07 กันยายน 2563

ประโยคที่ศิษยาภิบาลไม่อยากได้ยิน?

ประโยคที่ศิษยาภิบาลไม่อยากได้ยินเลยคงมีหลายประโยค หลายวลี แต่ประโยคหนึ่งที่ไม่อยากได้ยินเลยคือ... “วันนี้ไม่เห็นได้อะไรจากคำเทศนา” แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า ไม่มีใครที่จะไปพูดประโยคนี้ตรง ๆ กับศิษยาภิบาล ศิษยาภิบาลมักจะไปได้ยินมาโดยบังเอิญมากกว่า

ผมเคยเทศนามาก่อน และ ก็เคยเป็นคนฟังเทศน์มาก็มาก ผมเคยได้ยินการวิจารณ์ในทำนองนี้ และเคยวิจารณ์นักเทศน์คนอื่นด้วยประโยคดังกล่าว แท้จริงแล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพ และคุณภาพของการเทศน์ แต่ในเวลาเดียวกันเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพและการใส่ใจของผู้ฟังเทศน์ด้วยเช่นกัน

ผมเองต้องสารภาพว่า ผมเคยเทศนาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีพลังกระตุ้นดลใจ

แต่ก็อยากจะบอกความจริงอีกด้านด้วยว่า ตลอดทุก ๆ อาทิตย์ การเป็นศิษยาภิบาลต้องปล้ำสู้กับการเลือกประเด็นที่จะเทศน์ และเนื้อหาในคำเทศน์ รวมถึงกระบวนการวิธีการสื่อสารคำเทศน์ในแต่ละสัปดาห์ เป็นงานหนักมาก เป็นภาระหนักอึ้ง หนักใจด้วยครับ

อยากจะบอกท่านผู้ฟังเทศน์ว่า ผู้เทศน์ไม่ได้พออกภูมิใจในคำเทศน์ของตนเสียทุกครั้งไป บางครั้งก็พบจุดบกพร่องในคำเทศน์ของตน แล้วต้องนั่งวิพากษ์วิจารณ์ตนเองในจิตใจ

แต่ในเวลาเดียวกันเรามักไม่ค่อยมีการพูดถึง “อีกด้านหนึ่งของเหรียญการเทศนา” คือตัวผู้ฟัง มิใช่ผู้เทศนาที่มีความรับผิดชอบในการเตรียมเทศน์เท่านั้น แต่ผู้ฟังเทศน์ก็ต้องเตรียมจิตใจชีวิตของตนเพื่อฟังเทศนาด้วยเช่นกัน และนี่เป็นงานใหญ่สำหรับผู้ฟังเทศน์แต่ละคนมักละเลย  

แล้วผู้ฟังเทศน์มีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบอะไรบ้างครับ?

1. ท่านได้เตรียม จิตใจ จิตวิญญาณ และร่างกายของท่านสำหรับวันอาทิตย์หรือไม่?

“วันอาทิตย์ของท่านเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในคืนวันเสาร์ของท่าน” เราต้องตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปร่วมนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักร แล้วเราได้มีการเตรียมจิตใจของเราในค่ำคืนวันเสาร์เพื่อที่จะรับพระวจนะของพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์หรือไม่?

เราตัดสินใจเข้านอนเช้าหน่อยหรือไม่? เราได้วางแผนเตรียมตัวเราสำหรับวันอาทิตย์ที่จะได้เป็นเวลาที่เราเข้าส่วนใกล้ชิดกับพระเจ้าหรือเปล่า? และร่วมสามัคคีธรรมกับเพื่อนสมาชิกคริสตจักรหรือไม่? ในบางอาทิตย์เราอาจจะไม่ได้อะไรจากคำเทศนา เพราะการเทศน์ไม่มีประสิทธิภาพ

แต่ในเวลาเดียวกันอาจจะมีสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ เช่น คืนวันเสาร์เราไปนอนเอาตีหนึ่งเพราะดูรายการโทรทัศน์ที่เป็นรายการโปรดของเรา แล้วไปง่วงซึมในเช้าวันอาทิตย์ ถึงกาแฟดำเข้มแก่แค่ไหนก็ไม่สามารถปลุกให้เราตื่นได้! แล้วเราจะฟังเทศน์รู้เรื่องได้หรือครับ?

2. เราเปรียบเทียบศิษยาภิบาลของเรากับนักเทศน์คนอื่นหรือเปล่า?

ท่านเป็น “นักฟังเทศน์” ใช่ไหม? มีความชำนาญในการฟังเทศน์ รู้ว่านักเทศน์ดัง ๆ ในสื่อทีวี สื่อออนไลน์มีใครบ้าง   แล้วท่านมักเปรียบเทียบลีลา เนื้อหา และการสื่อสารคำเทศน์ของศิษยาภิบาลของท่านกับนักเทศน์เหล่านั้น

แต่ส่วนใหญ่มักจะคิดและรู้สึกว่า นักเทศน์ทางสื่อ ต่างเทศน์ดีกว่าศิษยาภิบาลของตน และมักคิดว่าตนเองรู้เรื่องการเทศนามากมาย(ชำนาญ) จึงมักตั้งตัวเป็นอาจารย์ให้คะแนนการเทศนาของศิษยาภิบาล (ไม่ตั้งใจ บ้างก็โดยไม่รู้ตัว)

ในกรณีนี้เราต้องตระหนักชัดว่า นักเทศน์ดัง ๆ ที่เราฟังเหล่านั้นไม่มีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อการ “เลี้ยงดู/อภิบาล” สมาชิก (หรือ ลูกแกะ) คือผู้ฟัง พวกเขา “เทศน์ทิ้ง” (ให้พระเจ้ารับผิดชอบจัดการต่อ???) แต่ศิษยาภิบาลเมื่อเทศนาแล้วยังต้องตามไปอภิบาลชีวิต และ เลี้ยงดูจิตวิญญาณของผู้ฟังเทศน์

เราไม่เคยจดไม่เคยนับดูว่า ศิษยาภิบาลของเราต้องเดินทางไปเยี่ยมเยียนอภิบาลชีวิตสมาชิกคริสตจักรปีละกี่กิโลเมตร? ไม่น้อยเลยครับ ศิษยาภิบาลไม่ใช่มีหน้าที่ตั้งหน้าตั้งตาเทศนาเท่านั้น ไปเยี่ยมเราที่บ้าน บางครั้งที่ทำงาน หรือที่โรงพยาบาลเมื่อเราเจ็บป่วย อธิษฐานเผื่อสมาชิกที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต   และลงท้ายด้วยการประกอบพิธีศพของเราเมื่อตายไป นักเทศน์ดัง ๆ เก่ง ๆ ทั้งหลาย เขาไม่ต้องทำเช่นนี้ในคริสตจักรของเรา

3. เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับจุดประสงค์ของวันอาทิตย์หรือไม่?

ในพระคัมภีร์มักเปรียบเทียบการรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นเหมือนการรับประทานอาหารของชีวิตจิตวิญญาณของเรา

เรามักจะมีความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับการเติบโตขึ้นในความเป็นคริสตชนของเรา

เรามักเข้าใจผิดว่า ถ้าจะให้จิตวิญญาณที่ซึมเหงาเฉื่อยชาของเราตื่นขึ้น เราต้องเข้าไปร่วมในการฟื้นฟูใหญ่ เข้าไปร่วมรายการของค่ายพลิกฟื้นชีวิต ที่จะกระตุ้นปลุกเร้าจิตวิญญาณที่เฉื่อยชาง่วงเหงาหาวนอนในจิตวิญญาณของเราให้กลับไปหาพระคริสต์ แต่เรามักลืมไปว่าเราได้ฟังเทศนาอาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่าที่มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงพัฒนาความเชื่อ ความคิด ชีวิตจิตวิญญาณของเราทีละเล็กทีละน้อย และอย่างต่อเนื่องด้วย

ในชีวิตจริงของเรา เราไม่ได้กินเลี้ยงใหญ่ทุกมื้อทุกวัน แต่เรารับประทานอาหารทุกวัน มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น   บางมื้อเรารับประทานแบบรีบเร่ง บางมื้อเป็นอาหารแบบง่าย ๆ และเมื่อทำงานดึกดื่นบางครั้งมีมื้อดึก เป็นการรับประทานตามสิ่งที่มีเหลือในตู้เย็น แต่ที่สำคัญคือ เราทานอาหารทุกมื้อไม่ลืมที่จะรับประทานอาหาร แล้วอาทิตย์หนึ่งเราก็จะรับประทานอาหารมื้อพิเศษที่ศิษยาภิบาลเตรียมไว้อย่างดีเพื่อสมาชิกคริสตจักรแต่ละคน แต่อาจจะถูกปากบางคนแต่ไม่ถูกใจอีกบางคน แต่ที่สำคัญทุกคนได้รับประทานอาหารเพื่อมีร่างกายที่แข็งแรง เติบโตขึ้น

ที่ชีวิตคริสตชนเติบโตขึ้นมิได้เพราะรับประทานอาหารอย่างดีที่ถูกปากถูกใจปีละครั้งที่ค่าย หรือ ที่การฟื้นฟูคริสตจักร อาหารมื้อพิเศษนี้เป็นประโยชน์และถูกใจ แต่เราเติบโตเพราะอาหาร 3 มื้อในแต่ละวันที่รับประทานอย่างสม่ำเสมอมากกว่างานเลี้ยงใหญ่ปีละครั้งสองครั้ง?

4. เราคิดถึง “คนนั้นคนนี้” น่าจะได้ฟังเทศน์นี้หรือเปล่า?

บางครั้งเราฟังเทศนา แล้วบอกกับตนเองว่า คนนั้นคนนี้น่าจะได้ยินคำเทศนานี้เพื่อเขาจะได้เห็นบาปผิดของตนได้ชัดเจน ที่เป็นเช่นนี้เพราะนี่เป็นการที่เรากำลังกลบเกลื่อนความรู้สึกว่าคำเทศนาของศิษยาภิบาลกำลังชี้ชัดถึงความบาปผิดของตน หรือ คนในครอบครัวของเราเอง

บางครั้งเราคิดว่า คำเทศนาของศิษยาภิบาลไม่แหลมคมพอเพราะไม่สามารถที่จะทำให้เพื่อนคนนั้นของเราสำนึกผิดในเรื่องที่ศิษยาภิบาลเทศน์ หรือกล่าวหาว่าคำเทศนาของศิษยาภิบาลมิได้ชี้ชัดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นหยุดนินทาว่าร้ายคนอื่น หรือ คำเทศน์น่าจะกล่าวชัด ๆ ว่าเธอจะต้องได้รับการลงโทษ

แต่เป็นไปได้ไหมว่า คำเทศนาในวันนั้นพระเจ้าประสงค์ขจัดบางสิ่งบางอย่างจากชีวิตภายในของเราเอง (ที่เราไม่อยากได้ยินได้ฟัง) เป็นไปได้ไหมเมื่อพระเจ้าต้องการเอาบางสิ่งบางอย่างที่ชั่วออกจากชีวิตของเรา แต่เรากลับไม่ยอมให้สิ่งนั้นถูกขจัดออกไป เราจึงรู้สึกว่า คำเทศนาในวันนั้นไม่มีพลังอะไรต่อชีวิตของเรา

5. เราแสวงหาความบันเทิงพอใจมากกว่าการสั่งสอนเสริมสร้างหรือไม่?

บางครั้งอาจจะเป็นเพราะเราปรารถนาให้ศิษยาภิบาลเทศนาด้วยภาษา ท่าที หรืออารมณ์ที่เราต้องการในเวลานั้น   โดยเราลืมไปว่า เมื่อพระเจ้าตรัสพระองค์ตรัสกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในการนมัสการครั้งนั้นด้วย และมองข้ามไปว่าพระเจ้าอาจกำลังตรัสกับชุมชนคริสตจักรในฐานะอวัยวะส่วนต่าง ๆ ที่ร่วมกันในพระกายของพระคริสต์ด้วย

ในเวลาเดียวกัน คนที่มานมัสการพระเจ้าใจวันอาทิตย์หลายต่อหลายคนมาพร้อมด้วยบาดแผลในชีวิต มาด้วยความเหนื่อยล้าหมดกำลัง ถูกสถานการณ์ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาบดขยี้ชีวิตของตน ดังนั้น การนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์บ่อยครั้งจึงเป็นที่ลี้ภัยจากสถานการณ์เลวร้ายในชีวิตของบางคน และเป็นการเยียวยารักษาบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตของอีกหลายคน

จุดประสงค์ของการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ที่กล่าวข้างต้นมิได้อยู่ที่คำพูดคำเทศน์ของศิษยาภิบาลเท่านั้น   แต่อยู่ในการนมัสการเทิดทูนพระเจ้าร่วมกัน การได้ยินได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า และสามัคคีธรรมในความสัมพันธ์ของสมาชิกคริสตจักรที่มีร่วมกันด้วย

แต่บ่อยครั้งเรามาร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ด้วยท่าทีความคาดหวังว่า “เราจะได้อะไรจากการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์?” เป็นท่าทีความคิดแบบบริโภคนิยม และเป็นความเชื่อแบบประโยชน์นิยมเพื่อส่วนตัว ไม่สนใจถึงความต้องการจำเป็นของคนอื่น ๆ ในคริสตจักร และไม่ใส่ใจต่อสมาชิกคริสตจักรในพระกายพระคริสต์คนอื่น ๆ ด้วย

นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่ได้อะไรจากการฟังเทศน์ในวันอาทิตย์ก็ได้!?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



04 กันยายน 2563

สัจจะความจริงใหม่ มาพร้อมวิถีปฏิบัติใหม่!

แม้ว่าในช่วงต้นของการทำพันธกิจพระเมสสิยาห์ของพระเยซูคริสต์จะเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คน แต่สิ่งที่พระองค์พูดพระองค์สอนและสิ่งที่พระองค์กระทำมักทำให้ผู้ฟังเกิดความสับสนงงงวย ตัวอย่างเช่น สาวกของพระเยซูคริสต์ไม่ได้ถืออดอาหาร กินและดื่มอย่างอิสระ ทำให้ผู้คนประชาชนและผู้นำศาสนายิวต่างสับสน วิพากษ์วิจารณ์ และคงถามกันว่า ถ้าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ทำไมทำตัวเช่นนี้ พระองค์เป็นใครกันแน่? ทั้งนี้เพราะว่า คนในยุคนั้นจะมองและคาดหวังว่า พระเยซูและสาวกของพระองค์น่าจะเป็นคนที่เคร่งครัดในความเชื่อ และสิ่งหนึ่งที่ควรกระทำคือการอดอาหาร (ลูกา 5:33)

แต่พระเยซูคริสต์ได้นำเอาข่าวสารคำสอนใหม่ และข่าวสารใหม่นี้จะต้องมีแนวทางการปฏิบัติใหม่ เพื่อช่วยให้เข้าใจในประเด็นนี้ได้ดีขึ้น พระองค์จึงเล่าคำอุปมาเปรียบเทียบว่า 

“...“ไม่มีใครฉีกผ้าจากเสื้อใหม่มาปะเสื้อเก่า ถ้าทำอย่างนั้นเสื้อใหม่จะขาด และผ้าที่ได้จากเสื้อใหม่ก็จะไม่เข้ากับเสื้อเก่าด้วย [37] ไม่มีใครเอาเหล้าองุ่นหมักใหม่ไปใส่ไว้ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้น เหล้าองุ่นหมักใหม่จะทำให้ถุงหนังเก่าขาด และเหล้าองุ่นจะรั่ว ถุงหนังก็จะเสียไปด้วย [38] แต่เหล้าองุ่นหมักใหม่ต้องใส่ในถุงหนังใหม่ [39] ไม่มีใครเมื่อดื่มเหล้าองุ่นหมักเก่าแล้ว จะอยากได้เหล้าองุ่นหมักใหม่ เพราะเขาย่อมจะกล่าวว่า ‘ของเก่านั้นดีกว่า’ ” (ลูกา 5:36-39 มตฐ.)

คำอุปมาทั้งสองเรื่อง คือเรื่องการฉีกเอาผ้าจากเสื้อใหม่ไปปะเสื้อเก่า กับการเอาเหล้าองุ่นหมักใหม่ไปใส่ลงในถุงหนังเก่า ประชาชนพอได้ยินเรื่องทั้งสองคงหัวเราะกันในใจว่า เขาไม่ทำกันเช่นนั้นหรอกเพราะจะเกิดความเสียหายทั้งเสื้อใหม่และผ้าเก่า ทั้งเหล้าองุ่นหมักใหม่กับถุงหนังเก่า

ประเด็นที่พระองค์ต้องการสื่อสารกับคนฟังนั้นชัดเจน คำสอนและการกระทำของพระองค์นั้นเปรียบเหมือนเหล้าองุ่นหมักใหม่ คือข่าวสารที่เป็นสัจจะความจริงใหม่ แต่ในที่นี้จะต้องเข้าใจชัดเจนว่า พันธกิจที่พระเยซูคริสต์สำแดงให้เห็นถึงการกระทำที่เปิดเผยถึงการสานต่อพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเริ่มต้นกระทำแต่เริ่มแรกมาแล้วให้สำเร็จ แต่เป็นสิ่งใหม่ในสองทางด้วยกัน

ประการแรก คำสอนและการกระทำของพระเยซูคริสต์แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพวกฟาริสีและครูสอนศาสนายิวคนอื่น ๆ ที่มุ่งเน้นในการตีความและการประยุกต์ใช้บทบัญญัติเดิมของโมเสส

ประการที่สอง คำสั่งสอนและข่าวสารที่พระเยซูคริสต์ประกาศนั้นเป็นสัจจะความจริงสิ่งใหม่ เพราะพระองค์ประกาศ  สั่งสอน และกระทำที่ชี้ชัดถึงการครอบครองของพระเจ้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต แผ่นดินของพระเจ้ามองเห็นได้ชัดเจนในชีวิต การกระทำ และคำสอนของพระองค์ 

สัจจะความจริงใหม่นี้ต้องการและต้องมี “ฐานเชื่อใหม่ กรอบคิดใหม่” ความคิดใหม่ วิธีคิดใหม่ มุมมองใหม่ และการกระทำใหม่ และการที่สาวกของพระคริสต์ทั้งกินและดื่มนั้นเพราะเป็นการเฉลิมฉลองถึงการเริ่มครอบครองของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกนี้ จึงมิใช่เวลาที่จะถืออดอาหาร

ทุกวันนี้ พวกเราที่แสวงหาและติดตามพระเยซูคริสต์เรามีชีวิตในยุคใหม่แห่งแผ่นดินของพระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับชีวิตของพระเยซูคริสต์ ที่ยอมตายแล้วเป็นขึ้นใหม่ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เป็นของประทานจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เราชื่นชมใน “เหล้าองุ่นใหม่” แห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เราก็ต้องเผชิญกับความแคลงใจสงสัยจากคนที่เคร่งครัดศาสนา เช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์ได้รับจากผู้นำศาสนายิวในสมัยนั้น 

เรามักนำเอาคำสอนใหม่ของพระเยซูคริสต์มาใส่ลงในถุงหนังเก่าซึ่งเป็นเหมือนกรอบการปฏิบัติตามความเชื่อเดิม ๆ ในชีวิตของเรา เราจะไม่สันสนถ้าเราไม่ต่อต้านแนวทางการปฏิบัติใหม่ของพระกิตติคุณอย่างที่พระคริสต์กระทำ   แต่น่าเสียดายที่คนกลุ่มนี้ตัดสินใจยอมรับคำสอน และ ข่าวดีของพระเยซูคริสต์แต่ยังพยายามเอาคำสอนใหม่ไปปฏิบัติตามกรอบการดำเนินชีวิตเดิมซึ่งเป็นเหมือนถุงหนังเก่า ที่คนกลุ่มนี้เลือกที่จะทำเช่นนี้เพราะคุ้นชินกับแนวทางการปฏิบัติในชีวิตประจำวันแบบเดิม ๆ และติดยึดกับสิ่งที่ตนเคยทำคุ้นชินมาก่อนนี้

วันนี้...ถ้าเกิดความติดขัดในการดำเนินชีวิต การทำงานของเรา ให้เราสงบพิจารณาดูว่า การดำเนินชีวิตและทำงานของเราสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติใหม่ของพระคริสต์หรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



02 กันยายน 2563

พระเจ้าต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร?

เมื่อกล่าวถึง “การเปลี่ยนแปลง” เราส่วนใหญ่เรามักจะคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอกรอบ ๆ ชีวิตของเรา หรือเรื่องเกี่ยวกับคนอื่น มักมองข้ามการเปลี่ยนแปลงภายในชีวิตของตนเอง  

แต่เมื่อพระเจ้าพูดถึง “การเปลี่ยนแปลง” พระองค์หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร? พระองค์แสวงหาการเปลี่ยนแปลงแบบไหน?

การเปลี่ยนแปลงสำหรับเราหมายถึงอะไร? เราแสวงหาการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร? และเปลี่ยนแปลงแบบไหน?

คำว่า “เปลี่ยนแปลง” มีความหมายอะไรสำหรับท่าน? เราส่วนใหญ่ถ้าจะยอมรับความจริงกัน เรามักคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์แวดล้อม เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล วัฒนธรรม ระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ งานอาชีพที่ทำ องค์กรที่เราทำงานด้วย ครอบครัว หรือ ความสัมพันธ์ที่กำลังย่ำแย่ เรื่องต่าง ๆ ที่เอ่ยถึงอาจจะกำลังอยู่ในสภาพที่เราไม่พึงประสงค์ เราต้องการการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่กำลังสร้างผลกระทบที่เราไม่ต้องการต่อชีวิตของเรา

เฉกเช่นการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้สร้างผลกระทบและเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพชีวิตด้านต่าง ๆ ของเราและของโลกนี้ที่เราไม่ได้คาดคิดล่วงหน้า

เราคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของคนต่าง ๆ และสิ่งต่าง ๆ แล้วตัวเราเองล่ะ คิดว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไหม? การคิดถึงการที่เราต้องเปลี่ยนแปลงตนเองมักมิใช่ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในความนึกคิดของเรา ท่านเป็นเช่นนั้นไหม? ไม่ว่าสถานการณ์แวดล้อมในชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร เราไม่ค่อยใส่ใจที่จะให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราใช่ไหม? แต่เราต้องการให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเราให้เป็นอย่างที่เราคิดเราคาดเราต้องการ

แล้วพระเจ้าใส่ใจชีวิตของเราหรือไม่?

ถ้าเช่นนั้น พระเจ้ายังใส่ใจที่เราตกอยู่ในภาวะวิกฤตชีวิตไหม?

ไม่ใช่ว่าพระเจ้าไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับสภาพชีวิตแวดล้อมในชีวิตของท่านและผม อย่าลืมว่า พระเจ้าทรงสร้างเราตามพระฉายาของพระองค์ และสร้างเราแต่ละคนให้มีอัตลักษณ์บุคลิกเฉพาะตัว พระองค์รักเราทุกคนอย่างมาก จนส่งพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์มาตายเพื่อเรา เพราะฉะนั้น พระองค์เห็นคุณค่าชีวิตของเราแต่ละคนมากกว่าสภาพแวดล้อม

แต่พระเจ้าทรงล่วงรู้ลงลึกถึงทุกสิ่งในชีวิตของเรา ทั้งศักยภาพ กำลังความสามารถ ความอ่อนด้อย อดีตของเรา  และยังล่วงรู้ถึงอนาคตของเราด้วย ยิ่งกว่านั้น พระองค์มีแผนการสำหรับชีวิตของเราแต่ละคน และพระองค์รู้ดียิ่งกว่าตัวเราเองว่า ชีวิตของเราจะสำเร็จตามแผนการชีวิตที่พระองค์มีในชีวิตของเราได้อย่างไร แผนการชีวิตสำหรับเราดังกล่าว เป็นแผนการชีวิตที่ทำให้เกิดสิ่งดีในชีวิตของเรา และจะนำไปสู่ชีวิตที่ยกย่องสรรเสริญถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด พระองค์ต้องการให้เราแต่ละคนสะท้อนถึงแบบอย่างชีวิตของพระเยซูคริสต์ในชีวิตจริงของเรามากยิ่งขึ้นทุกวัน

เมื่อชีวิต ความคิด จิตใจของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ เมื่อเรายอมให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงภายใน และ บุคลิกของเรา มิใช่ชีวิตเราคนเดียวเท่านั้นที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าชีวิตของเราแต่ละคนเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นแรงกระทบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชน สังคม และโลกด้วย และในเวลานั้น สถานการณ์แวดล้อมชีวิตของคนในโลกนี้ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย และนี่คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงในแผนการของพระเจ้า

หัวใจสำคัญคือความไว้วางใจ

ในเมื่อพระเจ้าสนพระทัยที่จะเปลี่ยนแปลงเราแต่ละคนมากกว่าสถานการณ์แวดล้อมของเราท่านก่อน พระองค์จึงทรงดำเนินการการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราก่อน และสถานการณ์แวดล้อมของเราจะถูกเปลี่ยนตามมา 

ผมเองพบว่า เมื่อตัวผมเองได้รับการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์แวดล้อมของผมก็เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย เป็นคลื่นที่ส่งแรงกระทบต่อกัน ที่สำคัญคือนี่ไม่ใช่ความสามารถของเราเองแต่ละคนที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่โดยพระเจ้า เมื่อเราไว้วางใจในพระราชกิจแห่งการทรงเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา เปิดชีวิตให้พระองค์ทำพระราชกิจในชีวิตของตน แม้ในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจจะสร้างความเจ็บปวดในชีวิตของเราก็ตาม เราก็ยังจะวางใจในพระองค์ ในแต่ละวันเราสามารถอธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าเข้ามาเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเราให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน และเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราตามที่พระองค์ประสงค์

คำอธิษฐานขอการทรงเปลี่ยนแปลง

พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า

ข้าพระองค์ขอเปิดชีวิตให้พระองค์โปรดเข้ามาในชีวิตของข้าพระองค์เพื่อครอบครอง และ ควบคุมในทุกมิติชีวิต   โปรดเมตตาก่อร่างสร้างข้าพระองค์ขึ้นใหม่ตามพระฉายาของพระองค์ และมีชีวิตที่สะท้อนถึงพระลักษณะของพระองค์ในชีวิตประจำวัน โปรดสร้างจิตใจที่บริสุทธิ์ และฟื้นจิตวิญญาณให้มั่นคงในพระองค์

โปรดสำแดงให้ข้าพระองค์ได้เห็นถึงชีวิตส่วนที่อันตราย และ นิสัยที่เป็นปัญหาในตัวข้าพระองค์ และโปรดประทานพระกำลังจากพระองค์ในการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย และถ้าพระองค์เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โดยรอบ โปรดเมตตาให้ข้าพระองค์มีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสร้างจิตใจที่บริสุทธิ์ในข้าพระองค์

และทรงฟื้นจิตวิญญาณอันมั่นคงขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์  (สดุดี 51:10 อมธ.)

อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



31 สิงหาคม 2563

จัดการความขัดแย้งของคริสตชน...เขาทำกันอย่างไร?

ในเวลานี้ ครอบครัว คริสตจักร ชุมชน และประเทศชาติกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่เกิดจากภัยคุกคามทางสุขภาพ  ความขัดแย้งแย่งชิงทางการเมือง-เศรษฐกิจ ทั้งในระดับองค์กรหน่วยงาน ท้องถิ่น ภูมิภาค ตลอดจนถึงสังคมโลก   ที่ดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นทุกที

น่าสังเกตว่า แต่ละคนแต่ละฝ่ายต่างต้องการให้คนอื่นเข้าใจอย่างที่ตนเองต้องการ ดังนั้น จึงพยายามสื่อสารด้วยวิธีการและช่องทางต่าง ๆ ที่จะโน้มน้าว เปลี่ยนแปลง และ เสริมสร้างความเข้าใจของคนอื่นให้เป็นอย่างที่ตนต้องการ และเราเห็นชัดว่า “ไม่มีใครฟังใคร แต่กลับต้องการให้คนอื่นฟังตนเอง”

เรากล่าวอ้าง กล่าวร้าย โจมตีฝ่ายอื่นคนอื่นว่า “มีทัศนะมุมมองผิด ๆ” โดยไม่เคยที่จะนิ่งเพื่อ “ฟังคนอื่นอย่างใส่ใจ” ว่าเขามีมุมมองทัศนะเช่นไรในเรื่องนั้น ไม่เคยถามเขาว่า ที่เราเข้าใจทัศนะมุมมองของเขาในเรื่องนั้นถูก หรือ คลาดเคลื่อนเช่นไรบ้าง?

ในฐานะ “คริสตชน” หรือ คนที่ประกาศตนว่าเป็นสาวกพระคริสต์ ที่กำลังตกอยู่ในวังวนแห่งภาวะความขัดแย้งด้านต่าง ๆ นอกจากที่เราจะต้องมี “ฐานเชื่อกรอบคิดเรื่องการเมืองแบบพระคริสต์” แล้ว เราจะต้องมี “ความรักเมตตาและเสียสละ” แบบพระองค์ด้วย

ในฐานะสาวกของพระคริสต์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติภาวะความขัดแย้งตึงเครียด เราจะต้องแสวงหา “ความเข้าใจจากบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้งตึงเครียด” นั้น เพื่อเราจะสามารถเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นว่า คู่ขัดแย้งของเรามีความเข้าใจเช่นไร และ รู้สึกเช่นไรต่อภาวะความขัดแย้งตึงเครียดที่กำลังเป็นอยู่นี้ ก่อนที่จะพยายามทุกหนทางที่จะโน้มน้าว หรือ ปรับเปลี่ยนคู่กรณีของเราให้เข้าใจภาวะนี้ “ให้ถูกต้องอย่างที่เราเข้าใจ(?)” และทางหนึ่งคือ “เราต้องฟังเขาอย่างใส่ใจ”

ในสุภาษิต 18:13 เขียนไว้ว่า “[13] คนที่ตอบก่อนฟัง ก็โง่เขลาและขายหน้า” (อมธ.)

บ่อยครั้ง เรามักลืมตัว เราพยายามที่จะทำให้คู่กรณีในความขัดแย้งของเราเข้าใจเหตุผลและความรู้สึกของเรา จนไม่ใส่ใจที่จะฟังเพื่อเข้าใจถึงเหตุผลและความรู้สึกของคู่กรณีในความขัดแย้งครั้งนั้น อีกสาเหตุหนึ่ง ที่เรามักไม่ตั้งใจฟังคู่กรณีของเราคือ “เรื่องนี้ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา?” “เรื่องนี้เขาเข้าใจ เขาคิดผิด?”  ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ฟังอย่างใส่ใจก่อน! และเบื้องหลังที่เป็นเช่นนี้เพราะ ทั้งสองฝ่ายต่างตกลงไปในหลุมพรางของซาตาน ที่คิดว่า “พวกตนถูก พวกเขาผิด” และ “ไม่มีความไว้วางใจกัน”

ในภาวะความขัดแย้งที่ดูร้อนแรง มีการตอบโต้กันที่ดุเดือดรุนแรง เพราะต่างฝ่ายต่างยึดติดอยู่กับทัศนะมุมมองของตนเอง ดังนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถรู้ถึงความรู้สึกที่เจ็บปวด สูญเสีย และความรู้สึกว่าไม่ถูกต้องยุติธรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง เราจึงไม่สามารถรู้ถึงว่า เขารู้สึกกลัวอะไรบ้างในความขัดแย้งที่กำลังเผชิญอยู่

แล้วทางออกแบบ “คริสตชน” ในเรื่องนี้อยู่ที่ไหนครับ?

เปาโลเขียนถึง ชุมชนคริสตจักรฟีลิปปีว่า  “[4] แต่ละคนไม่ควรมุ่งหาประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่ควรคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นด้วย [5] ท่านควรมีท่าที (จิตใจ) แบบเดียวกับพระเยซูคริสต์” (ฟีลิปปี 2:4-5 อมธ.)

ในเชิงปฏิบัติ สิ่งแรกคือ แสวงหาความเข้าใจก่อน คือเข้าใจคู่กรณีของเราว่า เขามีทัศนะมุมมองเช่นไร เข้าใจเช่นไร  และรู้สึกเช่นไรต่อเรื่องที่กำลังขัดแย้งกันนี้ ทางหนึ่งที่ดีอย่างมากคือ เริ่มต้นที่ตัวเราเอง เข้าไปหาคู่กรณีอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน และขอเขาช่วยอธิบายถึง ทัศนะมุมมอง ความเข้าใจและความรู้สึกของเขาในเรื่องความขัดแย้งที่กำลังเป็นอยู่นี้  

ที่สำคัญเราต้องฟัง และ ฟังอย่างใส่ใจ ฟังเพื่อเราจะความเข้าใจ และ รู้ถึงความรู้สึกของเขาในภาวะขัดแย้งที่กำลังเป็นอยู่นี้ (ไม่ใช่ฟังเพื่อจับผิด และเพื่อตอบโต้) ดังนั้น เริ่มต้นด้วยเราเป็นผู้ฟังอย่างใส่ใจด้วยถ่อมใจก่อน  

จากนั้น ให้เราทบทวนว่า เราได้ยินอะไรบ้าง เราเข้าใจสิ่งที่เขาบอกเรานั้นว่า มีเรื่องอะไรบ้าง? เขา “เข้าใจ” อย่างไรในเรื่องนั้น ๆ? เขา “รู้สึก” อย่างไรในเรื่องนั้น ๆ? สิ่งที่เราฟังแล้วเราเข้าใจถูกต้องหรือไม่? และให้โอกาสเขาที่จะแก้ไข เพิ่มเติมความเข้าใจของเราต่อเขาให้ถูกต้องชัดเจนขึ้น ขอเน้นย้ำในที่นี้ว่า เราทบทวนตรวจสอบความถูกต้องตรงกับที่เขาสื่อสาร ทั้งเนื้อหา และ ความรู้สึกของเขาด้วย คิดถึงวลีในภาษาไทยที่ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ก่อน การเข้าใจคู่กรณีจะช่วยให้เราเข้าใจถึง “ทัศนะมุมมอง” ของเขาด้วย  

ในวิถีชีวิตของพระเยซูคริสต์แตกต่างจากเส้นทางที่เราเดินอยู่ในขณะนี้ พระองค์มองข้ามความสำคัญของพระองค์เอง ความจำเป็นต้องการ และผลประโยชน์ส่วนตน แม้แต่บนกางเขนพระองค์ยังคิด ยังกระทำเพื่อคนอื่น

วิถีกางเขนของพระคริสต์ มิใช่วิถีปกติธรรมดาของเรา เพราะเราคุ้นชินกับวิถีชีวิตที่มีแต่ตนเองเป็นศูนย์กลาง เราคิดและให้ความสำคัญแก่ตนเองก่อน ก่อนที่จะสนใจใส่ใจคนอื่น

การจัดการภาวะขัดแย้งต่าง ๆ ในชีวิตของคริสตชน เริ่มต้นที่การยอมตนต่อพระคริสต์ที่จะเปลี่ยนแปลงและบ่มเพาะ “ฐานเชื่อกรอบคิด” ของเราให้เป็นเหมือน “ฐานเชื่อกรอบคิดแบบพระคริสต์” แล้วเราจะมีทัศนะมุมมองแบบพระองค์   นี่คือฐานรากชีวิตของเราที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระคริสต์ก่อน (โรม 12:2) เพื่อเราจะมีบุคลิกชีวิตที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระคริสต์ยิ่ง ๆ ขึ้นทุกวัน และการที่เราจะสนใจใส่ใจคนอื่นก่อนตนเอง เราจะพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน ก่อนที่จะจัดการความขัดแย้งใด ๆ อย่างสร้างสรรค์จะพัฒนาตามมา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



28 สิงหาคม 2563

“การเมือง” แบบพระคริสต์

ทุกเรื่องถูกโยงให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ไม่มีเรื่องอะไรในขณะนี้ที่จะอ้างตนเองว่า “เป็นกลาง” ไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง  

ปัจจุบัน “คริสตชน” ตกลงในหลุมพรางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัฒนธรรมคริสตชนอาจจะโดยไม่รู้ตัวอย่างน้อย 3 วัฒนธรรม

[1] วัฒนธรรมที่ตีตราเหมาเข่ง กล่าวคือ ถ้ามีคนหนึ่งที่ยืนยันบางเรื่องที่เห็นต่างจากเรา ปัจจุบันเรามัก “ตรีตราเหมาเข่ง” ว่าคน ๆ นั้นคิดไม่เหมือนเราทุกเรื่อง

ตัวอย่างเช่น มีครอบครัวหนึ่งที่เป็นสมาชิกคริสตจักรหนึ่งมานาน 8-9 ปี มาร่วมงานคริสตจักรตลอด ลูกหลานเติบโตในคริสตจักรนี้ จนกระทั่งการเทศนาครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่า ศิษยาภิบาลเอียงไปเป็น “ฝ่ายซ้าย” เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ในอีกคริสตจักรหนึ่ง ได้ยินเทศนามาเป็นร้อยครั้ง เมื่อมาได้ยินครั้งนี้ศิษยาภิบาลพูด “เอียงซ้าย” เลยตัดสินตีตราเหมาเข่งว่า คริสตจักรที่มีศิษยาภิบาล “เอียงซ้าย” เขาอยู่ด้วยไม่ได้แล้ว?

[2] วัฒนธรรม “สงครามเอาแพ้เอาชนะในวงการคริสตชน” ตนจะต้องเอาชนะให้ได้ การชนะกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าความรักเมตตา ทำให้เกิดการแยกข่ายแบ่งขั้วกันในคริสตจักร แบ่งแยกเป็น “พวกมิตร” และ “ศัตรู” ขึ้นในคริสตจักร และคริสตชนปัจจุบันกำลังได้รับผล “เชื้อร้าย” จากวัฒนธรรมตัวนี้ แต่ละคนคอยระวัง ถ้าถูกกล่าวร้ายจะได้ตอบโต้กลับทันที

ปัจจุบัน คริสตจักรหลายแห่งตกเป็น “เครื่องมือ” ของนักการเมือง มากกว่าการเป็นจิตสำนึกของชุมชน สังคม และชาติ คริสตจักรได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้ที่เป็นสำนึกของสังคม แต่คริสตจักรส่วนมากถูกครอบงำด้วยกระแสสังคมชาติจนตกเป็นเหยื่อของ “การเอาแพ้เอาชนะกัน” เพื่อนำไปถึงการที่ตน “จะได้รับผลประโยชน์” ที่ตนเองต้องการจากนักการเมือง คริสตจักรจึงตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเพื่อแลกประโยชน์จากนักการเมืองที่สัญญาจะให้

[3] วัฒนธรรม “ยิ่งมากยิ่งดี” “ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งมีโอกาส” คริสตจักรปัจจุบันวิ่งไปตามกระแสทางจริยธรรมของสังคมส่วนใหญ่ เช่น ใครทำมากได้มาก ใครทำน้อยได้น้อย หรือทำอย่างไรเพื่อตนจะได้มากที่สุด “ยิ่งมากยิ่งดี” “ยิ่งอำนาจยิ่งมีโอกาส” ดังนั้น หลายต่อหลายคนในคริสตจักรจึงแสวงหาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจริยธรรมแบบนี้ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์หน้ามือเป็นหลังมือ กัดกร่อนแก่นกลางรากฐานของคริสตจักร

เราจะไม่สามารถ "แก้ปัญหา" ด้วยการมีมาก ๆ และยิ่งใหญ่ขึ้น

เราไม่สามารถ "รักคนอื่น" เพราะเรามีมาก ๆ และมีอำนาจ

เราไม่สามารถ "พบพระคริสต์" เพราะเรามีมาก ๆ

น่าเสียดายที่คริสตจักรปัจจุบันขาดการสนใจวิเคราะห์เจาะลึกถึงคำสอนและรูปแบบการดำเนินชีวิตของพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์มีจุดยืนและแสดงออกเช่นไรต่อ “การเมือง” ในสมัยของพระองค์

การเมืองที่ “ให้ชีวิต” ของตนเองแก่ประชาชน

ในสมัยของพระเยซูคริสต์ แต่ละพวกแต่ละคนต้องการให้พระองค์ “เข้าข้าง” หนุนพวกตนเอง และต่อต้านฝ่ายตรงกันข้าม เพราะเห็นว่า “ประชาชน” ชื่นชมในพระเยซู แต่พระองค์ปฏิเสธ เพราะทุกฝ่ายต่างมีจุดยืน หลักคิด และ ข้อสมมติฐานที่พระองค์รับไม่ได้ พระองค์จึงปฏิเสธจะให้การสนับสนุน เพราะพระองค์เห็นว่าพวกเขามีสมมติฐานว่า  “อำนาจและทรัพยากรใด ๆ จะถูกใช้ตามประโยชน์ของผู้มีอำนาจเป็นหลัก” จะไม่ได้ถูกใช้เพื่อคนเล็กน้อยและคนส่วนรวมในสังคมชุมชน

คริสตจักรต้องตระหนักชัดว่า พระเยซูคริสต์เข้ามาในโลกนี้เพื่อที่จะ “คว่ำพลิก” และเปลี่ยนแปลงโลกนี้ขึ้นใหม่   เปาโลอธิบายถึงพระเยซูคริสต์ชัดเจนว่า

พระเยซู “ผู้ทรงสภาพเป็น “พระเจ้า” ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้ หรือ ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง (ฟิลิปปี 2:6 )

พระเยซูคริสต์มิได้เล่นเกม “เอาแพ้เอาชนะ” ตามกระแสสังคม แต่พระคริสต์ทรงใช้ชีวิตเพื่อที่ “จะยอมเสียสละชีวิต” หรือ “เล่นเกมเพื่อจะแพ้”

เราต้องเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์ “เล่นเกม” ที่แตกต่างจากเรา พระองค์มี “กติกา” ในการเล่นไม่เหมือนเรา และพระองค์มี “ชัยชนะ” ที่แตกต่างจากเรา ทั้งนี้ที่พระองค์ไม่ยอมเข้าข้างกลุ่มไหน พวกไหน ก็เพราะกลุ่มต่าง ๆ ทั้งสิ้นต้องการให้กลุ่มอื่นแพ้ เพื่อตัวเองจะได้ชนะ

แต่... “พระเยซูคริสต์เล่นเกมเพื่อจะแพ้ เพื่อประชาชนจะสามารถชนะได้”

จากนั้น เปาโลอธิบายถึงพระเยซูคริสต์ต่อไปว่า “แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์” (ข้อ 7) กล่าวได้ว่าพระองค์ทรงกระทำตนให้เป็นมนุษย์ปุถุชน ยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดา พระองค์ลงมาเป็นทาสที่ต่ำต้อยด้อยค่าในความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไรเลย พระองค์ปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ “พรรคใดพรรคหนึ่ง” หรือ “พวกใดพวกหนึ่ง” เพราะไม่ว่าพรรคไหน พวกไหน หรือ แม้แต่กลุ่มไหน ต่างก็ต้องการไขว่คว้าหาอำนาจและผลประโยชน์เพื่อตนเองทั้งสิ้น และที่พระองค์ “ทรงรับสภาพทาส” เพราะในแต่ละวัน “ทาส” จะแสวงหาว่าตนจะรับใช้นายอย่างดีได้อย่างไร จะรับใช้คนอื่น ๆ อย่างดีได้อย่างไร   แต่ถ้าเรากระทำตามความต้องการมุ่งหวังของตนเอง คริสตจักรก็ไม่ต่างจากองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อตนเอง

ถ้าคริสตชนแต่ละคนเป็นอวัยวะหนึ่งใน “พระกาย” ของพระคริสต์ เราจะต้องทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้เป็นศีรษะของกายนั้น ดังนั้น ถ้าจะให้คริสตจักร ให้คริสตชนมีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน เราต้องปกป้องคนอื่น ปกป้องสิทธิของคนอื่น ทำเพื่อคนอื่นมากกว่าทำเพื่อตัวเราเอง เรียกร้องเพื่อตนเอง

คริสตจักรจะเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน เมื่อเรา “ยอมให้” มากกว่า “เรียกร้อง” ให้เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการ ความคิดนี้น่ากลัวหรือเปล่า ทำให้เรารู้สึกว่าเราสูญเสียอะไรบางสิ่งบางอย่างหรือเปล่า?

นี่คือสาเหตุที่พวกสาวกปฏิเสธความคิดของพระเยซูที่พระองค์จะถูกจับโดยพวกที่มีอำนาจ และพระองค์ได้อธิบายเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าแก่สาวก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เข้าใจ สาวกเข้าใจว่า การที่พระองค์ถูกจับ และถูกตรึงเสียชีวิตบนกางเขน นั่นหมายความว่า พระเยซูคริสต์และพวกสาวกแพ้ พวกสาวกสูญเสีย สาวกถามพระเยซูว่า “ถ้าพระองค์ถูกจับ และ ถูกฆ่าตาย แล้วเราจะชนะได้อย่างไร?” และพระองค์ตอบสาวกว่า “ด้วยวิธีการนี้แหละที่เราจะชนะ”  

พระเยซูไปเยรูซาเล็มเพื่อที่พระองค์จะแพ้เกมนี้ พระเยซูได้ชวนสาวกให้ร่วมในกระบวนการถึง 3 ปีเพื่อที่จะแพ้ในเกมนี้ บุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อที่รับการปรนนิบัติรับใช้ แต่พระองค์มารับใช้คนจำนวนมาก และยอมให้ชีวิตเป็นค่าไถ่ของประชาชนเหล่านั้น นี่เองที่พระองค์แตกต่างจากนักการเมืองอย่างสิ้นเชิง

พระคริสต์มาในโลกนี้เพื่อสถาปนาการปกครองของพระองค์ (แผ่นดินของพระเจ้า) ที่แตกต่างจากการปกครองตามวิถีแห่งโลกนี้ ด้วยระบบคุณค่าที่แตกต่างจากโลกนี้ พระองค์บอกว่า ในแผ่นดินแห่งการปกครองของพระองค์ คนต้นจะกลายเป็นท้ายคนท้ายจะกลับเป็นคนต้น  

แล้วสาวกก็ได้เรียนรู้บทเรียนนี้ จากในการเลี้ยงอาหารมื้อสุดท้าย พระองค์เป็นผู้ล้างเท้าสาวกแต่ละคน และเขาได้เห็นเหตุการณ์ที่กางเขนที่พระองค์อธิษฐานยกโทษคนที่ตรึงพระองค์ และพระองค์ยังบอกกับโจรคนหนึ่งที่ถูกตรึงข้างพระองค์ว่า เขาจะได้อยู่กับพระองค์ในเมืองบรมสุขเกษม  

และเมื่อพระองค์เป็นขึ้นจากความตาย พวกสาวกจึงมารวมตัวกันเพื่อพบกับพระองค์ สิ่งสำคัญที่คริสตชนปัจจุบันจะต้องเรียนรู้จากสาวกของพระคริสต์คือ พวกเขาปฏิเสธที่จะมีอำนาจเพื่อที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับตนเอง   ใช่พวกเขาไม่ทำสิ่งใด ๆ เพื่อจะเป็น “ฝ่ายชนะ” แต่พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขามีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่อตนเองแต่เพื่อพระนามของพระเยซูคริสต์ และเพื่อชีวิตของมวลชน

คริสตจักรกับการเมือง

พระเยซูคริสต์บอกสาวกของพระองค์ว่า ด้วยกระบวนคิดกระบวนเชื่อเช่นนี้เองที่พระองค์จะสร้างคริสตจักรของพระองค์ขึ้น ถ้าท่านมีชีวิตที่ติดตามพระเยซูคริสต์ แบก “กางเขนของตน” ตามพระคริสต์ไป มิใช่แบกเอา “สิทธิของตนเอง” ตราบใดคริสตจักรในโลกนี้ยอมตนตกเป็นเครื่องมือของอำนาจแห่งโลกนี้ อำนาจนักการเมือง คริสตจักรจะตกอยู่ในสภาพที่มีแต่ความหวาดกลัว

หลักการของคริสตจักรของพระเยซูคริสต์คือ เราไม่ต้องการช่วงชิงชัยชนะเพื่อตนเอง แต่เราได้ชัยชนะเพื่อคนอื่น   ถ้าคริสตจักรเห็นแก่เงิน เห็นตำแหน่ง ชื่อเสียง เห็นแก่ผลประโยชน์สำหรับตนเอง นั่นไม่ใช่คริสตจักรของพระคริสต์แต่เป็นกลุ่มคนที่แสวงหาการรับใช้นักการเมืองแบบโลกนี้เพื่อผลประโยชน์แห่งตน

เมื่อคริสตชนไปออกเสียง ลงคะแนนบัตรเลือกตั้ง เราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กฎหมายของประเทศเป็นสิ่งที่เราต้องทำ   แต่การกระทำนี้เรากระทำเพื่ออะไรเราต้องสัตย์ซื่อชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เราออกเสียงเลือกตั้งเพื่อสังคมชุมชน เพื่อคนในชุมชนของเรา มิใช่เพื่อคริสตจักรเอง หรือ ตนเอง หรือ เพื่อนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง

นี่คือจุดยืนของพระเยซูคริสต์ “[6] ผู้ทรงสภาพเป็นพระเจ้า ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้” หรือใช้ฐานะเท่าเทียมกับพระเจ้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเอง “[7] แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์” “[8] พระองค์ทรงถ่อมตัวลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย กระทั่งตายบนกางเขน” 

พระองค์ผู้ทรงสถานะสูงสุด แต่พระองค์กลับถ่อมลงต่ำที่สุด พระองค์ยอมตนเพื่อคนชั่ว ด้วยความเชื่อฟัง จนยอมตายบนกางเขน และนี่เป็นที่แตกต่างจากกระแสแห่งโลกนี้อย่างสิ้นเชิง และด้วยหลักการของพระคริสต์นี้เองที่ทำให้โลกไม่เป็นไปอย่างเดิม

แล้วทำอย่างไรที่จะใช้หลักการของพระเยซูคริสต์เป็นหลักการที่จะเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้เกิดสังคมที่สันติ-ยุติธรรม และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ที่มี “พระฉายาของพระเจ้า” เท่าเทียมกัน

เราต้องตระหนักเสมอว่า เป้าหมายของการมีคริสตจักรมิใช่เพื่อเราจะมารวมตัวกันที่คริสตจักร แต่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นดลใจให้ผู้คนให้ติดตามพระเยซูคริสต์ และมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน

นี่คือ “การเมือง” แบบพระคริสต์ ที่หยั่งรากลึกลงในพระกิตติคุณของพระองค์

คริสตจักรท้องถิ่น และ คริสตจักรระดับชาติในประเทศไทย พร้อมที่จะขับเคลื่อนการเมืองแบบพระคริสต์  “การเมืองบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์” หรือไม่?  หรือยังเลือกที่จะขับเคลื่อนการเมืองแบบ “เอาแพ้เอาชนะ เอาอำนาจ เอาผลประโยชน์” กัน ที่ไม่รู้จักที่จะ “ให้ชีวิต” แด่พระคริสต์ท่ามกลางชีวิตมวลชนทั้งหลายในโลกนี้

การเมือง “แบบพระเยซูคริสต์”

การเมืองตามกระแสสังคมโลก มุ่งใช้ประชาชนให้เป็นเครื่องมือเพื่อตนเอง เพื่อจะได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์สำหรับตน  

แต่พระเยซูคริสต์มาเพื่อ “ให้ชีวิต” ของพระองค์เอง เพื่อปกป้อง ปกครอง เยียวยารักษา และเสริมสร้างชีวิตของประชาชนและสังคมโลกให้มีคุณภาพชีวิตเฉกเช่น “แผ่นดินของพระเจ้า” 

อีกทั้งยังเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนแต่ละคนที่จะมี ชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณแบบพระคริสต์ที่ “ให้ชีวิตตนเองแก่คนรอบข้าง” เพื่อร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลิกคว่ำสังคมโลกของพระคริสต์ ให้เป็นชุมชนสังคมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



26 สิงหาคม 2563

บุคลิกภาพที่ยิ่งใหญ่...ของผู้นำคริสตชน

ท่านศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักร พระเจ้าประทานงานที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ท่านจะสามารถรับมือด้วยตนเองได้   ยิ่งผู้นำในยุค 2020 จะต้องพบว่า สถานการณ์ต่าง ๆ จะแสดงออกให้เห็นชัดถึงความจริงดังกล่าว งานที่ท่านต้องรับผิดชอบนั้นหนักหนาสาหัสเกินกำลังความสามารถของท่านเองจะรับมือได้

ในพระธรรมเนหะมีย์ได้แสดงให้เห็นชัดว่า ในภาวะวิกฤติอย่างหนักเช่นนี้ ผู้นำที่ดีจะต้องทำให้แผนงานที่ได้รับการทรงมอบหมายจากพระเจ้าให้บรรลุสำเร็จ แผนการดังกล่าวเนหะมีย์ร่วมกับประชาชนอิสราเอลสามารถทำให้สำเร็จได้ใน 52 วัน ในขณะที่แผนงานเดียวกันนี้คนตลอด 80 ปีที่ผ่านมาบอกว่าเราทำงาน “หิน” นี้สำเร็จไม่ได้ แต่เมื่อเราได้รับแรงกระตุ้นหนุนเสริมที่ถูกต้อง แผนงานที่สำคัญนี้สามารถทำให้สำเร็จได้ในเวลาสั้นเพียง 52 วัน

ในสถานการณ์ความเป็นความตาย คริสตจักรและชุมชนของท่านต้องการผู้นำแบบไหน? เนหะมีย์ได้แสดงให้เราเห็นสิ่งที่จะทำให้เราเป็นผู้นำที่เยี่ยมยอด 4 ประการด้วยกันคือ

[1] มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญอย่างน่าสนใจ

เราต้องการวิสัยทัศน์ที่กระตุ้นให้เราขับเคลื่อนไปข้างหน้า เมื่อศัตรูของเนหะมีย์พยายามหลอกล่อให้เกิดการหลงผิดเพื่อให้เนหะมีย์ละทิ้งงานที่กำลังทำอยู่ไปหาพวกเขา เนหะมีย์ตอบว่า “ข้าพเจ้ากำลังทำงานใหญ่...” (เนหะมีย์ 6:3 มตฐ.) เนหะมีย์เป็นคนที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น แน่วแน่น เขาอุทิศตนเพื่อแผนงานที่ทำ เพราะเขารู้ว่าเขากำลังทำสิ่งที่สำคัญยิ่ง

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้เมื่อคน ๆ นั้นอุทิศตนเพื่อสิ่งที่สำคัญยิ่งใหญ่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดในที่นี้คือ “แผ่นดินของพระเจ้า” (การปกครอง การครอบครองของพระเจ้า) ผู้นำหลายคนมีจิตใจวอกแวก-ไขว้เขว ไปสนใจในเรื่องที่ไร้สาระสำคัญ ถ้าเราจะนำคริสตจักรของพระคริสต์ให้บรรลุความสำเร็จการงานที่ยิ่งใหญ่ เราต้องเริ่มต้นด้วยการเห็นแผ่นดินของพระเจ้าในงานที่เราต้องทำ และเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นให้ตามหลังแผ่นดินของพระเจ้า

[2] การเห็นและเข้าใจอย่างชัดเจน

ในฐานะผู้นำ เราจำเป็นต้องสามารถมองให้เห็นล่วงหน้าและเท่าทันถึงความทุกข์ยากลำบากที่ยังมาไม่ถึง เวลาที่เรากำลังทำสิ่งใหญ่สิ่งสำคัญ ปัญหาความยากลำบากจะเข้ามาหาเราเสมอ เนหะมีย์มีความชาญฉลาดและมีสายตาที่คมกริบอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกครั้ง เมื่อมี “กับดัก” เขาสามารถรับรู้ได้ล่วงหน้า รู้เท่าทันสิ่งที่จะเกิดขึ้น 

ตัวอย่างเช่น เขาสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าศัตรูของเขาวางแผนที่จะทำร้ายเขา “...พวกเขาเจตนาจะทำอันตรายข้าพเจ้า” (เนหะมีย์ 6:2 มตฐ.) เมื่อศัตรูกลุ่มเดิมนี้กล่าวร้ายเนหะมีย์ว่า ตั้งตัวเป็นกษัตริย์กบฏต่อกษัตริย์เปอร์เซีย  เนหะมีย์กล่าวว่า “เพราะพวกเขาต้องการที่จะให้เราตกใจ...” (6:9 มตฐ.)

เนหะมีย์รู้ได้อย่างไร? เพราะเขาเป็นคนที่สามารถมองเห็นและรู้เท่าทันสิ่งที่อยู่ข้างหน้าด้วยการทรงชี้นำของพระเจ้า  และพระปัญญาของพระองค์ เพราะเขาติดสนิทกับพระเจ้าเสมอ

ในฐานะผู้นำ จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะมองเห็นเท่าทันภัยที่รออยู่ข้างหน้า และมีทางเดียวที่เราจะได้สิ่งนี้ตามที่ยากอบบอกแก่เราว่า  “[5] แต่ถ้าใครในพวกท่านขาดสติปัญญา ให้คนนั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานให้กับทุกคนด้วยพระทัยกว้างขวางและไม่ทรงตำหนิ...” (ยากอบ 1:5 มตฐ.) เมื่อเราใช้เวลาในการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า เรากำลังรับเอาความคิดแบบพระคริสต์และมุมมองแบบพระองค์ เราจึงเป็นผู้นำที่สามารถมองการณ์ไกลได้ อย่างพระคริสต์  

[3] อธิษฐานอย่างต่อเนื่อง

คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยว่า “เนหะมีย์เสพติดการอธิษฐาน” การอธิษฐานคือสิ่งแรกในการตอบสนองในทุกเรื่องที่เขาประสบไม่ว่าเขาจะต้องพบกับอะไรก็ตาม น่าสังเกตว่า ใน เนหะมีย์ บทที่ 6 เขาไม่ได้ปกป้องตนเอง หรือ ทำการตอบโต้แก้เผ็ด เมื่อเขาถูกกล่าวหาผิด ๆ เขาเพียงตอบศัตรูว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวหานั้นมิใช่ความจริง แล้วอธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องนั้น

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราในฐานะผู้นำพึงกระทำด้วย เมื่อคนกล่าวหาท่านอย่างผิด ๆ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำ ท่านไม่จำเป็นต้องปกป้องตนเองเสียยืดยาว เพียงบอกกับเขาว่า “เรื่องนั้นไม่จริง” จากนั้นนำเรื่องนั้นทูลต่อพระเจ้า 

[4] การอดทนอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ

เมื่อท่านต้องทำงานใหญ่ในคริสตจักร หรือ ในชุมชนของท่าน อย่ายอมแพ้ง่าย ๆ ให้เราดำเนินการตามแผนงานนั้นอย่างต่อเนื่องตามที่พระเจ้าประสงค์ให้เราทำ มิใช่เพียงแต่แสดงออกว่าเรากล้าหาญในเวลาที่ยากลำบากเท่านั้น   เพราะการที่เรามีความกล้าหาญไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีความกลัว แต่ความกล้าหาญเป็นการที่เราก้าวไปข้างหน้าแทนที่จะหลบซ่อนเก็บตัวด้วยความกลัว (แม้ขณะนั้นยังมีความกลัวอยู่ก็ตาม)

ในข้อที่ 11 เนหะมีย์กล่าวว่า “... คนอย่างข้าพเจ้ามีหรือจะหนี? คนอย่างข้าพเจ้าหรือจะหนีเข้าไปในพระวิหารเพื่อเอาชีวิตรอด? ข้าพเจ้าไม่ไป!” แน่นอนว่า เนหะมีย์รู้สึกกลัวด้วย เขารู้ว่าชีวิตของตนตกอยู่ในอันตราย แต่เขาก็รู้ด้วยว่าเขากำลังที่จะไปถึงหลักชัย เขาปฏิเสธที่จะหลบหนี

ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าแน่ที่จะให้ท่านวิ่งหนีจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ตรงกันข้าม  พระเจ้าต้องการให้เราเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบากในขณะที่เราติดตามกระทำในสิ่งที่ดีที่สุดต่อคริสตจักรและชุมชน

ให้เราพิจารณาผู้นำตลอดประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์จนถึงปัจจุบัน เราสามารถประมวลและสังเคราะห์ได้เป็น 4 คุณลักษณะหลักของผู้นำที่มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายปลายทางที่พระเจ้าประทานแก่เขา

โดยท่านสามารถถามตนเองว่า:

1) ท่านมีจุดประสงค์ที่สำคัญและน่าสนใจที่กระตุ้นหนุนเสริมและดันให้ท่านมุ่งไปข้างหน้าหรือไม่?

2) ท่านมีความรู้สึกไวทางจิตวิญญาณ และ รู้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่ท่านต้องเผชิญหน้าอย่างไรบ้าง?

3) ท่านได้อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอสำหรับงานที่พระเจ้าทรงเรียกให้ท่านทำหรือไม่?

4) ท่านยืนหยัดเด็ดเดี่ยวในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างกล้าหาญหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



24 สิงหาคม 2563

คริสตชนกล้า คริสตจักรแกร่ง!?

ในงานรับใช้ตามการทรงเรียกของพระเจ้า บ่อยครั้ง/หลายคนต้องประสบกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ชีวิตที่ต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากอย่างไม่จบสิ้น การถูกทรยศหักหลังจากคนใกล้ชิด คนสนิท คนในครอบครัว ท่านเคยพบกับเหตุการณ์ในทำนองนี้ไหมในงานรับใช้ของท่าน? ท่านรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร? ทำไมถึงต้องการเกิดขึ้นกับเราด้วย?

“ความเจ็บปวดไม่รู้จักจบสิ้น…ที่รุนแรงและไม่มีทางรักษาให้หาย”

เมื่อกล่าวถึงผู้เผยพระวจนะที่ต้องทนทุกข์เรามักจะคิดถึงเยเรมีย์ เยเรมีย์ต้องทนทุกข์ในช่วงเวลาที่เขาทำพันธกิจในชุมชน ซึ่งยาวนานประมาณ 40 ปีนี้มากพอที่จะทำให้ผู้เผยพระวจนะที่กล้าหาญต้องประหวั่นพรั่นพรึง เรื่องราวชีวิตของท่านกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้คนอื่น

ในช่วงแรกชีวิตการทรงเรียกของเยเรมีย์ดูราบรื่น เมื่อเยเรมีย์เริ่มเป็นผู้เผยพระวจนะเขาอยู่ในช่วงการปกครองของกษัตริย์โยสิยาห์ กษัตริย์ผู้เกรงกลัวพระเจ้า ผู้นำชนชาติอิสราเอลหันกลับมาหาพระเจ้า แต่หลังจากนั้น 12 ปี กษัตริย์โยสิยาห์สิ้นพระชนม์ กษัตริย์เยโฮยาคิม ผู้ปกครองยูดาห์ภายใต้มหาอำนาจบาบิโลนในเวลานั้นหันกลับไปนมัสการรูปเคารพ

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ปรากฏว่าเยเรมีย์กลายเป็นตัวปัญหา ตกเป็นปรปักษ์ในสายตาของบรรดาผู้นำอิสราเอลทั้งหลาย แม้แต่พี่น้อง/ครอบครัวของเขาเองที่ทรยศหักหลังเยเรมีย์ (เยเรมีย์ 12:6) แต่การยืนหยัดเพื่อพระเจ้า และ ต่อต้านการนมัสการรูปเคารพ ที่เป็นงานที่ทำให้เขามีชื่อเสียงในอดีต มาบัดนี้กลับกลายเป็นงานที่ทำให้เขากลายเป็น “คนขายชาติ” การข่มเหงทำร้ายทำลายนั้นรุนแรง และ ความเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น จนเยเรมีย์กล่าวว่า “...ทำไมความเจ็บของข้าพระองค์จึงไม่หยุดยั้ง บาดแผลของข้าพระองค์ก็รักษาไม่หาย มันไม่ยอมหาย?...” (เยเรมีย์ 15:18 มตฐ.)

ให้เราไตร่ตรองความคิดนี้สักครู่หนึ่งที่ว่า “การรับใช้พระเจ้าด้วยความสัตย์ซื่อกลับได้รับผล “ความเจ็บปวดที่ไม่หยุดยั้ง” และ “บาดแผลชีวิตก็ไม่หายสักที”  

หัวหน้าปุโรหิตได้โบยตีและจับเยเรมีย์ใส่ขื่อ (เยเรมีย์ 20:1-2) ผู้นำศาสนาในเวลานั้นได้รวมหัวกันและเข้าไปหาและบอกนักการเมืองและประชาชนอิสราเอลว่า “ชายคนนี้ควรได้รับโทษถึงตาย...” (เยเรมีย์ 26:11)

เยเรมีย์มีชีวิตอยู่เพื่อดูว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่าเขาไม่เคยกลายเป็นผู้เผยพระวจนะที่ได้รับความนิยมและเป็นที่เคารพอีกเลย เมื่อเปรียบเทียบกับนักเขียนคริสตชนชื่อดัง หรือ นักเทศน์เรืองนามในสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน ครั้งหนึ่ง เยเรมีย์ได้ให้เขียนคำเผยพระวจนะจากพระเจ้าแล้วให้นำไปถวายกษัตริย์เยโฮยาคิม เยโฮยาคิมให้อ่านคำเผยพระวจนะ  เมื่ออ่านถึงตอนไหนก็ให้ตัดถึงส่วนนั้นโยนเข้าไปในเตาไฟ ม้วนหนังสือคำเผยพระวจนะของเยเรมีย์ถูกเผาไฟหมดสิ้น

กษัตริย์เยโฮยาคิมสิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระองค์ขึ้นครองราชย์ต่อในช่วงเวลาสั้น ๆ จากนั้นเยเรมีย์ได้เผยพระวจนะที่สำคัญยิ่งว่า ผู้อ่อนแอที่สุดจะได้เป็นกษัตริย์ เศเดคียาห์ได้ขอให้ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์อธิษฐานเพื่อตน   แต่เมื่อเยเรมีย์ได้เผยพระวจนะอีก เศเดคียาห์กลับให้จับเยเรมีย์ไปขังในคุกใต้ดิน “ดังนั้นเยเรมีย์จึงถูกขังอยู่ในคุกมืด และอยู่ที่นั่นหลายวัน” (เยเรมีย์ 37:16 มตฐ.) ในที่สุด เศเดคียาห์ให้นำเยเรมีย์ออกจากคุกมืด เยเรมีย์ขอต่อกษัตริย์ว่า ขออย่าส่งตนกลับเข้าไปยังคุกมืดนั้นอีก เพราะเขาจะตายเสียในคุกมืดนั้น (เยเรมีย์ 37:20)

ลองคิดดูก็แล้วกัน: เขาได้รับการทรงเรียกให้ทำพันธกิจชุมชนสังคม แต่กลับถูกหักหลังโดยครอบครัวของตน และผู้นำทางองค์กรศาสนา แล้วถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศต่อชาติจากผู้ปกครองประเทศ ยืนหยัดท่ามกลางความโดดเดี่ยว ถูกข่มเหงเพราะความสัตย์ซื่อของตน แล้วใครบ้างล่ะที่จะไม่เกิดความขมขื่นเจ็บช้ำในชีวิต? 

แต่นี่เป็นการเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิตของเยเรมีย์ที่เพิ่งเริ่มต้น

ข้าราชการบางคนได้ขอให้เศเดคียาห์จัดการเยเรมีย์ให้ตาย แต่กษัตริย์ผู้อ่อนแอไม่สามารถปฏิเสธคำขอใด ๆ ของใครก็ตาม กษัตริย์ตรัสกับข้าราชการกลุ่มนั้นว่า “...นี่แน่ะ ชายคนนี้อยู่ในมือของพวกท่านแล้ว...” (เยเรมีย์ 38:5)   พวกเขาจึงจับเยเรมีย์มัดเชือกหย่อนลงไปในบ่อขังน้ำที่มีแต่โคลน และเยเรมีย์ต้องจมอยู่ในโคลนนั้น (ข้อ 36) ที่มีกลิ่นเหม็น มีแต่ความมืด แมลง ความสกปรก และสิ่งปฏิกูลของตนเอง ต้องทนดมกลิ่นเหม็นตลอดเวลา

ต่อมา กษัตริย์รู้สึกสงสารเยเรมีย์ พระองค์ให้คนช่วยกันนำเยเรมีย์ขึ้นจากบ่อโคลนนั้น แล้วให้จำขังที่แห้ง

ในที่สุด คำเตือนของเยเรมีย์ไม่ได้รับการปฏิบัติ เยเรมีย์และประชาชนอิสราเอลส่วนหนึ่งถูกจับตัวกวาดต้อนไปเป็นเชลยในต่างแดน และถ้าเราพิจารณาเปรียบเทียบกับคนที่มีชื่อเสียง ความสามารถ  หรือ ความมั่งคั่งในปัจจุบัน  เป็นนักบริหารที่มือฉมัง นักการตลาดที่หาตัวจับยาก นักวิชาการที่แหลมคม นักวิเคราะห์ที่เจาะทะลุปรุโปร่ง นักเทศน์ปากกล้า ศิษยาภิบาลที่มีสมาชิกนับหมื่นนับพัน และ ฯลฯ แน่นนอนครับ ท่านเหล่านั้นมีชื่อเสียง ท่านมีตำแหน่ง ท่านมีคนยอมรับ ท่านมีอำนาจ... แต่ถ้าคนเหล่านี้กลับต้องประสบกับความล้มเหลวในชีวิต แล้วท่านเหล่านี้จะเป็นอย่างไรในชีวิต?

แต่เยเรมีย์ยังคงยืนหยัดบนรากฐานพระวจนะจากพระเจ้าด้วยความเชื่อที่แกร่งกล้า ด้วยความสัตย์ซื่อ และยึดมั่นแน่วแน่ที่จะอุทิศทั้งชีวิตเพื่อพระประสงค์ของพระเจ้า

ครู-อาจารย์ในทุกวันนี้จะต้องชื่นชมในแบบอย่างชีวิตของเยเรมีย์ ในยุคนี้มิใช่คริสตชนที่อ่อนแอกระทำสิ่งดี สื่อออนไลน์ยอดนิยมในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผุดขึ้นอย่างดอกเห็ดจะเป็นปฏิปักษ์ต่อคริสต์จริยธรรม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจริยธรรมทางเพศ) และความเชื่อพื้นฐานของคริสตชนถูกมองอย่างเยาะเย้ย และถ้าคริสตชนคนใดไม่กล้าแกร่งพอเขาอาจจะไม่สามารถแสดงชัดถึงการเป็นผู้เชื่อที่ชัดเจนอย่างสัตย์ซื่อ

“ผ่านความทุกข์ยากมากมาย”  

เป็นหน้าที่และการทรงเรียกของคริสตจักรที่จะต้องบ่มเพาะเลี้ยงดูสมาชิกชายหญิงให้มีชีวิตความเชื่อที่แกร่งอย่างเยเรมีย์ เพื่อเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการข่มเหงที่รุนแรงชีวิตจะไม่ล้มเหลวและล้มเลิกความเชื่อที่สัตย์ซื่อ ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับการที่ตนเองถูกทดลองล่อลวง หรือยืนหยัดแข็งแกร่งเหนียวแน่นที่จะไม่ยอมโอนเอนไปตามความคิด และ ความนิยมตามกระแสความทันสมัยที่ไม่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า ทั้งในพระวจนะและประวัติศาสตร์คริสตจักรเราพบชัดเจนว่า พระเจ้ายอมให้คริสตจักรของพระองค์มีช่วงเวลาชีวิตบางช่วงที่ต้องฝ่าฟันผ่านทะลุของการถูกข่มเหงทำร้าย  

ในช่วงเวลาเช่นนั้น คริสตชนและคริสตจักรจะต้องตัดสินใจว่า ตนจะเลือกการที่มีชีวิตที่ทนทุกข์ยากลำบาก สูญเสีย หรือแม้แต่การถูกทำร้ายหรือทำลาย หรือเลือกที่จะกระทำตามความคิด ความต้องการ หรือ ความนิยมตามกระแสสังคมในเวลานั้น การตัดสินใจเลือกวิถีการดำเนินชีวิตนี้ขึ้นอยู่กับรากฐานความเชื่อและกรอบคิด (mindset) ของคริสตชนคนนั้น ๆ และ คริสตจักรนั้น ๆ

แต่การที่คริสตชน และ คริสตจักร จะแกร่งกล้ายืนหยัดมั่นคงท่ามกลางพายุของอำนาจแห่งความชั่วร้ายที่โหมกระหน่ำกรรโชกรุนแรง หรือ การกัดเซาะบ่อนทำลายจากกระแสสังคมได้อย่างมั่นคงสัตย์ซื่อนั้น คริสตจักรจะต้องมีการบ่มเพาะ เสริมสร้าง และ เตรียมพร้อมพลังชีวิตของคริสตชนและคริสตจักร พร้อมรับมือกับภัยร้ายรอบด้านชีวิตที่ถาโถมเข้ามา

แต่ถ้าเราไม่มีการวางรากฐานความเชื่อศรัทธา มิได้บ่มเพาะความเชื่อ และเสริมสร้างพลังชีวิตในการเป็นสาวกพระคริสต์ที่พร้อมเผชิญหน้า “ภัยพิบัติแห่งชีวิต” ที่จะเกิดขึ้นแก่เราโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เมื่อมันโหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิตคริสตชน และ คริสตจักร ทั้งคริสตชน และ คริสตจักรก็จะไม่สามารถยืนหยัดมั่นคงอยู่ได้

ในพระธรรมกิจการ พันธกิจหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เปาโลกระทำคือ การหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตจิตวิญญาณของสาวกพระคริสต์ด้วยพระวจนะของพระเจ้า เปาโลและบารนาบัส “ท่านทั้งสองทำให้บรรดาสาวกมีจิตใจเข้มแข็งขึ้น และหนุนใจพวกเขาให้ดำรงอยู่ในความเชื่อ โดยกล่าวว่า เราจะต้องทนความยากลำบากหลายอย่างในการเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า” (กิจการ 14:22 มตฐ.) คริสตจักรในยุคเริ่มแรก คาดหวังว่าพวกเขาจะถูกข่มเหง จึงได้มีการหนุนเสริมเพิ่มพลังความเชื่อและกำลังใจแก่คริสตจักร แทนที่คริสตชนและคริสตจักรจะถูกปล่อยทิ้งให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรมที่ตกอยู่ในความสงสัยและสิ้นหวัง และถูกพัดพาไปด้วยกระแสสังคม

แล้วคริสตชน และ คริสตจักรของเราในขณะนี้ได้กระทำอะไรบ้างไหมสำหรับเตรียมรับมือกับความทุกข์ยากลำบาก  ที่ถาโถม กระหน่ำซัดเข้ามาในชีวิตของพวกเราและคริสตจักร? เรามีกระบวนการ วิธีการ บ่มเพาะ เสริมสร้าง และเตรียมพร้อมคริสตจักรของเราอย่างไรบ้างครับ?

คริสตชนของเรากล้า และ คริสตจักรของเราแกร่ง แล้วหรือยัง?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499