13 เมษายน 2558

เมื่อความสำเร็จแบบคริสตชน ไม่เป็นอย่างที่คิด?

ในยุคที่สถาบันโรงพยาบาล และ สถาบันการศึกษาคริสตชนต้องดำเนินการในสังคมโลกที่รายล้อมด้วยอิทธิพลของโลกแห่งการทำธุรกิจที่ยืนบนรากฐานของการแข่งขัน  เราวัดความสำเร็จที่การได้กำไรมากน้อยแค่ไหน   จำนวนผู้ป่วยที่ครองเตียงเพิ่มขึ้นหรือไม่  มีนักเรียนนักศึกษาเพิ่มขึ้น หรือ มากกว่าสถาบันที่เราแข่งขันด้วยหรือไม่  แข่งขันกันมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่สุด   แล้วโรงพยาบาล และ โรงเรียนคริสตชนของพระเยซูคริสต์   ที่ได้รับการมอบหมายจากพระองค์ให้สานต่อพระราชกิจของพระองค์บนโลกใบนี้ในยุคปัจจุบันจะว่าอย่างไร   และ จะทำอย่างไรในเรื่องนี้   แล้วอะไรคือ “ตัวชี้วัด” ความสำเร็จของโรงพยาบาล และ สถาบันการศึกษาของคริสตชนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้?

ชีวิตของคนในยุคศตวรรษที่ 21  หลงใหลเหลือเกินกับ “ความสำเร็จ” ในชีวิต?   เราต้องการความสำเร็จ  ไม่ว่าในด้านเงินทองเศรษฐกิจ  ในหน้าที่การงาน  ความสำเร็จในการเลี้ยงลูก   หรือความสำเร็จในชีวิตสังคมชุมชน  ความสำเร็จในการที่ได้อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ทางสังคม   ความสำเร็จทำให้เราท่านเกิดความรู้สึกดีกับตนเอง   รู้สึกว่าตนมีความสำคัญ   ทำให้เราแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ที่รายรอบตัวเราใช่ไหม?  

แล้วอะไรคือความสำเร็จของคริสตชนในยุคศตวรรษที่ 21 นี้?   เหมือน หรือ แตกต่างจากมุมมอง และ ค่านิยมตามกระแสสังคมโลกนี้อย่างไรบ้าง?   แต่เรารู้และเห็นชัดว่า  เกณฑ์ความสำเร็จของยุคนี้ช่างแตกต่างจากเกณฑ์ความสำเร็จแบบพระเยซูคริสต์ขนาด  “หน้ามือกับฝ่าเท้า!”  

ความสำเร็จคือการทำให้เป้าหมายกลายเป็นรูปธรรมและเป็นจริง  หรือเป็นการเกิดผลอย่างน่าชื่นชมสำหรับคนที่อุตสาหะทำ   ดูเหมือนว่าเป็นความคิดเข้าใจที่แตกต่างจากความเชื่อของคริสตชน   ที่เชื่อว่า เป้าหมายชีวิตของเราคือการได้รับการช่วยกู้ให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่วโดยพระคุณของพระเจ้า   แล้วชีวิตได้รับการทรงเปลี่ยนแปลงสร้างใหม่จากพระเจ้า  มิใช่ด้วยการกระทำดีของเราเท่านั้น  แต่เพื่อให้มีพลังชีวิตให้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์   และทำตามพระมหาบัญชาสานต่อพระราชกิจที่พระเยซูทรงเริ่มต้นไว้บนโลกใบนี้

ในความจริงแล้ว  พระเยซูคริสต์มีชีวิตในการทำงานเพียงชั่วระยะสั้น ๆ และเราก็ไม่สามารถที่จะเห็นหรือคิดได้ว่างานของพระองค์จะประสบความสำเร็จ   วิธีการทำงานของพระองค์ก็ไม่โดดเด่น   ไม่มีแนวโน้มว่าพระองค์จะประสบความสำเร็จ (ตามเกณฑ์แห่งโลกนี้)   คนที่พระองค์คบหา  ทำงานด้วย  หรือสาวกที่พระองค์เลือกก็ไม่เห็นแนวโน้มที่จะสร้างความสำเร็จแก่พระองค์ได้   เราพบความจริงว่า
  • พระองค์เองเป็นคนยากจน
  • พระองค์เป็นคนไร้บ้าน  ไร้ที่ซุกหัวนอน
  • พระองค์คบหากับคนชั้นต่ำ คนที่ไม่ใช่ยิว คนที่มีเลือดผสม  คนที่ถูกกดขี่  คนผิดศีลธรรม  คนนอกคอก   ซึ่งเป็นคนที่ไม่พึงปรารถนาของสังคมยิวในเวลานั้น
  • พระองค์เองก็กระทำขัดกับกฎระเบียบปฏิบัติประเพณีที่ผู้นำศาสนากำกับอย่างเข้มงวด
  • พระองค์เดินทางในวงแคบ ๆ ไม่กว้างไกล ดังนั้น จึงมิใช่คนที่ผู้คนรู้จักกว้างขวาง
  • พระองค์ไม่ได้ตั้งอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลกนี้
  • พระองค์ถูกจับ  ถูกทุบตี  ถูกทรมานอย่างสาหัส  เป็นผู้ที่ไร้ความสามารถที่จะตอบโต้ได้
  • พระองค์ไม่สามารถแม้แต่ที่จะแบกกางเขนของตนเองไปได้ตลอดทางสู่เนินเขากะโหลกศีรษะ   ต้องขอให้บางคนช่วยเหลือ
  • พระองค์ถูกเยาะเย้ย ดูหมิ่น ถูกตัดสินให้ตายอย่างอาชญากร


ความสำเร็จแห่งโลกนี้  แตกต่างและสวนทางกับคำสอนของพระคริสต์

คำสอนคำเทศน์ของพระคริสต์บ่งชี้ชัดเจนว่า กรอบคิดมุมมองของโลกนี้มุ่งไปทิศทางที่ผิดพลาด   ถ้าเราคริสตชนมอง “ความสำเร็จ” ตามมุมมอง ค่านิยม และมาตรฐานแห่งโลกนี้   เราจะพบว่าเราห่างไกลและยืนอยู่คนละขั้วกับพระองค์   เพราะกรอบคิด มุมมอง รากฐานความเชื่อของพระคริสต์กลับตาลปัตรกับของสังคมโลก   เป็นคำสอนที่สวนกระแส   คนใดที่คิดว่าตนสำคัญ  เป็นใหญ่  มีอำนาจ พระคริสต์สอนว่าคนนั้นต้องยอมตนรับใช้คนอื่น    แต่ในความเป็นจริงของโลกปัจจุบันก็ไม่ต่างจากสมัยของพระเยซู   ที่สังคมกดบี้ กีดกัน คนต่ำต้อยเล็กน้อยที่ไม่มีทางประสบ “ความสำเร็จ” ตามกระแสสังคมโลกให้คนเหล่านั้นออกไปอยู่ชายขอบสังคม   แต่พระคริสต์กลับเดินเคียงข้างไปกับคนเหล่านั้น   และทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางคนเหล่านั้น?

การทำงานของพระองค์ดูบ้าบอคอแตก ต่างจากคนที่ประสบความสำเร็จในสังคมโลกนี้   ในพระคัมภีร์บันทึกว่าพระองค์เข้าไปหาคนที่ถูกผีสิง   มีอาการทางจิตที่รุนแรง   อาศัยตามอุโมงค์ฝังศพ  ร้องเสียงโหยหวนน่ากลัว  เอาหินเถือเนื้อตัวตนเองเป็นบาดแผล   เปลือยกายล่อนจ้อน   มีคนที่พยายามเอาโซ่ไปล่ามไว้ไม่ให้คน ๆ นั้นออกมาอาละวาด   แต่ก็เอาไม่อยู่   เขามีแรงมหาศาลที่หักโซ่ตรวนเหล่านั้น   ดังนั้น  ผู้คนกลัวเขา  รังเกียจเขา   พยายามหลบลี้หนีให้ไกลจาก “ผีบ้า” คนนี้   แต่พระคริสต์ตั้งใจเดินเข้าไปหาชายคนนี้

พระคริสต์เดินเข้าไปหาคนที่โลกกดดัน ขับไล่ บีบบี้ให้ออกไปจากสังคม!

ในขณะที่ สังคมโลกมองคนอื่นว่า ตนจะได้รับความปลอดภัย  ได้รับการยอมรับ  ได้รับประโยชน์อะไรบ้างที่ตนต้องการจากคนนั้น  พวกเขาเลือกปฏิสัมพันธ์คนที่อาจเอื้อความสำเร็จในชีวิตของตน   แต่พระคริสต์ปฏิสัมพันธ์กับคนที่พระองค์จะเอื้อประโยชน์แก่ชีวิตของคน ๆ นั้น   ที่พระองค์จะสามารถรับใช้คน ๆ นั้น

พระคริสต์มิได้สนใจในความสำเร็จของพระองค์เอง   แต่พระองค์มุ่งสนใจคนที่พระเจ้าทรงสร้าง!  

ทุกวันนี้  โรงพยาบาล  โรงเรียน  และมหาวิทยาลัยของสภาคริสตจักรในประเทศไทยสนใจ “ความสำเร็จ” ในการบริหารธุรกิจ  ตามอิทธิพลตามกระแสโลกนี้   หรือ  ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดกับคน  ความเป็นคน อย่างที่พระคริสต์ทรงกระทำเป็นแบบอย่างหรือไม่?

ณ วันนี้เราสามารถพูดว่า โรงพยาบาล โรงเรียน และมหาวิทยาลัยของสภาฯ กำลังสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในสังคมประเทศไทยได้หรือไม่?

พระเจ้ายังทรงอดทนกับสภาคริสตจักรฯ   พระองค์ยังเปิดโอกาสให้เราได้เลือกตัดสินใจที่จะใช้ “พระคุณ” ทุกอย่างที่สภาคริสตจักรฯ ได้รับ และ มีอยู่เพื่อสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ หรือ ใช้ทุกอย่างที่มีอยู่เพื่อสร้าง “ความสำเร็จ” ตามกระแสสังคมโลกนี้?

ผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ จะใช้กลยุทธ์ “เงินนำหน้า  พระราชกิจและพระปัญญาตามหลัง”   หรือ  จะใช้กลยุทธ์ “พระปัญญาและพระราชกิจนำหน้า  และใช้ของประทานที่เรามีอยู่สานต่อพระราชกิจของพระองค์”   เราเชื่อว่า เมื่อพระเจ้าทรงใช้เรา พระเจ้าประสงค์ใช้สภาคริสตจักรฯ  พระองค์ใช้เราตามของประทานที่เรามีอยู่   และถ้าต้องมีมากกว่านั้น  พระองค์มีแผนการเพิ่มพูน “พระคุณ” ของพระองค์ในงานที่เรารับใช้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น