08 เมษายน 2556

ความกังวล...มันมากับใคร?


“จงละความกังวลทุกอย่างของท่านไว้กับพระองค์  เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย”
(1เปโตร 5:7)

ความวิตกกังวล หรือ ในพระคัมภีร์บางตอนใช้คำว่า ความกระวนกระวาย คืออะไรกันแน่?
ตอบแบบตรงไปตรงมา...  
การวิตกกังวลเกิดจากการที่เราเอาความทุกข์ของพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึงมาเป็นความทุกข์ในวันนี้... ในขณะนี้ 
นั่นคือ...ความกังวลสร้างความกระวนกระวายแก่ชีวิตของเราที่เป็นอยู่ในวันนี้  
ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องแบกรับมันเลยในวันนี้และขณะนี้

บ้างก็วิตกกังวลว่า คนอื่นจะไม่เป็นอย่างที่ตนคาดตนฝัน
บ้างวิตกกังวลว่าสถานการณ์จะไม่เป็นอย่างที่ตนต้องการ
มนุษย์เราวิตกกังวลในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถจะไปจัดการได้  
แต่กับสิ่งที่ตนเองสามารถจัดการได้ เช่น “ตนเอง” ในขณะนี้แต่กลับหลงลืม เมินเฉย หรือคิดไม่ถึง ไม่จัดการ

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ   เรากังวลจนลืมไปว่า พระเจ้าทรงห่วงใยชีวิตวันนี้ของเราแต่ละคนมากแค่ไหน
เราเอาจิตใจของเราไปผูกติดและเกาะยึดกับทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สินเงินทอง และความมั่งคั่งร่ำรวยในโลกนี้
จิตใจของเราสาละวน หมกมุ่นกับชื่อเสียง  ฐานะ  ตำแหน่ง หน้าตาในสังคม
ความต้องการของเราวิ่งตามไล่ล่า “ความปรารถนา” ของตนเอง
เราจึงห่วงใยว่า คนอื่นจะมองเราอย่างไร  คนอื่นจะยอมรับเราหรือไม่   คนอื่นจะเชื่อเราแค่ไหน
เราจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องไล่ล่าตามติดกระแสสังคมปัจจุบัน
เราจึงหงุดหงิด “ล่วงหน้า” คิดไปว่า คนอื่นไม่เป็นไปอย่างที่เราคิดเราต้องการ
แล้วเกิดความกระวนกระวายเพราะว่าเราไล่ล่ามันไม่ทัน
แทนที่จะเอาชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้า
แล้วแสวงหาว่าพระเจ้ามีพระประสงค์จะกระทำพระราชกิจอะไรในชีวิตของเรา  ผ่านชีวิตของเรา
แสวงหาว่า พระเจ้าทรงห่วงใยเพื่อนบ้าน เพื่อนรอบข้างอย่างไร  
แล้วเราจะเข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์ดังกล่าวได้อย่างไร 

พระเยซูคริสต์กล่าวเตือนเราวันนี้ว่า...
เพราะฉะนั้น  อย่ากระวนกระวายถึงวันพรุ่งนี้
เพราะว่าพรุ่งนี้ก็มีเรื่องกระวนกระวายของมันเอง
แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว  (มัทธิว 6:34 ฉบับมาตรฐาน)

พระเยซูคริสต์ชี้นำทางเดินสำหรับเราในวันนี้ว่า...
แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และ ความชอบธรรมของพระองค์ก่อน
แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ (ข้อ 33)
เพราะพระบิดาของพวกท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงนี้(ข้อ 32)

โปรดตระหนักรู้ว่า  พระคุณของพระเจ้าที่ทรงประทานให้แก่เรา
เป็นพระคุณสำหรับวันนี้   แล้วก็จะส่งผลกระทบไปถึงพรุ่งนี้
แล้วเราจะวิตกกังวลไปทำไม?
พระเยซูทรงถามคำถามที่แสบๆ คันๆ ในเรื่องนี้ว่า...
มีใครในพวกท่านที่โดยความกระวนกระวาย   สามารถต่ออายุของตนให้ยาวนานขึ้นอีกนิดหนึ่งได้? (ข้อ 27)

แน่นอนเลยครับ   ด้วยความวิตกกังวลของวันนี้ไม่สามารถลดหย่อนความทุกข์ของพรุ่งนี้ได้
แต่ตรงกันข้าม   ความวิตกกังวลกลับดูดกลืนพลังชีวิตในวันนี้ของเราให้ลดน้อยถอยลงจนเหือดแห้ง
พอถึงพรุ่งนี้ที่เราต้องเผชิญหน้า   ชีวิตเราหมดสภาพที่จะรับมือวันพรุ่งนี้
เพราะชีวิตของเราตกในสภาพอ่อนระโหยโรยแรง   เป็นเหมือนผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินที่หายใจ “พะงาบ”
เพราะเราใช้พลังชีวิตล่วงหน้า   เราเอาพลังวันนี้ไปใช้เมื่อวานนี้แล้ว!
อย่าหลงผิดคิดพลาดนะครับ   การวิตกกังวลมิได้ทำให้เรามีความพร้อมสำหรับอนาคต
แต่กลับทำให้ชีวิตของเราในอนาคตพร่องขาดโดยการไม่รู้เท่าทันของเราต่างหาก

ความวิตกกังวล  เป็นตัวตนที่เป็นรูปธรรมของอำนาจแห่งความบาปลักษณะหนึ่ง
ที่มาพร้อมกับพลานุภาพแห่งการทำร้ายและทำลายในทุกรูปแบบ   รวมถึงชีวิตของเราทั้งสิ้น
มันมาด้วยความมุ่งร้ายทำลายทั้งความคิด ความตั้งใจ การตัดสินใจ ร่างกาย ความสัมพันธ์และจิตวิญญาณของเรา
และที่ร้ายกว่านั้น   ความวิตกกังวลคืออำนาจชั่วที่มุ่งบีบรัดเมล็ดแห่งพระวจนะที่ตกลงในชีวิตของเรามิให้งอกได้
เมื่อเมล็ดพระวจนะไม่งอก  ก็จะไม่มีต้นพระวจนะ  พระวจนะก็จะไม่เกิดดอกออกผลในชีวิตของเรา
ชีวิตประจำวันของเราจึงมิได้รับพลังชีวิตจากพระวจนะของพระเจ้า
นี่เอง ที่เราอ่อนเปลี้ยเพลียแรง  หมดสภาพที่จะรับมือกับชีวิตที่เรามีอยู่

พระเยซูคริสต์ชี้ชัดประเด็นนี้ผ่านคำสอนโดยอุปมาเรื่องการหว่านพืชของพระองค์ (มาระโก 4:13-20)
พระองค์กล่าวถึงความวิตกกังวลและฤทธิ์ชั่วของมันว่า...
“ส่วนพืชที่หว่านลงกลางหนามนั้น  ได้แก่คนที่ได้ยินพระวจนะ
แล้วความกังวลของโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ  และความโลภในสิ่งต่างๆ ประดังเข้ามา
และรัดพระวจนะนั้นจึงไม่เกิดผล” (ข้อ 8-19)

สุดท้ายนี้โปรดสังเกตว่า   พระเยซูคริสต์ทรงชี้ให้เห็นชัดเจนว่า
ความกังวลนั้นเป็นผลของอำนาจแห่งความบาป
ความวิตกกังวลมิได้เกิดขึ้นเองโดดๆ   แต่มันเกิดจาก “ความลุ่มหลง”  “ความโลภ”  และการยอมตนติดตามตามกระแสโลก   การยอมตนอยู่ใต้อำนาจของความบาปทุกรูปแบบย่อมนำมาซึ่งความวิตกกังวล

ผู้เขียนสุภาษิตกล่าวจากประสบการณ์ชีวิตของท่านว่า
“มีทรัพย์น้อยแต่มีความยำเกรงพระยาเวห์   ก็ดีกว่ามีทรัพย์มากแต่มีความวิตกกังวลอยู่ด้วย”
(สุภาษิต 15:16 ฉบับมาตรฐาน)
“มีเล็กน้อยพร้อมกับมีความชอบธรรม   ก็ดีกว่ามีรายได้มากพร้อมกับความอยุติธรรม”
(สุภาษิต 16:8 ฉบับมาตรฐาน)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

แล้วเราจะกังวลไปทำไม?

ส่วนมากเรื่องที่เรากังวล  เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปกังวล!

ถึงแม้ว่าในการค้นหาถึงปัญหาต่างๆ ทำให้เราเกิดความเครียด   แต่พวกเราส่วนมากแล้วจะวิตกกังวลมากมายหลายเรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องไปกังวลกับมัน    จากผลการสำรวจวิจัยพบความน่าประหลาดคือ  หลายๆ เรื่องที่เรากังวลไม่มีความสำคัญจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องไปกังวล    ลองมาดูผลการสำรวจวิจัยดังกล่าว
  • 40% ของเรื่องที่เราวิตกกังวลทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเป็นจริง
  • 30% ของเรื่องที่เราวิตกกังวลทั้งหมดเป็นเรื่องในอดีตที่เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว
  • 12% ของความวิตกกังวลเกิดขึ้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์เพราะผู้วิพากษ์รู้สึกว่าตนด้อยกว่า  
  • 10% ของความวิตกกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของเราที่กำลังเสื่อมทรุดลง
  • 8% ที่เราวิตกกังวลที่มีเหตุมีผลอันควรและความสำคัญจำเป็นที่จะต้องห่วงใยเอาใจใส่


06 เมษายน 2556

สิ่งผิดพลาด 5 ประการในการสร้างสาวกพระคริสต์



(1) รู้ข้อมูลคำสอนมิได้รับรองว่าชีวิตจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

ข้อมูล คำสอนโดยตัวของมันเองแล้วไม่ได้เปลี่ยนชีวิตของสมาชิกคริสตจักรให้เป็นสาวกของพระคริสต์   เพราะโดยความจริงแล้ว   ชีวิตของคนเรานี้ช่างมีความห่างถ่างกว้างอย่างมากระหว่าง “หัวคิด กับ จิตใจ”   การสร้างสาวกของพระคริสต์มิใช่เป็นเพียงการดาวน์โหลดข้อมูลจาก “อินเตอร์เน็ท” (พระคัมภีร์ ตำรา บทความ บทเรียน) มาอยู่ใน “เครื่องคอมพิวเตอร์” (สมอง ความจำ) ของเราเท่านั้น   บ่อยครั้งเหลือเกินที่คริสตจักรสร้างสาวกของพระคริสต์ด้วยการเปิด “ชั้นเรียนสร้างสาวก”   การสร้างสาวกเป็นเรื่องของชีวิต เป็นการเสริมสร้างชีวิตจากชีวิตหนึ่งสู่อีกชีวิตหนึ่ง    พระเยซูคริสต์ไม่เคยสร้างสาวกในห้องเรียนหรือห้องสี่เหลี่ยม   (บางท่านสวนกลับว่า ก็เพราะพระเยซูไม่มีห้องเรียนนั่นซิถึงไม่มีโอกาสได้สอนในห้องเรียน)   เมื่อชีวิตหนึ่งทุ่มเทเพื่อเสริมสร้างอีกชีวิตหนึ่ง   เมื่อนั้น การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและมีความหมาย ของการเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตวิญญาณที่แท้จริงก็เกิดขึ้น

(2) อย่าเข้าใจผิดว่า การเป็นคริสตชนยาวนานจะเป็นคริสตชนที่เติบโต

คริสตชนอาจจะเป็นสมาชิกคริสตจักรเป็นเวลาที่ยาวนาน   แต่ผู้อื่นกลับไม่สามารถมองเห็นชีวิตของพระคริสต์ในชีวิตของคนๆ นั้นอย่างประจักษ์ชัดเจนได้   สมาชิกคริสตจักรอาจจะมารวมกันเหมือนชมรมคริสตชน  แล้วก็มีชีวิตที่เป็น “คริสตชนเฒ่าทารก” เท่านั้น   มีคนเปรียบเทียบว่า สมาชิกส่วนใหญ่ในคริสตจักรเป็นเหมือน “ฟองน้ำที่ซึมโชกไปด้วยน้ำ” เขาเป็นสมาชิกคริสตจักรที่มานมัสการที่โบสถ์เกือบทุกอาทิตย์  และเป็นสมาชิกที่ “นั่งแช่” ในโบสถ์   เขาดูเหมือนเป็นคริสตชนที่ซึมซับน้ำ   แล้วก็เปียกเพราะนั่งแช่ในบรรยากาศศาสนพิธีของคริสตจักรเท่านั้น

(3) ชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์มิได้วัดกันที่การเชื่อฟังเท่านั้น

เป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดว่า “การวัดชีวิตที่เป็นสาวกองค์พระคริสต์วัดกันที่การเชื่อฟังเท่านั้น”   เป็นความจริงว่า การเชื่อฟังและการมีชีวิตที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเติบโตของจิตวิญญาณ   และก็เป็นความจริงอีกว่าความเป็นสาวกมิใช่เพียง “การรู้” เท่านั้น   แต่เราต้องประยุกต์ความรู้นั้น ให้เป็นการดำเนินชีวิต   มิเช่นนั้นแล้วก็จะมิใช่การเป็นสาวกของพระคริสต์  ในที่นี้ขอขยายความชัดเจนว่า   เราไม่ต้องการการเชื่อฟังที่เกิดจากกฏบัญญัติด้วยความกลัว    แต่คริสตชนคนนั้นมีจิตที่เกาะกุมด้วยความรักเมตตาของพระกิตติคุณต่างหาก  

(4) ไม่รับรองว่า คนที่มีท่าทีลักษณะเป็นคนดีน่านับถือ เป็นชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง  

ใครก็สามารถทำตนให้เป็นคนที่ดูดี   แต่ชีวิตจริงอาจจะเป็นคนดูดีที่แสนเลวก็ได้   คนที่ดูเหมือนว่าเป็นผู้มีชีวิตด้านจิตวิญญาณที่ดี   เป็นผู้ที่ดูเหมือนมีความเฉียบไวแหลมคมในด้านจิตวิญญาณ   แต่นั่นก็ไม่รับรองว่าเขามีชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์   เพราะคนเราสามารถสวมใส่หน้ากากเข้าหากันได้   และเราก็ต้องระวังด้วยว่า คนที่ดูดีมักช่ำชองสันทัดในการทำให้คนอื่นหลงเชื่อ(หลอก) ได้ง่าย  เพราะเป็นความจริงว่า การดูดีที่ภายนอกมิได้บ่งชี้ชัดว่าภายในจิตใจของคนๆ นั้นได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นสาวกของพระคริสต์แล้ว   ขอย้ำว่า คนเราสามารถที่จะใส่หน้ากากเข้าหากัน หรือ แสร้างทำทีว่าเป็นคนดี   การเป็นสาวกเป็นเรื่องที่เราเต็มใจที่จะพัฒนาเปลี่ยนแปลงมากกว่าพฤติกรรมท่าทีที่ผู้คนสามารถมองเห็นจากภายนอกเท่านั้น   แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลง  พัฒนา และรับการเสริมสร้างในส่วนลึกของชีวิตจิตใจต่างหาก

(5) การสร้างสาวกไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพในชั้นเรียน

ชั้นเรียนเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่เราอาจจะใช้ในการเสริมสร้างชีวิตสาวกของพระคริสต์   แต่มิใช่วิธีหรือกระบวนการหลักในการสร้างชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์   การเสริมสร้างชีวิตสาวกของพระคริสต์เป็นการเสริมสร้างชีวิตภายในที่ยุ่งเหยิงสับสน   ซึ่งมิใช่จะเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแทนที่ได้   ผู้คนต้องการมองเห็นว่าความเชื่อศรัทธา พระกิตติคุณจะตัดผ่านประเด็นชีวิตเหล่านั้นอย่างไร   เป็นสิ่งที่ท้าทายและการเผชิญหน้าของชีวิต   สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถสอนในชั้นเรียนเท่านั้น

ประการสำคัญที่ผู้นำคริสตจักรต้องสำนึกคือ

กระบวนการสร้างสาวกพระคริสต์   ไม่ใช่กิจกรรม (หรือ ท่านจะเรียกว่าพันธกิจก็ได้) ที่ผู้นำ หรือ ศิษยาภิบาลเป็นผู้กระทำเท่านั้น   แต่เบื้องหลังการขับเคลื่อนหลักต้องมาจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์   เพราะถ้าเป็นเพียงการที่ผู้นำ หรือ ศิษยาภิบาลพยายามสอนอย่างดี  โดยไม่มีการหนุนเสริมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   การสอนครั้งนั้นก็เป็นเพียงคำสอนข้อมูลที่เข้าไปในความนึกคิดของผู้เรียนเท่านั้น

แต่ถ้าการสร้างสาวกพระคริสต์ครั้งนั้น   เป็นการที่ศิษยาภิบาลหรือผู้นำร่วมในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์   เนื้อหาคำสอนนั้นจะมีพลังที่จะซึมซับเข้าในความนึกคิดและลงลึกเข้าในจิตใจของผู้เรียนคนนั้น   และนั่นคือก้นบึ้งที่มาของการเปลี่ยนแปลง    เราสามารถเรียนรู้พระวจนะของพระเจ้า  ความคิดหลากหลาย  หรือวิธีคิดหลายแนวทาง  แต่เมื่อใดที่องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประสานเชื่อมต่อความคิดจิตใจของผู้เรียนคนนั้นกับพระวิญญาณของพระเจ้า   เมื่อนั้น  จะเกิดความตระหนักชัดว่า เนื้อหาสาระเหล่านั้นจะสามารถย่อยให้เป็นวิธีการที่ใช้ดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร    และที่สำคัญยิ่งคือ  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นพลังของคนๆ นั้นที่จะสามารถขับเคลื่อนเนื้อหาสาระเหล่านั้นเป็นชีวิตจิตใจของตนในการดำเนินชีวิตประจำวัน   และนั่นคือกระบวนการพัฒนาชีวิตสาวกพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 เมษายน 2556

ไม่เป็นอย่างที่คิด


นับจากวันอาทิตย์การคืนพระชนม์ไปอีก 7 สัปดาห์ ถึงวันอาทิตย์การเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมทั้งสิ้น 50 วัน   เป็นช่วงเวลาที่กระผมขอเรียกเอาเองว่า ฤดูกาลแห่งชีวิตใหม่ในพระคริสต์”  เป็นช่วงเวลาที่คริสตชนรับการทรงเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างชีวิตสาวกพระคริสต์ในชีวิตของตนอย่างเป็นรูปธรรม


อ่าน ลูกา 24:1-11

ตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์   พวกผู้หญิงก็นำเครื่องหอมที่จัดเตรียมไว้มาถึงอุโมงค์
พวกนางพบว่าก้อนหินกลิ้งออกจากปากอุโมงค์แล้ว
และเมื่อเข้าไปหาก็ไม่พบพระศพของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า 
(ข้อ 1-3 ฉบับมาตรฐาน)

“ความคิดเปลี่ยน...ชีวิตเปลี่ยน”  เป็นคำพูดที่เราท่านคุ้นหู

“แต่ทำอย่างไรล่ะ...ที่ความคิดของคนเราถึงจะเปลี่ยน?”   เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบครับ  

เพราะถ้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรความคิดถึงจะเปลี่ยนได้   ถ้าเช่นนั้นชีวิตก็คงไม่เปลี่ยนแน่?   และที่สำคัญคือ  ข้อมูลความรู้ไม่ได้ทำให้คนเราเปลี่ยนความคิดครับ   เพราะคนเรามักติดยึดกับความคิดเดิมๆ ที่เราคุ้นชิน   ดังนั้น   การเปลี่ยนแปลงทางความคิดจึงมิได้เกิดขึ้นได้ง่ายดาย หรือ ทันที

อีกประการหนึ่ง   คนส่วนใหญ่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงครับ   ชอบอะไรที่คุ้นชิน   ชอบทำอะไรตามสัญชาตญาณ   มักจะคิดและตัดสินใจโดย “อัตโนมัติ”

พระเยซูคริสต์ทรงตระหนักชัดว่า  คำพูด คำสอน คำเทศนา  ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดเดิมๆ ที่ติดหนึบในจิตใจความคิดของสาวกที่ติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดได้

ก่อนที่พระองค์จะถูกจับ ไต่สวน และตัดสินให้ประหารชีวิต   แล้วถูกนำไปฝังที่อุโมงค์   พระองค์บอกสาวกถึงปรากฏการณ์ใหม่จะเกิดขึ้นคือ   ในวันที่สามพระองค์จะเป็นขึ้นจากความตาย (มัทธิว 16:21;  17:22;  20:18;  26:32;  มาระโก 8:31; 9:31;  10:33;  ลูกา 9:22;  18:31)   แม้แต่ทูตสวรรค์ก็เตือนให้พวกเขาระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูเคยกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว (ลูกา 24:6-7)   “และนางจึงระลึกถึงพระดำรัสของพระองค์”  (ข้อ 8 ฉบับมาตรฐาน  และดู ยอห์น 2:22 ด้วย)

การเปลี่ยนความคิดจนกลายเป็นความเชื่อใหม่เกิดขึ้นได้มิใช่เพราะ ข้อมูล คำสอน และคำตรัสของพระเยซูคริสต์เท่านั้น   แต่เป็นเรื่องที่สาวกมีประสบการณ์ตรงกับพระเยซูคริสต์ในเรื่องนั้นๆ ที่ทำให้ “ความคิดและความเชื่อ” ของสาวกเปลี่ยนไป

ท่ามกลางกระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจนำมาซึ่งความกลัว  

เพราะเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่สาวกคิดและคาดหวังตามความเคยชิน   ถึงแม้พระเยซูได้บอกเรื่องนี้ก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม  แต่สาวกคิดไม่ออก จินตนาการไม่ได้ว่าเรื่องมันจะเป็นอย่างไร  ทั้งนี้เพราะพวกเขา “ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้”  ในครั้งแรกที่ต้องเข้าไปเผชิญกับสิ่งใหม่ที่ตนยังไม่รู้นั้นย่อมนำมาซึ่งการตกใจกลัว

พวกสาวกสตรี  แม้จะได้รับรู้คำกล่าวคำสอนของพระเยซูล่วงหน้าแล้วว่า  พระองค์จะถูกฆ่าให้ตาย   ถูกบรรจุในอุโมงค์   ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้  เพราะรู้เห็นแล้วในชีวิต    แต่พระเยซูบอกต่อไปว่า   แต่พระองค์จะเป็นขึ้นจากความตาย   เรื่องนี้จินตนาการไม่ออก   คิดไม่ได้  บอกไม่ถูก   ดังนั้น จึงไม่มีในความเชื่อของพวกเธอ   เช้าตรู่ของวันอาทิตย์ถัดมาพวกเธอจึงเตรียมเครื่องหอมเพื่อจะมีชโลมศพพระเยซู   ด้วยความเคารพและอาลัยหาถึงพระองค์

แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาด  แผนการไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด   ก้อนหินที่ปิดปากอุโมงค์ถูกกลิ้งออกไป   ไม่พบพระศพพระเยซู   แล้วยังต้องมาพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนคือทูตสวรรค์   ประสบการณ์เช่นนี้สร้างความกลัวอย่างยิ่งแก่พวกเธอ

ท่ามกลางความตกใจกลัวนั้น   ทูตสวรรค์ทำสองอย่างที่สำคัญคือ   การกระตุ้นให้พวกเธอได้คิดในเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยคิดคือ  “ท่านแสวงหาคนเป็นในพวกคนตายทำไม?” (ข้อ 7)   ประการที่สอง พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตายแล้ว (ข้อ 8)   แล้วจึงชวนพวกเธอให้ระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูเคยพูดเคยสอนพวกเธอมาก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อสาวกสตรีกลุ่มนี้ เผชิญหน้ากับประสบการณ์ตรงอย่างไม่ได้คิดไม่ได้ฝันมาก่อน  แล้วเกิดความกลัว   แต่ในเวลาเช่นนี้ เป็นโอกาสของการกระตุ้น “ความคิดใหม่”  เพื่อให้เกิด “ความเชื่อใหม่”  ในพวกเธอ   แน่นอนครับพวกเธอเปลี่ยนความคิด   แต่เมื่อเปลี่ยนความคิดความเชื่อแล้ว   ความกลัวก็กลับกลายเป็นความชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง (มัทธิว 28:8 ฉบับมาตรฐาน)

ประสบการณ์ตรงทำให้สาวกสตรีกลุ่มนี้  กระจ่างในความเชื่อใหม่ว่า พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย

การเปลี่ยนความคิดและความเชื่อนี้เองที่นำไปสู่ ชีวิตและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง

จากที่ตั้งใจจะมาชโลมพระศพพระเยซู   กลับวิ่งไปบอกสาวกคนอื่นๆ ว่าพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตายแล้ว   บอกคนอื่นๆ ถึงประสบการณ์ใหม่ที่พวกเธอได้รับ   บอกถึงแผนการของพระเยซูคริสต์ที่นัดหมายพบกันกับสาวกที่แคว้นกาลิลี

ความคิดเปลี่ยน  ความเชื่อเปลี่ยน  ชีวิตเปลี่ยน!

ใช่แล้วครับ...ทุกอย่างเปลี่ยน

เมื่อพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิต และ ผ่านชีวิตของสาวกสตรีกลุ่มนี้   ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปสิ้น   ทั้งนี้เพราะพวกเธอมิได้ทำตามความคิดเดิมๆ  ความเชื่อเดิมๆ ที่ตนคุ้นชินและมั่นใจต่อไป   แต่พวกเธอเปลี่ยนความคิดความเชื่อตามประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับจากพระเยซูคริสต์   พวกเธอจึงอุทิศทั้งชีวิตทำตามแผนการของพระองค์

ที่สำคัญคือ เมื่อใดก็ตามที่เรามีประสบการณ์ตรงกับองค์พระผู้เป็นเจ้า   เมื่อนั้น ความคิดความเชื่อของเราก็จะเปลี่ยน   และจะตามด้วยวิถีและวิธีการดำเนินชีวิตของเราก็จะเปลี่ยน   เปลี่ยนเป็นชีวิตในพระเยซูคริสต์   ที่มุ่งดำเนินชีวิตตามแผนการและพระประสงค์ของพระองค์   แทนแผนการตามความปรารถนาของตนเอง

ดังนั้น   กระบวนการบ่มเพาะ  เสริมสร้างชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์   จึงมิใช่การเรียนรู้เรื่องราวความเชื่อตามพระคัมภีร์ในชั้นเรียนเท่านั้น    แต่ผู้ที่จะเปลี่ยนใจ  ยอมอุทิศชีวิต   เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสาวกพระคริสต์   ผู้นั้นจะต้องพบและมีประสบการณ์ตรงในชีวิตกับองค์พระผู้เป็นเจ้า

เช่นกัน   การประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์มิใช่การบอกเล่าเรื่องราวของพระคริสต์แก่ผู้คนที่ยังไม่เชื่อเท่านั้น   แต่การประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นการท้าชวนให้ผู้คนเปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตให้พระคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า  เป็นเจ้าของชีวิตของเขา   และเขาพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระองค์   และขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการนี้ของผู้ประกาศข่าวดีของพระคริสต์คือ  การเป็นผู้หนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตกับผู้ที่เราประกาศฯ เมื่อชีวิตของเขาต้องเผชิญกับประสบการณ์ในพระคริสต์

ให้เรายอมละทิ้งความคิดเดิม  ความเชื่อเดิม  การดำเนินชีวิตที่คุ้นชินเสีย

เพื่อเราจะได้รับชีวิตใหม่   ความคิดใหม่  ความเชื่อใหม่  และการดำเนินชีวิตใหม่ตามแผนการพระคริสต์  

ตั้งแต่วันนี้ไปให้เรามีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

01 เมษายน 2556

ที่นั่งตรงกลาง: ผู้นำองค์กรที่ถูกมองข้าม


การนำจากตรงกลางขององค์กร

ชีวิตในด้านต่างๆ ของเรา  ตรงส่วนกลางของชีวิตด้านนั้นๆ มักเป็นพื้นที่ที่มีความยุ่งยาก ลำบาก และซับซ้อน

ที่นั่งตำแหน่งไหนในเครื่องบินเป็นที่นั่งที่แย่ที่สุด? สำหรับผมแล้ว คำตอบคือ ที่นั่งตรงกลาง   เพราะที่นั่งข้างทางเดินมีพื้นที่ยืดแข้งยืดขาได้สะดวกกว่า และจะลุกเหินเดินยืนได้สบาย  จะเข้าจะออกจากที่นั่งก็ง่าย ส่วนที่นั่งข้างหน้าต่าง  เราสามารถมองออกนอกหน้าต่างเห็นสิ่งต่างๆ น่าสนใจ  และยังมีด้านข้างที่เราจะเอาศีรษะไปแนบอิงได้  สบายดี   แต่ที่นั่งตรงกลางกลับเป็นที่นั่งที่สร้างความรู้สึกอึดอัดแก่ผู้นั่ง เหมือนถูกบีบหนีบจากทั้งทางด้านซ้ายและขวา  แล้วยังมีเก้าอี้ตัวหน้าขวางอยู่   จะยืดแข้งยืดขาที่ต้องระมัดระวังและจำกัด  จะลุกออกจากที่นั่งก็ช่างลำบาก   ต้องรบกวนคนอื่น!

การเกิดมาเป็นลูกคนกลางก็สร้างความรู้สึกว่าเป็นเหมือนไม่เป็นที่ปรารถนาของคนในครอบครัว!   ลูกคนโตมีความสุขกับช่วงแรกเกิดของชีวิตเพราะได้รับการเอาใจใส่จากพ่อแม่เต็มๆ   พ่อแม่หลงใหล  ให้ความรักเกินพอดี และ ถูกเอาใจจนเสียคน  ลูกคนโตสุดได้รับการยกย่อง   ส่วนที่ลูกคนเล็กสุดได้รับการเอ็นดูเอาใจไปเสียทุกเรื่อง   ส่วนลูกคนกลางกลายเป็นคนที่รู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้ง?

ผู้นำตรงส่วนกลางขององค์กร

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเป็นผู้นำในส่วนกลางหรือตรงส่วนกลางขององค์กร?

อย่างที่เราท่านทราบอยู่กับอกรู้อยู่กับใจแล้วว่า   ภาวะผู้นำเป็นเรื่องการที่คนเราเลือกที่จะทำ  ไม่ใช่อยู่กับเก้าอี้ตัวไหนที่จะนั่ง!   ภาวะผู้นำไม่ได้มาจากอำนาจ อิทธิพล บารมี หรือจากตำแหน่งที่เราได้รับ   ด้วยเหตุผลและหลักการนี้   แม้ว่าท่านมิได้ยืนอยู่ในแถวหน้าขององค์กร   ท่านก็ยังสามารถที่จะนำคนรอบข้างที่ท่านอยู่ด้วยได้   ความจริงแล้ว ท่านสามารถมีอิทธิพลและบารมีต่อผู้ที่อยู่เหนือท่านได้อีกด้วย

ผมมีโอกาสทำงานในหลายองค์กร   มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบรรดาผู้นำองค์กรทั้งหลาย   พบความคิดความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนประการหนึ่งเกี่ยวกับการเป็นผู้นำองค์กรคือ  ถ้าใครจะทำการพัฒนาเปลี่ยนแปลงและสร้างความเจริญแก่องค์กร   ผู้นั้นต้องมีตำแหน่งระดับสูงขององค์กรนั้นๆ ก่อน?

เขาเข้าใจว่าตำแหน่งสูงจึงมีอำนาจ สามารถสร้างอิทธิพล เพียบพร้อมด้วยบารมี ที่จะนำการเปลี่ยนแปลง

แต่ผมได้พบความจริงครั้งแล้วครั้งเล่าว่า  ผู้นำที่คิดเช่นนี้ที่ถูก “แช่แข็ง” อยู่บนหอคอยสุสานองค์กร  ไม่สามารถที่จะนำการสร้างสรรค์หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เกิดแก่องค์กรเลย   ที่ถูก “แช่แข็ง” มิใช่เพราะตำแหน่งหมดความศักดิ์สิทธิ์   แต่เพราะคนที่นั่งบนตำแหน่งเหล่านั้นขาดภาวะผู้นำ หรือ ภาวะผู้นำ “มันกลวง”

ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกในองค์กรเหล่านั้น!

วันนี้   เราคงต้องมาคิดใหม่ว่า   แม้เราไม่สามารถไต่เต้าป่ายปีนขึ้นไปอยู่ในฐานะตำแหน่งผู้นำข้างบน   แม้เราเป็นผู้นำในตรงส่วนกลางขององค์กรเราก็สามารถนำการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรของเราได้   และเป็นผู้นำที่สามารถเริ่มต้นนำการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรที่เราทำงานอยู่ “ในวันนี้  และ เดี๋ยวนี้”  ไม่ต้องรอเลือกตั้งอีกสองปีข้างหน้า หรือ สี่ปีข้างหน้า   หรือต้องหาโอกาสไปแก้ไขระเบียบธรรมนูญขององค์กรให้ยุ่งยากซับซ้อน   หรือต้องมีกระเป๋าตุงถึงจะไปชิงตำแหน่งกับเขาได้?

ใช้โอกาสและประโยชน์จากตรงส่วนกลางขององค์กรให้ได้มากที่สุด

สิ่งที่เราเห็นได้ชัดคือ   การนำจากตรงกลางขององค์กรเป็นการนำที่ถูกท้าทาย   ซึ่งในบทความนี้ขอนำเสนอประเด็นที่ยากลำบากที่สุด 3 ประการที่ผู้นำจากตรงกลางขององค์กรจะต้องพบเจอและเผชิญหน้า   และจะร่วมกันมองว่า  แล้วในฐานะผู้นำจากตรงกลางขององค์กรจะรับมือจัดการกับประเด็นเหล่านั้นอย่างไร   จะใช้โอกาสที่ยืนอยู่ในจุดนั้นหาทางกระตุ้นอย่างหนุนเสริมคนที่นำเราอย่างไร   และในเวลาเดียวกันจะจูงใจโน้มน้าวชักชวนผู้คนที่อยู่ภายใต้การนำของเราให้ร่วมดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดอย่างไร

1.   เปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กร

ไม่มีอะไรที่จะช่วยให้เราในฐานะผู้นำตรงกลางขององค์กรมีเสรีท่ามกลางแรงตึงเครียดไปมากกว่านี้ การที่มีความชัดเจนในสายงานที่เรารับผิดชอบ   ในฐานะผู้นำตรงกลางขององค์กรเราต้องรุกคืบในการแสวงหาความเข้าใจที่ถูกต้อง แม่นยำว่า “หัวหน้า” คาดหวังอะไรจากเรา   จากนั้น เราจะต้องเข้าหาและปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหัวหน้างานของเราเกี่ยวกับความคาดหวังเหล่านั้น   เมื่อเรามีความชัดเจนถึงขอบข่ายพื้นที่งานที่เป็นความรับผิดชอบของเรา   เราต้องระมัดระวังที่จะไม่ใช้อำนาจที่เราได้รับไปในทางที่ผิด  แล้วก็ไม่บ่อนทำลายอำนาจของเจ้านาย   หรือไปทำลายความไว้วางใจของเจ้านายที่มีต่อเราด้วยการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบของเรา

2.   ความท้าทายจากแรงตึงเครียดแห่งอำนาจ

การตกอยู่ในฐานะคนทำงานตรงส่วนกลางขององค์กรนั้นเพิ่มแรงกดดันจากรอบด้าน   ในฐานะผู้นำหรือผู้จัดการในส่วนกลางขององค์กรนั้นเราสามารถใช้อำนาจทางอ้อมเท่านั้น   เพราะการใช้อำนาจใดๆ ของเรามักถูกผูกติดกับหัวหน้าหรือผู้นำที่อยู่เหนือเราว่า เขาจะเอื้ออำนวยเครื่องมือ อุปกรณ์ และอำนาจให้เราในการทำงานชิ้นนั้นๆ มากน้อยแค่ไหน   ถึงแม้เราอาจจะต้องการริเริ่มสิ่งใหม่ในงานนั้น   แต่เราก็ต้องระมัดระวังเสมอว่า ไม่พลาดไปเหยียบ “หัวแม่ตีน” ของหัวหน้าเราเข้าโดยไม่ตั้งใจ   ประการสุดท้าย  ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมในองค์กรที่เราทำงานอยู่  บุคลิกภาพของผู้นำ  และสมรรถนะของลูกทีมของท่าน   เราคงมีอิทธิพลหรือบารมีต่อวัฒนธรรมองค์กรได้จำกัดในฐานะที่เป็นผู้นำตรงกลางขององค์กร  และมีอิทธิพลต่อผู้อื่นที่ไม่มากนัก

3.   ความท้าทายท่ามกลางความสับสน

การที่ต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่เฉื่อยชาหรือไม่ตัดสินใจ (หรือบางครั้งก็ตัดสินใจผิดๆ)  ทำให้เกิดความสับสนอย่างยิ่งแก่เราในฐานะลูกน้อง   ผู้นำบางคนไม่ยอมที่จะกระจายมอบหมายความรับผิดชอบแก่ลูกน้อง     เมื่อทำงานเขาจะลงมายุ่งซุ่นในทุกรายละเอียด   หรือผู้นำอีกพวกหนึ่งก็เป็นผู้นำที่ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องและประสบการณ์ในงานที่ตนนำ  หรือไร้ซึ่งทักษะที่จำเป็นในฐานะผู้นำที่จะนำงานนั้นให้ประสบความสำเร็จ  อีกทั้งทีมงานก็มีสมรรถนะในการทำงานนั้นอย่างจำกัด   หรือไม่ผู้นำบางคนก็แสวงหาชื่อเสียงความก้าวหน้าด้วยการเอารัดเอาเปรียบ หรือ ด้วยผลงานของลูกน้อง  ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทีมงานกับหัวหน้าต้องพังย่อยยับ   อีกทั้งอับปางในด้านจริยธรรม

ในการทำงานกับผู้นำที่ยุ่งซุ่นควบคุมในทุกรายละเอียดงาน  ผู้นำที่ขาดความสามารถ  หรือผู้นำที่เอาตัวกูเป็นศูนย์กลาง หรือ ตัวกูเป็นสำคัญ  ผู้นำจำพวกนี้มักก่อเกิดความเดือดดาล หรือ บันดาลโทสะ   เราต้องตระหนักรู้ตัวว่า   งานของเรามิใช่ไปปรับเปลี่ยนบุคลิก นิสัย หรือความสามารถของเจ้านาย   แต่เราในฐานะผู้นำตรงกลางขององค์กร  ภารกิจหลักของเราคือการค้นหาให้พบแนวทางที่จะเพิ่มคุณค่าแก่ผู้นำ   ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในความนึกคิดของเรา   ให้เราเลิกมุ่งมองที่ความเป็นผู้นำที่ไม่เหมาะสม หรือ ไร้ความสามารถ   แต่ให้เรามุ่งหาไปที่จุดแข็งของผู้นำที่เขามีอยู่แล้วขยายให้เด่นชัดขึ้น   เมื่อประจวบเหมาะกับโอกาส   ค่อยแสวงหาการยินยอมในการพัฒนาหนุนเสริมในส่วนที่เป็นจุดอ่อนของผู้นำ   เราจะต้องดำเนินการนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง   อย่าไปเผลอหรือสะเออะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับจุดอ่อน ปมด้อย หรือข้อบกพร่องของผู้นำ   ยกเว้นว่าผู้นำคนนั้นถามเราเอง    อย่างไรก็ตาม   ถ้าท่านได้รับโอกาสให้อภิปรายถึงจุดอ่อนด้อยของผู้นำ  ให้เราแสวงหาและนำเสนอแนวทางที่จะปรับเปลี่ยนภาระงานและความรับผิดชอบที่ผู้นำไม่ถนัดไปยังคนอื่นที่เหมาะสม   ด้วยเหตุผลเพื่อผู้นำจะมีเวลามากเพียงพอที่จะจัดการกับงานส่วนที่สอดคล้องกับจุดแข็งของเขา   ประการสุดท้าย  เอื้ออำนวยให้ผู้นำองค์กรของเราได้เรียนรู้การเป็นผู้นำที่ดีมีประสิทธิภาพ   จากแหล่งความรู้ในรูปแบบต่างๆ   ด้วยความสุภาพ อดทน และจริงใจ

4.   ความท้าทายที่สวมหมวกหลายใบ

ผู้นำตรงกลางขององค์กรต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถรอบตัว หรือ เป็น “ผู้นำอเนกประสงค์” เพื่อที่จะรับมือกับการเรียกร้องต้องการของทั้งผู้ที่อยู่เหนือเขา  ผู้ที่ทำงานร่วมกันในระดับเดียวกับเขาหรือเคียงข้างเขา   และการให้แนวทาง ชี้นำ ผู้ร่วมงานภายใต้เขา   ผู้นำตรงกลางขององค์กรมิได้เป็นผู้ตั้งหรือกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กร   แต่เขาต้องเป็นผู้ที่ผลักดันขับเคลื่อนทีมงานของเขาให้ประสบความสำเร็จ   นอกจากนั้นเขาต้องพบกับความสับสนที่ซับซ้อนกว่าที่กล่าวมานี้คือ   เขาเป็นผู้นำที่ต้องรับหน้าทำแทนคนอื่น(ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบของเขา) ผู้นำตรงกลางขององค์กรบ่อยครั้งต้องรับผิดชอบทำงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา ทั้งๆ ที่มิใช่ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้   ยิ่งกว่านั้น  ผู้นำตรงกลางองค์กรมักแยกแยะออกได้ไม่ชัดว่า บทบาทไหนเป็นบทบาทในการเป็นผู้นำของเขา  และบทบาทไหนที่เขาจะต้องนำแบบ “ปิดทองหลังพระ”  

ความท้าทายของการที่ต้องสวมหมวกหลายใบที่ต้องระมัดระวังคือ ความรู้เท่าทันต่อบริบทที่เปลี่ยนไปในองค์กร  และ  การปรับตัวอย่างยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น   สำหรับผู้นำตรงส่วนกลางขององค์กร   สิ่งแรกที่ควรกระทำคือ  สังเกตให้เห็นถึงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลง   และต้องมั่นใจว่า เมื่อปรับตัวตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงนั้นต้องไม่กระทบกระเทือนหรือละเลยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของตน   ผู้นำตรงส่วนกลางขององค์กรต้องถามตนเองว่า  “หมวกใบไหน” ที่ฉันสมควรทุ่มเทเวลาและพลังส่วนใหญ่ของฉัน?   บ่อยครั้งที่ทีมงานจะช่วยผู้นำตรงกลางองค์กรในการพิจารณาว่าจะจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร

เหนือสิ่งอื่นใด  การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์กรเป็นกระบวนการ และ การสร้างแรงกระทบ   ดังนั้น ความไว้เนื้อเชื่อใจกันในองค์กรเป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของการทำงานที่ทรงพลังและเกิดประสิทธิภาพ  

การเป็นผู้นำตรงส่วนกลางที่นำมาซึ่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงนี้   ต้องเป็นผู้นำที่พร้อมจะให้  มิใช่ผู้นำที่อยากจะได้ครับ!

นี่คือมุมมองใหม่ถึงภาวะผู้นำที่มีจำนวนมากในองค์กรแต่ถูกมองข้าม  ขาดการสร้างโอกาส และ พัฒนาเสริมสร้างให้องค์กรขับเคลื่อนอย่างทรงพลังด้วย “ผู้นำจากส่วนกลางขององค์กร”

ให้เรามาช่วยกันเสริมสร้าง “ผู้นำแถวกลาง” ที่มีประสิทธิภาพในการหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนทำงานที่ทำงานกับเขา   ภายใต้การนำของเขา   และ มีประสิทธิภาพในการสนับสนุน “หัวหน้า” หรือ “เจ้านาย” ของตนให้เป็นผู้นำที่สามารถนำองค์กรบรรลุตามนิมิตหรือวิสัยทัศน์ขององค์กรร่วมกับทีมงานทั้งองค์กรอย่างมีความสุขถ้วนหน้าในองค์กร

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499