26 ตุลาคม 2558

ท่านทำงานด้วยแรงกระตุ้นจูงใจอะไร?

พวก​เขา​จึง​ว่า มา​เถิด ให้​เรา​สร้าง​เมือง​ขึ้น​สำหรับ​เรา​และ​สร้าง​หอ​ให้​ยอด​เทียม​ฟ้า ให้​เรา​ทำ​ชื่อ​เสียง​ไว้ เพื่อ​เรา​จะ​ไม่​ถูก​ทำ​ให้​กระ​จัด​กระ​จาย​ไป​ทั่ว​แผ่น​ดิน​โลก (ปฐมกาล 11:4 มตฐ.)

ในแต่ละวัน  เราแต่ละคนต่างก็มีงานที่ทำ  ไม่ว่างานที่ทำนั้นจะได้รับเงินค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม  แต่ก็เป็นงานที่เราทำ   ไม่ว่าจะเป็นคนเสนอขายสินค้าตามบ้าน หรือ เป็นพนักงานขายที่ห้าง  เราอาจจะเป็นผู้ผลิตสินค้า   เป็นเกษตรกร   ช่างก่อสร้าง  ครูสอนในโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย  เป็นคนตัดหญ้าที่สนาม   ภารโรง  เป็นหมอ หรือพนักงานทำความสะอาด   เป็นพ่อครัวแม่ครัว  หรือเป็นหัวหน้าคนงาน  เป็นนักเทศน์  เป็นคนเปลี่ยนผ้าอ้อม

ผมมีคำถามว่าแล้วเราท่านทำงานไปทำไม?   อะไรคือแรงจูงใจให้ท่านทำงานต่าง ๆ ที่ท่านทำในวันนี้?   อะไรคือตัวกระตุ้นให้ท่านลงแรง ใส่ใจทำงานของท่านในวันนี้?

คนส่วนมากแล้ว มักมีมุมมองต่องานที่ทำในชีวิตว่า   เพื่อที่จะให้ตนสามารถอยู่รอดได้   เราทำงานเพื่อจะมีอาหาร  ที่ซุกหัวนอน  และส่วนใหญ่แล้วยังทำงานเพื่อเอาใจใส่ต่อสวัสดิภาพของคนในครอบครัวด้วย   โดยเฉพาะในปัจจุบัน หลายต่อหลายคนต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหารายได้มา “เลี้ยงลูก”  จนไม่มีเวลาที่จะสัมพันธ์ใกล้ชิดและรู้จักลูกของตนเองเพียงพอ

ถ้าเราจะมีมุมมองในชีวิตต่องานที่เราทำในแต่ละวันที่สูงกว่าความคิดความต้องการทำงานเพื่อมิติทางร่างกาย หรือ กายภาพของเราเองแล้ว    อะไรล่ะที่กระตุ้นจูงใจให้เราทำงาน?   หลายคนในพวกเราอาจจะทำงานเพื่อความมั่นคงในอนาคตของเรา   หรือที่เราทำงานเพื่อจะได้เงินเพื่อที่จะนำไปซื้อสิ่งของที่เราต้องการ   การทำงานอาจจะเป็นแหล่งหนึ่งที่ทำให้เราแต่ละคนรู้ถึงคุณค่าในชีวิต   หรือ การทำงานทำให้เรารู้สึกว่าตนมีความสำคัญ  

สำหรับในบางท่านการทำงานเป็นการแสดงออกถึงเป้าหมายในชีวิต   บางคนทำงานเพราะเขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำเป็นการตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีในชีวิตของเขา   คนกลุ่มนี้ทำงานเพราะเกิดจากแรงกระตุ้นของพลังแห่งความศรัทธา   เขาทำงานโดยมีเป้าหมายตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีในชีวิตของเขา   และเขาสู้ทนบากบั่นทำงานนั้น หรือ มีพลังชีวิตทำงานนั้นเพราะเขาเชื่อว่า   งานที่เขาทำ เป็นการทำงานที่ร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำงานอยู่ในโลกปัจจุบันนี้   เป็นการร่วมและสานงานต่องานของพระองค์   และด้วยความเชื่อศรัทธาเช่นนี้เอง   เขาจึงเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและความสำคัญในชีวิตเพราะงานที่เขาทำนั้นเป็นงานเพื่อคนอื่นตามพระประสงค์ของพระเจ้า

แต่จากพระธรรมปฐมกาล บทที่ 11 การสร้าง “หอบาเบล” ก็เป็นการทำงาน   แต่การทำงานในเรื่องนี้บ่งชี้ไปในทางการทำงานที่เกิดผลทางลบ   มิใช่พระคัมภีร์ตอนนี้เห็นว่าการทำงานเป็นสิ่งที่ไม่ดี   แต่กำลังบ่งชี้ให้เห็นว่า  “แรงกระตุ้นจูงใจ” ในการทำงานที่ “หอบาเบล” ทำให้เกิดผลเสีย

การสร้างหอบาเบลนั้นมิใช่การทำงานร่วมกันเพื่อจะเสริมสร้างประโยชน์ต่อชีวิตของเพื่อนมนุษย์รอบข้าง  แต่เบื้องหลังของคนที่วางแผนสร้างหอบาเบลนี้คือ  แรงกระตุ้นในความยโสโอหัง   เขาทำเพราะกำลังแสวงหาอำนาจ ความยิ่งใหญ่ ความเด่นดัง  ชื่อเสียงและเกียรติยศของตน (ปฐก. 11:6)   และที่สำคัญคือ  เพื่อตอบสนองตัณหาความอยากได้ใคร่มีลึก ๆ ในจิตใจของตน   ไม่ต่างอะไรกับความต้องการของอาดัมและอีวา ที่ต้องการเป็นเหมือนพระเจ้า   คนสร้างหอบาเบลไม่เป็นเหมือน “นิมโรด” ผู้ยิ่งใหญ่   ที่นิมโรดยิ่งใหญ่เพราะการกระทำการงานของเขาเป็นงานที่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า   แต่ผู้สร้างหอบาเบลทำงานเพื่อ “ตนเอง” ทำตามที่ตนเองต้องการ  เพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

เมื่อคนทำงานเพื่อประโยชน์แห่งตน   ทำงานเพราะแรงกระตุ้นจากตัณหาลึก ๆ ที่อยากมีตำแหน่ง ชื่อเสียง เกียรติยศของตน   ทำอะไรก็คิดเข้าหาตนเอง  แทนจะคิดออกไปถึงคนรอบข้าง คนอื่น ๆ และ พระประสงค์ของพระเจ้า   ด้วยอิทธิพลการคิดที่บาปชั่วเช่นนี้   นอกจากที่เขากำลังคดโกง ทรยศพระเจ้าผ่านการทำงานของเขาแล้ว   เพราะการคิดถึงแต่ตนเองเท่านั้นทำให้เขา “พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง”   ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้   เพราะตนทำตามที่ตนต้องการ หรือ ตนทำตามที่ตนพอใจแล้วอะไรเกิดขึ้นครับ   การสื่อสัมพันธ์ของที่ทำงาน ขององค์กรก็ต้องล้มครืนพังพินาศตามมามิใช่หรือ?  

ทุกวันนี้ตัวเรา  คริสตจักรของเรา  องค์กรของเรา  สถาบันของเรา ทำงานเพราะแรงกระตุ้นจูงใจแบบไหนครับ?   ถ้าเรารู้ได้  รู้เท่าทัน  และบอกถูก   เราก็รู้อนาคตตั้งแต่วันนี้แล้วครับ

เรา  คริสตจักรของเราจะเดินไปทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับว่า  การทำงานของแต่ละคน และ ผู้นำองค์กรของเรานั้นมีแรงจูงใจจากอะไรกันแน่ครับ?   

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น