04 กันยายน 2558

พลังแห่งแผ่นดินของพระเจ้าจะแผ่ขยายในสังคมชุมชนได้อย่างไร?

ทุกวันนี้ คริสตจักรส่วนใหญ่จะรวมตัวกัน พบปะกัน  หรือทำกิจกรรมด้วยกันภายในขอบรั้วของคริสตจักร   แม้แต่กลุ่มเซลล์ หรือ กลุ่มเล็ก   ก็กระจุกรวมตัวในมุมที่พวกตนรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบาย   ผมเคยเดินถามผู้คนในชุมชนว่า  เขาทำอะไรกันในคริสตจักรของพวกคริสต์   เกือบทั้งหมดจะตอบว่าไม่รู้   นอกนั้นจะตอบว่าเขาไปสวดร้องเพลงกันในโบสถ์

คุณเชื่อไหม ...  ชาวบ้านชาวช่องเขาไม่รู้ว่า เราทำอะไรกันในคริสตจักร!

ผมเคยแบ่งปันเรื่องนี้กับแกนนำคริสตจักรบางคน   เขาตอบผมว่า  “อยากรู้ก็เข้ามาในคริสตจักรสิ!

เออ...ให้มันคิดได้อย่างนี้สิ...!   เขาไม่อยากรู้หรอกว่าเราทำอะไรกันในคริสตจักร   แต่เราคริสตชนต่างหากที่ต้องการให้เขารู้จักพระเยซูคริสต์มิใช่หรือ?   เราต้องการที่จะให้ผู้คนในชุมชนได้มีชีวิตที่มีคุณภาพในแผ่นดินพระเจ้ามิใช่หรือ?   แล้วถ้าสมาชิกคริสตจักรมัวแต่เก็บตัวในรั้วโบสถ์   แล้วคนในชุมชนจะรู้จักพระเยซูคริสต์ได้อย่างไรกัน?

หรือท่านยังยืนยันว่า  ถ้าจะรู้จักคริสตชนและรู้จักพระคริสต์จะต้องเข้ามาในคริสตจักร?

แต่พระเยซูคริสต์ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตของพระองค์ทำงานคลุกคลีอยู่กับผู้คนต่าง ๆ บนท้องถนน   เข้าไปในชุมชน   เข้าไปในบ้านของชาวบ้าน   พบปะกับคนที่ถูกทอดทิ้ง   ใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับประชาชน   จึงไม่น่าแปลกที่ประชาชน คนในสังคมชุมชนรู้จักพระเยซูคริสต์   มากกว่านั้นต้องการเห็น  ต้องการพบปะ  สัมผัส  และต้องการรับการเยียวยารักษาจากพระองค์

ถ้าคริสตจักรจะทำหน้าที่สานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์   สมาชิกคริสตจักร  กลุ่มเซลล์ กลุ่มเล็กในคริสตจักร   จะต้องออกจากรั้วรอบขอบชิดของคริสตจักร   ออกจากมุมปลอดภัยสะดวกสบายของตน   เข้าไปสัมผัสและสัมพันธ์กับชีวิตของผู้คนในสังคมชุมชน  

อย่าแค่อธิษฐานเผื่อผู้คนในสังคมชุมชน   แต่ออกไปสำแดงความรักเมตตาของพระคริสต์แก่ผู้คนเหล่านั้น

อย่าแค่อธิษฐานเผื่อประเทศไทย   แต่เข้าร่วมมีส่วนในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในสังคมไทย   เข้าไปใช้ชีวิตรับใช้พระคริสต์ในชุมชนเพื่อสร้างผลกระทบในจุดต่าง ๆ ของชุมชน   และเมื่อนั้นคนในชุมชนจะได้รู้จักและรู้ว่าคริสตจักรเขาทำอะไรกัน!   แต่สำคัญยิ่งกว่านั้น  พระเยซูคริสต์ของคริสตชนมีพลังอำนาจแห่งความรักเมตตาที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไรบ้าง

ถ้าคริสตจักรจะมีชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตสังคมไทย   มี 4 ประการต้องพิจารณาแล้วลงมือทำ คือ
  1. เต็มใจ และ ตั้งใจ ที่จะก้าวออกจากมุมที่คริสตชนรู้สึกว่าปลอดภัย สะดวกสบาย  ในคริสตจักร   ในบ้านสมาชิก   ก้าวออกจากห้องที่เราใช้พบกลุ่มเซลล์ กลุ่มเล็กของคริสตจักร   แล้วเข้าไปพบพระเยซูคริสต์ที่พระองค์กำลังอยู่ในชุมชน   ท่ามกลางชีวิตของประชาชน   เข้าไปรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางคนเหล่านั้นในชุมชน   เข้าไปร่วมพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางชีวิตชุมชน   เพื่อร่วมกับพระเยซูคริสต์ในการนำแผ่นดินของพระเจ้าให้มาตั้งอยู่   เพื่อที่จะร่วมกับพระองค์ในการสำแดงน้ำพระทัยของพระบิดาในแผ่นดินโลกนี้
  2. ถ้าเราจะสร้างผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในชุมชน   เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนั้น   ให้คริสตชนใช้ชีวิตที่สำแดงพระคริสต์ผ่านชีวิตประจำวันของตนท่ามกลางชุมชน   ตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์   พระองค์มีชีวิตประจำวันที่แตกต่างจากศาสดาผู้นำศาสนาอื่น ๆ   พระองค์มิได้ถือศีลภาวนาเก็บตัวอยู่บนยอดเขา   หรือ แสวงหาสัจจะธรรมท่ามกลางป่ารกทึบ   แต่พระองค์ใช้ชีวิตทุกวันท่ามกลางชีวิตประชาชนในชุมชน   ถ้าคริสตชนจะสัตย์ซื่อที่จะประกาศพระเยซูคริสต์ก็จะต้องใช้ชีวิตเยี่ยงพระองค์ท่ามกลางชีวิตของประชาชนในชุมชน   และเมื่อนั้น  ชีวิตคริสตชนของเราก็จะสามารถสำแดงความรักของพระคริสต์แก่ผู้คนในชุมชน  เพื่อประชาชนจะได้สัมผัสสัมพันธ์กับความรักเมตตาของพระองค์ผ่านการดำเนินชีวิตของเรา   ผ่านกลุ่มเซลล์ กลุ่มเล็กของเรา
  3. ผู้คนจะยอมรับความรักของพระคริสต์ก็ต่อเมื่อสมาชิกคริสตจักร  สมาชิกกลุ่มเซลล์  กลุ่มเล็ก  ใช้ชีวิตท่ามกลางชีวิตของชุมชนอย่างต่อเนื่อง  เป็นประจำ  และยาวนาน   มิใช่ทำเป็นกิจกรรมเฉพาะกิจ   เป็นครั้งเป็นคราว   หรือ  เป็นการสร้างกิจกรรมงานใหญ่  ที่เราใช้ภาษาฝรั่งว่า เราทำพันธกิจแบบ “อีเว้นท์” (event)   การกระทำเช่นนี้นอกจากไม่สามารถสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชนแล้ว   ยังสร้างความไม่แน่ใจถึงขนาดไม่ไว้วางใจว่า ที่พวกสมาชิกคริสตจักรมาทำเช่นนั้นก็เพื่อชักจูงคนอื่นให้เปลี่ยนศาสนาไปเป็นคริสต์หรือไม่?   ชุมชนขาดความไว้วางใจ   ชุมชนยังไม่ยอมรับคริสตชน   ชุมชนก็จะไม่ได้สัมผัสความรักเมตตาของพระคริสต์
  4. คริสตชน  สมาชิกคริสตจักร  และ สมาชิกกลุ่มเซลล์แต่ละคนเมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในชุมชนต้องรู้เท่าทัน ตระหนักชัด  และ ใส่ใจว่า   เราเข้าไปในชุมชนในฐานะ “ตัวแทน” “ทูต” ของพระเยซูคริสต์   เพื่อที่จะสำแดงความรักเมตตาที่เสียสละของพระองค์   และตระหนักชัดเสมอว่า พระคริสต์มิได้สำแดงความรักเมตตาที่เสียสละด้วยการอธิษฐานเผื่อผู้คนประชาชนเท่านั้น  แต่พระองค์ทรงกระทำการสัมผัส เยียวยา  รักษา  ช่วยเหลือ  และฟังผู้คนในสังคมชุมชน   ทุกย่างก้าวของเราในชุมชนจะต้องรู้ตัวเสมอว่า เป็นทุกย่างก้าวที่สำแดงความรักเมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์   เพื่อที่จะสำแดงให้ผู้คนในชุมชนได้เห็นและสัมผัสพระคริสต์ผ่านชีวิตของเรา   ให้เราเป็นผู้ที่เชิญชวนให้ผู้คนในชุมชนได้เห็นและสัมผัสกับพระคริสต์ในชุมชนนั้น   มิใช่เชิญชวนผู้คนชุมชนให้มาเห็นและสัมผัสพระคริสต์ในคริสตจักร


วันนี้   คริสตจักรของเราคงต้องถามตนเองว่า  แล้วเราจะก้าวเข้าไปในชีวิตของชุมชนเพื่อสร้างผลกระทบต่อชีวิตชุมชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตของแผ่นดินพระเจ้าได้อย่างไร?   เราจะดำเนินชีวิตประจำวันของเราในชุมชนอย่างไรที่จะสำแดงแผ่นดินของพระเจ้า?   เราจะดำเนินชีวิตประจำวันในครอบครัวอย่างไร   ที่ผู้คนในชุมชนจะเห็นถึงความรัก เมตตา และ การใส่ใจกันและกันแบบพระคริสต์ในครอบครัวของเรา?   เราจะมีท่าทีและความสัมพันธ์แบบไหนในกลุ่มเพื่อนฝูง   ที่จะให้คนในกลุ่มเพื่อนสัมผัสถึงความรัก เมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์ผ่านชีวิตของเรา?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น