17 ตุลาคม 2554

นิมิตเปลี่ยน... ชีวิตเปลี่ยน

อ่านใคร่ครวญ กิจการ 26:9-15; 19-20

ครั้งที่เปาโลไปที่กรุงเยรูซาเล็มรายงานถึงพันธกิจที่ตนได้กระทำแก่อัครทูต(กิจการบทที่ 21) ต่อมาถูกพวกยิวลุกฮือขึ้นจับที่พระวิหาร(บทที่ 22) เมื่อฝูงชนไม่ยอมให้เปาโลพูดและตะโกนว่า “กำจัดเขาเสียจากแผ่นดิน” พวกยิวถอดเสื้อคลุมแล้วซัดฝุ่นขึ้นในอากาศ นายพันจึงนำกองกำลังทหารโรมันเข้านำเปาโลเข้าไปในกองทหาร และสั่งเฆี่ยนเปาโล เปาโลกล่าวเรียกร้องสิทธิในการเป็นสัญชาติโรมัน ทำให้การเฆี่ยนยุติ เพียงถูกล่ามในฐานะคนสัญชาติโรมมันเท่านั้น วันรุ่งขึ้นเปาโลถูกนำไปไต่สวนในสภาซันเฮดริน (บบที่ 23) การไต่สวนนำไปสู่การโกลาหล เกิดการถกเถียงกันดุเดือด นายพันเห็นท่าไม่ปลอดภัยจึงให้กองกำลังทหารใช้กำลังเข้าไปแย่งตัวเปาโลไปเก็บไว้ในกองทหาร พวกยิววางแผนฆ่าเปาโล โดยมีกลุ่มคนยิวสาบานว่าจะไม่ยอมกินและดื่มจนกว่าได้ฆ่าเปาโล แผนสังหารเปาโลล่วงรู้ถึงบุตรชายน้องสาวของเปาโล เขาจึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่เปาโลและทางกองทัพ ในคืนนั้นนายพันจัดกองกำลังทหารคุ้มกันจำนวนสองร้อยนาย พลม้าเจ็ดสิบนาย เพื่อคุ้มกันส่งตัวเปาโลไปยังเมืองซีซาเรยา

ต่อมามีการไต่สวนเปาโลต่อหน้าเฟลิกส์(บทที่ 24) ไต่สวนต่อหน้าเฟสทัส(บทที่ 25) และเมื่อกษัตริย์อากริปปามาเยี่ยมเฟสทัส จึงจัดให้มีการไต่สวนต่อหน้ากษัตริย์อากริปปา(บทที่ 26) ในการแก้ต่างของเปาโลต่อหน้ากษัตริย์อากริปปา เปาโลได้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตของตนว่า

“ข้าพระบาทเองก็เคยเชื่อว่าควรทำทุกวิถีทางเท่าที่เป็นไปได้เพื่อต่อต้านพระนามของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ... ข้าพระบาทได้จับประชากรของพระเจ้าหลายคนเข้าคุก โดยอาศัยสิทธิอำนาจของพวกหัวหน้าปุโรหิต และเมื่อพวกเขาถูกฆ่าข้าพระบาทก็เห็นดีด้วย...(กิจการ 26:9-11 อมตธรรม)

“ในการเดินทางคราวหนึ่ง ข้าพระบาทกำลังจะไปยังเมืองดามัสกัส (เพื่อจับพวกที่ศรัทธาในพระเยซู) โดยได้รับสิทธิอำนาจและการมอบหมายจากพวกหัวหน้าปุโรหิต...ประมาณเที่ยงวัน ขณะอยู่ระหว่างทางข้าพระบาทเห็นแสงไฟจากฟ้าสวรรค์...พวกข้าพระบาทล้มลงกับพื้น และ...ได้ยินเสียงหนึ่งพูดกับข้าพระบาท...ว่า

“เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม เป็นการยากที่เจ้าจะขัดขืนความประสงค์ของเรา”

“พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด” ข้าพเจ้าถาม

“เราคือเยซูที่เจ้าข่มเหง” มีเสียงว่า “...ลุกขึ้น...เราได้ปรากฏแก่เจ้าก็เพื่อแต่งตั้งเจ้าเป็นผู้รับใช้และเป็นพยานถึงสิ่งที่เจ้าได้เห็นเกี่ยวกับเรา และ สิ่งที่เราจะสำแดงแก่เจ้า...” (ข้อ12-18 อมตธรรม)

“นับแต่นั้น... ข้าพระบาทจึงไม่ขัดขืนต่อ นิมิต จากสวรรค์นั้น เริ่มแรกข้าพระบาทประกาศแก่คนทั้งหลายในเมืองดามัสกัส จากนั้นแก่คนทั้งหลายในกรุงเยรูซาเล็ม และทั่วแว่นแคว้นยูเดีย และชาวต่างชาติด้วย ข้าพระบาทประกาศว่าพวกเขาควรกลับใจใหม่ หันมาหาพระเจ้า และพิสูจน์การกลับใจใหม่ด้วยการกระทำของตน (ข้อ 19-20 อมตธรรม)

ตลอดชีวิตในช่วงต้นของเซาโล เขาถูกหล่อหลอม บ่มเพาะ และเสริมสร้างให้มี นิมิต ว่า กระบวนการของเยซูชาวนาซาเร็ธเป็นพิษเป็นภัยต่อความมั่นคงในคำสอน ศาสนา และบทพระธรรมบัญญัติของยิว และเป็นการบ่อนทำลายอย่างรุนแรงต่อความเชื่อศรัทธาในพระยาเวห์อย่างยิ่ง ดังนั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดที่เขาจะปกป้องศาสนาที่เขาเชื่อศรัทธาไว้ได้นอกจากการทำลายล้างพวกสาวกของพระเยซูชาวนาซาเร็ธ(ฝ่ายตรงกันข้าม)ให้สิ้นซาก

บนเส้นทางสู่กรุงดามัสกัสด้วยความตั้งใจที่ฮึกเหิม ด้วยความมั่นใจในสิทธิอำนาจที่ได้รับจากหัวหน้าปุโรหิตของยิว เขาและสมัครพรรคพวกมุ่งหน้าไปเพื่อทำลายล้างเสี้ยนหนามของศาสนาด้วยการอุทิศสิ้นทั้งกำลังกาย กำลังใจ และสิ้นสุดสติปัญญาด้วยความอดทน

แต่บนเส้นทางนั้นเอง เซาโลได้รับ นิมิต ใหม่ นิมิตจากพระเยซูคริสต์ที่เขาตั้งหน้าตั้งตาที่ทำลายให้สิ้นซาก

นิมิตใหม่นี้เองมิเพียงแต่จะเปลี่ยน “มุมมอง” “สัจจะความจริง” ที่เขายึดถือในชีวิต แต่ได้เปลี่ยนทั้งชีวิตของเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากผู้ทำลายล้างสู่การประกาศเผยแพร่ให้ขยายแผ่กว้างออกไป จากฐานะตำแหน่งและเป็นคนที่ผู้มีอำนาจของยิวไว้วางใจกลับกลายเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ที่ผู้มีอำนาจต้องการตัวเพื่อหยุดกระบวนการของเขาและกำจัดเสีย แต่เซาโลไม่กลัว ไม่ท้อแท้กลับกระจาย ขยาย ความเชื่อศรัทธานี้ลุกลามแผ่กว้างอย่างไม่หยุดยั้ง

นิมิตเปลี่ยน... ชีวิตเปลี่ยน

นิมิตที่แท้จริงมีพลังเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีมอง และเปลี่ยนทั้งชีวิตคน

เมื่อคนเราเปลี่ยน นิมิต นิมิตใหม่จะมีพลัง ดังนี้

  • นิมิตหยุดความเป็นตัวตนของคนๆ นั้น เปลี่ยนคนๆ นั้น นิมิตใหม่ทำให้คนๆ นั้นต้องกลับมามองตนเอง มองตนเองด้วยสายตาใหม่ ด้วยมุมมองใหม่ ด้วยระบบคุณค่าและความหมายใหม่ในชีวิต
  • นิมิตใหม่กระตุ้นให้เราทำตามนิมิตใหม่นั้น นิมิตทำให้เราต้องมุ่งมองและสนใจคนอื่น และนิมิตนั้นกระตุ้นให้เรารู้สึกว่าเราต้องกระทำต่อคนอื่นตามนิมิตใหม่นั้น
  • นิมิตใหม่หนุนเสริมเรา ให้เรามีพลังขับเคลื่อนอย่างไม่หยุดหย่อน แม้เราจะขาดแหล่งทรัพยากร หรือ การหนุนช่วยเหลือที่ควรจะมี
  • นิมิตใหม่ค้ำจุน ให้เกิดความเชื่อมั่นที่จะยืนหยัดด้วยความมั่นใจไม่ว่าด้วยการพูด หรือการสำแดงด้วยความเมตตา
  • นิมิตใหม่ทำให้เกิดความสุขและชื่นชมในชีวิต ด้วยการที่ยอมเชื่อฟังและลงมือกระทำตามนิมิตใหม่นั้น กระทำให้เราเกิดความสุขใจและความชื่นชมในชีวิต ไม่ว่าอะไรจะเกิดแก่ชีวิตของเราก็ตาม
ถ้านิมิตใหม่นี้หยั่งรากบนพระประสงค์ของพระเจ้าเราไม่อาจจะจะขัดขืนได้ (ข้อ 19 อมตธรรม)


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

14 ตุลาคม 2554

อิทธิพลที่นำผู้นำ

อ่านปฐมกาล 13:14-18


เมื่อพูดถึงผู้นำที่ผู้คนยกย่องยอมรับ เรามักคิดถึงผู้นำที่มี “วิสัยทัศน์” หรือ ในพระคัมภีร์เราหมายถึงผู้นำที่มี “นิมิต” ที่จะนำองค์กร หรือชุมชนไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ หนุนเกื้อความเจริญ เข้มแข็ง และความเติบโตขององค์กรชุมชน และนำไปสู่เป้าหมายปลายทางที่เสริมสร้างคุณค่า ความหมาย ที่อยู่เหนือและมากกว่า ตนเอง ครอบครัว และพรรคพวก กล่าวคือมุ่งที่จะนำชุมชนองค์กรจาริกไปบนเส้นทางที่นำไปสู่ “พระประสงค์ของพระเจ้า”

บทเรียนวิกฤติในคาราวานของอับรามและโลทที่เกิดการแย่งชิง “พื้นที่ทำมาหากิน” ในที่นี้หมายถึงทุ่งหญ้าสำหรับปศุสัตว์สำหรับคาราวานใหญ่ของทั้งอับรามและโลท จนถึงขั้นเกิดการทะเลาะขัดแย้งกันรุนแรง ทั้งอับรามและโลทในฐานะผู้นำคาราวานปรึกษาหาทางแก้ไขวิกฤติขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยอับรามเป็นฝ่ายริเริ่ม ต่างก็เห็นว่าทางที่ดีของการแก้ไขวิกฤตินี้คือ การขยายพื้นที่ทุ่งหญ้าสำหรับปศุสัตว์ของทั้งสองฝ่ายด้วยการแยกคาราวานทั้งสองออกจากกัน ต่างฝ่ายต่างแสวงหาและเลือกพื้นที่ทำมาหากินสำหรับคาราวานของตน โดยอับรามให้โอกาสแก่โลทในการเลือกก่อน

การตัดสินใจในภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องชี้วัด “กึ๋นภาวะผู้นำ” ของทั้งอับราฮัมและโลท
เป้าหมายชัดเจนของการแก้ไขวิกฤติในครั้งนี้เป็นตัวชี้ชัดถึงอิทธิพลที่ซ่อนเร้นภายในตัวผู้นำ กล่าวคือ“มุมมอง” หรือ “วิสัยทัศน์” ของผู้นำที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำ และการนำของเขา ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อองค์กรและชุมชนที่เขานำ

โลท เมื่อต้องแก้วิกฤติขัดแย้งครั้งนี้ อิทธิพลของมุมมอง หรือ วิสัยทัศน์ของเขาในการตัดสินใจเลือกคือ เลือกหาพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ที่มีความเจริญก้าวหน้า ทันสมัย ที่จะทำให้ตนประสบกับความรุ่งโรจน์ สำเร็จในชีวิต

“โลทเงยหน้าขึ้นมองดูรอบๆ และเห็นว่าที่ราบลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมดตามทิศที่จะไปเมืองโศอาร์นั้นมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ดี ดั่งสวนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดั่งแผ่นดินอียิปต์... โลทจึงเลือกที่ราบลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมดเป็นของตน และรอนแรมไปทางทิศตะวันออก...โลทไปอาศัยอยู่ในเมืองต่างๆ ในที่ราบจอร์แดน และตั้งเต็นท์ของตนใกล้เมืองโสโดม ชาวมืองโสโดมนั้นชั่วร้ายและทำบาปมหันต์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ปฐมกาล 13:10-13 อมตธรรม) [พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานข้อ 12 และ 13 แปลว่า “...โลทอาศัยในเมืองต่างๆ ในที่ราบ และย้ายเต็นท์ไปตั้งถึงเมืองโสโดม ผู้ชายเมืองโสโดมเป็นคนชั่วร้าย ทำผิดบาปต่อพระยาเวห์มาก]

มุมมอง หรือ วิสัยทัศน์ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการเลือกของโลทคือ ความมั่งคั่งร่ำรวย ความเด่นดังสำคัญ และ โอกาสและผลประโยชน์ทางการค้าขายสำหรับตน โลทมองข้ามหรือละเลยความสำคัญสองประการและมองข้ามความเสี่ยงในการตัดสินใจเลือกครั้งนี้คือ สัมพันธภาพ และ พระประสงค์ของพระเจ้า แต่เขากลับเลือกที่จะอยู่ใกล้และเสี่ยงกับวัฒนธรรม กระแสสังคม และวิถีการดำเนินชีวิตที่ “ชั่วร้าย” และ “ทำบาปมหันต์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า”

ส่วนอับราม มีมุมมอง หรือ วิสัยทัศน์ในวิกฤติขัดแย้งครั้งนี้คือ การรักษาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนของเขากับชุมชนของโลท จัดการความขัดแย้งให้เกิดสันติและการอยู่รอดร่วมกัน เป็นผู้นำที่ริเริ่มในการแก้ปัญหา และให้โอกาสแก่ผู้อื่นก่อน ไม่กลัวว่าตนจะเสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบ อับรามกล่าวกับโลทว่า “อย่าให้เรากับเจ้า หรือ คนของเรากับคนของเจ้าทะเลาะกันเลย เพราะเราเป็นญาติพี่น้องกัน ที่ดินทั้งหมดอยู่ข้างหน้าเจ้ามิใช่หรือ? เราแยกทางกันเถอะ ถ้าเจ้าไปทางซ้าย เราจะไปทางขวา ถ้าเจ้าไปทางขวา เราจะไปทางซ้าย”(ปฐมกาล 13:8-9 อมตธรรม)

มุมมอง หรือ วิสัยทัศน์ ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกและตัดสินในของอับราคือ ความไว้วางใจในพระประสงค์ แผนการ และ การทรงนำของพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับอับรามว่า “จงเงยหน้าขึ้นมองดูรอบๆ ทางทิศเหนือ...ใต้...ออก...ตก เราจะมอบดินแดนทั้งหมดที่เจ้ามองเห็นให้แก่เจ้าและเชื้อสายของเจ้าตลอดไป เราจะให้เชื้อสายของเจ้ามีจำนวนมากมาย...ดุจผงธุลีบนแผ่นดินโลก...” (ปฐมกาล 13:14-17 อมตธรรม) และวิสัยทัศน์เช่นนี้มีอิทธิพลต่อวิถีการดำเนินชีวิตและการเป็นผู้นำของอับรามคือ “ดังนั้น อับรามจึงย้ายเต็นท์ไปอยู่...ที่เมืองเฮโบรน และสร้างแท่นบูชาแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่นั่น” (13:18 อมตธรรม)

นี่คือความแตกต่างของอิทธิพลที่มีเหนือผู้นำทั้งสองคน คนหนึ่งย้ายไปอยู่ในกระแสสังคมและวัฒนธรรมทันสมัย แต่เสี่ยงต่อการดำเนินชีวิตที่ชั่วร้ายและทำบาปต่อพระเจ้า ในขณะที่ผู้นำอีกคนหนึ่งเชื่อในแผนการ การทรงนำ และเดินไปบนเส้นทางตามพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งที่เขาทำสิ่งแรกคือ “สร้างแท่นบูชาแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าที่นั่น”

นิมิต หรือ วิสัยทัศน์ มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อภาวะผู้นำของผู้นำแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่า ผู้นำคนนั้นจะมุ่งมองแสวงหานิมิต หรือ วิสัยทัศน์จากเบื้องบน จากองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือ ผู้นำคนนั้นมุ่งมองแสวงหานิมิต หรือ วิสัยทัศน์ตามเสียงของความอยากได้ใคร่มี ความโลภ ความเห็นแก่ตัว หรือฟังเสียงของพรรคพวก ลิ่วล้อ คนรอบข้าง ความจริงก็คือว่า

  • วิสัยทัศน์นั้นงอกเงยขึ้นจากภายในชีวิตของคนๆ นั้น
  • วิสัยทัศน์มิได้ผุดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่ถูกบ่มเพาะในชีวิตที่ผ่านมา
  • วิสัยทัศน์ของผู้นำเป็น “วิสัยทัศน์เพื่อตัวกูของกู” หรือ “วิสัยทัศน์บนรากฐานพระประสงค์ของพระเจ้า” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เพื่อผู้อื่นและส่วนรวม
  • วิสัยทัศน์ของผู้นำเป็นวิสัยทัศน์อยากได้ใคร่เป็นอย่างคนอื่นเขาเด่นดังกันในสังคม หรือ เป็นวิสัยทัศน์ที่แก้ไข เสริมสร้าง ระบบ คุณค่า ความหมายแก่สังคมและชุมชน และองค์กรที่ตนนำ
  • วิสัยทัศน์ของผู้นำเป็นแค่ “คำพูด” “ข้อความบนกระดาษ” “คำขวัญสลักบนกำแพง” แต่ผู้นำกลับทำไปอีกทิศทางหนึ่ง หรือ วิสัยทัศน์เป็นเข็มทิศที่ช่วยให้ผู้นำมุ่งไปสู่ทิศทางที่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำองค์กรไปให้ถึงจงได้

สิ่งดีของการมีนิมิต หรือ วิสัยทัศน์สิ่งหนึ่งคือ วิสัยทัศน์นั้นเป็นเหมือนแม่เหล็กที่จะดึงดูดให้ผู้นำและองค์กรเข้าไปให้ถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ วิสัยทัศน์สำหรับคริสเตียนและองค์กรคริสเตียนมิใช่วิสัยทัศน์ที่ล้อไปตามวิสัยทัศน์ขององค์กรอื่นที่ใหญ่กว่า หรือ เด่นดังกว่า มิใช่วิสัยทัศน์ตามใจปรารถนาของผู้นำ มิใช่วิสัยทัศน์ที่วิ่งตามกระแสสังคม วัฒนธรรมความทันสมัย แต่วันนี้เราคงต้องหยุดตนเอง และ ถามใจตัวเองว่า วิสัยทัศน์ที่เรามีอยู่นี้ยืนอยู่บนรากฐานแห่งพระประสงค์ของพระเจ้าหรือไม่? และถ้าวิสัยทัศน์ของเราเป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้า วิสัยทัศน์นั้นจะมีแรงดึงดูดเราเข้าไปสู่พระประสงค์แรงเกินกว่าที่เราคาดหมาย


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

12 ตุลาคม 2554

ก่อนจะมุ่งหน้าสู่แผ่นดินใหม่

... บัดนี้เจ้าและชนชาตินี้ทั้งหมดจงลุกขึ้นข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ ไปยังแผ่นดินที่เรายกให้พวกเขาคือประชาชนอิสราเอล ทุกๆ แห่งที่ฝ่าเท้าของเจ้าทั้งหลายจะเหยียบลง เราได้ยกให้พวกเจ้า ดังที่เราได้สัญญาไว้กับโมเสส (โยชูวา 1:2-4)

พระเจ้าตรัสกับโยชูวา ให้มุ่งหน้าเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา นี่เป็นพระสัญญาของพระเจ้าทรงริเริ่มและทรงกระทำสัญญานี้กับอับราฮัม และพระสัญญานี้ได้มีการย้ำเตือนและส่งทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเมื่อแผ่นดินแห่งพระสัญญาอยู่แค่เอื้อม พระเจ้าก็ยังทรงย้ำเตือนโยชูวาและประชากรอิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง

พระสัญญาถึงเรื่องแผ่นดินที่พระเจ้าจะทรงประทานให้นั้นเป็น “วิสัยทัศน์” ที่พระเจ้าทรงให้กับอับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่าน และวิสัยทัศน์นี้ได้รับความกระจ่างชัดเจนอย่างต่อเนื่องจากการทรงเปิดเผยของพระเจ้า เป็นวิสัยทัศน์ที่สร้างความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ อีกทั้งกลายเป็นทั้งสิ่งที่ท้าทาย และเป็นพลังที่ทำให้พงศ์พันธุ์ของอับราฮัมจาริกไปอย่างมุ่งมั่น แผ่นดินแห่งพระสัญญาจึงเป็นเป้าหมายปลายทางของการจาริก กระตุ้นเร้าใจพวกเขาหาทางออกจากอียิปต์ที่อุดมสมบูรณ์มุ่งสู่ถิ่นทุรกันดารในทะเลทราย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงแผ่นดินแห่งพระสัญญา พวกเขารับผิดชอบในส่วนของพวกเขาเพื่อให้วิสัยทัศน์ของเขาเป็นจริง เป็นรูปธรรม

จากเรื่องราวแผ่นดินแห่งพระสัญญาได้ชี้ให้เห็นว่า วิสัยทัศน์นั้นควรมีคุณลักษณะที่สำคัญ 10 ประการ เมื่อเราจะกำหนดวิสัยทัศน์สำหรับองค์กรของเรา คริสตจักรของเรา กลุ่มของเรา หรือ ตัวเราเอง ท่านอาจจะสามารถใช้รายการข้างล่างนี้ในการตรวจสอบวิสัยทัศน์ดังกล่าวของท่าน

ความชัดเจน: เป็นวิสัยทัศน์ที่นำมาซึ่งความเข้าใจในสิ่งที่ผู้คนจะต้องรู้ และสิ่งที่ท่านต้องการให้เขารู้

ความเชื่อมโยงต่อเนื่อง: เป็นวิสัยทัศน์ที่มีความเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน

จุดประสงค์: เป็นวิสัยทัศน์ที่บ่งบอกถึงทิศทางที่จะมุ่งไป

เป้าหมาย: เป็นวิสัยทัศน์ที่ชี้ถึงเป้าหมายปลายทางที่ต้องการไปให้ถึง

จริงใจ: เป็นวิสัยทัศน์ที่มีความสมบูรณ์ น่าเชื่อถือ น่าไว้ใจ

ผูกพัน: เป็นวิสัยทัศน์ที่นำมาซี่งความสัมพันธ์

ท้าทาย: เป็นวิสัยทัศน์ที่กระตุ้นเร้าใจ

ความปรารถนา: เป็นวิสัยทัศน์ที่เสริมเพิ่มพลัง

แบบอย่าง: เป็นวิสัยทัศน์ที่ต้องมีความรับผิดชอบ

กลยุทธ: เป็นวิสัยทัศน์ที่เป็นกระบวนการ

สำหรับคริสตชนแล้ว วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เรา และเป็นพระประสงค์ของพระองค์ที่ต้องการให้เรามุ่งหน้าไปให้ถึงวิสัยทัศน์ที่ประทานให้นั้น พระเจ้าจะทรงเปิดเผยความชัดเจนถึงพระประสงค์ในวิสัยทัศน์นั้นแก่เราเป็นขั้นเป็นตอน และพระองค์ทรงคาดหวังให้เรากล้าที่จะจาริกไปในทิศทางตามวิสัยทัศน์นั้นด้วยความรับผิดชอบและไว้วางใจตามที่ทรงเปิดเผยแต่ละครั้ง

อะไรคือวิสัยทัศน์ที่พระเจ้าประทานแก่ท่านในวันนี้ ประทานแก่องค์กรของท่าน คริสตจักรของท่าน หรือตัวท่านเอง และท่านได้ก้าวเดินตามขั้นตอนวิสัยทัศน์ที่ทรงประทานและเปิดเผยให้หรือไม่? หรือวิสัยทัศน์นั้นเป็นแค่ “กระดาษเปื้อนหมึก” แผ่นป้ายสวยงามที่ติดฝา หรือ ความคิดดีๆ ที่เก็บไว้ในใจเท่านั้น


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

10 ตุลาคม 2554

แบกกางเขนของเราทุกวัน...

พระเยซูคริสต์ตรัสกับเหล่าสาวกว่า “หากผู้ใดปรารถนาจะตามเรามา เขาต้องปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา” (ลูกา 9:23 อมตธรรม) คำตรัสนี้เราสามารถพบในพระกิตติคุณมัทธิว 16:24-26 และ มาระโก 8:34 แต่ทั้งสองเล่มหลังนี้ไม่มีคำว่า “แบกทุกวัน” อย่างลูกาได้เน้น ลูกาต้องการเน้นให้ผู้อ่านเห็นถึงความสำคัญยิ่งของเรื่องนี้ในชีวิตคริสตชน การติดตามพระคริสต์พระองค์ทรงเรียกร้องให้ปฏิเสธตนเอง อุทิศชีวิตทั้งสิ้นทั้งหมดแด่พระองค์ที่จะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อฟัง มิใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่ต่อเนื่องและตลอดไปทุกวัน

คนปัจจุบันประดับกายด้วยกางเขนกันเกร่อ ทั้งที่เป็นคริสตชน และ ที่ไม่ได้เป็นคริสตชน บางคนเป็นดารา นักร้อง และบางคนห้อยกางเขนตามแบบดาราที่ตนโปรด คนพวกนี้ห้อยกางเขนเป็นแฟชั่น คริสเตียนส่วนมากที่ห้อยกางเขนไว้ที่คอก็ด้วยความเชื่อ เป็นเครื่องเตือนใจว่าพระคริสต์ได้ตายเพื่อตนเองบนกางเขน เพื่อตนจะได้ชีวิตรอด และก็มีหลายคนเช่นกันห้อยกางเขนก็เพื่อกันผี กันวิญญาณชั่วร้าย กลายเป็นเครื่องรางของขลังชิ้นหนึ่งในชีวิตคริสตชน

เรามักเกิดคำถามในใจของเราว่า จริงๆ แล้ว “กางเขน” ที่พระเยซูพูดถึงนี่หมายความถึงอะไรกันแน่ เราคงต้องตระหนักชัดว่า เมื่อพระเยซูพูดถึงกางเขนในตอนนี้ พระองค์ยังไม่ได้ถูกตรึง ดังนั้นจึงมิได้มีความหมายว่า พระเยซูคริสต์ทรงตายบนกางเขนแทนเรา เราคงต้องสืบค้นลงลึกว่า ในสมัยของพระเยซูนั้น กางเขนในแผ่นดินอิสราเอลและในจักรวรรดิ์โรมันคนเขาเข้าใจ และ มีความหมายกันว่าอย่างไร

เมื่อคนสมัยพระเยซูคริสต์มองเห็นกางเขน เขามองเห็นความตาย เขามองเห็นเครื่องมือชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ทางการใช้ในการประหารนักโทษอุกฉกรรจ์ เป็นเครื่องหมายถึงการทรมาน การที่นักโทษคนใดที่ถูกตรึงกางเขนนอกจากจะเป็นการต้องโทษประหารที่รุนแรงแล้ว ยังเป็นการประหารชีวิตที่สุดแสนจะทรมานในสมัยนั้น อีกทั้งเป็นการประจานให้ได้รับความอับอายทั้งผู้ถูกตรึงและตระกูลในครอบครัวของเขาด้วย

ส่วนตัวเกิดคำถามในจิตใจต่อไปว่า แล้วทำไมพระเยซูคริสต์ถึงเอาเรื่องการแบกกางเขนเพื่อเป็นเครื่องเปรียบเทียบและให้ความหมายกับการติดตามพระองค์?

พระเยซูคริสต์ใช้กางเขนเป็นเครื่องหมายด้วยความตั้งใจ ที่จะอธิบายถึงการติดตาม หรือ การเป็นสาวกของพระองค์ว่า การติดตามพระองค์ “มิใช่เป็นเหมือนเด็กเล่นขายของ” ไม่ใช่ “การเปลี่ยนศาสนา” มิใช่เปลี่ยนวิธีประกอบศาสนพิธี มิใช่เรื่องง่ายๆ แต่ค่าราคาของผู้ที่ตัดสินใจติดตามเป็นสาวกของพระองค์จะต้องจ่ายค่าราคาสูงยิ่ง กล่าวคือเขาต้องมอบชีวิตทั้งหมดให้เป็นของพระคริสต์ เขายอม “ตาย” จากชีวิตเดิมที่เขาเองเป็นเจ้าของ แล้วยอมมอบให้พระคริสต์เป็นเจ้าของชีวิตของเขา แล้วทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาตามพระประสงค์ และที่สำคัญคือบนเส้นทางชีวิตแห่งกางเขนนี้จุดหมายปลายทางชีวิตของเขาคือพระประสงค์ของพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

07 ตุลาคม 2554

ผู้นำในพระคริสต์ หรือ ผู้(ที่พระเจ้า)นำ?

พระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติ(งานรับใช้) และการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และ ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า บรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่ คือโตถึงขนาดความบริบูรณ์(ความไพบูลย์)ของพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:4:11-13 ฉบับมาตรฐาน, ในวงเล็บ สำนวนแปลอมตธรรม)

ในฐานะที่เราเป็นคริสตชนคนหนึ่ง
เป็นฆราวาส หรือ บรรพชิต เป็นสมาชิกคนหนึ่งในคริสตจักร
ท่านมองผู้คนแต่ละคนที่เข้ามาร่วมชีวิตในชุมชนคริสตจักรอย่างไร?

บ่อยครั้งเรามักมองว่าเขาเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์คนหนึ่ง
เป็นสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักร
เป็นลูกหลานคนหนึ่งของคริสตจักร
เป็นแขกที่มาเยี่ยมคริสตจักรของเรา
เป็นคนที่กำลังสนใจเรื่องพระเยซูคริสต์
เป็นคนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก
เป็นสมาชิกจรที่เข้ามาร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์กับพวกเราในคริสตจักร
แล้วตัวท่านเองล่ะ มองผู้คนที่มาร่วมในชุมชนคริสตจักรอย่างไร?

สำหรับเปาโลแล้ว...
ท่านมองผู้คนแต่ละคน ทั้งสมาชิกคริสตจักร ทั้งแขกที่มาเยี่ยมว่า
แต่ละคนเป็นคนที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่คริสตจักร
แต่ละคนมี “ของประทานเฉพาะจากพระเจ้า”

บางคนเป็นผู้ใหญ่ที่ช่วยดูแลชีวิตจิตวิญญาณของผู้คน
บางคนที่มีความสามารถในการอธิบายพระวจนะของพระเจ้าที่ตอบสนองต่อการดำเนินชีวิต
บางคนมีความสามารถในการสื่อสารข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์แก่คนที่ยังไม่รู้ไม่เชื่อ
บางคนมีจิตใจเมตตาและความสามารถในการอภิบาลเอาใจใส่ชีวิตเพื่อนสมาชิกในคริสตจักร
บางคนเป็นคนที่มีความรู้และใช้ความรอบรู้นั้นเพื่อเสริมหนุนชีวิตของเพื่อนสมาชิก และ ชุมชนคริสตจักร

น่าสังเกตว่า...
สำหรับเปาโลแล้ว...
ท่านมองว่า อัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ ศิษยาภิบาลหรืออาจารย์ หรือ อื่นๆ
มิใช่ตำแหน่ง หรือ สถานภาพทางสังคมในคริสตจักร
มิใช่เป็นพวกที่ถูกจัดแบ่งออกเป็นบุคคลกลุ่มพิเศษ
มิใช่เป็นกลุ่มคนที่อยู่เหนือคนอื่นๆ ในคริสตจักร

แต่ท่านบอกกับคริสตจักร และ บอกกับเราว่า...
ทุกคนที่เข้ามาร่วมในชีวิตชุมชนคริสตจักร
มิได้เข้ามาหรืออยู่ในคริสตจักรโดยบังเอิญ
แต่เป็นผู้ที่พระคริสต์ทรงเรียก และ ประทานให้แก่คริสตจักร
และพระคริสต์มีพระประสงค์ในชีวิตแต่ละคน
ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงประทานสิ่งพิเศษที่หลากหลายแตกต่างในแต่ละคนที่มาร่วมในชุมชนคริสตจักร
พระองค์มีพระประสงค์ให้แต่ละคนได้มีโอกาสใช้ “ของประทานพิเศษ” ที่อยู่ในแต่ละคนในการสร้างชุมชน

เปาโลอธิบายต่อไปว่า...
สมาชิกคริสตจักร รวมถึงฆราวาสทุกคน ต่างได้รับของประทานพิเศษจากพระเจ้า
พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้แต่ละคนเหล่านี้ใช้ของพิเศษตามพระประสงค์ของพระองค์
พระประสงค์ของพระองค์ในที่นี้คือ
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการ “เตรียม” ชีวิตของกันและกัน (เหมือนเตรียมดินก่อนการเพาะปลูก)
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการ “อภิบาล” เอาใจใส่ ทุ่มเท ร่วมทุกข์ร่วมสุข และ เสริมหนุนกันและกัน
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการกระตุ้นหนุนเสริมให้เกิด “การเรียนรู้” และ “เกิดความเชื่อศรัทธา”
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการช่วยคนอื่นให้ได้พบสัจจะความจริงข่าวดีในชีวิตจากพระเยซูคริสต์ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งความคิด ทัศนคติ ความเชื่อศรัทธาและการดำเนินชีวิต
ให้ใช้ของประทานพิเศษของบางคนในการเสริมหนุนให้ชีวิตของสมาชิกแต่ละคนดำเนินไปด้วยอิทธิพลของคำสอนและการดำเนินชีวิตแบบพระเยซูคริสต์

ทั้งสิ้นนี้...
ให้ทุกคนมีเป้าหมายที่ “การรับใช้” ตามพระประสงค์ของพระคริสต์
ของประทานพิเศษที่แต่ละคนได้รับจากพระเจ้า จะถูกใช้เพื่อการรับใช้
ทั้งในชุมชนคริสตจักร และ ในชุมชนสังคมโลก
ของประทานพิเศษจากพระเจ้ามีไว้เพื่อใช้ในการรับใช้ เสริมหนุนคนอื่น
มิใช่เพื่อ “กอบโกย” หรือ “สร้างเสริม” บารมีความเด่นดังสำคัญของตนเอง

ให้ทุกคนมีเป้าหมายที่ “การเสริมสร้าง” พระกายพระคริสต์คือชุมชนคริสตจักร
ของประทานพิเศษในแต่ละตัวคนมีเป้าประสงค์เพื่อใช้ในการเสริมสร้างชีวิตชุมชนคริสตจักร
ให้เป็นชุมชนที่ “รู้” และ “เชื่อศรัทธา” ในพระคริสต์
ให้เป็นชุมชนที่ “สำแดงพระคริสต์” ที่ชุมชนสังคมโลกรอบข้างสามารถเห็นได้ และมองเห็นชัดเจนยิ่งๆ ขึ้น
ให้เป็นชุมชนที่ “เติบโต” ขึ้น มิใช่เพียงขนาดโบสถ์ หรือ จำนวนสมาชิกเท่านั้น แต่ผู้คนได้ “เห็น” และ “สัมผัส” ความรักของพระคริสต์ผ่านชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักร(พระกายนั้น)

สำหรับเปาโลแล้ว...
ท่านมองว่าทุกคนในชุมชนคริสตจักรเป็นผู้มีคุณค่า
มีคุณค่าในตนเองเพราะพระเจ้าประทานสิ่งพิเศษเฉพาะในแต่ละตัวคน
มีคุณค่าสำหรับชีวิตชุมชนคริสตจักร เพราะพระเจ้าประทานคนๆ นั้นให้แก่คริสตจักร เพื่อร่วมในการรับใช้และเสริมสร้างในชีวิตชุมชนคริสตจักร และ ในชุมชนสังคมโลก
มีคุณค่าเพราะพระเจ้าทรงใช้คนๆ นั้น
มีคุณค่าเพราะชุมชนคริสตจักรเปิดโอกาสและพื้นที่ให้เขาได้รับใช้และร่วมเสริมสร้าง
มีคุณค่าเพราะแต่ละคน และ ทุกคนมีเป้าหมายปลายทางในชีวิตคือ พระประสงค์ของพระเจ้า
มีคุณค่าเพราะเขารับใช้และสร้างเสริมตามพระประสงค์ของพระคริสต์ (มิใช่เพื่อประโยชน์สุขของตนเอง)

ในวันนี้ ใครคือผู้ที่พระเจ้าทรงนำเข้ามาในชีวิตของเรา
แล้วเราจะหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่กันและกันด้วยของประทานพิเศษที่พระเจ้าทรงประทานให้ในแต่ละคนอย่างไร?

ในวันนี้ขอภาวนาอธิษฐานว่า...
ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดดวงตาของเราได้มองเห็นของประทานที่พระเจ้านำเข้ามาในชีวิตของเรา
ให้เราเห็นและรู้เท่าทันถึงคนต่างๆ ที่พระเจ้าทรงนำให้มาสัมผัสพบเจอกับเราในวันนี้
เพื่อเราจะหนุนเสริมเพิ่มพัฒนากันและกันเพื่อการรับใช้และเสริมสร้างชุมชนตามพระประสงค์ของพระองค์

“เครื่องบ่งชี้ถึงความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคือ
ศักยภาพในการเสริมเสริมความยิ่งใหญ่ในคนอื่นๆ” J. C. Macaulay (1889-1977) นักเขียนและนักศาสนศาสตร์


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

05 ตุลาคม 2554

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรในการรับใช้บริการ

กฎข้อแรก เริ่มต้นที่ผู้นำระดับสูง

กฎข้อที่ 1

ในการที่เราจะสร้างวัฒนธรรมการบริการ หรือ วัฒนธรรมในการรับใช้ ย่อมเริ่มต้นจากหัวหน้าและหัวใจของผู้นำในองค์กรนั้น แล้วส่งต่อการบริการแบบนี้ไปยังสมาชิกในทีมงานต่อๆ ไป ไม่มีหนทางอื่นที่จะสร้างให้เกิดวัฒนธรรมของการรับใช้บริการขึ้นในองค์กรได้นอกจากวิธีนี้เท่านั้น

ที่นำเรื่องการสร้างวัฒนธรรมการบริการในองค์กรมากล่าวในที่นี้เพราะเห็นว่า ในคริสต์ศาสนาเราพูดกันมากเกี่ยวกับผู้นำแบบผู้รับใช้ และเรามักเรียกตัวเองว่าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าท่ามกลางสังคมโลก อีกทั้งองค์กรของสภาคริสตจักรก็มักอ้างอิงถึงการให้บริการ เช่น มหาวิทยาลัยพายัพของสภาฯ ก็มีคติประจำใจขององค์กรว่า “สัจจะและบริการ”

Brent Harris เคยกล่าวว่า “คุณไม่สามารถสอนให้เกิดวัฒนธรรมที่พึงต้องการ แต่คุณต้องดำเนินชีวิตให้คนรอบข้างเห็นวัฒนธรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้นในองค์กรของคุณ คุณต้องสำแดงให้คนอื่นได้เห็นวัฒนธรรมนั้นด้วยการกระทำของคุณเอง” Brent Harris เป็นผู้บริหารระดับสูงของ Nordstrom การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กรในองค์กรใดๆ ก็ตาม ผู้นำที่อยู่ในระดับสูงขององค์กรจะต้องดำเนินชีวิตและกระทำสำแดงออกให้เห็นชัดในวัฒนธรรมนั้นๆ เพราะคำพูดที่ไร้ซึ่งการกระทำก็ไม่มีความหมายใดๆ หรือมีผู้กล่าวว่าก็เป็นเหมือนการผายลมแก้อืดท้องเช่นใดเช่นนั้น

เมื่อ Dave Neeleman เริ่มสายการบิน JetBlue เขาตระหนักชัดถึงความสำคัญของการเป็นผู้นำที่ต้องเป็นผู้นำการสำแดงสิ่งที่ต้องการให้เป็นวัฒนธรรมขององค์ให้ทีมงานของตนได้เห็น เพื่อให้สิ่งที่เขากระทำเป็นเสียงพูดดังก้องกว่าคำพูด ความรับผิดชอบของเขาคือการเสริมสร้างวัฒนธรรมในการให้บริการ และเขารู้ดีว่าทุกสายตามุ่งมองมายังเขา เมื่อ 2-3 ปีมานี้ ในวารสาร INC. Magazine ได้ตีพิมพ์ข้อเขียนของ Norm Brodsky ที่ได้เล่าถึงประสบการณ์ของเขาเมื่อโดยสารในเที่ยวบินของ JetBlue ที่ Neeleman อยู่ในเที่ยวบินนั้นด้วย เมื่อผู้โดยสารกำลังรัดเข็มขัดเพื่อเตรียมตัวในการทะยานขึ้นฟ้าของเครื่องบินลำนั้น Neeleman ได้ยืนขึ้นและแนะนำตัวเขา “สวัสดีครับท่านผู้โดยสาร ผมเป็นผู้บริหารระดับสูงของ JetBlue ผมอยู่ร่วมในเที่ยวบินนี้เพื่อให้บริการรับใช้แก่ทุกท่านครับ และผมจะมีโอกาสพบปะกับท่านแต่ละคนก่อนที่เครื่องบินนี้จะถึงเป้าหมายปลายทาง” เมื่อเขาบริการอาหารว่าง เขาจะพูดทักทายกับผู้โดยสารทุกคน เมื่อเขามาถึงผม ผมบอกเขาว่านี่เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมในการให้บริการด้วยตัวคุณเอง แล้วผมถามเขาว่า เขาทำเช่นนี้บ่อยแค่ไหน ผมคาดหวังว่าเขาจะตอบว่าหนึ่งถึงสองครั้งต่อปี เขาตอบผมว่า “ไม่บ่อยเท่าที่ควรครับ... ผมทำได้แค่เดือนละครั้งเท่านั้นครับ”

ผมประหลาดใจในการกระทำของเขาอย่างมาก ผมเห็นเขาสนทนาวิสาสะกับผู้โดยสารคนอื่นๆ เช่น ผมเห็นเขาฟังผู้โดยสารแต่ละคนอย่างใส่ใจในสิ่งที่ผู้โดยสารพูดกับเขาแล้วจดในสิ่งที่ผู้โดยสารบอกเขา และในบางรายที่เขาไม่สามารถตอบคำถามของผู้โดยสาร ผมเห็นเขาได้ให้นามบัตรของเขาแก่ผู้โดยสารคนนั้นพร้อมกับบอกว่า “จะมีเจ้าหน้าที่ของสายการบินติดต่อกับท่านภายใน 24 ชั่วโมง” แม้เมื่อสิ้นสุดการเดินทางของเที่ยวบินนั้น ผมยังเห็น Neeleman คาดผ้ากันเปื้อนสีฟ้าและทำการเก็บเศษขยะจากที่นั่งของผู้โดยสาร และกระเป๋าหน้าที่นั่ง

Robert K. Greenleaf กล่าวไว้ว่า “ผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้รับใช้ที่ดีก่อน”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
สนามบินภูเก็ต

03 ตุลาคม 2554

กล้าที่จะยืนหยัดอย่างมั่นคง

กษัตริย์ทรงประทานอาหารและเหล้าองุ่นจากโต๊ะเสวยแก่คนเหล่านี้(ดาเนียล และ เพื่อนจากยูดาห์)ทุกวัน และให้พวกเขารับการฝึกฝนตลอดสามปี หลังจากนั้นจึงเข้ารับราชการ...(ดาเนียล 1:5 อมตธรรม)

แต่ดาเนียลตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมให้ตนเองเป็นมลทินเพราะเครื่องเสวยทั้งอาหารและเหล้าองุ่น จึงขออนุญาตจากหัวหน้ากรมวังที่จะไม่ทำให้ตนเองเป็นมลทินอย่างนั้น พระเจ้าทรงบันดาลให้หัวหน้ากรมวังชอบพอและเห็นใจดาเนียล แต่เขาบอกดาเนียลว่า “เรากลัวเจ้าเหนือหัวซึ่งเป็นผู้ประทานอาหารและเครื่องดื่มให้พวกเจ้า หากเราปล่อยให้พวกเจ้าซูบซีดกว่าชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน พระองค์คงตัดหัวเราเพราะพวกเจ้า” (ดาเนียล 1:8-10 อมตธรรม)

ดาเนียลและเพื่อนอีกสามคนถูกคัดเลือกไปจากยูดาห์ (ประมาณปี 605 กคศ.) เกณฑ์การคัดเลือกคือ เป็นคนหนุ่มที่มีเชื้อสายสูง รูปร่างหน้าตาดี ฉลาดพร้อมที่จะเรียนรู้ มีไหวพริบ ปฏิภาณ เชี่ยวชาญในสรรพปัญญา มีความรู้ความเข้าใจและความสามารถเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ในพระราชวังของกษัตริย์ แล้วให้สอนภาษาและวรรณคดีของชาวบาบิโลน และนี่คือกระบวนการหล่อหลอมกรอบคิดและการดำเนินชีวิตแบบบาบิโลนท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมที่แข็งและแรงในสังคมใหม่ของดาเนียลและเพื่อนทั้งสามในบาบิโลน

จากนั้น ใช้กระบวนการเปลี่ยนชื่อให้เป็นภาษาของบาบิโลน นี่มีความหมายว่า บัดนี้ทั้งสี่อยู่ใต้สิทธิอำนาจของเนบูคัดเนสซาร์ ยิ่งกว่านั้น ชื่อใหม่เหล่านี้ยังมีชื่อของพระเจ้าที่ชาวบาบลิโลนนับถือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ดาเนียล ในภาษาฮีบรูแปลว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษา(ของข้าพเจ้า)” ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาบาบิโลนว่า เบลเทชัสซาร์ ซึ่งมีความหมายว่า “พระเบล(มาร์ดุค)ปกป้องชีวิต(ข้าพเจ้า)” เป็นต้น นี่เป็นกระบวนการครอบงำความคิด ความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ของทั้งสี่ และเขย่าลงลึกถึงรากฐานชีวิตของพวกเขาอย่างท้าทายด้วยอำนาจที่แข็งแกร่งยากจะปฏิเสธได้(ดูข้อ 6-7)

ยิ่งกว่านั้น กระแสวัฒนธรรมใหม่ที่มาถึงทั้งสี่คนนั้น เป็นทั้งเกียรติ ศักดิ์ศรี โอกาส อำนาจ ชนชั้นอภิสิทธิชน ที่คาดหวังที่จะให้พวกเขายอมให้ชีวิตของตนไต่เต้าไปตามกระแสดังกล่าว เพื่อประโยชน์และโอกาสแห่งตน

แต่ทำไม ดาเนียลถึงตั้งปณิธานว่า “จะไม่ยอมตนเองเป็นมลทิน เพราะเครื่องเสวยทั้งอาหารและเหล้าองุ่น” ผมเคยคุยกับคริสเตียนไทย บางท่านได้ให้ความเห็นว่า เพราะดาเนียลและเพื่อนไม่ยอมดื่มเหล้า นี่คงเอามาตรฐานคริสเตียนไทยเป็นเครื่องวัด เพราะในวัฒนธรรมยิวเขาดื่มเหล้าองุ่น เขายังปลูกองุ่น มีบ่อย่ำและมีการหมักเหล้าองุ่น และในงานเลี้ยงสมรสที่คานา เขาก็มีความสุขกับการดื่มเหล้าองุ่นที่พระเยซูคริสต์ได้ทำการอัศจรรย์

ที่ดาเนียลและเพื่อนยืนยันไม่ยอมตนเองเป็นมลทินจากอาหารที่กษัตริย์พระราชทานมานั้นเพราะ อาหารที่มาจากโต๊ะเสวยของเนบูคัดเนสซาร์ เป็นอาหารที่ผ่านการถวายแก่รูปเคารพ เหล้าองุ่นส่วนหนึ่งก็ใช้เทถวายบนแท่นบูชาของพระต่างชาติ ส่วนเนื้อสัตว์เหล่านั้นมิได้รับการเชือดอย่างถูกต้องตามพระบัญญัติ นี่เป็นความกล้าหาญอย่างยิ่งในการยืนหยัดความเชื่อศรัทธาของทั้งสี่อย่างมั่นคง นอกจาก การที่ปฏิเสธอาหารที่ดีที่สุดที่กษัตริย์พระราชทานให้แล้ว ยังบอกและยืนยันชัดเจนว่า ตนจะไม่ยอมปล่อยตนให้ลื่นไหลไปตามกระแสวัฒนธรรมใหม่ของสังคม กระแสวัฒนธรรมที่มีพวกมากลากไป การยืนหยัดมั่นคงบนรากฐานความเชื่อศรัทธานอกจากกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตแล้ว พวกเขาต้องยอมที่จะทนทุกข์และเสียสละด้วย พวกเขามิได้เรียกร้องให้มีการเชือดสัตว์อย่างถูกต้องตามพระบัญญัติเพื่อพวกเขาจะได้รับประทานเนื้อสัตว์ได้ แต่พวกเขากลับยอมที่จะรับประทานอาหารที่มีแต่ผักและดื่มแต่น้ำ(ดูข้อ 12)

ทุกวันนี้ การดำเนินชีวิตของเราในที่ทำงาน ในตลาดการค้า ในสังคมชุมชนของเรา เราได้สำแดงการยืนหยัดอย่างมั่นคงตามความเชื่อศรัทธาของเราและแสดงอัตลักษณ์ความเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์หรือไม่ หรือเรายอมตนให้ลื่นไหลไปตามกระแสวัฒนธรรมแบบทุนนิยม ประโยชน์นิยม อำนาจนิยม บริโภคนิยม(ดำน้ำกินตามกระแส, ทำไมคนอื่นยังทำได้) โอกาสใครโอกาสมัน(เราไม่ว่ากัน??)

เรากล้าที่จะยืนหยัดการดำเนินชีวิตบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยความสัตย์ซื่อ หรือ กลัวว่าตนจะเสียโอกาสและเสียผลประโยชน์ มิได้เกรงกลัวว่าจะดำเนินชีวิตที่ผิดเพี้ยนไปจากพระประสงค์แต่กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าตนเอง “โง่” (เพราะน้ำขึ้นไม่รีบตัก) การที่เราต้องลุยตามกระแสวัฒนธรรมเช่นทุกวันนี้แสดงออกถึงความเสื่อมและผุกร่อนในความเชื่อศรัทธาของเรา ลึกๆ แล้ว เราไม่ไว้ใจพระเจ้าอีกต่อไป แต่เราไว้ใจ เงินทอง ทรัพย์สิน อำนาจ พวกพ้อง และโอกาสที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตข้างหน้า

Chaim Potok นักเขียนชาวยิวเคยกล่าวไว้ว่า ผู้นำที่แท้จริงจะไม่ยอมตนให้ถูกกลืนเข้าไปในกระแสสังคมที่ตนว่ายวนอยู่นั้น... ผู้นำที่สัตย์ซื่อและมั่นคงจะเลือกยืนมั่นบนจุดที่ถูกต้อง ต่อต้านและทวนกระแสความนึกคิดและการกระทำที่ผิดเพี้ยนแต่เป็นที่นิยมยอมรับของสังคม

อัตลักษณ์ความเป็นคริสตชนในที่ทำงาน ในตลาดการค้า ในสังคมชุมชนโลก จะไม่ถูกกระแสสังคมดูดดึงกลืนจนเป็นเหมือนกระแสวัฒนธรรมสังคมทันสมัยและบริโภคนิยม ประโยชน์นิยมและอำนาจนิยม คริสตชนต้องเลือกระหว่างตำแหน่งที่สูงขี้นกับคุณค่าและสัมพันธภาพในครอบครัว ต้องเลือกระหว่างความมั่นคงหน้าที่การงานกับความสัตย์ซื่อต่อครอบครัว ต้องเลือกระหว่างชื่อเสียงเกียรติยศกับการกระทำที่ให้เกียรติและสรรเสริญพระเจ้า ต้องเลือกระหว่างการทุ่มเทชีวิตเพื่อความสำเร็จและความพอใจในตนเองกับการตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเจ้า ต้องเลือกการกระทำทุกอย่างที่จะได้ กับการกระทำทุกอย่างที่จะให้

เมื่ออ่านเรื่องราวของดาเนียล ผมนั่งลงถามตนเองว่า ถ้าดาเนียลไม่ยืนหยัด สัตย์ซื่อ และมั่นคงในชีวิตเช่นนี้ เรื่องราวของดาเนียลจะจบลงอย่างไร เขาจะมุ่งทำตามสิ่งที่กษัตริย์ต้องการให้เขาทำ แต่ไม่แคร์พระประสงค์ของพระเจ้า แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับดาเนียลและเพื่อนของเขา จุดจบของเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร?

มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์ ได้กล่าวว่า “คนกล้าหาญจะยืนหยัดเผชิญหน้ากับความกลัว ดังนั้น เขาจึงสามารถควบคุมความกลัว ส่วนคนขี้ขลาดนั้นพยายามทุกหนทางที่จะหลีกลี้หนีสิ่งที่ตนกลัว ดังนั้น เขาจึงถูกครอบงำโดยความกลัว”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่