และการทำงานแต่ละวันของเราจะเป็นที่ถวายพระเกียรติ และ เป็นการนมัสการพระองค์ (to work is to prayer)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499