26 พฤษภาคม 2564

พระเจ้าเปลี่ยนชีวิต... ความเชื่อคุณละมุดจึงเปลี่ยน!

ศาสนาจารย์ อรัญ ยูแบงก์ เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “พระเจ้าถ้าพระองค์มีจริง ขอให้...” ในบทที่ว่า “โจรกลับใจ”...  “ละมุดเป็นโจร! แต่ชีวิตของโจรคนนี้ทำให้ผมเห็นพลังอำนาจของพระคริสต์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้” (ยูแบงก์  หน้า 77)

หมู่บ้านที่ละมุดอยู่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นหมู่บ้านมือปืนรับจ้าง ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศในหมู่บ้านว่า “ผมได้สัมผัสกับถิ่นเสือเมืองเถื่อน แต่ละที่แต่ละแห่งพูดถึงเรื่องการลักขโมย การแก้แค้น หรือไม่ก็เรื่องการฆ่าล้างทำลาย”

ละมุดได้ยินเรื่องราวข่าวดีของพระเยซูคริสต์จากหญิงชาวลาวโซ่งคนหนึ่ง เธอเล่าถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ของน้องชาย เธอบอกละมุดว่า น้องชายของเธอได้ฆ่าชายสองคน เมื่อน้องชายมาเป็นคริสเตียนชีวิตของเขาได้เปลี่ยนแปลงใหม่ มีชีวิตที่ดีขึ้น  

ในใจลึก ๆ ของละมุดก็ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นกัน

ละมุดกังวลถึงความชั่วร้าย ความผิดบาปที่ตนเคยทำไปแล้ว เขาต้องการเปลี่ยนชีวิตใหม่ ละมุดคิดว่าเขาสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง เลิกทำสิ่งชั่วร้ายที่เคยทำ แล้วเริ่มต้นทำสิ่งดี เขาเชื่อว่าเขาต้องรับหรือชดใช้ “กรรม” หรือการกระทำของเขาที่ได้กระทำลงไปแล้ว และเชื่อว่าไม่มีทางจะหนีพ้นกรรมเวรเหล่านี้ของตนได้  

แต่ละมุดก็เชื่ออีกว่า เขาสามารถที่จะทำกรรมดีเพื่อชดใช้กรรมชั่วที่เคยทำมา ละมุดร่วมกับพวกเพื่อน ๆ หาเงินเข้าพระศาสนาด้วยการจัดหารายได้จากการขายบัตรรำวง แต่ในการทำความดีครั้งนั้นเขาเกือบต้องฆ่าคู่แค้นคู่อาฆาตคนหนึ่งของเขา ในที่สุด ละมุดยอมรับว่า ผมไม่สามารถที่จะเปลี่ยนชีวิตของตนเองได้ ผมไม่สามารถที่จะมีชีวิตใหม่ด้วยตนเองได้ นี่ผมเกือบจะฆ่าคนหนึ่งในงานที่ตั้งใจทำความดีในครั้งนี้

ละมุดไปหาครูใหญ่โรงเรียนคริสเตียน อาจารย์บำรุง อดิพัฒน์ เขาพูดกับครูใหญ่ว่า “ผมมาพบครูใหญ่เพราะเดี๋ยวนี้ผมรู้แล้วว่า ผมเปลี่ยนชีวิตของผมเองไม่ได้ ผมได้ยินมาว่า พระเยซูคริสต์ช่วยเปลี่ยนชีวิตของคนได้ ผมต้องการให้พระเยซูช่วยเปลี่ยนชีวิตของผม”

ผู้เขียนและครูใหญ่ได้นำละมุดในการอธิษฐานรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของตน ขอพระเยซูคริสต์ยกโทษบาปผิดที่ผ่านมาของเขา และขอพระเยซูคริสต์เปลี่ยนแปลงเสริมสร้างชีวิตใหม่แก่ตน ละมุดได้มาร่วมนมัสการพระเจ้าในอาทิตย์ เขาได้บอกเล่าถึงความเชื่อของเขาในพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาแก่คนที่ร่วมในการนมัสการพระเจ้าในวันนั้น

ถึงแม้ละมุดบอกว่าเขาได้รับชีวิตใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์ แต่ในจิตใจของเขายังค้างคาใจเกี่ยวกับชายสองคนที่พยายามลักขโมยจักรยานของเขา เขารู้จักว่าสองคนนี้เป็นใครกันแน่   และตั้งใจว่าจะกำจัดสองคนนี้เสียเพื่อจะไม่มีใครมารบกวนเขาอีกต่อไป

ต่อมา คนหนึ่งในสองคนนั้นได้เสียชีวิตเพราะถูกคนอื่นสังหารก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งต่อมาได้มาเยี่ยมละมุดอย่างไม่ได้นัดหมายก่อน ละมุดอึ้งไม่รู้จะทำอย่างไรดีเลยเข้าครัวทำอาหารเลี้ยงเขา   ขณะที่กำลังรับประทานอาหารด้วยกัน ชายคนนั้นได้ขอโทษและสารภาพกับละมุดว่าเขาคือโจรคนหนึ่งที่เคยพยายามเข้ามาลักจักรยานในบ้านของละมุด ตั้งแต่นั้นมาความเป็นศัตรูกันก็หมดสิ้นไป ภายหลังชายคนนี้ถูกยิงบาดเจ็บอยู่ข้างถนนใกล้บ้านละมุด ละมุดได้นำเขาส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

อนงค์ ภรรยาของละมุดใช้เวลา 5 ปีหลังจากที่ละมุดกลับใจถึงตัดสินใจยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอด เธอบอกกับอาจารย์ยูแบงก์ว่า “ดิฉันรอดูว่าพี่ละมุดเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงหรือเปล่า เขาเปลี่ยนได้จริง เวลานี้ดิฉันรับบัพติสมาแล้วและดิฉันรู้แล้วว่า การบังเกิดใหม่นั้นเป็นเช่นไร”

ละมุดรู้ว่าพระเจ้ามีจริง เพราะพระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ที่เขาเองไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ จากบทเรียนชีวิตของละมุดเราได้เรียนรู้ชัดเจนว่า เพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของละมุด ละมุดจึงเปลี่ยนความเชื่อ เปลี่ยนระบบคุณค่าในชีวิต และที่สำคัญละมุดจึงมีชีวิตใหม่ และชีวิตใหม่ของละมุดได้สำแดงให้คนอื่นได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า พระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของ “จอมโจร” ได้จริง ๆ ทำให้คนอื่นตัดสินใจรับและเชื่อในพระเจ้าด้วย

พระเจ้าทรงเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราให้มีชีวิตใหม่ เราจึงมีประสบการณ์ตรงกับพระราชกิจของพระองค์ที่กระทำในชีวิตของเรา เพื่อเราจะมีความเชื่อและไว้วางใจในพระองค์ด้วยสุดชีวิต  

“ความรอด” เป็นพระราชกิจที่พระเจ้าทรงลงมือกระทำก่อนในชีวิตของเราแต่ละคน มิใช่เราพยายามทำดีก่อนให้พระเจ้าพอพระทัยเพื่อเราจะได้รับความรอดจากพระองค์  

แต่พระองค์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราก่อน เพื่อเราจะได้รับประสบการณ์ตรงจากพระเจ้า จึงทำให้เราเปลี่ยนความเชื่อของเรา และการดำเนินชีวิตของเราตามพระประสงค์ของพระองค์



24 พฤษภาคม 2564

เพ็นเทคอสต์...พระเจ้าทำงานในชีวิตของผู้เชื่อ ท่ามกลางวิกฤติการทำลายล้างคริสตชน

วันเพ็นเทคอสต์ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติที่อันตรายและรุนแรงต่อกลุ่มผู้เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ในเวลานั้น และยิ่งสร้างความหวั่นไหวมากยิ่งขึ้นเมื่อพระคริสต์ได้เสด็จสู่สวรรค์แล้ว   ท่ามกลางวิกฤติที่หนักหนาสาหัสเช่นนี้เอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จลงมาอยู่ท่ามกลางเป็นกำลังชีวิตแก่พวกเขา ที่จะรับมือกับวิกฤติด้วยการทำให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แพร่ขยายอย่างทรงพลังในวงกว้างออกไป    

“แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”  (กิจการ 1:8 มตฐ.)

แล้วในวิกฤติการแพร่ระบาดของ โควิด 19 คริสตจักรจะรับมือกับวิกฤตินี้ด้วยการทำให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แพร่ขยายอย่างทรงพลังในวงกว้างออกไป เฉกเช่นในเหตุการณ์วันเพ็นเทคอสต์อย่างไร?

ในวันเพ็นเทคอสต์ ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาเหนือเหล่าสาวกของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเริ่มแรกมีประมาณ 120 คน พวกเขาพบปะกันที่ห้องชั้นบน ในวันนั้นภายหลังการเทศนาของเปโตรมีผู้กลับใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ประมาณ 3,000 คน เกิดคำถามว่า แล้วสาวกเหล่านี้เอาใจใส่เลี้ยงดู ผู้กลับใจเชื่อใหม่เหล่านี้อย่างไร?

แน่นอนครับ พวกสาวกที่เคยติดตามพระเยซูคริสต์ได้ร่วมกันใช้ประสบการณ์ที่พระเยซูคริสต์กระทำเสริมสร้างพวกตนมาประยุกต์ใช้ในการเอาใจใส่เลี้ยงดูผู้เชื่อใหม่จำนวนมากมายเหล่านี้   ในที่นี้ผมหมายรวมถึงประสบการณ์ที่พวกเขาถกถาม เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ จากพระอาจารย์ของตน   การเอาใจใส่เยียวรักษาคนเจ็บป่วย การขับไล่วิญญาณชั่ว และอีกประสบการณ์หนึ่งคือ การบริหารจัดการมวลชนจำนวนมากจากการเลี้ยงอาหาร 5,000 คนที่แบ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในการแจกจ่ายอาหารแห่งพระพรที่พระเยซูคริสต์ทูลขอจากพระบิดา

เราเรียนรู้การบริหารจัดการเอาใจใส่ชีวิตและความเชื่อของผู้เชื่อใหม่เหล่านี้ได้จาก กิจการ 2:46-47 “ทุก ๆ วันพวกเขามาประชุมกันที่ลานพระวิหาร หักขนมปังตามบ้านของตน และรับประทานร่วมกันด้วยความยินดีและจริงใจ พวกเขาพากันสรรเสริญพระเจ้าและเป็นที่ชื่นชมของคนทั้งปวง ในแต่ละวันองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้คนทั้งหลายที่กำลังจะได้รับความรอดมาเข้ากับพวกเขา” (อมธ.)

ผู้เชื่อในพระเจ้าเหล่านี้รวมตัวและพบกันที่ลานพระวิหาร แล้วแบ่งเป็นกลุ่มเล็กพบปะกันตามบ้าน  “เขาทั้งหลายอุทิศตนในคำสอนของเหล่าอัครทูตและในการร่วมสามัคคีธรรม ในการหักขนมปัง และในการอธิษฐาน” (กิจการ 2:42 อมธ.) คนในชุมชนนี้พวกเขาเอาใจใส่หนุนเสริมกันและกัน  และเลี้ยงดู สั่งสอนผู้เชื่อใหม่แบบตัวต่อตัว และพระคัมภีร์บอกเราชัดเจนว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรับความรอดมาเข้ากับพวกเขา

ในกิจการ 20:20 เปาโลกล่าวแก่สมาชิกในคริสตจักรเอเฟซัสว่า “ท่านรู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้รีรอที่จะเทศนาสิ่งใด ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อท่านแต่ได้สั่งสอนทั้งในที่สาธารณะและตามบ้านต่าง ๆ” (อมธ.)

จดหมายของเปาโลที่เขียนถึงคริสตชนผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่โรมที่พบปะกันในบ้าน ในจดหมายนี้เปาโลระบุถึงกลุ่มคริสตชนที่พบปะกันที่คริสตจักรบ้านของปริสสิลลา และ อาควิลลา  “ขอฝากความคิดถึงมายังปริสสิลลา กับอาควิลลาเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าในพระเยซูคริสต์  ทั้งสองเสี่ยงชีวิตเพื่อข้าพเจ้า ไม่เพียงข้าพเจ้าเท่านั้น แต่คริสตจักรทั้งปวงของคนต่างชาติก็สำนึกในบุญคุณของพวกเขาด้วย ขอฝากความคิดถึงมายังคริสตจักรซึ่งมาประชุมกันที่บ้านของทั้งสองด้วย” (โรม 16:3-5 อมธ.)

เปาโลได้ส่งคำทักทายคิดถึงผู้คนที่อยู่ในบ้านของอาริสโทบูลลัส และผู้คนที่อยู่ในครัวเรือนของนารซิสซัสผู้อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (โรม 16:10-11) และเราพบอีกว่า เปาโลได้ทักทายและฝากความคิดถึงไปยัง “อารคิปปัสเพื่อนทหารของเรา และถึงคริสตจักรซึ่งมาประชุมกันที่บ้านของท่าน” (ฟีเลโมน 1:2 อมธ.)

คริสตจักรในยุคแรกเน้นความสำคัญที่กลุ่มผู้เชื่อที่มาพบปะ เสริมหนุน เรียนรู้ถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ พระวจนะของพระเจ้า และพระประสงค์ของพระองค์ร่วมกัน ในสถานที่ที่จะพอหาได้  ไม่ว่าในบ้าน หรือ ที่ทำงาน หรือ มุมใดมุมหนึ่งที่สะดวกในการพบปะพบกัน

บิลลี่ ซันเดย์ กล่าวไว้ว่า “การไป(อาคารและบริเวณ)โบสถ์ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคริสตชนมากไปกว่าการไปอู่ซ่อมรถทำให้คุณเป็นรถยนต์”

หรือขยายความได้ว่า “การไปรวมกันที่อาคารโบสถ์ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคริสตชน เฉกเช่นการไปอู่ซ่อมรถไม่ได้ทำให้คุณเป็นรถยนต์” หรือการที่เราไปในที่ที่มีคริสตชนมารวมตัวกันมาก ๆอย่างเช่นที่อาคารคริสตจักร ไม่ได้ทำให้เราเป็นคริสตชน เฉกเช่นที่เราไปอู่ซ่อมรถซึ่งมีรถยนต์มากมายก็ไม่ทำให้เรากลายเป็นรถยนต์ไปได้

“พันธกิจในอาคารโบสถ์” มีประโยชน์สำหรับการนมัสการร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ เพื่อการสั่งสอน และ งานเฉลิมฉลองร่วมกันในจำนวนคนมาก ๆ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ให้พวกเรามุ่งมอง “คริสตจักร” ว่าเป็นคนมิใช่สถานที่ที่คริสตชนรวมตัวพบปะกัน ไม่ว่าในบ้านของเรา หรือมุมหนึ่งมุมใดในที่ทำงาน หรือที่หนึ่งที่ใดในโรงเรียน หรือโรงพยาบาล ย่อมเป็นที่ที่เหมาะสมยิ่งที่คริสตชนหรือผู้เชื่อสามารถใช้ในการพบปะรวมตัวกันเพื่อซึมซับเอาพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เข้าในชีวิตของเราและมีอิทธิพลต่อฐานเชื่อ กระบวนคิด มุมมอง และ การตัดสินใจในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

ในวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้เราต้องงดการพบปะกันในวันอาทิตย์ พระเจ้ากำลังใช้วิกฤติกาลครั้งนี้กระตุ้นให้คริสตจักรไทยไม่ติดยึดอยู่กับตัวอาคารโบสถ์ บริเวณโบสถ์ การพบปะกันครั้งละหลาย ๆ คน หรือประเพณีปฏิบัติที่ทำกันมานมนาน แต่ให้แสวงหาแนวทางวิธีการที่จะเกิดกลุ่มผู้เชื่อที่จะเสริมสร้างกันละกันในฐานเชื่อกระบวนคิด และ การมีชีวิตตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีในยุคของเรารับใช้พระกิตติคุณ



21 พฤษภาคม 2564

เมื่อชาวนาใจนักเลงพิสูจน์ว่า... พระเจ้ามีอยู่จริงหรือ?

ใครกล้าบังอาจที่จะมาพิสูจน์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด!?

แต่เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดในชีวิตคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ “ชาวนาคนหนึ่ง” ที่มีใจนักเลง เป็นมือปืนในซุ้มมือปืนแห่งหนึ่งในนครปฐม ที่กำลังหมดทางออก พบทางตัน สิ้นทางสู้ในชีวิตประจำวัน เขาร้องออกมาว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริง...ขอนกไม่เข้ามาในนาของผม”

เรื่องราวของชายชาวนาคนนี้ปรากฏเรื่องราวในหนังสือชื่อ “ถ้าพระเจ้ามีจริง  ขอให้...”  เขียนโดย ศาสนาจารย์ อรัญ ยูแบงก์  มิชชันนารี และ นักประกาศพระกิตติคุณในประเทศไทยมาตลอดชีวิต และการประกาศพระกิตติคุณพระเยซูคริสต์ของมิชชันนารีคนนี้ท่านท้าทายผู้ฟังให้กล้าที่จะ “พิสูจน์” ความมีอยู่จริง และ ความรักเมตตาที่ใส่ใจของพระเจ้า

เรื่องราวชีวิตจริงของชาวนาใจนักเลงในซุ้มมือปืนแห่งหนึ่งในนครปฐม อยู่ที่บ้านสามแยก  จังหวัดนครปฐม และนี่คือเรื่องราวชีวิตจริงของนายหอม ผู้กล้าท้าทายพิสูจน์พระเจ้าว่ามีจริงหรือไม่ เขาได้อธิษฐานท้าทายพระเจ้าด้วยเดิมพันข้าวในนาข้าวที่จะใช้เลี้ยงชีวิตครอบครัวของเขาในปีข้างหน้าทั้งปี เขาเปิดชีวิตของเขาให้พระเจ้าพิสูจน์ว่า พระองค์มีอยู่จริงหรือไม่ โดยการอธิษฐานว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริง...ขอนกไม่เข้ามากินข้าวในนาของผม” ศาสนาจารย์ ยูแบงก์ เล่าไว้ว่า

มีอยู่วันอาทิตย์หนึ่ง หลังการเทศนา นายหอมเดินออกมาหน้าที่นมัสการพระเจ้าเพื่อถวายชีวิตให้พระเจ้า อาจารย์ยูงแบงก์ถึงกับงง ภายหลัง อาจารย์ยูแบงก์มาถามนายหอมตรง ๆ ว่า “ทำไมถึงตัดสินใจรับเชื่อพระเจ้าเร็วเช่นนี้?” นายหอมตอบว่า “ก็อาจารย์บอกว่า พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐาน แล้วมันเป็นจริงอย่างอาจารย์บอก” เขาเล่าต่อไปว่า

“ข้าวในนาของผมเกือบจะสุกแล้วเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ผมออกไปทุ่งนาตอนเช้ามืดไปไล่นกที่เข้ามากินข้าวในทุ่งนาผม ไล่ทีไรนกก็บินขึ้นกลางอากาศและเข้าไปในนาเพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ นาผม   แต่เพื่อนบ้านผมเขารวยกว่าผม เขามีเครื่องทำเสียงระเบิดเป็นระยะ ๆ ทำให้นกบินหนี แล้วก็บินกลับมากินข้าวของผมอีกตามเคย”

“ผมไล่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในที่สุดมันก็บินกลับมากินข้าวในนาผมอีก ผมไม่มีเวลากลับบ้านกินข้าว ผมเป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว ทำให้ผมปวดท้องรุนแรงมากยิ่งขึ้น”

ผมจำได้ที่อาจารย์เคยบอกว่า พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานที่เราขอต่อพระองค์ ผมจึงพูดออกเสียงดังว่า “ถ้าท่านเป็นพระเจ้าจริง ขอช่วยดูแลทุ่งนา และไม่ให้นกบินลงมากินข้าวในนาผม   เพื่อผมจะมีเวลากลับไปกินข้าวเช้าที่บ้าน”

หลังจากนั้นผมกลับบ้านกินข้าว เมื่อเสร็จจากกินข้าวเช้าผมกลับมาที่ทุ่งนาอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีนกสักตัวในทุ่งนาผม พวกนกอยู่ในนาของคนอื่น เมื่อมีเสียงดังเหมือนระเบิดมันก็บินขึ้นฟ้า  แล้วบินมาอยู่เหนือทุ่งนาผมสักพักหนึ่ง แล้วบินกลับไปที่นาอื่นตามเดิม

นายหอมยืนยันว่า “พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของผมจริง ๆ ผมจึงอยากจะมอบชีวิตให้พระเยซูคริสต์”

ในหนังสือ “ถ้าพระเจ้ามีจริง  ขอให้...”  เป็นหนังสือที่เล่าถึงชีวิตจริงของบุคคลต่าง ๆ ในสมัยปัจจุบันที่มาเชื่อพระเจ้า เพราะเขา “พิสูจน์” ได้ว่าพระเจ้ามีจริงในชีวิตของเขา เมื่อเขาคนนั้นเปิดพื้นที่ชีวิตของตนให้พระเจ้าได้พิสูจน์ถึงการมีอยู่จริง และ ให้พระเจ้าทำงานสำแดงความรักเมตตาของพระองค์ผ่านชีวิตจริงของเขาในเวลานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิกฤติชีวิตที่กำลังเป็นอยู่

พระเจ้าทรงพิสูจน์ว่าพระองค์มีอยู่จริงด้วยการตอบคำอธิษฐานที่ท้าทายของคนที่มีวิกฤติชีวิตทั้งด้าน ความกลัว ความรัก ความปรารถนาต้องการ ความสงสัย และ ฯลฯ และการพิสูจน์ความมีอยู่จริงของพระเจ้าแบบนี้เป็นความเชื่อที่หยั่งลงในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า

“เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ที่​ขอ​ก็​ได้ และ​ทุก​คน​ที่​แสวง​หา​ก็​พบ

ทุก​คน​ที่​เคาะ​ก็​จะ​เปิด​ให้​เขา” (มัทธิว 7:8)




19 พฤษภาคม 2564

คำถามเรียบง่ายที่ผู้นำมือเซียนใช้ในการนำ

ท่านเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เลี้ยงลูกด้วยคำถาม” หรือไม่? ใครก็ตามที่เลี้ยงลูกด้วยคำถามก็จะได้ลูกที่เป็นนักคิด ได้ลูกที่เป็นผู้นำในอนาคต

มีฝรั่งเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “นำด้วยคำถาม” (Leading with Questions เขียนโดย Michael Marquardt) หรืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “คำถามที่พระเยซูถาม” (Questions Jesus Asked  เขียนโดย Clovis G. Chappell) และยังมีอีกหลายเล่มที่น่าสนใจครับ

ในการกล่าวถึงเรื่องภาวะผู้นำ การเสริมสร้างพัฒนาผู้นำ ดูเหมือนว่า คำถามนั้นมีความสำคัญมากต่อการสร้างภาวะผู้นำ ทั้งการเสริมสร้างภาวะผู้นำภายในตนเอง และ การเสริมสร้างภาวะผู้นำในคนอื่น

จากการที่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องภาวะผู้นำในหลายปีที่ผ่านมานี้ ต้องยอมรับว่าผมรู้เท่าที่รู้เท่านั้น และส่วนใหญ่แล้วผมไม่ได้รู้อะไรมากมายนัก หลายต่อหลายเรื่องเกี่ยวกับคนที่ผมพยายามนำที่ผมจำเป็นจะต้องเรียนรู้(ให้ได้) แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ผมจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อผมถามเท่านั้น นั่นหมายความว่าผมยังต้องถามคำถามอีกมากมายหลายคำถาม ศิลปะและทักษะหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับผู้นำคือ ทักษะในการตั้งคำถาม

ทักษะหนึ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องพัฒนาตนเองคือ ศิลปะในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง คำถามที่เหมาะสม และคำถามที่สอดรับกับสถานการณ์ในเวลานั้น ๆ รอน เอ็ดมอนด์สัน (Ron Edmondson) ได้ประมวลคำถามเรียบง่ายที่ผู้นำชั้นเยี่ยมใช้ถามกันในเวลาที่นำทีมงาน...มีดังนี้ครับ

และนี่คือ 10 คำถามที่ดูธรรมดาเรียบง่ายแต่ทรงพลังของผู้นำมือเซียน

1. ผมจะช่วยคุณได้อย่างไรบ้างครับ?

2. การที่คุณมาถึงความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ได้ไม่ทราบว่าคุณต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่อะไรบ้าง?

3. คุณเข้าใจในสิ่งที่ผมขอให้คุณช่วยทำหรือไม่ครับ? (หรือ ผมอธิบายสื่อสารชัดพอให้เข้าใจไหมครับ?)

4. ถ้าคุณเป็นผมคุณจะทำอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่ผมทำมานี้บ้าง? (หรือ ผมไม่ได้ทำอะไร หรือ ทำบางเรื่องตกหล่นหรือเปล่าครับ?)

5. คุณมองเห็นอะไรบ้างในสิ่งที่ผมมองไม่เห็นครับ?

6. ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำ ผมควรมีการปรับปรุงตนเองในด้านใดบ้างครับ?

7. ถ้าเรามีสิทธิอำนาจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ และเรื่องการเงินก็ไม่เป็นอุปสรรค คุณอยากจะเห็นว่าเราควรทำอะไร/อย่างไรบ้างในฐานะที่เราทำงานเป็นทีมเดียวกัน (หรือ องค์กรเดียวกัน)?

8. คุณต้องการเห็นตนเองอยู่ในฐานะเช่นไรในองค์กรนี้...ในสักวันหนึ่ง? และผมจะมีส่วนเช่นไรบ้างที่จะหนุนเสริมคุณให้ไปถึงจุดนั้นได้?

9. ตอนนี้คุณกำลังเรียนรู้เรื่องอะไรซึ่งคุณเห็นว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยพวกเราในทีมงานได้?

10. ชีวิตส่วนตัวตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ และผมจะมีส่วนหนุนเสริมอย่างไรบ้างที่จะช่วยคุณอย่างเป็นประโยชน์ได้?

อะไรคือหัวใจและความสำคัญที่ทำให้คำถามธรรมดา ๆ ทั้ง 10 ข้อข้างต้นนี้กลายเป็นคำถามที่สำคัญยิ่งที่ใช้ในการนำครับ? ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า 

(1) คำถามทั้งหมดของผู้นำมุ่งสนใจและให้ความสำคัญที่คนถูกถาม

(2) ผู้นำใส่ใจในความคิดเห็น ความรู้สึก ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความสนใจของคนถูกถาม  

(3) ผู้นำอ่อนน้อมถ่อมตนพร้อมที่จะรับฟัง เปลี่ยนแปลง พัฒนา และ รับใช้ตามคำแนะนำของผู้ถูกถาม

(4) โดยภาพรวม ผู้ถูกถามคือศูนย์กลางในการนำของผู้นำ (ไม่ใช่ตำแหน่ง อำนาจ ผลประโยชน์ ความต้องการของผู้นำ และความเข้มแข็งขององค์กรมาก่อน แต่ทีมงานที่ตนนำมาก่อน!)

(5) และการนำด้วยคำถามจะช่วยกรุยทางให้ผู้นำมีการนำ 4 ลักษณะที่กล่าวมานี้ ยากที่เราจะนำด้วยการสอน การบอก ให้คำแนะนำ หรือ การสั่งครับ! แต่สามารถนำด้วยคำถามที่จริงใจของผู้นำ และ อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างโปร่งใสเท่านั้น

ท่านสมามารถปรับแก้สำนวนและใช้ถ้อยคำใหม่เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทในที่ทำงานของท่าน และแน่นอนครับท่านสามารถเพิ่มคำถามอื่น ๆ แต่ขอตระหนักเสมอว่าถ้าท่านต้องการเป็นผู้นำผู้อื่นในอนาคต หรือ กำลังเป็นผู้นำคนอื่นในขณะนี้ ผมขอเสนอว่าท่านควรเริ่มต้นด้วยคำถาม มิใช่คำแนะนำครับ!



17 พฤษภาคม 2564

รู้ได้อย่างไรว่า ท่านเป็นคน “มองบวก”?

เมื่อพูดถึง “การมองบวก” หลายท่านได้บ่นดัง ๆ ให้ได้ยินว่า มันคืออะไรกันแน่? มองบวก จริง ๆ แล้วมองกันอย่างไร? แล้วการมองบวกเป็นการมองอย่างจริงใจหรือเปล่า?  หรือ เป็นการแสแสร้งแกล้งว่าให้ดูดีเท่านั้น หรือเป็นการวิ่งตามกระแสนิยมเท่านั้น?

ใช่ “การมองบวก” มันเป็นการมองอย่างไรกันแน่ครับ? ให้เรามาคุยกันอย่างเป็นรูปธรรมถึงการ “มองบวก” ในเรื่องเฉพาะเจาะจงลงไปดีไหมว่า เขามองกันอย่างไร?  

ในข้อเขียนนี้ผมขอชวนให้เรามาคุยกันในเรื่อง “การมองบวกในคริสตจักร และ องค์กรคริสต์ชน” ครับ ว่ามองอย่างไรกันแน่?  

ขออนุญาตแจงเป็นประเด็นดังนี้ การมองบวกคือการที่...

1. “ท่านเป็นคนที่ชื่นชมยกย่องในการงานของคนอื่น ถึงแม้ว่างานนั้นจะมิใช่เป็นความคิดของท่านเองก็ตาม” ท่านเป็นคนหนึ่งในทีมงานคริสตจักร ท่านมุ่งความสนใจและใส่ใจไปที่เพื่อนร่วมทีม

2. “ท่านมองหาสิ่งดีท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย” ไม่ว่าสถานการณ์คริสตจักร หรือ องค์กรคริสตชนจะเป็นอย่างไรก็ตาม และดูเหมือนว่ามันยังคงจะเลวร้ายอีกยาวนาน ท่านพยายามมองหาสิ่งดีท่ามกลางความเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้น

3. “ท่านกล่าวถึงศิษยาภิบาลหรือผู้นำในอดีตของคริสตจักร หรือ องค์กรของท่าน ด้วยเรื่องดีดีที่ผู้นำเดิมได้ทำแก่คริสตจักรในเวลาที่ผ่านมา” แม้ว่าพันธกิจของผู้นำท่านนั้นจะดูไร้ผลดี หรือจบลงอย่างย่ำแย่ก็ตาม แต่ท่านกลับเลือกที่จะเริ่มกล่าวถึงสิ่งดีดีที่มี(จริง)ในอดีต   แต่ไม่ติดยึดกับความคิดประสบการณ์เสียหายที่ผ่านมา

4. “ท่านไม่เอาความล้มเหลวที่ผ่านมาเป็นตัวกำหนดความล้มเหลวของปัจจุบัน” ใช่การกระทำ การจัดการแบบนี้เป็นความล้มเหลวที่ท่านเคยทำผ่านมาก่อนแล้ว แต่ตระหนักเสมอว่านี่เป็นวันใหม่ ที่มิอาจเอาอดีตมากำหนดว่ามันจะต้องล้มเหลวในวันนี้ เรายังมีโอกาสที่จะคิดพิจารณาแนวทางที่จะทำให้เกิดผลดีได้ในวันใหม่นี้

5. “เมื่อมีใครเสนอความคิดใหม่ ๆ ท่านหลีกเลี่ยงที่จะตอบสนองด้วยคำว่า “แต่”” ทั้งนี้มิใช่ว่าท่านไม่รู้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพียงแค่ท่านเต็มใจที่จะให้สิ่งต่าง ๆ ได้ลงมือลองทำก่อนแล้วค่อยตามด้วยการถอดบทเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับจากการกระทำนั้น เพื่อนำสู่การพัฒนา แก้ไขกระบวนการกระทำอย่างเป็นรูปธรรมที่เฉพาะเจาะจงอย่างเหมาะสม และยังเป็นการตกลงปลงใจร่วมกันที่เลือกที่จะทำตามแนวทางที่ตกลงกันใหม่ด้วยกัน

6. “ท่านยืนหยัดรับมือกับสิ่งต่าง ๆ บนรากฐานของความเชื่อศรัทธา” ท่านเชื่ออย่างมั่นคงว่า โดยพระเจ้าทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้ และเริ่มต้นด้วยความหวังที่พระเจ้าประทานแก่ท่าน ท่านไม่ยอมให้ความกลัวมาครอบงำจนเกิดมุมมืดในความคิดของท่าน

7. “เมื่อท่านประสบความล้มเหลวจะไม่ว่าร้ายกล่าวโทษผู้อื่น” ท่านย่อมรู้ตนเองดี ท่านรับผิดชอบต่อการกระทำของท่านเอง

8. “ท่านไม่ร่วมหัวจมท้ายกับคนที่คิดลบคิดร้าย” แท้ที่จริงแล้ว การคิดลบคิดร้ายเป็นการดูดกลืนเอาพลังในชีวิตของท่านไปหมดสิ้น

9. “ท่านรู้สึกและมีจิตใจขอบคุณในทุกสิ่ง รวมทั้งเวลาที่ยากลำบากในชีวิต” สันติสุขขององค์พระผู้เป็นได้ประจักษ์แจ้งในชีวิตของท่านไม่ว่าชีวิตของท่านต้องเผชิญในสถานการณ์เช่นไรก็ตาม

10. “ท่านรับใช้อย่างสัตย์ซื่อในคริสตจักรหรือองค์กรโดยไม่แยแสสนใจในตำแหน่งและอำนาจ” ท่านเป็นผู้นำที่รับใช้ที่ไม่เคยห่วงกังวลว่าจะได้รับการยกย่องยอมรับจากคนอื่นหรือไม่ หรือหวังตำแหน่ง เพื่อมีอำนาจและผลประโยชน์ที่ปรารถนา

11. “ท่านเป็นคนที่ใส่ใจทั้งด้านร่างกายและจิตวิญญาณของตนเอง” ท่านใช้เวลากับพระเจ้าอย่างประจำสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ท่านไม่แบ่งแยกระหว่างชีวิตทางกายและชีวิตทางจิตวิญญาณ แต่ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกันในชีวิตที่พระเจ้าทรงประทานให้

12. “คนรอบข้างชื่นชมสุขใจเมื่ออยู่กับท่าน” เพราะท่านนำความสุขสดชื่นมาในทุก ๆ ที่ที่ท่านอยู่ จริง ๆ แล้ว เราต้องการให้คนในคริสตจักรของเราเป็นคนแบบนี้



14 พฤษภาคม 2564

คำถามใช้ตรวจสอบ “อัตตา/ตัวตน” ของตนเอง

เราคงต้องระวังไม่ลืมตัว... 

ความภาคภูมิใจในตนเอง อาจจะพัฒนาไปสู่ความทระนง ยโส-โอหัง จนเป็นความอหังการ และหยิ่งผยองในที่สุด คงต้องพูดเลียนแบบเปาโลว่า อาการนี้ “ข้าพเจ้าเป็นตัวเอ้”   จากประสบการณ์ส่วนตัวได้พบกับความล้มเหลวเสียหายเพราะอัตตา-ตัวตนของตนเองมาแล้ว  จึงจำเป็นที่ต้องมาทบทวนถอดบทเรียนรู้ แล้วปรับเป็นคำถามที่จะใช้ไว้ถามตนเองเพื่อเตือนใจห้ามตนไว้เสมอ ดังนี้

1. ฉันกำลังโอ้อวด ให้คนอื่นเห็นถึงความสำเร็จ ยิ่งใหญ่ สำคัญในงานรับใช้ของตนหรือไม่?   

ผมสงสัยว่าพวกเราหลายคนทำตามที่กล่าวข้างบนนี้อย่างเปิดเผยชัดเจน แต่ในบางครั้งเราก็โอ้อวดซ่อนแฝงในการสนทนาของเราก็ได้  

2. ฉันจะตอบสนองอย่างไรต่อคนที่ฉันเคยเสริมสร้างให้เขาเป็นสาวกพระคริสต์ และชีวิตของเขากำลังเกิดผลมากกว่าที่เคยเห็น?  

คำถามในสถานการณ์นี้ เราจะอวดอ้างถึงความสามารถของเรา หรือเราจะชื่นชมยินดีกับชีวิตที่กำลังเกิดผลในชีวิตของคนอื่น มากกว่าการงานของเราเอง

3. ฉันจะตอบสนองอย่างไรต่อสมาชิกคนหนึ่งที่มีความสามารถอย่างสูงในงานรับใช้ในคริสตจักร แต่ได้ลาออกจากคริสตจักรเพื่อเข้าไปร่วมในทีมปลูกตั้งคริสตจักรใหม่ และในทีมพลิกฟื้นชีวิตคริสตจักรในที่ต่าง ๆ?  

ในสถานการณ์นี้ทำให้เราต้องประเมินว่าเรากำลังอุทิศทุ่มเทต่อพระมหาบัญชา หรือเราปรารถนาต้องการที่จะรักษาคนเก่ง ๆ ไว้ใกล้ตัวใกล้งานของเราเอง (เพื่อสร้างความสำเร็จของเราเองด้วย)

4. ฉันจะตอบสนองอย่างไรต่อคนที่ฉันเคยมีส่วนเสริมสร้างให้เขาเป็นสาวกพระคริสต์ แต่ตอนนี้กลับมาเป็นเจ้านายของฉัน?  

ในสถานการณ์นี้อยู่ที่มุมมองของเราว่า เรามีโลกทัศน์ต่อของประทาน ศักยภาพ และการพัฒนาขึ้นในความสามารถด้านต่าง ๆ ในแต่ละคนว่า แต่ละคนจะพัฒนาสูงขึ้นตามโอกาส เวลาที่รับการเสริมสร้างจากพระเจ้า หรือเรากลับมีมุมมองติดยึดว่า คน ๆ นี้เคยเป็นอนุชนที่ตนเคยเป็นศิษยาภิบาลของเขา คน ๆ นี้เคยเป็นนักศึกษาพระคริสต์ธรรมที่ตนเคยสอน (แล้วจะเป็น “หัวหน้า” หรือ “เจ้านาย” ของเราหรือ?)

5. ฉันเคยอิจฉาผู้ทำพันธกิจท่านอื่นที่ได้รับยอมรับมากกว่าฉันหรือไม่? 

แม้แต่คนที่ซื่อสัตย์ที่สุดในพวกเราบางครั้งก็ต้องเผชิญกับอำนาจชั่วที่แฝงกายในความนึกคิดรู้สึกของตน เมื่อใดก็ตามที่เราคิดว่า เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนที่ได้รับการยอมรับมากกว่าตนคนนั้น (คงต้องถามตนเองว่าเรากำลังอิจฉาเขาหรือไม่?)

6. เมื่อฉันประสบความสำเร็จในบางเรื่อง ฉันได้กล่าวถึงบางคนที่มีส่วนทำให้ความสำเร็จนั้นเกิดขึ้น หรือ ฉันปิดบังความจริงนั้นเพื่อตนเองจะได้รับการยกย่องเต็ม ๆ?

ไม่มีใครที่สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ประสบความสำเร็จด้วยตัวคนเดียว แต่บางครั้งเราก็ลืมไปว่า ชีวิตและการงานของเราในแต่ละวันเราต้องพึ่งพิงหนุนเสริมกันและกันกับเพื่อนร่วมทีมงาน

7. ฉันกล่าวโทษโยนผิดให้คนอื่นหรือไม่เมื่อสิ่งที่ทำไม่สำเร็จตามแผนที่วางไว้?  

ในประเด็นนี้เป็นด้านตรงกันข้ามกับข้อที่แล้ว อัตตาตัวตนของเราอยากได้ใคร่รับการยกย่องสรรเสริญ แต่ในอีกด้านหนึ่งมักกล่าวโทษหรือหยิบโยนความผิดพลาดให้คนอื่น เมื่อผลงานที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปดั่งที่คิดหมายตั้งใจ หรือ ตามแผนการที่กำหนด



12 พฤษภาคม 2564

ทำไมสมาชิกประเภทบริโภคนิยม...มักขู่ว่าจะออกจากคริสตจักร?

“อยู่คริสตจักรนี้มีแต่อดอยากปากแห้งทางจิตวิญญาณ” 

นี่คือข้ออ้างหรือเหตุผลส่วนใหญ่ของคนที่คิดจะออกจากคริสตจักรที่ตนเป็นสมาชิก หรือ ที่ตนร่วมอยู่ในตอนนี้ เหตุผลที่เขาจะออกจากคริสตจักรนี้คือ คำสอนคำเทศน์ของศิษยาภิบาลไม่ได้หนุนเสริมให้ชีวิตจิตวิญญาณของผู้ฟังเติบโตและเข้มแข็งขึ้น และส่วนมากคำสอนคำเทศน์เป็นเหมือนอาหารสำเร็จรูป หรือ “มาม่าทางจิตวิญญาณ”

แน่นอนครับคงมีศิษยาภิบาลไม่กี่ท่านกระมังที่เลี้ยงดูสมาชิกในคริสตจักรด้วย “มาม่า” เสียทุกมื้อไป? แต่ก็มีนักเทศน์ที่เทศนาแบบโชว์พาวด้านวาทศิลป์ หรือไม่ก็ตลกโปกฮาจนคนฟังหัวเราะน้ำตาไหล แทนที่จะเป็นการเทศน์ถึงพระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์

แท้จริงแล้วที่กล่าวว่า “ฉันไม่ได้รับอาหารจิตวิญญาณเพียงพอ” นั้น ผู้พูดประโยคนี้ส่วนใหญ่ลึก ๆ มักหมายความว่า ศิษยาภิบาลไม่ได้สอนไม่ได้เทศน์อย่างที่ฉันต้องการ อย่างที่ฉันชอบ  หรือไม่ก็อย่างที่ฉันคิดฉันคาด หรือพูดอย่างไม่ต้องเกรงใจกันก็คือ “ศิษยาภิบาลมิได้เชื่ออย่างที่ฉันเชื่อ” ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่า สมาชิกประเภทนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ไม่แตกต่างจากกระแสสังคมที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เลยขอเรียกสมาชิกกลุ่มนี้ว่า “สมาชิกบริโภคนิยม” ในคริสตจักร

แล้วทำไมพวกสมาชิกคริสตจักรประเภทบริโภคนิยม หรือ สมาชิกที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางในคริสตจักร ถึงมักพูดถึงเรื่องที่ตนจะออกจากคริสตจักร?

1.  เพราะไม่เคยได้รับในสิ่งที่ตนพึงพอใจ

นี่เป็นธรรมดาหนึ่งของพวกบริโภคนิยม สมาชิกกลุ่มนี้มักถามหาว่าคริสตจักรได้ทำอะไรเพื่อสมาชิกของตนบ้าง? แม้ว่าที่ผ่านมาคริสตจักรอาจจะเคยตอบสนองความต้องการของเขาแล้ว   แต่ถ้าตอนนี้หยุดที่จะให้สิ่งที่เขาต้องการ เขาก็จะพูดถึงเรื่องการออกจากคริสตจักรอีก

2.  เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีเป้าหมายสูงสุดในความเชื่อ

เราท่านก็รู้อยู่แก่ใจว่า คุณลักษณะ บทบาทหลักสำคัญของสมาชิกคริสตจักรคือ การให้ การรับใช้ การสละตนเองเพื่อพระคริสต์ สมาชิกคริสตจักรอยู่เพื่อเป้าหมายตามพระประสงค์ของพระคริสต์ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายเพื่อตนเองที่สมาชิกกลุ่มนี้มีอยู่ คุณลักษณะของสมาชิกคริสตจักรแสวงหาทางที่จะรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยการรับใช้คนอื่นรอบข้าง สมาชิกที่มีคุณลักษณะเหล่านี้จะไม่ถามว่า “คริสตจักรได้ทำอะไรเพื่อฉัน?” เพราะพวกเขามุ่งและทุ่มเทอยู่กับการรับใช้คนอื่น ๆ พวก “สมาชิกประเภทบริโภคนิยม” ไม่มีเป้าหมายที่สูงไปกว่าสิ่งที่ตนเองชอบ สิ่งที่ตนเองต้องการ แล้วก็ไม่มีเป้าหมายเพื่อรับใช้พระประสงค์พระคริสต์

3.  เพราะคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่สร้างการแบ่งแยก  

สมาชิกคริสตจักรประเภทบริโภคนิยมแสวงหาสิ่งต่าง ๆ เพื่อตนเอง และถ้าพวกเขาไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการเขาก็จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจนทำให้ชุมชนคริสตจักรเกิดการแตกแยกแบ่งขั้วได้   และเขาจะออกจากคริสตจักรไปก็ต่อเมื่อเขาเริ่มรู้ตัวว่า ไม่มีผู้คนในคริสตจักรที่สนับสนุนความคิดของเขา

4.  เพราะเขาคิดว่าตนเองรู้ดีกว่าคนอื่น ๆ ในคริสตจักร  

ในบางคริสตจักรสมาชิกประเภทบริโภคนิยม อาจจะส่งคลิป หรือ ลิงค์ของการเทศน์ การออกอากาศของศิษยาภิบาลคริสตจักรอื่นมาให้ศิษยาภิบาลหรือคนในคริสตจักรเพื่อแสดงให้เห็นว่า ศิษยาภิบาลในคริสตจักรอื่นทำได้ดีกว่าศิษยาภิบาลคริสตจักรนี้มากแค่ไหน เขาจะอวดและชื่นชมคริสตจักรอื่นว่าเป็นคริสตจักรที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารด้านชีวิตจิตวิญญาณ

5.  เพราะคนกลุ่มนี้ขาดความเข้าใจถึงความหมายของการเป็นสมาชิกคริสตจักรบนรากฐานของพระคัมภีร์ 

จากคุณลักษณะของสมาชิกคริสตจักรที่กล่าวใน 1โครินธ์ บทที่ 12 เป็นการกล่าวถึงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่ทำงานร่วม ประสาน และหนุนเสริมกันและกันเพื่อให้เกิดสิ่งดีแก่ร่างกาย หรือ พระกายของพระคริสต์คือคริสตจักร และใน 1โครินธ์ บทที่ 13 ซึ่งเป็นบทที่ว่าด้วย “ความรักเมตตา”   แต่แท้จริงแล้วบทนี้กล่าวถึงความโยงใยสัมพันธ์กันและกันในคริสตจักร และ กับสังคมโลก   พวกสมาชิกคริสตจักรประเภทบริโภคนิยมยังไม่รู้ซึ้งถึงความสัมพันธ์ของสมาชิกคริสตจักรบนรากฐานพระวจนะของพระเจ้ากับการเป็นคริสตชนที่อุทิศและสละตนเอง และ การรับใช้คนอื่น

ศิษยาภิบาลครับ ท่านมิใช่เป็นเพียงคนเดียวที่ถูกสมาชิกประเภทบริโภคนิยมตีตราว่าร้ายว่า พวกเขาไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีจากศิษยาภิบาล เราพบได้ในหลายคริสตจักรถึงพิษร้ายของสมาชิกที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางของคริสตจักร ให้เราชื่นชมยินดีกับสมาชิกคริสตจักรที่อุทิศตน รับใช้  ที่หนุนเสริมเพิ่มพลังกัน ที่รักเมตตาตามพระประสงค์ของพระคริสต์ ที่พวกเขายอมตนเป็นเครื่องมือของพระคริสต์ในคริสตจักร

สมาชิกคริสตจักรประเภทบริโภคนิยมนั้นเป็นเหมือนเสียงของ “ฉาบ ฉิ่ง ฆ้อง และกลอง” ที่ส่งเสียงดังที่ไร้ความหมายและคุณค่า และถ้าสมาชิกประเภทบริโภคนิยมออกไปจากคริสตจักรจริง ๆ ก็คงทำให้คริสตจักรเกิดความสงบ สันติบ้างกระมัง?

แต่ศิษยาภิบาลก็พึงตระหนักเช่นกันว่า เมื่อได้ยินเสียงฉิ่ง เสียงฉาบ ฆ้อง หรือ เสียงกลอง อย่าลืมตัวไปเต้นตามเสียงที่ได้ยิน แต่ขอให้เสียงนั้นทำให้ศิษยาภิบาลนิ่งลงพิจารณาตนเองว่า   ตนเองได้เลี้ยงดู ฟูมฟัก และ อภิบาลชีวิตและจิตวิญญาณของสมาชิกคริสตจักรหรือไม่ แค่ไหน   ต้องมีการพัฒนาในด้านใดไหม?