04 สิงหาคม 2558

พระเจ้าใช้ความเจ็บแสบในชีวิตเรา...ตามพระประสงค์!

เพราะ​ฟ้า​สวรรค์​สูง​กว่า​แผ่น​ดิน​โลก​อย่างไร
ทาง​ของ​เรา​ก็​สูง​กว่า​ทาง​ของ​พวกเจ้า
และ​ความ​คิด​ของ​เรา​ก็​สูง​กว่า​ความ​คิด​ของ​เจ้า​อย่าง​นั้น
(อิสยาห์ 55:9 มตฐ.)

หลุยส์ เด็กชายตัวเล็กนั่งดูพ่อทำงาน  ที่ร้านทำอานม้าของพ่อ  ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส  ซึ่งเขาชอบนั่งดูพ่อของตนในการทำและซ่อมอานม้า   มีความคิดว่า ถ้าเขาโตขึ้นเขาอยากจะเป็นช่างทำอานม้าเช่นเดียวกับพ่อ

พ่อเริ่มที่จะสอนหลุยส์ในการตัดหนัง และ การเจาะรู้หนังเพื่อการเย็บ   วันหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อหลุยส์กำลังหัดทำเกี่ยวกับการเจาะรูหนัง   ปรากฏว่าหนังที่เขาถือมันลื่นทำให้หลุดจากมือ  เครื่องเจาะรูหนังที่แหลมคมได้พลาดแทงเข้าที่ดวงตาของหลุยส์   เขาขยี้ตาด้วยความเจ็บปวด  ในที่สุดตาข้างหนึ่งของหลุยส์ถึงกับสูญเสียการมองเห็น   และอีกไม่นานตาอีกข้างหนึ่งมืดบอดมองไม่เห็นเพราะการติดเชื้อ   ทำให้ชีวิตของหลุยส์ตั้งแต่วันนั้นสูญเสียการมองเห็นอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยนั้น เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นจะไม่มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในโรงเรียน เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นต้องไปเป็นคนงานในไร่ หรือต้องทำงานหนักเยี่ยงสัตว์  หรือเป็นขอทานเร่ร่อน  แต่พ่อแม่ของหลุยส์ เบรลล์ มุ่งมั่นจะเลี้ยงดูบุตรของตนอย่างดีเช่นเด็กคนอื่น ๆ โดยให้หลุยส์พยายามทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองและให้ช่วยทำงานบ้านทั่วไป  เป็นโอกาสในการเรียนรู้และฝึกฝนการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ   

แต่ด้วยความใส่ใจในการอภิบาลชีวิตคริสตจักร  บาทหลวงฌ้าค (Father Jacques) ได้มาเยี่ยมที่บ้าน   จึงชวนเด็กชายหลุยส์ให้ไปเรียนหนังสือที่โบสถ์   โดยท่านได้สอนวิชาประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งคำสอนทางคริสต์ศาสนา  ความขยันและความใฝ่รู้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของหลุยส์ ทำให้บาทหลวงฌ้าคหมดภูมิรู้ที่จะสอนต่อไปได้   ต่อมา บาทหลวงฌ้าคได้ส่ง หลุยส์ เบรลล์ ไปเรียนต่อที่โรงเรียนสอนคนตาบอดสำหรับเด็กโต (The International Institute of Blind Youths) ซึ่งอยู่ในกรุงปารีส

อีกหลายปีต่อมา  หลุยส์ เบรลล์ ได้พบกับ นายทหารยศร้อยเอกชื่อ ชารลส์ บาร์บิเยร์ (Captain Charles Barbier) มาเยี่ยมโรงเรียน  เขาเป็นผู้คิดค้นวิธีการสื่อสารในที่มืดของเหล่าทหาร เรียกว่า การเขียนในที่มืด (Night Writing)” และคิดว่าน่าจะนำวิธีการนี้มาปรับใช้เพื่อช่วยคนตาบอดในการอ่านหนังสือได้  หลักการของวิธีนี้คือการใช้จุดนูน

แต่หลุยส์ เบรลล์ และ เพื่อน ๆ พบว่า  การเขียนจุดนูนแบบนี้ยังไม่สมบูรณ์พอ  หลุยส์ตัดสินใจคิดค้นหาวิธีการใช้ที่ได้ผลต่อไป หลุยส์ เบรลล์ จะพกแผ่นกระดาษหนา และ สไทลัสติดตัวตลอดเวลา  เขาทดลองเจาะจุดนูนหลากหลายรูปแบบ เพื่อค้นหาคำตอบที่เขาต้องการ  สไทลัสมีลักษณะคล้ายเหล็กแหลมซึ่งพ่อของเขาใช้เป็นเครื่องมือ หรือมีดเจาะแผ่นหนังสัตว์ อันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้เขาตาบอดนั่นเอง

ผู้กองมีความคิดว่า สิ่งที่ตนทำนั้นดีที่สุดแล้ว   และที่แย่กว่านั้นเขามีมุมมองว่า คนตาบอดไม่มีทางจะฉลาดกว่าคนตาดี  และคนตาบอดต้องยอมรับสิ่งที่ทำขึ้นง่าย ๆ และไม่จำเป็นต้องมีหนังสืออ่านมากมายเลย  หลุยส์ เบรลล์ รู้แก่ใจได้ทันทีว่า เขาจะต้องศึกษาและพัฒนาการเขียนจุดนูนนี้ด้วยตนเองต่อไปให้ได้

หลุยส์ เบรลล์ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการคิดค้นหาทางที่จะทำอักษรจุดที่สอดคล้องเหมาะสมสำหรับคนที่สูญเสียการมองเห็นอย่างเช่นพวกตน   กว่าสามปีที่ หลุยส์ เบรลล์ มุ่งมั่นทุ่มเททั้งชีวิตให้กับงานนี้   ในช่วงปิดเทอมครั้งหนึ่งเขาสามารถทำระบบจุดนูนที่อ่านได้ง่าย สะดวกสำหรับพวกตน   และเมื่อทดลองใช้กับเพื่อน ๆ และ นักเรียนต่างเห็นว่านี่คือระบบที่ช่วยให้พวกเขามีโอกาสที่จะอ่านและทำหนังสือสำหรับคนที่สูญเสียสายตาได้  หลุยส์ แบรลล์ กล่าวกับเพื่อน ๆ ว่า ต่อไปนี้เราสามารถจดบันทึกทุกอย่างที่เราได้ยินมาแล้วนำมาอ่านทบทวนภายหลังได้  เราจะไม่มีวันลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้เรียนรู้มาเลย และในไม่ช้า เราจะต้องมีหนังสือที่ทำขึ้นเฉพาะสำหรับพวกเราอ่านกัน  

จากการทุ่มเทของ หลุยส์ แบรลล์ ในการผลิตอักษรนูนนี้   ได้ช่วยให้ผู้พิการและสูญเสียการมองเห็นจำนวนหลายล้านคนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล

การสูญเสียความสามารถในการมองเห็นที่น่าเศร้าสลดของ หลุยส์ แบรลล์  ตั้งแต่วัยเด็กมิใช่อุบัติเหตุที่ไร้ค่า   แต่พระประสงค์ของพระเจ้าเกิดขึ้นได้แม้เมื่อ หลุยส์ แบรลล์ มีชีวิตที่เจ็บปวดจากการสูญเสียการมองเห็น   อีกทั้งยังถูกมองอย่างด้อยค่าจากบางคนรอบข้าง   แต่ด้วยความมุ่งมั่นในชีวิตที่เขาต้องการช่วยให้คนที่สูญเสียการมองเห็นอย่างเขา   ให้สามารถอ่านและบันทึก  เรียนรู้  และมีคุณค่าในชีวิตเฉกเช่นกับคนตาดีคนอื่น ๆ ในความเจ็บปวดของชีวิตหลายปี   ที่หลุยส์ แบรลล์ ไม่ละทิ้งเสียงเรียกแห่งพระประสงค์ที่มีในชีวิตของตน   จนกระทั่งถึงเวลาแห่งพระประสงค์สำเร็จเป็นจริง   และเป็นพระพรแก่ผู้คนหลากหลายมากมาย

เช่นเดียวกันครับ ความเจ็บปวดในชีวิตวันนี้ พระเจ้าสามารถใช้ให้เกิดสิ่งดีตามพระประสงค์ของพระองค์ผ่านการดำเนินชีวิตของเราท่านครับ   ถึงแม้ว่าวันนี้เรามืดแปดด้านมองไม่เห็นพระประสงค์ในยามวิกฤติชีวิตก็ตาม   แต่มั่นใจเถิดว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจท่ามกลางวิกฤติเจ็บปวดในชีวิตของเรา   จงวางใจในพระเจ้าว่า  เมื่อถึงเวลากำหนดของพระองค์ พระองค์จะช่วยสำแดงให้เราเห็นพระพร ความจริง แห่งพระประสงค์อย่างเป็นรูปธรรม

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

28 กรกฎาคม 2558

ความรักเมตตาของพระเจ้ากว้างใหญ่กว่าปัญหาของเรา

พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์จากเบื้องบนลงมายึดข้าพเจ้าไว้
ทรงดึงข้าพเจ้าขึ้นจากห้วงน้ำลึก (สดุดี 18:16 อมต.)

บางครั้งเราเคยคิดว่า   ชีวิตของเราตกต่ำจมดิ่งลึกสุดๆ   แต่ไม่ว่าชีวิตของเราจะดิ่งลงลึกขนาดไหนก็ตาม   ความรักของพระเจ้าก็ตามติดเราลงไปลึกถึงที่นั่น   ความรักของพระเจ้ามีพลังมากพอที่จะฉุดเราขึ้นจากห้วงลึกของทะเลแห่งชีวิต

ไม่ว่าเราจะมีปัญหาสาหัสแค่ไหน   ความรักของพระเจ้านั้นกว้างใหญ่กว่าปัญหาที่เราเผชิญอยู่   เราอาจจะสิ้นหวังอย่างสุด ๆ ทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส หรือ ต้องตกอยู่ในความเครียดอย่างสับสนแค่ไหน   ต้องประสบกับปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาทางร่างกาย หรือปัญหาทางการเงิน

ความรักเมตตาของพระเจ้าก็ยังยิ่งใหญ่กว่าปัญหาเหล่านั้นที่เราต้องปล้ำสู้อยู่

คอรรี่ และ เบทสี เทน บูม เป็นคริสตชนที่อาศัยในเนเธอร์แลนด์  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง   พวกเขาได้ให้ที่ซ่อนตัวแก่ชาวยิวเพื่อปกป้องพวกเขาจากการถูกพวกนาซีจับตัว   แต่เมื่อพวกนาซีค้นพบคนยิวในบ้าน   มิเพียงแต่พวกยิวจะถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันเท่านั้น  แต่เขาทั้งสองก็ถูกจับส่งตัวไปยังค่ายกักกันด้วยเช่นกัน   เขาต้องใช้ชีวิตในค่ายนั้นจนสงครามยุติ

หลังจากที่เห็นการทารุณกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า  คอร์รี่กล่าวกับเบทสีว่า “ที่นี่เป็นนรกหลุมลึกสุด” เบทสีตอบว่า  “ไม่มีนรกหลุมไหนที่จะลึกไปกว่าความล้ำลึกแห่งรักเมตตาของพระเจ้า”

ในสองสามเดือนที่ผ่านมานี้   ชีวิตของเราอาจจะดิ่งลงอย่างสุด ๆ  อาจจะเป็นหุบเหวแห่งการเงินในชีวิต   เราอาจจะคิดว่า   เราล้มละลายตอนนี้แน่  หรือ  เราอาจจะต้องพบกับการดิ่งลงลึกในหุบเหวแห่งอารมณ์   ชีวิตแต่งงานจมดิ่งหาก้นเหวไม่พบ  หรือต้องเจ็บป่วยอย่างหาทางเยียวยาไม่ได้  เราอาจจะสับสน  เราอาจจะคิดว่า  เราหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว!

เมื่อเราต้องดิ่งลงเหวลึกแห่งชีวิตพระเจ้าอยู่ที่ไหน?

พระองค์ทรงอยู่ที่ก้นเหวลึกแห่งชีวิตเพื่อรองรับเราอยู่   “พระ​เจ้า​ผู้​ดำรง​เป็น​นิตย์​เป็น​ที่​อาศัย​ของ​ท่าน
และ​พระ​กร​นิรันดร์​รอง​รับ​ท่าน​อยู่” (เฉลยธรรมบัญญัติ 33:27 มตฐ.)

ถึงแม้ชีวิตของเราดิ่งลงสู่ก้นเหว   แต่พระหัตถ์แห่งรักเมตตาของพระเจ้ารองรับเราไว้  

ขอพระเจ้าทรงรองรับชีวิตของเราเมื่อสิ้นทางที่จะก้าวต่อไป  ขอพระองค์ทรงหนุนเสริมเราเมื่อเราอ่อนเปลี้ยสิ้นแรง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

24 กรกฎาคม 2558

รักหรือ....ยากส์?

สมควรแล้วที่ข้าพเจ้ารู้สึกเช่นนี้เกี่ยวกับพวกท่านทุกคน
เนื่องจากพวกท่านอยู่ในดวงใจของข้าพเจ้า... (ฟีลิปปี 1:7ก. อมต.)

การที่เราจะรักใครคนใดคนหนึ่งด้วยความรักแบบพระคริสต์   เราย่อมต้องมีคน ๆ นั้นในจิตใจของเรา   เราจะไม่เอาคน ๆ นั้นให้อยู่แค่ในความคิด ในระบบเหตุผลของเราเท่านั้น   เพราะถ้าเรารักใครคนใดคนหนึ่งด้วยหลักการ ความคิด ด้วยเหตุและผล   คงเป็นการยากลำบากอย่างยิ่งที่เราจะรักคนนั้นได้   เพราะเรามักจะพบแต่ความไม่น่ารักในชีวิตของคน ๆ นั้น   ด้วยเหตุนี้เปาโลจึงกล่าวว่า “พวกท่านอยู่ในดวงใจของข้าพเจ้า”   การที่เราจะรักใครคนใดด้วยความรักแบบพระคริสต์  เราจะต้องมีคน ๆ นั้นในใจของเรา   เราต้องใส่คน ๆ นั้นเข้าในจิตใจของเรา   มิใช่ใส่ลงในสมอง ความนึกคิดของเรา

ในสังคมโลกปัจจุบัน  และแม้แต่ในสังคมคริสตจักรปัจจุบัน บ่อยครั้งนักที่พ่อแม่รักลูกโดยมีลูกใน “สมอง” ความคิด เหตุผลเท่านั้น แล้วพ่อแม่คู่นั้นจะรักลูกของตนเองได้อย่างไร?   ในทำนองเดียวกัน ที่คู่สามีภรรยาที่มีคู่ชีวิตของตนในความคิดและเหตุผลของตนเท่านั้น  ผลที่ตามมาคือ ทางที่ดีที่สุดเราแยกกันอยู่  เราหย่ากันดีกว่า   เพราะต่างก็ไม่มีคู่รักในจิตใจของตนแล้ว

ความรักที่มาจากสมองเป็นความรักที่แสวงหาเหตุผล หลักฐาน  คนอื่นทำผิดหรือทำถูก แต่ความรักที่มาจากจิตใจเป็นความรักที่แสวงหาความเข้าอกเข้าใจ   ถามด้วยความถ่อม ต้องการที่จะเข้าอกเข้าใจผู้อื่น   ฟังคนอื่นเพื่อจะได้ยินถึงความเจ็บปวดและความรู้สึกในชีวิตของเขา   แสวงหาว่าเขากำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาอะไรในชีวิต   พยายามแสวงหาความเข้าใจว่าทำไมชีวิตของเขาในตอนนี้ถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น   ทำไมเขาถึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น   ทำไมเขาถึงมีอารมณ์เช่นนั้น   และถ้าเราใส่ใจในชีวิตของเขา  เราก็จะเข้าใจเขาอย่างลึกซึ้ง   และเราจะเกิดความรักเมตตาแบบพระคริสต์ที่มีต่อเขาคนนั้น

ในชีวิตประจำวันของเรา   คริสตชนมักสอนกันว่า ให้เรารักคนที่ไม่น่ารัก   การที่เราเห็นว่าใครคนใดคนหนึ่งว่าเป็นคนที่ “ไม่น่ารัก” นั่นหมายความว่าเรากำลังมองคน ๆ นั้น  สัมพันธ์กับคน ๆ นั้นด้วย “สมอง” ด้วยเหตุด้วยผล  ด้วยหลักการว่าควรหรือไม่ควร  ถูกหรือผิด  ด้วยธรรมบัญญัติ   การที่คริสตชนจะรักคนที่ไม่น่ารักได้นั้น   ประการแรกเริ่มคือ   เอาคน ๆ นั้นใส่ลงในจิตใจของเราก่อน   จากนั้นทูลขอพระเจ้าประทานความรักของพระองค์แบบพระคริสต์ให้มีพลังในชีวิตจิตใจของเรา   เพราะเราจะรักคนที่ไม่น่ารักได้ก็ด้วยความรักของพระคริสต์เท่านั้น   และความรักแบบนี้เป็นของประทานจากพระเจ้า   มิใช่เราจะสร้างเอง มีเอง  ทำเองได้   “...เพราะ​เหตุ​ว่า​ความ​รัก​ของ​พระ​เจ้า​ได้​หลั่ง​เข้า​สู่​จิต​ใจ​ของ​เรา โดย​ทาง​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ ซึ่ง​พระ​องค์​ได้​ประ​ทาน​ให้​แก่​เรา​แล้ว” (โรม 5:5 มตฐ.)

ให้เราทูลขอพระเจ้าประทานความรักแบบพระคริสต์แก่เราในวันนี้   เพื่อที่เราจะได้ให้คนที่เราพบเห็น สัมผัส สัมพันธ์ตลอดวันนี้อยู่ “ในจิตใจของเรา”  เพื่อเราจะรักเขาอย่างไร้เงื่อนไข   โดยการใส่ใจชีวิตของเขาด้วยความรักเมตตาแบบพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

22 กรกฎาคม 2558

รู้เท่าทันและหลบหลีกหลุมพรางชีวิตอย่างไร?

พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับย่างก้าวของข้าพระองค์
เป็นแสงสว่างส่องทางของข้าพระองค์
(สดุดี 119:105 อมต.)

ก่อนที่จะถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1988  โทรทัศน์ในอเมริกาได้ออกอากาศถึงกีฬาที่โดดเด่นในโอลิมปิกครั้งนั้น คือ กีฬาสกีของคนพิการทางสายตา   ซึ่งเป็นการเล่นสกีคู่   โดยผู้เล่นคนหนึ่งจะสามารถมองเห็นและเป็นคนบอกว่าจะต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา   และทั้งสองต้องฝึกซ้อมในการเลี้ยวซ้ายหรือขวาด้วยกัน   โดยเมื่อไปสกีบนลู่สกี  นักสกีที่มองเห็นจะต้องเป็นคนตะโกนบอกว่าให้เลี้ยวซ้ายหรือขวามากน้อยแค่ไหน   เพื่อนักสกีที่พิการทางสายตาจะรู้ว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือขวามากน้อยอย่างไร

คำบอกซ้ายขวาของคู่นักสกีเป็นเครื่องบอกทาง หรือ ชี้ทางสำหรับคู่นักสกีที่พิการทางสายตาให้รู้ว่าควรลดเลี้ยวไปทางไหนจนนักสกีทั้งสองสามารถที่ไปถึงเส้นชัยได้   นักสกีที่พิการทางสายตาต้องฟังคำบอกชี้ทางของเพื่อนคู่สกีอย่างจริงจังเพื่อจะรู้ว่าจะสกีไปทางไหน   นักสกีที่พิการทางสายตาต้องตัดสินใจเลือกว่าตนจะเชื่อคู่สกีของตนด้วยความไว้วางใจอย่างไร้เงื่อนไขเพื่อให้ถึงเส้นชัย   หรือไม่ก็ต้องเลือกทำอย่างอื่นในสิ่งที่ตนไม่รู้ไม่เห็นที่อาจจะนำไปสู่ความหายนะในการแข่งขันนั้น

ชีวิตคริสตชนก็เป็นเฉกเช่นนั้น   บ่อยครั้งนักที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ชีวิตที่ “มืดแปดด้าน”  มองไม่เห็นความจริงและทางออก   แต่เมื่อเราต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหน   พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นเครื่องชี้บอกทางแก่เราไปทีละก้าว ทีละขั้นตอน   เราจะค่อย ๆ เห็นทางออกทีละก้าวแม้ชีวิตจะตกอยู่ท่ามกลางภาวะยุ่งยากซับซ้อนและมีความสับสนมากเพียงใดก็ตาม   เราสามารถวางใจอย่างสิ้นสุดความคิดและจิตใจในพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นสัจจะแห่งชีวิตและเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิตของเรา

ถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต   จงวางใจและกล้าที่จะทำตามพระวจนะของพระเจ้า   อ่าน ใคร่ครวญพระวจนะทุกวันเพื่อจะพบกับสัจจะที่จะนำทางชีวิตของเราในแต่ละวัน   และจงให้พระวจนะเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตของเราแต่ละวัน   เพื่อเราจะเห็นทางเดินไม่สะดุดล้ม   แม้ในเวลาที่ชีวิตต้องเผชิญกับกับดัก หรือ หุบเหวก็ตาม   เพราะสัจจะของพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างช่วยให้เราสามารถมองเห็นสิ่งกีดขวาง และ หลุมพรางที่อยู่ข้างหน้า  ที่เราต้องเผชิญกับมัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 กรกฎาคม 2558

คริสตจักร: ชุมชนเรียนรู้ที่จะรักเหมือนพระคริสต์


ตัวเราคนเดียวไม่สามารถเป็นพระกายของพระคริสต์ได้   แต่พระกายของพระคริสต์เป็นการร่วมกันของเรากับคนอื่น ๆ ในชุมชนของผู้เชื่อ   แล้วร่วมกันสำแดงชีวิตตามพระประสงค์    เราเป็นพระกายของพระคริสต์เพราะเราร่วมกัน   ไม่ใช่แยกกันต่างคนต่างอยู่

คริสตจักรเป็นครอบครัวใหญ่ที่หล่อหลอม เสริมสร้าง  และช่วยดึงให้เราหลุดรอดออกจากการที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางในชีวิต   หลุดรอดออกจากชีวิตที่เป็นปัจเจก “ตัวใครตัวมัน”   แยกตนเองออกจากคนอื่น   คริสตจักรท้องถิ่นจึงเป็นเหมือนชั้นเรียนแห่งชีวิตที่จะช่วยกันหล่อหลอม เสริมสร้างกันและกันที่ให้เกิดการเรียนรู้ว่า  เราจะดำเนินชีวิตร่วมกับคนอื่น ๆ ในคริสตจักรซึ่งเป็นครอบครัวของพระเจ้าอย่างไร   เป็นพื้นที่หรือเวทีที่แต่ละคนที่ฝึกฝนตนเรียนรู้ที่จะ “ไม่เห็นแก่ตัว”  แต่มีใจรักเมตตา  เห็นอกเห็นใจกัน  และเสียสละเพื่อคนอื่น ๆ อย่างพระคริสต์

ในฐานะที่เราเป็นคนหนึ่งที่ร่วมในชีวิตครอบครัวคริสตจักร   เราจะต้องเอาใจใส่ชีวิตของคนอื่น และ ร่วมในประสบการณ์ชีวิตของคนต่าง ๆ ในครอบครัวคริสตจักรด้วย   นั่นหมายความว่า “ถ้า​อวัยวะ​หนึ่ง​ทุกข์ อวัยวะ​ทั้ง​หมด​ก็​ร่วม​ทุกข์​ด้วย ถ้า​อวัยวะ​หนึ่ง​ได้​รับ​เกียรติ อวัยวะ​ทั้ง​หมด​ก็​ร่วม​ชื่น​ชม​ยินดี​ด้วย” (1โครินธ์ 12:26 มตฐ.)

ในเมื่อชุมชนคริสตจักรคือชุมชนของผู้คนในคริสตจักรที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันที่แตกต่างจากความสัมพันธ์กันแบบสังคมทั่วไป   ดังนั้น คริสตจักรไทยปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแบบนี้ในคริสตจักร หรือที่เรามักเรียกว่า “สามัคคีธรรม” จากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่   เพราะสามัคคีธรรมมิใช่การที่เรามาร่วมกันร้องเพลง อธิษฐาน นมัสการพระเจ้า ถวายทรัพย์  แล้วอยู่ด้วยกัน  กินด้วยกันใน “คริสตจักร” เท่านั้น

ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่   สามัคคีธรรมคือการที่แต่ละคนเชื่อมสัมพันธ์เข้าด้วยกันโดยการทำหน้าที่รับผิดชอบตามที่พระเจ้าประทานให้   มีเป้าหมายเพื่อให้คริสตจักรที่เป็นพระกายของพระคริสต์ “เจริญและเสริมสร้างกันด้วยความรัก” (เอเฟซัส 4:16)  ด้วยการทำหน้าที่ที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน (โรม 12:4-5) อันเกิดจากการที่เราแต่ละคน “ยึดมั่นในพระคริสต์”  เพื่อให้การร่วมงานกันของเราทุกคนมุ่งไปสู่พระประสงค์เดียวกันของพระเจ้า (โคโลสี 2:19)  ด้วยความห่วงใยกันและกัน (1โครินธ์ 12:25)  และนี่คือความหมายของ “สามัคคีธรรม” ในคริสตจักรตามพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่

สามัคคีธรรมตามพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่   คือการที่แต่ละคนในคริสตจักรยอมอุทิศมอบกายถวายทั้งชีวิตแด่พระคริสต์   และในเวลาเดียวกันพระเจ้าทรงคาดหวังเราแต่ละคนให้ชีวิตของตนแก่กันและกันในชุมชนคริสตจักรด้วย   เราท่านทุกคนรู้จักพระคัมภีร์ ยอห์น 3:16 อย่างดี   แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องไม่ลืมและละเลยที่จะตระหนักชัดใน 1ยอห์น 3:16 ด้วย  “เช่น​นี้​แหละ​เรา​จึง​รู้​จัก​ความ​รัก โดย​ที่​พระ​องค์​ได้​ยอม​สละ​พระ​ชนม์​ของ​พระ​องค์​เพื่อ​เรา และ​เรา​ก็​ควร​จะ​สละ​ชีวิต​ของ​เรา​เพื่อ​พี่​น้อง” (1ยอห์น 3:16 มตฐ.)

แล้วคริสตจักรไทยจะมี “สามัคคีธรรม” แบบนี้ได้อย่างไรหนอ?

พระเจ้าทรงคาดหวังให้คริสตชนไทยแต่ละคนสำแดงความรักที่เสียสละแบบนี้แก่คนอื่น ๆ รอบข้างในชุมชนคริสตจักรด้วย คือเป็นคริสตชนที่เต็มใจที่จะรักคนอื่นอย่างพระคริสต์ที่ทรงรักและเสียสละเพื่อตัวเราเองด้วย

ณ วันนี้ในคริสตจักรไทยคงต้องกลับมามองตนเองว่า คริสตจักรได้กระทำตามพระบัญชาของพระคริสต์   ที่จะให้เรารักอย่างที่พระองค์ทรงรักหรือไม่ คริสตจักรมี “สามัคคีธรรม” ที่แท้จริงหรือไม่ หรือคริสตจักรมัวแต่ทำตามพระบัญชาให้คนในสังคมให้ได้เข้าใต้ร่มแห่งความรอด แต่เป็นความรอดที่ พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตของคนที่เข้ามาในคริสตจักรเลยหรือไม่? แล้วนี่จะเป็นความรอดในพระคริสต์ได้อย่างไร?

ถึงเวลาแล้วที่คริสตจักรจะต้องกลับมาพิจารณาตนเอง  คริสตจักรได้ทำตามพระมหาบัญชาของพระคริสต์จริง ๆ ครบถ้วนหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

พระคุณมาคู่กับการทรงเรียกเสมอ!

เพราะ​เหตุ​นี้ เรา​จึงอธิษฐานเพื่อ​พวก​ท่าน​เสมอ ขอ​พระ​เจ้า​ของ​เรา​ทรง​ให้​ท่าน​เป็น​ผู้​ที่​สม​ควร​แก่​การ​ทรง​เรียก​นั้น และ​ขอ​พระ​องค์​ทรง​ให้​ความ​ตั้ง​ใจ​ดี​ทุก​ประ​การ และ​กิจ​การ​แห่ง​ความ​เชื่อ​ทุก​อย่าง​สำเร็จด้วย​ฤทธิ์​เดช​ของ​พระ​องค์   เพื่อ​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​จะ​ได้​รับ​พระ​เกียรติ​เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย และ​ท่าน​จะ​ได้​รับ​เกียรติ​เพราะ​พระ​องค์ ตาม​พระ​คุณ​แห่ง​พระ​เจ้า​ของ​เรา (2เธสะโลนิกา 1:11-12 มตฐ.)

หลังจากที่ จอห์น จี. แพทตัน และ ภรรยาของเขา  มาเป็นมิชชันนารีที่แปซิฟิกใต้ (South Pacific) ไม่นานเท่าใด   แมรี่ภรรยาของเขาได้คลอดบุตร   ความชื่นชมยินดีของเขากลายเป็นความโศกสลด   เพราะทั้งแม่และทารกต้องเสียชีวิตหลังจากคลอดได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ด้วยไข้ในเขตร้อน (tropical fever)

เนื่องจากที่เป็นคนต่างถิ่นต่างแดนที่เพิ่งไปอยู่ที่นั่นได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น    ผู้คนที่นั่นนอกจากจะยังไม่รู้จักคุ้นชินกับจอห์นแล้ว   ยังมีคนรอบข้างที่มองเขาด้วยความไม่เป็นมิตรอีก    เขาต้องเป็นคนที่ขุดหลุมฝังร่างของภรรยาและลูกน้อยด้วยมือของเขาเอง “คนเดียว”   เขาได้เขียนไว้ในบันทึกประจำวันของเขาว่า  “ถ้าไม่ใช่เพราะผมมีความสนิทสัมพันธ์กับพระคริสต์มาก่อน  และไม่ใช่เพราะพระคุณที่ทรงหนุนเสริมเพิ่มพลังให้ผม “ฮึดสู้” แล้ว   ผมต้องเป็นบ้าไปแน่ ๆ  หรือไม่ก็ต้องตายเพราะความโศกเศร้าข้างหลุมศพของคนที่ผมรักด้วยความโดดเดี่ยวแน่นอน

จอห์นได้รับการทรงหนุนเสริมความเชื่อศรัทธาของเขาให้ยืนหยัดในยามที่สิ้นหวัง หมดแรง จิตวิญญาณถดถอยเช่นนี้   ด้วยพระคุณของพระเจ้าเขาจึงยังสามารถที่จะยืนหยัดทำตามการทรงเรียกของพระเจ้าต่อไป   เขาได้ประกาศและสำแดงข่าวดีขององค์พระเยซูคริสต์บนเกาะอานิวา (Aniwa)  อีกหลายปีด้วยความทุ่มเทสู้-ทน-อึด   จนกระทั่งทุกหมู่บ้านบนเกาะนั้นได้มายอมรับพระคริสต์

การทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตของเราไม่ได้ทรงสัญญาว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่น   แต่เป็นการก้าวไปทีละก้าว  ก้าวต่อก้าวกับพระองค์   และที่เราจะสามารถเดินไปทีละก้าวกับพระองค์ได้เช่นนี้ก็เพราะ  เมื่อพระองค์ทรงเรียกเราแต่ละคน  พระองค์ประทานพระคุณที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เราให้มีแรงจากพระองค์ที่จะก้าวทีละก้าวไปกับพระองค์  

ท่ามกลางความขาดแคลน หรือ โศกสลดในชีวิตที่เราจะต้องเผชิญพบบนเส้นทางแห่งการทรงเรียกของพระองค์  จงมั่นใจเถิดว่า เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเรา พระองค์จะประทานพระคุณในลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นพลังหนุนเสริมเพิ่มกำลังแก่ชีวิตของเราที่จะต้องเดินทะลุสิ่งเหล่านั้นที่กีดขวางเราได้

อย่าให้ความกลัวเพราะเราไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าของเราจะเป็นเช่นไร   มาหยุดและฉุดการติดตามการทรงเรียกของพระคริสต์ในชีวิตของเรา   แต่จงตามติดการทรงเรียกของพระองค์ไปทีละก้าวด้วยความไว้วางใจว่า   พระองค์ทรงเดินเคียงข้างเราในทุกสถานการณ์   และเป็นพลังในชีวิตของเราในทุกขณะ
                                                                                                           
                                                                                                            ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

เราทำตามพระมหาบัญชาแค่ไหน?

แต่​ให้​เรา​ยึด​ถือ​ความ​จริง​ด้วย​ความ​รัก
เพื่อ​จะ​เจริญ​ขึ้น​ใน​ทุก​ด้าน​สู่​พระ​องค์​ผู้​เป็น​ศีรษะ​คือ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:15 มตฐ.)

เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้เราคริสตชนแต่ละคนเติบโตขึ้น  “เพื่อ​เรา​จะ​ไม่​เป็น​เด็ก​อีก​ต่อ​ไป...” (เอเฟซัส 4:14ข มตฐ.)  พระเจ้ามีจุดมุ่งหมายให้ชีวิตคริสตชนแต่ละคนเติบโตและมีวุฒิภาวะ หรือ ชีวิตคริสตชนที่แข็งแรงและเกิดผล   หมายความว่า พระเจ้ามีจุดประสงค์ให้คริสตชนแต่ละคนมีชีวิตที่มีชีวิตประจำวันทุกวันเยี่ยงหรือตามแบบพระคริสต์  

พระองค์ไม่มีพระประสงค์ที่จะให้ชีวิตคริสตชนของเรา “ติดแหงก”อยู่แค่ “ทารกในความเชื่อ” ตลอดไป  อย่างที่มีมากมายในคริสตจักรของเราในทุกวันนี้   คริสตชนกลุ่มนี้ยังต้องพึ่งพิง “ผ้าอ้อมและขวดนม”  “แม่และพี่เลี้ยง”

เพราะพวกเขาตัดสินใจเชื่อเท่านั้น   แต่ไม่เคยคิดที่จะเติบโตขึ้นในชีวิตคริสตชน   การเติบโตขึ้นในชีวิตจิตวิญญาณของเรามิใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากที่รับบัพติสมาแล้ว   แต่การที่จะมีชีวิตที่เติบโตขึ้นและมีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์นั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องตัดสินใจ  ตั้งใจที่จะรับการเสริมสร้าง   และเป็นเรื่องที่เราแต่ละคนจะต้องทุ่มเทอุทิศชีวิตของเราที่จะรับการเสริมสร้าง  ฝึกฝน  ปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา   

ถ้าใครที่ต้องการจะมีชีวิตที่เติบโตขึ้นให้เป็นเหมือนพระคริสต์  คน ๆ นั้นต้องตัดสินใจว่าตนต้องการมีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์   แล้วทุ่มเทการดำเนินชีวิตและปฏิบัติในชีวิตประจำวันทุกวันให้เติบโตขึ้น  และ  ต้องมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง   เพราะการเติบโตเป็นกระบวนการต่อเนื่อง  ต้องใช้เวลาครับ

การเป็นสาวกพระคริสต์มิได้เป็นเพราะ “เอาหัวจุ่มลงในน้ำ หรือ เอาน้ำมาพรมที่หัว” เท่านั้น   แต่ตัวชี้วัดว่าใครคนใดเป็นสาวกหรือไม่อยู่ที่คุณภาพชีวิตของคน ๆ นั้นสำแดงพระลักษณะของพระคริสต์ หรือ การดำเนินชีวิตเยี่ยงพระคริสต์ในชีวิตประจำวันหรือไม่ต่างหาก  การเป็นสาวกคือการที่เรา “ลุกขึ้น” จากจุดเดิมที่ชีวิตของเราเป็นอยู่   แล้ว “ติดตาม” พระคริสต์ตลอดไปในชีวิตประจำวัน (ไม่ใช่ในคริสตจักรวันอาทิตย์เท่านั้น) (ดูมัทธิว 9:9)

เมื่อสาวกคนแรกตัดสินที่จะติดตามพระคริสต์   เขาไม่ได้เข้าใจทุกเรื่องทุกอย่างในการดำเนินชีวิตที่เขาจะต้องมี   แต่เขาตัดสินใจลุกขึ้นติดตามพระคริสต์   อย่างที่หลาย ๆ คนในพวกเราก็เป็นเช่นนั้น   หลังจากนั้นสิ่งสำคัญคือ   ผู้เชื่อแต่ละคนต้องตัดสินใจว่า เราต้องการเติบโตขึ้นเป็นสาวกของพระองค์ คือ ดำเนินชีวิตประจำวันเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   และในส่วนนี้เองที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้เป็นบทบาทความรับผิดชอบของชุมชนคริสตจักร   ที่จะต้องเอาใจใส่และทุ่มเทในการเสริมสร้างผู้เชื่อแต่ละคนให้เติบโตขึ้นมีชีวิตประจำวันที่เป็นสาวกของพระคริสต์   “...และ​สอน​พวก​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สาร​พัด​ที่​เรา​สั่ง​พวก​ท่าน​ไว้...” (มัทธิว 28:20 มตฐ.)

คำถามที่ไม่น่าจะถามคือ...
แล้วคริสตจักรของเราได้ตอบสนองต่อพระมหาบัญชาในเรื่องนี้หรือเปล่า?

ถามใหม่ก็ได้   แล้วคริสตจักรปัจจุบันได้ตอบสนองพระมหาบัญชาอย่างครบถ้วนหรือไม่?   หรือเลือกตอบสนองเป็นบางส่วนที่เราคิดจะตอบสนองเท่านั้น?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499