03 กรกฎาคม 2559

ท่านเคยนำหัวหน้าของท่านไหม?

ถ้าใครเป็นผู้นำ   สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือคนนั้นต้อง “ตัดสินใจ”   เขาต้องสื่อสารถึงวิสัยทัศน์ และ ทิศทางที่จะนำไป  และเป็นคนที่กระตุ้นหนุนเสริมให้เกิดการขับเคลื่อนไป   คนนั้นมีประสบการณ์ทั้งชัยชนะ  ความสำเร็จ และความล้มเหลว หรือ ความพ่ายแพ้มาแล้ว

มีความจริงอีกประการหนึ่งคือ ผู้นำต้องมีผู้ตาม หรือ ต้องมีทีมงาน   ท่านต้องมีลูกทีมที่ร่วมทำงานกับท่าน   พวกเขามุ่งมองการนำของท่าน  พวกเขาต้องการการชี้นำและทิศทางการทำงานจากท่าน  การท้าทาย  หรือแม้แต่กำลังใจจากท่าน   และอาจจะมีผู้ตามบางคนบางกลุ่มที่ไว้วางใจท่านและจะตามท่านไป   แต่ก็มีบางคนบางกลุ่มที่ยังไม่ยอมติดตามท่าน

สำหรับคริสตชนแล้ว  การเป็นผู้นำเป็นการทรงเรียกจากเบื้องบน  และเป็นภาระหน้าที่ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ   ความรับผิดชอบนี้มิได้สำเร็จหรือสิ้นสุดเมื่อทำงานนั้นสำเร็จ หรือ ไปถึงเป้าหมาย   เพราะความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ของการเป็นผู้นำจะต้องมีคือ ความรับผิดชอบต่อผู้คนที่ตนนำ

ผู้นำของ “ทีม” เกิดจากการที่มีคน ที่มีความคิด และมีความปรารถนาที่ต้องการทำให้สำเร็จ ทั้งในด้านการงาน และ ในชีวิต   ผู้นำที่ละเลยและละทิ้งชีวิตของผู้คนที่ตนนำ   แล้วมุ่งให้ความสนใจและความสำคัญแต่งานที่ทำ   เขาจะประสบพบกับความจริงว่า  เขาจะไม่มีทีมที่เขาจะนำเวลาในไม่ช้า

แล้วผู้นำที่จะมุ่งเน้นและมุ่งมั่นให้องค์กรที่ตนนำมุ่งไปข้างหน้า และ ในเวลาเดียวกันผู้นำจะทุ่มเททุ่มชีวิตของตนแก่ทีมงานที่ตนนำได้อย่างไร?

คำตอบหนึ่งที่ผู้นำจะต้องตระหนักชัดคือ   ผู้นำจะต้องตระหนักรู้ชัดว่า   แต่ละคนในทีมงานที่ตนนำนั้น  ทุกคนมีความสามารถที่จะ “มองเห็น” และ “ทำ” ในบางสิ่งที่ผู้นำอาจจะไม่สามารถมองเห็น หรือ ทำ ได้

เมื่อผู้นำตระหนักรู้เช่นนี้แล้ว   จึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องใส่ใจและเข้าถึงให้รู้ว่าทีมงานแต่ละคนมีตะลันต์ความสามารถเฉพาะตัว หรือ ความสามารถพิเศษอะไรบ้าง    

ผมเคยได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่ายิ่งจากผู้นำทีมท่านหนึ่ง   เขามีคุณสมบัติในการเป็นผู้นำที่มีกระบวนการนำทีมงานของเราให้ประสบความสำเร็จ   วิสัยทัศน์ของเขามั่นคงและชัดเจน  แต่ความสามารถของเขาในการที่จะทำให้ทีมของเราขับเคลื่อนไปอย่างเป็นทีมงานที่สอดประสานกันดูจะมีจุดอ่อนด้อยบางจุด   แต่หัวหน้าทีมของผมคนนี้แตกต่างจากผู้นำทั่วไป   เขารับมือกับภาวะนี้ด้วยการร้องขอให้ทุกคนในทีมงานที่เขานำช่วยเขาในการนำทีมที่เป็นจุดโหว่หรือจุดอ่อนของเขา 

สิ่งที่หัวหน้าคนนี้ของผมให้เราช่วย “นำในการนำทีม” ของเขา   เขาได้ตั้งทีมงานขึ้นคณะหนึ่งที่เขาเรียกว่า  “ทีมที่ฟังเพื่อหนุนเสริมกันและกัน”   ในการนี้เราต่างรู้ว่า หัวหน้าคนนี้ยังเป็นผู้นำของเรา  เขาเป็นคนดูแลการทำงานเสริมกันและกัน   แต่หัวหน้าทีมท่านนี้เขาชัดเจนว่า  เขาต้องการให้พวกเราหนุนเสริมเขาในด้านความคิด  ตั้งคำถามให้เขาคิดและตอบ  หรือ  แม้แต่คัดค้าน ท้วงติงในทุกเรื่องที่ทีมงานเห็นว่ากำลังขับเคลื่อนไปผิดทิศผิดทาง

สิ่งที่หัวหน้าทีมท่านนี้ขอร้องการหนุนเสริมจากทีมคือ “การนำหัวหน้า”

จอห์น แม็กแวลล์ พูดถึงประเด็นนี้ในหนังสือ “ผู้นำ 360 องศา”   และได้อธิบายหลักคิดประการนี้ว่า  การที่ผู้นำคนหนึ่งคนใด และ ที่เป็นผู้นำในระดับหนึ่งระดับใด   ที่มีความจำเป็นต้องการให้คนในทีมงานของตนแต่ละคนใช้ภาวะผู้นำที่แต่ละคนมีอยู่ในการหนุนเสริมผลักดันผู้นำทีมงานของตน

ไม่มีผู้นำแท้จริงคนใดที่ต้องการทีมงานแบบ  “ครับ...หัวหน้า”  และก็ไม่มีผู้นำที่แท้จริงคนใดที่ต้องการนำในภาวะปราศจากความมั่นใจในตนเอง   หัวหน้าทีมคนนั้นของผมเคยบอกทีมงานของเราว่า  เขาไม่ต้องการเป็นจักรพรรดิที่เปล่าเปลือยล่อนจ้อน   ถ้ามีสิ่งบกพร่องผิดพลาดประการใดเกิดขึ้น   หัวหน้าทีมคนนี้ต้องการให้เราบอกเราพูดให้เขารู้ตัว   และเมื่องานของทีมถูกกดดัน   เขาต้องการความช่วยเหลือจากทีมงาน

“การนำหัวหน้า”  มิใช่การบอกหัวหน้าถึงความคิดที่เราไม่เห็นด้วยเท่านั้น   แต่เป็นการให้การสนับสนุนทั้งวาจา  กำลังใจ  และการหนุนเสริมในเวลาที่ผู้นำประสบกับความยากลำบากในการขับเคลื่อนงานให้เดินไป  และความสัมพันธ์ที่จะต้องมีในทีมงาน   “การนำหัวหน้า” ต้องการความจริงใจ  ความสัตย์ซื่อ  การทุ่มเทและอุทิศตน   แม้ว่าจะต้องอยู่ในภาวะที่รู้สึกลำบากขัดแย้งก็ตาม

ในฐานะคริสตชน   “การนำหัวหน้า” ได้ดีในทีมงานเมื่อเราทุกคนในทีมงานได้อุทิศตนและทุ่มเทการงานและชีวิตเพื่อพระคริสต์    ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ท้าทายและที่ช่วยให้ “การนำหัวหน้า” เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ง่ายขึ้น   เพราะในการทำงานในทีมของเรานั้น เราไม่ได้ทำเพื่อหัวหน้าคนนั้นของเรา   แต่เรารู้ว่าเรากำลังทำเพื่อตอบสนองการทรงเรียกของพระคริสต์

สิ่งที่ทำให้ทีมงานที่รู้สึก “ง่อยเปลี้ย ไม่มีแรงในการนำหัวหน้า” คือ  ทีมรู้สึกว่าตนไม่มีสิทธิมีเสียง

เมื่อผมถามทีมทำงานว่า   หัวหน้าของคุณไว้วางใจให้ทำงานนี้หรือไม่?  เขาให้อำนาจคุณในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวหรือไม่?   แล้วหัวหน้าของคุณจะรู้ว่ามีปัญหาก็ต่อเมื่อคุณจะบอกเขาใช่ไหม?    บ่อยครั้งมักได้ยินจากเพื่อนร่วมงานบอกว่า  เกิดความไม่สบายใจ เพราะหลายครั้งที่ต้องการบอกหัวหน้าทีมในปัญหาบางเรื่องที่เกิดขึ้น   หัวหน้าทีมมักทำตัวว่า “ฉันรู้แล้ว”  

หลายครั้ง  เราพบเพื่อนร่วมงานไม่อยากหรือไม่เต็มใจที่จะเป็นคนบอกหัวหน้าถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

หัวหน้าทีมทุกคนต้องสร้างบรรยากาศที่ทีมงานสามารถ “นำหัวหน้า”   และในเวลาเดียวกันคนในทีมงานต้องเต็มใจที่จะ “นำหัวหน้า” ในประเด็น/ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในทีม

จากประสบการณ์ของผม   ผมพบว่า บางครั้งหัวหน้าทีมได้ให้ความคิดแก่ทีมของเรา   และทีมงานของเราได้ก้าวเดินตามความคิดนั้น   แต่ในบางเวลา หัวหน้าทีมไม่แน่ใจในความคิดบางเรื่อง   แต่ทีมงานของเราได้ผลักดันหนุนเสริมให้หัวหน้าก้าวไปข้างหน้า   ด้วยการทำงานทีมแบบนี้เองที่หัวหน้าทีมก็ไว้วางใจว่าทีมงานของเขามิเพียงแต่พยายามทำงานด้วยกันได้เท่านั้น   แต่ทีมงานพร้อมที่จะเดินตามคำแนะนำที่ดีที่หัวหน้าให้   และพร้อมจะแนะนำไปในทางที่ถูกต้องแก่หัวหน้าทีม    เพื่อที่จะมีการตัดสินใจที่ดีที่สุดของทีม

“การนำหัวหน้า”  มิใช่เป็นการไม่เห็นด้วยกับหัวหน้าทีมเท่านั้น   แต่หมายถึงการที่ลูกทีมจะหนุนเสริมเพิ่มพลัง (empower) แก่หัวหน้าทีมให้ก้าวเดินหน้าเมื่อเขาคิดว่าเขาทำไม่ได้ หรือ ไม่มั่นใจที่จะก้าวต่อไป   และก็มิใช่การหนุนเสริมเพิ่มพลังหัวหน้าด้วยความจริงใจเท่านั้น   แต่รวมถึงการหนุนเสริมให้หัวหน้ามุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อองค์กรด้วย

การตัดสินใจที่หนุนเสริมกันและกันในทีมงาน (ทั้งหัวหน้าและลูกทีม)   ถ้าเป็นประเด็นที่เป็นเรื่องส่วนตัวของหัวหน้า (เช่น ทัศนคติ หรือ ท่าที  พฤติกรรมส่วนตัวของหัวหน้าที่แสดงออก) ให้คุยกับหัวหน้าในเรื่องเหล่านี้เป็นการส่วนตัว   แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการ แผนงาน หรือ ยุทธศาสตร์ในการทำงาน   ให้พูดคุยเรื่องเหล่านี้ในทีมงาน   ให้เป็นการปรึกษาหารือ หรือ ค้นหาค้นคิดร่วมกัน   และขอย้ำว่า “การนำหัวหน้า” ไม่ใช่เรื่องไม่เห็นด้วยกับความคิดของหัวหน้าทีมเท่านั้น   แต่เป็นการเสนอความคิดที่หนุนเสริมกันและกันของทั้งหัวหน้ากับลูกทีมที่ทำให้สามารถตัดสินใจร่วมกัน  เพื่อให้ได้การการตัดสินใจที่ดีที่สุด

ผู้นำทุกคนต้องการอะไร?

ผู้นำ  ต้องการให้ทุกคนในทีมงานของตนรักองค์กรและผู้นำ  อย่างสัตย์ซื่อและเปิดใจ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน  จะถอยหลังหรือเดินหน้า   และทุกคนในทีมทุ่มเทศักยภาพความสามารถของตนอย่างเต็มที่   เพื่อที่จะให้องค์กร  ทีมงาน และแต่ละคนก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นกว่าที่คิด

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น