05 พฤษภาคม 2558

ท่านว่าใครยิ่งใหญ่และสำคัญกว่ากัน?

พระเยซูคริสต์ถามสาวกใกล้ชิดของพระองค์ด้วยคำถามนี้โดยต้องการขุดรากถอนโคนความคิดของสาวกที่ได้รับอิทธิพลวิธีคิดแบบสังคมโลกนี้   และนี่คือเหตุผลว่า คริสตชนต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง “พระกิตติคุณของพระคริสต์”  กับ  หลักคิดแบบสังคมโลกนี้

มี​การ​โต้​เถียง​กัน​ใน​พวก​สา​วก​ว่า​ใคร​ใน​พวก​เขา​ที่​นับ​ว่า​เป็น​ใหญ่   พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า กษัตริย์​ของ​คน​ต่าง​ชาติ​ย่อม​เป็น​เจ้า​นาย​เหนือ​เขา​ทั้งหลาย และ​ผู้​ที่​มี​อำ​นาจ​เหนือ​เขา​นั้น​เรียก​ตัว​เอง​ว่า​เจ้า​บุญ​นาย​คุณ    แต่​พวก​ท่าน​จะ​ไม่​เป็น​อย่าง​นั้น   ใน​พวก​ท่าน​คน​ที่​เป็น​ใหญ่​ต้อง​เป็น​เหมือน​เด็ก(คนใจถ่อม)1   และ​คน​ที่​เป็น​นาย​ต้อง​เป็น​เหมือน​ผู้​ปรน​นิ​บัติ    ใคร​เป็น​ใหญ่​กว่า​กัน ผู้​ที่​นั่ง​รับ​ประ​ทาน​หรือ​ผู้​ปรน​นิ​บัติ? ผู้​ที่​นั่ง​รับ​ประ​ทาน​ไม่​ใช่​หรือ?   แต่​ว่า​เรา​อยู่​ท่าม​กลาง​พวก​ท่าน​เหมือน​กับ​ผู้​ปรน​นิ​บัติ  (ลูกา 22:24-27 มตฐ.)

สองพันกว่าปีที่ผ่านมา   เราก็ยังพบว่า สาวกที่ประกาศตนติดตามพระคริสต์ก็ยังใช้  มุมมอง  วิธีคิด  นิสัย(สันดานดิบ)แบบคนในสังคมทั่วไป   ยัง โต้เถียง แย่งชิงแข่งขันกันว่าใครจะใหญ่กว่ากัน   ใครจะได้ตำแหน่งที่คิดว่าจะเสริมอำนาจและบารมีของตนเอง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการเป็นใหญ่และแฝงด้วยผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้อง   ไม่ต่างอะไรไปจากสาวกคนสนิทของพระเยซูคริสต์เลย!... (น่าเศร้า) 

ชีวิตคริสตชน  เป็นชีวิตที่หยั่งรากลงในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์   และพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นข่าวดีก็เพราะว่า   วิถีแนวทางชีวิตแห่งข่าวดีของพระคริสต์นั้น “แตกต่างสวนทาง” กับแนววิถีชีวิตแห่งสังคมโลกนี้  เป็นแนวคิดและความเชื่อที่ “พลิกคว่ำ” กระแสสังคมโลก  “ขุดรากถอนโคนหลักคิดหลักเชื่อ” จากกระแสงสังคมโลกปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

เฉกเช่น  เมื่อสาวกโต้เถียงกันว่าใครเป็นใหญ่กว่ากันในพวกเขาบนหลักการแนวคิดตามอิทธิพลของกระแสสังคมโลก(ข้อ 24)   พระเยซูคริสต์ตรัสตำหนิพวกเขาแบบตรงไปตรงมาว่า   พวกเขาก็ไม่แตกต่างจากผู้นำ(บ้าอำนาจ)ในสังคมตอนนั้น   ต้องการมีอำนาจเหนือคนอื่น   ต้องการทำตนให้คนอื่นเห็นว่าตนเป็นผู้มีบารมี  และสร้างบุญคุณเหนือคนอื่น   และหาช่องทางที่จะให้คนอื่นเห็นและยอมรับว่าตนนั้นยิ่งใหญ่สำคัญกว่าคนอื่น! (ข้อ 25)

แต่หลักการวิธีคิดและมุมมองของพระเจ้า ต่างกันอย่างย้ายขั้วเลยทีเดียว  บนวิถีแนวคิดของพระองค์  ผู้ที่ยิ่งใหญ่คือผู้ที่เล็กน้อยถ่อมตน   และคนที่ยอมตนรับใช้คนอื่นคือคนที่สำคัญยิ่งกว่าคนที่ทำตนให้คนอื่นมารับใช้ปรนนิบัติตน (ข้อ 26)  แต่ค่านิยมตามกระแสสังคมโลก   ผู้คนวิ่งล่าไล่ไขว่คว้าเอา “ตำแหน่ง” เพราะคิดว่าตำแหน่งจะเอื้อโอกาสแก่เขาที่จะมีอำนาจ  ที่จะยิ่งใหญ่  อยู่เหนือคนอื่น  และมีความสำคัญกว่าคนอื่น

บนมาตรฐานวิถีการดำเนินชีวิตแบบพระคริสต์กลับตรงกันข้าม   ความยิ่งใหญ่สำคัญมิได้อยู่ที่ “ตำแหน่ง”  แต่อยู่ที่การรับใช้   และการที่ใครจะรับใช้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีตำแหน่ง   ทุกคนรับใช้คนรอบข้างได้ด้วยชีวิตที่ตนมีอยู่   ซึ่งเป็นของประทานจากพระเจ้า

ดังนั้น   คริสตชนจะต้องเลือกว่าตนจะเลือกดำเนินชีวิตตามค่านิยมและแนวคิดตามกระแสสังคมปัจจุบันนี้   หรือ  ตัดสินใจที่จะยอมคิดยอมเชื่อตามแนววิถีชีวิตแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์   แต่คนที่เรียกตนว่า คริสเตียน  สาวกของพระคริสต์ส่วนหนึ่งก็ยังเลือกวิถีแห่งกระแสโลกนี้   ทั้งนี้ก็เพราะ คนกลุ่มนี้คิดต่างคิดแปลกแยกจากวิถีแนวคิดของพระเจ้า (อิสยาห์ 55:8)2   คนเรามักคิดเข้าข้างตนเองว่าตนคิดถูก  แต่เราต้องตระหนักว่า พระเจ้าทรงพินิจพิจารณาที่จิตใจ (สุภาษิต 21:2)3  และบ่อยครั้งเป็นการตัดสินใจเลือกอย่างด้อยปัญญา (สุภาษิต 12:15)4  

สำหรับคริสตชนแล้ว    พระเยซูคริสต์ทรงเป็นต้นแบบของ “ผู้นำที่รับใช้”   เพราะแม้แต่พระคริสต์ บุตรมนุษย์ พระองค์ประกาศตนว่า  พระองค์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ   แต่มาปรนนิบัติรับใช้คนทั้งปวง   และในการรับใช้ของพระองค์เป็นการรับใช้ด้วยชีวิต   เป็นการให้ชีวิต   เพื่อที่จะให้ผู้คนได้รับชีวิตใหม่ (มัทธิว 20:28)   พระองค์สอนสาวกอีกว่า  คนที่ปรารถนาจะเป็นเอกเป็นใหญ่ให้คนนั้นใช้ชีวิตของตนในการเป็นคนรับใช้คนอื่น (มัทธิว 20:27)   ซึ่งกลับตาลปัตรกับกระแสนิยมแห่งสังคมโลกนี้

พระคริสต์ได้วางแบบอย่างที่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมแก่สาวกและคริสตชนทุกคน   ก่อนที่จะถูกตรึงที่กางเขน   พระองค์ทรงล้างเท้าสาวกทุกคนรวมถึงคนที่กำลังจะทรยศขายพระองค์แก่คนที่จะต้องการฆ่าพระองค์   และนี่คือแบบอย่างชีวิตที่ยอมรับใช้ด้วยชีวิตที่สาวกจะต้องเอาเป็นเยี่ยงอย่าง (ยอห์น 13:14)   พระคริสต์ประสงค์ให้สาวกของพระองค์ถ่อมชีวิตจิตใจลงรับใช้ด้วยชีวิตเพื่อให้เกิดชีวิตใหม่   พระองค์ไม่มีพระประสงค์ให้สาวกของพระองค์ห้ำหั่น แย่งชิง  แก่งแย่งตำแหน่งผู้อำนวยการ  กรรมการอำนวยการ  ผู้บริหาร  หรือกรรมการต่าง ๆ ในองค์กรคริสต์ศาสนา    เพื่อตนจะได้อำนาจ ยิ่งใหญ่ สำคัญ และผลประโยชน์  (แต่มักอ้างว่าเพื่อจะมีโอกาสรับใช้  ซึ่งเป็นการอ้างอิงที่ขัดแย้งกับคำสอน หลักคิด หลักเชื่อที่พระคริสต์ได้ให้แก่เรา) 

การรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางประชากรแห่งโลกนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เรามีตำแหน่งอะไรหรือไม่   แต่สำหรับพระคริสต์แล้วการรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางชีวิตมวลชนนั้นสามารถกระทำได้ในทุกสถานการณ์โอกาสชีวิต  และที่สำคัญกว่านั้นคือ   พระคริสต์ประกาศว่า   การที่เราใช้ชีวิตรับใช้ผู้เล็กน้อยต่ำต้อยเพียงใดในสังคม   เรากำลังรับใช้และปรนนิบัติพระคริสต์ (มัทธิว 25:40)

เปาโล ปราชญ์ในสมัยนั้น  ที่พลิกผันมาหยั่งรากชีวิตของตนในพระกิตติคุณของพระคริสต์   ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาได้รับตำแหน่งแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจทำลายพวกสาวกของพระคริสต์   เปาโลได้กล่าวว่า  คริสตชนอย่า​คิด​ถือ​ตัว​เกิน​ที่​ตน​ควร​จะ​คิด​  (โรม 12:3)  และกล่าวให้สติแก่คริสตชนที่มักใหญ่ใฝ่สูงว่า   อย่า​ทำ​สิ่ง​ใด​ด้วย​การ​ชิง​ดี​หรือ​ถือ​ดี แต่​จง​ถือ​ว่า​คน​อื่น​ดี​กว่า​ตัว​ด้วย​ใจ​ถ่อม (ฟิลิปปี 2:3)

ถ้าวันนี้ เราต้องการที่จะรับใช้พระคริสต์ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ แล้ว   ให้เรารับใช้คนรอบข้างที่เราพบประสบและสัมผัสกับเขาในวันนี้   ด้วยแบบอย่างการรับใช้แบบพระคริสต์  ด้วยความรักที่เสียสละของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

*****
11เปโตร 5:5 อมต.  
2เพราะความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของเจ้า   และทางของพวกเจ้าก็ไม่ใช่ทางของเรา”  พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ (มตฐ.)
3ทางทุกสายของมนุษย์ก็ถูกต้องในสายตาของเขาเอง   แต่พระยาห์เวห์ทรงตรวจดูจิตใจ (มตฐ.)
4ทางของคนโง่นั้นถูกต้องในสายตาของเขาเอง   แต่คนมีปัญญาย่อมฟังคำแนะนำ (มตฐ.)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น