19 กันยายน 2554

เป้าหมายมีพลังเหนือสถานการณ์แวดล้อม

“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าพเจ้านั้นได้กลับเป็นเหตุให้ข่าวประเสริฐแผ่ขยายออกไป ฉะนั้นจึงเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้คุมประจำกองบัญชาการทั้งหมด(จนทหารทั้งปวงที่รักษาวัง, อมตธรรม) และคนอื่นๆ ทุกคนว่า การที่ข้าพเจ้าถูกคุมขังนั้นก็เพื่อพระคริสต์ และพี่น้องส่วนมากก็เกิดความมั่นใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า และพวกเขามีความกล้ามากขึ้นที่จะกล่าวพระวจนะ(ของพระเจ้า, อมตธรรม)โดยปราศจากความกลัว”
(ฟิลิปปี 1:12-14, ฉบับมาตรฐาน)

“...พระคริสต์จะทรงได้รับการยกย่องสรรเสริญในร่างกายของข้าพเจ้าในเวลานี้ดังเช่นที่ได้ตลอดมา ไม่ว่าจะโดยชีวิตหรือความตาย” (ข้อ 20)

เปาโลบอกชัดเจนในฟิลิปปี 1:20 ว่า เป้าหมายในชีวิตของท่านก็คือ กระทำและดำเนินชีวิตทั้งหมดเพื่อ “ยกย่องและสรรเสริญพระเจ้า” ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ หรือ สภาพการณ์แบบไหนต่อชีวิตของท่าน สถานการณ์เหล่านั้นจะไม่สามารถขัดขวางเป้าหมายชีวิตที่ตั้งมั่นไว้แล้ว ยิ่งกว่านั้น ท่านจะใช้ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องมือหรือโอกาสในการทำให้เป้าหมายสูงสุดในชีวิตเกิดผลเป็นจริง เป็นรูปธรรมในขณะนั้นๆ ให้เป็นที่ “ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า”

ให้เราทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเปาโลจนท่านต้องถูกนำตัวมาที่กรุงโรมในฐานะผู้ต้องหาที่ถวายฎีกาต่อซีซาร์1 สิ่งที่เราพบเห็นเด่นชัดในที่นี้คือ เกิดการจลาจลเมื่อเปาโลมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม ทหารโรมันจับกุมและคุ้มกันเปาโลไว้ ฝูงชนไม่ยอมฟังคำอธิบายของท่าน(กิจการ 21:30-34) นายพันชาวโรมันสั่งให้เฆี่ยนเปาโลเพื่อให้สารภาพ แต่เปาโลอ้างสิทธิในฐานะพลเมืองโรมัน จึงรอดพ้นจากการถูกเฆี่ยน(22:24-25) เปาโลถูกนำตัวไปไต่สวนในสภาศาสนาแซนเฮดรินของยิว แต่เพราะเขาถือสัญชาติโรมันจึงได้รับการช่วยเหลือให้พ้นจากอำนาจของผู้นำยิวที่ต้องการฆ่าเปาโล (22:30) นายพันโรมันนำเปาโลมาคุมขังเองเพื่อคุ้มกันเปาโล (23:10) เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกฆ่าของผู้นำยิว นายพันจึงส่งตัวเปาโลไปยังเมืองซีซาเรยา (23:21-24) เปาโลอยู่ในคุกที่นั่นรอการมากล่าวหาของผู้นำศาสนายิวต่อหน้าเฟลิกส์ (23:25) เปาโลถูกคุมขังที่นี่นานถึง 2 ปี จนกระทั่งเฟสทัสมารับตำแหน่งแทนเฟลิกส์ (24:25-27) ผู้นำยิวมากล่าวโทษเปาโลด้วยข้อหาใหม่และต้องการนำเปาโลไปดำเนินคดีที่กรุงเยรูซาเล็ม เปาโลอ้างสิทธิในการถวายฎีกาต่อซีซาร์(25:1, 10) จึงมิสามารถส่งตัวกลับกรุงเยรูซาเล็ม และเฟสทัสสัญญาจะส่งตัวเปาโลไปกรุงโรม (25:12) เฟสทัสนำเรื่องราวเปาโลมาอภิปรายต่อหน้ากษัตริย์อากริปปาที่ 2 และเปาโลได้แก้ข้อกล่าวหาในคดี และเล่าเรื่องชีวิตตนเองหมายจะเป็นพยานเรื่องพระเยซูคริสต์ แต่กษัตริย์ขัดจังหวะและกล่าวประชดประชัน อย่างไรก็ตามต่างก็เห็นว่าเปาโลไม่มีความผิด น่าจะปล่อยตัวได้ถ้าไม่ถวายฎีกา(25:13-14; 26:1, 24-28, 30-32) เปาโลเดินทางไปกรุงโรมโดยการคุ้มครองของจักรวรรดิโรมัน (27:1-2)

เราจะเห็นภาวะผู้นำของเปาโลชัดเจนในที่นี้ ท่านได้ใช้ของประทาน (ศักยภาพ) ต่างๆ ในการกระทำทุกอย่างในสถานการณ์ที่คับขันและอันตราย นอกจากที่ท่านจะใช้ความรู้ที่ช่ำชองในบทบัญญัติของยิว และ การสื่อสารสนทนาที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในวิกฤติที่เกิดขึ้นให้เกิดผลตามเป้าหมายสูงสุดของชีวิตแล้ว ท่านได้ใช้สิทธิความเป็นพลเมืองสัญชาติโรมันเพื่อให้เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของท่านมีอิทธิพลเหนือสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย ทั้งสิทธิที่ได้รับในการคุ้มครอง สิทธิการแก้คดีความ สร้างความสัมพันธ์กับบรรดานายทหารโรมัน และสิทธิในฐานะผู้ต้องหาที่ยังไม่มีการตัดสินคดีจนสิ้นสุด

ในการเผชิญหน้าสถานการณ์ชีวิตในแต่ละวันของเราไม่ว่าในบ้าน ในที่ทำงาน ในชุมชนสังคมโลก หรือแม้แต่ในตลาดร้านค้า หรือ ในที่สังสรรค์พักผ่อนหย่อนใจของเรา เรามีเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเราหรือไม่? เราได้ใช้ “ของประทาน” จากพระเจ้า หรือ ศักยภาพที่พระองค์ประทานให้ ที่จะมีพลังเหนือสถานการณ์รอบข้างของเราหรือไม่? จนสามารถทำให้เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเราเกิดผลเป็นรูปธรรม

ถ้าเราขาดเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเรา และ ไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมและประทานศักยภาพพิเศษในตัวเรา จึงไม่ได้นำมาใช้ในสถานการณ์ชีวิตแต่ละวัน เราจะตกเป็นเบี้ยล่างและถูกครอบงำจากอิทธิพลของสถานการณ์เหล่านั้น เราขาดภาวะผู้นำในฐานะคริสตชน

บทเรียนที่เราได้รับจากชีวิตของเปาโลในตอนนี้คือ

เป้าหมายสูงสุดในชีวิต คือพลังกระตุ้นดลใจในการดำเนินชีวิตของท่าน
เป้าหมายสูงสุดในชีวิต ช่วยให้ท่านมุ่งหน้าสู่สิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ในชีวิต
เป้าหมายสูงสุดที่ชัดเจนของท่านได้เป็นตัวหล่อหลอม ขัดเกลา และพัฒนาศักยภาพที่ท่านมีอยู่
เป้าหมายสูงสุดในชีวิตเป็นพลังในการขับเคลื่อนชีวิตในวันนี้ของท่าน
เป้าหมายสูงสุดในชีวิตเป็นเครื่องบ่งชี้และประเมินความก้าวหน้าในชีวิตของท่าน

• ทุกวันนี้ อะไรคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของท่าน?
• ท่านมี “ของประทาน” หรือ “ศักยภาพ” ที่พระเจ้าประทานให้ท่านอะไรบ้าง?
• ท่านได้นำสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาใช้ในการขับเคลื่อนดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายสูงสุดหรือไม่ อย่างไร?
• ทุกวันนี้ชีวิตของท่านมีพลังเหนือสถานการณ์แวดล้อม หรือ ถูกสถานการณ์แวดล้อมครอบงำชีวิตของท่าน?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่


1พระคัมภีร์อมตธรรม ฉบับอธิบาย ภาคพันธสัญญาใหม่ หน้า 520 ได้รวบรวมลำดับเหตุการณ์นี้ที่ชัดเจนพร้อมข้อพระคัมภีร์อ้างอิง

16 กันยายน 2554

เมื่อต้องปล้ำสู้ในวิกฤติศรัทธา

ในช่วงเวลาที่ฉันถูกทดลอง
คำอธิษฐานทูลขอไม่ได้คำตอบ และดูเหมือนสถานการณ์เลวร้ายก็ดำเนินต่อเนื่องไป
ฉันยอมรับว่า รากฐานชีวิตจิตใจของฉันสั่นคลอนหวั่นไหว
จนทำให้ฉันเกิดคำถามตรงๆ ในใจว่า นี่พระเจ้าหักหลังฉันหรือเปล่า?
ตอนนั้น ฉันมั่นใจว่า ฉันได้ทำและรับผิดชอบดีที่สุดแล้ว ด้วยการอุทิศตนแด่พระเจ้า
แต่ดูเหมือนว่าพระองค์ไม่ได้ตอบสนองในส่วนความรับผิดชอบของพระองค์เลย
ตรงกันข้าม สถานการณ์กลับดูเหมือนว่า พระองค์เป็นฝ่ายตรงกันข้ามที่กลับมาจู่โจมฉัน
คำอธิษฐานที่ไร้คำตอบ คำถามในจิตใจ กลับกลายเป็นตัวจับจ้องความผิดฉันในจิตใจ

"แล้วพระเจ้าเป็นอย่างที่พระคัมภีร์สาธยายถึงพระลักษณ์ของพระองค์หรือเปล่า?
แล้วพระเจ้าสามารถทำในสิ่งที่พระองค์บอกว่าพระองค์ทำได้หรือเปล่า?"

เป็นเวลาปีแล้วปีเล่า ที่ฉันสอนคนอื่นว่า
พระเจ้าทรงดี ทรงรัก และพระองค์ทรงสัตย์ซื่อ
ในเวลาเช่นนี้ฉันเกิดคำถามในใจว่า มันเป็นจริงเช่นนั้นหรือเปล่า?
นอกจากที่ฉันต้องปล้ำสู้ด้วยความเจ็บปวดในชีวิตของตนแล้ว
ฉันยังตระหนักชัดว่า ผู้คนต่างจ้องมองมาที่ฉัน
และมองหาแบบอย่างชีวิตในภาวะที่วิกฤติทุกข์ยากลำเค็ญเช่นนี้

ในวิกฤติความศรัทธาเช่นนี้ของฉัน ฉันยิ่งโกรธ และ ไม่พอใจอย่างยิ่ง
ความรู้สึกอย่างเจ็บปวดว่าตนเองถูกทอดทิ้งฝังลึกในใจฉัน
คำอธิษฐานของฉันดูช่างห่างไกลจากพระเจ้าเหลือเกินและมิใช่ความจริงใจต่อไป
ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี จะจัดการอย่างไรในสถานการณ์ชีวิตของตน

ความเชื่อศรัทธาของฉัน พันธกิจที่ฉันทำและรับผิดชอบมาถึงทางแพร่ง
ฉันคิดหาทางเลือกตามความคิดเห็นของฉัน...
ฉันจะทิ้งความเชื่อศรัทธาของฉัน ในสภาพชีวิตที่แสแสร้ง
หรือฉันจะยอมทำสิ่งนี้ต่อไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
ทางเลือกแรก น่าจะทำลายชีวิตของฉันและครอบครัวลงป่นปี้
ทางเลือกที่สองมันขัดแย้งกับตัวฉันเองที่เป็นอยู่จริงในขณะนี้
ฉันเลือกทางออกที่สาม...

เมื่อได้ทบทวนสัมพันธภาพของฉันกับพระเจ้า
ฉันจำได้อย่างชัดเจนว่า
แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของฉันกับพระเจ้านั้นเป็นคุณค่าและความหมายทุกสิ่งในชีวิตที่ผ่านมา
ฉันจะยอมให้สิ่งนี้สูญเสีย หรื สูญหายไปจากชีวิตของฉันไม่ได้
ฉันจึงเริ่มแบ่งปันวิกฤติที่ฉันกำลังเผชิญปล้ำสู้ กับเพื่อนสนิท กับครอบครัว
และร้องขอให้พวกเขาอธิษฐานเพื่อฉัน

ในพระคัมภีร์บอกว่า
ให้เรารอคอยและหวังพึ่งในองค์พระผู้เป็นเจ้า
วันแล้ววันเล่า ฉันรอคอย และ หวังพึ่งในพระองค์
ฉันนั่งสงบเงียบในเช้าตรู่ด้วยการเปิดอ่านพระคัมภีร์ พระธรรมโยบ และ สดุดี
ฉันอ่านพระคัมภีร์อย่างใจใคร่ครวญ
ฉันอธิษฐานด้วยความจริงใจ ในสถานการณ์ที่ประสบพบเจอ
ฉันต้องการอย่างสูงที่จะได้ยินเสียงและความมั่นใจจากพระเจ้า
นอกจากที่คำอธิษฐานที่ไร้คำตอบแล้ว
ฉันจำเป็นที่จะต้องหยั่งลึกลงในความสัมพันธ์กับพระองค์

ยิ่งอ่านพระคัมภีร์มากเท่าใด ฉันก็ต้องเผชิญหน้ากับความทนงตนมากแค่นั้น
ฉันร้องขอให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของฉัน ตามแนวทางที่ฉันคิดว่าดีที่สุด ในความเข้าใจที่จำกัดของฉัน
พระคัมภีร์ข้อหนึ่งที่กระตุกความรู้สึกของฉันคือ อิสยาห์ 7:9

"...หากเจ้าไม่ตั้งมั่นในความเชื่อ
เจ้าก็ไม่อาจยืนอยู่ได้เลย" (ฉบับมาตรฐาน)

ฉันจึงอธิษฐานกับพระเจ้าว่า
องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์เชื่อในพระองค์
และความเชื่อที่ยังขาดพร่องอยู่ขอพระองค์ทรงช่วยข้าพระองค์ด้วย

พระคัมภีร์ช่วยให้ฉันเห็นความเชื่อผ่านมุมมองของพระเจ้า
พระคัมภีร์เปิดตาของฉันให้เห็นว่าความเชื่อของเรามีความสำคัญยิ่งต่อพระเจ้า
ฉันอ่านพบข้อพระคัมภีร์ว่า...

ความเชื่อของท่านนั้นมีค่ายิ่งกว่าทองคำ
ถ้าขาดซึ่งความเชื่อแล้วจะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าไม่ได้
เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จเข้ามาในโลกนี้ พระองค์จะพบความเชื่อในโลกนี้หรือ?

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เปิดตาแห่งความเข้าใจในชีวิตชัดเจนยิ่งขึ้น

เช้าวันหนึ่งฉันได้ยินเสียงแผ่วเบาภายในชีวิตจิตใจฉันว่า
"เราคือพระเจ้า จงไว้วางใจเรา"
ในที่สุด ฉันยอมจำนนต่อสถานการณ์ที่เจ็บปวดในชีวิต และมอบการปล้ำสู้หาทางออกใหม่ไว้ในแผนการของพระเจ้า
ฉันเริ่มมองเห็นถึงพระคุณของพระเจ้า ที่ทรงทดลองความเชื่อของฉัน เพื่อฉันจะมีความเข้มแข็งในชีวิตมากยิ่งขึ้น

เป็นจริงที่ชีวิตพบกับความทุกข์ยากแสนสาหัส
ในเวลาแห่งการทดลองดูเหมือนฉันจะทนสู้ต่อไปไม่ได้
ชีวิตของฉันยังอยู่ในสถานการณ์ของการทดลองอย่างในอดีตที่ผ่านมา
แต่ฉันพบว่า พระเจ้าทรงสำแดงความรักและสัตย์ซื่อเที่ยงธรรมต่อฉันและครอบครัว
พระองค์ย้ำเตือนฉันว่า ชีวิตที่ฉันเป็นอยู่นี้มิใช่ชีวิตของฉัน
พระองค์มีแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตที่ฉันเป็นอยู่นี้ ยิ่งกว่าสิ่งที่ฉันได้เห็นและสัมผัส
และความเชื่อศรัทธาของฉันมีค่าและความหมายมากกว่าที่ฉันจะจินตนาการเอาเอง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

ข้อเขียนนี้ ถ่ายทอดจากประสบการณ์ชีวิตของ Sherryl Stone เป็นผู้ที่ทุ่มเทจริงจังในการทำพันธกิจของพระเจ้า เป็นคู่ชีวิตของศิษยาภิบาลอาวุโสที่ Ginger Creek Community Church in Aurora, Illinois, สำเร็จศาสนศาสตร์ศึกษาระดับ BD ที่ Mississippi College และปริญญาโทด้านคริสเตียนศึกษาจาก Southwestern Seminary in Texas.

14 กันยายน 2554

ความจริง 5 ประการ ในการจัดการปัญหาสำหรับผู้นำ

เมื่อ ดร. จอห์น ซี. แมกซ์แวลล์ กล่าวถึงเรื่องปัญหา ท่านได้ยกเอาการ์ตูนขำขัน "พีนัท" มาให้ดูและเล่าสู่กันฟัง ในการ์ตูนนั้น ชาลี บราวน์ ตกอยู่ภายใต้เมฆฝนแห่งลางร้าย ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าในบริเวณอื่นทั้งหมดดูสดใส สว่างไสว ฟ้าสีคราม สวยงามยิ่ง แต่น่าสงสารชาลี บราวน์ ที่ต้องอยู่ใต้เมฆฝนที่ดำมืด และเขาต้องเปียกโชกเพราะสายฝนที่กระหน่ำเทลงมาไม่หยุด ในขณะที่เพื่อนๆ และคนอื่นรอบข้างเขากลับกำลังชื่นชมและมีความสุขกับความงดงามสดชื่นในวันนั้น ส่วนชาลี บราวน์ กลับหน้าตาบูดบึ้ง ตึงตัง หน้าดำคร่ำเครียดอย่างมองเห็นชัด

การที่จะยั้บยั้งไม่ให้เมฆฝนดำทมึนไม่ให้มาอยู่เหนือ ชาลี บราวน์ ดูเป็นเรื่องเหนือความสามารถที่เขาจะจัดการได้ ชาลี บราวน์มีจิตใจที่ห่อเหี่ยว ทำให้เขาเกิดอาการวิตกกังวลและสับสนในตนเอง แล้วเอาปัญหาที่พบไปผสมปนเปกับปัญหาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปัญหาในเหตุการณ์นี้ แล้วเกิดอาการหงุดหงิดหัวเสียราวกับว่าปัญหาที่ดังกล่าวทั้งหมดเป็นปัญหาตัวจริงในเวลานั้น

บางครั้งชีวิตของเราอาจจะเป็นเหมือนกับ ชาลี บราวน์ ที่ไม่รู้จะไปตอบโต้อย่างไรกับสายฝนที่กระหน่ำเทลงบนตัวเรา หลายคนที่ต้องตกอยู่ใต้เงามืดมัวเศร้าหมองที่เกิดจาก "เมฆฝน" ชีวิต เมื่อชีวิตต้องพลิกผันถูกต่อต้านอย่างหนัก เราล่าถอยเข้าไปสู่ทัศนะที่กัดกร่อน โยนกลองกล่าวโทษสถานการณ์และผู้คนแวดล้อม ถ้าเราทำเช่นนั้นจริง นอกจากที่เรามิได้เผชิญจัดการกับปัญหาของเราเองแล้ว แต่มันจะเสริมเพิ่มความหนักใจและสถานการณ์ชีวิตที่หนักอึ้งเลวร้ายยิ่งขึ้่น

ดร. จอห์น แมกซ์แวลล์ ได้เสนอข้อคิด 5 ประการในการเผชิญหน้าและจัดการกับปัญหาของผู้นำ

1. ไม่หลบเลี่ยงปัญหา

สำหรับผู้นำที่มีแรงบันดาลใจแล้ว ปัญหาคือสิ่งที่มาด้วยกันกับการเป็นผู้นำ เส้นทางสู่ความสำเร็จมิได้เป็นเส้นทางที่ราบเรียบเสมอไป บ่อยครั้งเส้นทางนั้นมักเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือ พังจนต้องปิดซ่อมอยู่ร่ำไป หรือไม่ก็เป็นหนทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม และมีเครื่องกีดขวางมากมาย ในทุกทางโค้งบนเส้นทางของชีวิต ผู้นำจะต้องมุ่งมองไปให้ทะลุอุปสรรคและกำแพงปัญหาที่ขวางกั้นอยู่ข้างหน้า เพื่อที่จะสามารถมองเห็นอนาคตที่สร้างสรรค์ ผู้นำที่หลบเลี่ยงปัญหาก็จำกัดการเติบโตแข็งแรงในความเป็นผู้นำของตนเอง เขาจะจบลงด้วยปัญญาที่ตื้นเขินและประสบการณ์ที่อ่อนด้อย แต่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะจดจ้องเอาจริงกับปัญหาจนรู้เท่าทันปัญหา สาเหตุของปัญหา และสามารถใช้อุปสรรคปัญหาเป็นอุปกรณ์เครื่องมือและโอกาสในการเสริมเพิ่มสมรรถนะของตนเอง

2. ตัวปัญหาเองไม่สำคัญเท่า ทัศนคติที่มีต่อปัญหา

การที่จะตัดสินว่าสำเร็จหรือล้มเหลวมิได้มองกันที่ตัวปัญหา แต่มองกันที่คนๆ นั้นมองปัญหาอย่างไร หรือมีทัศนะต่อปัญหานั้นๆ อย่างไรมากกว่า ขึ้นอยู่กับทัศนะในการมองปัญหามากกว่าตัวปัญหาที่เผชิญหน้า

เรามองปัญหา มิใช่มองว่าปัญหานั้นรุนแรงซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน แต่ที่สำคัญกว่าคือการที่คนๆ นั้นมีมุมมองต่อปัญหาอย่างไร ทัศนคติในการมองปัญหาคือตัวตัดสิน หรือเป็นเส้นแบ่งระหว่างบทบาทของผู้นำและผู้ตาม เพราะคนส่วนใหญ่จะมุ่งมองไปที่ตัวอุปสรรค มีเพียงไม่กี่คนที่มุ่งมองที่เป้าหมาย และคนกลุ่มหลังนี้คือกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จ และประวัติศาสตร์จดจำคนกลุ่มนี้ แต่ผู้คนจะลืมเลือนคนกลุ่มแรก ผู้นำย่อมมองปัญหาจากจุดที่เขาได้เปรียบเหนือปัญหานั้น

มุมมองที่ผิดพลาด........................................
มุมมองที่ถูกต้อง
ปัญหาเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้.............................ปัญหาเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้
ปัญหานั้นมันจะอยู่เช่นนั้นไปตลอดกาล..........ปัญหาจะผ่านพ้นไป
ปัญหาไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา.........................ปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ
ปัญหาสร้างความขมขื่นแก่เราในชีวิต..............ปัญหาทำให้เรากล้าแกร่งแข็งแรงขึ้น
ปัญหาควบคุมชีวิตของเรา...............................ปัญหาท้าทายเราให้ก้าวไปข้างหน้า
ปัญหาเป็นตัวทำให้เราต้องหยุดชะงัก.............ปัญหาช่วยทำให้เราก้าวแผ่กว้างไกลออกไป

3. ความแตกต่างระหว่างการมุ่งเน้นขยายตัวปัญหา กับ การแก้ไขจัดการปัญหา

มีคนที่สามารถแยกแยะ วิเคราะห์ตัวปัญหาได้ แต่ก็มิใช่ทุกคนที่วิเคราะห์ปัญหาได้จะสามารถแก้ปัญหานั้น ท่านไม่ควรบ่นวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ต่อว่ารุนแรงต่อปัญหาที่ท่านพบจนกว่า...

1) ท่านจะสามารถให้แนวทาง หรือ ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหานั้น
2) และเต็มใจที่จะลงมือแก้ปัญหาดังกล่าว

4. สมรรถนะของคนมีความสำคัญยิ่งกว่า ขนาดของปัญหา

ท่านสามารถบอกถึงความลุ่มลึกของสติปัญญาของคนๆ หนึ่งได้จากการที่เขาสามารถยืนหยัดต้านทานฝ่ายตรงกันข้ามที่พยายามกระทำให้เขาเกิดความท้อแท้ได้มากน้อยแค่ไหน ผู้นำในระดับสูงต้องเป็นคนที่สามารถปล้ำสู้กับปัญหาที่ดูเหมือนเกินความสามารถด้วยความสุขุมเข้าใจ

5. ปัญหา การตอบสนองอย่างเหมาะสม เป็นเส้นทางความก้าวหน้าของผู้นำ

เรามิสามารถค้นพบผู้นำในที่ปลอดโปร่งโล่งแจ้งสะดวกสบาย แต่เราสามารถค้นพบผู้นำได้จากสภาวะฝ่าฟันในความมืด ภายใต้สถานการณ์ที่ร้อนแรงและกดดัน ผู้นำได้รับความยอมรับนับถือในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ภายหลังจากการที่เขาได้ “แลกหมัดและปล้ำสู้” กับปัญหานั้น และปัญหาที่เขาเข้าผจญนั้นเองที่หล่อหลอมให้เขาแกร่งกล้าขึ้น ความจริงก็คือว่า ความมุ่งมั่นกล้าหาญจะไม่ปรากฎจนกว่าคนมองเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านแว่นตาของความทุกข์ยากลำบากและเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายปลายทางที่อยู่ข้างหน้า


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

13 กันยายน 2554

ความเจ็บปวดในองค์กรคริสเตียน

สมัยนี้เราเห็นฝรั่งมาแต่งงานกับคนไทยมากขึ้น จนเป็นที่ชินตาของเราแล้ว

ในหมู่บ้านที่ผมอยู่ก็มีหลายคนที่แต่งงานกับฝรั่ง และตั้งบ้านตั้งช่องอยู่ในหมู่บ้าน พยายามปรับตัวใช้ชีวิตแบบวิถีไทย ยิ่งกว่านั้นไทยพื้นบ้านเสียด้วย แต่ในความเป็นฝรั่งก็ยังมีชีวิตบางอย่างตามวิถีวัฒนธรรมของเขา คงไม่เสียเวลาสาธยาย ในหมู่บ้านหนึ่งที่ผมได้ทำงานเป็นประจำ แต่ผมเห็นฝรั่งคนหนึ่งในหมู่บ้านทุกเช้าเขาจะจูงหมาเดินครับ สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์เสียด้วยครับ ตัวใหญ่แข็งแรง สิ่งที่ผมเห็นผมว่าแกไม่ได้จูงหมาเดิน แต่หมาฉุดให้แกวิ่งตามต่างหาก เห็นแล้วเหนื่อยแทน เพราะแกต้องถูกกระชากให้วิ่งไปในทิศทางที่หมามันอยากจะไปครับ จนวันหนึ่งสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หมาฉุดกระชากลากถูเขาไปอย่างแรง เขาบอกผมว่าในตอนนั้นเขาน่าจะปล่อยเชือกจูงหมาเสีย แต่กลัวว่าหมามันจะวิ่งเตลิดไปไกล และที่สำคัญคือกลัวว่าจะวิ่งไปกัดชาวบ้านแล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ การถูกกระชากลากถูครั้งนี้ทำให้หลังส่วนล่างของแกต้องเจ็บปวดอย่างมาก ไม่ต้องถามก็บอกได้ว่า เขาเกลียดหมายพันธุ์นี้ไปอีกนานแสนนานหรือชั่วชีวิตแน่

จากนั้น เขาต้องกลับมารักษาเอาใจใส่หลังส่วนล่างที่บาดเจ็บ ด้วยการเป็นคนไม่อยู่นิ่งเขายังทำทุกอย่างที่เขาเคยทำและอยากทำ เขายังยกของหนัก เคลื่อนย้ายตู้และชั้นวางของในบ้านด้วยตนเอง แม้คู่ชีวิตของเขาจะเข้ามาช่วยแต่เขาปฏิเสธและยืนยันว่าเขาทำได้ด้วยตนเอง (อาจจะเพราะรักคู่ชีวิตก็ไม่รู้) คู่ชีวิตของเขาโกรธที่เขาทำอะไรอย่างไม่รู้จักบันยะบันยัง จนตะคอกใส่หน้าเขาว่า "รู้จักคำว่าพอบ้าง" แต่เขายังจัดการเอาของขึ้นวางบนชั้นที่เคลื่อนย้ายมานั้น ผลปรากฎว่า การก้มๆ เงยๆ ยกของขึ้นวางบนชั้นทำให้เขาปวดหลังอย่างแรงจนต้องนอนนิ่งกับพื้น แล้วขอคู่ชีวิตช่วยโทรศัพท์เรียกรถฉุกเฉินจากโรงพยาบาลมารับเขาที่บ้าน พร้อมกับคู่ชีวิตที่โกรธขึ้งยืนประกบเคียงข้าง

ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่า ฝรั่งคนนี้เปลี่ยนเป็นคนใหม่

เขาฟังคู่ชีวิตของเขามากยิ่งขึ้น แล้วเอาใจใส่จริงจังกับหลังของเขา เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดหลัง 2 ครั้ง และเขายอมเปลี่ยนทัศนคติตามคำ(ขู่)ของคู่ชีวิตของเขาที่ว่า "รู้จักคำว่าพอบ้าง" นอกจากที่คู่ชีวิตของเขาโกรธในความดื้อรั้นด้วยความโง่เขลาของเขา (นี่เขาเป็นคนบอกผมเองเช่นนั้น) ด้วยความห่วงใย คู่ชีวิตยังช่วยนวดหลังส่วนล่างให้กับเขาเป็นประจำ และ ใช้ศาสตร์ชาวบ้านในการขึ้นไปเหยียบในส่วนที่เขาเจ็บเพื่อคลายความเจ็บปวด ปรากฎว่าเขาต้องใช้เงินหลายแสนบาทในการรักษาครั้งนี้ มีหมอที่ไหนที่มีคนบอกว่าเก่งเขาไปหาทั้งนั้น คลินิกราคามหาโหดก็ยอมจ่ายเพียงให้หายจากการเจ็บหลัง นอกจากนั้นแล้วไม่ว่าสายรัดเอวพิเศษ หรือเก้าอี้นวดไฟฟ้า เขาลงทุนเสียเงินซื้อสิ่งเหล่านี้ เพียงขอให้หายจากการเจ็บหลังเท่านั้น

แต่คุณเชื่อไหม เขายังเจ็บปวดหลังต่อไป

ในที่สุดคู่ชีวิตของเขาตัดสินใจไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และเธอคะยั้นคะยอให้เขาไปหาแพทย์เฉพาะทางเพื่อที่จะรับการรักษา "ที่ต้นเหตุ" สิ่งแรกก่อนที่แพทย์เฉพาะทางจะให้การปรึกษาและรักษาความเจ็บปวดหลังของเขา หมอให้เขาไปสแกน เอ็มอาร์ไอ ก่อน ผลของการทำเอ็มอาร์ทำให้ทุกอย่างกระจ่างว่า อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เขาเจ็บปวดหลังมากมายเช่นนี้ พบว่าหมอนกระดูกสองชิ้นบีบกดเส้นประสาทส่วนนั้นของเขา ซึ่งการถ่ายเอกซเรย์ธรรมดาจะไม่เห็นสาเหตุนี้ แต่การสแกนเอ็มอาร์ไอแสดงให้เห็นชัด

ดังนั้น เขาจึงเข้ารับการผ่าตัดจากแพทย์เฉพาะทางอีกครั้ง เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ทุกวันเขาบอกผมว่า ไม่เจ็บปวดหลังแล้ว พูดได้ว่าเขาสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก และเขากำลังมีความคิดว่าจะหาสุนัขตัวใหม่ที่จะใช้จูงเดินตอนเช้า แต่ครั้งนี้เขาคิดถึงสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล

แล้วที่เล่ามาทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับความเจ็บปวดขององค์กรคริสเตียน
แล้วเรื่องการจูงหมาไปเดิน การยกของไปวางบนชั้น และคู่ชีวิตที่โกรธเคืองอย่างแรง มันเกี่ยวอะไรกับภาวะผู้นำ และเรื่องความเจ็บปวดขององค์กร

ความเจ็บปวดหรือ? ความเจ็บปวดในเรื่องอะไร?

ในยุคที่องค์กรทั้งหลาย หรือ องค์กรคริสเตียนกำลังเติบโต มีแนวโน้มว่าองค์เหล่านี้จะดำเนินการผิดพลาดได้ และในการที่องค์กรดำเนินการผิดพลาดลงไปไม่ว่าเรื่องใดประเด็นหนึ่ง ย่อมส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดในองค์กรนั้นๆ ในที่นี้ มีรากฐานความผิดพลาดสองประการในองค์กรที่สร้างความเจ็บปวดแก่องค์กรหรือสถาบันคริสเตียนคือ การมองข้ามหรือการเมินเฉยละเลยต่อความเจ็บปวดที่กำลังประสบ และประการที่สองเป็นการวินิจฉัยอย่างผิดพลาดถึงต้นเหตุแห่งความเจ็บปวดนั้น

องค์กรที่เติบโตขึ้นแล้วมองข้ามความสำคัญของบุคลากรในองค์กร(ทั้งที่รับเงินเดือน และ อาสาสมัคร) และผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของบุคลากรนั้นจะเป็นสาเหตุอันสำคัญที่ทำให้บุคลากรจะไม่ฟังผู้บริหารขององค์กร

ถ้าองค์กรไม่สามารถที่จะบ่งชี้ชัดเจนถึงความเจ็บปวดขององค์กร ผลที่ได้รับคือบุคลากรจะเดินแถวออกจากองค์กร (โดยเฉพาะบุคลากรที่มีฝีมือและมีทางไปอยู่กับองค์กรอื่น) หรือไม่ก็จะเห็นอาการของการที่บุคลากรที่เข้าเกียร์ต่ำแล้วลงเกียร์ว่างถ้าเจ็บแค้นมากก็จะชักเกียร์ถอย แยกตัวออกจากการทุ่มเทและรับผิดชอบ เก็บตัว ระมัดระวังตนเอง แล้วก็ไม่ได้ทำงานเต็มความสามารถที่มีอยู่ การมองข้ามหรือไม่ให้ความสนใจในความเจ็บขององค์กรจะไม่สามารถขจัดความเจ็บปวดออกจากองค์กร แต่จะทำให้ความเจ็บปวดนั้นแผ่ขยายไปทั่วองค์กรต่างหาก

การบริหารแบบเมินเฉย มองข้าม หรือไม่สนใจต่อความเจ็บปวดในการทำพันธกิจคริสเตียน ด้วยการยึดถือความเชื่อแบบมายาว่า "เราเป็นคริสเตียน องค์กรของเราจะไม่มีความเจ็บปวดอย่างแน่นอน"

สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อบุคลากรถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น ถ้ามองจากมุมมองของผู้บริหารในองค์กรคริสเตียน เมื่อมาถึงภาวะเช่นนี้มักจะกล่าวปกป้องตนเองว่า "องค์กรของเราไม่ได้ทำงานเพื่อเงินทอง แต่เราทำพันธกิจเหล่านี้เพื่อพระเจ้า" และนี่เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการเมินเฉย มองข้ามความเจ็บปวดในความรู้สึกของบุคลากรทุกระดับในองค์กร

มีข้อสังเกตประการสำคัญคือ บางครั้งที่บุคลากรแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ เพราะพวกเขาต้องการแสดงออก ความเจ็บปวดขององค์กรถูกแสดงออกไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเพียงการที่พวกเขารับรู้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดประเด็นหนึ่งในฐานะผู้บริหารระดับบนจะต้องฟังอย่างใส่ใจและตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ความเป็นจริงในเรื่องนั้น ผู้บริหารไม่ควรทำเมินเฉยหรือเฉไฉไหลลื่นบิดเบือนไปสู่เรื่องอื่น

ผมคิดถึงเพื่อนฝรั่งคนนั้นที่ได้รับบาดเจ็บที่หลังช่วงล่างของเขา เมื่อเขาไปรับการรักษาในครั้งแรกๆ มีผู้แนะนำเขาว่า การเจ็บปวดที่หลังช่วงล่างของคุณทั้งหมดอยู่ "ที่หัวของคุณ" คุณต้องไม่ยอมให้ความรู้สึกเจ็บปวดมาครอบงำความรู้สึกนึกคิดในตัวของคุณ เพราะเขาไปเชื่อคำแนะนำการรักษาเช่นนั้นนี้เอง เมื่อกลับบ้านเขาจึงทำทุกอย่างด้วยตัวของเขา ทำให้หลังของเขาบาดเจ็บมากยิ่งขึ้น ทำให้เขาต้องกลับมาถามตนเองว่าที่เจ็บปวดมากขึ้นนี้เป็นเพราะเขาจินตนาการไปเองหรือเปล่าเนี่ย

คงไม่ต้องกล่าวถึงว่า ไม่มีใครต้องการที่จะมีความรู้สึกว่า ตนเองถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ของใครบางคน หรือการถูกตราว่าเป็นคนที่ไร้สติไร้เหตุผล แต่ก็มีบุคลากรในองค์กรที่รู้สึกเช่นนี้จริง ไม่ยกเว้นในองค์กรคริสเตียนด้วย ไม่ว่าฝ่ายบริหารที่แสดงออกมาว่ารู้ทุกเรื่อง ดังนั้น บุคลากรในองค์กรจึงเกิดความสงสัยในสิ่งที่ตนรู้และรู้สึกว่ามันมีเหตุมีผลมีสติหรือไม่ หรือบ้างก็เกิดความรู้สึกว่าตนเองถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริหารในองค์กร (โดยเฉพาะผู้นำระดับบน)

ไม่น่าแปลกประหลาดใจอะไรนัก การผิดหวังเมื่อรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้นตามที่ตนคาดคิดจึงเกิดความท้อแท้ นั่นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกผิดหวัง

อย่าพลาดจากหมายสำคัญนี้

ความผิดพลาดในการบริหารจัดการองค์กรที่กำลังเจ็บปวดประการที่สองคือ ไม่ได้ค้นพบต้นเหตุที่แท้จริงของความเจ็บปวดขององค์กร การวินิจฉัยสาเหตุของความเจ็บปวดขององค์กรอย่างผิดพลาดนำไปสู่การใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างไม่ถูกที่ถูกทาง (ไม่ว่าเวลา ทรัพยากรมนุษย์ หรือทรัพยากรทางการเงิน) และในเวลาเดียวกันรากเหง้าของความผิดพลาดยังอยู่ที่เดิมไม่ได้รับการแก้ไข

เมื่อหวนคิดถึงประสบการณ์ของเพื่อนฝรั่งคนนั้น ผมเห็นถึงความสูญเสียมากมายที่เกิดจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ไม่ว่าการซื้อยาแพงๆ รับประทาน การไปหาหมอที่คลินิกราคาสูง และการลงทุนซื้อเครื่องไม้เครื่องมือที่คิดว่าจะช่วยรักษาหลังของเขาให้หายปกติ สิ่งที่เขาได้รับคืออะไรครับ สภาพหลังช่วงล่างของเขาเลวร้ายจนถึงขั้นวิกฤติ ก็เพราะเขาไปเชื่อคำแนะนำที่แย่และผิดๆ

เช่นเดียวกันกับองค์กรคริสเตียน ในที่นี้สามารถรวมถึงคริสตจักรด้วย

ดูเหมือนว่าข้อสรุปแนะนำต่างๆ ของการเจ็บปวดขององค์กรดูเหมือนน่าจะถูกต้องมีเหตุมีผล แต่เมื่อนำไปใช้มันกลับไม่มีประสิทธิภาพที่จะแก้ไขรักษาความเจ็บปวดขององค์กร ข้อสรุปใดๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการรับฟังอย่างใส่ใจ การสังเกตอย่างระมัดระวังถี่ถ้วน และปราศจากอคติแล้ว ข้อสรุปเหล่านั้นไม่สามารถช่วยให้องค์กรฟื้นหายดีขึ้นอย่างแน่นอน

Danny Cox and John Hoover เขียนไว้ใน Leadership When the Heat's On (McGraw-Hill, 2002), เขาได้แยกแยะสิบอาการที่บ่งบอกถึง "ความเจ็บปวด" ในองค์กร ในที่นี้รวมไปถึง ทัศนคติที่ไม่มีความร่วมไม้ร่วมมือ, ขาดความกระตือรือร้น, ไร้ซึ่งการอุทิศทุ่มเท, การค้นหาสาเหตุอย่างผิดๆ, มีการบ่นร้องเรียนมากขึ้น, และมีกำลังใจอยู่ในระดับต่ำ อาการเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องหมายที่บ่งบอกอาการที่ผิวเผินภายนอกเท่านั้น และถ้าผู้บริหารสนใจและพยายามแก้ไขเพียงที่อาการของมันเท่านั้น รากเหง้าของความเจ็บปวดก็ยังคงมีอยู่และทำให้เกิดความเจ็บปวดดั่งเดิม

Cox and Hoover ได้ลงในรายละเอียดเรื่องนี้ว่า เมื่อผู้คนในองค์กรหมดความอดทนที่จะปกปิดความรู้สึกในทางลบของพวกเขา คุณเดาได้เลยว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดพลาดในองค์กร และสิ่งนี้จะบั่นทอนกำลังใจของคนในองค์กรไปในระยะยาวเลยทีเดียว ตราบใดถ้าไม่มีวิธีการใดที่จะช่วยจัดการให้เกิดความรู้สึกว่าตัวของคนเหล่านั้นมีคุณค่าแล้ว การที่จะเกิดการแสดงออกถึงความไม่พอใจก็จะตามมาอย่างยากที่จะเลี่ยงได้

อะไรคือสาเหตุของอาการเหล่านั้น? อาจจะเป็นไปได้ว่าองค์กรนั้นไม่ได้มีการชี้ชัดถึงเป้าหมาย และ ความคาดหวังที่จะไปด้วยกัน มีระบบการสื่อสารที่ด้อยประสิทธิภาพในองค์กร โครงสร้างองค์กรที่ไม่เหมาะสม หรือขาดการประเมินผลการดำเนินงานที่เหมาะสมและยุติธรรม นี่เป็นเพียงบางประการเท่านั้น

ความผิดพลาดทั้งสองประการ (คือการละเลยเฉยเมยต่อความเจ็บปวดขององค์กร หรือ การวินิจฉัยต้นตอสาเหตุของความเจ็บปวดขององค์กรที่ผิดพลาด) ย่อมนำไปสู่ความสั่นคลอนโยกไหว และ ความแปลกแยกของผู้บริหารและคนทำงานในองค์กร

สิ่งที่นักปฏิบัติการบริหารทำกัน

ถ้าเช่นนั้น เราจะเริ่มที่ไหนดีเมื่อพูดถึงเรื่องความเจ็บปวดขององค์กร? (ทำให้ผมนึกถึงคู่ชีวิตของเพื่อนฝรั่งคนนั้นที่ "ปากร้ายแต่ใจเมตตา”)

เข้าอกเข้าใจและสนับสนุน:

เมื่อพิจารณาถึงคู่ชีวิตของเพื่อนฝรั่ง เธอได้แสดงอาการที่ไม่เหมาะสมหลายประการ แสดงออกถึงการเป็น "ภรรยาที่โกรธอย่างรุนแรง" ใช่เธอโกรธสามีฝรั่งของเธอเกือบทุกครั้ง แต่สิ่งที่พบเสมอทุกเวลาคือเธอมิได้ หนีหรือหายลับจากสามีแต่เธอกลับสนับสนุนเขาด้วยความรัก เธอเข้าอกเข้าใจถึงความเจ็บปวดของสามี ห่วงใยในความเจ็บปวดของสามี เป็นเวลาหลายปีที่เธอทุ่มเทและเสียสละเพื่อค้นหาว่าจะมีหนทางใดบ้างที่จะช่วยสามีฝรั่งคนนี้ได้หายจากการปวดหลังอย่างทรมาน

บทเรียนจากภรรยาไทยคนนี้ ชี้ชัดว่าถ้าผู้นำองค์กรที่เตรียมตนทำอย่างภรรยาฝรั่งคนนี้ก็จะค้นพบถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บปวดขององค์กร

สำแดงพระคุณ(มิใช่พระเดช)แก่ทุกส่วนในองค์กรอย่างเสมอเท่าเทียมด้วยความมุ่งมั่น:

จงมุ่งมั่นที่จะขุดค้นลงลึกถึงรากแก้วของความเจ็บปวดขององค์กรแต่ด้วยท่าทีที่เป็น "พระคุณ" ท่าทีที่เป็นมิตร บุคลากรในองค์กรจะต้องได้รับการมองว่าเป็นผู้ที่มีคุณค่าและเป็นคนที่สำคัญ ในบางครั้งที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวด แต่ถ้าดำเนินการเปลี่ยนแปลงด้วยพระคุณ โอกาสการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดผล สมาชิกในทีมงานยังคงอยู่กับคุณ และมีผู้ที่จะสืบทอดงานนี้ต่ออีกด้วย

รู้ว่าเมื่อใดพอแล้วก็ให้รู้จักพอ:

ก้าวขั้นที่สำคัญเมื่อผู้นำพูดว่า ความเจ็บปวดนั้น "ควรจะพอและยุติแล้ว" และรับปากว่าจะค้นหาข้อสรุปของความเจ็บปวดนั้น หรือเมื่อสิ่งที่ไม่พอใจได้มีการนำเสนอออกมา หรือกิจกรรมบางอย่างต้องระงับหรือเลื่อนออกไป ก็ควรจะเกิดการยอมรับร่วมกันอย่างเปิดใจ แล้วให้ดำเนินการในขั้นนี้ก่อน

ยอมรับความเจ็บปวด รับรู้ความเจ็บปวดด้วยความใส่ใจและให้คุณค่า:

อย่ามองว่าความเจ็บปวดที่เป็นอยู่ เป็นเพียงการรับรู้ว่าเจ็บปวดที่ไม่สำคัญ ถึงแม้ว่าเมื่อให้วิเคราะห์ค้นหาแล้วไม่สามารถพบความจริงในเรื่องนั้น แต่ความเจ็บปวดนั้นสามารถแผ่ขยายกว้างออกไปด้วยการนินทาและกระบวนการข่าวลือก็ตาม เพราะนั่นยังสร้างความเจ็บปวดที่แท้จริงแก่องค์กร ดังนั้น จะต้องให้ความมั่นใจว่าผู้นำองค์กรจะเอาใจใส่ในเรื่องความเจ็บปวดที่รับรู้ และ ความเจ็บปวดที่แท้จริงอย่างจริงจัง

ใจถึงใจ:

เมื่อผู้นำองค์กรเปิดใจด้วยความเต็มใจ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังที่จะเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บปวดขององค์กร การเปิดใจเช่นนี้ยังเปิดทางให้เกิดการไว้วางใจและขจัดซึ่งความเข้าใจผิดๆ ที่พบจากการรับรู้ของบุคลากรที่มีในตัวผู้นำองค์กรและในตัวองค์กรเองอีกด้วย

เปลี่ยนการทำงานแบบกิจกรรม มาเป็นการทำงานแบบกระบวนการ:

นักบริหารที่เก่งและชำนาญในการแบ่งแยกเป็นโปรแกรม เป็นกิจกรรม แบ่งแยกงานขององค์กรออกเป็นส่วนๆ แต่ยังผลให้การทำแต่ละกิจกรรมเป็นการทำกิจกรรมเท่านั้น แล้วการทำงานอย่างเป็นกระบวนการนั้นสำคัญอย่างไรล่ะ? แน่นอนว่า แต่ละกิจกรรมแต่ละโปรแกรมต่างเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการทำงานขององค์กร สำหรับผู้นำองค์กรที่ตระหนักสำนึกถึงเรื่องความเจ็บปวดขององค์กรจะระมัดระวังองค์กรที่ตนรับผิดชอบจะขับเคลื่อนองค์กรไปอย่างเป็นกระบวนการระยะยาวที่สร้างบนค่านิยมร่วมและให้วิสัยทัศน์ว่าองค์กรจะมุ่งมั่นไปสู่จุดหมายปลายทางใด

ความหวัง:

เมื่อองค์กรมีจุดหมายปลายทางร่วมที่จะมุ่งก้าวไปด้วยกันแล้ว ก็จะเอื้ออำนวยให้เกิดความหวังในอนาคต เวลาใดที่เพื่อนฝรั่งของผมเกิดความท้อแท้สิ้นหวังและรู้สึกต้องยอมแพ้ ภรรยาของเขาพยายามให้ความหวังแก่เขา สิ่งที่เธอให้กับสามีในเวลานั้น เป็นสิ่งที่เกิดผลในปัจจุบัน ที่สามีฝรั่งของเธอกลับมามีสุขภาพดีดั่งเดิม

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่คือผู้นำที่จะให้เหตุผลที่เหมาะสมและพอเพียงแก่บุคลากรในองค์กรให้เชื่อได้ว่า "ปีแห่งความรุ่งโรจน์ขององค์กรเรากำลังเข้ามาใกล้"

เป็นคนที่มีความยุติธรรมและให้โอกาสใหม่:

เพียงแค่ผู้นำองค์กรได้รับความไว้วางใจว่าเป็นคนที่ยุติธรรม เป็นคนให้โอกาสแก่คนในองค์กรให้เติบโตขึ้นในหน้าที่การงานและความเป็นคนแล้วก็จะสามารถกล่าวอ้างเจาะลึกลงในสาเหตุประเด็นที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่องค์กร

ในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร จะต้องเป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และเติบโตอย่างสม่ำเสมอ และนี่เป็นทางเดียวที่เราจะช่วยองค์กรของเราเติบโตขึ้นโดยไม่ต้องรับความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น สิ่งสำคัญที่ผู้นำองค์กรต้องเรียนรู้ นอกจากการเรียนรู้ที่แท้จริงในสิ่งใหม่แล้ว ผู้นำยังควรมีประสบการณ์ของการเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ ให้สัมพันธ์เข้ากัน และในเวลาเดียวกันก็ต้องมีประสบการณ์ที่จะคิดและทำนอกกรอบได้ด้วย และคงต้องรับความจริงว่า แม้คุณจะนำอย่างดีแล้วความเจ็บปวดขององค์กรก็มิได้หายเป็นปลิดทิ้งในชั่วพริบตา

เฉลิมฉลองความสำเร็จ:

ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ให้แสวงหาสิ่งที่เราจะเฉลิมฉลองร่วมกันแม้ว่าจะเป็นความสำเร็จเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

เมื่อองค์กรเกิดความเจ็บปวด

อาการที่พึงสังเกต
• ทัศนคติที่ไร้ความร่วมมือ
• ขาดความกระตือรือร้น
• ไร้ซึ่งการอุทิศทุ่มเท
• การค้นหาต้นเหตุอย่างผิดพลาด
• ต่อว่า เรียกร้องมากขึ้น
• เฉื่อยชา และ ขาดงานเพิ่มมากขึ้น
• แสดงตนในทางเสื่อมเสียในที่ทำงาน
• เสื่อมเสียในวินัย
• หน้าบอกบุญไม่รับ
• ความรู้สึกผิดชอบลดลง

รากแก้วของสาเหตุ
• ขาดความชัดเจนในภาระงาน หรือ ทำงานนอกภาระงาน
• ความชัดเจนของเป้าหมาย, ความคาดหวังเปลี่ยนแปลง ความคาดหวังไม่ชัดเจน
• การสื่อสารไร้ประสิทธิภาพ, ท่าทีเข้าหาลำบาก
• เข้าใจโครงสร้างองค์กรอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อน
• มีพนักงานมาก หรือ น้อยเกินไป
• ขาดความสนใจ หรือ อ่อนการฝึกหัดในงานที่ทำ
• ขาดทรัพยากรสำหรับการทำงาน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

08 กันยายน 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 8 ว่าด้วยสถาบันผลิตผู้อภิบาล

สถาบันผลิตผู้อภิบาล

ในยุคสมัยแห่งการเรียนรู้ คริสตจักรจัดให้มีสถาบันที่จะฝึกฝนผู้อภิบาลอย่างเป็นระบบ (เช่น พระคริสต์ธรรมต่างๆ) แต่เราก็พบว่าในระบบนี้มีข้อบกพร่องและความจำกัดไม่น้อยทีเดียว ในที่นี้ขอยกเพียงบางประการเป็นตัวอย่างเท่านั้น

1) ดึงเอาบุคคลที่มีแนวโน้มจะเป็นผู้ปกครองและผู้อภิบาลที่ดีออกไปจากชีวิตชุมชนคริสตจักรท้องถิ่นที่บุคคลเหล่านี้ควรจะเป็นผู้รับใช้ แล้วเอาคนเหล่านี้ไปอยู่ในบรรยากาศทางวิชาการ ที่พูดเรื่องต่างๆ ในเชิงนามธรรม และคนส่วนใหญ่ในชุมชนใหม่นี้ไม่ค่อยเห็นรูปแบบ มีบรรยากาศ และสัมผัสได้ถึงความรับผิดชอบในการอภิบาลชีวิต

2) เนื่องจากหลักสูตรที่จัดขึ้นจะต้องเรียนมากมายหลากหลายวิชา เพื่อให้ครบตาม “มาตรฐาน” ทางวิชาการและปริญญาที่จะได้รับ ดังนั้น ผู้เรียนจึงตกเป็นเหยื่อของการ “ยัดเยียด” และติดตามวัดผลด้วยการสอบของแต่ละวิชา ชีวิตในสถาบันพระคริสต์ธรรมมีเวลาเพียงน้อยนิดหรือเกือบไม่มีเลยที่ผู้เรียนจะสะท้อนคิดแบบลงรากลึกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง

3) ในสถาบันพระคริสต์ธรรมมีบรรยากาศเสริมสร้าง ภาวะผู้นำแบบคริสเตียน และ ความรับผิดชอบในด้านจิตวิญญาณ ที่อยู่ในระดับจำกัด มีบ้างในบางสถาบันที่จัดให้นักศึกษาได้พบกับอาจารย์ที่ปรึกษา หรือ การพบปะสามัคคีธรรมในกลุ่มเฉพาะในแต่ละสัปดาห์ สิ่งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจที่ดีแต่ก็พบความจริงว่า ส่วนมากแล้วความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีสัมพันธภาพที่หยั่งรากลงลึก จึงไม่น่าแปลกใจว่า สถาบันพระคริสต์ธรรมเป็นสถาบันผลิตผู้ทำงานให้แก่หน่วยงานคริสเตียน และรองลงมาสำหรับคริสตจักรที่มีลักษณะเป็นองค์กร ที่มีปัญหา ความรับผิดชอบ และ สัมพันธภาพเฉพาะ ในองค์กรและคริสตจักรเหล่านี้

4) คณาจารย์ส่วนใหญ่ในสถาบันพระคริสต์ธรรม บ้างยังไม่เคยทำหน้าที่ “ศิษยาภิบาล” เต็มเวลามาก่อน และบ้างในปัจจุบันก็หลุดจากโอกาสของการเป็นผู้อภิบาลอย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่แล้วอาจารย์ในพระคริสต์ธรรมจะรู้และช่ำชองในด้านวิชาการพระคัมภีร์ ทางศาสนศาสตร์ระบบ ประวัติศาสตร์คริสตจักร หรือ หลักข้อเชื่อ ฯลฯ แต่ขาดโอกาสที่จะรับใช้และพัฒนาสมรรถนะในฐานะผู้นำของคริสตจักร ดังนั้น จึงมีความจำกัดอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับนักศึกษาที่เข้ามารับการเตรียมพร้อมที่จะออกไปเป็นผู้นำในด้านการอภิบาลชีวิตชุมชนคริสตจักร

คำถามตรงที่เราต้องการคำตอบในปัจจุบันนี้คือ เราจะมีกระบวนการเตรียมผู้อภิบาลที่มีสมรรถนะที่ตอบสนองต่อสภาพชีวิตของชุมชนชีวิตคริสตจักรอย่างเกิดผลตามพระคัมภีร์ได้อย่างไร ด้วยแบบใด? แทนการใช้ระบบสถาบันพระคริสต์ธรรมในการบ่มเพาะ ฟูมฟัก และสร้างเสริมผู้อภิบาลคริสตจักรเข้ามาแทนที่ระบบการฟูมฟัก บ่มเพาะ และเสริมสร้างผู้อภิบาลชีวิตคริสตจักรโดยชุมชนคริสตจักรที่ผู้ได้รับการเตรียมพร้อมจะมีโอกาสการเรียนรู้ มีทักษะ และพัฒนาสมรรถนะในการเลี้ยงดูลูกแกะ หรือ อภิบาลชีวิตสมาชิกในคริสตจักรด้วยประสบการณ์ตรง และสามารถตอบสนองชีวิตตามบริบทที่เป็นอยู่

Clay Sterrett ได้เขียนไว้ว่า การสร้างเสริม(ผู้อภิบาล)ในยุคนี้มุ่งเน้นที่วิชาการ ในขณะที่คริสตจักรในสมัยพระคัมภีร์ใหม่มุ่งเน้นฝึกฝนที่จิตวิญญาณและการดำเนินชีวิต, การฝึกอบรมในยุคทันสมัยใช้ระบบฝึกฝนในห้องเรียน แต่ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เน้นที่ชีวิตและประสบการณ์, การฝึกอบรมในยุคนี้เน้นการเรียนรู้ มุ่งฝึกอบรมคนหนุ่มคนสาวให้เป็นผู้อภิบาล แต่ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ฝึกอบรมทุกคนที่เชื่อซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุด้วยให้เป็นผู้อภิบาลกันและกัน


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel

06 กันยายน 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 7: ว่าด้วยคำสอนและผู้สอนพระวจนะ

คำสอนและผู้สอนพระวจนะ

คริสตจักรในยุคทันสมัย มุ่งเน้นให้ความสำคัญแก่ “การเทศนา” แบบมืออาชีพ โดยไม่คำนึงถึงคำเทศนาที่ยืนอยู่บนรากฐานของพระคัมภีร์ และตอบโจทย์ชีวิตของคนในชุมชนคริสตจักร อย่างไรก็ตาม คำเทศนาเท่านั้นไม่สามารถใช้ทำหน้าที่แทนการบ่มเพาะ ฟูมฟัก และการสร้างเสริมชีวิตคริสเตียนได้

1) คำเทศนาที่มีวาทศิลป์ ตีฝีปาก มิใช่เป็นคำเทศนาตามแบบพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ แต่เป็นการเทศนาแบบกรีก ที่ให้ความสำคัญกับวาทศิลป์ การเล่นคำ และตรรกะเหตุผลที่ใช้

2) คริสตจักรในยุคเริ่มแรกนั้น ใช้กระบวนการสื่อสารแบบเปิด ซึ่งผู้ไม่เข้าใจหรือคิดต่างกันสามารถที่จะถาม หรือ แสดงมุมมองความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปได้ แต่เราในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม คริสตจักรชอบที่จะจำกัดคำตอบแบบชัดเจนตายตัว

3) คริสเตียนจะไม่มีการเรียนรู้ที่ดีมีประสิทธิภาพ ถ้าคริสตจักรมีแต่การสื่อสารทางเดียว เฉกเช่น การเทศนา คนในคริสตจักรจะเรียนรู้ได้ดีถ้ามีโอกาสที่จะถามสิ่งที่ไม่เข้าใจ หรือเสนอสิ่งที่มองต่างมุม เปิดให้มีการสื่อสารแบบเสวนา เพราะด้วยการสื่อสารแบบเสวนานี้เองที่ทำให้สมาชิกแต่ละคนในวงสนทนาที่เกิดการคิดใคร่ครวญ หาเหตุผล จนตกผลึกเป็นความเข้าใจของตนเอง เพื่อใช้สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ต่อไป

4) เป็นความจริงที่ว่า มิใช่ทุกคนที่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นคนสอนพระวจนะของพระเจ้า (1โครินธ์ 12:29) และก็ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอาจารย์สอนพระวจนะ(ยากอบ 3:1) อย่างไรก็ตาม คริสตจักรก็ยังต้องการหลายๆ คนในคริสตจักรที่จะมาช่วยแบ่งเบาภาระในการสอน และให้เป็นการสอนที่มีการสื่อสารแลกเปลี่ยน ความรู้ความเข้าใจและแบ่งปันประสบการณ์กันและกัน มากกว่าที่จะปล่อยให้คนเพียงคนเดียวที่จัดการเรื่องการสอน (โรม 12:7; 15:14; 1โครินธ์ 12:7; 14:26; โคโลสี 3:16; 1เปโตร 4:10-11) ยิ่งกว่านั้น เรายังต้องพิสูจน์ในคำสั่งสอน (1เธสะโลนิกา 5:21) หรือแม้แต่เรื่องวิญญาณเราก็ไม่ควรเชื่อทุกวิญญาณ ต้องมีการพิสูจน์ (1ยอห์น 4:1) คือเปิดโอกาสให้มีการไต่ถาม สนทนาหาความจริง เกี่ยวกับคำสอน และ คำทำนายที่อาจจะมีผู้เห็นว่าเป็นคำสอนที่เทียมเท็จ แต่ในคริสตจักรสมัยนี้หลายต่อหลายคริสตจักรที่ปิดประตูในเรื่องนี้

5) การที่ไม่มีการตอบสะท้อน หรือ การสะท้อนคิดต่อ “คำเทศนา” ย่อมทำให้เกิดความมืดทึบ ตีบตันทางปัญญาและความเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ไม่เกิดผลดีต่อการเจริญเติบโตในชีวิตของผู้เชื่อ

6) คำเทศนาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ในคริสตจักร ก็เป็นเพียงเทศนาเพื่อฟังเทศนา ไม่เกิดผลต่อยอดใดๆ ในชีวิตผู้ฟัง คำเทศนาเป็นเพียงชุดข้อมูล เทศนาที่มุ่งให้ข้อมูลพระคัมภีร์(หรือบางครั้งเป็นข้อมูลจากสื่อต่างๆ)แก่ผู้ฟัง และจบสิ้นลงเมื่อผู้ฟังได้ยินข้อมูลที่เทศนา ซึ่งแตกต่างไปจากกระบวนการ บ่มเพาะ เลี้ยงดู และฟูมฟักชีวิตคริสเตียน ทั้งการสอนที่เป็นวาจา ท่าทีของผู้สอนที่แสดงออก และที่สำคัญคือการบ่มเพาะด้วยชีวิตที่เป็นตัวอย่างของผู้สอน คริสตจักรต้องการผู้อภิบาลที่อภิบาลด้วยชีวิต มิใช่เป็นผู้อภิบาลด้วยคำสอน หรืออภิบาลจากบนธรรมาสน์เท่านั้น

7) ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ มิได้เสนอว่าให้มีเพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่การสอนตลอดกาลในคริสตจักร (กิจการ 13:1; 1เธสะโลนิกา 5:12-13; 1ทิโมธี 5:17) เราไม่ควรทำให้คริสตจักรต้องพึ่งพิงการสอนของคนๆ เดียว


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel

01 กันยายน 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 6: ว่าด้วยผู้ปกครองผู้อภิบาลชีวิตคริสตจักร

ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง

ในยุคการบริหารองค์กรเฟื่องฟูมักมอง “ผู้ปกครองคริสตจักร” แยกออกจากส่วนพันธกิจการอภิบาลชีวิต คริสเตียนกระแสหลัก คริสตจักรปัจจุบันส่วนใหญ่มักมีความคุ้นชินในความคิดที่ว่า “ศิษยาภิบาล” คือผู้อุทิศทุ่มเทในการทำงานพันธกิจด้านจิตวิญญาณ (เช่น การอธิษฐาน การเทศนา การสอน ศาสนพิธีต่างๆ ฯลฯ) และมองว่า ผู้ปกครองและมัคนายกจะรับผิดชอบในงานที่ “ไม่ใช่ด้านจิตวิญญาณ” (เช่น การบริหารคริสตจักร ดูแลทรัพย์สิน งบประมาณ การเงินการทองของคริสตจักร ฯลฯ) นี่แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดคลาดเคลื่อนที่ชัดเจน และแสดงให้เห็นว่าคริสตจักรยอมให้อิทธิพลประเพณีและความคิดผิดๆ เข้ามาครอบงำพันธกิจการอภิบาลชีวิตในคริสตจักรของเรา

ความจริงก็คือว่าคำว่า “ศิษยาภิบาล” “ผู้ปกครองคริสตจักร” และ “ผู้ปกครองดูแล” ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ใช้แทนกันได้ ดังนั้น ผู้ปกครองคริสตจักรจึงมีความรับผิดชอบในการสอนและเลี้ยงลูกแกะของพระเจ้า (กิจการ 20:28) มีหน้าที่ในการเทศนาสั่งสอน (1ทิโมธี 5:17) มีการดำเนินชีวิตประจำวันที่ไร้ตำหนิ เป็นผู้ที่มีคุณธรรม ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระคริสต์ เตือนสติด้วยคำสอนที่มีหลัก คัดค้านคำสอนที่ผิด พวกที่พูดมากไม่เป็นสาระ (ติตัส 1:5-9) ให้เลี้ยงลูกแกะ(สมาชิก) ที่อยู่ในความดูแลด้วยความเต็มใจไม่ใช่เห็นแก่ทรัพย์สิ่งของที่ได้มาโดยทุจริต เลี้ยงลูกแกะด้วยใจเลื่อมใสมิใช่ด้วยการใช้อำนาจกดขี่บังคับ และมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดี (1เปโตร 5:1-4) ดังนั้น ผู้ปกครองจึงมิใช่มีบทบาทหน้าที่เข้าไปเป็นคนหนึ่งในคณะกรรมการคริสตจักร หรือ คณะธรรมกิจคริสตจักร เพื่อทำหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารคริสตจักรเท่านั้น

อีกประการหนึ่ง ที่คริสตจักรได้มีการแบ่ง “ผู้ปกครองประจำการ” กับ “ผู้ปกครองนอกประจำการ” ไม่พบว่ามีคำสอนเช่นนี้ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ เพราะเมื่อได้รับการมอบหมายจากพระเจ้าให้เป็นผู้ปกครองดูแลลูกแกะของพระเจ้าแล้วก็ควรจะถวายชีวิตทั้งสิ้นเพื่อกระทำตามพระราชกิจที่ทรงมอบหมาย และในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่มีการแบ่ง “ผู้ปกครอง” ที่ทำหน้าที่การสอน กับ “ผู้ปกครอง” ที่ทำหน้าที่การบริหารจัดการองค์กร อย่างที่มีบางคริสตจักรเข้าใจและทำกัน

การคัดสรรผู้อภิบาล

คริสตจักรท้องถิ่นในยุคปัจจุบัน มักจะแสวงหาผู้รับผิดชอบการอภิบาลชีวิตคริสตจักรจากบุคคลนอกชุมชนคริสตจักรของตน โดยตั้งคณะกรรมการที่จะแสวงหาและเลือกสรรคนจากนอกชุมชนคริสตจักรเข้ามาเป็น “ผู้อภิบาล” ของตน ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามกับคำสอนและการปฏิบัติในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ที่มองว่า ผู้ที่จะสั่งสอนอภิบาลเลี้ยงดูลูกแกะในชุมชนคริสตจักรควรเป็นผู้ที่เลือกสรรจากคนในชุมชนคริสตจักรของตน ซึ่งเป็นคนที่ได้พิสูจน์ตนเองแล้วในการดำเนินชีวิต ในความเชื่อ และในการอุทิศตนแด่พระประสงค์ของพระเจ้า และแสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้ที่มีของประทานในการอภิบาลเลี้ยงดูชีวิตของผู้คนในชุมชนด้วย ซึ่งเราจะเห็นว่า อัครทูตจะเลือกสรรคนในชุมชนคริสตจักรขึ้นมาเป็นผู้ปกครองดูแลชีวิตของสมาชิกในคริสตจักร (กิจการ 14:23; 2ทิโมธี 2:2; ติตัส 1:5)

น่าเสียดายที่คริสตจักรท้องถิ่นในยุคปัจจุบันไม่มีกระบวนการการคัดสรรและฝึกฝนผู้คนในคริสตจักรให้มีภาวะผู้นำในพันธกิจด้านการอภิบาลชีวิตผู้คนในชุมชนคริสตจักร ทำให้ต้องมุ่งมองหาผู้ที่จะมาทำหน้าที่รับผิดชอบอภิบาลชีวิตจากคนนอกชุมชนคริสตจักรของตน ในพระธรรม 1 ทิโมธี 3:1-7 และ ติตัส 1:5-9 กล่าวถึงคุณสมบัติ และ คุณธรรมของผู้ที่จะทำหน้าที่อภิบาลชีวิตคนในชุมชนคริสตจักรนั้น เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบจากการดำเนินชีวิตประจำวัน จากการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่าง ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบชัดเจนบุคคลภายนอกชุมชนคริสตจักรได้ละเอียดชัดเจนอย่างการตรวจสอบสังเกตใกล้ชิดคนที่เป็นคนหนึ่งในชุมชนคริสตจักรของตนได้

ศักดิ์และสิทธิในการประกอบพิธีมหาสนิท

คริสตจักรส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมักสอนกันว่า ผู้ที่มีศักดิ์และสิทธิในการประกอบพิธีมหาสนิทคือบุคคลที่ได้รับการสถาปนาแต่งตั้งเป็นศิษยาภิบาลหรือศานาจารย์อย่างถูกต้องแล้วเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่มิได้สอนหรือเสนอให้ทำเช่นนั้น การที่ตราหลักการปฏิบัติให้ผู้ที่ได้รับการสถาปนาอย่างถูกต้องเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ประกอบพิธีมหาสนิทนั้นเท่ากับเป็นการปฏิเสธความเป็น “ปุโรหิต” ในชีวิตของผู้เชื่อแต่ละคนตามคำสอนในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ แต่พึงตระหนักเสมอว่า อาหารมื้อสุดท้ายที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถาปนาขึ้นนั้นเป็นอาหารร่วมกันของชุมชนคริสตจักร มิใช่มื้ออาหารเฉพาะของ “ชุมชนนักบวช”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel