06 มกราคม 2554

พระเจ้ามาพบเราที่ “รางหญ้า” ในวิกฤติชีวิตของเรา

คริสต์ศาสนศาสตร์ภาคประชาชน: ว่าด้วยเรื่องรางหญ้า ตอน 2

“รางหญ้า” ในชีวิตของเราท่านแต่ละคนมักถูกมองข้าม บ่อยครั้งก็มักตั้งใจมองข้าม ที่มองข้ามเพราะไม่ต้องการเกิดความรู้สึกต่ำต้อย ไร้ค่า เป็นคนเล็กน้อย ถูกทอดทิ้งในชีวิตของเรา แต่พระเจ้ากลับใช้ “รางหญ้าในชีวิต” เป็นที่สำแดงพระประสงค์ หล่อหลอม เสริมสร้างชีวิตของเราแต่ละคนให้แกร่งแข็งอย่างถ่อมสุภาพ แต่ถ้าเรามองข้าม “รางหญ้าในชีวิต” ของเราก็เป็นการพลาดโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ในการพบปะกับองค์พระผู้เป็นเจ้าในแต่ละวัน เพราะพระคริสต์ทรงเลือกเกิดใน “รางหญ้า” จุดต้อยต่ำแห่งชีวิตของเราแต่ละคน

เมื่อตรึกตรองถึงประสบการณ์ ในเหตุการณ์ ในสิ่งต่างๆ และในผู้คนที่ได้สัมผัส พบปะเจอะเจอทุกเมื่อเชื่อวัน ท่านได้ตระหนักเห็นถึงสาระแก่นสารที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่ท่านในผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งเหล่านั้นหรือไม่

ท่านมีโอกาสซึมซับและร่วมรู้สึกยินดี ปวดร้าว ว้าเหว่ สิ้นหวังที่ดูเหมือนจะตาย แต่กลับเกิดความหวังอีกครั้งในชีวิตร่วมกับธรรมชาติรอบกายและเหตุการณ์รอบข้างที่สะท้อนและสำแดงถึงความรู้สึกแห่งชีวิตออกมาหรือไม่

ท่ามกลางฤดูกาลแห่งชีวิตที่แปรเปลี่ยนเวียนวน ที่แตกต่างดูเหมือนอยู่ในคนละฤดูกาลแห่งชีวิตในเวลาเดียวกัน

บางแห่งหนาวแล้งจนดูเหมือนต้นไม้จะยืนแห้ง กำลังตาย ในขณะที่บางแห่งกลับฝนตกฟ้าคะนองจนน้ำท่วมล้น บางแห่งหิมะตกหนักดูเหมือนไม่มีท่าทีจะเบาบางลง ท่านคงสัมผัสถึงความทุกข์ ปวดร้าว กังวล สิ้นหวัง และสูญเสียได้

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาในเมืองเชียงใหม่ เมื่อเดินไปที่ต่างๆ จะพบต้นไม้ใหญ่บางต้นใบร่วงหล่น แห้งกรอบ เหลือแต่กิ่งก้านโกร๋นไปทั้งต้น ดูเหมือนกำลังยืนรอความตาย แล้วมันจะตายจริงหรือไม่นี่!

ทำให้วกไปวิตกกังวลกับสภาพอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงรุนแรง ทำให้ด่วนสรุปฟันธงลงไปว่านี่ก็อีกรายละซิที่เป็นผลกระทบจากอากาศโลกที่เปลี่ยนไป!

อีกไม่กี่วันต่อมา เกิดพายุฝนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูร้อน ฝนตกลมแรง ทำให้ห่วงกังวลว่าแล้วต้นไม้แห้งโกร๋นพวกนั้นจะล้มโค่นลงหรือไม่!

จากนั้นผ่านไปสองอาทิตย์ สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น ต้นไม้แห้งโกร๋นที่คิดว่ากำลังยืนตายกลับแตกใบอ่อน เกิดชีวิตใหม่(ในต้นไม้แก่ๆ ต้นนั้น)!

เสียงหนึ่งในจิตใจร้องค้านขึ้นว่า ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์พันลึกอะไรหรอก มันก็แค่เพียงเป็นไปตามกระบวนการวงจรชีวิตในธรรมชาติเท่านั้น

อีกเสียงหนึ่งถามด้วยความฉงนแต่สงบว่า ถ้าเช่นนั้นเวลาที่ผ่านมา 1-2 เดือนนี้ ทำไมท่านถึงวิตกกังวลและเป็นห่วงว่า ต้นไม้แก่ต้นนั้นกำลังยืนรอความตายแน่?

ทำไมท่านรีบโยงโยนสาเหตุจากสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนรุนแรงของโลกนี้ เพื่อจะสามารถเชื่อมโยงถึงต้นเหตุผ่านมาที่ผู้คนทำร้ายทำลายธรรมชาติแวดล้อม?

เมื่อเรามองดูสภาพชีวิตแวดล้อมที่กำลังแปรเปลี่ยนเวียนไปด้วย “แว่นตาแห่งข่าวสารข้อมูล” และข้อสรุปต่างๆ มักโน้มเอียงให้การมองของเราหาสาเหตุของชีวิตที่แปรเปลี่ยนเหล่านั้น แล้วพยายามเชื่อมโยงหาเหตุผล “โยงโยน” ว่าสาเหตุเกิดจากคนอื่น สิ่งอื่น!

แต่ถ้าเรามุ่งมองสภาพชีวิตที่กำลังเป็นไปและเปลี่ยนแปลงด้วย “แว่นตาแห่งชีวิต” ที่มองให้เห็นถึงพระประสงค์ และ น้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านต้นไม้แก่ต้นนั้น เราจะเห็นความรัก ความงดงามของพระองค์ ที่ทรงเอาใจใส่ด้วยน้ำพระทัยแห่งความรักเมตตาของพระองค์

เราจะเห็นถึงพระประสงค์แห่งการทรงสร้าง การทรงหนุนเสริม ค้ำชู และการทรงกอบกู้ของพระองค์ในเหตุการณ์ชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นวนเวียนด้วยความรักเมตตาอย่างไม่ย่อท้อและเหนื่อยล้า

เราเห็นถึงพระคุณของพระเจ้าท่ามกลางอุปสรรค วิกฤติชีวิต การโหมกระหน่ำของผู้ไม่หวังดี การจู่โจมอย่างไม่ลดละของคนชั่ว เป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือความสามารถที่เราจะรับมือได้

ในเวลาเช่นนั้น มิใช่เวลาของการสรรหาทฤษฎี ความรู้ เทคนิก วิธีการ กระบวนการการแก้ปัญหา การรับมือกับความขัดแย้ง การจะใช้ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์เชิงไหน!

แต่เป็นเวลาที่เราจะค้นหา รอคอย การทรงเปิดเผยของพระเจ้าถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าในเหตุการณ์นั้นว่า
พระองค์มีพระประสงค์อะไรที่จะให้สิ่งดีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้น?
พระองค์มีน้ำพระทัยเช่นไรต่อมวลชีวิตที่เกี่ยวข้องวนเวียนในสถานการณ์นั้น?
พระองค์ต้องการสอน เสริมสร้าง และหล่อหลอมให้เราเป็น “เครื่องมือ” ของพระองค์เพื่อทำอะไร และ อย่างไร?
พระองค์กำลังหนุนเสริมเพิ่มกำลังด้านต่างๆ ในตัวเราให้ทำพันธกิจอะไร แบบใด ในวิกฤติชีวิตที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่ด้วย?
สิ่งสำคัญทางคุณธรรมแห่งชีวิตจิตวิญญาณของเราคือ “การรอคอย” เราต้อง “รอคอย” เวลาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะนี่เป็นพระราชกิจของพระองค์ ต้องตระหนักชัดเสมอว่า เราเป็นเพียง “เครื่องมือ” ของพระองค์ เราเป็นเพียง “คนใช้” ของพระองค์
เราต้องไม่ใจร้อนด่วนทำก่อนเวลาในแผนการของพระเจ้า เพราะนั่นเรากำลังทำตามใจของตนเอง!
ความเข้าใจประการสำคัญคือ เรามักรีบด่วนแสวงหา “ความรู้” ก่อนทำ (เพราะเราคิดว่า เพื่อจะทำอย่างถูกต้อง) แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า ถ้าเรายอมทำอย่างเชื่อฟัง เราจะเรียนรู้พระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า

เราเรียนรู้ จากการเชื่อฟัง
เราเรียนรู้ เราจึงหยั่งรากลงลึกในความเชื่อศรัทธา
เราเรียนรู้ เราจึงเติบโต เข้มแข็ง
เราเรียนรู้ เราจึงเกิดผลตามพระประสงค์ของพระเจ้า

นี่คือการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมิใช่หรือ!

ท่ามกลาง “รางหญ้า” แห่งวิกฤติต้อยต่ำในชีวิตของเรา...
จึงเป็นโอกาสที่เราจะพบและสัมผัสกับน้ำพระทัยของพระเจ้า
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับการ “ตัดแต่ง” เสริมสร้างและหล่อหลอมจากพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะเติบโตขึ้นของชีวิตจิตวิญญาณในพระเยซูคริสต์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราได้รับพระคุณและความรักของพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับใช้พระองค์ และ
ในวิกฤติชีวิตนั้นเองเรากำลังอยู่กับพระเจ้า

จงชื่นชมยินดีเถิด

ดังนั้น เราจึงมิใช่ผู้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
แต่ในวิกฤติชีวิตนั้นเอง
พระเจ้าทรงประทานโอกาสแก่เราต่างหาก

04 มกราคม 2554

สัจจะที่รับได้ยาก

คริสต์ศาสนศาสตร์ภาคประชาชน: ว่าด้วยเรื่องรางหญ้า ตอน 1

พระคริสต์มาบังเกิดในโลกนี้ “รางหญ้า” ในคอกสัตว์เป็นที่ๆ มีที่ว่างพอจะรองรับทารกน้อยที่เป็นพระคริสต์ที่เสด็จเข้ามาในโลกนี้

ท่ามกลางความเจริญด้านการคมนาคม การสื่อสารไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกกว่าสมัยใดก่อนหน้าในสมัยนั้น ทำให้เกิดการสื่อสารติดต่อและการทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันบนเส้นทางหลักและเป็นเส้นทางใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคที่พระคริสต์มาบังเกิด

ในยุคสมัยที่ลด-เว้นจากการทำสงครามขนาดใหญ่ ดูเหมือนโลกมี “สันติภาพ” แต่เป็นสันติภาพที่เกิดจากมหาอำนาจที่ครอบงำ กด บังคับ ให้อยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิโรมัน เป็นยุคที่จักรพรรดิโรมันปกครองเมืองขึ้นต่างๆ ที่กว้างไกล อิสราเอลก็ไม่สามารถรอดพ้นจากอำนาจการครอบงำและกดบังคับนี้ แต่ผู้นำทางศาสนาของอิสราเอล คนที่อยากมีอำนาจได้ใช้โอกาสนี้ในการเข้าเล่นการเมืองในฐานะผู้นำเมืองขึ้น พ่อค้า คนเก็บภาษี ต่างยอมสวามิภักดิ์ต่อมหาอำนาจเพื่อหวังที่จะมีอำนาจที่เอื้อผลประโยชน์และสร้างฐานะทางสังคม และชื่อเสียงของตนเอง ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง เพื่อตนจะมีอำนาจในบ้านเมืองของตนเอง ปุโรหิต ธรรมมาจารย์ และฟาริสีก็ “กระโดดลงในบ่อโคลน(ขี้หมู)แห่งอำนาจ” นี้ด้วย

ที่กล่าวว่าผู้นำศาสนายิวในสมัยนั้น “กระโดดลงในบ่อโคลน(ขี้หมู)แห่งอำนาจ” นั้นต้องการสื่อความว่า ผู้นำศาสนายิวได้ลดคุณค่าของตนเองกระโดดลงเอาชีวิตคลุกเคล้าในบ่อโคลนตมที่เป็นของสกปรกที่สุดคือ “ขี้” และมิใช่ขี้ธรรมดาเท่านั้นแต่เป็นขี้หมูซึ่งเป็นสัตว์สกปรกต้องห้ามในศาสนายิวอีกด้วย ที่กล่าวเช่นนี้มิได้กล่าวหาเกินเลย เพราะผู้นำศาสนาส่วนใหญ่ได้สมยอมต่ออำนาจของผู้ปกครองเมืองขึ้นโรมันจะด้วยความตั้งใจมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

การสมยอมที่กระโดดลงในบ่อโคลนขี้หมูคือการสมยอมในเรื่องความเชื่อศรัทธาของยิว ที่ยอมปรับลดความเข้มของความเชื่อศรัทธาให้สอดคล้องกับหลักการและกรอบอำนาจ และวิธีการของโรมัน ที่มีจักรพรรดิเป็นเทพเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง จึงต้องให้การเคารพจักรพรรดิดั่งเป็นพระเจ้า ทั้งนี้เพื่อสร้างให้มั่นใจว่าโรมันสามารถปกครองครอบงำและแผ่อำนาจได้อย่างกว้างไกลและเข้มแข็งมั่นคง ดังนั้น ประชาชนในจักรวรรดิโรมันทั้งหมดต้องสวามิภักดิ์ต่ออำนาจนี้

ในจุดนี้เองที่ผู้นำศาสนายิวได้ปรับเปลี่ยน “สี” ผิวของตนเองอย่าง “จิ้งจก” เพื่อตนจะอยู่รอด เพื่อตนจะได้รับการไว้วางใจจากอำนาจทางการเมืองการปกครอง เพื่อตนจะใช้เครื่องมือทางอำนาจของภาครัฐและนิตินัยเป็นอำนาจของตนในการปกครองชุมชนคนยิว แล้วก็ได้ตั้งสภาศาสนา “สภาเซนเฮดริน” ทำหน้าที่สร้างอำนาจชอบธรรมของผู้นำศาสนา และเพื่อปกป้องให้กลุ่มของตนมีอำนาจนานเท่านาน แล้วลอกเลียนรูปแบบและวิธีการ “สภาทางการเมืองการปกครอง” ของโรมันในสมัยนั้นมาใช้อีกด้วย

การเปลี่ยนสีของจิ้งจกของผู้นำศาสนายิวในสมัยนั้นได้กระทำในสิ่งที่เราสมัยนี้เรียกว่า “วาระซ่อนเร้น” ที่ว่าซ่อนเร้นคือมีการลดทอนความ “สมบูรณ์ของคำสอนที่เสริมสร้างความเชื่อศรัทธา” ในส่วนรากฐานที่สำคัญลงเพื่อลดแรงเสียดทานและการขัดแย้งกับคำสอนและความเชื่อของอำนาจทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งของจักรวรรดิโรมันในเรื่องจักรพรรดิเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง กับความเชื่อศรัทธาของยิว โดยเฉพาะ “พระบัญญัติสิบประการ” ใน 4 ประการแรกที่เป็นรากฐานความเชื่อศรัทธาเกี่ยวกับพระเจ้าของยิว (อพยพ 20:3-8)
1) อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา
2) อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดที่มีอยู่ในฟ้าเบื้องบนหรือบนแผ่นดินเบื้องล่างหรือในน้ำใต้แผ่นดินอย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น
3) อย่าออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร
4) จงระลึกถึงวันสะบาโตถือเป็นวันบริสุทธิ์

ความเชื่อศรัทธาศาสนายิวในพระบัญญัติ 4 ประการแรกข้างต้นนี้ขัดแย้งอย่างแรงกับความเชื่อศรัทธาทางการเมืองจักรวรรดิโรมันในเวลานั้น เพราะโรมันเชื่อว่า พระมหาจักรพรรดิเป็นเทพเจ้า เป็นพระเจ้า ดังนั้น ทุกคนจะต้องเคารพบูชาพระจักรพรรดิในฐานะพระเจ้าองค์หนึ่ง โดยเฉพาะใน 2 ข้อแรกนั้นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น เพื่อจะร่วมอำนาจการปกครองกันได้คือการประนีประนอมด้วยการไม่เน้นย้ำสองข้อแรกนี้ หรือสอนให้น้อยที่สุดถึงความหมายที่แท้จริง ซึ่งเราจะพบว่า พระเยซูคริสต์ได้บริภาษพวกผู้นำศาสนายิวในเวลานั้นว่า “หน้าซื่อใจคด” (หมายความว่า ภายนอกดูเป็นผู้นำศาสนาและในใจคิดคดทรยศต่อพระเจ้าและความเชื่อศรัทธาของตน)

ดังนั้น ผู้นำศาสนาในสมัยนั้น จึงไปเน้นย้ำความสำคัญเคร่งครัดของการประกอบศาสนพิธี ในการสอนความหมายตามตัวอักษร ไปเน้นกฎหยุมหยิมที่ตนตราขึ้น มิได้ลงลึกถึงความหมายที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เช่น การที่พระเยซูคริสต์วิพากษ์การถือวันสะบาโตของพวกผู้นำศาสนายิวที่ยึดถือตามตัวอักษรมากกว่าพระประสงค์ของพระเจ้า ออกพระนามของพระเจ้าก็เพียงเพื่อ “ผลประโยชน์และเสริมสร้างอำนาจแห่งตน” เท่านั้น (ออกพระนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร) อย่างที่กล่าวแล้วว่า ผู้นำศาสนายิวไปเน้นความสำคัญของการประกอบศาสนพิธี (มัทธิว 6:1-6; 16-21) มากกว่าการติดสนิทและสัตย์ซื่ออุทิศชีวิตตนแด่พระเจ้า ตัวอย่างเช่น การถวายทศางค์ แทนที่จะเน้นการถวายทศางค์ชีวิต แต่ไปเน้นการถวายทศางค์เมล็ดผักชี ฯลฯ

นอกจากเน้นเรื่องศาสนพิธีแล้ว ผู้นำศาสนามุ่งสอนเรื่องจริยธรรมที่จะให้เป็น “คนดี” ซึ่งเป็น 6 ข้อหลังในพระบัญญัติ 10 ประการ ประเด็นสำคัญในที่นี้ของความเชื่อศรัทธาในศาสนายิวและคริสต์ศาสนาคือ หกประการหลังจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี 4 ข้อแรกที่เป็นรากฐานความเชื่อศรัทธาที่มั่นคง หรือกล่าวแบบฟันธงคือการปฏิบัติตามพระบัญญัติ 10 ประการ หกประการหลังนั้นจะเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่เริ่มต้นและวางรากฐานของ 4 ข้อแรกก่อน และนี่คือจุดสำคัญที่บ่งชี้ชัดเจนว่า คำสอนในแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน คริสต์ศาสนามิได้มีเป้าหมายสอนคนให้เป็นคนดี แต่ต้องการสอนและบ่มเพาะให้ทุกคนรู้จักกับพระเจ้า ติดสนิทกับพระองค์ มอบกายถวายชีวิตทั้งสิ้นแด่พระองค์ เพื่อพระเจ้าจะทรงเสริมสร้าง เปลี่ยนแปลงชีวิตแต่ละคนตามพระประสงค์ของพระองค์ และนี่คือรากฐานหรือจุดเริ่มต้นของการเป็น “คนดี” การเป็น “คนดี” จึงเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น พระเยซูคริสต์มิได้สอนให้ประชาชนเป็นคนดี แต่ทรงสอนให้เป็น “ผู้ดีรอบคอบ” อย่างพระบิดา (มัทธิว 5:45-48)

ในสภาพสังคมและความเชื่อศรัทธาเช่นนี้เองที่พระคริสต์ได้มาบังเกิด พระองค์ทรงบังเกิดในรางหญ้า รางหญ้าที่เป็นที่ตกต่ำสุดในชีวิต พระองค์ทรงบังเกิดในจุดต่ำสุดของชีวิตมนุษย์

รางหญ้าจุดต่ำสุดของชีวิตเพราะการครอบงำ กดขี่ การหลงผิดของอำนาจทางศาสนาและการเมืองในเวลานั้น พระคริสต์ทรงบังเกิดในจุดต่ำสุดของชีวิตมนุษย์และชีวิตของสังคมเพื่อจะทรงเปลี่ยนแปลงที่รากฐานของชีวิตเพื่อนำไปสู่ชีวิตใหม่

รางหญ้าจุดต่ำสุดของชีวิตที่เมื่อชีวิตไม่มีคำตอบ ไร้แสงสว่าง มืดบอด ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหนดี พระคริสต์ทรงเป็นแสงสว่างนำทางสู่ชีวิตใหม่

รางหญ้าจุดต่ำสุดของชีวิตมีทั้งในผู้คนเล็กน้อยต่ำต้อยและในผู้มีฐานะมั่งมีอย่างคนเก็บภาษีในเวลานั้น หรือผู้นำศาสนาอย่างนิโกเดมัส หรือ พวกนักการเมืองฝ่ายซ้ายสังกัดพรรคชาตินิยม เมื่อพระคริสต์ทรงบังเกิดใน “รางหญ้า” จุดต่ำสุดในชีวิตของคนเหล่านี้ เขาได้พบกับความสว่าง เขาได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์

พระคริสต์มิได้บังเกิดใน “รางหญ้า” ในคอกสัตว์วันคริสต์มาสเท่านั้น แต่พระองค์ประสงค์ที่จะบังเกิดใน “รางหญ้า” จุดต่ำสุดในชีวิตของเราแต่ละคน เพื่อนำแสงสว่างแห่งชีวิตเข้ามาในชีวิตของเราแต่ละคน เพื่อเปลี่ยนแปลง และ บ่มเพาะชีวิตของเราใหม่ ให้เป็นชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า เฉกเช่น ศักเคียส มัทธิว หญิงโลหิตตก คนตาบอด และคนโรคเรื้อน และคนอื่นๆ อีกมากมายที่ได้พบชีวิตใหม่ในพระองค์

31 ธันวาคม 2553

เมื่อดาวิดต้องเป็น “มนุษย์ถ้ำ”

จากการเป็นนักรบที่มิใช่ชนะคู่ต่อสู้พันธุ์ยักษ์เท่านั้น แต่ได้ชนะข้าศึกรอบด้าน สามารถปราบปรามอริราช สังหารศัตรูจำนวนหมื่นจนได้รับการยกย่องสรรเสริญจากมวลชน แต่นั่นก็เป็นสาเหตุให้กษัตริย์ซาอูลอิจฉาและเริ่มหวั่นไหว ไม่ไว้วางใจดาวิดผู้เป็นลูกเขย จนเหตุการณ์เลวร้ายถึงขนาดกษัตริย์ซาอูลหาทางกำจัดดาวิดที่ตนมองว่าเป็นเสี้ยนหนามของตน ในที่สุดดาวิดเองต้องหนีหัวซุกหัวซุนเอาตัวเกือบไม่รอด

1ดาวิดก็จากที่นั่นหนีไปอยู่ที่ถ้ำอดุลลัม เมื่อพี่ชายของท่านและพงศ์พันธุ์บิดาของท่านทั้งสิ้นได้ยินเรื่องเขาก็ลงไปหาท่านที่นั่น 2นอกนั้นทุกคนที่มีความทุกข์ยาก และทุกคนที่มีหนี้สิน และทุกคนที่ไม่มีความพอใจก็พากันมาหาท่าน และท่านก็เป็นหัวหน้าของเขาทั้งหลาย มีคนมามั่วสุมอยู่กับท่านประมาณสี่ร้อยคน

3ดาวิดก็ออกจากที่นั่นไปยังเมืองมิสปาห์ในแผ่นดินโมอับ และท่านทูลพระราชาเมือง โมอับว่า “ขอโปรดให้บิดามารดาของข้าพเจ้ามาอยู่กับพระองค์เถิด จนกว่าข้าพเจ้าจะทราบว่าพระเจ้าจะทรงกระทำประการ ใดเพื่อข้าพเจ้า” 4และท่านก็นำบิดามารดามาฝากไว้กับพระราชาแห่งโมอับ และท่านทั้งสองก็อาศัยอยู่กับพระราชาตลอดเวลาที่ดาวิดอยู่ในที่กำบังเข้มแข็ง
(1ซามูเอล 22:1-4)

จากการออกศึกในพระนามของพระเจ้า ปกป้องแผ่นดินที่ทรงประทานและประชากรของพระเจ้าด้วยการทรงนำขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดำเนินชีวิตเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า แต่ตอนนี้ ดาวิดกลับต้องหนีและซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอดุลลัม เรียกว่าต้องมีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ หนึ่ง ถูกห้อมล้อมด้วยความทุกข์ยากลำบาก ประสบการณ์ของดาวิดเป็นกระจกเงาสะท้อนถึงชีวิตของผู้คนจำนวนมากมายในโลกนี้ ที่มีชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น

การมีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ หนึ่งนั้น คือการที่มีชีวิตที่ตระหนักรู้ว่าชีวิตต้องก้าวต่อไป แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องก้าวไปสู่สภาพเช่นที่ประสบพบเจออยู่นี้ มีแต่ความเลวร้าย ความชั่วร้าย คอยวนเวียนจ้องที่จะกระโดดเข้าตระครุบ ไม่ว่าในที่ทำงาน ในบ้าน ทำให้ชีวิตต้องหมดแรงทิ้งตัวลงนอนอย่างสิ้นหวังในแต่ละค่ำคืน

ยิ่งกว่านั้น ดาวิดได้พบว่าตลอดเดือนที่ผ่านมาชีวิตของเขาต้องอยู่ล้าหลังคนอื่นแทนที่ควรจะก้าวล้ำหน้าคนอื่นไป ชีวิตแบบนี้แหละที่เป็นชีวิตที่สู้เพื่อที่จะอยู่รอดไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น และนี่ก็เป็นชีวิตที่เป็นจริงในชีวิตของอีกหลายๆ คนในปัจจุบัน เรารู้สึกว่าชีวิตเราเหมือนสภาพนี้ก็ต่อเมื่อชีวิตของเราต้องตกลงในหลุมพรางหรือถูกกับดักมัดตัวอยู่ใน “ถ้ำ” แห่งความทุกข์ยากลำบาก เป็นความทุกข์ยากลำบากที่เราไม่สามารถสลัดให้หลุดรอดออกมาได้

ครั้งเมื่อดาวิดหนีออกมาจากเมืองกัทมาซ่อนตัวอยู่ที่ถ้ำอดุลลัมนั้น เขามิเพียงแต่ต้อง “เลียแผลชีวิต” ที่เกิดจากความเลวร้ายและอันตรายรอบด้านในชีวิตของเขาเท่านั้น เขาต้องดูแลคนอีก 400 คน ทั้งคนที่มีความทุกข์ร้อน คนที่มีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว คนที่ไม่พอใจกับเหตุการณ์ในชีวิตของเขา คนที่ได้รับความไม่ยุติธรรม คนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกจากดาวิดต้องประสบพบกับมรสุมชีวิตอย่างหนักแล้วในที่สุดเขาต้องเป็นหัวหน้าคนที่มีปัญหาสารพัดเหล่านี้ด้วย

แต่การใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับคนเหล่านี้ที่ชีวิต “ตกอยู่ในกับดักแห่งความทุกข์ยากลำบาก” เป็นแผนการอันดีเลิศขององค์พระเป็นเจ้า ที่ให้ประสบการณ์และสร้างเสริมบทเรียนชีวิตแก่ดาวิด ซึ่งเป็นบทเรียนชีวิตที่สามารถเรียนรู้ได้เมื่อชีวิตต้องจมดิ่งลงในความทุกข์ยากเท่านั้น ท่านสามารถสืบค้นจนพบว่า บทเรียนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมดาวิดในการรับใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้าในการเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล

จากประสบการณ์การตกอยู่ในถ้ำกับดักความทุกข์ยากแห่งชีวิตนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งประสบการณ์ชีวิตที่ดาวิดได้เขียนบทเพลงสุดดีจากประสบการณ์และบทเรียนชีวิตได้มากกว่าประสบการณ์ครั้งอื่นใดในชีวิตของเขา เราขอเรียกว่าชุดบทเพลงสดุดีจาก “ถ้ำแห่งความทุกข์ยาก” นี้ประกอบด้วยสดุดีบทที่ 4, 13, 40, 57, 70, 141 และ 142 เป็นบทเพลงสดุดีที่กล่าวถึงบทเรียนชีวิตในการเอาชนะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย ความรู้สึกที่ถูกทอดทิ้งเมื่อเราไม่สามารถจะไขว่คว้าหาความช่วยเหลือจากแหล่งใดเลย หรือเมื่อต้องอยู่ห่างไกลจากบ้านและครอบครัว และความรู้สึกที่ว่าไม่รู้ชีวิตจะก้าวอย่างไรได้ต่อไป ตัวอย่างเช่น

สดุดี บทที่ 4
1ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงให้ประจักษ์ว่า ข้าพระองค์เป็นฝ่ายชอบธรรม
ขอทรงโปรดตอบเมื่อข้าพระองค์ร้องทูล
เมื่อข้าพระองค์จนตรอก ขอพระองค์ประทานช่องทางให้
ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์ และทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์
2ท่านผู้ดีเอ๋ย ข้าพเจ้าจะต้องเสื่อมเกียรติไปอีกนานเท่าใด
ท่านจะรักคำไร้ค่า และแสวงการมุสาอีกนานเท่าใด
3จงทราบเถิดว่า พระเจ้าทรงแยกธรรมิกชนไว้สำหรับพระองค์
พระเจ้าทรงสดับฟังเมื่อข้าพเจ้าทูลพระองค์
4โกรธก็โกรธเถิด แต่(หรือ จงเกรงกลัว และ) อย่า ทำบาป
จงคำนึงในใจเวลาอยู่บนที่นอนและสงบอยู่

สดุดี บทที่ 13
1ข้าแต่พระเจ้า อีกนานเท่าใด(ที่)พระองค์จะทรงลืมข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์
หรือพระองค์จะเบือนพระพักตร์จากข้าพระองค์นานเท่าใด
2ข้าพระองค์จะต้องตรึกตรองในใจของข้าพระองค์
และมีความทุกข์โศกอยู่ในใจตลอดไปนานเท่าใด
ศัตรูของข้าพระองค์จะเหนือข้าพระองค์นานเท่าใด
4เกรงว่าศัตรูของข้าพระองค์จะว่า “เราชนะเขาแล้ว”
เกรงว่าคู่อริของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์เพราะ ข้าพระองค์กำลังหวั่นไหว
5แต่ข้าพระองค์วางใจในความรักมั่นคงของพระองค์
จิตใจของข้าพระองค์จะเปรมปรีดิ์ในความรอดของพระองค์
6ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า
เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำแก่ข้าพเจ้าอย่างดี

สดุดี บทที่ 142
1ข้าพเจ้าร้องทูลพระเจ้า ด้วยเสียงของข้าพเจ้า
ด้วยเสียงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวิงวอนต่อพระเจ้า
2ข้าพเจ้าหลั่งคำคร่ำครวญของข้าพเจ้าออกมาต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์
ข้าพเจ้าทูลเรื่องความลำบากยากเย็นของข้าพเจ้าต่อพระองค์
3เมื่อใจของข้าพระองค์อ่อนระอา พระองค์ทรงทราบทางของข้าพระองค์
ในวิถีที่ข้าพระองค์เดินไป เขาซ่อนกับไว้ดักข้าพระองค์
4ขอพระองค์ทรงมองทางขวาและทอดพระเนตร เพราะไม่มีใครสังเกตดูข้าพระองค์
ข้าพระองค์ไม่มีที่หลบภัย ไม่มีใครเอาใจใส่ข้าพระองค์
5ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์
ข้าพระองค์ว่า พระองค์ทรงเป็นที่ลี้ภัยของข้าพระองค์
เป็นส่วนของข้าพระองค์ในแผ่นดินของคนเป็น
6ขอทรงฟังคำร้องทูลของข้าพระองค์
เพราะข้าพระองค์ตกต่ำมากนัก
ขอทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ให้พ้นจากผู้ข่มเหงข้าพระองค์
เพราะเขาแข็งแรงเกินกำลังข้าพระองค์
7ขอทรงพาข้าพระองค์ออกจากคุก
เพื่อข้าพระองค์จะโมทนาพระคุณแด่พระนามของพระองค์
คนชอบธรรมจะล้อมข้าพระองค์ไว้
เพราะพระองค์จะทรงกระทำอย่างดีแก่ข้าพระองค์

ในสภาพชีวิตที่ทุกข์ยากลำเค็ญในวันนี้ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะเตรียมและสร้างเราให้พร้อมสำหรับพระราชกิจอันยิ่งใหญ่สำคัญของพระองค์ในอนาคต เพื่อเราจะสามารถดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติสรรเสริญพระองค์

29 ธันวาคม 2553

แหล่งพลังแห่งความแกร่งกล้า

อ่าน 1ซามูเอล 17:20-26; 28; 31-47 (สำนวนแปล อมตธรรมร่วมสมัย)

20ดาวิดทิ้งฝูงแกะไว้กับคนเลี้ยงอีกคนหนึ่ง แล้วออกเดินทางตามคำสั่งของเจสซีตั้งแต่เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยของฝาก เขามาถึงค่ายพอดีกับที่กองทัพอิสราเอลกำลังจะยกออกไปสนามรบ มีเสียงตะโกนเสียงโห่ร้องออกศึก 21กองพลอิสราเอลและฟีลิสเตียก็มาตั้งกระบวนประจันหน้ากัน 22ดาวิดทิ้งข้าวของไว้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลสัมภาระ แล้ววิ่งออกไปที่แนวรบและทักทายพวกพี่ๆ 23ขณะกำลังคุยกับพวกพี่ๆ โกลิอัทยอดนักรบชาวฟีลิสเตียจากเมืองกัทก้าวออกจากแถวมายืนร้องท้าเช่นเคย และดาวิดก็ได้ยิน 24ทันทีที่เห็นโกลิอัท คนอิสราเอลก็พากันวิ่งหนีด้วยความกลัวยิ่งนัก
25คนอิสราเอลพูดกันว่า “เจ้าเห็นคนนี้ไหม? เขาออกมาสบประมาทอิสราเอลอยู่เป็นประจำ กษัตริย์จะประทานทรัพย์สินมากมายให้แก่คนที่ฆ่าเขาได้ และจะยกธิดาให้เป็นภรรยา ยิ่งกว่านั้นครอบครัวของบิดาของเขาจะได้รับการยกเว้นภาษีด้วย”
26ดาวิดถามคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า “ผู้ที่ฆ่าฟีลิสเตียคนนี้และกู้หน้าให้อิสราเอลจะได้รับบำเหน็จอะไรบ้าง? ชาวฟีลิสเตียผู้ไม่ได้เข้าสุหนัตคนนี้เป็นใครกันถึงบังอาจมาร้องท้ากองทัพของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่?”...
28เมื่อเอลีอับ พี่ชายคนโตของดาวิดได้ยินดาวิดพูดกับคนนั้นก็โกรธ และถามว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่ แล้วเจ้าทิ้งแกะไม่กี่ตัวในถิ่นทุรกันดารไว้ให้ใครดูแล? ข้ารู้ว่าเจ้าชอบคุยโวและรู้จักใจชั่วช้าของเจ้านึกอยากจะมาดูเขารบกันล่ะสิ”...
31มีผู้ได้ยินคำพูดของดาวิดจึงไปทูลรายงานซาอูล พระองค์จึงให้คนไปตามตัวดาวิดมาเข้าเฝ้า 32ดาวิดทูลซาอูลว่า “อย่าให้ผู้ใดเสียขวัญเพราะชาวฟีลิสเตียคนนี้เลย ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทจะไปรบกับเขา”
33ซาอูลตรัสว่า “เจ้าออกไปสู้กับชาวฟีลิสเตียคนนั้นไม่ได้หรอก เจ้าเป็นเพียงเด็ก ส่วนเขาเป็นนักรบมาตั้งแต่หนุ่ม”
34แต่ดาวิดทูลซาอูลว่า “ข้าพระบาทดูแลแกะของบิดา เมื่อมีสิงโตหรือหมีมาคาบแกะไปจากฝูง 35ข้าพระบาทจะไล่ตามฟาดฟันช่วยแกะนั้นออกมาจากปากของสิงโต หากมันหันมาเล่นงาน ข้าพระบาทก็จะกระชากขนของมัน ฟาดมัน และฆ่าเสีย 36ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทได้ฆ่าทั้งสิงโตและหมีมาแล้ว ชาวฟีลิสเตียผู้ไม่ได้เข้าสุหนัตคนนี้จะเป็นเหมือนสัตว์เหล่านั้น เพราะเขามาสบประมาทกองทัพของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ 37องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงช่วยข้าพระบาทจากเขี้ยวเล็บของสิงโตและหมี จะช่วยข้าพระบาทจากมือชาวฟีลิสเตียผู้นี้” ซาอูลตรัสกับดาวิดว่า “ไปเถิด ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับเจ้า”
38จากนั้นซาอูลก็ให้ดาวิดสวมเครื่องทรงของซาอูลเอง มีเสื้อเกราะและหมวกเกราะทองสัมฤทธิ์ 39ดาวิดสะพายดาบทับเสื้อเกราะ ลองเดินไปรอบๆ เพราะไม่คุ้นเคยกับชุดแบบนี้มาก่อน
ดาวิดทูลซาอูลว่า “ข้าพระบาทออกไปอย่างนี้ไม่ได้เพราะไม่เคยชิน” แล้วดาวิดก็ถอดชุดนั้นออก 40จากนั้นเขาหยิบไม้เท้าและไปเก็บหินเกลี้ยงห้าก้อนจากลำธารใส่ไว้ในย่ามของเขา ในมือถือสลิง เดินเข้าไปหาชาวฟีลิสเตียคนนั้น
41ขณะนั้น โกลิอัทเดินเข้ามาหาดาวิด มีคนแบกโล่เดินนำหน้า 42เมื่อเห็นดาวิดซึ่งเป็นเพียงเด็กหนุ่ม รูปหล่อผิวพรรณดี ก็นึกดูหมิ่น 43 และกล่าวว่า “เห็นข้าเป็นหมาหรือไง ถึงได้ถือไม้เท้าออกมาหา” แล้วก็แช่งด่าดาวิดโดยอ้างนามเทพเจ้าต่างๆ ของตน 44โกลิอัทพูดว่า “มาสิ เดี๋ยวข้าจะแล่เนื้อเจ้าให้นกกาและสัตว์ป่ากิน!”
45ดาวิดพูดว่า “ท่านถือดาบ ถือหอก และหอกซัดมาสู้กับเรา ส่วนเราจะสู้กับท่านในพระนามของพระยาเวห์ผู้ทรงฤทธิ์ พระเจ้าของกองทัพอิสราเอลซึ่งท่านลบหลู่ 46วันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงมอบท่านแก่เรา เราจะฆ่าและตัดหัวท่าน... แล้วทั้งโลกจะได้รู้ว่ามีพระเจ้าในอิสราเอล 47คนทั้งปวงที่ชุมนุมกันอยู่ที่นี่จะได้รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงช่วยให้รอดด้วยดาบหรือหอก การศึกครั้งนี้เป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงมอบเจ้าทุกคนไว้ในมือของพวกเรา”

โกลิอัทนักรบพันธุ์ยักษ์ ยืนท้าทายกองทัพ และ พระเจ้าของอิสราเอลอย่างอหังการ และก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มีคนส่วนหนึ่งที่ไม่สนใจใยดีกับคำกล่าวเย้ยหยันที่ทำร้ายทำลายจิตใจของอิสราเอล ไม่มีใครต้องการที่จะยืนขึ้นต่อปากต่อกรกับคนหยาบคายป่าเถื่อนและคนพาลอย่างโกลิอัท นอกจากชายหนุ่มเลี้ยงแกะที่ชื่อดาวิดที่สนใจถามไถ่ถึงความเป็นไปของเหตุการณ์นี้ด้วยความห่วงใย

ดาวิดสนใจในรายละเอียดของเหตุการณ์วิกฤติ เพื่อประมวลให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์นั้น จะได้เผชิญหน้ากับความเลวร้ายนั้นด้วยความพร้อมรอบคอบ และสามารถเห็นถึงแผนการของพระเจ้าแล้วจะรู้ว่าตนมีส่วนร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าครั้งนี้เช่นไรบ้าง

ดาวิดกับโกลิอัท! มวยคู่ต่อสู้ที่ผิดรุ่นผิดขนาด จนกลายเป็นเรื่องกล่าวขานกันมิใช่ในพระคัมภีร์เท่านั้นแต่ในวรรณกรรมของโลกด้วย แต่คำถามที่มักถามกันเป็นประจำคือ อะไรที่ทำให้ดาวิดมีความกล้าหาญยืนหยัดต่อสู้กับมวยข้ามรุ่น อะไรที่ทำให้ดาวิดกล้าหาญต่อสู้กับสิ่งที่ดูแล้วไม่มีทางที่จะเอาชนะได้?

อะไรที่ทำให้ดาวิดเกิดความกล้าหาญ? อะไรที่เสริมหนุนให้เขาก้าวไปข้างหน้าในขณะที่คนอื่นๆในกองทัพอิสราเอลถอยหนี? สิ่งที่ทำให้ดาวิดกล้าหาญและมีพลังเดินไปข้างหน้าด้วยความเข้มแข็งมั่นใจคือการที่เขารู้ชัดแน่ใจว่า สิ่งนั้นยิ่งใหญ่และมีพลังมากกว่าการรอดพ้นปลอดภัยของอิสราเอล, งานนี้ยิ่งใหญ่กว่าผลประโยชน์ ทรัพย์สินเงินทอง สถานภาพใหม่ที่ตนจะได้รับ, สิ่งนั้นยิ่งใหญ่และมีพลังอำนาจยิ่งกว่ามนุษย์พันธุ์ยักษ์โกลิอัท, และสิ่งนั้นยิ่งใหญ่และสูงส่งกว่าชีวิตของตน สิ่งที่ทำให้ดาวิดมีพลังก้าวไปข้างหน้าคือ ชีวิตที่มีเป้าหมายให้เกิดการยกย่องสรรเสริญพระเจ้า

ท่านพร้อมและเต็มใจที่จะยืนขึ้นลุกก้าวไปข้างหน้าอย่างชายหนุ่มดาวิด เพื่อที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งท้าทายที่น่าสยอง กับการกล่าวหา คำพูดที่ทำให้อ่อนอกอ่อนใจ การไม่เห็นด้วย หรือคำทำนายว่าแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง และการกดดันจากคนพวกเดียวกันเอง หรือการที่ทำให้ท่านต้องรู้สึกโดดเดี่ยวตัวคนเดียว ในเหตุการณ์ที่ดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจถึงการถวายเกียรติแด่พระเจ้าเลย

ในสภาพการวิกฤติเช่นนั้น พระเจ้าได้ใช้สร้างให้เราแกร่งกล้าขึ้นอย่างดาวิด สถานการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ในชั้นเรียน ในที่ทำงาน ในโรงงาน ในสำนักงาน ในตลาด ในท้องทุ่งท้องนา ในชุมชน ในบ้าน หรือแม้กระทั่งในคริสตจักร พระเจ้าจะทรงใช้เหตุการณ์เหล่านั้นสร้างท่านให้แกร่งกล้าขึ้นเช่นกัน

ผู้คนในแต่ละกลุ่มแต่ละช่วงวัย แต่ละยุคแต่ละสมัยต่างมีจุดอ่อนข้อบกพร่อง และความไม่สมบูรณ์ในชีวิตแห่งการอุทิศตนแด่พระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง แต่ถ้าแต่ละคนเปลี่ยนมุมมองใหม่ต่อเหตุการณ์รอบด้าน และรู้ชัดว่าเป้าหมายของการเผชิญหน้ากับความเลวร้ายที่รายรอบในชีวิตเป็นโอกาสที่จะสรรเสริญพระเจ้า และพระเจ้าการทรงสร้างชีวิตเราขึ้นใหม่แล้ว ท่าที ความมั่นใจ ความกล้าหาญ และกำลังชีวิตย่อมเปลี่ยนไปให้เห็นอย่างเด่นชัด

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การมุ่งมองสู่การดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติและพระสิริแด่พระเจ้าในทุกสถานการณ์และทุกบริบทชีวิตนั้นสำคัญใหญ่ยิ่งที่สุด เพราะสิ่งนี้นี่เองที่จะทำให้ท่านสามารถยืนหยัดมั่นคง ก้าวออกไปข้างหน้าอย่างดาวิด แทนที่ท่านจะมีชีวิตที่หลอมละลายถูกกลืนเข้าไปในฝูงชนส่วนใหญ่

ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ทำให้เราลืมตัวและหลงกับความทันสมัยในเทคโนโลยีด้านต่างๆ พอเราไม่สามารถไล่ตามทันเทคโนโลยีเหล่านั้นเราก็จะท้อถอย อ่อนใจ และยอมแพ้ ในปีใหม่นี้อย่าลืมสิ่งสำคัญกว่าเทคโนโลยีที่พระเจ้าทรงสะสมเสริมสร้างไว้ในตัวท่านคือ ศักยภาพ ความสามารถ ของประทานพิเศษ ความชำนาญช่ำชองและสิ่งคุ้นชินที่มีอยู่ในตัวท่าน ท่านสามารถนำออกมาใช้ได้ทันทีที่ต้องการ เมื่อท่านใช้ศักยภาพความสามารถที่พระเจ้าประทานให้ ท่านตระหนักรู้ชัดเจนทันทีว่า การเผชิญหน้าวิกฤตินั้นๆ พระเจ้าทรงเป็นผู้ขับเคลื่อนจัดการและท่านเป็นเพื่อนร่วมในแผนงานของพระองค์ อย่างที่ดาวิดประกาศก้องว่า การศึกครั้งนี้เป็นของพระเจ้า

ดาวิดต้องปฏิเสธในการสวมชุดออกศึกที่สามารถปกป้องคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตของเขาเมื่อมีการต่อสู้ เพราะดาวิดไม่ “คุ้นชิน” กับความทันสมัยเหล่านั้น แต่ดาวิดเลือกใช้สลิงและหินเกลี้ยงเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ เพราะเป็นสิ่งที่ดาวิดคุ้นชิน เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเสริมสร้างสะสมในชีวิตของ ดาวิด เขานำมาใช้ยามเมื่อวิกฤติดาหน้าเข้าหาชีวิตของตน แต่สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ท่านต้องมั่นใจว่าการเผชิญหน้ากับทุกปัญหา เหตุการณ์ยากลำบาก และวิกฤติที่เลวร้าย ผู้ที่นำหน้าท่านคือองค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยเป้าหมายและแผนการของพระองค์ ภารกิจหลักของท่านคือการเรียนรู้ถึงเป้าประสงค์และแผนงานเฉพาะของพระเจ้า เพื่อท่านจะเข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์อย่างเหมาะสมตามพระประสงค์ของพระองค์

ในการมุ่งหน้าก้าวเข้าสู่ปีใหม่นี้
ให้ท่านยืนมั่นก้าวเข้าสู่ปีใหม่ด้วยพลังที่มาจากมุมมองใหม่
มุมมองที่มุ่งมั่นมีชีวิตที่ทำทุกอย่างเพื่อถวายพระเกียรติและพระสิริแด่พระเจ้า
มุมมอง ที่ท่านมิได้เป็นผู้จัดการกับ “ปัญหาพันธุ์ยักษ์” ที่ท้าทายข้างหน้าท่าน
มุมมอง ที่พระเจ้าทรงเป็นผู้ลงมือจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ตามพระประสงค์
มุมมอง ที่ท่านเป็นผู้ร่วมในพระราชกิจของพระองค์ และ ร่วมในชัยชนะของพระองค์
มุมมอง ที่ท่านกำลังรับการฝึกฝนและเพิ่มพูนความแข็งแกร่งจากพระองค์มากยิ่งขึ้น
มุมมอง ที่ท่านกำลังทำสิ่งที่ถวายเกียรติและพระสิริแด่พระเจ้า

16 ธันวาคม 2553

ชีวิตคริสเตียน

20(เปาโลกล่าวว่า) ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า (กาลาเทีย 2:20)


เปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้าตายแล้ว แต่ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่” ที่เปาโลกล่าวว่าท่าน “ตายแล้ว” ท่านหมายความว่า ธรรมชาติชีวิตเดิมของท่านได้ถูกตรึงพร้อมกับพระคริสต์ที่กางเขน แต่ที่ท่าน “มีชีวิต” ที่ชีวิตขับเคลื่อนอยู่ในทุกวันนี้ได้ และมีชีวิตชีวาก็ด้วยพลังแห่งการทรงเป็นขึ้นใหม่ของพระคริสต์

ข้อความในพระธรรมตอนนี้เปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในคริสตจักรเมืองกาลาเทีย เพราะสมาชิกในคริสตจักรเมืองนี้ถูกรบกวนด้วยคำสอนที่ว่า ที่คริสเตียนรอดได้นั้นเพราะกระทำความดีคือการกระทำตามพระบัญญัติ แทนที่ คริสเตียนได้รับความรอดโดยพระคุณของพระเจ้า สมาชิกคริสตจักรดังกล่าวถูกผลักดันให้เป็นคริสเตียนที่พึ่งในการเป็นคนดี ด้วยการกระทำดีตามบทบัญญัติ ความเชื่อของคริสเตียนกลุ่มนี้จึงไม่ต่างจากพวกยิวเพียงแต่เขาเชื่อนับถือพระเยซูที่ยิวไม่ยอมรับนับถือเท่านั้น

ในที่นี้จุดที่น่าสนใจคือ เปาโลมิได้แยกชีวิตที่กระทำตามพระบัญญัติของพระเจ้าออกจากชีวิตในความรอด แต่ท่านอธิบายกลับตาลปัตรไปในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่แตกต่างจากคริสเตียนปัจจุบันหลายคนเข้าใจกัน คือท่านเปาโลยืนยันอย่างแข็งขันว่าท่านมิได้รอดเพราะท่านกระทำดี กระทำตามพระบัญญัติ แต่ท่านกลับเน้นว่า ที่ท่านกระทำดีได้ กระทำตามพระบัญญัติได้เพราะเป็นผลและพลังจากการที่ชีวิตของท่านได้รับความรอด เป็นชีวิตที่มีเป้าหมายและดำเนินชีวิตด้วยการได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ และ พลังการดำเนินชีวิตใหม่จากพระเยซูคริสต์ “...ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า...”

บทบัญญัติมิได้เป็นหัวใจหรือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคริสเตียนที่เราพยายามอุตสาห์ทุ่มเทกระทำตาม ด้วยธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ ด้วยกำลังความสามารถของตนเอง และด้วยกำลังที่จำกัดในตัวเรา แต่หัวใจของชีวิตคริสเตียนคือพระคริสต์ทรงรักเราแต่ละคนและมอบชีวิตของพระองค์เพื่อเรา พระองค์ยอมถูกตรึงเพราะความบาปผิดของเรา พระองค์ทรงไถ่ ทรงปลดปล่อยเราให้หลุดออกจากกงเล็บแห่งอำนาจชั่วด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์ และให้เราอยู่ในที่ที่พระองค์ทรงปกป้องเรา เพื่อเราจะปลอดภัย มีโอกาสใหม่ และมีชีวิตใหม่ที่เป็นชีวิตที่ได้รับจากพระคริสต์ แล้วทรงบ่มเพาะเราให้เติบโตและแข็งแรงขึ้น

ด้วยเหตุนี้เราจึงรักพระองค์ (เพราะเราสัมผัสแล้วว่าพระองค์ทรงรักเราก่อน) เราจึงสำนึกในพระคุณของพระเยซูคริสต์ที่มีในชีวิตของเราแต่ละคน ด้วยความสำนึกในพระคุณแห่งความรักของพระองค์ เราจึงเต็มใจและตั้งใจดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระคริสต์ แน่นอนว่า การดำเนินชีวิตดังกล่าวสอดคล้องตามพระบัญญัติของพระเจ้า แต่ที่เราสามารถดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้เช่นนี้มิใช่เพราะกำลังของเราเอง แต่เพราะกำลังชีวิตของพระคริสต์ที่มีอยู่ในชีวิตของเราต่างหาก เพราะที่เรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เพราะ “พระคริสต์ต่างหากที่มีชีวิตในข้าพเจ้า”

12 ธันวาคม 2553

คริสต์มาส: ข่าวร้ายที่คนมองข้าม

รางหญ้า... “ข่าวร้าย” ที่เป็นข่าวแห่งพระคุณ

ครั้งนั้น ซีซาร์ออกัสตัสทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้ทำทะเบียนสำมะโนประชากรทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน นี่เป็นการทำทะเบียนสำมะโนประชากรครั้งแรก ในสมัยคีรินิอัสเป็นผู้ว่าราชการแคว้นซีเรีย ทุกคนต่างไปยังเมืองของตนเพื่อขึ้นทะเบียน

ดังนั้น โยเซฟจึงเดินทางจากนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลีขึ้นไปยังเบธเลเฮม นครแห่งดาวิดในแคว้นยูเดีย เพราะเขาสืบเชื้อสายจากดาวิด เขาไปที่นั่นกับมารีย์คู่หมั้นซึ่งกำลังตั้งครรภ์เพื่อขึ้นทะเบียน
ขณะพวกเขาอยู่ที่นั่น ก็ถึงกำหนดที่มารีย์จะคลอดบุตร นางให้กำเนิดบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพัน(ทารกนั้น) แล้ววางไว้ในรางหญ้า เพราะไม่มีที่ว่างสำหรับเขาในนครดาวิด
(ลูกา 2:1-7, อมตธรรม, อักษรเอนสำนวนของผู้เขียน)

เมื่อเราคิดถึงการบังเกิดของพระคริสต์ที่บ้านเบธเลเฮม เราต้องตระหนักว่านี่เป็นเรื่องจริง มิใช่เรื่องที่เขาเล่าต่อๆ กันมาเท่านั้น แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ หมอลูกาอ้างอิงหลักฐานการปกครองในเวลานั้นเพื่อยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

แต่คริสต์มาสได้รับการบอกกล่าวเล่าต่อกันมายาวนานว่า เป็นเวลาแห่งความชื่นชมยินดี เราท่านจะเห็นบัตรอวยพรคริสต์มาส หรือ ภาพวาดฉากการบังเกิดของพระคริสต์ดูยิ่งใหญ่อลังการ มีทั้งทูตสวรรค์อยู่หลังฉาก คนเลี้ยงแกะก้มกราบนมัสการพระกุมาร เหล่านักปราชญ์นำของมีค่ามาถวายบรรณาการ บางครั้งก็มีเด็กน้อยเล่นกลองให้พระกุมารฟัง ภาพเช่นนี้เป็นเรื่องจริงผสมปนเปต่างกรรมต่างวาระไว้ในภาพเดียวกัน

ในพระคัมภีร์ที่หมอลูกาบันทึกไว้ว่า เวลานั้นเป็น “ข่าวร้าย” อย่างยิ่งว่า ในบ้านเบธเลเฮม นครแห่งดาวิด (ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มเพียง 8 กิโลเมตร) ไม่มีห้องว่างสำหรับมารีย์ที่จะให้กำเนิดทารกในครรภ์ของเธอ จากบันทึกของหมอลูกาท่านบอกไว้ว่า มารีย์ให้กำเนิดทารกเพศชาย เอาผ้าอ้อมพันทารกนั้น แล้ววางไว้ใน “รางหญ้า” ทำให้เราจินตนาการว่า มารีย์น่าจะคลอดบุตรหัวปีของเธอในคอกสัตว์ ซึ่งโดยปกติทั่วไปในเวลานั้นน่าจะเป็นถ้ำ

“ข่าวร้าย” ประการถัดมาคือ มารีย์ต้องคลอดทารกด้วยตนเอง ไม่มี “หมอตำแย” หรือเรียกให้เพราะหน่อยคือ “นางผดุงครรภ์” แม้แต่หมอลูกาก็ไม่ได้บันทึกว่า โยเซฟได้ช่วยอย่างไรบ้างในการทำคลอด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า โยเซฟเป็นคุณพ่อ “มือใหม่หัดขับ” ก็เป็นไปได้

สภาพแวดล้อมในที่ทารกน้อยบังเกิดนั้นจึงมืดสลัว มากที่สุดก็คงมีตะเกียงสักอันหนึ่ง มีกลิ่นของคอกสัตว์ และรางหญ้าที่รองรับทารกน้อยก็คงคละคลุ้งด้วยกลิ่นหญ้าคละเคล้าด้วยน้ำลายสัตว์

มารีย์รู้ว่านี่เป็นการมาบังเกิดของพระคริสต์ที่ผู้คนรอคอย
เธอเต็มใจที่จะเป็น “ทาสี” แห่งพระเป็นเจ้า
เธอเองก็ภูมิใจที่มีส่วนในพระราชกิจครั้งสำคัญของพระเจ้า
แม้เธอจะยังไม่เข้าใจรู้แจ้งแทงทะลุในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
เธอรำพึง ใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้ในใจ ในห้วงความนึกคิดของเธอ
ทำไมแผนการของพระเจ้าดูจะมีอุปสรรคปัญหามากมายร้ายกาจเช่นนี้
พระเจ้ามีพระประสงค์อะไรในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดกับเธอ

บ่อยครั้ง เมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญหน้ากับ “ข่าวร้าย”
เรามักคิดว่า นี่เราทำอะไรบางอย่างผิดแน่

นี่คงมิใช่แผนการของพระเจ้า หรือ
นี่เป็นการลงโทษจากพระเจ้า

แต่ “ข่าวร้าย” “เหตุร้าย” ที่เกิดขึ้นกับเราในชีวิต ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้อง “เลวร้าย”
“ข่าวร้าย” สามารถที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนพระราชกิจของพระเจ้า
ในเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า “ข่าวร้าย” ในสายตาของเรา แต่เป็นพระกิตติคุณ หรือ
“ข่าวที่ทรงคุณค่าความหมาย” จากพระเจ้า

สำหรับมารีย์แล้ว นี่มิใช่ข่าวร้าย หรือ เหตุการณ์ที่เลวร้าย
เธอนำทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รำพึง ภาวนา และใคร่ครวญ
ถึงพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

บ่อยครั้ง เรามีกรอบคิด กรอบคาดหวัง ในแต่ละเรื่องแต่ละเหตุการณ์
เมื่อเรื่องใด เหตุการณ์ใดมิได้เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง เรามักเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ข่าวร้าย”

แต่ถ้าเราเปิดชีวิต เปิดความนึกคิด เปิดความคาดหวังของเรา รับการทรงเปิดเผยจากพระเจ้า
เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้นในชีวิตของเราขณะนั้น แม้จะเลวร้ายแค่ไหน

เราจะสงบ รำพึง ภาวนา และ ใคร่ครวญถึงพระประสงค์ของพระองค์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เราจะเห็นและได้รับ “ข่าวที่ทรงคุณค่าความหมาย” จากพระเจ้า

ผู้นำศาสนา มหาปุโรหิต ฟาริสี ธรรมมาจารย์ ไม่สามารถรับว่า พระเยซูเป็นพระคริสต์ที่เขารอคอย
เพราะพระเยซูคริสต์มิได้เกิดมาตาม “สเปค” “กรอบคิด” “มาตรฐาน” และตามที่เขาคาดหวัง

ผู้นำศาสนากำลังสร้าง “กรอบ” ขีดวงจำกัด การทำพระราชกิจของพระเจ้า
พระเยซูคริสต์จึงเป็น “ข่าวร้าย” สำหรับพวกเขา

ในช่วงเวลาของการเตรียมรับเสด็จ
เป็นช่วงเวลาของการใคร่ครวญ รำพึง ภาวนา ถึงชีวิตของเรากับพระประสงค์ของพระเจ้า
โปรดระวังที่จะไม่พยายาม “ตีกรอบคิด” “กำหนดมาตรฐาน” และสร้างความคาดหวัง
....ว่าพระเจ้าจะต้องกระทำตามกรอบเหล่านั้น
ถ้าเช่นนั้น คริสต์มาสปีนี้ท่านคงจะมีแต่ “ข่าวร้าย”

09 ธันวาคม 2553

กฎเกณฑ์ของการให้

44ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน
45ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม 46แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน จะได้บำเหน็จอะไร ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ 47ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า
ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ 48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ
(มัทธิว 5:44-48)

การให้ เป็นกฎแห่งจิตวิญญาณ
จงให้แก่ทุกคนที่ท่านพบ หรือ ทุกคนที่สัมผัสกับชีวิตของเจ้า
ให้ด้วยการ...
ให้การอธิษฐานเพื่อเขา
ให้เวลาของท่าน
ให้ตัวของท่าน
ให้ความรักของท่าน
ให้ความคิดของท่าน
ท่านจะต้องฝึกวินัยการให้ในสิ่งเหล่านี้ก่อน
จากนั้น ท่านถึงให้ทรัพย์สิ่งของแห่งโลกนี้

การให้เงินทองและทรัพย์สิ่งของก่อน
โดยมิได้ฝึกวินัยในการให้ของท่านตามกฎแห่งจิตวิญญาณข้างต้นก่อน
ในแต่ละวัน
แต่ละชั่วโมง และมากกว่านั้น
เป็นการให้ที่ผิด

จงให้...ให้...และ ให้สิ่งที่ดีที่สุดของท่านแก่ทุกคนที่มีความจำเป็น
จงเป็นนักให้ผู้ยิ่งใหญ่
จงให้อย่างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้บอกท่าน
คือให้อย่างพระบิดาในสวรรค์
“พระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน
และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม”

จงจำสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้บอกท่านแล้วว่า
จงให้ตามความต้องการที่จำเป็นของผู้คน
มิใช่ตามความน่าจะให้
ด้วยการให้อย่างไตร่ตรองที่ท่านให้แก่ผู้ที่จำเป็นจริงๆ
ท่านก็กำลังทำตามแบบพระบิดาในสวรรค์ผู้ทรงเป็นนักให้ผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อท่านได้รับแล้ว
ท่านจะต้องให้แก่คนที่มีความจำเป็น ที่องค์พระผู้เป็นเจ้านำเขามาพบท่าน
ท่านต้องไม่สงสัย หรือ
ไม่มีคำถามมากมาย
ไม่ต้องจำกัดการให้ของท่าน
อย่าให้ตามความสัมพันธ์ที่ท่านมีกับคนที่ท่านจะให้
แต่จงให้ตามความจำเป็นในชีวิตของคนนั้นเป็นบรรทัดฐานการให้ของท่าน

จงอธิษฐาน...เพื่อท่านจะเป็นนักให้ผู้ยิ่งใหญ่

พระธรรมภาวนา

สดุดี 82:3
จงให้ความยุติธรรมแก่คนอ่อนเปลี้ยและกำพร้าบิดา
จงดำรงสิทธิของผู้ที่ทุกข์ยาก และคนสิ้นเนื้อประดาตัว

อาโมส 5:24
แต่จงให้ความยุติธรรมหลั่งไหลลงอย่างน้ำ
และให้ความชอบธรรมเป็นอย่างลำธารที่ไหลอยู่เป็นนิตย์

ลูกา 11:41
แต่จงให้ทานตามซึ่งเจ้ามีอยู่ข้างใน และดูเถิดสิ่งสารพัดก็บริสุทธิ์แก่เจ้าทั้งหลาย

โรม 12:14
จงอวยพรแก่คนที่เคี่ยวเข็ญท่าน จงให้พร อย่าแช่งด่าเลย

Romans 13:7:
ท่านจงให้แก่ทุกคนตามที่เขาควรจะได้รับ...