01 พฤษภาคม 2558

ได้ยินเสียงของพระเจ้า หรือ เสียงของตนเอง?

บ่อยครั้ง  ที่เราต้องการได้ยินเสียงจากพระเจ้า   แต่เสียงของเรา และ เสียงแวดล้อมเราเข้ามาครอบครองพื้นที่ช่องสื่อสารแห่งชีวิต   จนดูเหมือนเสียงของพระเจ้าถูกปิดกั้นผลักดันไปจากโสตสัมผัสแห่งชีวิตของเรา  

ทำไมเราถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้?  

ท่าน​โยบ ขอ​ฟัง​ข้อ​นี้
จง​นิ่ง​พิจารณา​พระ​ราช​กิจ​อัน​อัศจรรย์ของ​พระ​เจ้า...”  
(โยบ 37:14 มตฐ.)

หลายครั้ง  เมื่อเราต้องการให้พระเจ้าช่วยสำแดง หรือ สื่อสาร  ประทานนิมิตทิศทางทางที่ควรมุ่งไปในชีวิตของเรา   ในเวลาเช่นนั้น  หลายท่านคงมีประสบการณ์ว่า   ในสมองห้วงความนึกคิดของเราเต็มไปด้วยคำถามต่าง ๆ ที่เราต้องการให้พระเจ้าช่วยตอบให้ชัด ๆ   หรือไม่ก็กลับมาพิจารณาถึงกลุ่มอธิษฐานของเรา   เรามักเริ่มต้นด้วยใครมีประเด็น หรือ มีเรื่องที่เราจะช่วยกันอธิษฐาน

เราเริ่มต้นที่จะสื่อสารกับพระเจ้า   ด้วยการเข้ามา “ควบคุม” การสื่อสารของเรากับพระเจ้า   ด้วยหัวข้ออธิษฐานของเรา   เท่ากับเรากำหนดว่า   “พระเจ้าผมต้องการคุยกับพระองค์ในเรื่องนี้   ขอพระองค์ตอบผมในเรื่องนี้ว่า  พระองค์เห็นว่าจะเอาอย่างไรดี?”  

แต่แล้วเรากลับพบว่า   พระเจ้าไม่ตอบประเด็นที่เราทูลขอต่อพระองค์!   ทำไมเป็นเช่นนั้น?

เราติดนิสัยที่ต้องการเป็นผู้ควบคุมการสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ ในอาชีพการงานและชีวิตประจำวันของเรา   แล้วเราก็ใช้นิสัยนี้กับพระเจ้าด้วย   จะด้วยรู้เท่าทันตนเองหรือไม่ก็ตาม   ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ได้ยินเสียงการทรงนำของพระเจ้า   เพราะเราสนใจแต่  “คำตอบที่เราอยากได้”   แต่ไม่ได้นิ่ง สงบ และเปิดใจรับ  “คำตอบที่พระเจ้าต้องการชี้และนำในชีวิตของเรา”   แล้วเราก็หงุดหงิด  ต่อว่าพระเจ้าในใจใช่ไหม?

พระคัมภีร์ในวันนี้บอกกับเราว่า   ให้เรา นิ่ง  ฟัง  และ พิจารณา ถึงพระราชกิจการอัศจรรย์ของพระเจ้า

เวลาเราที่เราอธิษฐานต่อพระเจ้า   เพื่อขอพระองค์ทรงชี้และนำชีวิตของเราในแต่ละเรื่อง   สิ่งสำคัญคือชีวิตของเราต้อง “นิ่ง” เพราะในความเป็นจริงแล้วในทุกวันนี้ชีวิตของเราไม่นิ่ง  อยู่ไม่สุข วอกแวก  วุ่นวายใจ  วิ่งไล่สิ่งล่อใจจนเหนื่อยอ่อนก็ยังตามไม่ทัน   ถ้าเราต้องการได้ยินการชี้และนำจากพระเจ้าจริง ๆ  สิ่งแรกเราต้องทำในชีวิตคือ  “นิ่ง”  เราต้องไม่มุ่งที่จะไล่ล่า ต่อสู้  ไขว่คว้า  แย่งชิง  ต้องเอาชนะ  หรือ ต้องเอาให้ได้  เราต้อง “นิ่ง”

จากนั้น  เราต้องเปิดชีวิต “ฟัง”  ซึ่งในที่นี้หมายถึงการที่เราจะเปิดพื้นที่ชีวิตประจำวันของเราที่จะกลับมาทบทวน  เปิดรับถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา   ในชีวิตของชุมชน  สังคม และ โลก   เราต้องนิ่งพอที่จะฟัง “พระประสงค์ของพระเจ้า”  คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอกเรา   ไม่ใช่  มุ่งแต่ที่จะให้พระเจ้าตอบเราในสิ่งที่เราอยากได้ใคร่มี ใคร่รู้   ซึ่งเป็นการฟังแต่เสียงของตนเองและเสียงรอบข้างมากกว่าเสียงของพระเจ้า

แล้วเราจะต้อง “ใส่ใจ” และ “พิจารณา ใคร่ครวญ” ในสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผย  ชี้นำ หรือ ที่ตรัสกับเรา(แม้จะดูเหมือนว่า ไม่เห็นเกี่ยวโยงกับเรื่องที่เราทูลขอพระองค์ไปก็ตาม)   เพราะเราต้องตระหนักชัดว่า  พระเจ้าทรงอยู่และกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ “ก่อนหน้าเรา” (ไม่ใช่เราอธิษฐานขอพระเจ้าเข้าไปในสถานการณ์นั้นและช่วยเรา?)   ดังนั้น  พระองค์จึงรู้อะไรดีและมากกว่าเรา   และนี่คือคำตอบว่า   ทำไม  พระองค์ทรงตอบและชี้นำเรา  มากกว่า หรือ เหนือกว่าที่เราคาดหวังให้พระองค์ตอบ  

ในเมื่อพระองค์ได้กระทำพระราชกิจของพระองค์  ในสถานการณ์ที่เรากำลังทูลขอต่อพระองค์   แสดงว่าพระองค์ได้กระทำอะไรต่อมิอะไรก่อนหน้าเราจะเข้าไปเผชิญในเหตุการณ์นั้น   เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง  นิ่ง  ฟัง  และพิจารณาพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำมาก่อนแล้วว่าพระองค์ทรงกระทำอะไร และ ทรงกระทำอย่างไร  และขอการทรงชี้และนำว่า   พระองค์มีเป้าประสงค์อะไรในสถานการณ์นั้น   เพื่อเราจะเข้าไปร่วม และ สานต่อพระราชกิจของพระองค์ที่ทรงเริ่มต้นไว้แล้ว  

เมื่อเราพิจารณาเช่นนี้   เราจะอัศจรรย์ใจกับพระราชกิจที่ทรงกระทำมาก่อนที่เราจะเข้าไป   ที่อัศจรรย์ใจเพราะ  ไม่ใช่ตามที่เราเข้าใจว่า เราขอพระเจ้าเข้าไปช่วยชี้นำปัญหาที่เราประสบ   แต่เราพบว่าพระเจ้าอยู่ในสถานการณ์ ในปัญหา ในวิกฤตกาลที่เราพบนั้นก่อนเราเข้าไปเสียอีก  และนี่ที่ทำให้เราอัศจรรย์ใจมิใช่หรือ?

อีกประการหนึ่งที่ทำให้เราอัศจรรย์ใจคือ  คำตอบ การทรงชี้และนำของพระองค์ที่เราเคยรู้สึกคิดเห็นว่า ไม่เห็นเกี่ยวหรือตอบสิ่งที่เราทูลขอต่อพระองค์นั้น   กลับกลายเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ปัญหานั้นที่ลึกซึ้งกว่าที่เราคิดเราคาดหวัง   เราจะพบว่า เป็นคำตอบการทรงชี้และนำที่มิใช่เพื่อแก้ปัญหา  ให้ผ่านพ้นวิกฤติที่กำลังประสบเท่านั้น   แต่เรากลับพบว่า   คำตอบและการชี้และนำนั้นนำไปสู่การทรงสร้างใหม่ในชีวิตผู้คนและชุมชน องค์กรนั้น ๆ  และนี่ก็เป็นการอัศจรรย์ใจในพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำมาแล้ว

ทั้งสิ้นนี้อยู่ที่ว่า   เราต้องการให้พระเจ้าตอบและทรงชี้และนำในสิ่งที่ใจเราปรารถนาคาดคิดต้องการเท่านั้น หรือ  เราเลือกที่จะนิ่ง ฟัง และพิจารณาถึงพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำ   ตามแผนการและพระประสงค์ของพระองค์?   เพื่อเราจะรู้ถึงพระประสงค์แห่งพระราชกิจที่ทรงกระทำก่อนหน้านี้แล้ว   แล้วจะได้ร่วมและสานต่อในพระราชกิจของพระองค์   ตามใจปรารถนาของพระองค์ (ไม่ใช่ตามใจปรารถนาของเรา)

แล้วคริสตชน  ผู้นำองค์กรศาสนาคริสต์   ต้องการได้ยินเสียงตอบ  ชี้ และนำถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงเริ่มต้นไว้   เพื่อสานต่อและร่วมในทีมพระราชกิจของพระเยซูคริสต์   หรือ ได้ยินแต่เสียงใจปรารถนาของตนเอง  พรรคพวก  ตำแหน่ง  ชื่อเสียง  ผลประโยชน์  และการยอมรับ  จนไม่สามารถได้ยินเสียงของพระคริสต์ผู้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจของพระองค์   เพื่อที่จะยอมรับใช้พระองค์ตามพระประสงค์ตามใจปรารถนาของพระคริสต์?

คนกลุ่มหลังนี้   เขาจะไม่อัศจรรย์ใจในพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงได้ดำเนินมาแล้ว?   เพราะสนใจแต่จะสร้างให้ “พรรคและพวก” อัศจรรย์ใจในผลงานที่ตนเองทำครับ?   ถ้าเช่นนั้น จะได้ยินเสียงตอบจากพระเจ้าได้อย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น