30 มกราคม 2554

องค์ประกอบ 5 ประการของการเติบโตเข้มแข็งในภาวะผู้นำ

เกษตรกรรู้ดีว่า พืชที่เพาะปลูกจะเติบโตและเกิดผลได้อย่างอุดมสมบูรณ์นั้นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ เช่น เมล็ดพันธุ์ที่จะใช้ในการเพาะปลูกต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นดินที่จะใช้ปลูก อีกทั้งต้องสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่ในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย กล่าวคือต้องปลูกเมล็ดที่เหมาะสมในผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ นอกจานั้นแล้วจะต้องมีแสงแดดที่พอเพียงเหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ มีความชื้นหรือน้ำเหมาะสมเพียงพอกับพืชพันธุ์ที่ปลูก และมีอุณหภูมิตลอดจนการถ่ายเทอากาศเหมาะสมอีกด้วย เมล็ดจึงจะงอกหรือแตกหน่อ แล้วเติบโตขึ้น ออกดอกและเกิดผล ถ้าองค์ประกอบหนึ่งองค์ประกอบใด (เมล็ด พื้นที่ปลูก แสงแดด อากาศ และน้ำ/ความชุ่มชื้น) ไม่เหมาะสมหรือสอดคล้องกันแล้ว การงอก เติบโต และการเกิดผลอาจจะเกิดการหยุดชะงัก หรือ ไม่เกิดผล

การเติบโต แข็งแรงขึ้นในด้านภาวะผู้นำก็จำเป็นที่มีองค์ประกอบที่สอดคล้องเหมาะสมเช่นกัน เช่นถ้าคนๆ นั้นไม่มีมุมมองหรือทัศนคติ และ พฤติกรรม/การกระทำที่เหมาะสมถูกต้อง ผลที่เกิดขึ้นและความอยากได้ใคร่มีของผู้นำคนนั้นก็จะ “พ่นพิษ” และ สร้างความล้มเหลวเสียหายมากกว่าการที่นำความเติบโต เกิดผลทั้งต่อตัวของผู้นำและคนรอบข้าง ให้เราพิจารณาถึงองค์ประกอบพื้นฐานของคุณภาพที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและเกิดผลในภาวะของผู้นำแต่ละคน

1. เปิดชีวิตรับการสอนและสร้าง
การหยิ่ง ยโส จองหอง ถ้ามีในคนไหนแล้วสิ่งเหล่านี้จะยึดกุมพื้นที่ในชีวิตจิตใจของคนๆ นั้นจนไม่เหลือแม้แต่มุมเล็กๆ ที่จะให้เกิดการพัฒนาและรับการเสริมสร้างจากผู้คนรอบข้าง (มิใช่คนที่เหนือกว่าเท่านั้น แต่รวมถึงลูกน้องหรือคนที่ต่ำด้อยกว่าด้วย) ดังนั้น การนอบน้อมถ่อมตนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญ เติบโต และเกิดผลในชีวิตของแต่ละคน ดังคำกล่าวที่ว่า “การเปิดความนึกคิดแห่งตนเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบตนเองและนำไปสู่การเติบโต เข้มแข็งในชีวิต เราจะไม่สามารถเรียนรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยจนกว่าเจ้าตัวจะยอมรับว่า เราไม่ได้รู้ในทุกเรื่องทุกราว”

การเริ่มต้นยอมการปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือมุมมองในเรื่องต่างๆ ของเราช่วยให้เราเป็นคนที่ยอมรับการสอนสร้างจากผู้คนรอบข้าง คนเริ่มต้นพัฒนาตนเองคือคนที่ตระหนักชัดว่าตนไม่รู้เรื่องนั้นๆ ทั้งหมด และยอมที่จะลงมือปฏิบัติตามการสอนสร้างจากคนและสภาพรอบด้าน หลักการพื้นฐานในที่นี้คือ คนๆ นั้นเปิดใจเปิดชีวิตด้วยความถ่อม ให้ความสนใจ แล้วขจัดความ “ยึดมั่นถือมั่น” ตนเองอย่างแข็งทื่อตายตัวกับประสบการณ์และความเข้าใจเดิมๆ นี่คือการเริ่มต้นที่นำไปสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ความเข้าใจใหม่ๆ และ นำไปสู่การบรรลุความสำเร็จ เราแต่ละคนจะมีจิตใจที่เปิดกว้างยอมรับได้ไม่ยาก เพียงยอมรับว่าตนเองกำลังเป็นคนที่เริ่มต้นเรียนรู้ ตั้งใจที่จะเรียนรู้ แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ไม่ควรหลงลืมหรือลืมตัวคือ ต้องยืนมั่นที่ต้องการเปิดใจเปิดชีวิตยอมรับการสอนสร้างเสมออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มต้นไปขั้นหนึ่งที่เราได้ก้าวไปข้างหน้าระดับหนึ่งแล้ว ไม่ควรทะนงหลงตนคิดว่าตนเองรู้แล้วเก่งแล้ว แต่ยังต้องเปิดชีวิตจิตใจที่รับการสอนสร้างต่อไปและต่อเนื่อง

2. ด้วยใจเสียสละ
การที่จะมีภาวะผู้นำที่เติบโตเข้มแข็งในตัวเรานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีจิตใจที่จะ “ให้ด้วยใจรัก” ยอมที่จะเป็นฝ่ายให้และเสียสละ เริ่มตั้งแต่ที่จะยอมเสียสละความคุ้นชินกับแบบแผน หรือ รูปแบบเดิมๆ ที่ตนเองคุ้นเคย ยอมที่จะละหยุดระบบคุณค่าที่ตนเองยึดมั่น หรือ ยอมที่จะทำในบางสิ่งบางเรื่องที่เรายังไม่เห็นคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในลักษณะใดทั้งสิ้น สิ่งที่เราได้ในชีวิตมักมาจากผลพวงของการที่เรายอมเสียสละในบางสิ่งบางอย่าง เราจะต้องยอมที่จะเสียสละบางอย่างเพื่อก้าวข้ามไปสู่การมีภาวะผู้นำสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง

3. ความรู้สึกปลอดภัย
การที่เราจะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตของเรานั้น เราต้องพร้อมและเต็มใจที่จะกล่าวว่า “ผมยังไม่รู้ในเรื่องนี้เลย” ไม่ว่าท่านจะอยู่ในตำแหน่งสูงเพียงใดก็ตาม อาจจะเป็นการยากที่ผู้มีตำแหน่งในการบริหารระดับสูงจะบอกกับคนใต้บังคับบัญชาว่าตนเองยังไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะเขามักเข้าใจว่า ลูกน้องในบังคับบัญชาของเขามุ่งมองมาที่เขาเพื่อจะรู้ว่าทิศทางขององค์กรของงานจะไปสู่เป้าหมายใด และผู้บริหารก็คงไม่ต้องการให้ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของตนต้องเสียขวัญและความมั่นใจในการทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้มุ่งมองหา “ผู้นำ” ที่สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาแสวงหาผู้นำที่ “จริงใจ” “น่านับถือ” และเป็นผู้นำที่ “หนุนเสริมเพิ่งพลังใจและการทำงาน” แก่ลูกน้อง เป็นผู้นำที่ไม่หย่อนย่อท้อแท้ต่ออุปสรรคที่องค์กรกำลังเผชิญหน้า ไม่ยอมหยุดยั้งขับเคลื่อนจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข ผู้นำเช่นนี้ที่ทำให้ทีมงานทั้งองค์กรรู้สึกปลอดภัยมั่นคงและต้องการ “ลุย” ไปกับผู้นำ

ในเวลาเดียวกันเราเองก็จะเป็นผู้นำที่รู้สึกมั่นคงปลอดภัยในการนำ เพราะเรารู้และมั่นใจว่าเรามิได้นำด้วยตัวเราคนเดียว แต่เรารู้สึกมั่นคงเพราะเรารู้ว่า ทุกคนในองค์กร หรือ อย่างน้อยที่สุดผู้คนส่วนใหญ่ในองค์กรของเราพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปกับเรา

4. เปิดใจฟัง และ ฟังอย่างใส่ใจ
ฟัง เรียนรู้ และถามจากบางคนที่ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำ เรียนรู้ และ ใช้ประสบการณ์ของผู้ประสบความสำเร็จเหล่านี้เพื่อเราจะไม่ต้องกระทำผิดซ้ำซากในสิ่งที่ท่านเหล่านี้เคยล้มเหลวมาแล้ว และเอาอย่างประยุกต์ชัยชนะในการงานและชีวิตของท่านเหล่านี้มาใช้ในการทำงานของเราด้วย นำประสบการณ์และบทเรียนที่ได้รับการบอกเล่าจากผู้ประสบความสำเร็จเหล่านี้มาสะท้อนคิดบนสถานการณ์ความเป็นจริงในงานที่เรารับผิดชอบ

นอกจากนั้น การฟังความคิดเห็น การสะท้อนความคิดเห็น และการวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อฝูงและเพื่อนร่วมงานอาจจะทำให้เรารู้สึกขมขื่นเจ็บปวดบ้างในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ถ้าเราฟังด้วยเอาใจใส่และจิตใจมั่นคงเป็นกลางและเปิดความคิดของเราออกรับฟัง จะช่วยปกป้องเราจากการตกเป็นเหยื่อของความล้มเหลวในจุดบอดที่เราเองไม่สามารถเห็นได้

5. ประยุกต์ใช้
ความรู้จะอยู่ติดกับเราเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะไม่มีคุณค่าอะไรแก่เราเลย นอกจากว่าเราจะนำความรู้นั้นมาใช้ทำจริงทันที หรือ เอาความรู้นั้นมาใคร่ครวญแสวงหาแนวทางในการปฏิบัติจริง จากนั้น จงนำประสบการณ์ที่ท่านได้จากการนำความรู้ไปปฏิบัติจริงแล้วถอดออกมาเป็นบทเรียนชีวิตของท่านเอง เมื่อนั้นสติปัญญาความเข้าใจของท่านจะเติบโตมั่นคง ชัดเจนขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ชีวิตในครั้งต่อๆ ไป

เรียบเรียงและเพิ่มเติมจากข้อเขียนของ John C. Maxwell
บทความเรื่อง Five Ingredients of Personal Growth

พระธรรมภาวนา

มัทธิว 20:25-28
25พระเยซูทรงเรียกเหล่าสาวกมาพร้อมหน้ากันและตรัสว่า
“ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า ผู้ปกครองของคนต่างชาติเป็นเจ้าเหนือเขา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ใช้อำนาจเหนือพวกเขา 26แต่สำหรับพวกท่านไม่เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม ใครอยากเป็นใหญ่ในพวกท่านต้องรับใช้ท่าน 27และผู้ใดใคร่จะเป็นเอกต้องยอมเป็นทาสของท่าน 28เหมือนกับที่บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อปรนนิบัติและประทานชีวิตของพระองค์เป็นค่าไถ่เพื่อคนเป็นอันมาก
(สำนวนแปลอมตธรรม)

27 มกราคม 2554

เราบ่มเพาะอะไร

เราบ่มเพาะอะไร
ในการ “บ่มเพาะฟูมฟักจิตวิญญาณ” (Spiritual Formation)

เมื่อเราพูดถึงการบ่มเพาะ ฟูมฟัก ชีวิตจิตวิญญาณ เรากำลังหมายถึงการบ่มเพาะฟูมฟักอะไรกันแน่? แท้ที่จริงแล้วเรากำลังพูดถึงการการบ่มเพาะฟูมฟักใหม่ในชีวิตจิตวิญญาณของคน ถ้าเช่นนั้นเราต้องย้อนกลับไปพิจารณาว่าเราได้ถูกสร้างขึ้นมาแต่เริ่มแรกอย่างไรบ้าง?

เมื่อพระเจ้าทรงตัดสินใจที่สร้างมนุษย์ 26...พระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา...” (ปฐมกาล 1:26) พระองค์สร้างอาดัมและเอวาตามพระลักษณะของพระองค์ มนุษย์ที่ถูกสร้างมานั้นมีรักความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า และมนุษย์มีความสัมพันธ์กับมนุษย์ และมีสัมพันธภาพกับสิ่งต่างๆ รอบตัวเขา มนุษย์สามารถที่จะคิดและเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ได้ และยังมีความสามารถดูแลเอาใจใส่และครอบครองโลกใบนี้ตามที่พระผู้ทรงสร้างมอบหมาย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์ทำความผิดบาป ลักษณะและคุณภาพชีวิตดังกล่าวข้างต้นได้สูญเสียไป และมนุษย์ปัจจุบันนี้ยังอยู่ในสภาพที่ “พระฉายาของพระเจ้ายังเสียหาย” และเสื่อมถอยอันเนื่องจากความบาป

มีทางเดียวที่ลักษณะพระฉายาที่มนุษย์ได้จากพระเจ้าจะกลับคืนสู่สภาพเดิม พระเจ้าจะต้องทรงสร้างเราใหม่อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงสร้างเราขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระองค์ (โรม 8:29) 29เพราะว่า... พระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก” ในเมื่อพระคริสต์ก็คือพระเจ้า ดังนั้นการที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงมีลักษณะฉายาเหมือนพระคริสต์ก็หมายความได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ตามพระฉายาของพระเจ้าตามที่มนุษย์ได้รับการทรงสร้างตั้งแต่ครั้งเริ่มแรก

ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงเรื่องการบ่มเพาะฟูมฟักชีวิตจิตวิญญาณ นั่นหมายถึงการที่เราได้รับการบ่มเพาะให้มีลักษณะฉายาของพระคริสต์ภายในชีวิตของเรา เปาโลได้บอกเราว่าลักษณะชีวิตที่ว่านี้เป็นเหมือนรายการเดียวกันกับรายการผลของพระวิญญาณที่ทำงานในชีวิตของเรา ให้มีลักษณะของ 22ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ 23ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย (กาลาเทีย 5:22)

การที่เรามีส่วนร่วมในพระลักษณะของพระคริสต์ไม่ได้หมายความว่าเราหมดลักษณะของความเป็นตัวตนของตนเอง พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ที่จะลบล้างทำลายลักษณะเฉพาะที่พระเจ้าทรงสร้างในตัวตนของเรา แต่พระองค์ประสงค์ให้ลักษณะเฉพาะในตัวตนของแต่ละคนมุ่งไปสู่เป้าหมายของพระคริสต์ด้วยการขับเคลื่อนโดยพลังกระตุ้นดลใจจากพระองค์ พระธรรมโรม 12:2 ได้บอกเรา “อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม” (อมตธรรม)

การมีชีวิตตามแบบชีวิตของพระคริสต์เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง ในพระธรรม 2โครินธ์ 3:18 ได้กล่าวไว้ว่า “เราทั้งหลาย...ต่างสะท้อนพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า เรากำลังรับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระองค์ ด้วยรัศมีที่เพิ่มพูนขึ้นทุกที รัศมีซึ่งมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นพระวิญญาณ” (อมตธรรม)

ในที่สุด มิเพียงแต่ความนึกคิดและจิตใจของเราที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเหมือนพระลักษณะของพระคริสต์เท่านั้น แต่ร่างกายของเราก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงด้วย ซึ่งร่างกายของเราในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงร่างกายที่มีความจำกัดทั้งความสามารถ ความคงทน และช่วงเวลา และความปรารถนาต้องการของร่างกายมักนำเราเข้าสู่การทดลอง แต่ท่านยอห์นได้กล่าวไว้ว่า “เพื่อนที่รัก บัดนี้เราเป็นลูกของพระเจ้า ภายหน้าเราจะเป็นอย่างไรเรายังไม่รู้ แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์ทรงปรากฏเราจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็น” (1ยอห์น 3:2) สมรรถนะภายนอกของเราจะสอดคล้องกับความปรารถนาภายในของเรา และพระลักษณะของพระคริสต์ในตัวเราจะเป็นไปอย่างสมบูรณ์

การบ่มเพาะชีวิตจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากจิตจำนงค์เสรีในแต่ละตัวคน ที่ตัดสินใจให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตความนึกคิด จิตใจความปรารถนา จนมีพลังขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การดำเนินชีวิตประจำวันของเราให้เป็นไปตามพระลักษณะของพระคริสต์

การบ่มเพาะชีวิตจิตวิญญาณเริ่มต้นที่เราแต่ละคน และ ชุมชนคริสเตียนจะต้องช่วยกันเสริมสร้างความตระหนักชัดว่า เราจะไม่ยอมมีชีวิตจิตใจที่ไหลไปตามกระแสแห่งสังคมโลกปัจจุบันนี้ แต่เพื่อที่จะนำการเปลี่ยนแปลงสังคมและชุมชนในปัจจุบันไปสู่แผ่นดินของพระเจ้า คริสเตียนและชุมชนคริสเตียนจะต้องรับการเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตที่เป็นไปตามพระลักษณะของพระคริสต์ เพื่อคริสเตียนเหล่านี้จะรวมตัวเป็นชุมชนคริสเตียน ชุมชนคริสตจักรที่เป็นตัวแทนของพระพระคริสต์ในการเปลี่ยนแปลงคนในสังคมปัจจุบัน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างระบบสังคมให้มีคุณภาพชีวิตชุมชนตามอย่างแผ่นดินของพระเจ้า

เราสามารถบ่มเพาะฟูมฟักชีวิตจิตวิญญาณแบบพระคริสต์ในชีวิตของเรา ชีวิตของเพื่อนรอบข้าง และชีวิตสังคมที่เราอยู่ร่วมกันตั้งแต่วันนี้

24 มกราคม 2554

ทนไม่ได้แล้ว

6อับรามจึงตอบว่า “สาวใช้ของเจ้าก็อยู่ในมือของเจ้า จงทำกับนางตามที่เจ้าเห็นควรเถิด” นางซารายจึงกดขี่ข่มเหงฮาการ์ ดังนั้นนางฮาการ์จึงหลบลี้หนีหน้าไป 7ทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้าพบนางฮาการ์ในทะเลทรายใกล้บ่อน้ำพุซึ่งอยู่ริมทางที่จะไปเมืองชูร์ 8และทูตนั้นพูดว่า “ฮาการ์สาวใช้ของซาราย เจ้ามาจากไหนและกำลังจะไปไหน?” นางตอบว่า “ข้าพเจ้ากำลังหนีนางซารายนายหญิงของข้าพเจ้า” 9แล้วทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าวกับนางว่า “จงกลับไปหานายหญิงของเจ้าและยอมอยู่ใต้อาณัติของนาง”  
(อมตธรรม, ปฐมกาล 16:6-9)

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเมตตากรุณา และทรงพระคุณ
ทรงพระพิโรธช้า เปี่ยมด้วยความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์
(อมตธรรม, สดุดี 86:15)


น่าจะกล่าวได้ว่า ในชีวิตนี้ของเราแต่ละคนคงมีอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งที่เราโพล่งออกมาว่า “ทนไม่ได้แล้ว” อาจจะเป็นสัมพันธภาพของเราเลวร้ายลง หรือชีวิตแต่งงานของเราแตกหักเป็นเสี่ยงๆ หรือการงานกำลังยุ่งยากอย่างมากจนไม่รู้จะสู้อย่างไร หมดสภาพจน “หลังพิงฝา” รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้เราต้องเครียดจัด เป็นไปได้ที่บางครั้งที่เรารู้สึกว่า ชีวิตนี้มันเลวร้ายอะไรอย่างนี้ พอกันที มันมากเกินไปแล้วสำหรับชีวิตของเรา จนเราต้องการที่จะตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ข้าทนไม่ได้แล้ว”

สถานการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นกับนางฮาการ์ เธอถูกขายเป็นทาส ต้องออกมาจากอียิปต์ สถานการณ์นี้สร้างความขัดแย้งเจ็บปวดกับความตั้งใจของเธอ แล้วเธอก็ถูกนายหญิงให้ช่วยตั้งครรภ์เพื่อจะมีบุตรให้นายหญิง นี่เป็นเป็นการย่ำยีความรู้สึกของเธออีกและรุนแรงกว่าเดิม ตอนนี้เธอต้องเจ็บปวดจนเกือบจะทนไม่ได้อยู่แล้วเพราะนายหญิงคือนางซารายได้ “เคี่ยวเข็ญ”(สำนวน TBS) “กดขี่ข่มเหงฮาการ์”(สำนวน อมตธรรม) ซึ่งคำนี้ในภาษาฮีบรูมีความหมายว่า กระทำด้วยความเกลียดชัง “ถมึงตา” ปฏิบัติต่อเธอด้วยการลดคุณค่า ฐานะ ศักดิ์ศรี และกระทำเพื่อให้ผู้ถูกกระทำเกิดความทรมานใจ เสียอกเสียใจ เกิดความเจ็บปวดในชีวิต พูดกันแบบภาษาทุกวันนี้ก็คือ ซารายได้ทำร้ายทารุณต่อฮาการ์ เป็นไปได้อย่างไรที่ลูกสาวคนหนึ่งของพระเจ้าทำร้ายทำลายชีวิตของสตรีอีกคนหนึ่งของพระองค์? ใช่แล้วเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป แต่คงต้องพูดความจริงว่าเหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย ไม่เว้นแม้ในยุคปัจจุบัน

ท่ามกลางความรุนแรง เลวร้าย เจ็บปวดที่ซารายเพิ่มพูนกระทำแก่ฮาการ์ที่แรงขึ้นทุกทีจนทาสหญิงคนนี้ตัดสินใจว่า ไปตายในทะเลทรายก็ดีกว่าการมีชีวิตที่แสนขมขื่นกับซาราย เธอจึงหนีออกจากบ้านของนายหญิงมุ่งหน้าสู่ทะเลทรายที่โหดร้าย ที่หนาวยะเยือกในกลางคืนและร้อนระอุอย่างรุนแรงในเวลากลางวัน สภาพที่สามารถฆ่าชายที่กำยำให้จบชีวิตได้ แต่ในกรณีของฮาการ์ สถานการณ์เลวร้ายนี้มิได้กำลังจะคร่าชีวิตของคนๆ เดียวเท่านั้นแต่สองคน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อฮาการ์รู้ดีว่าตนกำลังตั้งครรภ์ ในปฐมกาล 16:11 ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าวแก่ฮาการ์ว่า “บัดนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ และเจ้าจะมีบุตรชาย” เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เธอรู้เธอคิดเป็นความจริงว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ ทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า “จงกลับไปหานายหญิงของเจ้า และยอมอยู่ใต้อาณัติของนาง” (ปฐมกาล 16:9)

เมื่ออ่านถึงพระธรรมตอนนี้ในครั้งแรก รู้สึกงงงวยกับคำสั่งที่ไม่เห็นเข้าท่า ไม่สบายใจว่าทำไมทูตสวรรค์ของพระเจ้าสั่งอะไรเช่นนี้ ทำไมพระเจ้ายังยอมให้ลูกสาวคนหนึ่งของพระองค์กลับไปรับการกดขี่ข่มเหงให้ชีวิตต้องเจ็บช้ำมากมายเช่นนี้? แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ้วนถี่และจากความคิดเห็นของนักศึกษาพระคัมภีร์หลายท่านได้ให้ข้อแนะนำว่า ถ้าฮาการ์ยังขืนเดินทางในทะเลทรายต่อไปนางจะต้องเสียชีวิต หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ขาดทั้งน้ำและอาหารจะอยู่รอดไปได้สักกี่น้ำ? อีกประการหนึ่ง มิใช่นางเท่านั้นที่จะเสียชีวิต บุตรในครรภ์ของเธอก็จะเสียชีวิตด้วย และเมื่อคิดถึงบุตรในครรภ์นี่น่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ของ ฮาการ์ที่เธอตัดสินใจกลับไปหานายหญิง และเธอคงตั้งใจว่าเธอจะทำสิ่งที่ดีที่สุดในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่เหลือทนที่จะต้องเกิดขึ้นข้างหน้า

คงต้องทำให้เข้าใจกันชัดเจนในที่นี้ว่า สถานการณ์การทำร้ายทำลายที่โหดร้ายนี้มิใช่การกระทำของพระเจ้าและก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้า บ่อยครั้งพระบิดาในสวรรค์มักถูกกล่าวร้ายในทำนองนี้เพราะความสับสนในความเข้าใจของมนุษย์ ถ้ามิใช่เพราะพระเจ้าทรงอดกลั้น อดทน และการทนทุกข์อย่างมากมายต่อเนื่องเช่นนี้แล้ว สถานการณ์จะเป็นไปอย่างเลวร้ายกว่านี้

จากเรื่องราวที่เราใคร่ครวญในที่นี้ เราพบและเรียนรู้ว่า พระเจ้าทรงเอาใจใส่ต่อการที่ฮาการ์ถูกซารายกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ พระองค์ทรงติดตามฮาการ์ทุกย่างก้าวเมื่อเธอหนีออกจากเต็นท์ของซา-ราย พระองค์ให้ทูตสวรรค์ปกป้องแล้วนำเธอทั้งความคิดและการกระทำไปยังที่ปลอดภัย จากนั้นพระเจ้าทรงสัญญากับฮาการ์ว่า พระองค์จะทรงเพิ่มพูนลูกหลานของฮาการ์ให้มากมายจนนับไม่ถ้วน และจะเป็นชนชาติใหญ่ชาติหนึ่ง

การดูถูกหว่านความเกลียดชัง
แต่ความเมตตากรุณาหว่านการเยียวยารักษา
แม้ว่าการอดกลั้นอดทนในขณะที่รอคอยดูจะสร้างความขมขื่นในชีวิต
แต่ในที่สุด ความอดทนให้ผลที่หวานฉ่ำ
เมื่อเราต้องอดกลั้นและอดทนในความทุกข์ยากลำบากและอยุติธรรม พระเจ้ามิได้ทอดทิ้งเรา
เมื่อเราอดรนทนไม่ได้ต่อไปและตัดสินใจหนี
พระเจ้าทรงติดตาม อ้าแขนโอบแล้วนำเรากลับสู่การปกป้องของพระองค์
และที่สำคัญคือ พระสัญญาของพระองค์สำหรับชีวิตของเราจะบรรลุเป็นจริง
ฟรานซิส แห่ง อาซีซี เคยกล่าวไว้ว่า
เมื่อมีความอดทน อดกลั้นด้วยใจถ่อม
เมื่อนั้นจะไม่มีความโกรธเกลียดหรือการถูกกวนจิตใจ
ขอพระเจ้าประทานความอดทนแก่เรา เมื่อคนชั่วร้ายทำให้เจ็บปวดในชีวิต
เมื่อเราคิดว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม เราจะอดรนทนไม่ไหว เรารู้สึกเจ็บปวดในชีวิต
พระคริสต์ทนทุกข์เมื่อถูกตบบนใบหน้าของพระองค์ อย่างไร้ความผิด
แต่เรามิได้ยินคำหยาบคาย รุนแรงจากพระองค์แม้เพียงคำเดียว

ขอพระเจ้าประทานให้เราเป็นคนดีรอบคอบอย่างพระองค์ด้วยความอดทน
เพื่อเราจะตอบสนองสิ่งเลวร้ายด้วยไมตรีจิตและความคิดที่ถ่อมสุภาพ
และถ้าจำเป็นที่เราจะต้องพูด ขอพระเจ้าช่วยให้เราพูดด้วยความรัก ถ่อม อดทนบนสัจจะความจริง
เพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยการที่เราสำแดงความอดทนและสัตย์ซื่อให้ปรากฏแจ้ง

23 มกราคม 2554

หว่านพืชหวังผล

ถ้าท่านเคยทำสวนทำไร่ ท่านย่อมรู้ดีว่า พืชผัก ต้นไม้ ดอกไม้แต่ละพันธุ์แต่ละชนิดย่อมมีลักษณะพิเศษในชีวิตของมัน พืชผักแต่ละชนิดมีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน และเวลาหรือฤดูการปลูกพืชพันธุ์บางชนิดอาจจะแตกต่างกันออกไป แต่เราก็คาดหวังว่า เราจะได้ผลที่ดีที่สุดจากพืชที่เราปลูก

จากการที่เรามีประสบการณ์ในการปลูกพืช ในการทำสวน ทำไร่เป็นเวลายาวนาน เราก็จะบอกได้ว่าดินในสภาพเช่นนี้ มีสีเช่นนี้ มีความชื้นขนาดนี้เป็นดินดีอุดมสมบูรณ์หรือไม่แค่ไหน ในการเพาะปลูกท่านจะคอยระมัดระวังพวกวัชพืชที่จะมารุกรานต้นไม้ที่เราปลูก เราต่างรู้ดีว่าการที่เราจะได้รับผลดีจากการเพาะปลูกนั้นส่วนหนึ่งเพราะเรามีเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และในเวลาเดียวกันก็ขึ้นอยู่กับพื้นดินที่รองรับเมล็ดที่เราหว่านลงไป ว่ามันบ่มเพาะได้ดีแค่ไหน และ ความอุดมสมบูรณ์ในพื้นดินที่จะหล่อเลี้ยงต้นไม้ที่งอกในระดับใด รวมถึงการเอาใส่ของเจ้าของสวนหรือพื้นที่เพาะปลูกด้วย

พระเยซูทราบดีว่า ผู้ฟังที่มีประสบการณ์ในการทำเกษตรย่อมรู้และเข้าใจถึงแผ่นดินที่ใช้ในการเพาะปลูกได้เป็นอย่างดี เช่นกันเราก็สามารถที่จะเรียนรู้ว่าความเชื่อศรัทธานั้นสามารถงอก และเจริญเติบโตได้อย่างไร และยังรู้ด้วยว่าทำไมความเชื่อศรัทธาที่งอกมาใหม่นั้นถึงเหี่ยวเฉาและตายไปในที่สุด เรารู้ว่าที่เป็นเช่นนั้นย่อมมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ความเชื่อศรัทธานั้นเหี่ยวเฉาตายไป ซึ่งมีสาเหตุหลักๆเช่น การตอบสนองของคนๆ นั้น(พื้นดิน) ที่ได้รับพระวจนะของพระเจ้า(เมล็ดพืช) ย่อมมีมากกว่าหนึ่งสาเหตุที่อาจจะทำให้เมล็ดแห่งความเชื่อศรัทธางอกมาแล้วแต่กลับเหี่ยวเฉาตาย

พระเยซูคริสต์ได้เล่าเรื่องอุปมาดังนี้

มีชาวนาคนหนึ่งได้ออกไปหว่านเมล็ดพืช เขาได้หว่านเมล็ดให้กระจายลงบนที่ทำเกษตรของเขา เมล็ดส่วนหนึ่งหว่านลงไปตกลงบนทางเดิน นกบินมาจิกกินหมด เมล็ดบางเมล็ดหว่านตกลงไปบนดินที่ปกคลุมบนหิน เมล็ดได้งอกและเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เพราะมีเนื้อดินบางและส่วนใหญ่เป็นหิน เมื่อต้นอ่อนที่งอกมาต้องรับกับแสงแดดที่แรงกล้ามันจึงเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด และเพราะต้นอ่อนไม่สามารถหยั่งรากเพราะข้างล่างเป็นหิน มันจึงตาย เมล็ดอีกส่วนหนึ่งหว่านไปตกลงในที่ที่มีพงหนามปกคลุมหนาแน่น แม้ว่าเมล็ดจะงอกและต้นอ่อนเติบโตขึ้นแต่ปรากฏว่าต้นพืชเหล่านั้นไม่เกิดผล และยังมีเมล็ดอีกส่วนหนึ่งหว่านไปตกบนดินที่อุดม มันจึงงอก เติบโต และเกิดผลเป็นสามสิบเท่า, หกสิบเท่า และบ้างก็ ร้อยเท่า (มาระโก 4:3-9)

พระเยซูคริสต์ได้อธิบายอุปมาเรื่องนี้แก่สาวกดังนี้

การหว่านเมล็ดพืชก็คือการที่คนหนึ่งนำพระวจนะของพระเจ้าไปให้แก่คนอื่นๆ เมล็ดที่ตกลงบนทางเดินนั้นเปรียบได้กับคนที่ยินพระวจนะของพระเจ้า ไม่ทันไรซาตานก็มาจิกฉวยพระวจนะไปจากเขา ส่วนเมล็ดที่ตกลงบนดินที่ปกคลุมหิน เปรียบได้กับคนที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าและรับพระวจนะนั้นด้วยความชื่นชมยินดีทันที แต่เพราะต้นอ่อนที่งอกมานั้นไม่สามารถหยั่งราก จึงมีอายุสั้น เมื่อเจ้าตัวที่เชื่อในพระวจนะต้องประสบกับปัญหาในชีวิต หรือ ถูกข่มเหงเพราะเชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ความเชื่อศรัทธาจึงเหี่ยวเฉาตายไป ส่วนเมล็ดที่ตกลงบนดินที่ถูกปกคลุมด้วยพงหนาม เปรียบได้กับคนที่รับพระวจนะของพระเจ้า แต่เพราะชีวิตของคนๆ นั้นถูกครอบงำด้วยความวิตกกังวล จิตใจอยากได้ใคร่มีด้วยความโลภในความมั่งคั่ง ทรัพย์สิ่งของ ความเชื่อศรัทธาจึงไม่สามารถงอกงามได้เต็มที่ อาจจะยังมีความเชื่อศรัทธาแต่เป็นความเชื่อศรัทธาที่ไม่เกิดผล นอกนั้น เมล็ดตกลงในพื้นดินอุดม เปรียบได้กับคนที่ได้ยินได้ฟังพระวจนะ เมล็ดงอก เจริญเติบโต แข็งแรง และในที่สุดเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ต้นพืชเหล่านี้ให้ผลสามสิบ หกสิบ และบ้างร้อยเท่า (มาระโก 4:14-20)

เราท่านเห็นแล้วว่า การตอบสนองของเราต่อพระวจนะของพระเจ้า ย่อมเกิดผลตามการตอบสนองของเราแต่ละคน จากการอธิบายของพระเยซูคริสต์ช่วยให้เราเข้าใจว่า เมื่อคนเราได้รับพระวจนะของพระเจ้าแล้วมีการตอบสนองต่อพระวจนะที่ได้ยินได้ฟังนั้นอย่างไรบ้าง และการตอบสนองในแต่ละลักษณะย่อมมีผลเกิดขึ้นต่อชีวิตที่แตกต่างกัน และมีทิศทางการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างได้ยินพระวจนะที่เหมือนกัน พระวจนะเดียวกัน แต่เพราะพื้นดินแห่งชีวิตของเขาแต่ละคนที่เปิดรับสัจจะแห่งพระวจนะของพระเจ้ามีความแตกต่างกัน ย่อมมีผลต่อชีวิตของคนๆ นั้นและสังคมที่เขาดำรงชีพอยู่ที่แตกต่างกันด้วยเช่นกัน

เรื่องอุปมาดังกล่าวช่วยเราให้ถอยหลัง เพื่อมองย้อนการเจริญเติบโตด้านชีวิตจิตวิญญาณของเราด้วยมุมมองของพระเจ้า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราที่อาจจะมีความอุดมหรือความจำกัด พระเจ้าทรงเป็นนักรักษาพัฒนาสภาพแวดล้อมแห่งชีวิต พระองค์ทรงบริหารจัดการปรับปรุงให้พื้นดินแห่งชีวิตของเราเป็นดินที่อุดมเปี่ยมด้วยคุณภาพ และทำให้เกิดผลผลิตในการเพาะปลูกอย่างดี การที่เราปรารถนาจะให้พื้นดินชีวิตเป็นดินที่อุดมเปี่ยมด้วยคุณภาพนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้ดูแลเอาใจใส่ “พื้นดินชีวิต” พื้นนั้นๆ คำถามก็คือว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่พื้นดินแห่งชีวิตของท่านหรือไม่?” ท่านยอมรับเมล็ดแห่งพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ เพราะท่านมองว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าของผืนดิน และเป็นผู้ดูแลสวนแห่งชีวิตของท่าน หรือท่านมองว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่หว่านเมล็ดพระวจนะของพระองค์ที่ท่านไม่ต้องการลงในพื้นดินชีวิตของท่าน หรือท่านไม่เต็มใจที่จะรับเมล็ดแห่งพระวจนะที่พระองค์ทรงหว่าน?

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตจิตวิญญาณของเราเกิดผลนั้น คือการที่เราเรียนรู้ถึงการดำเนินชีวิตที่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า และให้พระวจนะนั้นเสริมสร้างระบบ และ กรอบความนึกคิดของเราขึ้นใหม่ผ่านประสบการณ์การดำเนินชีวิตตามพระวจนะ เราเรียนรู้ที่จะทูลขอพระเจ้าโปรดเตรียมพื้นดินชีวิตของเราและทำให้พื้นดินชีวิตของเราพร้อมที่จะรองรับพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และให้พระกิตติคุณนั้นงอก เจริญเติบโต และเกิดผลในพื้นดินชีวิตเรา และให้เมล็ดแห่งพระวจนะของพระเจ้าตกลงในพื้นที่ชีวิตคนอื่นๆผ่านชีวิตของเรา

แนวทางที่นำมาซึ่งการเจริญเติบโตในชีวิตแห่งความเชื่อศรัทธานั้นผ่านการเสริมสร้างวินัยชีวิตจิตวิญญาณในการเรียนรู้พระวจนะและมีประสบการณ์ในการปฏิบัติตามพระวจนะ จะช่วยขยายกรอบแห่งความเข้าใจวันแล้ววันเล่าที่เรามีประสบการณ์ชีวิตในพระคริสต์ ซึ่งเป็นวิถีทางหนึ่งที่พระเจ้าจะใช้ในการบ่มเพาะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา กล่าวได้ว่า การฝึกวินัยชีวิตจิตวิญญาณในการเรียนรู้ถึงพระวจนะของพระเจ้าและการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ในพระวจนะนั้น เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา เพื่อพระองค์จะทรงตระเตรียมชีวิตจิตวิญญาณของเรา และเพื่อชีวิตของเราจะพร้อมให้พระองค์ใช้ทำงานของพระองค์ ผ่านชีวิตของเราไปยังคนอื่นๆ

20 มกราคม 2554

คุณค่าพระวจนะ

ผมเคยอ่านเรื่องราวของชายชราที่มีอาชีพและเกือบทั้งชีวิตใช้กับการเป็นกรรมกรในเหมือง ทำงานในเหมืองใต้ดินและเจาะเข้าไปในภูเขาใหญ่ เมื่อชายชราคนนี้เสียชีวิต ญาติห่างๆ ของเขาได้มาที่เหมืองเพื่อเก็บข้าวของมีค่าที่เหลืออยู่ของชายชราที่จากไปแล้ว เมื่อพวกเขาเข้าไปในกระท่อมพักโกโรโกโสที่มีห้องพักอยู่ด้านหน้า ในห้องนั้นเขาพบหม้อหุงข้าวเก่าๆ ใบหนึ่ง เครื่องมือในการขุดเจาะแร่ แล้วพบโต๊ะเก่าๆ ที่แตกหักพร้อมกับเก้าอี้สามขาตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆ หน้าต่างเล็กๆ มีตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ใช้งานได้วางบนตรงกลางของโต๊ะ พวกญาติได้รวบรวมทรัพย์สินของชายชราและนำขึ้นรถกระบะ ขณะที่กำลังจากออกรถ เพื่อนของกรรมกรชราได้เข้ามาในบ้าน แล้วถามพวกญาติๆ ว่า “ถ้าผมจะขอสิ่งที่เหลืออยู่ในบ้าน ที่ท่านไม่เอาแล้วได้ไหม?”

ญาติห่างๆ คนหนึ่งตอบว่า “คุณเอาไปเลย เพราะเราเอาของมีค่าไปหมดแล้ว” ชายคนนั้นได้ขอบคุณบรรดาญาติของชายชรา แล้วยืนส่งจนพวกเขาออกไปลับตาจากที่นั่น ชายคนนั้นเข้าไปในที่พัก ก้มลงใต้โต๊ะ เขาพบแผ่นไม้พื้นห้องแผ่นหนึ่ง เป็นฝาที่ปิดช่องบนพื้นห้องบริเวณใต้โต๊ะ เมื่อเปิดฝานั้นออกข้างในขุดเป็นโพลงลึกลงไป แล้วเขาก็ล้วงลงไปในโพลงนั้น ค่อยๆ เอาของที่อยู่ในโพลงนั้นออกมา เขานำทองคำทั้งหมดที่เพื่อนชราของเขาได้เก็บสะสมไว้จากแร่ทองคำที่เขาพบขณะทำงานในเหมืองมาเป็นเวลาหลายสิบปี มูลค่าทองคำเหล่านั้นรวมกันแล้วหลายสิบล้านบาท มีเพียงเพื่อนสนิทคนนี้ของชายชราที่สิ้นชีวิตรู้ว่าเพื่อนของเขาได้ทิ้งสมบัติที่มีค่ามากมายอยู่เบื้องหลัง

ญาติห่างๆ ของชายชราผู้ล่วงลับกับเพื่อนสนิทของชายแก่คนนี้มีจุดประสงค์ที่เหมือนกันคือ ทั้งสองฝ่ายต่างค้นหา “สิ่งที่มีค่า” แต่ทั้งสองพวกมีความแตกต่างคือ ญาติสนิทค้นหาของที่มีค่าที่ชายชราทิ้งไว้ตามมุมมองของพวกเขาว่าอะไรมีค่า ตามสิ่งที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้ และตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนสนิทของชายชราที่รู้ว่าเพื่อนชราผู้ล่วงลับของเขาได้เก็บสะสมสิ่งที่มีค่าที่แท้จริงไว้ที่ไหนจึงสามารถนำสิ่งที่มีค่าเหล่านั้นออกมา

เช่นเดียวกัน พระเยซูคริสต์ต้องให้พวกเราได้รู้จักพระองค์ แต่เราเป็นเหมือนญาติห่างๆ ของชายชราคนนั้น หรือ เพื่อนสนิทของชายชรา ถ้าเราจะรู้จักพระคริสต์ดีกว่า เราจะต้องค้นให้พบถึงสิ่งที่มีคุณค่าที่พระองค์มีสำหรับเรา คำถามคือแล้วสิ่งที่มีค่าสูงสุดเหล่านั้นอยู่ที่ไหน? อะไรเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งที่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า พระคริสต์ได้ตรัสว่า “...ในหนังสือม้วนได้เขียนถึงข้าพระองค์...”(ฮีบรู 10:7, อมตธรรม) ในพระธรรมสดุดี บทที่ 19 ได้บรรยายถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของพระวจนะพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา

ประการแรก เราพบว่า พระวจนะของพระเจ้าสมบูรณ์ “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ ”(อมตธรรม, สดุดี 19:7 ฉบับ TBS71b แปลว่า “กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ) “บทบัญญัติ หรือ กฎหมายของพระเจ้า” คำนี้ในภาษาฮีบรูหมายถึงพระวจนะของพระเจ้า เป็นการหมายถึงพระวจนะทั้งสิ้นของพระเจ้า ดังนั้น เราสามารถที่จะแปลความหมายในข้อนี้ว่า พระวจนะของพระเจ้า หรือ พระคัมภีร์นั้นสมบูรณ์ ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า มลทิน บกพร่อง ทำผิด และการใช้ตรรกะเหตุผลที่ไม่สมบูรณ์ตามกรอบคิดของมนุษย์ เมื่อสังคมเปลี่ยน เราไม่จำเป็นที่จะลู่ไปตามลมแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือถูกพัดไปกับพายุของการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่เรายังสามารถที่จะยืนมั่นบนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า

ประการที่สอง เราพบว่า พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ ฟื้นฟูจิตวิญญาณ”(ข้อที่ 7 เน้นที่อักษรเอน) คำว่า “ฟื้นฟูจิตวิญญาณ” ในภาษาฮีบรูยังมีความหมายครอบคลุมถึง “การกลับใจหันกลับมาหาพระเจ้า” “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” “การซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่” หรือการฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณขึ้นใหม่ พระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณของเราขึ้นใหม่ ท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ว่าพระวจนะข้อหรือตอนที่ท่านอ่านในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ได้เปลี่ยนแปลง ฟื้นฟู หรือซ่อมแซมเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณของท่านขึ้นใหม่ในสถานการณ์ต่างๆ ที่ชีวิตเป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะท่านได้สร้างวินัยชีวิตในการอ่าน ศึกษา และใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำในชีวิตของท่าน

ประการที่สาม เราพบว่า พรวจนะของพระเจ้าได้สร้างเสริมปัญญาแก่ผู้ศึกษาใคร่ครวญอย่างไม่น่าเชื่อ “กฎเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเชื่อถือได้ กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา” (อมตธรรม, ข้อที่ 7ข) ศัพท์ภาษาฮีบรูคำนี้โดยทั่วไปจะแปลว่า “ธรรมดา” มาจากรากศัพท์ภาษาฮีบรูที่มีความหมายว่า “ประตูที่เปิดออก” หมายถึงการที่คนใดคนหนึ่งเปิดใจเปิดความคิดของตนยอมรับ อย่างกับการเปิดประตูรับแขก โดยคนๆ นั้นจะไม่พยายามควบคุมดัดแปลงความคิดที่เข้ามาหรือออกไป พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกกับผู้อ่านว่า ถ้าท่านศึกษาพระวจนะ ถ้าท่านจดจำพระวจนะข้อนั้นๆ และที่มีความสำคัญกว่านั้น ถ้าท่านประยุกต์สัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้าสู่การกระทำ ก็จะทำให้ท่านเป็นคนที่มีปัญญาจากสัจจะของพระวจนะที่ดูธรรมดา

ประการที่สี่ เราเรียนรู้ว่า พระวจนะของพระเจ้าถูกต้อง “ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ” (อมตธรรม, ข้อ 8) ตามศัพท์ในภาษาฮีบรู พระคัมภีร์ตอนนี้มีความหมายว่า พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดวิถีแห่งชีวิตที่ถูกต้องให้เราเดินไป เราไม่จำเป็นที่จะต้องวนเวียนหลงทางท่ามกลางความคลุมเครือในหมอกควันตามกรอบคิดของมนุษย์ และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องอ่านพระคัมภีร์ทีละข้อ ทุกข้อ ทีละบท

ประการที่ห้า เราเกิดความตระหนักชัดว่า พระวจนะของพระเจ้ากระทำให้เราเกิดความชื่นชมยินดี “ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ” (อมตธรรม, ข้อ 8) บางครั้งบางคนที่กลัวจะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า คนๆ นั้นก็จะเกิดความไม่สบายใจ แต่ถ้าใครเปิดใจยอมรับพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ และให้ชีวิตเป็นไปตามพระวจนะเขาก็จะได้รับความชื่นชมยินและสันติสุข ด้วยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าท่านจะได้รับสันติและผาสุก

เมื่อท่านอ่าน ศึกษา ใคร่ครวญ ท่องจำ และยอมเชื่อฟังกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า ชีวิตของท่านจะได้รับการเปลี่ยนแปลงตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง และนี่คือความสำเร็จแห่งชีวิตของคริสเตียน

18 มกราคม 2554

เมื่อต้องรอคอยในยามที่ชีวิตวิกฤติ

43และท่านสั่งคนใช้ของท่านว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล” เขาก็ลุกขึ้นมองและตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย” และท่านบอกว่า “จงไปดูอีกเจ็ดครั้ง” 44และอยู่มาเมื่อถึงครั้งที่เจ็ดเขาบอกว่า “ดูเถิด มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล ...”(1พงศ์กษัตริย์ 18:43-44)

สตรีคริสเตียนที่ติดตามพระคริสต์อย่างอุทิศตนคนหนึ่ง ชีวิตของเธอถูกดึงระหว่างความเชื่อกับสถานการณ์ทุกข์ยากลำบาก เกิดการต่อสู้กันในตัวเธอระหว่างความเชื่อศรัทธาในพระเจ้ากับความรู้สึกสิ้นหวังในสถานการณ์ที่เธอกำลังถูกทดลอง เธออธิษฐานแต่ตอนนี้เกิดความไม่แน่ใจว่าพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเธอต่อไปหรือไม่ ในแต่ละวันเธอพยายามมุ่งมองหาแสงสว่าง แต่เธอไม่เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกข้างหนึ่ง” เลย

ท่านเคยประสบกับสถานการณ์อย่างเช่นสตรีคริสเตียนคนนี้หรือไม่? หรือคนที่ท่านรักหรือใกล้ชิดท่านเคยพบเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้หรือไม่? ตอนนี้ยังอยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่หรือเปล่า? ทางของพระเจ้าและเวลาของพระองค์นั้นล้ำลึกอย่างไม่ต้องสงสัย บางครั้ง บนเส้นทางของพระเจ้านั้นดูวุ่นวายสับสน แต่พระเจ้าทรงดีต่อทุกคน เปี่ยมด้วยเมตตากรุณา ทรงจัดเตรียมกำลังและความหวังสำหรับเราเมื่อเราทูลขอต่อพระองค์... แต่การที่เราจะต้องรอคอยนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากแต่เป็นวินัยด้านชีวิตจิตวิญญาณ

เราพบครั้งแล้วครั้งเล่าในพระคัมภีร์ที่ชี้ชัดถึงภาพที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อผู้ที่ทูลขอและรอคอยพระองค์ ภาพของพระเจ้าที่ทรงสัตย์ซื่อในเรื่องราวของเอลียาห์เป็นเรื่องที่ติดตาตรึงใจผู้อ่านอย่างยิ่ง (ตอนนี้ให้ท่านอ่านพระธรรม 1พงศ์กษัตริย์ บทที่ 17 และ 18) เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่น่าทึ่งและยอดนิยมของชาวอิสราเอล พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของเอลียาห์เปี่ยมด้วยพลังอำนาจและน่าอัศจรรย์ เฉกเช่นที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของสตรีคริสเตียนท่านนั้น และในชีวิตของเราแต่ละคนด้วย

เป็นเวลาหลายปีที่อาหับกษัตริย์แห่งอิสราเอล และเยเซเบลพระมเหสีได้ประพฤติชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์นมัสการรูปเคารพ นมัสการพระบาอัลแทนที่จะนมัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าที่เที่ยงแท้ด้วยความสัตย์ซื่อ ซึ่งเป็นการกระทำให้พระเจ้าพิโรธ พระเจ้าทรงเรียกเอลียาห์ และเอลียาห์ได้ทูลกษัตริย์อาหับว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ นอกจากตามคำของข้าพระบาท” (1พงศ์กษัตริย์ 17:1) อาหับโกรธเป็นเดือดเป็นแค้น พระองค์ต้องการให้เอลียาห์ตายๆ ไปเสีย แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียมแผนการชีวิตของเอลียาห์ พระองค์ทรงนำและปกป้องเอลียาห์และจัดเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นต้องมีในชีวิตของเอลียาห์ในช่วงเวลาแห่งความแห้งแล้ง

ในปีที่สามแห่งความแห้งแล้งนั้น พระเจ้าให้เอลียาห์กลับไปเฝ้ากษัตริย์อาหับ และท้าให้ประลองพิสูจน์ว่าพระเจ้าของใครคือพระเจ้าเที่ยงแท้ที่ภูเขาคารเมล เป็นเหมือนมวยโลกคู่เอก เป็นการต่อสู้ระหว่างพระบาอัลกับบรรดาพระผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จของเขาในมุมหนึ่ง พบกับพระเจ้าพระเยโฮวาห์กับเอลียาห์อีกมุมหนึ่ง การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น ยกที่หนึ่ง พวกของพระบาอัลทำพิธีสัตวบูชาแก่พระของพวกเขาร้องเรียกพระเจ้าของเขาตั้งแต่เช้ายันบ่ายเพื่อขอไฟจากฟ้า แต่พระบาอัลกลับเงียบเชียบ ไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น เพราะพระบาอัลมิใช่พระเจ้าที่เที่ยงแท้

เอลียาห์รู้และมั่นใจว่า ท่านรับใช้พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ทรงพระชนม์อยู่ และพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจ เอลียาห์ขึ้นไป “บนเวที” ด้วยความมั่นใจ ท่านซ่อมแซมแท่นบูชาของพระเจ้า เตรียมเครื่องถวายบูชา แล้วได้ทูลขอต่อพระเจ้าโปรดสำแดงความเป็นพระเจ้าโดยการส่งไฟลงจากฟ้ามายังเครื่องบูชา พระเจ้าทรงส่งไฟลงมายังแท่นเครื่องบูชา พระบาอัลถูกน๊อกล้มคว่ำอย่างไม่เป็นท่า

เมื่อการประลองจบสิ้นลง พระเจ้าให้เอลียาห์ไปบอกกษัตริย์อาหับว่า 41...“ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเสวยและดื่มเถิด เพราะมีเสียงฝนกระหึ่มมา” (1พงศ์กษัตริย์ 18:41) กษัตริย์อาหับกลับวัง ส่วนเอลียาห์กลับไปบนเขาคาราเมล เพื่อไปดูฝนอันอัศจรรย์จากพระเจ้า

เอลียาห์บอกคนใช้ของตนว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล”

คนใช้ของท่านตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย” เอลียาห์สั่งให้คนใช้ไปดูถึงเจ็ดครั้ง

ในครั้งที่เจ็ดคนใช้ของเอลียาห์บอกว่า “ดูเถิด มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล” (1พงศ์กษัตริย์ 18:43-44)

สิ่งที่สะดุดตาของผมเมื่อศึกษาในพระธรรมตอนนี้คือ เอลียาห์ไม่ได้รับคำตอบการอัศจรรย์จากพระเจ้าทันที พระเจ้าเปิดท้องฟ้าแล้วเทฝนและให้พายุตกกระหน่ำลงมันทันทีไม่ได้หรือ? ได้แน่ แต่พระองค์ไม่ทำเช่นนั้น เอลียาห์ต้องรอคอย คนใช้ของท่านต้องลุกขึ้นไปดูครั้งแล้วครั้งเล่าถึงเจ็ดครั้ง

มิใช่มีแต่ท่านและผมที่ต้องรอคอย ขนาดเอลียาห์ก็ต้องรอ ท่านที่รัก...พระประสงค์ของพระเจ้าก็คือพระประสงค์ของพระเจ้า พระประสงค์ของพระองค์ไม่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามความประสงค์ของมนุษย์ แต่เรามนุษย์จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะเรายอมเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์นั้นเองเราจึงพบกับพระกำลังของพระเจ้าและสันติสุขในพระองค์ แม้ในเวลาที่เรารอคอยก็ตาม

45และอยู่มาอีกครู่หนึ่ง ท้องฟ้าก็มืดไปด้วยเมฆและลม และมีฝนหนัก... (1พงศ์กษัตริย์ 18:45)

อีกครั้งหนึ่ง ที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ให้เราใคร่ครวญดูว่า พระเจ้าทรงใช้เอลียาห์ในงานที่ใหญ่โต เอลียาห์พูดในนามของพระเจ้า ท่านเป็นทหารแนวหน้าของพระเจ้า ท่านได้ช่วยเด็กที่ตายแล้วได้กลับมีชีวิตเพื่อเป็นพระพรแก่แม่ของเด็กที่เป็นหม้าย และเอลียาห์นำในการอัศจรรย์ของพระเจ้าให้ไฟตกลงมาจากฟ้า... ได้เผาไหม้เครื่องบูชา และทำให้จิตใจของอิสราเอลหันกลับมาหาพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงทำผ่านเอลียาห์ แต่เมื่อเอลียาห์เผชิญหน้ากับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน พระเจ้ายังให้เอลียาห์รอคอย รอคอยเวลาของพระองค์ รอคอยการกระทำพระราชกิจของพระองค์

เมื่อท่านตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจและรู้สึกว่าดูเหมือนพระเจ้าไม่ได้ยินคำร้องทูลของท่าน ท่านถูกบังคับให้รอคอยพระเจ้า เมื่อท่านพบว่าชีวิตของท่านถูกดึงระหว่างความเชื่อศรัทธากับสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ในชีวิต เมื่อท่านพบว่า ในเวลานั้น “ท่านไม่มีอะไรเลย” ไม่มีสิ่งที่จะบ่งบอกถึงการอัศจรรย์ของพระเจ้าที่น่าจะเกิด ในเวลาเช่นนั้น โปรดระลึกว่า พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ทรงฤทธานุภาพ และพระองค์ทรงเป็นคำตอบ ท่านเคยพบกับพระองค์ครั้งเมื่อชีวิตตกอยู่ท่ามกลางความยากลำบากในอดีต และท่านจะพบพระองค์ท่ามกลางการทดลองในอนาคต ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชีวิตในขณะนี้จะสุ่มเสี่ยงและท้าทายเพียงใด ท่านจงมั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงเฝ้ามองอยู่ ทรงฟังคำร้องทูลของท่าน และพระองค์ทรงฤทธิ์สามารถช่วยท่านได้ “4จงแสวงหาพระเจ้า และพระกำลังของพระองค์ แสวงพระพักตร์ของพระองค์เรื่อยไป” (สดุดี 105:4)

16 มกราคม 2554

สำคัญสุดในชีวิต

33แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน
แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ (TBS02b, มัทธิว 6:33)

บ่อยครั้งนักที่เราแสวงหาพระพรของพระเจ้าแทนที่จะแสวงหาพระเจ้า
บ่อยครั้งเรามักจะแสวงหา “พระหัตถ์” ของพระเจ้า มากกว่า “พระทัย” ของพระองค์
บ่อยครั้งเรามักไปหาพระเจ้าเหมือนไปห้างสรรพสินค้า

เพื่อหาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของเรา
เมื่อเราไปจับจ่าย “ในห้างสรรพสินค้าแห่งสวรรค์”
เราต้องการสิ่งของมากมายเกินกว่ารถเข็นจะรองรับได้
แทนที่จะเรียนรู้ที่จะฟังให้ได้ยินถึงพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เราเห็นแก่ตัวเรียกร้องแต่สิ่งเราต้องการ สิ่งที่เราปรารถนา

บ่อยครั้งที่เราขอให้พระเจ้าช่วยเราให้รอดพ้นจากความกดดันในชีวิต
แทนที่จะขอกำลังชีวิตที่จะอดทนต่อแรงกดดันเหล่านั้น
เพื่อเราจะได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตและเติบโต แข็งแรงจากแรงกดดันเหล่านั้น

เรากำลังหลอกลวงตนเอง และ หลงผิดว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
การที่เราจะติดตามพระองค์ หรือ จะรับพระพรจากพระองค์ได้
ก็ต่อเมื่อเราได้พบกับพระองค์ และ เรียนรู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้นเท่านั้น

ทำไมเราถึงปรารถนาที่จะให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนช่วยในชีวิตของเรา?
ทำไมเราถึงคิดว่าตนรู้ว่าตัวเราเองต้องการอะไร?
เราหยิ่งยโสแค่ไหนที่กล้าสอนพระเจ้าว่าจะเป็นพระเจ้าได้อย่าง? และควรเป็นพระเจ้าแบบไหน?
หลายครั้งมิใช่หรือที่เราเป็นเหมือนเด็กที่กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจต่อหน้าบัลลังก์ของพระเจ้า

แล้วโอดครวญด้วยความหงุดหงิดในสิ่งที่เราต้องการให้พระองค์ช่วยแก้ไขเปลี่ยนแปลง
แทนที่จะยกย่องสรรเสริญพระองค์สำหรับพระกำลังของพระองค์ที่จะช่วยให้เราอดทนได้

พระคัมภีร์สอนให้เราวิงวอนทูลขอทุกเรื่องให้พระเจ้าทรงทราบ(ฟิลิปปี 4:6)
และพระวจนะของพระเจ้าก็ได้ทรงเรียกเราไปให้ถึงสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิต

ให้เรารักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดความคิด สิ้นสุดกำลังของเรา(มัทธิว 22:37)
สิ่งที่สำคัญที่แท้จริงที่สุดคือ การแสวงหาพระเจ้า และการแสวงหาพระองค์ก่อน

พระเจ้าทรงรู้จัก เนื้อหนังของเรา จิตใจที่อยากได้ใคร่มีไม่รู้จักจบจักพอ
สิ่งนี้ได้ทำให้ความวิตกกังวลเกิดขึ้นในชีวิตของเราโดยไม่จำเป็น

พระวจนะของพระองค์ได้ให้ข้อสรุปที่น่าอัศจรรย์สำหรับชีวิตของเราให้รู้จักการจัดลำดับความสำคัญ
พระองค์สัญญาว่า ถ้าเราติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิด

เราจะมีชีวิตที่ผ่อนคลายและได้ผ่อนพักอย่างสงบสันติในพระองค์
ความจำเป็นต้องมีจะได้รับการทรงตอบสนอง เพราะพระองค์ทรงรักเรา

30และถ้าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ พวกมีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ? (TBS)
31ฉะนั้น อย่ากังวลว่า “เราจะเอาอะไรกิน?” หรือ “เราจะเอาอะไรดื่ม?” หรือ “เราจะเอาอะไรนุ่งห่ม?” 32เพราะคนที่ไม่มีพระเจ้าขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้ และพระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงทราบว่าท่านจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ 33แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และ(ดำเนินชีวิตตาม) ความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะทรงประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย(IBS, ตัวเอนของผู้เขียน)
34เพราะฉะนั้นอย่ากังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้ก็จะมีเรื่องวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีความเดือดร้อนของมันพออยู่แล้ว (IBS)

พระคัมภีร์ตอนนี้ได้บอกกับเราว่า...
“ขนาดดอกไม้ป่า ดอกหญ้าในทุ่งพระเจ้ายังให้ความสนใจและเอาใจใส่ ซึ่งปกติแล้วสิ่งเหล่านี้มักถูกมองผ่านเลยไป แล้วเราท่านจะไม่คิดหรือว่า พระองค์จะทรงเอาใจใส่ชีวิตของเราแต่ละคน? และทรงกระทำสิ่งที่ดีที่สุดแก่มนุษย์? พระดำรัสของพระคริสต์ในตอนนี้กำลังเปิดเผยน้ำพระทัยที่แท้จริงของพระเจ้า เปิดเผยถึงการเอาใจใส่ของพระบิดา เพื่อให้เราได้รู้จักพระองค์อย่างถูกต้อง แล้วรู้ที่จะไว้วางใจในพระองค์ ชีวิตในทุกสถานการณ์ของเราจึงผ่อนคลาย ได้รับการผ่อนพักในพระองค์ แทนที่ชีวิตจิตใจมนุษย์ปัจจุบันจะถูกครอบงำด้วยอำนาจที่ทำให้เราอยากได้ใคร่มีไม่รู้จักพอจนนำสู่ความวิตกกังวลในชีวิต

พระคัมภีร์ตอนนี้เขียนไว้ว่า “คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า” จะถูกครอบงำด้วยความคิดอยากได้ใคร่มี แล้วทำทุกอย่างตามอำนาจที่ครอบงำนั้น ย้ำคิดย้ำทำ ย้ำคิดย้ำขอ บางครั้งถึงกับเร่งรัดพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่คนที่แสวงหาการรู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นทุกวันก็จะรู้ถึงพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำ เขาผู้นั้นจะก้าวย่างชีวิตไปในทางที่สูงชันและขรุขระด้วยความไว้วางใจในสัจจะความจริงของพระเจ้า ไว้วางใจถึงพระประสงค์และแผนการของพระองค์ ไว้วางใจถึง “การทรงจัดเตรียม” ของพระเจ้า ชีวิตจึงไม่ถูกยึดกุมด้วยความวิตกกังวลว่า “จะไม่ได้”
ให้เราสนใจการมุ่งมองของเราไปสิ่งที่พระเจ้ากำลังกระทำในขณะนี้ แล้วไม่ต้องวุ่นวายใจหรือห่วงหากังวลว่าอะไรจะต้องเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ พระเจ้า “ทรงจัดเตรียม” แผนการขั้นตอนที่จะช่วยและหนุนนำว่า เราควรจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยากลำบาก และ ทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาข้างหน้า

ให้เราตัดสินใจทิ้ง “รายการอยากได้ใคร่มี” แล้วแสวงหาพระเจ้า
ให้เราอยู่ต่อหน้าพระองค์ อยู่กับพระองค์ด้วยจิตใจแห่งการยกย่องสรรเสริญและเทิดทูนพระองค์
ให้เราดำเนินชีวิตทุกขณะจิตอยู่ต่อหน้าพระองค์
ให้เราทบทวนและระลึกถึงพระคุณของพระองค์ในชีวิตของเรา
ให้เราเบิกบานในพระคุณของพระองค์
ให้เรารักพระองค์
ให้เราแสวงหาพระองค์
ให้เราอธิษฐานและแสวงหาการติดสนิทกับพระองค์
ให้เราแสวงหาพระองค์ก่อนสิ่งอื่นใด

พระเยซูคริสต์ตรัสเรียก “บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา และเราจะให้ท่านพักสงบ จงรับแอกของเราแบกไว้และเรียนรู้จากเรา เพราะเราสุภาพและถ่อมใจ แล้วจิตวิญญาณของท่านจะพักสงบ” (อมตธรรม, มัทธิว 11:28-29) ในที่นี้ผมไม่ได้เสนอว่า ให้เราทิ้ง “ภาระหนัก” ของเราก่อนเข้าไปหาพระเจ้า เราต้องนำ “ภาระหนัก” เข้าเฝ้าพระเจ้าด้วย แต่พึงตระหนักชัดว่า พระเจ้าทรงประสงค์ความรักของเราที่มีต่อพระองค์ ก่อนการร้องขอรายการ “อยากได้ใคร่มี” จากพระองค์

พระเจ้าทรงรักเราทุกคนอย่างมากมาย พระองค์ทรงมีพระประสงค์และแผนการสำหรับชีวิตของเราแต่ละคน ดังนั้น แผนการของพระองค์จึงสมบูรณ์พูนครบและล้ำลึกกว่าความเข้าใจและความปรารถนาของเรา เมื่อเราทบทวน ใคร่ครวญ และระลึกได้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ชีวิตของเราจึงเกิดความไว้วางใจในพระองค์ เพราะเราไว้ใจพระองค์ที่จะทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา ทำพระราชกิจเพื่อชีวิตของเรา และทรงกระทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของเรา และเมื่อนั้นชีวิตของเราจะกลับกลายเป็นชีวิตที่นำการเทิดทูน สรรเสริญ และยกย่องพระองค์

ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นทุกสิ่งในชีวา...
เลิกที่จะแสวงหาพระพร และ การบอกพระเจ้าให้ตอบสนองสิ่งที่เราต้องการ
แต่ให้เราแสวงหาพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์ก่อน
จากนั้นเราจะเกิดความไว้วางใจในแผนการชีวิตที่พระองค์ “ทรงจัดเตรียม” ไว้สำหรับเราแต่ละคน
แล้วจิตใจของเราจะได้พักสงบในพระคุณของพระองค์

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญ หรือ สนทนาในกลุ่มเล็ก
1) ให้เราทบทวน ไตร่ตรองว่า ชีวิตที่ผ่านมา พระเจ้าได้ตอบสนองในสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีอะไร อย่างไรบ้าง? ท่านยังมั่นใจหรือไม่ว่า พระองค์ยังจะตอบสนองความจำเป็นต้องมีของเราในปัจจุบัน?
2) พระเจ้ามิได้ให้ความสนใจเอาใจใส่ต่อเรื่องความจำเป็นต้องมีในชีวิตของท่านเท่านั้น พระเจ้าทรงสนใจและเอาใจใส่เรื่องชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณของท่านด้วย
3) ให้อ่าน ใคร่ครวญ และท่องจำพระธรรมสดุดี 37:4 “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะประทานสิ่งที่ใจของท่านปรารถนา” (อมตธรรม)
4) ในสัปดาห์นี้ให้เราแต่ละคนเพิ่มเวลาวันละ 5 นาที ในการใคร่ครวญและฟังพระเจ้าในช่วงการอธิษฐานของเรา หลังจากนั้นลองทบทวนและประมวลว่าชีวิตของท่านเป็นอย่างไรบ้าง