14 สิงหาคม 2563

อย่ามองข้ามพระประสงค์...ที่ประทานความรอดแก่เรา!

เราเคยถามใจตนเองบ้างไหมว่า...ทำไมเราถึงต้องการความรอด?

ผมมักได้คำตอบในทำนองว่า เพื่อเมื่อเราตายแล้วไม่ต้องตกนรกหมกไหม้ แต่จะได้ไปสวรรค์ สถานที่ที่มีแต่ความสุขนิรันดร์ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องการตามใจปรารถนาของเรา  

ถ้าเช่นนั้น เราเคยถามบ้างไหมว่า แล้วทำไมพระเจ้าถึงกอบกู้ชีวิตเราให้รอด? พระองค์มีพระประสงค์อะไร?

ความรอดเป็นของประทานจากพระเจ้า พระองค์ต้องมีพระประสงค์ที่กอบกู้ให้เรารอดอย่างแน่นอน  ซึ่งเรามักมองข้าม และ น้อยคนนักที่จะถามว่า แล้วพระเจ้ามีพระประสงค์อะไรที่มาช่วยกอบกู้มนุษย์เราท่านให้ได้มีชีวิตที่ได้รับความรอด

บ่อยครั้งเราตื่นเต้นกับข่าวดีแห่งความรอดโดยพระคุณของพระเจ้าทางความเชื่อ แต่เรากลับมองข้ามสิ่งที่ความรอดต้องการนำเราไปให้ถึง  คือการที่เราจะมอบกายถวายชีวิตในการกระทำ “การดี” ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เรากระทำ (เอเฟซัส 2:8-10)  

“เราไม่ได้รอดเพราะการกระทำดีของเรา  
แต่เรารอดเพื่อกระทำดี...ตามที่พระเจ้าเตรียมไว้
ให้เราร่วมในการสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้”

เราได้ยินถึง “พระมหาบัญชา” ของพระเยซูคริสต์ ที่อยู่ตอนท้ายของพระกิตติคุณมัทธิว ที่กล่าวว่า “สิทธิอำนาจสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา...” (มัทธิว 28:18-19 มตฐ.) นี่คือพระราชกิจที่พระคริสต์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ผู้ที่ได้รับความรอดกระทำสานต่อพระประสงค์ของพระองค์ แต่อย่างไรก็ตาม เราส่วนมากอาจจะมองข้าม “พระประสงค์ของพระเจ้าที่สำแดงผ่านทางเปาโล” ตามที่ปรากฏใน เอเฟซัส 2:10 ที่ว่า

“เพราะว่าเราเป็น “ผลงานของพระเจ้า” หรือ “ฝีพระหัตถ์ของพระองค์” ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ (ชีวิตที่ได้รับความรอดจากพระคริสต์) เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม ” 

ขอตั้งข้อสังเกตคำขึ้นต้นของข้อ 10 ที่ว่า “เพราะว่า” แสดงว่าข้อความในข้อ 10 นี้เชื่อมต่อจากข้อ 8 และ 9 ที่กำลังพูดถึงเรื่องความรอดโดยพระคุณของพระเจ้าทางความเชื่อ มิใช่ด้วยการกระทำดีของเราเอง ในข้อ 10 ได้ชี้เชื่อมต่อไปว่า การที่พระเจ้าประทานความรอดแก่เรานั้น ก็เพื่อเราจะมีชีวิตในพระคริสต์และกระทำการดีร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเรา ตามที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว

คริสตชนส่วนใหญ่มองข้ามความสำคัญของความเชื่อมต่อของข้อ 10 กับข้อ 8-9 เราอาจจะตื่นเต้นและเน้นความสำคัญของการที่เราได้รับความรอดโดยพระคุณพระเจ้าทางความเชื่อ แต่เรากลับมองข้าม หรือ ละเลยสิ่งสำคัญที่เปาโลได้พูดในข้อที่ 10 ดังนั้น เรามักตื่นเต้นให้ความสำคัญที่เราได้รับความรอดโดยพระคุณ แต่กลับไม่รับรู้สนใจว่าการที่เราได้รับความรอดโดยพระคุณนั้นพระเจ้ามีพระประสงค์ใช้ชีวิตที่ได้รับความรอดให้กระทำการดีตามที่พระองค์ได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อเราจะมีชีวิตที่จะกระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ที่คาดหวังให้เราใช้ชีวิตที่ได้รับความรอดโดยทางพระคริสต์ในการมีชีวิตที่ติดสนิทกับพระองค์และกระทำสิ่งดีแก่สังคมโลกตามพระประสงค์ที่ทรงจัดเตรียมไว้แก่เรา

เมื่อเราได้รับความรอดโดยทางพระคุณของพระเจ้าแล้ว ให้เรา “แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน” กล่าวคือแสวงหาว่า อะไรคือ “การดี” ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้เรากระทำตามพระประสงค์ของพระองค์เมื่อเราได้รับความรอดจากพระองค์แล้ว? ให้เราแต่ละคนใคร่ครวญตรวจสอบว่า อะไรคือ “...การดี” ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม ตามสภาพชีวิตของเราแต่ละคนและบริบทในแต่ละสถานการณ์ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง

1) พระเจ้าทรงจัดเตรียมการดีอะไรให้เรากระทำในบ้าน-ครอบครัวเรา?

2) พระเจ้าทรงจัดเตรียมการดีอะไรให้เรากระทำในที่ทำงานของเรา?

3) พระเจ้าทรงจัดเตรียมการดีอะไรให้เรากระทำในกลุ่มเพื่อนฝูงของเรา?

4) พระเจ้าทรงจัดเตรียมการดีอะไรให้เรากระทำในชุมชนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง?

5) พระเจ้าทรงจัดเตรียมการดีอะไรให้เรากระทำในประเทศ และ สังคมโลกของเรา?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




13 สิงหาคม 2563

ห่วงโซ่แห่งการยกโทษ

การให้อภัย การยกโทษ เราพูดกันมาก (โดยเฉพาะคริสตชน) แต่ทำได้ยาก และไม่ค่อยจะทำกันเป็นรูปธรรม แต่คริสตชนไม่สามารถที่จะละเลยสิ่งนี้ได้ เพราะนี่คือหัวใจแห่งพระกิตติคุณของพระคริสต์ อีกทั้งเป็นคุณธรรม และ คุณภาพชีวิตประการหนึ่งในแผ่นดินของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกนี้

หลายคนคิด/เข้าใจว่าพระเจ้าจดจำสิ่งที่เรากระทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย เขามีภาพในใจว่า พระเจ้าอยู่ในสวรรค์  คอยที่จะติดตามการกระทำผิดของเราเพื่อจะลงโทษ

แต่ภาพที่แท้จริงของพระเจ้าเป็นภาพนี้คือ “เรา...คือผู้ที่ลบล้างการล่วงละเมิดของเจ้าเพื่อเห็นแก่เราเอง และจะไม่จดจำบาปของเจ้าอีกต่อไป” (อิสยาห์ 43:25 อมธ.) พระเจ้าต้องการที่จะยกโทษแก่เรา และพระองค์ทำการยกโทษทั้งสิ้นแก่เราโดยทางพระเยซูคริสต์

ดังนั้น เปาโลได้กล่าวไว้ว่า “เพราะฉะนั้นไม่มีการลงโทษคนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์” (โรม 8:1 มตฐ.) การที่เราไม่ต้องรับการลงโทษจากความบาปผิดของเราเพราะพระเยซูคริสต์ทรงรับโทษแทนเรา ซึ่งเป็นการยกโทษโดยพระคุณ เป็นการที่พระคริสต์ยกโทษเราอย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นการยกโทษที่สมบูรณ์ แน่นอนและตลอดไป คนบาปเช่นเราจึงไม่ต้องทนทุกข์ยากลำบากเพราะความบาปผิดที่ได้ทำมา เมื่อเราผู้เป็นคนบาปยอมรับการชำระยกโทษจากพระคริสต์

เมื่อเราตระหนักชัดว่าเราได้รับการยกโทษจากพระคริสต์ เราได้รับพลังแห่งการยกโทษนี้ ทำให้เราสามารถที่จะยกโทษแก่คนอื่นรอบข้างชีวิตของเราด้วย

นั่นหมายความว่าเราจะต้อง “...อดทนอดกลั้นต่อกันและกัน และไม่ว่าท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกันก็จงยกโทษให้กัน ท่านจงยกโทษให้กันเหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงยกโทษให้ท่าน” (โคโลสี 3:13 อมธ.)

เมื่อเราสำรวจถึงชีวิตที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราอาจจะเห็นถึงชีวิตที่น่าเกลียดของตนเอง ความเห็นแก่ตัว  และกระทำชั่วต่าง ๆ และพระเจ้าก็เห็นสิ่งเหล่านี้ในชีวิตของเราด้วย แต่พระองค์มีมุมมองที่แตกต่างจากเรา พระเจ้ามองว่าเราแต่ละคนเป็นคนที่พระองค์ทรงสร้าง เป็นผลงานแห่งการทรงสร้าง (ฝีพระหัตถ์) ของพระเจ้า เพื่อที่เราจะมีชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์ และ เป็นผู้นำพระพรถึงคนอื่นรอบข้าง

เมื่อเรามองลึกเข้าในพระเนตร (ดวงตา) ของพระเจ้า เราจะเห็นถึงแววตาแห่งการให้อภัย เป็นสิ่งที่พระองค์เท่านั้นที่จะให้แก่เราได้ ถ้าเราจะเปิดชีวิตยอมรับการอภัยความบาปชั่วในชีวิตของเราจากพระองค์ มิใช่ท่านได้รับการอภัยเท่านั้น พระคริสต์ยังทรงสร้างชีวิตจิตใจของท่านใหม่ให้มีจิตใจแห่งพระคุณของพระองค์ที่จะยกโทษคนอื่นด้วย  และนี่คือพระราชกิจแห่งการสร้างห่วงโซ่ของการให้อภัยในแผ่นดินของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกนี้ การให้อภัยจึงเป็นคุณธรรม และ คุณภาพชีวิตประการหนึ่งในแผ่นดินของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




11 สิงหาคม 2563

เราต้องทำอะไร...ที่จะเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยมยอด?

ผู้นำที่ดี เป็นผู้นำที่ต้องการให้คนอื่นได้พบกับความสำเร็จ

ต้องการให้เกิดผลตามเป้าหมาย มากกว่าความเด่นดังของตนเอง

การเป็นผู้นำที่ดีต้องทำอย่างไร?

นี่เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องผู้นำ บางทีท่านอาจกำลังสงสัยในเรื่องนี้พอดี  เพื่อเราจะมีความชัดเจนในประเด็นนี้ ให้เราลองศึกษาเรียนรู้จากผู้นำที่ดีเยี่ยมยอดท่านหนึ่งด้วยกัน

John Stockton ผู้นำในด้านการกีฬาที่ดีที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

“การเป็นผู้นำที่ดี เราต้องเป็นผู้ที่ต้องการให้คนอื่น ๆ ประสบความสำเร็จ และมีความต้องการที่จะชนะในเกมที่เล่น  มากกว่าต้องการให้ตนเองมีความเด่นดัง”   

จากคำกล่าวนี้เราพบว่า ถ้าเราต้องการจะเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยมยอด เราจะต้องทำ 4 ประการด้วยกัน

1. ผู้นำที่ดีมุ่งเน้น-ให้ความสำคัญในคนอื่น  
    เขาตระหนักชัดว่าเขาต้องการคนอื่น

2. ผู้นำที่ดีปรารถนาชีวิตที่ดีกว่าสำหรับคนเหล่านั้น  
    เขาต้องการให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จในชีวิต

3. ผู้นำที่ดีมุ่งเน้นที่ความสำเร็จ  
    “เป็นผู้ที่ต้องการความสำเร็จในชีวิต” เมื่อผู้นำชักชวนให้คนอื่นติดตามเขาไปสู่อนาคตที่สดใส เขาต้องทำให้คนที่เขาชวนสามารถเห็นประจักษ์ชัดถึงความสำเร็จดังกล่าวอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

4. ผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้นำที่มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว  
    “มิใช่เพื่อความเด่นดังของตนเอง แต่เพื่อความสำเร็จของคนอื่น และความสำเร็จในเป้าหมายร่วมกัน”

ท่านเห็นว่าข้อใดที่จะทำให้ท่านเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยมยอดได้?

ใครบ้างในวงการของเราที่มีลักษณะผู้นำตาม 4 ประการข้างต้น?

ในองค์กร/คริสตจักรของเรา มีผู้นำลักษณะเช่นนี้สักกี่เปอร์เซ็นต์?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




10 สิงหาคม 2563

เราคิดเรื่อง “เกษียณอายุ” อย่างไร?

ประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม

“การเกษียณอายุ” เป็นการปฏิบัติของคนทำงานในชุมชนเมือง หรือกล่าวได้ว่าเป็นการปฏิบัติในวัฒนธรรมของการทำงานของคนในเมืองในองค์กร ราชการ หน่วยงาน สถาบัน แต่ เกษตรกร คนเลี้ยงสัตว์ และ คนที่ทำงานในวงการศาสนาส่วนมากไม่ได้ใช้วัฒนธรรมองค์กรเมือง หรือ เชิงธุรกิจนี้ มักจะไม่มีการเกษียณอายุจากงานที่เขารับผิดชอบ   จนกว่าหมดแรงหมดสมรรถนะ

แต่มาระยะหลังนี้ ความคิดเรื่องเกษียณอายุขององค์กรแบบตะวันตกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในวิธีคิดและการทำงานของเรามากยิ่งขึ้น รวมถึงสถาบัน หน่วยงาน ของสภาคริสตจักรด้วย และในคริสตจักรท้องถิ่นเมืองใหญ่หลายแห่งก็มีความคิดเรื่องการเกษียณอายุของศิษยาภิบาลขึ้นในการบริหารจัดการคริสตจักรท้องถิ่นของตน  

การทำมาหาเลี้ยงชีพในชนบท ร้านค้าในชนบท เกือบทั้งสิ้นจะไม่ใช้ความคิดเรื่องเกษียณอายุ แต่ผู้คนจะทำงานจนถึงร่างกายตนเองให้สัญญาณว่าทำต่อไปไม่ไหวก็จะหยุด หรือได้มอบหมายให้ลูกหลานทำต่อไป หรือถ้าเป็นครอบครัวที่มีอันจะกินจะปล่อยให้คนรุ่นต่อไปดำเนินกิจการงานต่อ ในกรณีนี้เป็นเรื่องการตัดสินใจส่วนตัวและความสะดวกส่วนตนเป็นตัวกำหนด

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เราไม่สามารถค้นพบการเกษียณอายุที่ชัดเจนในพระคัมภีร์ เพราะนั่นมิใช่วัฒนธรรม และ วิถีชีวิตของเรื่องราวคนในพระคัมภีร์ จึงมีส่วนทำให้คนเกษียณอายุในเมืองยังยืนยันว่า เขาหยุดหรือถอนตัวจากงานประจำที่เคยทำ แต่งานการทรงเรียก งานการรับใช้ ยังเป็นงานชีวิตที่เขาจะต้องทำต่อไปตลอดชีวิตจนกว่าจะทำอะไรไม่ได้แล้วเท่านั้น

การเกษียณอายุ กับ ความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวในคริสตจักรท้องถิ่น?

ในสภาคริสตจักรฯ ของเรา คนทำงานในองค์กร สถาบัน หน่วยงานของสภาคริสตจักร เมื่อเกษียณอายุจากงานที่ทำจะได้รับเงินสะสมจากสภาฯ เป็นเงินก้อนโต (ถ้าไม่ได้มีการกู้ไปใช้ก่อนหน้านี้ในขณะทำงาน) เมื่อเกษียณแล้วก็จะไม่มีเงินเดือน และสวัสดิการที่เคยได้รับต่อไป แต่มีเสรีภาพที่จะไปทำงานอื่นที่หาได้

ประเด็นที่กำลังก่อตัวความขัดแย้งคือ บุคลากรเกษียณเหล่านี้บางท่านที่เคยสำเร็จหลักสูตรบางหลักสูตรของสถาบันศาสนศาสตร์ของสภาฯ ได้สมัครสอบเป็นครูศาสนา และเข้าสมัครเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรท้องถิ่น ทำให้ถูกกล่าวหาว่าไปแย่งที่ทำงานของคนที่เรียนจบสถาบันรุ่นใหม่ ๆ จากพระคริสต์ธรรม? หรือ กลายเป็นตัวแข่งตัวเลือกศิษยาภิบาลใหม่ของคริสตจักรท้องถิ่น และยังถูกกล่าวอ้างว่า เพื่อคนกลุ่มนี้จะได้รับสวัสดิการเมื่อเป็นศิษยาภิบาล? แต่ประเด็นความขัดแย้งที่อาจจะปะทุขึ้นคือ “มาแย่งที่ทำงานของคนจบรุ่นใหม่?”

มีหลายท่านที่แบ่งปันความคิดแก่ผมว่า แม้จะเกษียณจากงานในองค์กรมาแล้วแต่ยังมีใจรับใช้พระเจ้า มีภาระใจที่จะช่วยงานคริสตจักร เป็นสิ่งที่ดีและน่าชื่นชมขอบคุณท่านเหล่านี้ แต่สิ่งที่เราจะต้องมาพูดคุยหาทางออกด้วยกันคือ   จะรับใช้อย่างไร จะรับใช้แบบไหน จะรับใช้อะไร ที่จะช่วยเสริมหนุนให้การขับเคลื่อนชีวิตและพันธกิจของคริสตจักรท้องถิ่นเข้มแข็ง เติบโต และเกิดผล? (คงไม่จำเป็นจะต้องเป็นศิษยาภิบาลเท่านั้นใช่ไหม?)

จะทำอย่างไรที่จะปรับเปลี่ยน “ความรุนแรงของความขัดแย้งที่อาจจะระเบิดขึ้น” ให้กลายเป็น “พลังการขับเคลื่อนชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร” ที่มีอานุภาพเปลี่ยนแปลงสังคมโลก แล้วนำไปสู่การเสริมสร้างแผ่นดินของพระเจ้าบนโลกใบนี้”?

ผมเห็นว่า ก่อนที่เราจะพูดคุยกัน เราคงต้อง “ปรับเปลี่ยนฐานเชื่อกรอบคิด (Mindset) เกี่ยวกับชีวิตในช่วงหลังเกษียณอายุกันก่อน

แต่เนื่องจากคำว่า “เกษียณอายุ” มีความหมายเฉพาะตัวของมันว่า “ครบกำหนดทำงาน สิ้น หมดวาระที่กำหนด  เลิกทำสิ่งที่เคยทำ” ซึ่งมีความหมายแคบแค่การทำงานในองค์กร ราชการ หน่วยงาน หรือ สถาบัน ข้อเขียนต่อไปนี้จึงจะใช้คำว่า “ช่วงชีวิตที่สาม” แทน (ช่วงชีวิตแรก 20-34 ปี ช่วงชีวิตที่สอง 35-54 ปี และช่วงชีวิตที่สาม 55 ปีเป็นต้นไป) ซึ่งมิได้มีความหมายที่จำกัดคับแคบ แต่เปิดกว้างที่เราสามารถมองใหม่เรื่องนี้ให้กว้างขึ้น

ฐานเชื่อกรอบคิด (Mindset) ของชีวิตช่วงที่สาม ข้างล่างนี้ได้นำเสนอเป็นตัวอย่าง

เปลี่ยนฐานเชื่อกรอบคิด (mindset) ของชีวิตช่วงที่สาม

อาจจะต้องกลับมาคิดใหม่ และ วิจัยใหม่ว่า คนที่อยู่ในช่วงที่สามของชีวิต อาจจะมิใช่ช่วงชีวิตที่คิดว่าหยุดหรือถอนตัวจากงานประจำที่เคยทำทั้งหมด แต่กลับเป็นช่วงชีวิตที่น่าจะคิดว่า เป็น “ช่วงเวลาทองแห่งการเกิดผลที่มีคุณค่าในชีวิต” (หรือ เป็นช่วงการเกิดผลที่มีคุณภาพสุดยอดของแต่ละคน) ที่ต่างไปจากช่วงชีวิตที่ผ่านมา

1) เป็นช่วงชีวิตที่พระเจ้าทรงเรียกให้ทำในสิ่งสำคัญเฉพาะที่พระองค์ประสงค์ในช่วงชีวิตนี้

2) เป็นช่วงชีวิตที่เป็นโอกาสใหม่ ที่คนในช่วงชีวิตที่สามจะคิด ตัดสินใจ เลือก และขีดเส้นเขตแดนชีวิตของตนได้ตามความมั่นใจในประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมา (ไม่ใช่รอ หรือ ต้องเดินตามกรอบที่คนอื่นหรือสังคมขีดกรอบให้แก่ตนเอง) ต้นทุนชีวิตที่สะสมมามากมายที่สามารถนำออกมาใช้ได้อย่างอิสระ นำมาใช้ให้เกิดผลเป็นประโยชน์กับคนวงกว้างตามใจปรารถนา ที่สนองตอบอย่างสอดคล้องกับสังคมโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง  

3) เป็นช่วงชีวิตที่ “คุณค่าความสำคัญของชีวิต” ไม่ต้องพึ่งพิง ตำแหน่ง ฐานะ ชนชั้น หน้าตา การยอมรับ (จากคนรอบข้าง พรรค-พวก) 

4) เป็นช่วงชีวิตที่สร้างสรรค์ตามศักยภาพ และ ตามบริบทชีวิตของตนเองที่มีพระเยซูคริสต์เป็น “เสาหลัก” หรือ “แก่นกลาง” ในช่วงชีวิตนี้ (กล่าวคือเป็นช่วงชีวิตที่ผูกพันติดสนิทกับพระคริสต์มากยิ่งขึ้นท่ามกลางบริบทชีวิตที่ตนกำลังเผชิญอยู่)

5) เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขกับการ “ให้ชีวิต” เช่น ให้เวลา ความคิด กำลังใจ กำลังกาย ความรักเมตตา การยกโทษ โอกาส ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและหนุนเสริม ทรัพย์สินสิ่งของที่มี และถามคำถามที่กระตุ้นคิด

6) เป็นช่วงชีวิตที่ “ฟังอย่างใส่ใจ” ฟังเสียงจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกวัน และ เสียงของผู้คนรอบข้างในสถานการณ์ต่าง ๆ

7) เป็นช่วงชีวิตของการเงียบ ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ถ่อม  สุขุมรอบคอบ  

8) เป็นช่วงชีวิตของการ “ถาม” (คำถามอย่างเป็นมิตร) เพื่อกระตุ้นก่อเกิดให้ต้อง “คิด มอง ตัดสินใจ” ใหม่ ทั้งต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคมโดยภาพรวม

9) เป็นช่วงชีวิตที่ยังก้าวเดินต่อไป (มิใช่ช่วงชีวิตที่หยุด หรือ ถอนตัวจากงานประจำ หรือ งานที่เคยทำเท่านั้น แต่เป็นช่วงเวลาชีวิตที่ก้าวย่างต่อไปในงานชีวิตใหม่) มิใช่การก้าวเดินไปตามกระแสของสังคม แต่ก้าวเดินต่อไปตามการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตช่วงที่สาม ไม่ใช่การก้าวเดินไปด้วยความรีบเร่งตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก แต่ก้าวเดินติดตามพระคริสต์ไปด้วยความไว้วางใจ และ ถ่อม-สุขุม ตามจังหวะเวลาแห่งพระราชกิจของพระองค์

ท่านมีประเด็น “ฐานเชื่อกรอบคิด” ของชีวิตช่วงที่สามอย่างอื่นอะไรอีกบ้างครับ?

ถ้า “ฐานเชื่อกรอบคิด” ของช่วงชีวิตที่สาม เป็นอย่างที่แบ่งปันข้างต้นนี้ เราคิดว่า บุคลากรที่เกษียณอายุจากสถาบัน หน่วยงาน องค์กร หรือ ราชการ จะมีบทบาทอะไร เช่นไร ในชีวิตช่วงที่สามต่อการขับเคลื่อนชีวิตและพันธกิจคริสตจักร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



07 สิงหาคม 2563

คุณลักษณะพระคุณพระเจ้าในชีวิตคริสตชน

ในหลายเดือนที่ผ่านมานี้ สถานการณ์แวดล้อมสร้างผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเรา เราต่างเครียดไปตาม ๆ กัน  บ้างเครียดมาก บ้างเครียดน้อย แล้วแต่แต่ละคนว่ามี “ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ” มากน้อยแค่ไหน และเมื่อเครียดมากหรือเครียดติด ๆ กันยาวนาน ดูเหมือนความอดทนมันหดหายลดน้อยลงอย่างน่าห่วง

แต่ในฐานะคริสตชน พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้เป็นผู้ที่ “มีจิตใจที่เมตตากรุณาอย่างกว้างขวาง” (แทนที่จะเครียด หดหู่ อารมณ์เสีย) พระคริสต์ประสงค์ให้สาวกของพระองค์มีจิตใจที่เมตตากรุณาต่อผู้อื่น มิใช่เมื่อเขาคนนั้นเหมาะสมที่จะได้รับความเมตตาปราณีจากเราเท่านั้น แต่พระคริสต์ทรงเรียกให้เรามีจิตใจที่เมตตาปรานีแก่คนที่ไม่สมควรที่จะได้รับความรักเมตตาปรานีจากเราด้วย  

และนี่จึงมิใช่การที่มีจิตใจเมตตากรุณาเท่านั้น แต่เป็น “จิตใจที่เปี่ยมด้วยพระคุณพระเจ้า” และนี่คือพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่เราแต่ละคน

“พระคุณพระเจ้า” ที่แท้จริงนั้นเป็นพระคุณที่ให้แม้คนรับที่ไม่สมควรที่จะได้รับพระคุณนั้น

พระเยซูคริสต์ทรงเรียก และ คาดหวังจากเราแต่ละคนให้มีชีวิตประจำวันที่มี “พระคุณพระเจ้า” ในการดำเนินชีวิต   และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ชีวิตของเราจะต้องเป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่เป็นช่องทางนำพระคุณพระเจ้าเข้าไปยังชีวิตคนอื่นรอบข้างเราในแต่ละวัน และไม่ละเว้นคนที่ไม่สมควรจะได้รับด้วย นั่นเป็นเรื่องยากสำหรับเราหลายคนใช่ไหมครับ?

แทนที่จะมีชีวิตที่เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่พระคุณของพระเจ้าจะไหลไปสู่คนอื่น ๆ ผ่านชีวิตของเรา แต่ชีวิตของเรากลับเป็นเหมือนสระน้ำนิ่ง (ที่มีแต่ท่อรับน้ำเข้า แต่ไม่ได้มีท่อที่ไหลไปสู่ผู้อื่น นอกจากท่อน้ำเสียน้ำทิ้งเท่านั้น) เราล้มเหลวในการที่จะส่งต่อพระคุณพระเจ้าที่เราไม่สมควรจะได้รับไปยังคนอื่นรอบข้าง แต่กลับกอดยึดพระคุณนั้นไว้คนเดียวอย่างเหนียวแน่น คงไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เห็นแก่ตัว

พระเจ้าทรงเรียกเราให้เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า”  ไม่ใช่สระน้ำนิ่ง” ที่มีท่อเปิดรับเอาพระคุณของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตตนเท่านั้น แทนที่เรามุ่งที่จะรอรับพระคุณพระเจ้าตลอดเวลา เราควรจะตั้งใจและเต็มใจที่จะเป็นท่อแห่งพระคุณที่ให้พระคุณพระเจ้าไหลไปยังคนอื่น และนี่เป็นอีกการทรงเรียกหนึ่งในชีวิตคริสตชนแต่ละคน

แล้วทุกวันนี้ เราเป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่ส่งต่อพระคุณเข้าไปในชีวิตคนอื่นรอบข้าง หรือ เป็นสระน้ำนิ่งที่เก็บกักพระคุณพระเจ้าไว้สำหรับตนเองเท่านั้น?

เราเป็นท่อแห่งพระคุณของพระเจ้า

เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตเราเป็นเหมือน “สระน้ำนิ่ง” มากกว่า “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ในเวลาเช่นนั้นให้เรากลับมาทบทวนไตร่ตรองสะท้อนคิดถึงชีวิตที่เราได้รับพระคุณของพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรจะได้รับ และเมื่อเราได้หยั่งลึกลงถึงความจริงของพระคุณพระเจ้าเราจะได้ไม่เก็บกักพระคุณนั้นไว้จากคนอื่น

เรามิได้รับการทรงเรียกเพียงเพื่อให้มารับ “พระคุณพระเจ้า” แต่ทรงเรียกเราให้นำพระคุณพระเจ้าไปเป็นพระพรในชีวิตของคนอื่น ๆ ด้วย และเราจะมีประสบการณ์กับพระคุณของพระเจ้าอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเราตั้งใจและเต็มใจสำแดงพระคุณของพระเจ้าผ่านชีวิตประจำวันของเราไปยังคนอื่น ๆ รอบข้าง ยิ่งชีวิตคริสตชนของเรามีความเข้าใจในพระคุณลึกซึ้งเท่าใด เราก็ยิ่งเห็นความจำเป็นที่ชีวิตของเราต้องมีพระคุณและส่งต่อพระคุณนั้นไปยังชีวิตคนรอบข้าง

ทุกสิ่งที่เรามี ทุกสภาพที่เราเป็น ทุกอย่างในชีวิตของเราเราพึ่งในพระคุณของพระเจ้าที่ไหลลงมายังชีวิตของเรา   เมื่อสัจจะแห่งพระคุณซึมลึกเข้าในจิตใจ ความนึกคิดของเรา เราจะมีชีวิตที่สำนึกในพระคุณของพระองค์ และตอบสนองพระคุณดังกล่าวของพระเจ้าที่หลั่งไหลลงมาในชีวิตของเราด้วยพระทัยกว้างขวาง ด้วยการที่จะมีชีวิตที่เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า”

คุณลักษณะพระคุณพระเจ้าในชีวิตของเรา

บ่อยครั้งเราใช้คำว่า “พระคุณพระเจ้า” ที่มีความหมายความเข้าใจที่คลุมเครือ หรือ พูดให้เพราะว่าเป็นความหมายแบบนามธรรม แต่ถามหน่อยเถิดครับว่า เมื่อเรานำพระคุณพระเจ้าเข้าไปถึงชีวิตของคนอื่น นั้นเป็นอย่างไรกันแน่?   หรือ เราต้องทำอย่างไร? มีท่าทีและการกระทำแบบไหน? หรือเราจะแปลง “พระคุณพระเจ้า” ให้เป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างไร?

ให้เราดูจากพระวจนะของพระเจ้าว่า “เมื่อเรานำพระคุณพระเจ้าเข้าไปในชีวิตของคนอื่นสะท้อนให้เห็นการกระทำแบบไหนที่เป็นการนำพระคุณของพระเจ้าเข้าไปในชีวิตของคนอื่น?”

1. ไม่พยายามเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง แต่แสวงหาที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง (เอเฟซัส 4:3)

2. เต็มใจที่จะมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก (ฟีลิปปี 5:2)

3. แสวงสวัสดิภาพ และ สิ่งดีดีเพื่อคนอื่น (ฟีลิปปี 2:3)

4. พูดแต่สิ่งที่เสริมสร้างกันและกัน มิใช่พูดสิ่งที่ทำร้ายทำลายกัน (เอเฟซัส 4:29)

5. อย่าพยายามเรียกร้องให้คนอื่นฟังตน แต่จงมุ่งมั่นตั้งใจในการฟังคนอื่น (สุภาษิต 18:2)

6. ใส่ใจในความต้องการจำเป็นของผู้อื่น แทนที่สนใจแต่สิ่งที่ตนเองต้องการ (ฟีลิปปี 2:4)

7. จงกระทำด้วยใจถ่อมสุภาพ มิใช่ด้วยอวดตัว และ หยิ่งผยอง (1โครินธ์ 13:4)

8. ไม่จดจำความผิดของผู้อื่น (1โครินธ์ 13:5)

9. แสวงหาทางที่จะช่วยและหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนอื่น (โรม 12:10)

10. การให้อภัยโดยไม่คิดค่าราคาหรือสิ่งตอบแทน (เอเฟซัส 4:32)

11. หาทางที่จะเข้าใจคนอื่น เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข (โรม 12:18)

12. ไม่คิดที่จะแก้เผ็ดตอบโต้ (โรม 12:14)

13. มุ่งเน้นที่ความสำคัญของเป้าหมายเหนือสถานการณ์ล้อมรอบ (ฟีลิปปี 3:13-14)

14. สำแดงพระคุณโดยไม่แบ่งแยก ชนชั้น หน้าตา คนดี คนเลว (ฟีเลโมน 1:17)

15. ไม่มองข้ามความบาปผิด แต่มุ่งใส่ใจใสสิ่งที่บริสุทธิ์ (1โครินธ์ 13:6)

คุณลักษณะของพระคุณในชีวิตดูจะหนักหนาสาหัสไหม? โปรดตระหนักชัดว่า พระเจ้าประทานทุกสิ่งที่จำเป็นในชีวิตแก่เรา ที่เราจะมีชีวิตดำเนินไปตามทางของพระองค์ (2เปโตร 1:3)  

ในช่วงเวลาใดก็ตามที่เราเกิดความรู้สึกว่ายากที่จะสำแดงพระคุณแก่ใครบางคน ให้เราทูลต่อพระเจ้าโปรดช่วยให้เราสามารถสำแดงพระคุณของพระองค์แก่คน ๆ นั้น และตระหนักชัดเสมอว่า เราได้รับพระคุณจากพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรจะได้รับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




05 สิงหาคม 2563

จะทำให้คริสตจักรเติบโต มั่นคง หรือ จะสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชน?

การทำให้คริสตจักรเติบโต และ การสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชนเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนไปด้วยกัน แท้จริงแล้ว ทั้งสองเป็นพันธกิจที่ทับซ้อนต่างสัมพันธ์กันอย่างยากที่จะแยกออก

ประเด็นอยู่ที่การจัดลำดับขั้นตอนความสำคัญของความพยายามและแรงจูงใจต่อการทำพันธกิจทั้งสอง ถ้าจัดลำดับพันธกิจการพัฒนาเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในชุมชนเป็นลำดับแรก ที่เป็นทั้งแรงกระตุ้นและพลังขับเคลื่อน การเจริญเติบโตของคริสตจักรมักจะตามมา

เมื่อเราคุยกันในเรื่องนี้ มักมีคำถามว่า แล้วจะทำพันธกิจชุมชนอย่างไร? แบบไหน? ที่จะสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตชุมชนในพื้นที่เป้าหมายที่เราทำพันธกิจ

สัญญาณ 5 ประการ ที่พันธกิจจะส่งผลกระทบที่ดีต่อคุณภาพชีวิตชุมชน

1) เมื่อพระเยซูคริสต์ทำพันธกิจเกือบทุกครั้งพระองค์จะทำในชุมชน ตามข้างถนน มิใช่ในพระวิหาร (แล้วท่านทำพันธกิจชีวิตชุมชนในคริสตจักร หรือ ในชุมชน?)

พระเยซูคริสต์ไปหาประชานเพื่อทำพันธกิจกับพวกเขา (มิใช่รอให้ประชาชนมาหาตน)

เรื่องราวในพระกิตติคุณเราจะเห็นถึงปฏิสัมพันธ์ที่พระองค์มีกับประชาชนหลากหลายกลุ่ม พระองค์ใช้ชีวิตกับประชาชน พระองค์มิได้มีคริสตจักร(สถานที่ อาคาร เครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ) เหมือนเราท่านในปัจจุบัน   แต่พระองค์มุ่งมั่นตั้งใจใช้ชีวิตอยู่กับประชาชนในชุมชน

น่าสังเกตว่า มีความแตกต่างในการทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์ กับ คริสตจักรของเราในปัจจุบันเป็นอย่างมาก   คริสตจักรที่ใหญ่และประสบความสำเร็จ จะเป็นคริสตจักรที่จะสนใจจัดการภายในคริสตจักรทั้งชีวิตการงานและโปรแกรมต่าง ๆ ที่ทำมากกว่าภายนอกรั้วคริสตจักร

นี่อาจจะเป็นความจริงที่เราพบในปัจจุบัน และนี่มิใช่การกล่าวหาคริสตจักรใหญ่ในทุกวันนี้ แต่ต้องการให้เราพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความสัตย์ซื่อว่า เราจะตอบสนองต่อคุณภาพชีวิตชุมชนในทางที่ดีที่สุดได้อย่างไร

เป็นการสำคัญสำหรับเราที่จงใจใช้พลังที่เรามี เวลาของเรา และ ทรัพยากรด้านต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ พร้อมกับความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ที่พระเจ้าได้ประทานแก่คริสตจักรของเราเข้าไปในชุมชน มิใช่มัวใส่ใจทุ่มเทสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีอยู่กับคนที่รู้จักกับพระคริสต์แล้ว หรือสร้างโปรแกรม-โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน โดยให้คนที่สนใจต้องมาร่วมในคริสตจักร

ข้อคิดอีกประการ ในที่นี้เรามิได้ให้ความสำคัญว่า เรานำคริสตจักรของเราเข้าไปข้องเกี่ยวกับชีวิตชุมชนกี่เรื่อง กี่โครงการ หรือ ใช้ทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน แต่ควรพิจารณาว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์และทำพันธกิจในชุมชนเป้าหมายนั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วงานที่เราทำเป็นอย่างไรบ้าง? เกิดผล และ สร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตชุมชนหรือไม่อย่างไร?

2) เมื่อคริสตจักรของท่านเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชุมชน คนในชุมชนจะยอมรับพันธกิจที่ท่านทำ และ ข่าวสารความจริงที่ท่านนำเข้าในชุมชนมากยิ่งขึ้น

วิธีการการทำพันธกิจของพระคริสต์ในชุมชนมีหลากหลายมากมาย พันธกิจที่เราเลือกทำในชุมชนนั้นต้องตอบสนองต่อความจำเป็นต้องการของผู้คนในชุมชน ด้วยศักยภาพและของประทานที่คริสตจักรได้รับจากพระเจ้า   และเป็นพันธกิจที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน  

เช่น ถ้าเป็นชุมชนเกษตรกร คริสตจักรอาจจะสามารถทำพันธกิจการทำเกษตรอินทรี เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและครอบครัว และผู้บริโภค อีกทั้งเป็นที่นิยมต้องการของตลาดมากขึ้นในปัจจุบัน  

หรือ ถ้าในชุมชนมีเด็กเล็กก่อนวัยเรียนจำนวนมาก แต่ไม่มีคนเอาใจใส่ดูแล คริสตจักรสามารถทำพันธกิจศูนย์เด็กเล็ก เพื่อดูแลและเอาใจใส่พัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็กเหล่านั้น พร้อม ๆ กับการให้ความรู้เชิงปฏิบัติด้านการเลี้ยงดู และ ดูแลสุขภาพเด็กเล็กแก่พ่อแม่ของเด็กในชุมชนด้วย

แต่ขอกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การทำพันธกิจในชุมชนมิได้มุ่งเน้นว่ามีกี่โครงการ โครงการใหญ่โตหรือไม่ แต่เรามองว่า พันธกิจที่คริสตจักรทำนั้นทำให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตในชุมชนหรือไม่ ขอเน้นย้ำว่าอย่าทำพันธกิจมากมายหลายด้านเกินไป แต่ทำแล้วไปได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เกิดผลแท้จริงยั่งยืน สู้ทำเพียง 1-2 พันธกิจที่สามารถทำอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ เกิดผลและผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อคนในชุมชนมองเห็นสิ่งที่คริสตจักรทำ ได้สัมผัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากงานพันธกิจของคริสตจักร ชุมชนรับรู้ได้ว่า คริสตจักรทำพันธกิจด้วยใส่ใจชีวิตคนในชุมชน โดยไม่มีจุดประสงค์แอบแฝง สายตาคนในชุมชนมองดู คริสตจักรก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีทางที่บวก

ผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในชุมชน จะเป็นกุญแจไขประตูใจของชุมชนเปิดออกยอมรับพระกิตติคุณที่คริสตจักรนำเข้าไปแบ่งปันแก่ชุมชน ผ่านชีวิตผู้เชื่อและพันธกิจที่ทำ

คนในชุมชนอาจจะไม่เคยเข้ามาในบริเวณคริสตจักรของท่าน คนในชุมชนอาจจะมองว่าคริสตจักรเป็นตัวประหลาดในชุมชน หรือเป็นสถานที่ลึกลับน่าสงสัย มองว่าคริสตจักรคือตัวการที่จะเปลี่ยนศาสนาของชุมชน แต่เมื่อสัมผัสกับการทำพันธกิจ และ ผลจากจากการทำพันธกิจชุมชนของคริสตจักรแห่งนั้น ท่าที ความเข้าใจเปิดรับคริสตจักรจะมากขึ้น จากที่เคยต่อต้านคริสตจักร กลับกลายเป็นคนบอกให้ลูกหลานมาที่คริสตจักรเพื่อร่วมในโปรแกรมช่วยน้องทำการบ้านที่คริสตจักรจัดขึ้น หรือให้มาเรียนดนตรีที่คริสตจักรเปิดสอน (สิ่งที่เกิดขึ้นจริง)

3) การทำให้คริสตจักรเจริญเติบโตเป็นสิ่งที่เราทำตามความต้องการของเรา แต่การที่เราสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตชุมชนเราจะต้องทำตามความต้องการจำเป็นของชุมชน

เราตัดสินใจว่าคริสตจักรของเราต้องการมีโครงสร้างและการบริหารแบบไหน หรือจะมีโปรแกรมในคริสตจักรอะไรบ้าง ผู้นำคริสตจักรจะเป็นคนรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ ทำหน้าที่ในการตัดสินประเด็นหลัก ๆ ตามวัฒนธรรม และ ประเพณีปฏิบัติในคริสตจักรของเรา

แต่เมื่อเราจะทำพันธกิจที่ส่งผลลัพธ์และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในชุมชน เราจำเป็นจะต้องลงไปสอบถามคนในชุมชน ถึงชีวิตจริงที่พวกเขาประสบอยู่ ในบริบทที่เป็นจริงของเขาว่าเขามีความจำเป็นต้องการการหนุนเสริมในด้านใดของชีวิต ไม่ใช่ทำโครงการที่นำเข้าชุมชนตามงบประมาณที่มีผู้ถวาย หรือ ตามแหล่งทุน หรือ โครงการของเอ็นจีโอ หรือหน่วยงาน

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะทำลีกกีฬาขึ้นในคริสตจักรและคาดหวังให้ชุมชนเข้ามาร่วม ทำไมคริสตจักรไม่เข้าไปในชุมชนสำรวจถึงความจำเป็นต้องการ และอาจจะอาสาที่จะนำ โค้ช หรือสนับสนุนการเงิน สำหรับกลุ่ม(ลีก)กีฬาต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในชุมชน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือ ถูก แต่บางวิธีในการทำพันธกิจจะช่วยให้คริสตจักรสามารถเข้าร่วมชีวิตชุมชนได้ดีกว่า

4) ท่านสามารถที่จะทำให้คริสตจักรเจริญเติบโตบนฐานรากทางประวัติศาสตร์และประเพณีนิยมของคริสตจักร แต่ท่านจะสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชนได้ด้วยกระบวนการที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน

เป็นความจริงว่า เมื่อคริสตจักรมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และ ทำพันธกิจได้ดี ย่อมดึงดูดความสนใจคริสตชนจำนวนมาก

แต่ถ้าคริสตจักรจะรับใช้คนที่ได้รับความเจ็บปวดในชีวิต หรือคนที่ออกห่างไปจากพระเจ้า การแสดงออกถึงความรักเมตตาต่อคนเหล่านี้อาจจะไม่ช่วยให้คริสตจักรของท่านมีชีวิตในคริสตจักรที่ดีขึ้น แต่แน่นอนการทำพันธกิจเช่นนี้เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า

ดังนั้น ถ้าคริสตจักรจะทำพันธกิจเพื่อสร้างผลกระทบที่มีพลังต่อชีวิตของคนในชุมชน ชีวิตของคนในชุมชนย่อมต้องเป็นความใส่ใจหลักของเรา เพื่อคริสตจักรจะสามารถเข้าถึงชีวิตของชุมชนด้วยพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

5) ยิ่งถ้าคริสตจักรของท่านได้สร้างผลกระทบที่ดีต่อคุณภาพชีวิตชุมชน มีโอกาสที่คริสตจักรจะได้รับการต่อต้านจากคนบางคนบางกลุ่มในคริสตจักร

เมื่อคริสตจักรทำพันธกิจชีวิตชุมชนอย่างเกิดผล มิใช่จะได้รับการยอมรับ-ชื่นชอบจากชุมชนเท่านั้น แต่ในบางครั้งอาจจะได้รับการต่อต้าน หรือ ขัดขวางจากคนบางกลุ่ม/บางคนใน "คริสตจักร" ก็ได้

ศัตรูของคริสตจักรชอบที่คริสตจักรชื่นชมแสวงหาความสุขสะดวกสบายเล็ก ๆ น้อย ๆ และเน้นพันธกิจในขอบรั้วคริสตจักร คริสตจักรที่อยู่อย่างสะดวกสบาย ศัตรูหรือมารร้ายจะไม่คุกคามข่มขู่จิตวิญญาณของคริสตจักรนั้น

ในทางตรงกันข้าม เมื่อคริสตจักรเริ่มทำพันธกิจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยศักยภาพที่คริสตจักรมีอยู่ และด้วยรูปแบบพันธกิจต่าง ๆ จากความรักเมตตาไปสู่ความยุติธรรม บนฐานรากความเมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์ ศัตรูหรือมารร้ายจะทำให้คริสตจักรต้องพบกับปัญหาต่าง ๆ เพื่อขัดขวางยับยั้งพันธกิจชุมชนที่คริสตจักรทำนั้น

น่าประหลาดใจอย่างมาก เมื่อคริสตจักรพยายามที่จะกระทำความเมตตากรุณาด้วยน้ำใจที่กว้างขวางแก่ผู้คนในชุมชนที่ตกอยู่ในความจำเป็นต้องการ ก็จะเกิดการต่อต้านในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้น “ในคริสตจักร” เพราะมารต้องการขัดขวางการที่คริสตจักรมุ่งรับใช้พระคริสต์ในชุมชน แต่เราจะไม่ยอมปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มาหยุดเราในการทำพันธกิจของพระคริสต์ในชุมชน

วิธีการที่ยิ่งใหญ่ในการต้อสู้กับศัตรูผู้ต่อต้านการทำพันธกิจของพระคริสต์ในชุมชนคือ ชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในพระนามของพระเยซูคริสต์ และแน่นอนว่า ชัยชนะเหนือศัตรูของคริสตจักรจะไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่ยอมต่อสู้กับมารร้ายนี้ แต่เราต้องสู้กับมารร้ายนี้ด้วยพระกำลังและสิทธิอำนาจจากพระเยซูคริสต์ มิใช่ด้วยกำลังความสามารถของเราเอง

อาวุธที่ยิ่งใหญ่ของคริสตจักรในการต่อสู้กับมารร้ายคือการอธิษฐาน และ พลังอำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่เคียงข้างพวกเรา ให้เรามุ่งมั่นก้าวต่อไปข้างหน้า และนี่คือเส้นทางที่จะเสริมสร้างให้สมาชิกในคริสตจักรเติบโต แข็งแรง และ เกิดผล คือมีคริสตจักรที่เติบโต

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




03 สิงหาคม 2563

หนุนเสริมเพิ่มพลังเพื่อน...เมื่อเขาตกในวิกฤติชีวิต!

ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ทำให้เกิด “ชุดวิกฤติชีวิต” กล่าวคือ เป็นวิกฤติสุขภาพ วิกฤติเศรษฐกิจในทุกระดับ วิกฤติทางสังคม-ความสัมพันธ์ วิกฤติในการประกอบอาชีพการงานและการศึกษา อีกทั้งเป็นวิกฤติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนกระทบต่อศานติสุข สงบสุข และสันติภาพของสังคมโลก

ในภาวะที่เราท่านต่างต้องเผชิญหน้ากับ “ชุดวิกฤติชีวิต” ในแต่ละวัน สิ่งหนึ่งที่เราพบเป็นประจำในทุกวันนี้คือ เพื่อนฝูง คนสนิท คนรอบข้างเราหลายคนที่ต้องประสบกับ “เวลาที่ยากลำบาก” แล้วมาระบาย ปรึกษาเรา แล้วเราในฐานะคริสตชนจะหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เขาเหล่านี้ได้อย่างไร?

1. อธิษฐานเพื่อเพื่อนคนนั้นโดยเฉพาะ

สิ่งที่ดีที่สุดในวิกฤติกาลนี้ที่เราสามารถทำได้เพื่อเพื่อนคนนี้คือ อธิษฐานเพื่อเขาในการที่จะเดินหน้ากล้าเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่เข้ามาในชีวิต เพื่อเขาจะได้รับการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิต และมีชัยในพระคริสต์ในสถานการณ์วิกฤตินี้ ในพระคัมภีร์บอกเราแล้วว่าให้เราอธิษฐานเพื่อกันและกัน 

ยากอบเขียนไว้ว่า “[16] เพราะฉะนั้นท่านจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเผื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากและเกิดผล” (ยากอบ 5:16 มตฐ.) และให้เราทำอย่างที่เปาโลทำคือ “[16] ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งเพราะท่านและเฝ้าอธิษฐานเผื่อท่าน” (เอเฟซัส 1:16 อมธ.) และให้ทำเช่นนี้บ่อย ๆ อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อเขา และบอกให้เจ้าตัวรู้ว่าเราอธิษฐานเผื่อเขาเสมอ

2. หนุนเสริมเพิ่มพลังใจแก่เพื่อน

ตามที่เปาโลเขียนไว้ว่า “[11] เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น” (1เธสะโลนิกา 5:11 มตฐ.) 

ให้เราแต่ละคนมีชีวิตที่หนุนเสริมเพิ่มกำลังคนอื่นให้ยืนหยัดอยู่ได้ เพราะพลังแห่งโลกนี้มีแต่ปัญหาอุปสรรคจะกดทับให้ชีวิตของแต่ละคนจมลง อย่างที่เราท่านต่างก็เคยประสบพบเจอมาแล้ว ในเวลาวิกฤติเช่นนี้ในชีวิตเพื่อนสิ่งสำคัญคือ “หนุนใจและเสริมสร้างกัน” คำนี้ในภาษากรีกหมายถึง “เราอยู่ข้างเดียวกัน” “เราอยู่เคียงข้างกัน” ดังนั้น ให้เราเคียงข้างไปในชีวิตของเขาทั้งในเวลาที่เขาทุกข์ยากโศกเศร้า ลำบาก และในเวลาที่กลับมีชีวิตที่ชื่นชมยินดี

3. ให้เวลาแก่เพื่อน

ในยุคนี้เราต่างมีภาระความรับผิดชอบมากมาย จนเรา “ไม่มีเวลา” เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับทุกคน ดังนั้น ของขวัญที่ดีที่สุดที่เราสามารถให้กับเพื่อนในการเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิตคือ “เวลา” เวลาในการอธิษฐานด้วยกัน  เวลาที่จะอยู่พูดคุยกัน เวลาที่จะรับประทานอาหารด้วยกัน หรือ ช่วยทำในสิ่งที่เพื่อนต้องการจำเป็นและเราสามารถที่จะทำได้ เราสามารถที่จะให้สิ่งของ ทรัพย์สิน เงินทอง ตะลันต์ความสามารถ และเวลา แต่ในวิกฤติชีวิตเช่นนี้ “เวลา” และ “โอกาส” เป็นสิ่งที่เพื่อนต้องการอย่างมาก

4. ให้ความเข้าอกเข้าใจเพื่อน

เปาโลได้แสดงให้เราเห็นชัดถึง “ความเข้าใจในความแตกต่าง” ว่า “[7] พวกท่านที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจ ในฐานะที่เธอเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และจงให้เกียรติเธอ...” (1เปโตร 3:7 มตฐ.)  

พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามี-ภรรยา แต่กระตุ้นให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนต่าง ๆ ท่ามกลางความแตกต่างในชีวิตของแต่ละคน ที่มีทั้งสิ่งดีเด่น เข้มแข็ง อ่อนแอ หรือ ข้ออ่อนด้อย เพราะถ้าเราไม่ระมัดระวังในความแตกต่างกันของเรา เราอาจจะพูดหรือกระทำบางสิ่งบางอย่างกระทบ ระคายเคืองต่อความความรู้สึกและความสัมพันธ์ของกันและกัน และอาจจะขยายลงลึกถึงการทำร้ายต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อกันทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ได้

ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเรา เมื่อเรามีความเข้าอกเข้าใจถึงความแตกต่างของคู่ชีวิต คนแต่ละคนในครอบครัว  และกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่แตกต่างจากเรา และเมื่อคนรอบข้างเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก พวกเขาต้องการคนที่สามารถเข้าอกเข้าใจเขา และท่านคือคนที่เขาไว้วางใจและต้องการพึ่งพิง

5. แบ่งปันประสบการณ์ผ่านวิกฤติชีวิตแก่เพื่อน

เมื่อเราพบว่าเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ยากลำบาก ทำให้เราหวนคิดถึงครั้งเมื่อ “จิตวิญญาณของเราต้องพบกับค่ำคืนที่มืดมิด” และเพื่อนคงผ่านสถานการณ์บางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับที่เราเคยพบมาแล้ว  

และในสถานการณ์นั้นเราพบว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์ที่เลวร้ายทั้งหมดไว้ เราสามารถเล่าแบ่งปันถึงเหตุการณ์เหล่านั้นให้เพื่อนเพื่อหนุนใจ และให้รู้ด้วยอีกว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์ของเราที่ผ่านมาอย่างไร พระคัมภีร์บอกกับเราว่า

“[4] พระองค์ผู้ทรงหนุนใจเราในความยากลำบากทั้งหมดของเรา เพื่อเราจะสามารถหนุนใจคนทั้งหลาย ที่มีความยากลำบากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยการหนุนใจ ซึ่งเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2โครินธ์ 1:4 มตฐ.)  

เมื่อทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของเรา ในบางเหตุการณ์เราพบว่า พระเจ้าทรงใช้บางคนในกลุ่มเพื่อนของเราเพื่อปลอบประโลมหนุนเสริมเราใช่ไหม?

เช่นกัน เราสามารถแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของเราเพื่อเป็นการหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เพื่อนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต

สรุป

ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่เราสามารถใช้เพื่อช่วยเพื่อนให้เพื่อนคิดได้ว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่เขากำลังประสบอยู่ ผมยอมรับว่า บ่อยครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนแต่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไร อย่างไร และ แนะนำเช่นไร เฉกเช่นกับเพื่อนของโยบในพระคัมภีร์ พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่นั่งเงียบด้วยกันกับโยบ ในเวลาเช่นนี้ไม่มีวิธีการที่แน่นอนตายตัว ให้เราอธิษฐานเพื่อเพื่อน และบอกเพื่อนว่าเราอธิษฐานเพื่อเขา แล้วหนุนเสริมเพิ่มกำลังใจแก่เพื่อน สิ่งที่มีค่าในเวลาวิกฤติเช่นนี้คือการที่อยู่เคียงข้างเขา ให้ตัวท่านแก่เขา หมายความว่า ให้เวลาของท่าน ให้ความใส่ใจ ให้หูที่จะฟังอย่างใส่ใจ ให้ความเข้าอกเข้าใจ ให้การประเล้าประโลมเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม อย่างที่พระเจ้าเคยประเล้าประโลมเราเมื่อเราต้องอยู่ในวิกฤติ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499