23 มกราคม 2554

หว่านพืชหวังผล

ถ้าท่านเคยทำสวนทำไร่ ท่านย่อมรู้ดีว่า พืชผัก ต้นไม้ ดอกไม้แต่ละพันธุ์แต่ละชนิดย่อมมีลักษณะพิเศษในชีวิตของมัน พืชผักแต่ละชนิดมีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน และเวลาหรือฤดูการปลูกพืชพันธุ์บางชนิดอาจจะแตกต่างกันออกไป แต่เราก็คาดหวังว่า เราจะได้ผลที่ดีที่สุดจากพืชที่เราปลูก

จากการที่เรามีประสบการณ์ในการปลูกพืช ในการทำสวน ทำไร่เป็นเวลายาวนาน เราก็จะบอกได้ว่าดินในสภาพเช่นนี้ มีสีเช่นนี้ มีความชื้นขนาดนี้เป็นดินดีอุดมสมบูรณ์หรือไม่แค่ไหน ในการเพาะปลูกท่านจะคอยระมัดระวังพวกวัชพืชที่จะมารุกรานต้นไม้ที่เราปลูก เราต่างรู้ดีว่าการที่เราจะได้รับผลดีจากการเพาะปลูกนั้นส่วนหนึ่งเพราะเรามีเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และในเวลาเดียวกันก็ขึ้นอยู่กับพื้นดินที่รองรับเมล็ดที่เราหว่านลงไป ว่ามันบ่มเพาะได้ดีแค่ไหน และ ความอุดมสมบูรณ์ในพื้นดินที่จะหล่อเลี้ยงต้นไม้ที่งอกในระดับใด รวมถึงการเอาใส่ของเจ้าของสวนหรือพื้นที่เพาะปลูกด้วย

พระเยซูทราบดีว่า ผู้ฟังที่มีประสบการณ์ในการทำเกษตรย่อมรู้และเข้าใจถึงแผ่นดินที่ใช้ในการเพาะปลูกได้เป็นอย่างดี เช่นกันเราก็สามารถที่จะเรียนรู้ว่าความเชื่อศรัทธานั้นสามารถงอก และเจริญเติบโตได้อย่างไร และยังรู้ด้วยว่าทำไมความเชื่อศรัทธาที่งอกมาใหม่นั้นถึงเหี่ยวเฉาและตายไปในที่สุด เรารู้ว่าที่เป็นเช่นนั้นย่อมมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ความเชื่อศรัทธานั้นเหี่ยวเฉาตายไป ซึ่งมีสาเหตุหลักๆเช่น การตอบสนองของคนๆ นั้น(พื้นดิน) ที่ได้รับพระวจนะของพระเจ้า(เมล็ดพืช) ย่อมมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุที่อาจจะทำให้เมล็ดแห่งความเชื่อศรัทธางอกมาแล้วแต่กลับเหี่ยวเฉาตาย

พระเยซูคริสต์ได้เล่าเรื่องอุปมาดังนี้

มีชาวนาคนหนึ่งได้ออกไปหว่านเมล็ดพืช เขาได้หว่านเมล็ดให้กระจายลงบนที่ทำเกษตรของเขา เมล็ดส่วนหนึ่งหว่านลงไปตกลงบนทางเดิน นกบินมาจิกกินหมด เมล็ดบางเมล็ดหว่านตกลงไปบนดินที่ปกคลุมบนหิน เมล็ดได้งอกและเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เพราะมีเนื้อดินบางและส่วนใหญ่เป็นหิน เมื่อต้นอ่อนที่งอกมาต้องรับกับแสงแดดที่แรงกล้ามันจึงเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด และเพราะต้นอ่อนไม่สามารถหยั่งรากเพราะข้างล่างเป็นหิน มันจึงตาย เมล็ดอีกส่วนหนึ่งหว่านไปตกลงในที่ที่มีพงหนามปกคลุมหนาแน่น แม้ว่าเมล็ดจะงอกและต้นอ่อนเติบโตขึ้นแต่ปรากฏว่าต้นพืชเหล่านั้นไม่เกิดผล และยังมีเมล็ดอีกส่วนหนึ่งหว่านไปตกบนดินที่อุดม มันจึงงอก เติบโต และเกิดผลเป็นสามสิบเท่า, หกสิบเท่า และบ้างก็ ร้อยเท่า (มาระโก 4:3-9)

พระเยซูคริสต์ได้อธิบายอุปมาเรื่องนี้แก่สาวกดังนี้

การหว่านเมล็ดพืชก็คือการที่คนหนึ่งนำพระวจนะของพระเจ้าไปให้แก่คนอื่นๆ เมล็ดที่ตกลงบนทางเดินนั้นเปรียบได้กับคนที่ยินพระวจนะของพระเจ้า ไม่ทันไรซาตานก็มาจิกฉวยพระวจนะไปจากเขา ส่วนเมล็ดที่ตกลงบนดินที่ปกคลุมหิน เปรียบได้กับคนที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าและรับพระวจนะนั้นด้วยความชื่นชมยินดีทันที แต่เพราะต้นอ่อนที่งอกมานั้นไม่สามารถหยั่งราก จึงมีอายุสั้น เมื่อเจ้าตัวที่เชื่อในพระวจนะต้องประสบกับปัญหาในชีวิต หรือ ถูกข่มเหงเพราะเชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ความเชื่อศรัทธาจึงเหี่ยวเฉาตายไป ส่วนเมล็ดที่ตกลงบนดินที่ถูกปกคลุมด้วยพงหนาม เปรียบได้กับคนที่รับพระวจนะของพระเจ้า แต่เพราะชีวิตของคนๆ นั้นถูกครอบงำด้วยความวิตกกังวล จิตใจอยากได้ใคร่มีด้วยความโลภในความมั่งคั่ง ทรัพย์สิ่งของ ความเชื่อศรัทธาจึงไม่สามารถงอกงามได้เต็มที่ อาจจะยังมีความเชื่อศรัทธาแต่เป็นความเชื่อศรัทธาที่ไม่เกิดผล นอกนั้น เมล็ดตกลงในพื้นดินอุดม เปรียบได้กับคนที่ได้ยินได้ฟังพระวจนะ เมล็ดงอก เจริญเติบโต แข็งแรง และในที่สุดเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ต้นพืชเหล่านี้ให้ผลสามสิบ หกสิบ และบ้างร้อยเท่า (มาระโก 4:14-20)

เราท่านเห็นแล้วว่า การตอบสนองของเราต่อพระวจนะของพระเจ้า ย่อมเกิดผลตามการตอบสนองของเราแต่ละคน จากการอธิบายของพระเยซูคริสต์ช่วยให้เราเข้าใจว่า เมื่อคนเราได้รับพระวจนะของพระเจ้าแล้วมีการตอบสนองต่อพระวจนะที่ได้ยินได้ฟังนั้นอย่างไรบ้าง และการตอบสนองในแต่ละลักษณะย่อมมีผลเกิดขึ้นต่อชีวิตที่แตกต่างกัน และมีทิศทางการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างได้ยินพระวจนะที่เหมือนกัน พระวจนะเดียวกัน แต่เพราะพื้นดินแห่งชีวิตของเขาแต่ละคนที่เปิดรับสัจจะแห่งพระวจนะของพระเจ้ามีความแตกต่างกัน ย่อมมีผลต่อชีวิตของคนๆ นั้นและสังคมที่เขาดำรงชีพอยู่ที่แตกต่างกันด้วยเช่นกัน

เรื่องอุปมาดังกล่าวช่วยเราให้ถอยหลัง เพื่อมองย้อนการเจริญเติบโตด้านชีวิตจิตวิญญาณของเราด้วยมุมมองของพระเจ้า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราที่อาจจะมีความอุดมหรือความจำกัด พระเจ้าทรงเป็นนักรักษาพัฒนาสภาพแวดล้อมแห่งชีวิต พระองค์ทรงบริหารจัดการปรับปรุงให้พื้นดินแห่งชีวิตของเราเป็นดินที่อุดมเปี่ยมด้วยคุณภาพ และทำให้เกิดผลผลิตในการเพาะปลูกอย่างดี การที่เราปรารถนาจะให้พื้นดินชีวิตเป็นดินที่อุดมเปี่ยมด้วยคุณภาพนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้ดูแลเอาใจใส่ “พื้นดินชีวิต” พื้นนั้นๆ คำถามก็คือว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่พื้นดินแห่งชีวิตของท่านหรือไม่?” ท่านยอมรับเมล็ดแห่งพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ เพราะท่านมองว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าของผืนดิน และเป็นผู้ดูแลสวนแห่งชีวิตของท่าน หรือท่านมองว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่หว่านเมล็ดพระวจนะของพระองค์ที่ท่านไม่ต้องการลงในพื้นดินชีวิตของท่าน หรือท่านไม่เต็มใจที่จะรับเมล็ดแห่งพระวจนะที่พระองค์ทรงหว่าน?

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตจิตวิญญาณของเราเกิดผลนั้น คือการที่เราเรียนรู้ถึงการดำเนินชีวิตที่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และให้พระวจนะนั้นเสริมสร้างระบบ และ กรอบความนึกคิดของเราขึ้นใหม่ผ่านประสบการณ์การดำเนินชีวิตตามพระวจนะ เราเรียนรู้ที่จะทูลขอพระเจ้าโปรดเตรียมพื้นดินชีวิตของเราและทำให้พื้นดินชีวิตของเราพร้อมที่จะรองรับพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และให้พระกิตติคุณนั้นงอก เจริญเติบโต และเกิดผลในพื้นดินชีวิตเรา และให้เมล็ดแห่งพระวจนะของพระเจ้าตกลงในพื้นที่ชีวิตคนอื่นๆผ่านชีวิตของเรา

แนวทางที่นำมาซึ่งการเจริญเติบโตในชีวิตแห่งความเชื่อศรัทธานั้นผ่านการเสริมสร้างวินัยชีวิตจิตวิญญาณในการเรียนรู้พระวจนะและมีประสบการณ์ในการปฏิบัติตามพระวจนะ จะช่วยขยายกรอบแห่งความเข้าใจวันแล้ววันเล่าที่เรามีประสบการณ์ชีวิตในพระคริสต์ ซึ่งเป็นวิถีทางหนึ่งที่พระเจ้าจะใช้ในการบ่มเพาะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา กล่าวได้ว่า การฝึกวินัยชีวิตจิตวิญญาณในการเรียนรู้ถึงพระวจนะของพระเจ้าและการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ในพระวจนะนั้น เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา เพื่อพระองค์จะทรงตระเตรียมชีวิตจิตวิญญาณของเรา และเพื่อชีวิตของเราจะพร้อมให้พระองค์ใช้ทำงานของพระองค์ ผ่านชีวิตของเราไปยังคนอื่นๆ

20 มกราคม 2554

คุณค่าพระวจนะ

ผมเคยอ่านเรื่องราวของชายชราที่มีอาชีพและเกือบทั้งชีวิตใช้กับการเป็นกรรมกรในเหมือง ทำงานในเหมืองใต้ดินและเจาะเข้าไปในภูเขาใหญ่ เมื่อชายชราคนนี้เสียชีวิต ญาติห่างๆ ของเขาได้มาที่เหมืองเพื่อเก็บข้าวของมีค่าที่เหลืออยู่ของชายชราที่จากไปแล้ว เมื่อพวกเขาเข้าไปในกระท่อมพักโกโรโกโสที่มีห้องพักอยู่ด้านหน้า ในห้องนั้นเขาพบหม้อหุงข้าวเก่าๆ ใบหนึ่ง เครื่องมือในการขุดเจาะแร่ แล้วพบโต๊ะเก่าๆ ที่แตกหักพร้อมกับเก้าอี้สามขาตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆ หน้าต่างเล็กๆ มีตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ใช้งานได้วางบนตรงกลางของโต๊ะ พวกญาติได้รวบรวมทรัพย์สินของชายชราและนำขึ้นรถกระบะ ขณะที่กำลังจากออกรถ เพื่อนของกรรมกรชราได้เข้ามาในบ้าน แล้วถามพวกญาติๆ ว่า “ถ้าผมจะขอสิ่งที่เหลืออยู่ในบ้าน ที่ท่านไม่เอาแล้วได้ไหม?”

ญาติห่างๆ คนหนึ่งตอบว่า “คุณเอาไปเลย เพราะเราเอาของมีค่าไปหมดแล้ว” ชายคนนั้นได้ขอบคุณบรรดาญาติของชายชรา แล้วยืนส่งจนพวกเขาออกไปลับตาจากที่นั่น ชายคนนั้นเข้าไปในที่พัก ก้มลงใต้โต๊ะ เขาพบแผ่นไม้พื้นห้องแผ่นหนึ่ง เป็นฝาที่ปิดช่องบนพื้นห้องบริเวณใต้โต๊ะ เมื่อเปิดฝานั้นออกข้างในขุดเป็นโพลงลึกลงไป แล้วเขาก็ล้วงลงไปในโพลงนั้น ค่อยๆ เอาของที่อยู่ในโพลงนั้นออกมา เขานำทองคำทั้งหมดที่เพื่อนชราของเขาได้เก็บสะสมไว้จากแร่ทองคำที่เขาพบขณะทำงานในเหมืองมาเป็นเวลาหลายสิบปี มูลค่าทองคำเหล่านั้นรวมกันแล้วหลายสิบล้านบาท มีเพียงเพื่อนสนิทคนนี้ของชายชราที่สิ้นชีวิตรู้ว่าเพื่อนของเขาได้ทิ้งสมบัติที่มีค่ามากมายอยู่เบื้องหลัง

ญาติห่างๆ ของชายชราผู้ล่วงลับกับเพื่อนสนิทของชายแก่คนนี้มีจุดประสงค์ที่เหมือนกันคือ ทั้งสองฝ่ายต่างค้นหา “สิ่งที่มีค่า” แต่ทั้งสองพวกมีความแตกต่างคือ ญาติสนิทค้นหาของที่มีค่าที่ชายชราทิ้งไว้ตามมุมมองของพวกเขาว่าอะไรมีค่า ตามสิ่งที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้ และตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนสนิทของชายชราที่รู้ว่าเพื่อนชราผู้ล่วงลับของเขาได้เก็บสะสมสิ่งที่มีค่าที่แท้จริงไว้ที่ไหนจึงสามารถนำสิ่งที่มีค่าเหล่านั้นออกมา

เช่นเดียวกัน พระเยซูคริสต์ต้องให้พวกเราได้รู้จักพระองค์ แต่เราเป็นเหมือนญาติห่างๆ ของชายชราคนนั้น หรือ เพื่อนสนิทของชายชรา ถ้าเราจะรู้จักพระคริสต์ดีกว่า เราจะต้องค้นให้พบถึงสิ่งที่มีคุณค่าที่พระองค์มีสำหรับเรา คำถามคือแล้วสิ่งที่มีค่าสูงสุดเหล่านั้นอยู่ที่ไหน? อะไรเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งที่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า พระคริสต์ได้ตรัสว่า “...ในหนังสือม้วนได้เขียนถึงข้าพระองค์...”(ฮีบรู 10:7, อมตธรรม) ในพระธรรมสดุดี บทที่ 19 ได้บรรยายถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของพระวจนะพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา

ประการแรก เราพบว่า พระวจนะของพระเจ้าสมบูรณ์ “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ ”(อมตธรรม, สดุดี 19:7 ฉบับ TBS71b แปลว่า “กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ) “บทบัญญัติ หรือ กฎหมายของพระเจ้า” คำนี้ในภาษาฮีบรูหมายถึงพระวจนะของพระเจ้า เป็นการหมายถึงพระวจนะทั้งสิ้นของพระเจ้า ดังนั้น เราสามารถที่จะแปลความหมายในข้อนี้ว่า พระวจนะของพระเจ้า หรือ พระคัมภีร์นั้นสมบูรณ์ ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า มลทิน บกพร่อง ทำผิด และการใช้ตรรกะเหตุผลที่ไม่สมบูรณ์ตามกรอบคิดของมนุษย์ เมื่อสังคมเปลี่ยน เราไม่จำเป็นที่จะลู่ไปตามลมแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือถูกพัดไปกับพายุของการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่เรายังสามารถที่จะยืนมั่นบนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า

ประการที่สอง เราพบว่า พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ ฟื้นฟูจิตวิญญาณ”(ข้อที่ 7 เน้นที่อักษรเอน) คำว่า “ฟื้นฟูจิตวิญญาณ” ในภาษาฮีบรูยังมีความหมายครอบคลุมถึง “การกลับใจหันกลับมาหาพระเจ้า” “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” “การซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่” หรือการฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณขึ้นใหม่ พระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณของเราขึ้นใหม่ ท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ว่าพระวจนะข้อหรือตอนที่ท่านอ่านในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ได้เปลี่ยนแปลง ฟื้นฟู หรือซ่อมแซมเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณของท่านขึ้นใหม่ในสถานการณ์ต่างๆ ที่ชีวิตเป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะท่านได้สร้างวินัยชีวิตในการอ่าน ศึกษา และใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำในชีวิตของท่าน

ประการที่สาม เราพบว่า พรวจนะของพระเจ้าได้สร้างเสริมปัญญาแก่ผู้ศึกษาใคร่ครวญอย่างไม่น่าเชื่อ “กฎเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเชื่อถือได้ กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา” (อมตธรรม, ข้อที่ 7ข) ศัพท์ภาษาฮีบรูคำนี้โดยทั่วไปจะแปลว่า “ธรรมดา” มาจากรากศัพท์ภาษาฮีบรูที่มีความหมายว่า “ประตูที่เปิดออก” หมายถึงการที่คนใดคนหนึ่งเปิดใจเปิดความคิดของตนยอมรับ อย่างกับการเปิดประตูรับแขก โดยคนๆ นั้นจะไม่พยายามควบคุมดัดแปลงความคิดที่เข้ามาหรือออกไป พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกกับผู้อ่านว่า ถ้าท่านศึกษาพระวจนะ ถ้าท่านจดจำพระวจนะข้อนั้นๆ และที่มีความสำคัญกว่านั้น ถ้าท่านประยุกต์สัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้าสู่การกระทำ ก็จะทำให้ท่านเป็นคนที่มีปัญญาจากสัจจะของพระวจนะที่ดูธรรมดา

ประการที่สี่ เราเรียนรู้ว่า พระวจนะของพระเจ้าถูกต้อง “ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ” (อมตธรรม, ข้อ 8) ตามศัพท์ในภาษาฮีบรู พระคัมภีร์ตอนนี้มีความหมายว่า พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดวิถีแห่งชีวิตที่ถูกต้องให้เราเดินไป เราไม่จำเป็นที่จะต้องวนเวียนหลงทางท่ามกลางความคลุมเครือในหมอกควันตามกรอบคิดของมนุษย์ และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องอ่านพระคัมภีร์ทีละข้อ ทุกข้อ ทีละบท

ประการที่ห้า เราเกิดความตระหนักชัดว่า พระวจนะของพระเจ้ากระทำให้เราเกิดความชื่นชมยินดี “ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ” (อมตธรรม, ข้อ 8) บางครั้งบางคนที่กลัวจะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า คนๆ นั้นก็จะเกิดความไม่สบายใจ แต่ถ้าใครเปิดใจยอมรับพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ และให้ชีวิตเป็นไปตามพระวจนะเขาก็จะได้รับความชื่นชมยินและสันติสุข ด้วยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าท่านจะได้รับสันติและผาสุก

เมื่อท่านอ่าน ศึกษา ใคร่ครวญ ท่องจำ และยอมเชื่อฟังกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า ชีวิตของท่านจะได้รับการเปลี่ยนแปลงตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง และนี่คือความสำเร็จแห่งชีวิตของคริสเตียน

18 มกราคม 2554

เมื่อต้องรอคอยในยามที่ชีวิตวิกฤติ

43และท่านสั่งคนใช้ของท่านว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล” เขาก็ลุกขึ้นมองและตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย” และท่านบอกว่า “จงไปดูอีกเจ็ดครั้ง” 44และอยู่มาเมื่อถึงครั้งที่เจ็ดเขาบอกว่า “ดูเถิด มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล ...”(1พงศ์กษัตริย์ 18:43-44)

สตรีคริสเตียนที่ติดตามพระคริสต์อย่างอุทิศตนคนหนึ่ง ชีวิตของเธอถูกดึงระหว่างความเชื่อกับสถานการณ์ทุกข์ยากลำบาก เกิดการต่อสู้กันในตัวเธอระหว่างความเชื่อศรัทธาในพระเจ้ากับความรู้สึกสิ้นหวังในสถานการณ์ที่เธอกำลังถูกทดลอง เธออธิษฐานแต่ตอนนี้เกิดความไม่แน่ใจว่าพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเธอต่อไปหรือไม่ ในแต่ละวันเธอพยายามมุ่งมองหาแสงสว่าง แต่เธอไม่เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกข้างหนึ่ง” เลย

ท่านเคยประสบกับสถานการณ์อย่างเช่นสตรีคริสเตียนคนนี้หรือไม่? หรือคนที่ท่านรักหรือใกล้ชิดท่านเคยพบเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้หรือไม่? ตอนนี้ยังอยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่หรือเปล่า? ทางของพระเจ้าและเวลาของพระองค์นั้นล้ำลึกอย่างไม่ต้องสงสัย บางครั้ง บนเส้นทางของพระเจ้านั้นดูวุ่นวายสับสน แต่พระเจ้าทรงดีต่อทุกคน เปี่ยมด้วยเมตตากรุณา ทรงจัดเตรียมกำลังและความหวังสำหรับเราเมื่อเราทูลขอต่อพระองค์... แต่การที่เราจะต้องรอคอยนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากแต่เป็นวินัยด้านชีวิตจิตวิญญาณ

เราพบครั้งแล้วครั้งเล่าในพระคัมภีร์ที่ชี้ชัดถึงภาพที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อผู้ที่ทูลขอและรอคอยพระองค์ ภาพของพระเจ้าที่ทรงสัตย์ซื่อในเรื่องราวของเอลียาห์เป็นเรื่องที่ติดตาตรึงใจผู้อ่านอย่างยิ่ง (ตอนนี้ให้ท่านอ่านพระธรรม 1พงศ์กษัตริย์ บทที่ 17 และ 18) เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่น่าทึ่งและยอดนิยมของชาวอิสราเอล พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของเอลียาห์เปี่ยมด้วยพลังอำนาจและน่าอัศจรรย์ เฉกเช่นที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของสตรีคริสเตียนท่านนั้น และในชีวิตของเราแต่ละคนด้วย

เป็นเวลาหลายปีที่อาหับกษัตริย์แห่งอิสราเอล และเยเซเบลพระมเหสีได้ประพฤติชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์นมัสการรูปเคารพ นมัสการพระบาอัลแทนที่จะนมัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าที่เที่ยงแท้ด้วยความสัตย์ซื่อ ซึ่งเป็นการกระทำให้พระเจ้าพิโรธ พระเจ้าทรงเรียกเอลียาห์ และเอลียาห์ได้ทูลกษัตริย์อาหับว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ นอกจากตามคำของข้าพระบาท” (1พงศ์กษัตริย์ 17:1) อาหับโกรธเป็นเดือดเป็นแค้น พระองค์ต้องการให้เอลียาห์ตายๆ ไปเสีย แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียมแผนการชีวิตของเอลียาห์ พระองค์ทรงนำและปกป้องเอลียาห์และจัดเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นต้องมีในชีวิตของเอลียาห์ในช่วงเวลาแห่งความแห้งแล้ง

ในปีที่สามแห่งความแห้งแล้งนั้น พระเจ้าให้เอลียาห์กลับไปเฝ้ากษัตริย์อาหับ และท้าให้ประลองพิสูจน์ว่าพระเจ้าของใครคือพระเจ้าเที่ยงแท้ที่ภูเขาคารเมล เป็นเหมือนมวยโลกคู่เอก เป็นการต่อสู้ระหว่างพระบาอัลกับบรรดาพระผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จของเขาในมุมหนึ่ง พบกับพระเจ้าพระเยโฮวาห์กับเอลียาห์อีกมุมหนึ่ง การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น ยกที่หนึ่ง พวกของพระบาอัลทำพิธีสัตวบูชาแก่พระของพวกเขาร้องเรียกพระเจ้าของเขาตั้งแต่เช้ายันบ่ายเพื่อขอไฟจากฟ้า แต่พระบาอัลกลับเงียบเชียบ ไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น เพราะพระบาอัลมิใช่พระเจ้าที่เที่ยงแท้

เอลียาห์รู้และมั่นใจว่า ท่านรับใช้พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ทรงพระชนม์อยู่ และพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจ เอลียาห์ขึ้นไป “บนเวที” ด้วยความมั่นใจ ท่านซ่อมแซมแท่นบูชาของพระเจ้า เตรียมเครื่องถวายบูชา แล้วได้ทูลขอต่อพระเจ้าโปรดสำแดงความเป็นพระเจ้าโดยการส่งไฟลงจากฟ้ามายังเครื่องบูชา พระเจ้าทรงส่งไฟลงมายังแท่นเครื่องบูชา พระบาอัลถูกน๊อกล้มคว่ำอย่างไม่เป็นท่า

เมื่อการประลองจบสิ้นลง พระเจ้าให้เอลียาห์ไปบอกกษัตริย์อาหับว่า 41...“ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเสวยและดื่มเถิด เพราะมีเสียงฝนกระหึ่มมา” (1พงศ์กษัตริย์ 18:41) กษัตริย์อาหับกลับวัง ส่วนเอลียาห์กลับไปบนเขาคาราเมล เพื่อไปดูฝนอันอัศจรรย์จากพระเจ้า

เอลียาห์บอกคนใช้ของตนว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล”

คนใช้ของท่านตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย” เอลียาห์สั่งให้คนใช้ไปดูถึงเจ็ดครั้ง

ในครั้งที่เจ็ดคนใช้ของเอลียาห์บอกว่า “ดูเถิด มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล” (1พงศ์กษัตริย์ 18:43-44)

สิ่งที่สะดุดตาของผมเมื่อศึกษาในพระธรรมตอนนี้คือ เอลียาห์ไม่ได้รับคำตอบการอัศจรรย์จากพระเจ้าทันที พระเจ้าเปิดท้องฟ้าแล้วเทฝนและให้พายุตกกระหน่ำลงมันทันทีไม่ได้หรือ? ได้แน่ แต่พระองค์ไม่ทำเช่นนั้น เอลียาห์ต้องรอคอย คนใช้ของท่านต้องลุกขึ้นไปดูครั้งแล้วครั้งเล่าถึงเจ็ดครั้ง

มิใช่มีแต่ท่านและผมที่ต้องรอคอย ขนาดเอลียาห์ก็ต้องรอ ท่านที่รัก...พระประสงค์ของพระเจ้าก็คือพระประสงค์ของพระเจ้า พระประสงค์ของพระองค์ไม่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามความประสงค์ของมนุษย์ แต่เรามนุษย์จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะเรายอมเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์นั้นเองเราจึงพบกับพระกำลังของพระเจ้าและสันติสุขในพระองค์ แม้ในเวลาที่เรารอคอยก็ตาม

45และอยู่มาอีกครู่หนึ่ง ท้องฟ้าก็มืดไปด้วยเมฆและลม และมีฝนหนัก... (1พงศ์กษัตริย์ 18:45)

อีกครั้งหนึ่ง ที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ให้เราใคร่ครวญดูว่า พระเจ้าทรงใช้เอลียาห์ในงานที่ใหญ่โต เอลียาห์พูดในนามของพระเจ้า ท่านเป็นทหารแนวหน้าของพระเจ้า ท่านได้ช่วยเด็กที่ตายแล้วได้กลับมีชีวิตเพื่อเป็นพระพรแก่แม่ของเด็กที่เป็นหม้าย และเอลียาห์นำในการอัศจรรย์ของพระเจ้าให้ไฟตกลงมาจากฟ้า... ได้เผาไหม้เครื่องบูชา และทำให้จิตใจของอิสราเอลหันกลับมาหาพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงทำผ่านเอลียาห์ แต่เมื่อเอลียาห์เผชิญหน้ากับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน พระเจ้ายังให้เอลียาห์รอคอย รอคอยเวลาของพระองค์ รอคอยการกระทำพระราชกิจของพระองค์

เมื่อท่านตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจและรู้สึกว่าดูเหมือนพระเจ้าไม่ได้ยินคำร้องทูลของท่าน ท่านถูกบังคับให้รอคอยพระเจ้า เมื่อท่านพบว่าชีวิตของท่านถูกดึงระหว่างความเชื่อศรัทธากับสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ในชีวิต เมื่อท่านพบว่า ในเวลานั้น “ท่านไม่มีอะไรเลย” ไม่มีสิ่งที่จะบ่งบอกถึงการอัศจรรย์ของพระเจ้าที่น่าจะเกิด ในเวลาเช่นนั้น โปรดระลึกว่า พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ทรงฤทธานุภาพ และพระองค์ทรงเป็นคำตอบ ท่านเคยพบกับพระองค์ครั้งเมื่อชีวิตตกอยู่ท่ามกลางความยากลำบากในอดีต และท่านจะพบพระองค์ท่ามกลางการทดลองในอนาคต ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชีวิตในขณะนี้จะสุ่มเสี่ยงและท้าทายเพียงใด ท่านจงมั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงเฝ้ามองอยู่ ทรงฟังคำร้องทูลของท่าน และพระองค์ทรงฤทธิ์สามารถช่วยท่านได้ “4จงแสวงหาพระเจ้า และพระกำลังของพระองค์ แสวงพระพักตร์ของพระองค์เรื่อยไป” (สดุดี 105:4)

16 มกราคม 2554

สำคัญสุดในชีวิต

33แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน
แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ (TBS02b, มัทธิว 6:33)

บ่อยครั้งนักที่เราแสวงหาพระพรของพระเจ้าแทนที่จะแสวงหาพระเจ้า
บ่อยครั้งเรามักจะแสวงหา “พระหัตถ์” ของพระเจ้า มากกว่า “พระทัย” ของพระองค์
บ่อยครั้งเรามักไปหาพระเจ้าเหมือนไปห้างสรรพสินค้า

เพื่อหาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของเรา
เมื่อเราไปจับจ่าย “ในห้างสรรพสินค้าแห่งสวรรค์”
เราต้องการสิ่งของมากมายเกินกว่ารถเข็นจะรองรับได้
แทนที่จะเรียนรู้ที่จะฟังให้ได้ยินถึงพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เราเห็นแก่ตัวเรียกร้องแต่สิ่งเราต้องการ สิ่งที่เราปรารถนา

บ่อยครั้งที่เราขอให้พระเจ้าช่วยเราให้รอดพ้นจากความกดดันในชีวิต
แทนที่จะขอกำลังชีวิตที่จะอดทนต่อแรงกดดันเหล่านั้น
เพื่อเราจะได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตและเติบโต แข็งแรงจากแรงกดดันเหล่านั้น

เรากำลังหลอกลวงตนเอง และ หลงผิดว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
การที่เราจะติดตามพระองค์ หรือ จะรับพระพรจากพระองค์ได้
ก็ต่อเมื่อเราได้พบกับพระองค์ และ เรียนรู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้นเท่านั้น

ทำไมเราถึงปรารถนาที่จะให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนช่วยในชีวิตของเรา?
ทำไมเราถึงคิดว่าตนรู้ว่าตัวเราเองต้องการอะไร?
เราหยิ่งยโสแค่ไหนที่กล้าสอนพระเจ้าว่าจะเป็นพระเจ้าได้อย่าง? และควรเป็นพระเจ้าแบบไหน?
หลายครั้งมิใช่หรือที่เราเป็นเหมือนเด็กที่กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจต่อหน้าบัลลังก์ของพระเจ้า

แล้วโอดครวญด้วยความหงุดหงิดในสิ่งที่เราต้องการให้พระองค์ช่วยแก้ไขเปลี่ยนแปลง
แทนที่จะยกย่องสรรเสริญพระองค์สำหรับพระกำลังของพระองค์ที่จะช่วยให้เราอดทนได้

พระคัมภีร์สอนให้เราวิงวอนทูลขอทุกเรื่องให้พระเจ้าทรงทราบ(ฟิลิปปี 4:6)
และพระวจนะของพระเจ้าก็ได้ทรงเรียกเราไปให้ถึงสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิต

ให้เรารักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดความคิด สิ้นสุดกำลังของเรา(มัทธิว 22:37)
สิ่งที่สำคัญที่แท้จริงที่สุดคือ การแสวงหาพระเจ้า และการแสวงหาพระองค์ก่อน

พระเจ้าทรงรู้จัก เนื้อหนังของเรา จิตใจที่อยากได้ใคร่มีไม่รู้จักจบจักพอ
สิ่งนี้ได้ทำให้ความวิตกกังวลเกิดขึ้นในชีวิตของเราโดยไม่จำเป็น

พระวจนะของพระองค์ได้ให้ข้อสรุปที่น่าอัศจรรย์สำหรับชีวิตของเราให้รู้จักการจัดลำดับความสำคัญ
พระองค์สัญญาว่า ถ้าเราติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิด

เราจะมีชีวิตที่ผ่อนคลายและได้ผ่อนพักอย่างสงบสันติในพระองค์
ความจำเป็นต้องมีจะได้รับการทรงตอบสนอง เพราะพระองค์ทรงรักเรา

30และถ้าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ พวกมีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ? (TBS)
31ฉะนั้น อย่ากังวลว่า “เราจะเอาอะไรกิน?” หรือ “เราจะเอาอะไรดื่ม?” หรือ “เราจะเอาอะไรนุ่งห่ม?” 32เพราะคนที่ไม่มีพระเจ้าขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้ และพระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงทราบว่าท่านจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ 33แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และ(ดำเนินชีวิตตาม) ความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะทรงประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย(IBS, ตัวเอนของผู้เขียน)
34เพราะฉะนั้นอย่ากังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้ก็จะมีเรื่องวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีความเดือดร้อนของมันพออยู่แล้ว (IBS)

พระคัมภีร์ตอนนี้ได้บอกกับเราว่า...
“ขนาดดอกไม้ป่า ดอกหญ้าในทุ่งพระเจ้ายังให้ความสนใจและเอาใจใส่ ซึ่งปกติแล้วสิ่งเหล่านี้มักถูกมองผ่านเลยไป แล้วเราท่านจะไม่คิดหรือว่า พระองค์จะทรงเอาใจใส่ชีวิตของเราแต่ละคน? และทรงกระทำสิ่งที่ดีที่สุดแก่มนุษย์? พระดำรัสของพระคริสต์ในตอนนี้กำลังเปิดเผยน้ำพระทัยที่แท้จริงของพระเจ้า เปิดเผยถึงการเอาใจใส่ของพระบิดา เพื่อให้เราได้รู้จักพระองค์อย่างถูกต้อง แล้วรู้ที่จะไว้วางใจในพระองค์ ชีวิตในทุกสถานการณ์ของเราจึงผ่อนคลาย ได้รับการผ่อนพักในพระองค์ แทนที่ชีวิตจิตใจมนุษย์ปัจจุบันจะถูกครอบงำด้วยอำนาจที่ทำให้เราอยากได้ใคร่มีไม่รู้จักพอจนนำสู่ความวิตกกังวลในชีวิต

พระคัมภีร์ตอนนี้เขียนไว้ว่า “คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า” จะถูกครอบงำด้วยความคิดอยากได้ใคร่มี แล้วทำทุกอย่างตามอำนาจที่ครอบงำนั้น ย้ำคิดย้ำทำ ย้ำคิดย้ำขอ บางครั้งถึงกับเร่งรัดพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่คนที่แสวงหาการรู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นทุกวันก็จะรู้ถึงพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำ เขาผู้นั้นจะก้าวย่างชีวิตไปในทางที่สูงชันและขรุขระด้วยความไว้วางใจในสัจจะความจริงของพระเจ้า ไว้วางใจถึงพระประสงค์และแผนการของพระองค์ ไว้วางใจถึง “การทรงจัดเตรียม” ของพระเจ้า ชีวิตจึงไม่ถูกยึดกุมด้วยความวิตกกังวลว่า “จะไม่ได้”
ให้เราสนใจการมุ่งมองของเราไปสิ่งที่พระเจ้ากำลังกระทำในขณะนี้ แล้วไม่ต้องวุ่นวายใจหรือห่วงหากังวลว่าอะไรจะต้องเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ พระเจ้า “ทรงจัดเตรียม” แผนการขั้นตอนที่จะช่วยและหนุนนำว่า เราควรจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยากลำบาก และ ทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาข้างหน้า

ให้เราตัดสินใจทิ้ง “รายการอยากได้ใคร่มี” แล้วแสวงหาพระเจ้า
ให้เราอยู่ต่อหน้าพระองค์ อยู่กับพระองค์ด้วยจิตใจแห่งการยกย่องสรรเสริญและเทิดทูนพระองค์
ให้เราดำเนินชีวิตทุกขณะจิตอยู่ต่อหน้าพระองค์
ให้เราทบทวนและระลึกถึงพระคุณของพระองค์ในชีวิตของเรา
ให้เราเบิกบานในพระคุณของพระองค์
ให้เรารักพระองค์
ให้เราแสวงหาพระองค์
ให้เราอธิษฐานและแสวงหาการติดสนิทกับพระองค์
ให้เราแสวงหาพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด

พระเยซูคริสต์ตรัสเรียก “บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านพักสงบ จงรับแอกของเราแบกไว้และเรียนรู้จากเรา เพราะเราสุภาพและถ่อมใจ แล้วจิตวิญญาณของท่านจะพักสงบ” (อมตธรรม, มัทธิว 11:28-29) ในที่นี้ผมไม่ได้เสนอว่า ให้เราทิ้ง “ภาระหนัก” ของเราก่อนเข้าไปหาพระเจ้า เราต้องนำ “ภาระหนัก” เข้าเฝ้าพระเจ้าด้วย แต่พึงตระหนักชัดว่า พระเจ้าทรงประสงค์ความรักของเราที่มีต่อพระองค์ ก่อนการร้องขอรายการ “อยากได้ใคร่มี” จากพระองค์

พระเจ้าทรงรักเราทุกคนอย่างมากมาย พระองค์ทรงมีพระประสงค์และแผนการสำหรับชีวิตของเราแต่ละคน ดังนั้น แผนการของพระองค์จึงสมบูรณ์พูนครบและล้ำลึกกว่าความเข้าใจและความปรารถนาของเรา เมื่อเราทบทวน ใคร่ครวญ และระลึกได้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ชีวิตของเราจึงเกิดความไว้วางใจในพระองค์ เพราะเราไว้ใจพระองค์ที่จะทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา ทำพระราชกิจเพื่อชีวิตของเรา และทรงกระทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของเรา และเมื่อนั้นชีวิตของเราจะกลับกลายเป็นชีวิตที่นำการเทิดทูน สรรเสริญ และยกย่องพระองค์

ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งในชีวา...
เลิกที่จะแสวงหาพระพร และ การบอกพระเจ้าให้ตอบสนองสิ่งที่เราต้องการ
แต่ให้เราแสวงหาพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์ก่อน
จากนั้นเราจะเกิดความไว้วางใจในแผนการชีวิตที่พระองค์ “ทรงจัดเตรียม” ไว้สำหรับเราแต่ละคน
แล้วจิตใจของเราจะได้พักสงบในพระคุณของพระองค์

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญ หรือ สนทนาในกลุ่มเล็ก
1) ให้เราทบทวน ไตร่ตรองว่า ชีวิตที่ผ่านมา พระเจ้าได้ตอบสนองในสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีอะไร อย่างไรบ้าง? ท่านยังมั่นใจหรือไม่ว่า พระองค์ยังจะตอบสนองความจำเป็นต้องมีของเราในปัจจุบัน?
2) พระเจ้ามิได้ให้ความสนใจเอาใจใส่ต่อเรื่องความจำเป็นต้องมีในชีวิตของท่านเท่านั้น พระเจ้าทรงสนใจและเอาใจใส่เรื่องชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณของท่านด้วย
3) ให้อ่าน ใคร่ครวญ และท่องจำพระธรรมสดุดี 37:4 “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะประทานสิ่งที่ใจของท่านปรารถนา” (อมตธรรม)
4) ในสัปดาห์นี้ให้เราแต่ละคนเพิ่มเวลาวันละ 5 นาที ในการใคร่ครวญและฟังพระเจ้าในช่วงการอธิษฐานของเรา หลังจากนั้นลองทบทวนและประมวลว่าชีวิตของท่านเป็นอย่างไรบ้าง

12 มกราคม 2554

ยืนมั่นท่ามกลางมรสุมชีวิต (ตอนที่ 2)

อ่าน 2โครินธ์ 6:1, 3-6
[เปาโลกล่าวว่า] 1ในฐานะผู้ร่วมงานของพระเจ้า เราวิงวอนท่านว่าอย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้า...3เราไม่ทำให้ใครสะดุดเพื่อไม่ให้พันธกิจของเราเสียความเชื่อถือ(เป็นที่คนอื่นติเตียนได้) 4...ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าเราพิสูจน์ตัวเองในทุกทาง ไม่ว่าในทางอดทนอดกลั้น ในความทุกข์ร้อน ความยากเข็ญและความลำเค็ญ 5ในการถูกเฆี่ยนตี การถูกจองจำ และการจลาจล ในการตรากตรำ ทำงาน การอดหลับอดนอน และ ความหิวโหย 6ด้วยความบริสุทธิ์ ความเข้าใจ ความอดทน และความกรุณาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ และในความรักจริงใจ
(อมตธรรม, ข้อความในวงเล็บเป็นสำนวนจาก TBS71b, อักษรเอนเป็นของผู้เขียน)

ในความคิด ความรู้สึกตามกระแสสังคมในปัจจุบัน จะเป็นการดีสำหรับผมอย่างมากถ้าผมไม่ต้องเผชิญหน้ากับมรสุมในชีวิตอีกต่อไป แต่นั่น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ในทุกมรสุมชีวิตที่เราต้องพบพานผมเชื่ออย่างมั่นคงว่า พระเจ้ามิเพียงที่จะปลอบและหนุนเสริมให้กำลังแก่ผมในการมีชีวิตท่ามกลางมรสุมนั้น และพระองค์ทรงทำงานในชีวิตผม เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง พัฒนาชีวิตและบุคลิกชีวิตของผม ทุกมรสุมชีวิตคือโอกาสที่พระคริสต์ทรงช่วยเราให้เติบโตเข้มแข็งขึ้นในพระองค์และในความไว้วางใจในพระองค์มากยิ่งๆ ขึ้น ในชีวิตของเปาโล ท่านคุ้นเคยกับมรสุมชีวิตที่เลวร้าย และคุ้นชินกับความจริงที่ทำให้ท่านเจ็บปวดในชีวิต ในจดหมายที่ท่านเขียนถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์ท่านได้ชี้ชัดถึงสัจจะ 5 ประการที่ประยุกต์ใช้ได้เมื่อชีวิตต้องฝ่ามรสุมที่แรงกล้า โดยชีวิตของเรายังสามารถยืนมั่นคงได้

ในตอนที่หนึ่งได้ใคร่ครวญถึงสัจจะ 3 ประการแรก คือ
1. ประการแรก ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์
2. ประการที่สอง แสวงหาความเข้าใจ
3. ประการที่สาม เรียนรู้ที่จะอดทน

ประการที่สี่: ดำเนินชีวิตด้วยความกรุณา

เมื่อชีวิตต้องชนกับสิ่งเลวร้าย เราจะ(เรียก)ร้องขอให้บางคนช่วยเหลือเอาใจใส่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น หลายคนจะหันหน้าเข้าหาพระคริสต์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติมากกว่าสถานการณ์อื่นใดในชีวิต การดำเนินชีวิตด้วยความกรุณาคือการที่ชีวิตได้สำแดงออกถึงความเมตตา และ ความรัก ออกมาในทางการกระทำของเรา ความกรุณาคือความรักที่แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องกระตุ้นให้ตนเองตระหนักชัดในกรอบคิด มุมมองถึงความสำเร็จในชีวิตของเรา ที่มิใช่มุ่งมองหาแต่ความสำเร็จเพื่อตนเองและพวกพ้อง หรือทุ่มเทกับความสำเร็จเพื่อความเด่นดังมั่นคงของตนเอง แต่เราควรมีมุมมองความสำเร็จในชีวิต ด้วยจิตใจที่มุ่งทำความสำเร็จในความจำเป็นต้องการและคุณภาพชีวิตของคนรอบข้าง คนที่เราเกี่ยวข้อง และมวลชน ผมจะไม่แปลกใจเลยเมื่อถึงวันที่จะต้องเข้าพบองค์พระผู้เป็นเจ้าในสวรรค์ ที่ผมจะพบกับผู้คนมากมายหลายคนที่ไม่คิดว่าจะได้พบ และ พบผู้คนมากมายที่ผมไม่รู้จักแต่ที่เขาเหล่านั้นอยู่ที่นั่นเพราะเขาเหล่านั้นได้ทุ่มเทชีวิตของตนในการรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ ในการช่วยเหลือและกระทำแก่คนรอบข้างตามพระประสงค์ของพระองค์ พระเยซูคริสต์ประสงค์ให้คนที่ติดตามพระองค์เป็น “คนดีรอบคอบเฉกเช่นพระบิดาที่ทรงเป็นผู้ดีรอบคอบ” (ดูมัทธิว 5:43-48) พระเจ้าจะทรงตอบสนองคนเช่นนี้ที่กระทำความรักเมตตากรุณาอย่างเงียบๆ ไม่มีผู้คนมองเห็นหรือได้ยิน

ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งได้เล่าเรื่องคุณแม่ของท่านที่มีจิตใจกรุณาว่า วันหนึ่ง เมื่อท่านกลับจากที่ทำงานมาถึงบ้าน พบแม่ของท่านนั่งที่โต๊ะอาหารพร้อมกับชายแก่ข้างถนนคนหนึ่ง ที่คุณแม่ไปพบเขาขณะที่ออกไปจับจ่ายซื้อของเลยเชิญให้มาที่บ้านแล้วทำอาหารให้ผู้สูงอายุข้างถนนคนนั้นรับประทาน ในระหว่างการสนทนาบนโต๊ะอาหารแขกพิเศษของเราคนนี้ได้กล่าวแก่คุณแม่ของศิษยาภิบาลว่า “ผมหวังว่าในสังคมโลกปัจจุบันจะมีคนที่เป็นคนอย่างท่านมากกว่านี้” คุณแม่ของศิษยาภิบาลตอบทันควันว่า “โอ มีแน่ค่ะ เพียงแต่เราต้องมองหาคนเหล่านั้น” ชายชราคนนั้นได้ยินแล้วได้แต่สั่นศีรษะของตนด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเอ่ยออกมาว่า “ท่านครับ ผมไม่จำเป็นต้องมองหาท่านเลย แต่ท่านต่างหากที่มองหาผม”

คนที่มีความจำเป็นต้องการได้เดินผ่านหน้าเราวันแล้ววันเล่าแต่เรา “มองไม่เห็น” พวกเขา เราแต่ละคนมีงานยุ่งวุ่นวายมากมายจนไม่สามารถมองเห็น “แกะที่บาดเจ็บ” ที่พระผู้เลี้ยงทรงส่งเข้ามาในวิถีการดำเนินชีวิตของเรา เลวร้ายกว่านั้น เรากลับมองว่า “แกะเหล่านี้” เป็นแรงงานต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย มาแย่งงานคนไทยทำ คนขี้เหล้าที่เข้ามารบกวนจิตใจของเราในที่ทำงาน หญิงโรคจิตที่ยอมนอนกับผู้ชายไม่เลือกหน้า เด็กชาวเขาที่มาตื๊อขายดอกไม้ตามสี่แยกใหญ่ๆ ในเมือง เกะกะ สร้างความรำคาญ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เราต้องขับรถระมัดระวังมากขึ้น คนเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นคนที่เข้ามารบกวน วุ่นวายในขณะที่เราต้องทำหน้าที่การงานมากมาย แต่คนเหล่านี้ที่เราไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยอาจจะเป็น “แขก” ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าส่งเข้ามาในชีวิตของเราในแต่ละวัน ในพระธรรมฮีบรู 13:2 ได้เตือนสติเราว่า “2อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า เพราะว่าโดยการกระทำเช่นนั้น บางคนก็ได้ต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว” วันนี้ เราพลาดโอกาสที่จะพบปะสัมพันธ์กับทูตสวรรค์กี่คนแล้วเพราะมีธุระการงานมากมาย

เราไม่ได้เป็นเหมือนกับพระบิดาในสวรรค์ ที่เมื่อพระองค์พบกับคนที่ต้องตกอยู่ท่ามกลางมรสุมแห่งชีวิต พระองค์ทรงยื่นความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรักเมตตากรุณาสัมผัสกับชีวิตคนเหล่านั้น พระคริสต์สอนเราแล้วว่า ถ้าเรารักพระเจ้าอย่างจริงใจแล้วละก็เราจะต้องรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความรักเมตตากรุณาแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของคุณภาพความสัมพันธ์ที่เรามีต่อคนรอบข้าง ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการที่เรารักพระเยซูคริสต์อย่างแยกไม่ออก เพราะมรสุมความทุกข์ยากในชีวิตของเพื่อนมนุษย์เป็นเรื่องที่พระเจ้าทรงเอาใจใส่ใกล้ชิดและพระองค์ประสงค์ให้เราเอาใจใส่ใกล้ชิดชีวิตของผู้คนเหล่านั้นด้วย สัจจะความจริงจาก 1ยอห์น 4:20-21 “ 20ถ้าผู้ใดว่า “ข้าพเจ้ารักพระเจ้า” และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้ 21พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์ คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย” เราอาจจะทำตนเป็นคนที่เคร่งจริงจังในความเชื่อศรัทธาแต่กลับเป็นคนที่ “ไม่ใส่ใจ” ผู้คนรอบข้างก็ได้ ความรักเมตตากรุณามิได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล หรือความรักเมตตามิได้ขึ้นอยู่กับความจำกัดขาดด้อยของเรา แต่ความรักเมตตากรุณาแสวงหาโอกาสที่จะสำแดงความรักกรุณา

ประการที่ห้า: บ่มเพาะ-ฝึกฝน และ มีประสบการณ์ในความรักเมตตา

เพราะเรามิได้มีความต้องการให้พระเจ้าอยู่กับเราท่ามกลางมรสุมความทุกข์ยากแห่งชีวิตเท่านั้น เรายังต้องการซึ่งกันและกันในท่ามกลางวิกฤติชีวิตนั้นด้วย ความรักแท้จะรู้ได้ก็ผ่านการทดสอบถึงสัมพันธภาพที่เรามีต่อกันในเวลาที่ชีวิตประสบความทุกข์ยาก เปาโลได้เขียนไว้ว่าให้เรา “พิสูจน์” ตนเองว่ามีความอดทนอดกลั้น และ ความเมตตากรุณา เราคงต้องมีเวลาที่พิจารณาใคร่ครวญถึงสัมพันธภาพของเราที่มีต่อคนอื่นว่าได้สำแดงออกถึงความลุ่มลึกชัดเจน ในความรักของพระเจ้า ในงานประจำวันที่เรากระทำมากน้อยแค่ไหน

จดหมายถึงคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสเปาโลเขียนไว้ว่า (ข้าพเจ้าเปาโล) “...ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น 2คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก 3จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ (เอเฟซัส 4:2-4) ดังนั้น จงเพียรพยายามในการดำเนินชีวิตทุกด้านของเราให้มีสัมพันธภาพต่อกันตามคำสอนนี้ของเปาโล

ให้เราเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างสัมพันธภาพดังที่กล่าวนี้อย่างจริงจังเพื่อบรรลุถึงคุณภาพชีวิตคริสเตียน มีบางคนในบางครั้งที่อาจจะไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย ผิดหวังในตัวเรา เรามีทางเลือกอย่างน้อยสองทางในสถานการณ์นี้คือ ทางเลือกแรก เราจะตอบสนองสถานการณ์นี้อย่างไรเพื่อที่จะเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าและเกิดศานติภาพท่ามกลางชุมชนของเรา หรือทางเลือกที่สอง เลือกที่จะเดินเข้าไปในเส้นทางสร้างความขัดแย้งเพื่อให้ได้ชัยชนะในชีวิตตามปรารถนาแห่งตน พระเจ้าทรงบัญชาให้เราเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเป็นเอกภาพ แต่ถ้าเราไม่ทุ่มเทและแสวงหาการเสริมสร้าง “ศานติ” ในทุกความพยายามและหนทาง มรสุมชีวิตและความทุกข์ยากลำบากก็จะเข้ามาช่วยและเสริมสร้างเราให้เกิดการเรียนรู้ และ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราในเรื่องนี้

มีสตรีคนหนึ่ง เธอมีอาชีพในการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ม้า เธอเคยเล่าไว้ว่า ม้าพันธุ์ดีเวลาที่เผชิญหน้ากับศัตรู ฝูงม้าเหล่านี้จะยืนเรียงเป็นวงกลมโดยหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะใช้ขาหลังของตนดีดหรือเตะศัตรูที่เข้ามาโจมตี แต่ลานั้น แตกต่างแบบตรงกันข้ามเลยทีเดียว ลาจะหันหน้าออกหาศัตรูแล้วใช้ขาหลังดีดถีบพวกเดียวกัน

ในสมัยเริ่มแรกที่มีการผลิตลูกกอล์ฟ ผิวของลูกกอล์ฟจะเรียบ คนเล่นกอล์ฟค้นพบว่า ถ้าผิวของลูกกอล์ฟขรุขระสักนิดหนึ่งจะสามารถเคลื่อนตัวไปได้ไกลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ผู้ผลิตลูกกอล์ฟจึงผลิตให้ลูกกอล์ฟมีผิวที่มีปุ่มเล็กๆ บนผิวรอบนอก ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนั้น ถ้าชีวิตพบกับปุ่มความยากลำบากก็จะทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนไปได้ดีขึ้นและไกลขึ้น ชีวิตต้องการมรสุมและความทุกข์ยากที่จะสอนให้เราได้เรียนรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงเมตตากรุณาและสัตย์ซื่อ ลองคิดทบทวนย้อนหลังไปในความทรงจำของท่านว่า ครั้งสุดท้ายที่ท่านได้จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองถึงการที่ท่านได้เผชิญกับมรสุมหรือการทดลองในชีวิตของท่านนั้นเมื่อไหร่กันแน่?

ยากอบ 1:2-3 ได้เขียนไว้ว่า “2ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี 3เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง”

ทางของพระเจ้านั้นสูงกว่าทางของมนุษย์เรา ส่วนมากแล้วมนุษย์เราจะตอบสนองในทิศทางที่ตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกับทางของพระเจ้า กล่าวด้วยความสัตย์จริงว่า หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าพระเจ้าได้เรียกให้ทำบางอย่างบางเรื่องที่ดูแล้วไม่เข้าท่า และเมื่อทำตามที่ทรงนำกลับพบกับปัญหา ความเชื่อศรัทธาเป็นการยอมเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่เชื่อฟังเพราะมันมีเหตุมีผล เราพึงตระหนักว่า หัวใจของมรสุมชีวิตที่เราพบคือชัยชนะที่รอคอยเราแต่ละคนเข้าไปและบรรลุชัยชนะนั้น อะไรคือ “มรสุมชีวิต” ที่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อนในวันนี้? อะไรคือก้าวย่างของท่านที่จะมุ่งหน้าเข้าไปเพื่อจะรับประสบการณ์ในพลานุ-ภาพของพระเจ้าท่ามกลางมรสุมชีวิตนั้น? พระบิดาเจ้าทรงรอคอยที่จะพบกับท่านในเวลาที่มืดมนสุดๆ ในชีวิตของท่าน พระองค์รอเวลาที่จะอ้าแขนออกเพื่อโอบกอดท่านไว้ในอ้อมแขนของพระองค์ จนกว่าพายุที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงจะสงบลง จุดเริ่มต้นในขณะนี้คือ...จงยอมตนต่อพระเจ้า แล้วจงชื่นชมยินดีกับแรงพายุที่พัดกระแทกชีวิตของท่านอย่างรุนแรง แต่ชีวิตทั้งสิ้นของท่านอยู่ในอ้อมแขนของพระบิดา ความรักเมตตาของพระองค์จะไม่ยอมให้ชีวิตของท่านต้องล่มจมพ่ายแพ้ แต่จงยอมรับพระกำลังของพระองค์และยืนมั่นด้วยพระกำลังของพระเจ้าที่มีในชีวิตของท่าน

ประเด็นใคร่ครวญในชีวิต

1) เมื่อท่านต้องพบกับสถานการณ์ที่ยุ่งยากในชีวิต ใครคือคนแรกที่ท่านหันหน้าไปขอความช่วยเหลือ?
2) ท่านมีมุมมอง หรือ ทัศนคติอย่างไรต่อ “มรสุม” ที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน?
3) ท่านคิดว่า มุมมองและทัศนคติ ดังกล่าวจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่? อย่างไร?
4) ขอท่านทบทวนและตรวจสอบดูว่า ในชีวิตของท่านมีอะไรที่เป็นสิ่งกีดขวางพระกำลังของพระเจ้า? ท่านจะจัดการหรือเคลื่อนย้าย “สิ่งกีดขวาง” ดังกล่าวออกจากชีวิตของท่านได้อย่างไรบ้าง?
5) ท่านจะจัดเตรียมตนเองล่วงหน้าที่จะเผชิญหน้ากับ “มรสุม” ชีวิตได้อย่างไร?

10 มกราคม 2554

ยืนมั่นท่ามกลางมรสุมชีวิต (ตอนที่ 1)

2โครินธ์ 6:1, 3-6
[เปาโลกล่าวว่า] 1ในฐานะผู้ร่วมงานของพระเจ้า เราวิงวอนท่านว่าอย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้า...3เราไม่ทำให้ใครสะดุดเพื่อไม่ให้พันธกิจของเราเสียความเชื่อถือ(เป็นที่คนอื่นติเตียนได้) 4...ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าเราพิสูจน์ตัวเองในทุกทาง ไม่ว่าในทางอดทนอดกลั้น ในความทุกข์ร้อน ความยากเข็ญและความลำเค็ญ 5ในการถูกเฆี่ยนตี การถูกจองจำ และการจลาจล ในการตรากตรำ ทำงาน การอดหลับอดนอน และ ความหิวโหย 6ด้วยความบริสุทธิ์ ความเข้าใจ ความอดทน และความกรุณาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ และในความรักจริงใจ
(อมตธรรม, ข้อความในวงเล็บเป็นสำนวนจาก TBS71b, อักษรเอนเป็นของผู้เขียน)

มรสุมชีวิตเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอนในชีวิตของเราแต่ละคน และเราเชื่อว่าพระเจ้าทรง “จัดเตรียม” คุณค่าและความหมายสำหรับเราแต่ละคนในพายุคลื่นลมที่ซัดถาโถมเข้าในชีวิตของเรา ชีวิตที่ยุ่งเหยิง ซับซ้อนจนสับสน หรือเกิดสิ่งเลวร้ายย่อมจะเกิดขึ้นในชีวิตของเราแต่ละคนได้เสมอ

แต่เราต้องมั่นคงและชัดเจนว่าในทุกวิกฤติชีวิตที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสที่เราจะไว้วางใจองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นโอกาสที่เราจะเรียนรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงเสริมสร้างและหนุนช่วยให้ชีวิตของเราได้เติบโต เข้มแข็ง และเกิดผลมากยิ่งๆ ขึ้น

เมื่อเราจะเผชิญหน้ากับพายุแห่งชีวิต เป็นโอกาสที่พระองค์จะสอนให้เรามอง “มรสุมชีวิต” นั้นด้วยสายตาและมุมมองจากเบื้องบน พระองค์ทรงช่วยให้เรามองมรสุมชีวิตที่เกิดขึ้นนั้นด้วยสายตาและมุมมองแบบพระคริสต์ คือมองว่านี่คือโอกาสที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะสำแดงพระกำลังและพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา และผ่านชีวิตของเรา

ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับพายุแห่งชีวิต เราต้องถามตนเองว่า เราจะเผชิญหน้าและดำเนินชีวิตท่ามกลางมรสุมชีวิตในทางที่จะทำให้เกิดการเทิดทูนสรรเสริญ และ ยกย่องพระเจ้าได้อย่างไร

ประการแรก: ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์
4...ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าให้เราพิสูจน์ตัวเองในทุกทาง...
6ด้วยความบริสุทธิ์ ความเข้าใจ ความอดทน และ
(ด้วย)ความกรุณาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ และในความรักจริงใจ
(2โครินธ์ 6:6)

มรสุมชีวิตมิใช่เรื่องแปลกในชีวิตของเปาโลอย่างแน่นอน จากจดหมายที่ท่านเขียนถึงคริสเตียนในเมืองโครินธ์ เปาโลได้บอกผู้อ่าน(บอกเรา)ว่าเมื่อต้องเข้าสู่พายุแห่งชีวิตเราควรจะมีท่าที และ การกระทำเช่นไรเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดและปล้ำสู้จนเกิดความเข้มแข็งและเติบโตในชีวิต น่าสังเกตว่าชีวิตที่บริสุทธิ์เป็นเรื่องแรกที่ท่านกล่าวถึง ท่านกล่าวอย่างชัดเจนมั่นคงว่า พลังชีวิต ศักดิ์ศรี และชีวิตที่น่านับถือนั้นเกิดจากการที่คนๆ นั้นอุทิศตนด้วยการมีชีวิตประจำวันที่บริสุทธิ์ จิตใจที่บริสุทธิ์เป็นการเปิดใจของตนให้กับพลังอำนาจของพระเจ้าที่สถิตในตัวเราได้ดำเนินการในชีวิตของเรา แต่จิตใจที่ไม่บริสุทธิ์นั้นกัดกร่อน พัดเซาะเสถียรภาพ ความมั่นคงในชีวิตของเราแต่ละคน ในขณะที่จิตใจที่บริสุทธิ์หนุนนำให้เกิดพลังเข้มแข็งจากเบื้องบนเป็นรูปธรรมในตัวเรา และด้วยพลังที่มั่นคงเข้มแข็งนี้เองที่หนุนเนื่องให้ชีวิตของเรายืนมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ล้มลง

สดุดี 51:10 (อมตธรรม)
10ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสร้างจิตใจที่บริสุทธิ์ในข้าพระองค์
และทรงฟื้นจิตวิญญาณอันมั่นคงขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์

ผู้ประพันธ์สดุดีบทนี้ได้เชื่อม “จิตใจที่บริสุทธิ์” กับ “จิตวิญญาณอันมั่นคง” ซึ่งรากศัพท์ของภาษาฮีบรูของคำว่า “ความมั่นคง” ในที่นี้มีความหมายว่า “ติดแน่น ยึดแน่น หรือ ไม่เปลี่ยนแปลง” และบ่งชี้ให้เห็นว่าพลังอย่างมั่นคงเช่นนี้ในชีวิตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนๆ นั้นมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องสอดคล้องกับพระเจ้าเท่านั้น ความมั่นคงเด็ดเดี่ยวและมีเสถียรภาพในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตที่ต้องเผชิญกับพายุที่กระโชกรุนแรง ชีวิตที่ต้องพบกับมรสุมที่บ้าคลั่ง บางครั้งพายุชีวิตนั้นกระหน่ำพัดเพื่อเปิดเผยความผิดบาปของเราที่ได้พยายามปกปิดและต้องการกลบฝังให้มิดชิดนั้น ถ้าเราหลีกเลี่ยงหรือหลบลี้ในการจัดการกับอำนาจความบาปที่มีในชีวิตของเรา พระเจ้าจะทรงกระตุ้นและผลักดันให้เราเกิดการเชื่อฟังพระองค์โดยการทรงอนุญาตให้เกิด “พายุ” ในชีวิตของเรา แต่สำหรับคนที่มิได้กระทำความบาปผิดพายุชีวิตก็จะกลับกลายเป็นพลังที่จะเปิดเผยให้เห็นถึงชีวิตที่บริสุทธิ์ของคนนั้น และเป็นพลังหนุนเสริมการดำเนินชีวิตของเขาต่อไป

ประการที่สอง: แสวงหาความเข้าใจ
4...ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าให้เราพิสูจน์ตัวเองในทุกทาง...
6ด้วยความบริสุทธิ์ ความเข้าใจ ความอดทน และ
(ด้วย)ความกรุณาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ และในความรักจริงใจ
(2โครินธ์ 6:6)

ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าความเข้าใจของมนุษย์นั้นมีความจำกัดและมักถูกครอบงำและทำให้บิดเบือนคลาดเคลื่อนจากสัจจะความจริง ในขณะที่ความเข้าใจตามทางของพระเจ้าหรือตามพระประสงค์ของพระองค์นั้นล้ำลึกหาจุดสุดปลายไม่ได้และไม่มีสิ่งใดที่จะมาทำร้ายทำลายหรือครอบงำได้ บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรานั้นเรียนรู้จากประสบการณ์การเผชิญกับพายุชีวิตที่กระหน่ำรุนแรง ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้นยึดมั่นคงในพระวจนะแห่งชีวิตให้เป็นรากฐานหรือเสาหลักในชีวิตหรือไม่

ผู้เรียนคนหนึ่งในชั้นเรียนพระคัมภีร์ที่กำลังเรียนในพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 6:6 ถามผู้สอนว่า ทำไมพระคัมภีร์ตอนนี้ในต้นฉบับถึงบอกว่า “จงให้บทบัญญัติทั้งปวงซึ่งข้าพเจ้าแจ้งท่านในวันนี้ “อยู่เหนือ” จิตใจ(upon our hearts) ของท่าน” แตกต่างอย่างไรกับคำแปลในภาษาไทยของทั้งฉบับอมตธรรม และ สมาคมพระคริสต์ธรรมฯ ที่แปลว่า “อยู่ในใจ” (in our heart) ของท่าน” ผู้สอนได้อธิบายว่า ถ้าเราพิจารณาจากภาษาเดิม พระคัมภีร์ต้องการชี้ชัดว่า พระบัญญัติของพระเจ้านั้นมิได้เข้าไปอยู่ภายใต้กรอบคิดและวิธีเข้าใจของมนุษย์ แต่ตรงกันข้ามพระบัญญัติของพระเจ้านั้นต้องการครอบครองเหนือจิตใจของมนุษย์ เพื่อพระบัญญัติของพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างที่ฉายส่องทางที่มนุษย์ควรเดิน และมีพลังในการแก้ไขปรับเปลี่ยนจิตใจ กรอบคิด และวิธีคิดของมนุษย์ ดังนั้น เราจึงควรให้พระวจนะของพระเจ้านั้นครอบครองเหนือจิตใจของเรา และเมื่อใดที่จิตใจของเราของแตกหักและฉีกขาด พระวจนะของพระเจ้าจะแทรกตัวเข้าไปในชีวิตจิตใจของเราและทรงกระทำงานของพระองค์ในการเยียวยารักษาปะชุนจิตใจและชีวิตของเราขึ้นใหม่

ในทุกสถานการณ์ของชีวิตที่ส่งผลให้ชีวิตจิตใจของเราแตกหักและฉีกขาดอันเกิดจากการที่เราพยายามควบคุมบังเหียนชีวิตด้วยตนเองและใช้มุมมองชีวิตของตนเองเป็นทิศทางขับเคลื่อนชีวิต แต่ท่านจงมั่นใจและเชื่อมั่นในพระเจ้า และรู้ว่าพระเจ้าจะทรงช่วยกู้ท่านให้ได้รับความเข้าใจใหม่และความจริงใหม่ที่เป็นสัจจะและความเข้าใจที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์

ประการที่สาม: เรียนรู้ที่จะอดทน

4...ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าให้เราพิสูจน์ตัวเองในทุกทาง...
6ด้วยความบริสุทธิ์ ความเข้าใจ ความอดทน และ
(ด้วย)ความกรุณาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ และในความรักจริงใจ
(2โครินธ์ 6:6)

ผู้เขียนต้องสารภาพความจริงว่า ตนเองมิได้เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องความอดทน เพราะบ่อยครั้งเป็นคนที่ไม่อดทน ไม่ยอม “รอคอย” และนี่น่าจะเป็นที่มาของ “มรสุม” “พายุ” หรือ “การทดลอง” ในชีวิตของผู้เขียน ยากอบก็คงมีปัญหาในเรื่องนี้เช่นกัน แต่ต่างกันที่ยากอบมีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องนี้

ยากอบ 1:2-4 (TBS71b)
2ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี 3เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง 4และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย

โดยปกติแล้วเราท่านพยายามหลีกเลี่ยงการทดลอง หรือ สถานการณ์ที่ก่อเกิดความทุกข์ยากในชีวิตของเรา แต่ยากอบบอกกับผู้อ่านของท่านว่า ให้เราเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ด้วยมุมมองแห่งความชื่นชมยินดี ในที่นี้ท่านมิได้หมายความว่า ให้เราชื่นชมยินดีที่ต้องถูกทดลอง ที่ต้องทุกข์ยากลำบาก แต่ท่านหมายความว่าเมื่อเราอยู่ท่ามกลางการทดลอง และ ความทุกข์ยากลำบากนั้นจงมีจิตใจที่ชื่นชมยินดี ความชื่นชมยินดีเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะรากแห่งความเชื่อศรัทธาของเราเชื่อมั่นคงว่าพระเจ้าทรงกำลังควบคุมเหนือทุกสถานการณ์ชีวิต ความชื่นชมยินดีดังกล่าวเป็นทัศนคติและมุมมองชีวิตที่เราเลือกเพราะเราเข้าใจอย่างชัดเจนว่าการถูกทดลอง หรือ การที่เราต้องตกอยู่ท่ามกลางทุกข์ยากลำบากนั้นมิใช่การลงโทษจากพระเจ้า

ความทุกข์ยากลำบาก หรือ มรสุมชีวิตเป็นเครื่อง “ฝัดร่อน” “หลอมและหล่อ” และเป็นเครื่องวัดถึงการเจริญเติบในชีวิตของเรา การที่เรามีความอดทนก็เป็นการที่เราให้โอกาสกับพระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์ในชีวิตของเรารวมถึงการทดลองที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย แต่ถ้าเราหลบลี้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ความทุกข์ยากลำบาก มรสุมชีวิต หรือการทดลอง ผลที่เกิดขึ้นก็คือความอ่อนแอ หรือ มีวุฒิภาวะต่ำด้อย แคระแกร็นด้านจิตวิญญาณ พระเจ้าทรงเสริมและสร้างชีวิตบุคลิกภาพและจิตวิญญาณของเราเมื่อเราเปิดชีวิตและยอมร่วมมือกับพระองค์ในการทรงสร้างเราขึ้นใหม่ นั่นหมายความว่าเราจะต้องยอมตน และ เปิดชีวิตให้พระองค์เข้ามาในชีวิตของเราด้วยความเชื่อศรัทธา ไว้วางใจในพระองค์ อดทน และยอมรับพระราชกิจแห่งการทรงสร้างเราขึ้นใหม่

สงบและใคร่ครวญ

เมื่อเราใคร่ครวญภาวนา
เราจะพบว่า พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมในชีวิตของเรา
แม้บางครั้งเราเองอาจจะถูกกระตุ้นชักจูงให้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อตนเอง
ในเวลานี้ให้เราแต่ละคนได้มีโอกาสที่จะเปิดชีวิตจิตใจ
รับการชำระให้สะอาดอีกครั้งหนึ่งจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
รับสายตาใหม่ มุมมองใหม่จากเบื้องบน
เพื่อจะสามารถมองเห็น “คุณค่าความหมาย” ที่ล้ำค่า ที่ฝังซ่อนอยู่ในการทดลอง ในการยากลำบาก
ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดช่วยเราที่จะเลือกชีวิตจิตวิญญาณที่ชื่นชมยินดี
ถึงแม้ว่าในตอนนี้ตนจะไม่เข้าใจเลยว่าพระเจ้ากำลังทรงกระทำอะไรให้เกิดขึ้นในชีวิต
เพื่อเราจะมีชีวิตที่เป็นพยานถึงกำลังอันไพบูลย์ของพระเจ้า ที่ทำงานท่ามกลางความอ่อนแอในชีวิตของเรา

09 มกราคม 2554

ที่ว่างในชีวิต

คริสต์ศาสนศาสตร์ภาคประชาชน: ว่าด้วยเรื่องรางหญ้า ตอน 3

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
(ยอห์น 3:16 IBS)
6ขณะเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะคลอดบุตร
7นางจึงคลอดบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า
เพราะว่าไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพวกเขา
(ลูกา 2:6-7, TBS02b)

ช่วงเวลาที่เราอยู่ในเทศกาลคริสต์มาสที่ผ่านมา รายการแต่ละวันของเราดูเต็มเอียด และรายการจ่ายของเราทำให้กระเป๋า “แฟบ” ลง ชีวิตของเราในช่วงนั้นถูกรุมล้อมด้วยสิ่งที่เรารู้สึกว่าสำคัญๆ ทั้งสิ้น เมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ต่างๆ เราพยายามที่จะจัดการตามความสามารถของเราเอง เกิดคำถามตนเองว่า แล้วชีวิตของเราในช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมานี้มี “ที่ว่าง” สำหรับพระคริสต์หรือเปล่าเนี่ย!

เมื่อสงบลงใคร่ครวญถึงชีวิตของตนเอง เราคงไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่ชีวิตของเราไม่มีที่ที่สำหรับพระคริสต์ในแต่ละวัน ทั้งๆ ที่เราก็ยังทำตัวให้คนอื่นเห็นว่าพระคริสต์สถิตในชีวิตของเรา เราบอกคนอื่นว่าเราเป็นคริสเตียน เราพูดกับคนอื่นว่าเราวางใจและพึ่งพิงในพระองค์

แต่เวลาที่เราต้องพบกับวิกฤติชีวิตเราก็มักพยายามจัดการด้วยความคิดความสามารถของเราเอง เราหลายคนไม่เข้าใจกับชีวิตที่ถูกการทดลอง ชีวิตที่ต้องตกอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก เพราะเมื่อเรามองไปในสังคม คนที่ไม่สนใจเรื่องพระเจ้าหลายต่อหลายคนกลับมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองกว่าชีวิตของพวกเรา บ่อยครั้งชีวิตของเราถูกดึงเข้าไปในมุมมืด ความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจการเงินทำให้ชีวิตของเราตกอยู่ในความวิตกกังวล แทนที่เราจะหันกลับมาหาพระเจ้า แต่เรากลับพึ่งพิงในสิ่งเราเห็นและเราเข้าใจ เราลงมือจัดการชีวิตของเราเอง

ในวิกฤติชีวิตที่เราพบ เมื่อเราไม่สามารถจะจัดการชีวิตด้วยตนเองได้ เราร้องทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า มุมมืดมิดในชีวิตของเรากลับมีแสงสาดส่องเข้ามา แสงสว่างขององค์พระคริสต์ฉายทาบลงบนความเจ็บปวดทุกข์ยากในชีวิตของเรา เป็นเหมือนยาจากเบื้องบนที่ทาทาบลงบนบาดแผลแล้วช่วยสมานเยียวรักษาบาดแผลชีวิตนั้นของเรา ทำให้ได้รับประสบการณ์ “รางหญ้า” ที่เปิดรับให้องค์พระคริสต์ประทับอยู่ รางหญ้าที่มีกลิ่นฟางแห้งคละเคล้ากับกลิ่นของสัตว์และน้ำลายสัตว์ กลับถูกกลบและขับไล่ด้วยกลิ่นของพระเยซูคริสต์

ไม่น่าเชื่อเลยว่า ชีวิตที่ยอมรับเอาพระคริสต์เข้าอยู่ในชีวิตของตน ชีวิตที่แสนจะธรรมดาสามัญทุกข์ยากลำบากกลับได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระคริสต์เป็นชีวิตที่มีคุณค่า ความหมาย ท่ามกลางความธรรมดาของชีวิตในโลกนี้

พระคริสต์เข้ามาในชีวิตของเราแต่ละคนด้วยหลากหลายหนทางด้วยกัน ด้วยการเกิดอย่างธรรมดาสามัญของพระคริสต์ได้สำแดงให้เห็นถึงคุณค่า ความหมาย และความเข้าใจที่มากกว่าธรรมดา พระคริสต์สามารถเกิดในห้องหรูอาคารใหญ่ หรือ ในรั้วในวัง แต่พระคริสต์เลือกที่จะเกิดในรางหญ้าและคอกสัตว์ ที่อาจจะมีกลิ่นแรงคลุ้งด้วยกลิ่นคอกสัตว์ แล้วข่าวการบังเกิดของพระองค์กลับแจ้งให้คนเลี้ยงแกะรู้เป็นพวกแรก แทนที่จะแจ้งให้กษัตริย์ นักการเมือง นักวิชาการ หรือคนยิ่งใหญ่ในสังคมในประเทศ พระเจ้าทรงสำแดงการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่ามกลางสภาพการณ์ สถานการณ์ที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุด

วันนี้พระคริสต์ยังพร้อมเสมอที่จะพบปะกับเราท่ามกลางชีวิตที่เรียบง่ายและธรรมดาในชีวิตประจำวันของเรา แต่นี่อาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่า พระคุณของพระเจ้าที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งเช่นนี้จะเกิดขึ้นในสภาพการณ์และสถานการณ์ที่เรียบง่ายธรรมดาเช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อพระเจ้าทรงกระทำสิ่งสำคัญในความเรียบง่าย เราบางคนกลับรับไม่ได้ เช่นนั้นหรือเปล่า?

ครั้งหนึ่งในวันคริสต์มาส สมาชิกในครอบครัวต่างเตรียมตัวไปร่วมฉลองคริสต์มาสที่คริสตจักร ยกเว้นคุณพ่อของครอบครัวนี้ เพราะคุณพ่อเป็นคนที่จริงจังและจริงใจ เขาไม่สามารถที่จะทำตัวหลอกตนเองในความคิดของตนและคนรอบข้าง โดยเฉพาะการที่จะเชื่อว่าพระเจ้าเข้ามาในโลกนี้ในสภาพทารกที่เกิดและนอนในรางหญ้า เขาไม่ต้องการที่จะหลอกตนเองและหลอกคนอื่น เขาไม่ต้องการเป็นคนหน้าซื่อใจคด ทำทีไปร่วมนมัสการพระผู้ช่วยให้รอด และเขาเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเรื่องพระคริสต์บังเกิดและบรรทมในรางหญ้าว่าเป็นเรื่องจริง ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจอยู่บ้านดีกว่า

เขาก่อเตาไฟให้ความร้อนจากไฟขับไล่ความหนาวยะเยือก ความหนาวเหน็บเจ็บปวดให้ออกไปจากห้องที่เขาอยู่ ในค่ำคืนนั้น แล้วเขาก็เริ่มเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน เพื่อรอครอบครัวของเขากลับจากโบสถ์ จะได้ฉลองให้สนุกสนานกันในคืนนั้น

ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงอะไรที่มาเคาะที่หน้าต่างของเขา เมื่อเขาเดินไปดูก็พบนกตัวหนึ่งคงต้องการที่จะบินเข้ามาในห้องของเขาเพื่อรับไออุ่น เขาจึงเปิดหน้าต่างนั้น เพื่อให้นกบินเข้ามาในห้อง แต่นกไม่ยอมบินเข้าในห้องของเขา เขาพยายามอยู่หลายครั้งแต่ผลที่ได้ก็อย่างเดิม

เขาคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้านกกลัวไม่กล้าที่จะบินเข้าในห้องของเขา นกน่าจะบินเข้าไปในโรงนาของเขา เผื่อนกจะสามารถซุกตัวอยู่ในกองฟางเพื่อเกิดความอุ่น เขาสวมเสื้อกันหนาวแล้วออกไปเปิดประตูโรงนา แต่นกก็ไม่ยอมบินเข้า... หมดปัญญา!

คุณพ่อผู้มีใจเมตตาคนนี้นั่งลงคิดตั้งนาน เขาคิดได้ว่า “ถ้าฉันเกิดเป็นนกได้ แค่เพียงนาทีเดียว ฉันก็จะสามารถนำนกตัวนี้รอดพ้นจากความหนาวเหน็บเจ็บปวดนี้เข้าสู่ห้องที่อบอุ่นได้” ในเวลานั้นเอง เขาได้ยินเสียงระฆังดังจากคริสตจักร เขาเกิดความเข้าใจได้ว่า ทำไมพระเจ้าจะต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ ทำไมพระองค์ต้องมาเกิดเป็นคนอย่างเราท่าน ทั้งนี้ก็เพื่อนำเราไปสู่ที่ปลอดภัยนิรันดร์ สู่ชีวิตที่อบอุ่นในพระองค์

หัวใจสำคัญของวันคริสต์มาสคือ “อิมมานูเอล พระเจ้าอยู่ด้วยกับเรา” พระองค์อยู่ด้วยกับเรา ด้วยการเข้ามามีชีวิตในจุดต่ำที่สุดในชีวิตประจำวันของเรา พระเจ้าสถิตอยู่ในข้าพเจ้า อยู่ในท่าน พระองค์สถิตท่ามกลางเราทุกคน วันคริสต์มาสมิใช่วันสำคัญวันหนึ่งในปฏิทินของเรา แต่คริสต์มาสเป็นการเฉลิมฉลองถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละวัน

พระองค์อยู่กับเราในชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายและธรรมดา พระองค์สถิตอยู่กับเราในทุกสถานการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ไม่ว่าเราจะไปยังแห่งหนตำบลใด ไม่ว่าเราจะทำอะไร พระคริสต์สถิตในรอยยิ้มที่เราส่งยิ้มให้กับคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก พระคริสต์สถิตกับเราในความอดทนที่เรายอมทนต่อผู้อื่นด้วยความรักของพระคริสต์ พระคริสต์สถิตกับการที่เราให้ของขวัญที่จำเป็นที่สุดแก่คนบางคน พระคริสต์สถิตในการเฉลิมฉลองด้วยความปีติเบิกบานใจอย่างเงียบๆ ในชีวิตของเรา พระคริสต์สถิตกับคนทั้งหลายที่เห็นแสงไฟกระพริบงามตาและตระหนักชัดว่า พระองค์เป็นแสงสว่างที่งามเลิศในความมืดมิดชีวิตของตน พระคริสต์สถิตกับทั้งผู้ให้และผู้รับของขวัญที่สวยงามและช่วยให้เราระลึกถึงพระคริสต์ที่เป็นของขวัญที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกชีวิต พระคริสต์สถิตในทุกการเลี้ยงอาหารที่บอกถึงความจริงว่า พระคริสต์ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิตของเราแต่ละคน พระคริสต์สถิตกับทั้งผู้ส่งและผู้รับบัตรอวยพร, ทั้งผู้โทรและผู้รับโทรศัพท์, ทั้งผู้ส่งข้อความและผู้รับข้อความ และทั้งผู้ไปเยี่ยมและผู้รับการเยี่ยม ที่จะย้ำเตือนให้สำนึกเสมอว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเราทุกคน

...เพียงแต่ เราจะมีรางหญ้าในชีวิตของเราที่จะรองรับพระองค์
รางหญ้าที่เรียบง่าย ธรรมดา ในชีวิตประจำวัน