13 พฤศจิกายน 2556

ยืนหยัดเผชิญอุบายมาร

เอเฟซัส 6:10-14

“...จงเข้มแข็งขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และ ในอานุภาพอันทรงพลังของพระองค์
จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อต่อสู้กับอุบายของมารได้
เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด  

แต่ต่อสู้กับ...
ภูตผีที่ครอบครอง 
พวกภูตผีที่มีอำนาจ  
พวกภูตผีที่ครองพิภพในยุคมืดนี้  
(เรากำลัง)ต่อสู้กับพวกวิญญาณชั่วในสวรรคสถาน

เพราะเหตุนี้   จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้   เพื่อท่านจะสามารถต่อสู้ในวันชั่วร้ายนั้น   และเมื่อทำทุกอย่างแล้วจะยังยืนหยัดอยู่ได้

เพราะฉะนั้น จงยืนหยัดไว้  เอาความจริงคาดเอว  เอาความชอบธรรมเป็นเกราะป้องกันอก...”

ในชีวิตแต่ละวันผู้ที่เชื่อศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้าต่างต้องเผชิญหน้ากับการทดลองในชีวิต  ลองใช้เวลาสักนิดทบทวนย้อนหลังถึงเหตุการณ์ที่เราถูกดึงตัวเข้าไปเกี่ยวข้องกับการมีความคิดและชีวิตที่ไม่เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า   ในสถานการณ์นั้นในเหตุการณ์นั้นเราตระหนักหรือไม่ว่า “เรากำลังเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามชีวิตกับอำนาจชั่วร้ายของมาร” ?  เราตระหนักหรือไม่ว่า มารกำลังวางอุบายกับดักข้างหน้าของเรา?

พลังอำนาจชั่วร้ายของมารเป็นสิ่งที่มีจริงและเป็นจริง   แท้จริงแล้วมันเป็นพลังอำนาจที่ต้องการต่อสู้เอาชนะพลังอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้า   และอำนาจแห่งความชั่วร้ายนี้เองที่ต้องการเสมอที่จะเอาชนะพลังอำนาจของพระเจ้า

หลายท่านคงเกิดคำถามในใจว่า... 

แล้วสนามสงครามการสู้กันระหว่างอำนาจแห่งความชั่วร้ายของมาร กับ พลังอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้าเกิดขึ้นที่ไหน?  

สนามประลองยุทธ์ของสงครามยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นในความคิด และ จิตใจของมนุษย์!  
มนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง  มนุษย์ผู้ร่วมพระราชกิจกับพระเจ้าผู้สร้างสรรค์  
แต่พลังอำนาจชั่วร้ายของมารทำงานแย่งชิงมนุษย์ให้มีความคิดกบฏอย่างที่มันเป็นอยู่   และ
เมื่อมนุษย์ตกลงในหลุมพรางนี้แล้ว...  
จะมีความคิดที่ต้องการเป็นผู้มีอำนาจในตนเอง  
เป็นผู้ที่เทียบเท่าพระเจ้า  
มนุษย์ต้องการกบฏต่อการเป็นผู้ร่วมในพระราชกิจของพระเจ้า 
ต้องการเป็นเจ้าของพระราชกิจของพระเจ้าและจัดการตามใจปรารถนาของตนเอง  

ดังนั้น  ในพื้นที่ของความคิดและจิตใจมนุษย์จึงตกเป็นสนามสงครามแย่งชิงและประลองยุทธ์ของพลังอำนาจทั้งสอง

ท่านเคยตกลงใน “หลุมพราง” เช่นนี้ของมารหรือไม่?   ในเหตุการณ์อะไร?   เกิดผลเช่นไรในชีวิต?
แล้วผลที่เกิดขึ้นได้กระทบต่อชีวิตของท่านอย่างไรบ้าง?

สำหรับเปาโลแล้วท่านได้แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตการเผชิญอุบายของมารไว้ว่า...
เราต้องมีชีวิตที่เข้มแข็ง   มิใช่เข้มแข็ง “ในตนเอง” แต่เข้มแข็ง “ในองค์พระผู้เป็นเจ้า”  

ประการแรก   เราต้องมีชีวิตภายใต้การครอบครอง การปกป้อง และพระประสงค์ของพระองค์   และสิ่งนี้จะเป็นอานุภาพที่ทรงพลังจากพระเจ้าที่ทำให้เรามีพลังชีวิตที่จะเผชิญหน้าและต่อสู้กับอุบายที่ล่อลวงของมารร้ายได้

ประการที่สอง   เราต้องตระหนักชัดว่า   อำนาจร้ายที่เรากำลังเผชิญต่อสู้นี้   มิใช่การต่อสู้ในด้านร่างกายเท่านั้น   แต่เรากำลังเผชิญหน้ากำลังพลังอำนาจชั่วที่  “ไร้รูป” ที่เราจะไม่เห็นด้วยตา  หรือ  จับต้องได้ด้วยมือ   เปาโลบอกกับเราว่า   เป็นอำนาจชั่วร้ายที่ครอบคลุม  ครอบงำ  ความคิด  ความรู้  ความเข้าใจ  จิตใจ  และจิตวิญญาณของเรา   ซึ่งในอดีตในสังคมไทยเราใช้ภาพของ “วิญญาณชั่ว  ภูตผี  ปีศาจ”  ในการอธิบายอำนาจชั่วร้ายของมาร   ปัจจุบันก็มีผู้ใช้คำว่า  “วิชามาร”  อำนาจชั่วเหล่านี้มาเผชิญหน้าหลอกล่อเราในรูปแบบของ  ความรู้  ปัญญา  หลอกล่อด้วยผลประโยชน์ที่บอกว่าเราจะได้รับ   วางกับดักแห่งอำนาจที่หลอกล่อเราด้วยอำนาจที่เราจะมีในอนาคต   และมารเสนอคุณค่าที่จอมปลอมในชีวิตของเรา   นอกจากนั้นแล้วอำนาจชั่วร้ายยังแฝงเข้ามาในรูปของผลประโยชน์ทางการเมือง   บริโภคนิยม  เงินนิยม  และตัวกูนิยมอีกด้วย

ประการที่สาม   เมื่อเราจำต้องเผชิญหน้ากับอำนาจชั่วร้ายของมารที่ประดังเข้าในชีวิตประจำวันของเราในหลากหลายรูปแบบ   เราจะต้องสวมพระวจนะของพระเจ้าเป็นเครื่องป้องกันจากอาวุธร้ายของมาร   เพื่อเราจะรอดปลอดภัยจากการหลอกล่อและการโจมตีของมาร   เราต้องสัตย์ซื่อต่อพระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราจะมิได้หลงทิศผิดทาง   และสำนึกเสมอว่า  ทุกสิ่งที่เรากระทำในชีวิตประจำวัน  ไม่ว่าชีวิตในครอบครัว  อาชีพการงาน  หรือในสังคมชุมชน   รวมถึงในชุมชนคริสตจักร  เรากระทำทุกอย่างในชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า   มีพระองค์เป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดในชีวิตที่เราเป็นอยู่   มิใช่ใครคนอื่น หรือ ตัวเราเอง

สิ่งที่อันตรายมากคือ   ในชีวิตประจำวันคริสตชนส่วนมากไม่ค่อยรู้เท่าทันและสำนึกว่า   ชีวิตต้องเผชิญกับอุบายหลอกล่อของมาร   แต่กลับมองกับดักของมารว่า  เป็นโอกาสที่ตนจะมีความสุข  ก้าวหน้า  เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับตน  และมักรีบฉกฉวยเข้ามาในชีวิตของตน   โดยมิได้รู้เท่าทันว่า  ตนได้ฮุบและกลืนเอา “เหยื่อที่หุ้มเบ็ด” เข้าไปในชีวิตของตนเสียแล้ว!  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

12 พฤศจิกายน 2556

เราจะอธิษฐานเพื่อนักการเมืองอย่างไร?

1... ก่อนอื่นข้าพเจ้าขอกำชับท่านให้ทูลขอ อธิษฐาน วิงวอน และขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อทุกคน
2เพื่อเหล่ากษัตริย์และผู้มีอำนาจทั้งปวง เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้อยู่อย่างสงบสุข
ใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ในทางพระเจ้าและความบริสุทธิ์ทุกอย่าง
3การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีและเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา  (1ทิโมธี 2:1-3 อมต.)

บ่ายที่อากาศอบอ้าวในหน้าร้อนยุคทันสมัยของเรา   มีแพทย์  นักวิศวกร  และนักการเมือง  ทั้งสามคนนั่งวงสนทนากัน   พวกเขากำลังถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนเช่นเดียวกับอากาศในวันนั้นว่า   อาชีพของใครที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุด    ผู้เป็นแพทย์ยืนยันว่าอาชีพของตนเก่าแก่เท่าๆ กับชีวิตที่เกิดขึ้นในโลกนี้   เพราะมนุษย์จะอยู่รอดไม่ได้เลยถ้าไม่มีแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพ   ดังนั้น  อาชีพแพทย์ต้องเป็นอาชีพที่เก่าแก่อายุยืนยาวที่สุด

แต่วิศวกรเถียงหัวชนฝาไม่เห็นด้วยกับแพทย์   เขาอ้างว่า  ก่อนที่บนโลกนี้จะมีชีวิตมนุษย์เกิดขึ้น   โลกนี้ปกคลุมด้วยความวุ่นวายไม่เป็นระบบระเบียบ   ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่จัดการให้โลกใบนี้มีระบบระเบียบ   เพื่อชีวิตจะได้เกิดขึ้นได้   ดังนั้น  อาชีพวิศวกรน่าจะเกิดขึ้นก่อนแพทย์เป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี้

เมื่อกลุ่มสนทนากำลังครุ่นคิดพิจารณาถึงเหตุผลของวิศวกร   บรรยากาศเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง   ก็มีเสียงหนึ่งที่พูดขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจด้วยวาทะคำถามว่า  “แต่ใครล่ะที่สร้างความวุ่นวายสับสนไร้ระบบระเบียบขึ้นมา?”   “มิใช่นักการเมืองหรอกหรือ   แล้วคุณคิดว่าอาชีพใดล่ะที่เก่าแก่อายุยืนยาวที่สุด?”

น่าจะใช่นะครับ   ถ้าเราพิจารณาว่านักการเมืองในยุคปัจจุบันนี้   สร้างแต่ความวุ่นวายโกลาหล!

เอกลักษณ์ของนักการเมืองในทุกรูปแบบ   เป็นพวกที่โฆษณาชวนให้คนอื่นเชื่อตนเอง   สร้างแต่เรื่องอื้อฉาวน่าอดสู   ทำทุกอย่างเพียงเพื่อตนจะได้รับการเลือกตั้ง   แล้วก็เข้าถึงโอกาสที่จะเสวยสุขบนความทุกข์ยากของประชาชน

ไม่ว่านักการเมืองระดับสากล  ระดับชาติ  หรือนักการเมืองในคราบนักการศาสนา   ต่างก็คิดและทำเช่นเดียวกันนี้

เอกลักษณ์ของผู้คนในกลุ่มอาชีพนี้คือ  ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนพูด ตนสัญญา หรือ ตนเทศนาครับ!

แต่ก็ยังเป็นความรับผิดชอบของเราคริสตชนที่จะต้องอธิษฐานเพื่อผู้นำเหล่านี้ทั้งในองค์กรศาสนา และ องค์กรการเมืองระดับชาติ  และระดับสากลด้วยครับ  

เพราะมีเพียงหนทางเดียวที่จะกู้สถานการณ์ที่เลวร้ายอันเป็นผลของผู้นำองค์กรที่ใช้แนวทางการเมืองที่สร้างความสับสนวุ่นวายและล่มจมในที่สุดคือ   เราต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าโปรดเมตตาที่จะเปลี่ยนชีวิต ความคิด จิตใจ  และจิตวิญญาณของผู้นำเหล่านี้   ไม่ว่าเราจะลงคะแนนเลือกคนเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม

จากข้อเขียนของเปาโลที่เราอ่านในวันนี้ว่า  เมื่อชุมชนและองค์กรของเรามีผู้นำที่มาโดยไม่เหมาะสม  ไม่ชอบธรรมแล้วมามีอำนาจบริหารจัดการชุมชนและองค์กรของเรา   ให้เราอธิษฐานเพื่อผู้นำเหล่านี้ต่อพระคริสต์   เพื่อพวกเขาอาจจะเติบโตขึ้นในพระองค์   และยอมปกครองบริหารจัดการด้วยปัญญาที่มาจากเบื้องบน  อย่างยุติธรรม  ชอบธรรม  และสันติสุข

แต่จะดีกว่านั้น   ถ้าเราจะร่วมใจร่วมพลังกันอธิษฐานเพื่อผู้ที่จะมาเป็นผู้นำในองค์กรของเรา  ประเทศของเรา...  

ให้หลุดรอดออกจากอำนาจความชั่วร้ายที่ใช้วิทยายุทธ์ของมาร   ในการหาเสียงเพื่อรับการเลือกตั้งในองค์กร ในประเทศของเรา  

ให้หลุดรอดออกจากวิธีการเสนอผลประโยชน์แต่ซ่อนเร้นการกอบโกยผลประโยชน์แห่งตนไว้ข้างหลัง

ให้ผู้นำเหล่านี้หลุดรอดออกจากกับดักและการทดลองของสิ่งชั่วร้าย

ให้ผู้นำเหล่านี้เข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า   และเป็นทาสรับใช้ของพระคริสต์   เพื่อจะนำคุณภาพชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้าเกิดขึ้นเป็นจริงและรูปธรรมในองค์กร  สังคม  และในโลกนี้  ด้วยการหนุนเสริมเพิ่มพลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ให้ผู้นำเหล่านี้เลิก “โฆษณาชวนให้คนอื่นเชื่อตนเอง”   แต่กลับใจและอธิษฐานตามแบบที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนว่า  

“...ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ
...ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่
...ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์
ในสวรรค์เป็นอย่างไร  ให้เป็นเช่นนั้นในแผ่นดินโลก
ขอประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ในวันนี้
...ขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์
เหมือนข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์
...ขออย่าทรงนำพวกข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง
แต่ขอให้พวกข้าพระองค์พ้นจากความชั่วร้าย...”


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 พฤศจิกายน 2556

มุมมองดีๆ ต่อประสบการณ์ที่แย่ๆ

เมื่อคนเราได้รับประสบการณ์ที่เลวร้าย หรือ แย่ๆ  เรามักพูดว่าอย่างไรครับ   บางคนอาจจะพูดว่า
  • ช่างมันเถอะ...  เพราะฉันไม่สนใจที่จะทำงานชิ้นนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
  • จบสิ้นกันชีวิตฉัน...
  • เลิกกันที...อย่าทำมันอีกเลย
  • ฉันได้รับประสบการณ์จากการทำผิดพลาดของฉัน   แต่จะมีใครช่วยฉันหรือเปล่าเนี่ยะ
  • เดี๋ยวนี้ฉันรู้แล้วว่า  มีสามวิธีที่ไม่ได้ผล   ฉันจะทดลองต่อไป


คำตอบเหล่านี้บอกเรามากกว่าประสบการณ์ที่เลวร้าย  แต่บอกเราถึงมุมมองของผู้ตอบคนนั้นๆ   แม้จะได้รับประสบการณ์ที่เลวร้ายเดียวกัน   แต่มีการตอบที่แตกต่างหลากหลาย

ถ้าเราทบทวนถึงประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา   เราจะพบเห็นว่า   หลายครั้งที่การกระทำผิดพลาดได้สร้างความเจ็บปวดในชีวิตของเรา   แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปชุดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   เรากลับเรียกสิ่งนั้นว่า “ประสบการณ์”   การที่แต่ละคนจะมองประสบการณ์ความยากลำบากอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน   ผมคิดย้อนหลังไปในอดีตเมื่อยังเป็นเด็ก  

ผมจำได้ว่า เวลานั้นอาศัยที่บ้านตายาย  หลังบ้านเป็นแม่น้ำ      คุณอาพาผมลงเล่นน้ำ  ผมว่ายน้ำไม่เป็นจึงต้องใช้ห่วงยางและคุณอาเอาขาข้างหนึ่งคล้องห่วงยางของผมแล้วพาว่ายข้ามฟากไปฝั่งโน้น   ในเวลานั้นผมรู้สึกว่าแม่น้ำนี้กว้างใหญ่มาก   แต่ภายหลังผมโตเป็นผู้ใหญ่กลับไปเยี่ยมคุณยายที่บ้านนั้นอีก   ผมไปดูแม่น้ำที่ผมเคยว่ายข้ามด้วยห่วงยาง    ผมรู้สึกว่ามันทำไมแคบนิดเดียว   เมื่อเป็นเด็กผมรู้สึกว่าแม่น้ำนั้นกว้างใหญ่   แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่กลับรู้สึกว่ามันแคบเล็กลงมาก   ทั้งๆ ที่คุณอายืนยันว่า “มันก็เหมือนเดิม”

เมื่อเราต้องพบกับความยากลำบากในชีวิต   การที่จะมีมุมมองไม่ให้อ่อนไหวตามความรู้สึกของเรานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย   แต่การมีมุมมองที่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องมี   ซึ่งมีสามประเด็นในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ

อย่าใช้ประสบการณ์ที่เลวร้ายมาตีค่าชีวิตของตนเอง

เมื่อเกิดประสบการณ์ที่แย่ๆ จากการทำงานหรือการดำเนินชีวิต   เราต้องตระหนักชัดก่อนว่าประสบการณ์แย่ๆ ที่เราได้รับนั้น มิใช่ ตัวบ่งบอกหรือชี้ชัดว่าเราเป็นคนเช่นนั้น!   เพราะบ่อยครั้ง ประสบการณ์ที่เราได้รับนั้นมิได้เกิดขึ้นเพราะการคิด  การตัดสินใจ  หรือการกระทำของเราแต่เพียงคนเดียวเท่านั้น   นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์แวดล้อมที่ตอบสนองต่อการกระทำในครั้งนั้นด้วย   ดังนั้น จึงไม่ควรให้ประสบการณ์ที่เราได้รับในครั้งนั้นเป็นตัวตีค่า กำหนด บ่งบอกภาพลักษณ์ความเป็นเราตามประสบการณ์ที่เราได้รับ  จนตีค่าว่า “เราล้มเหลว”

แต่สิ่งสำคัญคือ  พยายามที่จะวิเคราะห์ เสาะหาที่จะเข้าใจในผลที่เกิดขึ้นจนเป็นบทเรียนจากประสบการณ์ของเรา  และให้เข้าใจและยอมรับว่าเราเป็นคนๆ หนึ่ง   และเมื่อต้องประสบกับความล้มเหลวในชีวิต   อย่าตีตราตนเองว่า “ฉันเป็นคนล้มเหลว”   แต่เราต้องมีมุมมองที่ชัดเจนในเวลาเช่นนั้นว่า “ฉันกำลังพบกับความผิดพลาด... แต่มันไม่ใช่เป็นการล้มเหลว  จบสิ้น   ใช่ครั้งนี้ฉันผิดพลาดจริง  แต่ยังมีทางออกที่จะทำให้ถูกต้อง สำเร็จเป็นจริงได้”

อย่าคลุกย่ำในโคลนตมแห่งความสงสารตนเอง

การกระทำที่แย่ๆ ประการหนึ่งที่เรามักทำกับตนเองเมื่อเกิดประสบการณ์ที่เลวร้ายคือ  การสงสารตนเอง  เป็นธรรมดาของคนเราครับที่ประสบกับประสบการณ์ที่แย่ๆ เรามักรู้สึกโศกเศร้า เสียใจ  แล้วรู้สึกสงสารตนเอง   คนเรามีความรู้สึก   เรายอมรับความรู้สึกนั้น   แต่ที่สำคัญคืออย่ายอม “ตกเป็นเหยื่อ” ของความรู้สึกดังกล่าว   หรืออย่ายอมให้ความรู้สึกสงสารตนเองเพิ่มพูนทวีคูณจนครอบทับทั้งชีวิตของเราจนยอมแพ้ราบคาบ

ความรู้สึกสงสารตนเองย่อมเกิดขึ้นได้ในแต่ละคน   แต่เราจะต้องสามารถควบคุมความรู้สึกสงสารตนเอง   เราอาจจะสงสารตนเองสักพักหนึ่งได้   แล้วให้เราสลัด “ความสงสารตนเอง” ให้หลุดออกไปจากห้วงคิดความรู้สึก  ลุกขึ้นแล้วเริ่มก้าวออกจาก “ปลักโคลนแห่งความสงสารตนเอง”  เพราะถ้าเรายังย่ำคลุกตนเองในปลักโคลนตมแห่งการสงสารตนเองแล้ว   มันจะดูดดึงเราให้จมลึกลงในโคลนตมนั้นกว่าเดิม   จนในที่สุดเราจะฉุดตนเองออกจากโคลนตมแห่งความสงสารตนเองไม่ได้    เราต้องเชื่อว่าเราก้าวและหลุดออกจากปลักโคลนตมแห่งการสงสารตนเองได้    เพราะสิ่งดีสำหรับเราและคนอื่นกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า   สิ่งที่เราต้องทำคือ  “ต้องก้าวต่อไป” 

เราจะต้องตระหนักชัดว่า  ประสบการณ์ที่เลวร้ายที่เราเผชิญนี้เป็นเพียงสัจจะความจริงเพียงครึ่งเดียวของประสบการณ์ทั้งหมด   อีกครึ่งหนึ่งคือประสบการณ์ที่เราจะรู้ว่า  เราจะหลุดรอดออกจากแรงดูดของโคลนตมแห่งการสงสารตนเองในประสบการณ์ความเร็วร้ายนี้อย่างไร   เมื่อใดที่เราสามารถก้าวหลุดออกจากแรงดูดของโคลนตมนี้เราได้รับประสบการณ์แห่งสัจจะอีกครึ่งหนึ่ง   เมื่อนั้น  เราสามารถที่จะเอาประสบการณ์ที่เลวร้ายมาประกบเข้ากับประสบการณ์การหลุดรอดออกจากโคลนตมเป็นประสบการณ์เต็มในชีวิต   และเราสามารถที่จะใช้ประสบการณ์เต็มนี้ช่วยเหลือเพื่อนๆ ของเรา   เพื่อให้สามารถผ่านทะลุประสบการณ์ที่แย่และเลวร้ายที่เขาประสบพบเจอได้

อย่ามองประสบการณ์ความล้มเหลวแยกส่วนจากประสบการณ์ความสำเร็จ

เมื่อเราล้มเหลว  เราได้รับประสบการณ์ที่เลวร้าย   แต่มันอยู่ที่เราจะมองจะเรียกประสบการณ์ที่ล้มเหลวเลวร้ายนั้นว่าอะไร   นั่นแหละคือตัวจริงของความคิด  ความรู้สึก  และความเชื่อของเราในเวลาเช่นนั้น   หลายคนเรียกประสบการณ์ความล้มเหลวเลวร้ายว่า
นี่เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างไปจากที่เราคิด
นี่เป็นการทดลองข้อสมมติฐาน
เรากำลังค้นหาและจัดเก็บข้อมูลในเรื่องนี้อยู่

คนกลุ่มนี้เขามีมุมมองเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้รับอย่างมีพลัง   เขาไม่จมจ่อมอยู่ในประสบการณ์ความล้มเหลวนั้นแต่เพียงคนเดียว   แต่เขากลับนำสิ่งที่เขาได้รับแต่ไม่เป็นไปตามที่เขาคาดคิดหรือคาดหวังแบ่งปัน พูดคุย ปรึกษากับคนอื่น   เพื่อที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เลวร้ายนั้น  เพื่อที่จะหา “แรงงัด” สู่ความสำเร็จที่อยู่ข้างหน้าเขา   และนี่คือมุมมองที่ทรงพลังมิใช่หรือ!

นักจิตวิทยา Dr. Joyce Brothers  กล่าวไว้ว่า “คนที่สนใจในความสำเร็จ  เขาเรียนรู้ที่จะมอง “ความล้มเหลว” ว่าเป็นสิ่งดีมีประโยชน์  เป็นขั้นตอนก้าวเดินสู่สุดยอดของความสำเร็จที่เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้” 

ใช่ครับ   เราไม่ควรมีมุมมองแบบแยกส่วน   ที่แยกประสบการณ์ที่ล้มเหลวเลวร้ายออกจากประสบการณ์แห่งความสำเร็จ   แต่ประสบการณ์ทั้งสองส่วนนี้เป็นประสบการณ์ที่ได้จากกระบวนการเดียวกัน   แต่ถ้าเราแยกประสบการณ์ส่วนความล้มเหลวออกจากประสบการณ์ความสำเร็จ   เราก็มักไปติดแหงกอยู่แค่ประสบการณ์ของความเลวร้ายล้มเหลว   ไปไม่ถึงประสบการณ์แห่งความสำเร็จเสร็จครบสักที!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 พฤศจิกายน 2556

จุดประสงค์ใหญ่ของงานรับใช้

อ่านเอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​และ​การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์

13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และ
ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า
จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
(เอเฟซัส 4:11-13  มตฐ.)

อะไรคือจุดประสงค์ใหญ่ของงานพันธกิจการรับใช้?  

อะไรคือจุดประสงค์ใหญ่การรับใช้ของท่านในฐานะคนใช้คนหนึ่งของพระคริสต์?

เราคงมีวิธีการตอบคำถามนี้ไปในหลายรูปแบบด้วยกัน   ผู้ที่เป็นศิษยาภิบาลอาจจะตอบว่า  “จุดประสงค์ของงานรับใช้ของฉันคือการที่จะทำให้คนมาเชื่อพระคริสต์และทำให้คริสตจักรของฉันเติบโตขึ้น”   ผู้ปกครอง มัคนายกอาจจะตอบว่า  “จุดประสงค์ของงานรับใช้ของฉันคือการเอาใจใส่ผู้คนทั้งหลาย”   ในขณะที่คุณครูคริสเตียนศึกษาอาจจะตอบว่า  “จุดประสงค์ในงานรับใช้ของฉันคือการที่จะช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้พระวจนะของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น”   แต่เมื่อมาถึงนายธนาคารเขาอาจจะตอบว่า  “จุดประสงค์ในงานรับใช้ของผมคือ  การเป็นคนสัตย์ซื่อและรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินที่ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ”   ผู้ที่เป็นแม่อาจจะตอบว่า “จุดประสงค์ในงานรับใช้ของฉันคือการช่วยให้ลูกๆ ของฉันเติบโตเป็นผู้ใหญ่คริสเตียนและเป็นสมาชิกที่ดีและสร้างสรรค์สำหรับสังคม”

คำตอบเหล่านี้เป็นคำตอบที่ดีทั้งสิ้น   แต่อาจจะคลาดเคลื่อนหรือไม่ครอบคลุมถึงจุดประสงค์ใหญ่และลึกซึ้งของงานรับใช้ของเราในฐานะคนรับใช้ของพระคริสต์   ตัวอย่างเช่น   จุดประสงค์ที่กล่าวถึงในเอเฟซัส 4:11-13  ที่เริ่มต้นกล่าวถึงของประทานที่พระคริสต์ประทานแก่ศิษยาภิบาล  อาจารย์  และผู้นำต่างๆในคริสตจักร (4:7, 11)   ผู้นำเหล่านี้เป็นผู้เสริมสร้างฝึกฝนประชากรของพระคริสต์ในการ “ทำงานรับใช้” (4:12 อมต.)   จากนั้นได้กล่าวถึงจุดประสงค์ที่กว้างและลึกซึ้งว่า “...และ(เพื่อ)​การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   จนกว่าเราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์”  (4:12-13)

เราควรพินิจพิเคราะห์พระธรรมตอนนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน   แต่ในตอนนี้เราเพียงต้องการชี้ให้เห็นถึงจุดประสงค์ของงานรับใช้ที่กว้างและลึกซึ้งของงานรับใช้ก่อน   จุดประสงค์ที่ว่านี้ประกอบด้วย   การเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์   ขอตั้งข้อสังเกตว่า จุดประสงค์ที่ว่านี้อาจจะครอบคลุมไปถึงจำนวนสมาชิกคริสตจักรที่เพิ่มขึ้นด้วย   ซึ่งมิได้มุ่งเน้นในประเด็นนี้   แต่เน้นที่การเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้การกระทำงานรับใช้เพื่อก่อเกิดความเป็นเอกภาพหรือเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ หรือ เติบโตถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์

ในตอนนี้ให้เราคิดพิจารณาถึงชีวิตความสัมพันธ์ส่วนตัวของเราแต่ละคนกับคริสตจักร  ตามประเด็นคำถามดังนี้

1. ท่านได้ทุ่มเทประการใดบ้างไหมเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ หรือ ความน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์?
2. ท่านมีส่วนอะไรบ้างไหมที่ช่วยให้คริสตจักรของท่านเติบโตเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น?
3. งานรับใช้ในคริสตจักร และ ในสังคมโลก สร้างผลกระทบทำให้ชีวิตของท่านเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเจ้าผู้เปี่ยมไปด้วยพระคุณ  

โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้มองเห็นพันธกิจการรับใช้พระองค์    ที่ข้าพระองค์กระทำในพระนามของพระองค์    อย่างที่พระองค์ประสงค์ให้ข้าพระองค์เห็น

โปรดช่วยข้าพระองค์ได้เข้ามีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งการกอบกู้  เยียวยารักษา  และการสร้างใหม่ของพระองค์

โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีสายตาที่สามารถมองเห็นภารกิจความรับผิดชอบมากกว่าเนื้องานที่ทำ   แต่ให้มองเห็นถึงแผนการที่กว้างไกลและลึกซึ้งกว่าของพระองค์   โปรดทรงนำข้าพระองค์ที่จะทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่องานรับใช้นี้ให้สอดคล้องและเป็นไปตามตามพระประสงค์ของพระองค์

โปรดให้ข้าพระองค์ที่เป็นอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระองค์     ได้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระองค์   และเติบโตขึ้นถึงขนาดความไพบูลย์ของพระองค์   อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

04 พฤศจิกายน 2556

การสร้างคนรับใช้: งานหนึ่งในการอภิบาลชีวิตสมาชิกคริสตจักร

พระเยซูคริสต์มิได้เรียกสาวกให้มาเป็นพรรคพวกและติดตามพระองค์เท่านั้น   แต่พระองค์ทรงเรียกพวกเขาเพื่อที่จะทรงสร้างพวกเขาให้เป็นคนรับใช้แห่งแผ่นดินของพระเจ้า   อย่างที่พระองค์มาในโลกนี้เพื่อที่จะรับใช้ผู้คนที่พบเห็น   ดังนั้น พระองค์จึงมิได้เพียงเรียกพวกเขาเพื่อจะสอนพวกเขาให้รู้ เข้าใจ และเชื่อวางใจในพระองค์เท่านั้น   แต่พระองค์ต้องการที่จะสร้างพวกเขาให้รับช่วงพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าต่อจากพระองค์

เปาโลได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างคนที่เชื่อให้เป็นคนที่รับใช้  ท่านได้เขียนไว้ในพระธรรมเอเฟซัสตอนหนึ่งว่า...

พระองค์เองทรงให้บางคนเป็นอัครทูต  
บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ  
บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ  
บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์  

เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้  
เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น  
จนกว่าเราทั้งหมดจะบรรลุความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ 
และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า  
จนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่  คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
(เอเฟซัส 4:11-13  อมตธรรม)

งานของศิษยาภิบาลมิได้จำกัดอยู่แค่การประกาศพระกิตติคุณ  การสอนให้คนเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์เท่านั้น   กล่าวคือมิได้มีบทบาทเพียงแค่การช่วยให้ผู้คนรู้เรื่องพระเยซูคริสต์และรับเชื่อในพระองค์เท่านั้น   นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น   ในเวลาเดียวกันศิษยาภิบาลก็มิใช่มีเพียงหน้าที่เผยพระวจนะ เทศนา สอนพระคัมภีร์ ให้สมาชิกมีความรู้และดำเนินชีวิตตามคำสอนในพระคัมภีร์เท่านั้น   และงานใหญ่ของศิษยาภิบาลมิใช่เพียงการเตรียมและจัดการนมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์อย่างดี  เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมนมัสการซาบซึ้ง และ รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจในชีวิตที่ได้เข้าร่วมในการนมัสการนั้น

เปาโลได้ชี้ชัดในพระธรรมตอนนี้ถึงบทบาทสำคัญของศิษยาภิบาลคือ การเสริมสร้างสมาชิก หรือ ประชากรของพระเจ้าให้เป็นคนทำงานรับใช้พระเจ้าท่ามกลางประชาชนในสังคม   และโดยการทำงานรับใช้ดังกล่าวก่อเกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบรรดาสมาชิกในคริสตจักร   ในเวลาเดียวกันได้รู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นจากการทำงานรับใช้   และมีชีวิตที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน

แน่นอนครับ  งานการเสริมสร้างสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ย่อมเป็นงานหนักกว่า การประกาศ และ สอนคนให้เชื่อศรัทธา   เป็นงานที่หนักกว่าการเตรียมและจัดการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์   หนักกว่าการประกอบศาสนพิธีอย่างซาบซึ้ง   เพราะนี่เป็นการสร้างคนครับ  และที่หนักหนาคือเป็นการสร้างคนๆ นั้นให้มีจิตใจ และ ทักษะความสามารถในการรับใช้พระเจ้าผ่านการรับใช้ผู้คนรอบข้างที่พบเห็น   ในการเสริมสร้างคนเพื่อการรับใช้ดังกล่าวมีประเด็นที่จะต้องเสริมสร้างหลักๆ ดังนี้

1. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องหนุนเสริมผู้เชื่อคนๆ นั้นในการค้นหาของประทานจากพระเจ้า หรือ ศักยภาพ ความสามารถพิเศษที่มีในตัวของเขา

2. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องกระตุ้นหนุนเสริมเขาในการฟังเสียงแห่งการทรงเรียกในชีวิตของเขา

3. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องเอาใจใส่และเสริมสร้างเขาให้เป็นผู้ที่มีทักษะในการสื่อสาร  ในการรับรู้  และการมีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง

4. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องพัฒนาจุดแข็งที่มีในตัวเขา เพื่อใช้ในงานรับใช้ได้อย่างเกิดผล   และพัฒนาจุดอ่อนให้เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ในการรับใช้

5. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องให้ “ตนเอง” แก่คนที่ตนสร้าง (เช่น เวลา  ลงแรงลงพลัง  ความมุ่งมั่นตั้งใจ)

6. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องหนุนนำให้เขาสำนึกว่างานพันธกิจที่เขารับใช้เป็นพันธกิจที่พระเจ้าทรงมอบหมาย   และเป็นการร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้

7. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องเป็นแหล่งทรัพยากรหนุนเสริมการทำพันธกิจ (ทั้งด้านบรรยากาศ  การฝึกอบรม  การสนับสนุน  เครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น)

8. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องช่วยให้คนที่ตนสร้างมีความคาดหวังที่ชัดเจนในพันธกิจที่ตนรับใช้

9. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องช่วยปลดปล่อยภาระอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น   เพื่อเขาจะมีเวลา พลัง และชีวิตที่จะทุ่มเทกับงานรับใช้ที่ได้รับมอบหมาย

10. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องมีเวลาที่จะถอดบทเรียนจากประสบการณ์การรับใช้ของแต่ละคน   เพื่อเขาจะได้เห็นถึงพระคุณของพระเจ้าที่ทรงทำงานในงานที่เขารับใช้   อีกทั้งเกิดการเรียนรู้ และพบจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข  จุดเด่นที่สามารถพัฒนาให้เกิดผลยิ่งขึ้น  และเป็นเวลาขอบพระคุณพระเจ้าในการเติบโตขึ้นในการรับใช้

11. ศิษยาภิบาลและผู้นำจะต้องชื่นชมในการรับใช้ของผู้ที่ตนเสริมสร้าง   ทั้งการชื่นชมส่วนตัว  และการชื่นชมให้ผู้คนในคริสตจักรได้รับรู้และร่วมความยินดี

12. ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องกระตุ้นหนุนเสริมผู้ที่ตนสร้างให้ออกไปช่วยเหลือผู้ที่ทำงานรับใช้คนอื่นๆ  และสร้างเพื่อนสมาชิกให้เป็นคนรับใช้

นี่เป็นงานหนักของ “ศิษยาภิบาล” และ “ผู้นำคริสตจักร”   ที่จะต้องเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักรให้รับใช้และอภิบาลกันและกันในชุมชนคริสตจักร   และที่จะเข้าไปในสังคมชุมชน  ในที่ทำงาน  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  และในครอบครัว เพื่อที่จะอภิบาลชีวิตผู้คนเหล่านั้นที่ตนเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ และพบเห็น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

เรียนรู้จากความล้มเหลว

ลูกา 22:31-34

33 ฝ่าย​...(เปโตร)​จึง​ทูล​พระ​องค์​ว่า
 “​พระ​องค์​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​พร้อม​แล้ว​ที่​จะ​ไป​กับ​พระ​องค์ ถึง​จะต้อง​ติด​คุก​หรือ​ถึง​ความ​ตาย​ก็​ดี
34 ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “​เปโตร​เอ๋ย เรา​จะ​บอก​ท่าน​วันนี้​ก่อน​ไก่​ขัน ท่าน​จะ​ปฏิเสธ​ว่า​ไม่​รู้จัก​เรา​ถึง​สาม​ครั้ง
32 แต่​เรา(พระเยซูคริสต์)​ได้​อธิษฐาน​เผื่อ​ตัว​ท่าน(เปโตร)   เพื่อ​ความ​เชื่อ​ของ​ท่าน​จะ​ไม่ได้​ขาด และ​เมื่อ​ท่าน​ได้​หัน​กลับ​แล้ว จง​ชู​กำลัง​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย​ของ​ท่าน  (ลูกา 22:33-34, 32 มตฐ.)

เปโตรเป็นสาวกที่แสดงออกถึงความเชื่อและความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่   แต่เราท่านที่ได้อ่านพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ต่างก็รู้ว่า   ลักษณะที่ปากไวใจถึงทำให้เขาต้องทำให้เขาต้องเสียหน้าอับอาย   ที่เปโตร ปากไวใจถึงจนทำให้เขาเสียคนมากกว่าที่จะมีภาพลักษณะของ “ผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อและเชื่อฟัง”

เมื่อผลที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง   เมื่อเราต้องพ่ายแพ้ต่อการทดลอง หรือ กบฏต่อพระราชอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า   เราจะยอมปล่อยให้อำนาจชั่วร้ายใช้ความพ่ายแพ้ของเราลากชีวิตของเราให้พรากไปจากพระเจ้าหรือ   ความจริงที่คริสตชนจะต้องเชื่อและตระหนักชัดเจนว่า   ในเวลาที่ชีวิตพ่ายแพ้นั้น   พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดเรา   พระองค์ทรงเปิดโอกาส   พระองค์ทรงพร้อมที่จะเริ่มต้นกับเราใหม่   พระองค์พร้อมที่จะเสริมสร้าง และ ฝึกฝนชีวิตใหม่แก่เรา

สำหรับชีวิตคริสตชนแล้วต้องจำไว้เสมอว่า  ยิ่งชีวิตพ่ายแพ้ ล้มเหลว  ชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตนคาดหวัง   คริสตชนยิ่งจะต้องใกล้ชิดสนิทพระเจ้า   เกาะยึดพระองค์ไว้แน่น   เพราะการเชื่อฟังพระเจ้าเป็นกระบวนการเรียนรู้  และความล้มเหลวที่เราประสบเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาให้เราเป็นผู้รับใช้ที่ถ่อมลง    

การล้มเหลวเป็นเครื่องมือหนึ่งที่พระเจ้าจะทรงช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้ และ พัฒนา เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราขึ้นใหม่   การที่ชีวิตได้รับการเปลี่ยนแปลง พัฒนา และจนเกิดผลได้เพราะ ชีวิตของเราต้องติดสนิทกับพระเจ้า   ชีวิตที่พ่ายแพ้เหี่ยวเฉาที่เกิดขึ้นเพราะเรา เป็นเหมือนกิ่งที่ “ขาดน้ำเลี้ยง” จากต้น   ที่ขาดน้ำเลี้ยงเพราะกิ่งนั้นถูกทำให้หักฉีกขาดจากลำต้น   สำหรับคริสตชนแล้วชีวิตเราต้องติดสนิทคือดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์   5เรา​เป็น​เถา​องุ่น พวก​ท่าน​เป็น​แขนง คน​ที่​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา​และ​เรา​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เขา คน​นั้น​จะ​เกิด​ผล​มาก เพราะ​ว่า​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​พวก​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่​ได้​เลย   6ถ้า​ใคร​ไม่​ได้​ติด​สนิท​อยู่​กับ​เรา คน​นั้น​ก็​ต้อง​ถูก​ตัด​ทิ้ง​เสีย​เหมือน​แขนง แล้ว​ก็​เหี่ยว​แห้ง​ไป...” (ยอห์น 13:5-14

การพ่ายแพ้ล้มเหลวในชีวิตมิได้เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ลับตาจากพระเจ้า   หรือเมื่อเราอยู่ห่างไกลจากพระองค์   ท่านเชื่อไหมชีวิตของเราต้องลื่นล้มขณะที่กำลังอยู่ใกล้และสนทนากับพระองค์?   ท่านเชื่อไหมว่าอำนาจชั่วมาฉุดลากกระชากเราให้ออกห่างจากพระเจ้า   เมื่อเราพยายามหาทางมีส่วนในการทำงานของพระเจ้า   เมื่อเรากำลังหวังดีต่อพระองค์   เวลาที่เราคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญของพระเจ้า   เวลาที่เรากำลังใกล้ชิดพระองค์   อำนาจชั่วกระตุ้นให้เราคิดอย่างที่ใจเราปรารถนา   แม้ดูว่าจะเป็นการคิดดีต่อพระเจ้าก็ตาม  

แต่ “...เพราะ​เจ้า​คิด​อย่าง​คน ไม่​ได้​คิด​อย่าง​พระ​เจ้า” (ยอห์น 8:33 มตฐ.)  

บ่อยครั้ง มารมาตอนเราเผลอ...  และทำให้เรา  บอกพระเจ้าให้ทำตามความคิดของเรา!

เปโตรทักท้วงแผนการแห่งการทรงช่วยกู้มนุษย์ของพระเจ้า  “...ส่วน​เป​โตร​นั้น​พา​พระ​องค์​แยก​ออก​มา​แล้ว​ทูล​ทัก​ท้วง” (มาระโก 8:32)   แต่พระคริสต์ไม่ยอมให้โอกาสแก่มารที่มาแย่งเปโตรจากพระองค์ ด้วยการความคิดของตนเองที่ขัดขวางแผนการของพระเจ้า   พระองค์ทรงขับไล่อำนาจชั่วที่อยู่ในความคิดของเปโตรว่า “เจ้า​ซา​ตาน จง​ไป​ให้​พ้น เพราะ​เจ้า​คิด​อย่าง​คน ไม่​ได้​คิด​อย่าง​พระ​เจ้า (8:33)   เรามักสนใจเอาใจใส่ระแวดระวังไม่ให้อำนาจชั่วมาชักจูงเราในการกระทำผิด   แต่มักมองข้ามอำนาจชั่วที่มาชักจูงให้เราคิดผิดคิดชั่ว   และการคิดผิดคิดชั่วนี้เองที่ทำให้เราหลงใหลทำสิ่งที่ผิดพลาดมหันต์อย่างเป็นระบบ   อย่างเป็นกระบวนการ

การใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้าทุกวันจึงเป็นโอกาสที่พระคริสต์จะทรงปกป้องเราจากอำนาจชั่วร้าย   อย่างที่พระองค์ทรงปกป้องเปโตรจากอำนาจชั่วร้ายที่ครอบงำความคิดของเขา

สิ่งที่คริสตชนควรระแวดระวังตรวจสอบตนเองเสมอในการดำเนินชีวิตของตนคือ  ที่อำนาจชั่วร้ายใช้เรื่อง “ความกลัว” เข้ามาทำให้เราหมดความเชื่อไว้วางใจในพระเจ้า   ในกรณีนี้อำนาจชั่วเข้ามามีอำนาจครอบงำ “ความรู้สึกกลัว” ของเรา   แล้วใช้ความรู้สึกกลัวนั้นแสดงออกถึงการที่เราขาดความเชื่อ   ความไว้วางใจพระเจ้าหดหายลง

ความกลัวดังกล่าวที่เกิดขึ้นมิได้เกิดขึ้นเพราะเราอยู่เหินห่างจากพระเจ้า   ที่เราเกิดความกลัวลานเพราะเรามุ่งมองที่สถานการณ์รอบด้านมันน่ากลัว  วุ่นวาย  ร้ายแรง  ทำให้เราเกิดความกลัวอย่างมาก   พระเยซูประทับบนเรือกับสาวก  37... ​มี​พายุ​ใหญ่​เกิด​ขึ้น คลื่น​ก็​ซัด​เข้า​ไป​ใน​เรือ​จน​น้ำ​จวน​จะ​เต็ม​เรือ​อยู่​แล้ว   38 ส่วน​พระ​องค์​กำ​ลัง​บรร​ทม​หนุน​หมอน​หลับ​อยู่​ที่​ท้าย​เรือ พวก​สา​วก​จึง​มา​ปลุก​พระ​องค์​ทูล​ว่า พระ​อา​จารย์ พระ​องค์​ไม่​ทรง​เป็น​ห่วง​ว่า​พวก​เรา​กำ​ลัง​จะ​พินาศ​หรือ?” (มาระโก 4:37-38 มตฐ.)   เสียงพูดแบบนี้ช่างคุ้นๆ หูเรามิใช่หรือ?

เมื่อพระเจ้าไม่ตอบสนองในสถานการณ์วิกฤติของเราอย่างที่เราคาดหวัง   เราเกิดคำถามในจิตใจว่า   ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยเรา?   พระเจ้าไม่สนใจเราแล้วหรือ?   บ่อยครั้งเรามักให้ความสนใจมุ่งมองแต่สถานการณ์ที่ล่อแหลม รุนแรง และวิกฤติ   สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเชื่อของเราหดหายอ่อนกำลัง   40...ทำ​ไม​พวก​เจ้า​กลัว? พวก​เจ้า​ไม่​มี​ความ​เชื่อ​หรือ? (4:40)   แต่วิกฤติที่เกิดขึ้น กับความอ่อนแอในความเชื่อที่ปรากฏ  และเมื่อสาวกมองไปที่พระคริสต์ที่ทรงห้ามลมพายุ   ทำให้พวกสาวกต้องเรียนรู้ใหม่ว่า ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​ใคร​กัน​หนอ? ขนาด​ลม​กับ​ทะเล​ยัง​เชื่อ​ฟัง​ท่าน?” (ข้อ 41)

28เรา​รู้​ว่า​เหตุ​การณ์​ทุก​อย่าง​ร่วม​กัน​ก่อ​ผล​ดี​แก่​คน​ที่​รัก​พระ​เจ้า คือ​แก่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​พระ​องค์ (โรม 8:28 มตฐ)   สาวกได้นำบทเรียนที่ได้รับเหล่านี้ซึมลึกลงในจิตใจเพื่อให้ความเชื่อของเขาเข้มแข็งเติบโตขึ้น   พระเจ้าทรงใช้ความล้มเหลวของเปโตรเป็นเครื่องมือในการฝึกฝนชีวิตของสาวกให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระองค์   เพราะสาวกต้องการที่เติบโตขึ้นเพื่อรับใช้พระองค์

เราแต่ละคนต้องการที่จะเติบโตขึ้นในความเชื่อโดยที่ไม่ต้องกระทำผิดต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า   แต่เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าย่างก้าวที่ผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ  แต่เป็นสิ่งที่สอนเรา   ความล้มเหลวสอนให้ผู้เชื่อให้มีความเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อมีปัญญามากขึ้นและรับประโยชน์ในชีวิตมากขึ้น   และนี่เป็นบทเรียนชีวิตที่เราทุกคนควรจะใส่ใจ   และระแวดระวังความคิดของเราด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 พฤศจิกายน 2556

งานรับใช้ของท่านเป็นส่วนหนึ่งในงานรับใช้ของ “เรา”

อ่านเอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์

13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ  และ
ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า
จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
(เอเฟซัส 4:11-13  มตฐ.)

อย่างที่เราพบสัจจะความจริงจากเอเฟซัส 4:11-12 แล้วว่า   ประชากรของพระเจ้าทุกคนเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรเป็น “โค้ช” ในการเสริมสร้างและฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคนในคริสตจักรเป็นคนรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ของพระคริสต์ทั้งในคริสตจักร และ ในสังคมโลก   ดังนั้น  ท่านและข้าพเจ้าต่างฟันธงสรุปได้เลยว่าเราต่างเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   แต่ละคนต่างมีงานรับใช้พระคริสต์ผ่านงานอาชีพ  หน้าที่การงาน  ในชุมชน  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  ในครอบครัว และในคริสตจักรด้วย   เป็นการรับใช้พระคริสต์ด้วยทั้งชีวิตของเราตามพระประสงค์ของพระองค์

ที่กล่าวมานี้เป็นสัจจะความจริงของชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร   แต่ยังมิใช่สัจจะความจริงทั้งหมดทั้งสิ้น   เป็นสัจจะความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น   และนี่เป็นจุดที่คริสตจักรอาจจะมองข้ามมองผ่านไป   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่คนส่วนใหญ่ทั้งคริสตจักรถูกครอบงำด้วยมุมมองและความคิดแบบปัจเจกนิยม   ซึ่งถ้าเราอ่านและศึกษาในพระธรรมตอนนี้ท้ายข้อที่ 12 และในข้อ 13  เราจะพบความคิดที่ว่า  “พันธกิจการรับใช้ของท่านเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจการรับใช้ของเราด้วย”

สัจจะความจริงในข้อที่ 12  กล่าวถึงศิษยาภิบาลและผู้นำทำการบ่มเพาะ  เสริมสร้าง  และฝึกฝนธรรมิกชน (ประชากรของพระเจ้า”ให้เป็นคนรับใช้ในพันธกิจ  หรือที่อมตธรรมแลว่า “พันธกิจการรับใช้”  ซึ่งแปลมาจากภาษากรีกคำว่า “ไดอาโคเนีย” (คำว่า diakonia  แปลว่า “พันธกิจ” หรือ “งานบริการรับใช้” ก็ได้)   ภาพรวมของข้อ 12 คือภาพของศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรได้ร่วมกันเสริมสร้าง และ ฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคนรับใช้ในงานของพระเจ้าด้วยกัน

และในท้ายข้อที่ 12 และ ข้อที่ 13  ได้ขยายความต่อไปว่า  12...(เพื่อ)เสริมสร้างพระกายของพระคริสต์       13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ  และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า  จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์”   จากการเสริมสร้างและฝึกฝนสมาชิกคริสตจักรให้เป็นคนรับใช้ได้สร้างผลกระทบต่อชีวิตของคริสตจักร   น่าสังเกตว่าทำให้ชีวิตคริสตจักรมีเอกภาพหรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   และทำให้พระกายของพระคริสต์คือคริสตจักรเติบโตขึ้น   แต่ในที่นี้ไม่ได้เน้นเฉพาะว่ามีสมาชิกมากขึ้น  หรือเป็นคริสตจักรที่ใหญ่ขึ้น  แต่เน้นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมิใช่ภาพภายนอกเท่านั้น   แต่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระดับลึกของชีวิตคือการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ   และรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า   นั่นหมายความว่า สมาชิกในคริสตจักรเกิดเอกภาพที่มีชีวิตเติบโตเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   ดังนั้น  การเติบโตขึ้นในพระธรรมตอนนี้เป็นการเน้นย้ำถึงการเติบโตขึ้นด้านคุณภาพชีวิตเหมือนพระคริสต์มากกว่าการเน้นที่ขนาดคริสตจักรหรือจำนวนสมาชิก

แน่นอนครับ  เราแต่ละคนเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   แต่ละคนมีงานรับใช้พระองค์ที่แตกต่างกันไป   มีสถานที่รับใช้ที่แตกต่างกันไป   และเราต่างมีโอกาสในการรับใช้พระคริสต์ในสังคมชุมชนโลกนี้    แต่ถ้าเราแต่ละคนมีมุมมองว่างานรับใช้พระคริสต์ที่เราทำอยู่นั้นแยกออกต่างหากจากคนอื่นๆ ในคริสตจักร    เมื่อนั้น ได้กระทำการรับใช้ที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สวนทางกับพระธรรมตอนนี้   เพราะในพระธรรมตอนนี้ได้ให้สัจจะความจริงแก่เราว่า   งานรับใช้ที่เราแต่ละคนกระทำนั้นเป็นการกระทำ “ในพระนามของพระคริสต์”  และกระทำร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ  ยิ่งกว่านั้นเป็นการกระทำงานรับใช้ที่ประสาน  หนุนเสริม  ที่สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสมาชิกคนอื่นๆ ในคริสตจักร   โดยพระธรรมตอนนี้ได้ให้ภาพการทำงานที่แต่ละคนเป็นอวัยวะต่างๆ ในพระกายของพระคริสต์ที่ทำงานรับใช้ที่สอดประสานกัน   และที่สำคัญต้องทำให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระคริสต์ผู้เป็นศีรษะ

บ่อยครั้งที่เราพบว่า  สมาชิกคริสตจักรบางคนทำงานรับใช้พระคริสต์เฉพาะกลุ่มของตนเอง   (คริสตจักรไม่รู้  สมาชิกคนอื่นไม่เกี่ยว)    เป็นการทำการรับใช้พระคริสต์ที่แยกตัวจากผู้เชื่อคนอื่นๆ ในคริสตจักร   นอกจากเป็นการทำงานรับใช้พระคริสต์ที่สวนสัจจะความจริงของพระคัมภีร์แล้ว   เรามักพบว่างานรับใช้ประเภทนี้มักประสบความล้มเหลวในที่สุด   (เพราะบางกรณีใช้การทำงานรับใช้พระคริสต์ในการสร้างฐานอำนาจในคริสตจักร   หรือเป็นการสร้างอนุสาวรีย์สำหรับตนเอง   และที่พบบ่อยเช่นกันคือความไม่โปร่งใสในการใช้เงินงบประมาณ)

ขอเน้นย้ำในที่นี้ว่า   ถ้าเราพยายามที่จะแยกงานรับใช้พระคริสต์มาทำต่างหากสำหรับตนเองและพรรคพวกเท่านั้นงานนั้นจะไม่เสริมสร้างเอกภาพ หรือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ เสริมสร้างการเติบโตและความเข้มแข็งของคริสตจักร   แต่ถ้าเราทำพันธกิจการรับใช้พระคริสต์ร่วมกันในพระนามของพระคริสต์  ประสานเสริมหนุนกันและกัน  และสอดคล้องตามพระประสงค์ของพระคริสต์แล้ว   งานรับใช้นั้นจะเกิดผล  เพราะมิใช่เราและสมาชิกคนอื่นๆ ในคริสตจักรกระทำงานรับใช้ร่วมกันเท่านั้น   แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงหนุนเสริมเพิ่มพลังในการขับเคลื่อนพันธกิจการรับใช้ของเราในคริสตจักร   ในการรับใช้คริสตจักรและชุมชน  และในการอภิบาลสังคมในพระนามของพระคริสต์

ที่สำคัญคือ เราผู้เป็นสมาชิกคริสตจักรแต่ละคนต้องตระหนักว่า  “งานรับใช้ของท่านเป็นส่วนหนึ่งในงานรับใช้ของเรา” ในคริสตจักร

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ
1. ส่วนใหญ่สมาชิกในคริสตจักรของท่านที่ทำงานรับใช้พระคริสต์จะทำเป็นการส่วนตัว หรือ เป็นการทำพันธกิจการรับใช้พระคริสต์ร่วมกับสมาชิกอื่นๆ ในคริสตจักร?   ขอยกตัวอย่าง

2. ท่านคิดเห็นอย่างไรต่อสัจจะความจริงจากพระธรรมตอนนี้ที่ว่า   การทำพันธกิจรับใช้พระคริสต์ของคริสตจักร   ควรเป็นการกระทำที่ร่วมไม้ร่วมมือ  หนุนเสริม  และสอดประสานกันทั้งคริสตจักร?   ท่านคิดว่าเป็นสัจจะความจริงที่กระทำได้หรือไม่ได้ในคริสตจักรของท่าน?  ทำไม?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499